TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#EdifierComfoBass” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
รีวิว Edifier comfo Bass หูฟัง Clip-on ที่เบสหนักที่สุด ใส่สบาย ไม่หลุดง่าย
ใครใส่หูฟังแบบเดิมๆ แล้วเจ็บหู ต้องมาลองตัวนี้ก่อน Edifier Comfo Bass หูฟังดีไซน์ใหม่ทรง Clip-on
ExtremeIT • 2 วันที่แล้ว
รีวิว EDIFIER M90 ลำโพงงบ 7,000 เสียงอัปเกรดจากเดิม รองรับ eARC ด้วย
รีวิว EDIFIER M90 ลำโพงงบ 7,000 เสียงอัปเกรดจากเดิม รองรับ eARC ด้วย
ExtremeIT • 14 ก.ค. 69
อ่าน
CFARM ปั้นขุมทรัพย์ใหม่ ลุยฟาร์มไก่ไข่ 2 แสนตัว
#CFARM #ทันหุ้น - CFARM เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง 2569 ลุยก่อสร้างฟาร์มไก่ไข่ขนาด 2 แสนตัวปลายเดือนนี้ หวังปั้นรายได้ใหม่เสริมฐานแกร่ง ฟากธุรกิจไก่เนื้อฟอร์มดี ประสิทธิภาพการเลี้ยงพุ่ง หนุนโอกาสเพิ่มรอบเลี้ยง พร้อมอัดฉีดลงทุนโรงเรือนระบบปิด คุมต้นทุน ปูทางเติบโตแข็งแกร่งนายชูรัตน์ จึงธนสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชูวิทย์ฟาร์ม (2019) จำกัด (มหาชน) หรือ CFARM เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทมุ่งเดินหน้าต่อยอดการเติบโตของธุรกิจทั้งในส่วนของฟาร์มไก่เนื้อและโครงการฟาร์มไก่ไข่ เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การบริหารต้นทุน และการลงทุนอย่างรอบคอบ แม้ภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังมีความผันผวน บริษัทเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ในการบริหารจัดการฟาร์ม ระบบเกษตรพันธสัญญา และมาตรการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้@โชว์ฟาร์มไข่ไก่ด้านโครงการฟาร์มไก่ไข่ขนาด 200,000 ตัว ภายใต้รูปแบบ Contract Farming ปัจจุบันความคืบหน้าโดยรวมยังอยู่ในระดับเดิม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้การเตรียมพื้นที่และงานก่อสร้างดำเนินการได้ช้ากว่าแผน ประกอบกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัทปรับรูปแบบการก่อสร้างบางส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและควบคุมต้นทุน โดยไม่กระทบต่อมาตรฐานและคุณภาพของโครงการ ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเริ่มงานก่อสร้างอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ขณะเดียวกัน ธุรกิจฟาร์มไก่เนื้อยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประสิทธิภาพการเลี้ยงที่ดีขึ้น ทั้งอัตราการเลี้ยงรอดและคุณภาพไก่ที่อยู่ในระดับน่าพอใจ ประกอบกับการบริหารความเสี่ยงด้านโรคระบาดผ่านระบบBiosecurityที่เข้มงวด ส่งผลให้ได้รับความเชื่อมั่นจากคู่สัญญาและมีโอกาสเพิ่มจำนวนรอบการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงมั่นใจว่า เมื่อโครงการฟาร์มไก่ไข่แล้วเสร็จ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมฐานรายได้ สร้างการเติบโต และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของCFARMได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว@เน้นการเติบโต“บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพต่อโรงเรือน (Productivity per House) เพื่อยกระดับผลตอบแทนจากการลงทุน มากกว่าการขยายกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว ควบคู่กับการต่อยอดจุดแข็งของระบบเกษตรพันธสัญญาแบบประกันราคา ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพของรายได้และลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอก นอกจากนี้ บริษัทจะเดินหน้าลงทุนในโรงเรือนระบบปิด (EVAP System) และนำเทคโนโลยี Smart Farm รวมถึง Data Analytics มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการฟาร์ม เพื่อควบคุมต้นทุน ยกระดับคุณภาพการผลิต และเสริมศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายชูรัตน์ กล่าว
ทันหุ้น • 22 ก.ค. 69
Extreme Garage EP.3 เครื่อง Sim Racing โครง Aluminum Profile พร้อมจอ 52 นิ้ว
Extreme Garage EP.3 เครื่อง Sim Racing โครง Aluminum Profile พร้อมจอ 52 นิ้ว เซตจบ ?
ExtremeIT • 30 ก.ค. 69
อ่าน
GULFจ่อลงทุนอังกฤษ-ยุโรป แย้มศึกษาโรงไฟฟ้าหลายแห่ง
#GULF #ทันหุ้น - GULF แย้ม อยู่ระหว่างพิจารณาลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในอังกฤษ-ยุโรปหลายโครงการ แย้มเป็นโครงการที่มี Potential ปลายปีนี้จ่อขายหุ้นกู้อีก 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้พัฒนาโครงการในประเทศ ด้าน “ทีทีบี เวลธ์” แนะซื้อ เหตุ ได้ประโยชน์มากสุดจากแผน PDP ฉบับใหม่ มีลุ้นคว้า PPA 15.5 กิกะวัตต์ แถมธุรกิจดาต้า-LNG หนุน “ยูบีเอส” อัพราคาเป้าหมายเป็น 82 บาทจาก 70 บาทต่อหุ้นนางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทอยู่ระหว่างหาโอกาสในการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยโครงการในประเทศนั้นต้องรอภาครัฐในการเปิดประมูล ส่วนในต่างประเทศนั้นขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่อังกฤษและยุโรปหลายโครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่มี Potential@จ่อขายหุ้นกู้สำหรับแผนการเสนอขายหุ้นกู้ในปีนี้บริษัทยังคงจะเสนอขายอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อนำเงินมาใช้ในการพัฒนาโครงการพลังงานในประเทศ ส่วนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน ปี 2569 รวมมูลค่า 24,127.4 ล้านบาท นั้นบริษัทได้เตรียมเงินเรียบร้อยแล้วบริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTBWEALTH ระบุว่า GULF ยังเป็นหุ้นTop Pick กลุ่มโรงไฟฟ้าของฝ่ายวิจัย จึงคงคำแนะนำซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 75 บาทต่อหุ้น เพราะคาดว่า GULF จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2026) โดยคาดจะได้ส่วนแบ่งได้ถึง 28% ของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า รวมจากโครงการก๊าซธรรมชาติและพลังงานทดแทนที่คาดจะประมูลออกมาใน 10 ปีข้างหน้า จากที่เคยได้ส่วนแบ่งราว 30% จากการประมูลสัญญาพลังงานทดแทนในปี 2566 แม้ยังไม่รวมโอกาสจากโครงการใหม่โดยฝ่ายวิจัยคาด EPS จะเติบโตได้เฉลี่ย 12% ต่อปีในช่วงปี 2570-2572 หนุนโดยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 6% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2573 โดยนับเฉพาะโครงการที่มีสัญญาแล้ว และการทยอย COD โครงการดาต้าเซ็นเตอร์รวม 167 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และศักยภาพการเติบโตระยะยาวจากธุรกิจบริการ AI บนระบบคลาวด์ และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG@คาดคว้า PPA 15.5 กิกะวัตต์ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยรวมมูลค่าจากสมมติฐานของฝ่ายวิจัยว่า GULF จะได้สัญญาผลิตไฟฟ้ารวม 15.5 กิกะวัตต์ จากการประมูลใน 10 ปีข้างหน้าในราคาเป้าหมายของฝ่ายวิจัย โดยฝ่ายวิจัยคาด GULF จะได้สัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 4.5 กิกะวัตต์ (2 ใน 3 ของจำนวนสัญญาทั้งหมด) และ 25% ของสัญญาพลังงานทดแทน คือโครงการโซลาร์ 35 กิกะวัตต์ และพลังงานลมอีก 15 กิกะวัตต์ ที่ฝ่ายวิจัยคาดจะประมูลออกมาภายในปี 2578 และทยอย COD จนถึงปี 2583 ฝ่ายวิจัยคาดว่าเงินลงทุนสำหรับโครงการเหล่านี้รวม 5.73 แสนล้านบาท ยังไม่เกินความสามารถในการก่อหนี้ของ GULF ที่ฝ่ายวิจัยประเมินได้ที่ 1.6 ล้านล้านบาท ณ ปี 2578 โดยมูลค่าจากโครงการใหม่เหล่านี้คิดเป็น 8.2 บาทต่อหุ้น ในราคาเป้าหมายของฝ่ายวิจัย โดยหาก GULF ได้กำลังการผลิตแตกต่างจากสมมติฐานของเราทุก 1 กิกะวัตต์ จะส่งผลต่อราคาเป้าหมาย 0.1 บาท, 0.7 บาท และ 1.6 บาท สำหรับโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์, ลม, และก๊าซธรรมชาติตามลำดับเราคาดกำไรของ GULF เติบโตได้ 13%,11% และ 14% ในปี 2570-2572 โดยประเมินจากเฉพาะโครงการที่สัญญาอยู่แล้ว เนื่องจากเรามองว่าโครงการจากแผน PDP ใหม่จะเริ่มดำเนินงานหลังปี 2573 ส่วนปัจจัยหนุนการเติบโตกำไรระยะสั้น คือ กำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก 8.7 กิกะวัตต์ ในปี 2568 เป็น 11.5 กิกะวัตต์ ในปี 2573จากโครงการที่มีสัญญาแล้ว และ ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจโทรคมนาคมผ่านการถือหุ้น 40% ใน ADVANC ที่เพิ่มขึ้น และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการทยอย COD และอัตราการให้บริการที่เพิ่มขึ้นของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ภายใต้การร่วมทุนในในไตรมาส 4/2569-2571@ดาต้าหนุนอย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยมองว่า 2 ธุรกิจใหม่ที่อาจหนุนการเติบโตรอบใหม่ที่สำคัญของ GULF คือ 1.โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยที่บริษัทตั้งเป้าพัฒนา 2 กิกะวัตต์ ภายในปี 2578 เพื่อรองรับโอกาสจากการย้ายการลงทุนจากออกจากเขตพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยราคาเป้าหมายของฝ่ายวิจัยรวมกำลังผลิตดาต้าเซ็นเตอร์ไว้แล้ว 1 กิกะวัตต์ ซึ่งมีมูลค่า 4.7บาทต่อหุ้น และ GULF กำลังขยายธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน LNG เพื่อรองรับการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นในไทย ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมธุรกิจการนำเข้า 7.8 ล้านตันต่อปี การลงทุนในท่อส่งก๊าซ การก่อสร้างท่าเรือขนถ่าย LNG ขนาด 10.8 ล้านตันต่อปีที่มีเป้าหมายที่จะเริ่ม COD ในปี 2571F และโอกาสการทำธุรกิจเรือขนส่ง LNGด้านบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส จำกัด แนะนำซื้อ และปรับราคาเป้าหมายของ GULF ขึ้นเป็น 82 บาท จาก 70 บาทต่อหุ้น
ทันหุ้น • 20 ก.ค. 69
บริษัทกำจัดWeeb
บริษัทกำจัดWeeb
OPZTV • 21 ก.ค. 69
สิทธิพิเศษ
รับส่วนลด 200 บาท เมื่อใช้บริการ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ผ่าน bTaskee ใช้ 0 ทรูพอยท์
ประหยัด ฿200 ที่ bTaskee ลูกค้าทรู รับส่วนลด 200 บาท สำหรับการ บริการ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เมื่อใช้บริการผ่าน bTaskee ใช้ 0 Pointสิทธิพิเศษสำหรับบริการ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ! มูลค่า 200฿ จาก bTaskee กดรับส่วนลดตอนนี้ และดาวน์โหลดแอปจองบริการได้ที่ https://bit.ly/BTKxTrueDtac เงื่อนไข 1. กรอกส่วนลดในขั้นตอนการจองผ่านแอปพลิเคชันของ bTaskee2. รหัสใช้เป็นส่วนลดได้สำหรับบริการนวดภายในแอปพลิเคชัน bTaskee เท่านั้น3. ส่วนลดสามารถใช้ในเขตพื้นที่ กรุงเทพฯ เท่านั้น (สามารถตรวจสอบพื้นที่ให้บริการผ่านแอปฯ bTaskee)4. สิทธิพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด 100 สิทธิ์ ตลอดแคมเปญ5. จำกัด 1 สิทธิ์ / 1 ผู้ใช้งาน 6. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชันอื่นได้ และไม่สามารถโอน เปลี่ยนแปลง และแลกเป็นเงินสดได้7. สิทธิพิเศษนี้ใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 31 ธันวาคม 2569 8. การใช้สิทธิ์ต้องเป็นไปตามข้อตกลงและนโยบายของบริษัท สามารถดูข้อกำหนดและนโยบายของ bTaskee เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.btaskee.com/th9. สอบถามรายละเอียดของบริการ หรือแจ้งปัญหาในการใช้งานโค้ดส่วนลด กรุณาติดต่อ bTaskee โทร. 02-113-1345 หรือผ่าน LINE Official @btaskeeth
บริการซ่อมบำรุง • 1 ก.ค. 69
อ่าน
SPALI ผนึก TOA เปิดตัวนวัตกรรมถังบำบัดน้ำล้างสี (Eco-Paint Purifier) รายแรกในไทยยกระดับ Green Ecosystem ชูผู้นำ Sustainable Real Estate Development
#ทันหุ้น - บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ร่วมกับ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA พันธมิตรธุรกิจผู้นำนวัตกรรมสีอันดับ 1 ของไทย เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างครบวงจร ตอกย้ำเป้าหมาย Sustainable Real Estate Development Leader ตามแนวคิด ESG มุ่งเน้นศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่อยู่อาศัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยนวัตกรรม ‘ถังบำบัดน้ำล้างสี Eco-Paint Purifier’ สำหรับการจัดการน้ำเสียที่เกิดภายในโครงการขณะก่อสร้างอาคารขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเริ่มนำร่องใช้งานในโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ของศุภาลัย นับเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดการน้ำเสียจากงานสี เพื่อยกระดับการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนายกิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าหนึ่งในโจทย์สำคัญของสายงานก่อสร้างในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่การบริหารต้นทุน เวลา และคุณภาพงานเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงในไซต์งาน ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการจัดการน้ำเสียที่ศุภาลัยให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำทิ้งและน้ำปนเปื้อนจากกิจกรรมก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพน้ำ การดักตะกอน และการบำบัดก่อนปล่อยออกสู่แหล่งสาธารณะให้เป็นไปตามข้อกำหนดของภาครัฐ ทำให้นวัตกรรม ECO-Paint Purifier หรือถังบำบัดน้ำล้างสี ได้รับการพัฒนาร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง TOA เพื่อออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในโครงการก่อสร้าง สามารถแยกตะกอนสี ปรับคุณภาพน้ำเสีย ค่า pH ก่อนปล่อยทิ้งให้อยู่ในระดับเหมาะสม และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่เมื่อผ่านมาตรฐานที่กำหนด โดยความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางของศุภาลัยในการขับเคลื่อนงานก่อสร้างสู่มาตรฐานที่ดีขึ้น อีกทั้งเชื่อมโยงคุณภาพงาน ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมนายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับศุภาลัยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ TOA ในการร่วมยกระดับ Green Ecosystem หรือระบบนิเวศสีเขียวของอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เราได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมถังบำบัดน้ำล้างสี Eco-Paint Purifier แล้วนำไปทดสอบการใช้งานจริง ณ โครงการ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ พบว่านวัตกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงมากในการแยกตะกอนสี โดยสามารถลดปริมาณตะกอนแขวนลอยในน้ำเสียได้มากถึง 97% พร้อมทั้งช่วยปรับค่าความเป็นกรด-ด่างจากน้ำเสียให้กลับมาอยู่ในระดับที่เป็นกลาง ทำให้น้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดได้มาตรฐานตามข้อกำหนดTOA ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสีและวัสดุก่อสร้าง เราไม่ได้มองเพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่เรายังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะที่ปลายทางในไซต์งานก่อสร้าง การนำ Eco-Paint Purifier มาใช้ จึงเป็นการเติมเต็มห่วงโซ่คุณค่าด้านความยั่งยืน ร่วมขับเคลื่อนองค์กร พันธมิตรธุรกิจและสังคมไทยในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไปทั้งนี้ การเปิดตัวนวัตกรรม ECO-Paint Purifier นับเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรฐานใหม่ในการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ก่อสร้าง โดยศุภาลัยและ TOA มีแผนขยายผลการใช้งานถังบำบัดน้ำล้างสีไปยังโครงการอื่นๆ ทั้งคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบในอนาคต ซึ่งในระยะแรกได้เริ่มนำไปใช้ในโครงการศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย–พัฒนาการ และโครงการศุภาลัย ธาม เจริญนคร ก่อนต่อยอดสู่โครงการอื่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการก่อสร้างจนถึงการส่งมอบแก่ลูกค้า พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2050 เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยและคนรุ่นต่อไป
ทันหุ้น • 1 ก.ค. 69
อ่าน
EPGรับผลดีไทยช่วยไทย ดันยอดขายบรรจุภัณฑ์โต
#EPG #ทันหุ้น – EPG รับอานิสงส์ไทยช่วยไทยพลัส ดันยอดขายบรรจุภัณฑ์อาหารโต ด้านธุรกิจ Aeroflex รับผลดีบริษัทแห่ลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เชื่อผลดำเนินงานงวดปี 2570 (เม.ย. 69-มี.ค.70) เพิ่มขึ้น 3% จากทุกกลุ่มธุรกิจขยายตัว พร้อมเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง 3 ปี รศ.ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า ในแง่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาลนัันมองถือเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัท โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าบรรจุภัณฑ์อาหาร (Epp) อาทิ กล่องข้าว ซึ่งน่าจะช่วยผลักดันให้ความต้องการ (ดีมานด์) ปรับตัวดีขึ้นโดยวานนี้ (15 มิ.ย.) เป็นวันแรกที่สามารถใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ EPG มาจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหาร อยู่ที่ประมาณ 20% ส่วนที่เหลือมาจากกลุ่มธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น (Aeroflex) และกลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ (Aeroklas)@ดาต้าหนุนขณะเดียวกันยังได้รับผลดีจากบริษัทในประเทศและต่างประเทศลงทุนโครงการดาตาเซ็นเตอร์จำนวนมาก เพราะทำให้ดีมานด์ในการติดตั้งระบบปรับอากาศและประหยัดพลังงานสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่งานโครงสร้างแล้วเสร็จและถึงช่วงในการติดตั้งระบบปรับอากาศ ซึ่งโปรดักต์ Aeroflex ถือว่ามีคุณภาพสูงและได้รับการตอบรับจากลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นด้วยสำหรับกลุ่มธุรกิจ Aeroklas นั้นปีนี้แนวโน้มจะดีขึ้น ผลจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากแผนการผลิตของค่ายยานยนต์ในแต่ละภูมิภาคยังคงฟื้นตัวไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม Aeroklas ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์น้ำหนักเบา (Lightweight Solutions) มีความแข็งแรง ทนทาน และช่วยประหยัดพลังงานสำหรับยานยนต์สันดาป (ICE) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในตลาดหลักทั่วโลก พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน@งวดปี 70 โตรศ.ดร.เฉลียว กล่าวว่า ทิศทางผลการดำเนินงานงวดบัญชีปี 2570 (เม.ย.69 – มี.ค.70) หรืองวดปีนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตประมาณ 2-3% จากปีก่อนที่ราว 1.37 หมื่นล้านบาท เพื่อตอบรับแนวโน้มทุกกลุ่มธุรกิจที่ขยายตัวต่อเนื่องทั้งนี้ ในงวดปีนี้ EPG ประมาณกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารปีนี้น่าจะสามารถขยายตัวได้ราว 5% จากปีก่อน, กลุ่ม Aeroflex คาดปีนี้จะเพิ่มขึ้น 2-3% จากปีก่อน ส่วน Aeroklas เชื่อปีนี้จะเติบโตราว 2% จากปีก่อน สอดคล้องกับฐานลูกค้าขยายตัว และการนำเสนอโปรดักต์ต่างๆ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่องขณะที่ในระยะยาวทาง EPG ในช่วง 3 ปีนับจากนี้ (งวดบัญชีปี 2570-2572) วางงบลงทุนรวมไว้ประมาณ 840 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนใน Aeroflex อยู่ที่ 350 ล้านบาท, กลุ่ม Aeroklas 350 ล้านบาท และกลุ่ม Epp อีก 140 ล้านบาท เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและต่อยอดการเติบโตในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น
ทันหุ้น • 16 มิ.ย. 69
อ่าน
เปิดประมูลปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน ซื้อไฟโซลาร์ครัวเรือนมิ.ย.
#กระทรวงพลังงาน ทันหุ้น - กระทรวงพลังงาน จ่อประกาศ “เปิดประมูลสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน -ร่างแผนPDPเสร็จ”กันยายนนี้ มองไทยมีศักยภาพเป็นฮับ LNG อาเซียน เล็งขยาย LNG Terminal 3 ส่วนเดือนนี้เตรียมรับซื้อไฟโซลาร์รูฟครัวเรือนดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานพร้อมเป็นเจ้าภาพ ‘Gastech 2026’ งานประชุมและนิทรรศการด้านพลังงานครั้งสำคัญของโลก ระหว่างวันที่ 14 - 17 กันยายน งานนี้จะเป็นจุดขายสำคัญในการชักชวนบริษัทชั้นนำของโลกให้เข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีพลังงานในไทย เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยปัจจุบันมีตัวเลขการจดทะเบียนขอใช้ไฟฟ้าสำหรับ Hyperscale Data Center กับ BOI และการไฟฟ้าฯ สูงถึง 20,000 เมกะวัตต์ และในปีนี้ประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 35,000 เมกะวัตต์@ร่างแผนPDPชัดก.ย.ทั้งนี้หากรวมความต้องการจาก Data Center เข้าไป จะทำให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมหาศาล โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. ความมั่นคงทางพลังงาน, 2. ไฟฟ้าสะอาดและ 3. ราคาที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้จ่ายภายในประเทศกว่า หมื่นล้านบาท ในช่วงการจัดงาน 4-5 วัน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม รถเช่า และการท่องเที่ยวอีกทั้งคาดว่าร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่จะมีความชัดเจนภายในช่วงการจัดงาน โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การปรับตัวรองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และ EV ,การพิจารณาพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SMR, การให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต รวมถึงมีการผลักดันเรื่อง Direct PPA เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทชั้นนำของโลกเข้ามาลงทุนหรือทำโครงการผลิตไฟฟ้าร่วมกับบริษัทไทยนอกจากนี้รัฐบาลเปิดประมูลสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมใหม่ใน ฝั่งอันดามัน ภายในงาน ‘Gastech 2026’ ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลลึกกว่า 60,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีศักยภาพสูงเนื่องจากมีการค้นพบแหล่งขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียงทางตอนใต้ของอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลาง LNG ของอาเซียน โดยปัจจุบันมีสถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG Terminal (T1, T2 ที่มาบตาพุด) แต่เนื่องจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยและบนบกมีปริมาณลดน้อยลงตามกาลเวลา แต่ก๊าซยังเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 59% จึงต้องจะมีการเพิ่ม LNG Terminal ที่ 3 (T3) ในพื้นที่ EEC อีกประมาณ 8 ล้านตัน ทำให้ศักยภาพการรองรับรวมเพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านตัน เป็นกว่า 27 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและสามารถส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, จีน และญี่ปุ่น@นำกำไรกฟผ.อุดหนุนค่าไฟนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลได้วางแนวทางการปฏิรูปพลังงานไทยมีเป้าหมายใหญ่ในการลดราคาค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าน้อย ไม่เกิน 200 หน่วยแรก โดยวางแนวทางจัดการใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.การจัดการสัญญาแอดเดอร์ เนื่องจากในอดีตมีราคารับซื้อที่แพงเกินไป รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะยกเลิกการต่อสัญญาอัตโนมัติเหล่านี้ หรือใช้วิธีเจรจาเพื่อให้เอกชนยอมลดราคาลงมาให้ใกล้เคียงกับอัตรารับซื้อใหม่ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2 บาทเศษ ในขณะที่สัญญาแอดเดอร์เดิมอาจสูงถึง 3 บาทกว่า2.การลดความสูญเสียไฟฟ้าในระบบ เนื่องจากปัจจุบันมีความสูญเสียที่เกิดขึ้น เช่น ไฟสาธารณะหรือไฟทาง ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ถูกนำไปรวมกับค่าไฟของประชาชนสูงถึง 10-20 สตางค์ ทางรัฐบาลจึงมีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น การเปลี่ยนเป็นหลอด LED เพื่อลดความสูญเสียดังกล่าว 3.การจัดการค่าพร้อมจ่าย เนื่องจากในอดีตมีการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริง ทำให้ต้องจ้างเอกชนเตรียมพร้อมผลิตไฟฟ้าโดยที่ไม่ได้นำไฟมาใช้จริง กลายเป็นภาระต้นทุน "ค่าพร้อมจ่าย" ที่ประชาชนต้องแบกรับโดยรัฐบาลมีแนวทางที่จะนำกำไรหรือรายได้จากการไฟฟ้ามาใช้เพื่อช่วยลดค่าไฟให้กับกลุ่มผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยให้เหลือ 3 บาท โดยเป็นการสำรองจ่ายล่วงหน้าแทนการใช้งบประมาณจากภาครัฐ และจะนำเงินที่ได้จากการเรียกเก็บค่าไฟจากกลุ่ม Data Center ในอัตราใหม่มาชดเชยคืนให้ภายหลัง สำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วย ต้องมีการปรับทบทวนแผนอีกครั้ง เนื่องจากเข้าใจถึงปัญหาของผู้ที่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการสนับสนุนให้บ้านเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยภายในเดือนมิถุนายนนี้จะมีการเปิดโครงการ "โซลาร์ 2.0" เพื่อรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตเหลือจากการใช้งานในบ้านเรือน โดยตั้งเป้าหมายการรับซื้อไว้ที่ 500 เมกะวัตต์ สำหรับกลุ่มบ้านอยู่อาศัยโดยเฉพาะ และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการติดตั้งมากขึ้น รัฐบาลเตรียมมาตรการสนับสนุนครบวงจร ทั้งการช่วยเงินดาวน์และการลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์
ทันหุ้น • 18 มิ.ย. 69
อ่าน
Beger ผนึก แสนสิริ ยกระดับบ้านเพื่อสุขภาวะและความยั่งยืน
#ทันหุ้น - Beger ผู้นำนวัตกรรมสีรักษ์โลกของไทย ประกาศความร่วมมือกับ แสนสิริ ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัย เดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ของบ้านที่ผสานแนวคิด Sustainability และ Health Well-being อย่างเป็นรูปธรรมความร่วมมือครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณพวงเพ็ญ แสงเพชร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เบเยอร์ จำกัด และ คุณประเสริฐ ตระการวชิรหัตถ์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อส่วนโครงการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการพัฒนาโครงการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาวโครงการ “สราญสิริ ศรีวารี 2” บ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิด Where The Love Expands – พื้นที่ความรัก ใจกลางธรรมชาติ ออกแบบสไตล์ Urban Farmhouse โอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวและวิวทะเลสาบ สะท้อนแนวคิดการอยู่อาศัยที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ในโครงการนี้ Beger ได้นำนวัตกรรม BegerCool เทคโนโลยีสีสะท้อนความร้อน มาช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวผนังและหลังคา ลดการสะสมความร้อนภายในตัวบ้าน ช่วยเพิ่มสภาวะความสบาย (Thermal Comfort) และสนับสนุนการประหยัดพลังงานจากการใช้เครื่องปรับอากาศ อันเป็นส่วนสำคัญของแนวคิดบ้านประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนในภาคที่อยู่อาศัยนอกจากนี้ นวัตกรรมสีของ Beger ยังครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่• Sustainable Innovation สีบ้านเย็น BegerCool และสีสูตร Low VOC ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในมิติ Embodied Carbon จากกระบวนการผลิต และ Operational Carbon จากการใช้งานระยะยาวผ่านการลดการใช้พลังงานภายในบ้าน สนับสนุนแนวทางการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อโลกอย่างเป็นรูปธรรม• Healthy Living เทคโนโลยียับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ลดการสะสมของสารก่อภูมิแพ้ เสริมคุณภาพอากาศภายในบ้าน สอดรับแนวคิดบ้านเพื่อสุขภาวะ• Well-being Design โทนสีและคุณสมบัติที่ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ลดความร้อนสะสม และยกระดับสภาวะความสบาย (Thermal Comfort) เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกวันความร่วมมือระหว่าง Beger และ แสนสิริ ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการคัดเลือกผลิตภัณฑ์สีคุณภาพสูง แต่เป็นการผนึกกำลังของสององค์กรที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการขับเคลื่อน ESG โดยเฉพาะมิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) และสังคม (Social) เพื่อยกระดับมาตรฐานบ้านยุคใหม่ให้ “อยู่แล้วสบาย ดีต่อสุขภาพ และดีต่อโลก” อย่างยั่งยืน
ทันหุ้น • 9 มิ.ย. 69
อ่าน
BOI บุกจีนขึ้นเวที SEMICON China 2026 ดันไทยฐานสู่ฮับเซมิคอนดักเตอร์
#ทันหุ้น - บีโอไอบุกแดนมังกร นครเซี่ยงไฮ้ ร่วมงานเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก “SEMICON China 2026”โชว์ศักยภาพไทยฐานผลิตสำคัญของภูมิภาค เดินหน้าดึงบริษัทชั้นนำลงทุนไทย เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานมุ่งสู่ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เปิดเผยว่า บีโอไอได้จัดโรดโชว์ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 25 – 26 มีนาคม 2569 ร่วมกับสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ (THSIA) เพื่อเข้าร่วมงาน “SEMICON China 2026” ซึ่งเป็นงานประชุมด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมทั้งงานนิทรรศการเปิดตัวนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ของอุตสาหกรรมชิป ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ (Front-end) ไปจนถึงปลายน้ำ (Back-end) โดยเลขาธิการบีโอไอในฐานะผู้แทนประเทศไทย ได้ขึ้นเวทีนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย ในการเป็นฐานลงทุนสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาค รวมทั้งทิศทางของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ มาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และแนวทางการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศ ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อวางรากฐานการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาวนอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีผู้บริหารจากหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและองค์กรด้านเทคโนโลยีของหลายประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้ร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรม ทิศทางการพัฒนาในแต่ละประเทศ และโอกาสสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างฐานอุตสาหกรรมชิปของอาเซียนให้แข็งแกร่งและครบวงจรยิ่งขึ้นพบ 5 บริษัทชั้นนำ เดินหน้าดึงลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ในไทยบีโอไอได้หารือแผนธุรกิจกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จำนวน 5 บริษัท ได้แก่1) JCET Group ผู้ให้บริการด้านการบรรจุและทดสอบชิปชั้นนำของโลก โดยเป็นอันดับ 1 ในจีน และอันดับ 3 ของโลก บริษัทให้บริการโซลูชันการผลิตชิปแบบครบวงจร รองรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น AI ยานยนต์อัจฉริยะ การสื่อสาร พลังงาน และการแพทย์2) China Key System บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่มีการผลิตครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การทำ Photo Mask) การผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fab) ไปจนถึงการบรรจุและทดสอบ (Packaging Testing) และให้บริการโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น การสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์3) Empyrean Technology ผู้นำอันดับ 1 ของจีนในด้านซอฟต์แวร์ออกแบบชิป (EDA) และอันดับ 4 ของโลก เพิ่งเปิดตัวแพลตฟอร์มออกแบบชิปแบบครบวงจรสำหรับการผลิตชิปหน่วยความจำ (Memory Chips)4) NAURA Technology ผู้ผลิตอุปกรณ์และเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อันดับ 1 ของจีน และอันดับ 5 ของโลก โดยมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องกัด (Etching), การเคลือบผิว (Deposition) ไปจนถึงการทำความสะอาดเวเฟอร์5) Circuit Fabology Microelectronics Equipment ผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับพิมพ์ลายวงจรความละเอียดสูงสำหรับเซมิคอนดักเตอร์และ PCB ด้วยเทคโนโลยี Direct Writing Lithography ซึ่งเป็นการพิมพ์ลวดลายวงจรแบบ Masklessนอกจากนี้ บีโอไอยังได้พบหารือกับหน่วยงานและเครือข่ายอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ สมาคม China Semiconductor Industry Association (CSIA) Shandong Semiconductor Chamber of Commerce และ Guangdong Industrial Technology Research Institute (GITRI) ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนเชื่อมโยงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยการหารือดังกล่าวมุ่งเน้นสร้างความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานร่วมกับผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมชิปของไทยในระยะยาว“ในจังหวะเวลาที่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก รวมทั้งประเทศจีน เริ่มมองหาลู่ทางในการออกไปขยายฐานการผลิตชิปในต่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น และอาเซียนเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนกลุ่มนี้ บีโอไอมองเห็นโอกาสครั้งสำคัญนี้ จึงเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากผู้ประกอบการชั้นนำของโลก ควบคู่กับการเร่งยกระดับระบบนิเวศในประเทศ ทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายเชน ตามแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การผลิตชิปต้นน้ำ การประกอบและทดสอบขั้นสูง รวมถึงการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตชิป เพื่อสร้างฐานอุตสาหกรรมชิปที่ยั่งยืนของไทย และปูทางสู่ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์” นายนฤตม์ กล่าว
ทันหุ้น • 27 พ.ค. 69
อ่าน
ADB ท็อปฟอร์ม ผลงาน Q1 ผงาด ร่วมทุนญี่ปุ่นหนุน
#ADB #ทันหุ้น – ADB กำไรไตรมาสแรกพุ่ง 58.69% แตะ 17.25 ล้านบาท รับอานิสงส์คำสั่งซื้อทะลัก ด้านบริษัทร่วมทุนยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น AICA โตแรง หนุนส่วนแบ่งกำไรไหลเข้าเต็มสูบ เสริมฐานะการเงินแข็งแกร่ง D/E ต่ำเพียง 0.46 ปั้น New S-Curve เร่งโตยาวนายหวัง วนาไพรสณฑ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ็พพลาย ดีบี จำกัด (มหาชน) หรือ ADB ผู้ผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติกคอมปาวด์รายใหญ่ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 17.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.38 ล้านบาท หรือ 58.69% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 10.87 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้มีผลกำไรสุทธิที่สูงขึ้น เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์กลุ่มเม็ดพลาสติกสำหรับสายไฟฟ้าและเคเบิ้ลเป็นหลัก จากการดำเนินงานที่สูงขึ้นกว่าปีก่อน รวมถึงกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเชิงรุก เพื่อรับมือกับความผันผวนของวัตถุดิบปิโตรเคมีในช่วงมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นบริษัทฯและบริษัทย่อยจากธุรกิจเม็ดพลาสติกคอมปาวด์โดยรวมมีกำไรสุทธิ 7.47 ล้านบาท ก่อนกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม@บุ๊กส่วนแบ่งกำไรนอกจากนี้ บริษัทยังได้รับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม (ADBS) ที่ใช้วิธีการบันทึกบัญชีตามส่วนได้เสีย สำหรับไตรมาส 1/2569 จำนวน 9.79 ล้านบาท จึงส่งผลให้ไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 17.26 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 223.06 ล้านบาทผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของ ADB มีทิศทางเติบโตอย่างโดดเด่น โดยได้รับปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) สูงถึง 90% ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลบวกโดยตรงต่ออัตราการทำกำไร หลังจากเกิดความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ADB ใช้กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ จัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่หลากหลาย และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์ ADB จึงมั่นใจว่าการส่งมอบสินค้าจะไม่หยุดชะงัก และคาดว่าโมเมนตัมความต้องการสินค้าจะยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้” นายหวัง กล่าว@ร่วมทุนโตโดดด้านบริษัทร่วมทุน บริษัท เอดีบี ซีแลนท์ จำกัด (ADBS) ที่ร่วมทุนกับกลุ่ม AICA ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น สามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยมียอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาแนว (Sealant) เติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศ ใช้กำลังการผลิตมากกว่า 60% ความสำเร็จของ ADBS มาจากปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.Synergy ด้านต้นทุน การบริหารจัดการร่วมกับเครือ AICA ที่มีประสิทธิภาพสูง 2.Raw Material Group Purchasing การรวมคำสั่งซื้อวัตถุดิบบางรายการร่วมกับเครือข่าย AICA ทำให้มีอำนาจต่อรองและได้ต้นทุนที่ต่ำลง และ 3.Economies of Scale ปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นช่วยดัน Margin ให้สูงขึ้นอย่างชัดเจนโดย ADB จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก ADBS เข้ามา ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างทางการเงินให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ADB มี อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่ 0.46 อยู่ในระดับต่ำ และมีสภาพคล่องทางการเงินที่สูงมาก ทำให้บริษัทอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ (New Opportunities) ที่มีศักยภาพสูง เพื่อสร้าง New S-Curve และเร่งอัตราการเติบโตให้รวดเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต
ทันหุ้น • 13 พ.ค. 69
อ่าน
MTC ร่วม JUMP+ วางแผน 3 ปี ยกระดับสู่มาตรฐานโลก
#ทันหุ้น - บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินหน้ายกระดับองค์กรสู่มาตรฐานโลก วางกรอบแผน 3 ปี ครอบคลุมด้านธุรกิจ ธรรมาภิบาล และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร เสริมความโปร่งใส และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำบทบาทผู้นำไมโครไฟแนนซ์ไทยระดับสากล พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนนายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เปิดเผยว่า บริษัทได้รับอนุมัติจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ให้เข้าร่วม “โครงการ JUMP+” ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับศักยภาพองค์กร เสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน และผลักดันการดำเนินธุรกิจสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บริษัทได้วางกรอบแผนการดำเนินงานระยะ 3 ปี ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านธุรกิจ (Business) ด้านธรรมาภิบาล (Governance) และด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวในมิติด้านธุรกิจ MTC จะเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์องค์กร 3 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจ กลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บหนี้ และกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมุ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาองค์กร ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการยกระดับคุณภาพการให้บริการลูกค้าสำหรับมิติด้านธรรมาภิบาล บริษัทมุ่งยกระดับกระบวนการตรวจสอบสู่ระบบดิจิทัล โดยในระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ ผ่านการทดสอบในสาขานำร่อง การประเมินความเสี่ยง และการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นขณะที่มิติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการกำหนดแนวทางควบคุมการใช้ทรัพยากร การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสาขา การปรับกระบวนการทำงานสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการใช้กระดาษ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero และการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท“การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ไม่เพียงสะท้อนถึงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของ MTC แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยบริษัทยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล เสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้ประชาชนอย่างทั่วถึง สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคม ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายปริทัศน์กล่าวขณะเดียวกัน ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานและการยอมรับในระดับสากล โดยล่าสุด บริษัทคว้ารางวัลระดับภูมิภาค Best Social Bond Thailand จากเวที The Asset Triple A Awards for Sustainable Finance 2026 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร The Asset สื่อการเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชียทั้งนี้ บริษัทฯ ยังร่วมมือกับสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ได้แก่ บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC), องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA), บริษัทเพื่อการลงทุนและการพัฒนาแห่งเยอรมนี (KfW DEG) และ Credit Guarantee and Investment Facility (CGIF) เพื่อผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและขยายธุรกิจของผู้ประกอบการสตรีในกลุ่ม MSMEs ในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย สะท้อนบทบาทของบริษัทฯ ในฐานะผู้นำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ของไทยในระดับสากล (World-class Thai Microfinance)
ทันหุ้น • 27 เม.ย. 69
อ่าน
GULF บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” เป้า 66.00 บาท
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #GULF บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” เป้า 66.00 บาทบล.ฟินันเซีย ไซรัส : บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (+) GULF คาดกำไรสุทธิ 1Q26 อยู่ที่ 9.7 พันลบ. (+10% q-q, +81% y-y) หนุนจากการเติบโตที่ดีในเกือบทุกธุรกิจ โดยธุรกิจ IPP ดีขึ้นจากการเรียกเดินเครื่องของ EGAT ที่สูงขึ้น ขณะที่ SPP margin ขยายตัวจากต้นทุนก๊าซที่ลดลง ด้านธุรกิจพลังงานทดแทนยังช่วยหนุนผลประกอบการ โดยเฉพาะโซลาร์ที่รับรู้รายได้เต็มไตรมาส แม้โรงไฟฟ้าลมจะชะลอลงเล็กน้อยตามฤดูกาล ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมอ่อนลงเล็กน้อยจาก ADVANC และโรงไฟฟ้า Jackson (สหรัฐฯ) ที่หยุดซ่อมบำรุงตามแผน ขณะที่มีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเราคาดว่า กำไร 2Q26 จะเติบโตต่อ และมี upside จากรายการพิเศษ โดยกำไรมีแนวโน้มสูงกว่า 1 หมื่นลบ. จาก เงินปันผลรับจาก KBANK (ราว 3.5 พันลบ.) และ กำไรจากการขายหุ้นโครงการ Pak Lay (ราว 1.8 พันลบ.) ขณะที่ธุรกิจหลักยังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แม้ SPP margin อาจถูกกดดันเล็กน้อยจากต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้นเราปรับเพิ่มประมาณการ กำไรปกติปี 2026 เป็น 3.3 หมื่นลบ. (+36% y-y) จากดีล Pak Lay และเงินปันผล KBANK ที่สูงกว่าคาด และคาดกำไรช่วง ปี 2026–28 จะเติบโตเฉลี่ย 19% ต่อปี หนุนจากกำลังการผลิตโซลาร์ใหม่ การเติบโตต่อเนื่องของ ADVANC และความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเรายังคงคำแนะนำ BUY พร้อมราคาเป้าหมายใหม่ที่ 66 บาท (SOTP) โดยมองว่าการอ่อนตัวของราคาหุ้นล่าสุดเป็นโอกาสเข้าซื้อ จาก upside ของกำลังผลิตใหม่และการเติบโตระยะยาวที่ได้แรงหนุนจากความต้องการของ Data Center
ทันหุ้น • 27 เม.ย. 69
สิทธิพิเศษ
เพาเวอร์บาย
Power Buy Power Up Your Life | อัปเดตเทรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอทีกับเพาเวอร์บาย เพื่อให้คุณใช้ชีวิตในแบบที่ใช่ ครบจบทุกไลฟ์สไตล์
อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า • 1 เม.ย. 69
อ่าน
บลจ.อีสท์สปริงลุยธีมสมาร์ทกริด เมกะเทรนด์โตคู่ขนาดโลกดิจิทัล
#บลจ.อีสท์สปริง#ทันหุ้น บลจ.อีสท์สปริง ชูธีมลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ อีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่เติบโตขนานไปกับ ธีมAI และ ดาต้าเซ็นเตอร์พร้อมเปิดตัวกองทุน ES-GRID เสนอขาย วันที่ 25-31 มีนาคม 2569 นี้นางสาวดารบุษป์ ปภาพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า บลจ.อีสท์สปริง เสนอขาย กองทุนเปิดอีสท์สปริง Smart Grid Infrastructure (ES-GRID) โดยมีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก First Trust NASDAQ® Clean Edge® Smart Grid Infrastructure Index Fund ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) *ลุยสมาร์ทกริดทั้งนี้ กองทุนหลัก First Trust NASDAQ® Clean Edge® Smart Grid Infrastructure Index Fund มีการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Nasdaq Clean Edge Smart Grid Infrastructure™ Index โดยดัชนีดังกล่าวสะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วย บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับโครงข่ายไฟฟ้า อุปกรณ์และเครือข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บและบริหารจัดการพลังงาน การคมนาคมที่เชื่อมต่อกัน และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องนอกจากนี้ กองทุนยังมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Smart Grid โดยตรง (Pure Play) ตลอดจน มีการปรับพอร์ตการลงทุนทุก 6 เดือน เพื่อสะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมและมีการกระจายที่เหมาะสม โดยกองทุน ES-GRID เสนอขาย ระหว่างวันที่ 25 - 31 มีนาคม 2569 ด้วยมูลค่าเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาท*5อันดับหมวดลงทุนสำหรับพอร์ตการลงทุนของกองทุนหลักกระจายการลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. Electrical and Electrical Equipment 33.3% 2. Multi-utilities 13.1% 3. Diversified Industrials 11.2% 4. Conventional Electricity 9.7% และ 5. Electronic Equipment: Control and Filter 8.5% และมีสัดส่วนการลงทุนในสหรัฐฯ 38.3% สวิตเซอร์แลนด์ 10.5% สหราชอาณาจักร 10.4% ฝรั่งเศส 10.2% และเยอรมนี 7% นางสาวดารบุษป์ กล่าวอีกว่า บลจ.อีสท์สปริง มองว่าโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่สามารถสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เร่งตัวทั่วโลก โดยเฉพาะจากเทคโนโลยี AI , ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car)*เมกะเทรนด์โลกขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจำเป็นต้องพึ่งพา Smart Grid เพื่อบริหารความผันผวนและรักษาสมดุลของระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ โครงข่ายไฟฟ้าเดิมที่มีอายุการใช้งานยาวนานหลาย 10 ปี จำเป็นต้องได้รับการยกระดับ รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ในอนาคต ซึ่งการลงทุนกองทุน ES-GRID จึงถือเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ตไปยังเมกะเทรนด์ระดับโลก และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาวจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ทันหุ้น • 25 มี.ค. 69
อ่าน
บมจ. มูฟฟาสท์ (MF26) เริ่มซื้อขายใน LiVEx 23 มี.ค. นี้
#ทันหุ้น #2026 #SET บมจ. มูฟฟาสท์ (MF26) เริ่มซื้อขายใน LiVEx 23 มี.ค. นี้นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) กล่าวว่า LiVEx ยินดีต้อนรับ บมจ. มูฟฟาสท์ เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน LiVEx โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “MF26” ในวันที่ 23 มีนาคม 2569 ซึ่ง MF26 เป็นหนึ่งในบริษัทที่ผ่านการเตรียมความพร้อมจาก LiVE Platform ที่ช่วยเสริมศักยภาพและสร้างความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการMF26 ดำเนินธุรกิจให้บริการด้าน E-Commerce แบบครบวงจร ทั้งรูปแบบผู้จัดจำหน่ายและรับฝากขายสินค้าประเภทต่างๆ ผ่าน social media และ online marketplace รวมถึงให้บริการด้านการตลาด การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง การจัดส่งสินค้า การวิเคราะห์ข้อมูลและการขายสินค้าให้แก่คู่ค้าของบริษัท สินค้าที่บริษัทจำหน่ายครอบคลุมผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักคือ กลุ่มลูกค้ารายย่อยซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยตรง และกลุ่มลูกค้าองค์กรเจ้าของแบรนด์สินค้าMF26 มีทุนชำระแล้ว 52.1 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 100 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 4.2 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรก (IPO) ต่อผู้ลงทุนตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด โดยเสนอขายผู้ลงทุนวันที่ 13-16 มีนาคม2569 ในราคาหุ้นละ 2.50 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 10.50 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 260.50 ล้านบาท มีบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนนายโตชิ ศิริจิวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. มูฟฟาสท์ (MF26) กล่าวว่า บริษัทเล็งเห็นศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรม E-Commerce บริษัทฯ จึงมีความมุ่งมั่นยกระดับสู่การเป็นผู้ให้บริการ E-Commerce แบบครบวงจร ผ่านกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การคัดสรรแบรนด์พันธมิตรที่มีศักยภาพ การขยายความหลากหลายของสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนการพัฒนาและสร้างแบรนด์สินค้าของบริษัทเองร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันพร้อมเพิ่มอัตราการทำกำไรในระยะยาว สำหรับการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนจัดสรรเพื่อลงทุนขยายธุรกิจ พัฒนาระบบเทคโนโลยี และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนMF26 มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักหลัง IPO คือ คุณโตชิ ศิริจิวานนท์ ถือหุ้น 63.34% โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหลังหักสำรองต่างๆ ตามที่กฎหมายและบริษัทกำหนดไว้ในแต่ละปี ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอาจพิจารณาปรับอัตราดังกล่าวตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่ www.movefast.co.th และ www.live-platforms.com/live-exchange
ทันหุ้น • 20 มี.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ส่วนลด 10% สําหรับงานสํารวจก่อนซ่อมทุกประเภท ใช้ 0 ทรูพอยท์
ประหยัดเริ่มต้น ฿100.00 ที่ ฟิกซิ ลูกค้าทรูใช้ 0 ทรูพอยท์ รับส่วนลด 10% สําหรับงานสํารวจก่อนซ่อมทุกประเภทสามารถใช้ได้กับบริการที่เข้าร่วมรายการ ดังต่อไปนี้ - สํารวจก่อนซ่อมทุกประเภท ( ระบบน้ำ, ระบบไฟ, เครืองใช้ไฟฟ้า, โครงสร้าง, สินค้าและ บริการติดตั้ง, หลังคา ) เงื่อนไข 1. จํากัด 2 สิทธิ ต่อบัญชี ตลอดแคมเปญ 2. สามารถใช้รหัสส่วนลดได้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2026 - 31 ธันวาคม 2026 3. สามารถใช้รหัสส่วนลดผ่านทางแอปพลิเคชัน Fixzy , line official : @fixzy หรือ ผ่านทาง Website https://www.fixzy.net/ ได้ 4. สามารถเลือกวันให้ช่างเข้าให้บริการได้ถึงวันที 7 มกราคม 2027 5. หากมีการยืนยันการซื้อบริการแล้ว จะไม่สามารถขอคืนเงินได้ 6. ไม่สามารถเปลียนเปนเงินสดหรือเครดิตได้ ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม กรุณาตรวจสอบเงื่อนไขให้ละเอียดก่อนทําการจอง 7. กรุณาตรวจสอบพื้นทีก่อนจองบริการ 8. หากมีการนัดหมายแล้ว และผู้ให้บริการเข้าตามนัด แต่ไม่สามารถให้บริการได้เนื่องจากผู้ใช้ บริการหรือสถานทีไม่พร้อมบริการ จะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่ม 535 บาท (รวมVAT) 9. กรุณานัดล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วัน 10. เงื่อนไขเปนไปตามที่บริษัทฯ กําหนด 11. หากมีข้อสงสัยใดๆกรุณาโทรสอบถามก่อนจองบริการทุกครัง ติดต่อ Fixzy ได้ที่แอดไลน์ @Fixzy ในเวลาทําการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.30-18.00 น .
บริการซ่อมบำรุง • 20 มี.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ทรูแบล็ค ทรูเรด ส่วนลด 20% สําหรับงานสํารวจก่อนซ่อมทุกประเภท ใช้ 0 ทรูพอยท์
ประหยัดเริ่มต้น ฿200.00 ที่ ฟิกซิ ทรูแบล็ค ทรูเรด ใช้ 0 ทรูพอยท์ รับส่วนลด 20% สําหรับงานสํารวจก่อนซ่อมทุกประเภทสามารถใช้ได้กับบริการทีเข้าร่วมรายการ ดังต่อไปนี้ - สํารวจก่อนซ่อมทุกประเภท ( ระบบน้ำ, ระบบไฟ, เครืองใช้ไฟฟ้า, โครงสร้าง, สินค้าและ บริการติดตั้ง, หลังคา ) เงื่อนไข 1. จํากัด 2 สิทธิ ต่อบัญชี ตลอดแคมเปญ 2. สามารถใช้รหัสส่วนลดได้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2026 - 31 ธันวาคม 2026 3. สามารถใช้รหัสส่วนลดผ่านทางแอปพลิเคชัน Fixzy , line official : @fixzy หรือ ผ่านทาง Website https://www.fixzy.net/ ได้ 4. สามารถเลือกวันให้ช่างเข้าให้บริการได้ถึงวันที 7 มกราคม 2027 5. หากมีการยืนยันการซื้อบริการแล้ว จะไม่สามารถขอคืนเงินได้ 6. ไม่สามารถเปลียนเปนเงินสดหรือเครดิตได้ ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม กรุณาตรวจสอบเงื่อนไขให้ละเอียดก่อนทําการจอง 7. กรุณาตรวจสอบพื้นทีก่อนจองบริการ 8. หากมีการนัดหมายแล้ว และผู้ให้บริการเข้าตามนัด แต่ไม่สามารถให้บริการได้เนื่องจากผู้ใช้ บริการหรือสถานทีไม่พร้อมบริการ จะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่ม 535 บาท (รวมVAT) 9. กรุณานัดล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วัน 10. เงื่อนไขเปนไปตามที่บริษัทฯ กําหนด 11. หากมีข้อสงสัยใดๆกรุณาโทรสอบถามก่อนจองบริการทุกครัง ติดต่อ Fixzy ได้ที่แอดไลน์ @Fixzy ในเวลาทําการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.30-18.00 น .
บริการซ่อมบำรุง • 20 มี.ค. 69
อ่าน
ACE เดินหน้า COD โซลาร์ฟาร์มอีก 2 แห่ง เล็งประมูลโรงไฟฟ้าเพิ่ม
#ACE #ทันหุ้น-ACE เดินหน้ากวาดรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ล่าสุด COD โซลาร์ฟาร์ม เพิ่มอีก 2 แห่ง กำลังผลิตไฟฟ้าเสนอขายรวม 13.29 เมกะวัตต์ เผยมีโรงไฟฟ้าอีกเป็นจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและรอที่จะ COD เพิ่มในอนาคต ขณะเดียวกันก็มองหาโอกาสประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดใหม่ๆ อีกเพิ่มเติมนายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ทำการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) จำนวน 2 โครงการที่ดำเนินการโดยบริษัทย่อยซึ่ง ACE ถือหุ้นโดยอ้อมในสัดส่วนร้อยละ 100 ได้แก่ บริษัท อัลไลแอนซ์ คลีน เพาเวอร์ จำกัด และบริษัท แอ๊ดวานซ์ คลีน เพาเวอร์ จำกัด การเปิด COD ของทั้ง 2 โครงการมีขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 และวันที่ 16 มีนาคม 2569 ตามลำดับทั้ง 2 โครงการดังกล่าวมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมเป็นจำนวน 13.29 เมกะวัตต์ และเป็นส่วนหนึ่งของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ ACE ชนะการประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 - 2573 รวม 18 โครงการ กำลังการผลิตเสนอขาย (PPA) รวม 112.73 เมกะวัตต์ ซึ่งที่ผ่านมาทยอยเปิด COD มาเป็นระยะ ช่วยทำรายได้และกำไรเพิ่มให้บริษัทต่อเนื่อง**มองหาโอกาสเข้าประมูลโครงการเพิ่ม“เมื่อนับรวมการเปิด COD โซลาร์ฟาร์ม 2 โครงการล่าสุดนี้จะทำให้ปัจจุบัน ACE มีโครงการโรงไฟฟ้ารวม 91 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 748.35 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 47 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 466.94 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 44 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 281.41 เมกะวัตต์ โดยจะเห็นได้ว่ายังมีโครงการโรงไฟฟ้าที่ชนะการประมูลในมือที่ยังรอการเปิด COD อยู่เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็ยังคงมองหาโอกาสที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดใหม่ๆ เพิ่มเติมควบคู่กัน หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป”นายธนะชัย กล่าวอนึ่ง ACE ยังคงตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2593 ซึ่งสอดรับตามกลยุทธ์ธุรกิจในการตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็น “ต้นแบบผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของโลก” ที่ยึดมั่นมาตลอด อันจะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกจากภายในองค์กรไปสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
ทันหุ้น • 17 มี.ค. 69
อ่าน
SFLEX สร้างแบรนด์ดิ้ง-จับมือพันธมิตร ปี 69 ดันยอดขายแตะ 2.2 พันล.
บมจ.สตาร์เฟล็กซ์ (SFLEX) เปิดผลงานปี 68 รายได้แตะ 1,985 ล้านบาท กำไรสุทธิ 243.2 ล้านบาท บอร์ดอนุมัติจ่ายเงินปันผลอีกในอัตรา 0.05 บาท/หุ้น ขึ้น XD วันที่ 12 มี.ค. กำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 8 พ.ค. 69 รวมทั้งปี 68 จ่ายเงินปันผล 0.17 บาท/หุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 127.6 ลบ. ฟากผู้บริหาร “ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี” ระบุแผนปี 69 เดินหน้าสร้างแบรนด์ตอกย้ำอัตลักษณ์องค์กร ควบคู่กับการจับมือพันธมิตรพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มมูลค่าของบรรจุภัณฑ์ และขยายฐานลูกค้า ตั้งเป้าหมายยอดขายแตะระดับ 2,200 ล้านบาท ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) (SFLEX) ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนชั้นนำในประเทศ เปิดเผยว่าภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทฯ งวดปี 2568 (สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568) มีรายได้รวม 1,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% เทียบปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,898 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 243.2 ล้านบาท โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มีทั้งการเปลี่ยนรูปแบบ โครงสร้าง และลวดลายสีสันต่างๆ ให้กับฐานลูกค้าเดิม ซึ่งเป็นการตอบโจทย์บรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดเพิ่มในอัตรา 0.05 บาท/หุ้น รวมเป็นเงิน 37.30 ล้านบาท ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 12 มีนาคม 2569 กำหนดจ่ายวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล (1 มกราคม 2568 - 30 มิถุนายน 2568) ไปแล้ว ในอัตราหุ้นละ 0.054 บาท เป็นเงิน 40.30 ล้านบาท และจ่ายจากกำไรสะสม ในอัตราหุ้นละ 0.066 บาท เป็นเงิน 50 ล้านบาท เท่ากับ 0.12 บาท/หุ้น รวมทั้งปี 2568 เท่ากับ 0.17 บาท/หุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 127.6 ล้านบาท สำหรับแผนงานในปี 2569 บริษัทฯ จะเดินหน้าสร้างแบรนด์ดิ้ง (Branding) ตอกย้ำอัตลักษณ์องค์กร ที่เป็นจุดแข็งด้านการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และการบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และควบคู่ไปกับการจับมือพันธมิตรในแบบ Co-development เพื่อร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ให้ตอบโจทย์ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างมาตรฐานสินค้าให้มีความแตกต่างในตลาด รวมถึงขยายโอกาสทางธุรกิจและเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เดินหน้าบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว ยกระดับการผลิตด้วยการทดแทนเครื่องจักรทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดจำนวนของเสียจากการผลิต ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อรองรับการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแลดล้อม ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นโดยการติดตั้ง Solar Rooftop เต็มพื้นที่ ซึ่งคาดจะช่วยเพิ่มขีดการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายมียอดขายเติบโตแตะระดับ 2,200 ล้านบาท
ทันหุ้น • 1 มี.ค. 69
อ่าน
WHA ปักธงแตะ 2 หมื่นล้าน นิคม 2.5 พันไร่-ดีลใหญ่อื้อ
#WHA #ทันหุ้น - WHA ได้ตั้งเป้าหมายผลงานปี 2569 รายได้แตะ 20,000 ล้านบาท อีบิทดามาร์จิ้นสูงเกิน 45% วางเป้ายอดขายที่ดินรวม 2,500 ไร่ แย้มเซ็นขายรายใหญ่ 900 ไร่ อีก 400 ไร่จ่อ พร้อมขยายธุรกิจโลจิสติกส์และโมบิลิตี้ รวมถึงเพิ่มการบริหารจัดการน้ำ-พอร์ตพลังงานไฟฟ้า โชว์กำไรนิวไฮ 5,135 ล้านบาท ปันผล 0.2107 บาท นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายรายได้และส่วนแบ่งกำไรปกติ 20,000 ล้านบาท อัตราความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานจริง (EBITDA Margin)มากกว่า 45% จาก 5 ธุรกิจหลัก โดยปีนี้เป็นปีแห่งความท้าทายรอบด้าน ซึ่งมองเป็นโอกาสของไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร เพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม EV,เซมิคอนดักเตอร์,ดาต้าเซ็นเตอร์,คลาวด์ และพลังงานหมุนเวียน@ นิคมเป้า 2,500 ไร่สำหรับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินปี 2569 รวม 2,500 ไร่ แบ่งเป็นไทย 2,300 ไร่ และเวียดนาม 200 ไร่ ซึ่งบริษัทบริหารนิคมอุตสาหกรรม 17 แห่งในประเทศไทยและเวียดนาม บนพื้นที่รวม 88,900 ไร่ ในปี 2568 มียอดขายที่ดิน 1,340 ไร่ ยอดโอน 2,074 ไร่ปัจจุบันมียอดขายรอโอน (Backlog) ประมาณ 1,000 ไร่ พร้อมยอดการแสดงเจตจำนงที่จะซื้อ (LOI/MOU) รอเซ็นสัญญา 1,700 ไร่ และล่าสุด ในไตรมาส 1/2569 สัญญา LOI/MOU ได้แปลงเป็นสัญญาซื้อขายเรียบร้อยแล้วกับลูกค้ารายหนึ่ง พื้นที่กว่า 900 ไร่ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้า 1 ราย อีก 400 ไร่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์โดยในปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ โดยเฉพาะ WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 5 (WHA ESIES) พื้นที่ 6,490 ไร่ ซึ่งคาดว่าเริ่มโอนได้ในไตรมาส 1/2569 ด้านประเทศเวียดนาม บริษัทมุ่งขยายเขตอุตสาหกรรมเพิ่มในจังหวัดเหงะอาน และทัญชว้า โดยเฉพาะ WHA Smart Technology Industrial Zone 1 and 2 - Thanh Hoa พื้นที่ 2,210 ไร่ รวมถึงจังหวัดใหม่อย่างรึงเอียนและดานังเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิต@ ขยายโลจิสติกส์-โมบิลิกส์ธุรกิจโลจิสติกส์ ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการเป็นประมาณ 3,437,000 ตารางเมตร จากปี 2568 ที่มีพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานรวม 3,241,949 ตารางเมตร โดยมีโครงการให้เช่า พื้นที่ใหม่ประมาณ 200,000 ตารางเมตร ผ่านการพัฒนาเฟสใหม่ของ WHA Mega Logistics Center เทพารักษ์ กม.21 (เฟส 3) และชลหาร พิจิตร กม.4 โครงการ 2 รวมถึงเปิดโครงการใหม่ในทำเลยุทธศาสตร์อย่าง WHA Manufacturing Park 331 พร้อมกันนี้ มีแผนขายทรัพย์สินหรือสิทธิการเช่าเข้ากองทรัสต์ WHART และ WHAIR รวม 193,000 ตารางเมตร มูลค่าราว 4,700 ล้านบาทธุรกิจโมบิลิตี้ ภายใต้แบรนด์โมบิลิกส์ ในปี 2569 บริษัทจะเน้นสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมการให้บริการแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ การให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้า บริการเครือข่ายสถานีชาร์จ และ Mobilix Software Solution ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลกรีนโลจิสติกส์อัจฉริยะสำหรับจัดการยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะให้บริการเช่ารถ EV สะสม 637 คัน จากปี 2568 ที่ให้บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าสะสมรวม 387 คัน@ธุรกิจน้ำ-ไฟฟ้าขยับเพิ่มธุรกิจสาธารณูปโภคตั้งเป้าหมายว่า WHAUP ในปี 2569 จะมียอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวมเพิ่มเป็น 170 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปี 2568 ที่มี 160 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นประเทศไทย 122 ล้านลูกบาศก์เมตร และเวียดนาม 38 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม Smart Water เพื่อยกระดับการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการขยายระบบสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของกลุ่มลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ที่สูงกว่าปกติถึง 12-16 เท่า อีกทั้งยังผลักดันโซลูชัน Water Reclamation การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการฟื้นฟูและการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ เสริมความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำในระยะยาวส่วนธุรกิจไฟฟ้า ในปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในไทยและเวียดนาม รองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของภาคอุตสาหกรรมและแรงกดดันด้าน Decarbonization ตั้งเป้าสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ลงนามสะสม 1,124 เมกะวัตต์ จากปี 2568 ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 1,026 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการแล้ว 715 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 311 เมกะวัตต์ พร้อมพัฒนาโครงการ Solar Private PPA, Feed-in-Tarif และ Direct PPA ควบคู่ การพัฒนาโซลูชันพลังงานหมุนเวียนธุรกิจดิจิทัล ในปี 2569 WHA Digital ยังมุ่งเน้นการพัฒนา Mobilix Software Solution ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับจัดการยานพาหนะไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี เพื่อสนับสนุนธุรกิจโมบิลิตี้ และการพัฒนา WHASApp แอพพลิเคชันการ สื่อสารระหว่างลูกค้าและทีมงาน WHA ที่พร้อมด้วยฟีเจอร์ครบครัน ตั้งแต่แพลตฟอร์ม CO2ZERO ช่วยบริหาร จัดการคาร์บอนฟุตพรินต์ ตลอดจนการจัดการขยะรีไซเคิลผ่านโครงการ WeCYCLEบริษัทตั้งงบลงทุนรวมไว้ที่ 16,500 ล้านบาท ในปีนี้ แบ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรม 9,000 ล้านบาท โลจิสติกส์ 3,700 ล้านบาท สาธารณูปโภคและพลังงาน 2,900 ล้านบาท โมบิลิตี้ 600 ล้านบาท และดิจิทัล 300 ล้านบาท ตั้งเป้าอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนต่ำกว่า 1.2 เท่า สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินและการเติบโตอย่างยั่งยืน@ ปันผล 0.2107 บ. สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้และส่วนแบ่งกำไร 18,232 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,135 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 18,108 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติ 5,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% เทียบปีก่อน ทุบสถิติรอบใหม่ สร้าง New Record High ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยล่าสุดบอร์ดเคาะจ่ายปันผลรวมทั้งปี หุ้นละ 0.2107 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 10.5% YoY จ่อขึ้น XD วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 กำหนดจ่ายเงิน ปันผล 28 พฤษภาคม 2569
ทันหุ้น • 27 ก.พ. 69
อ่าน
Adani ทุ่ม 3.5 ล้านล้าน! ปั้นศูนย์ข้อมูล AI ใหญ่สุดในโลก ดันอินเดียผงาด
#Adani #ทันหุ้น - สำนักข่าว CNBC รายงานว่า กลุ่มบริษัท Adani ของอินเดียประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถึงแผนการลงทุนมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนและพร้อมรองรับระบบ AI ภายในปี 2035 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแพลตฟอร์มศูนย์ข้อมูลแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในโลกการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นในขณะที่อินเดียพยายามผลักดันตัวเองให้มีบทบาทที่แข็งแกร่งในการแข่งขันด้าน AI ระดับโลก โดย Adani ระบุว่าคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสร้างระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ากว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ในอินเดียภายในทศวรรษหน้า“โลกกำลังก้าวเข้าสู่การปฏิวัติทางปัญญา (Intelligence Revolution) ซึ่งมีความลึกซึ้งยิ่งกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใดๆ ที่เคยมีมา” Gautam Adani ประธานกลุ่ม Adani กล่าวในแถลงการณ์“อินเดียจะไม่เป็นเพียงผู้บริโภคในยุค AI เท่านั้น แต่เราจะเป็นผู้สร้าง เป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีทางปัญญา และเราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอนาคตนั้น” เขากล่าวเสริมราคาหุ้นของ Adani Enterprises ซึ่งเป็นบริษัทหลักในกลุ่ม Adani พุ่งขึ้น 2.5% หลังการประกาศข่าวนี้ ส่งผลให้เป็นหนึ่งในหุ้นที่ทำกำไรสูงสุดในดัชนี Nifty 50 ขณะที่หุ้นของ Adani Green Energy ปรับตัวสูงขึ้น 1.8% ในการซื้อขายล่าสุดที่มา https://www.cnbc.com/2026/02/17/india-adani-ai-data-centers-investment.html
ทันหุ้น • 17 ก.พ. 69
อ่าน
GULFปัจจัยหนุนเพียบ ลุ้นอีบิทดาปีนี้โตเกิน15%
#GULF #ทันหุ้น - GULF แย้มอีบิทดาปี 2569 มีโอกาสโตมากกว่า15% จากปัจจัยบวกเพียบ “ADVANC มีผลดำเนินงานดีด-Jackson ค่าความพร้อมจ่ายเพิ่ม-โรงไฟฟ้า COD-ดาต้าเซ็นเตอร์บุ๊กรายได้มากขึ้น” จ่อขยายแตะ 400-500 เมกะวัตต์ใน 3-5 ปี เตรียมแจ้งงบปี 2568 ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ปี 2569 มีโอกาสเติบโตมากกว่า15% เมื่อเทียบกับปี 2568 เนื่องจาก รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เพิ่มขึ้น เพราะ ADVANC มีขยายฐานลูกค้ามากขึ้น และมีรายได้เฉลี่ยต่อหลายเลข (ARPU) เพิ่มขึ้น และ AIS มีแพ็กเกจที่หลากหลายหนุนผลดำเนินงาน โดยเฉพาะแพ็กเกจกีฬา ประกอบกับต้นทุนลดลง@Jackson ดันรวมถึงธุรกิจพลังงาน ก็จะมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ (Jackson) เพิ่มขึ้น จากที่จะมีการปรับเพิ่มค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Payment) เป็น 329 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในเดือนมิถุนายน 2569 จาก 270 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้า Data Center ที่สูงขึ้น และรับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) เมื่อปีที่ผ่านมาโดยปีนี้บริษัทจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ที่จะจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) ในปีนี้ จำนวน 6 โครงการ ประกอบกับ โซลาร์ฟาร์ม 4 โครงการ, โซลาร์แบตเตอรี 2 โครงการ ในช่วงปลายปี, และ โรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่เชียงใหม่ ขนาด 10 เมกะวัตต์ ที่จะเป็นในเดือนพฤษภาคม, เปิดบริการโครงการมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) ในไตรมาส 3 ปีนี้ และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเป็น 70 ลำ หรือเกือบ 5 ล้านตันนอกจากนี้บริษัทจะมีการรับรู้รายได้จากดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้นในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ แห่งที่ 1 หรือ โครงการ GSA01 กำลังให้บริการสูงสุดไม่เกิน 25.6 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 2/2568 ปัจจุบันลูกค้าใช้บริการเกือบเต็มแล้ว@ลุยขยายดาต้านางสาวยุพาพิน กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ที่ อีก 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ GSAD2 กำลังให้บริการสูงสุดไม่เกิน 38.1 เมกะวัตต์ กำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2570 ปัจจุบันมีลูกค้าแสดงเจตจำนงใช้บริการแล้ว 60% และโครงการ GSA03 กำลังการให้บริการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570โดยล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มอนุมัติส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กลุ่มของบริษัทเพิ่มอีกจำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุน 37,202 ล้านบาท ตั้งอยู่จังหวัดระยอง และสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 120 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อไป ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะขยายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะมีกำลังการให้บริการ 400-500 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5 ปี โดยในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัทจะมีการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 และงวดทั้งปี 2568ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุว่า ยังคงแนะนำ “ซื้อ” GULF และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 66 บาท จาก 65 บาท เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ ADVANC, ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ภายใต้ Nxera เริ่มขยายตัวต่อเนื่อง, การเติบโตด้วยการลงทุนสู่กระแสของอนาคตหลากหลายทั้ง LNG พลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนของ BOI และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วยสนับสนุนมุมมองของฝ่ายวิเคราะห์ว่า ปัญหาคอขวดขณะนี้จะเกิดจากข้อจำกัดด้านที่ดิน, พลังงานและจังหวะเวลามากกว่าด้านเงินทุนดังนั้น จึงเชื่อว่าแพลตฟอร์มของ GULF ที่รวบรวมทั้งพลังงาน-LNG-โครงข่ายไฟฟ้า-โครงสร้างพื้นฐานไว้ด้วยกันทำให้ GULF มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ทั้งนี้ยังคงประเมินมูลค่าเงินลงทุนของ GULF ใน Nxera อยู่ที่ 0.90 บาทต่อหุ้น ซึ่งยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ และปรับประมาณการกำไรสุทธิหลักขึ้น 2.6%, 2.2% และ 3.7% ในปี 2568-70 ตามลำดับ ซึ่งหลักๆ แล้วเพื่อรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก ADVANC
ทันหุ้น • 29 ม.ค. 69
อ่าน
บลจ.ยูโอบีร่วมพันธมิตร จัดงานสัมมนาUOBAM Exclusive
ทันหุ้น - ตอกย้ำศักยภาพความเชี่ยวชาญการจัดการกองทุนในการนำเสนอทางเลือกการลงทุน ด้วยปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนกดดันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สถานการณ์และความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ การเติบโตก้าวกระโดดของเทคโนโลยีที่เข้ามาสนับสนุนธุรกิจ ปัจจัยดังกล่าวได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการลงทุน จากความท้าทายดังกล่าว ทางกลุ่มยูโอบี นำโดยผู้บริหารระดับสูงของ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) คุณรัชดา ตั้งหะรัฐ - Deputy Chief Executive Officer (ลำดับที่ 6 จากซ้าย), คุณกุลฉัตร จันทวิมล - Chief Marketing Officer (ลำดับที่ 5 จากซ้าย), คุณณัฐพล จันทร์สิวานนท์ - Chief Investment Officer(ลำดับที่ 6 จากขวา) พร้อมทีมผู้บริหาร และ K. Shankar Panchadcharam - Senior Director, จาก UOB Asset Management (Singapore) (ขวา) พร้อมด้วยพันธมิตรชั้นนำทั้งหมด 8 บริษัท ได้แก่ Robeco, EQT, Jupiter, SSIM, PIMCO, Fidelity, ARES, Baillie Gifford มาช่วยแชร์มุมมองการลงทุนปี 2026 รวมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจ กลยุทธ์และแนวทางการปรับพอร์ตการลงทุน เพื่อเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการปรับพอร์ตลงท
ทันหุ้น • 28 ม.ค. 69
อ่าน
รองเท้าวิ่ง 2026 รุ่นล่าสุด สำหรับผู้ชาย รุ่นไหนซัพพอร์ตดี ลดแรงกระแทก และป้องกันการบาดเจ็บ
รองเท้าวิ่งผู้ชาย 2026 รุ่นใหม่ล่าสุด รุ่นไหนซัพพอร์ตดี ลดแรงกระแทก และช่วยป้องกันการบาดเจ็บ เพื่อการวิ่งที่มั่นใจและปลอดภัย ครั้งนี้ TrueID Sport ได้คัดรองเท้าวิ่งชั้นนำอย่าง ASICS, Saucony, New Balance, Nike, Brooks, Mizuno และ adidas ที่พัฒนาเทคโนโลยีรองรับเท้า และพื้นรองเท้าให้เหมาะกับทุกสภาพการวิ่ง ไม่ว่าคุณจะวิ่งถนนหรือเทรล รุ่นไหนที่ตอบโจทย์เท้าของคุณ สนนราคาอยู่ที่เท่าไหร่มาดูกัน รองเท้าวิ่ง 2026 รุ่นล่าสุด สำหรับผู้ชายรุ่นไหนซัพพอร์ตดี ลดแรงกระแทก และป้องกันการบาดเจ็บ Brooks Glycerin Flex รองเท้าวิ่ง Brooks Glycerin Flex โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี FlexZone และร่องงอส่วนกลางเท้าที่มอบความยืดหยุ่นสูงสุด ช่วยให้การเคลื่อนไหวเป็นไปตามธรรมชาติของร่างกาย ผสานการรองรับแรงกระแทกที่นุ่มนวลเป็นพิเศษแบบ Plush Cushioning แต่ยังคงความทรงพลังในจังหวะสลัดเท้า (Toe-off) มอบประสบการณ์การวิ่งที่ลื่นไหลอย่างไร้รอยต่อตั้งแต่วินาทีที่เท้าสัมผัสพื้นจนยกตัว เหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการวิ่งเก็บระยะทางไกลบนถนนไปจนถึงการออกกำลังกายในยิม รูปแบบการดีไซน์และโครงสร้าง ตัวรองเท้ามาพร้อมจุดเด่นที่น่าสนใจด้วยค่า Drop 6 มม. ซึ่งช่วยให้การวางเท้าเป็นธรรมชาติและทรงตัวได้มั่นคงแบบรองเท้าสายทำความเร็ว แต่ยังคงความนุ่มนวลแบบรองเท้าซัพพอร์ตไว้อย่างครบถ้วน มอบการสวมใส่ที่กระชับและยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหวโดยไม่บีบรัด ในน้ำหนักเพียง 258 กรัม ซึ่งถือว่าเบามากสำหรับรองเท้ากลุ่ม Plush Cushion นอกจากนี้ยังใส่ใจความยั่งยืนด้วยการใช้วัสดุรีไซเคิลในส่วนหน้าผ้าสูงถึง 62.8% ราคาประมาณ 5,348 บาท Mizuno Wave Inspire 22 รองเท้าวิ่ง Mizuno Wave Inspire 22 ยกระดับการวิ่งด้วยนวัตกรรมโฟมฉีดไนโตรเจน MIZUNO ENERZY NXT ที่มอบความนุ่มนวลเป็นพิเศษและส่งคืนพลังได้อย่างทรงพลัง ผสานแผ่น MIZUNO WAVE ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยกระจายแรงกระแทกและประคองส่วนโค้งของเท้าไม่ให้ยุบตัว (Overpronation) เพื่อการถ่ายน้ำหนักที่ราบรื่นและมั่นคง เสริมความคุ้มค่าด้วยพื้นยางคาร์บอน X10 ที่ทนทานต่อการสึกหรอสูง ช่วยให้รองเท้าคู่นี้พร้อมลุยไปกับคุณได้ยาวนานกว่าที่เคย รูปแบบการดีไซน์และโครงสร้าง โดดเด่นด้วยดีไซน์พื้นหนานุ่มแบบ Max Cushion (ส้นเท้า 39 มม. / Drop 10 มม.) ที่เน้นการซัพพอร์ตสูงสุดเพื่อถนอมหัวเข่าและข้อเท้าสำหรับการวิ่งระยะไกล มาพร้อมหน้าผ้า Engineered Mesh รุ่นใหม่ที่ทนทานและระบายอากาศได้ดีขึ้น ทำงานร่วมกับลิ้นรองเท้าแบบ Gusseted Tongue ที่ช่วยโอบรัดหน้าเท้าให้นุ่มนวล ลดการระคายเคือง โดยตัวรองเท้ามีน้ำหนัก 295 กรัม ซึ่งเป็นมาตรฐานของรองเท้าสายซัพพอร์ตที่แน่นหนา และยังเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานความยั่งยืน ราคาประมาณ 4,800 บาท ASICS MAGIC SPEED 5 รองเท้าวิ่ง ASICS MAGIC SPEED 5 ปรับโฉมให้น้ำหนักเบาลงถึง 50 กรัม (เหลือเพียง 196 กรัม) เพื่อการทำความเร็วที่เหนือชั้น ผสานเทคโนโลยีโฟม FF LEAP และ FF BLAST PLUS ที่นุ่มนวลแต่ตอบสนองได้ดีขึ้น 13% ทำงานร่วมกับแผ่นคาร์บอนเต็มแผ่นเพื่อสร้างแรงดีดส่งตัว (Toe-off) ที่ทรงพลังและช่วยประหยัดพลังงานในทุกย่างก้าว" รูปแบบการดีไซน์และโครงสร้าง ตัวรองเท้าดีไซน์ใหม่ให้พื้นเตี้ยลง (Drop 7 มม.) เพื่อการควบคุมที่แม่นยำและสัมผัสพื้นถนนที่ดียิ่งขึ้น มาพร้อมหน้าผ้า Engineered Mesh น้ำหนักเบาที่ระบายอากาศได้เยี่ยมและกระชับรับรูปเท้า เสริมความมั่นใจด้วยพื้นยาง ASICSGRIP ที่ยึดเกาะหนึบทุกสภาพผิว อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยวัสดุรีไซเคิลกว่า 75% เหมาะสำหรับนักวิ่งเท้าปกติถึงเท้าโก่งที่ต้องการความเร็วและการรองรับแรงกระแทกอย่างเต็มประสิทธิภาพ ราคาประมาณ 7,200 บาท Saucony Ride 19 รองเท้าวิ่ง Saucony Ride 19 ยกระดับการวิ่งด้วยโฟม PWRRUN+ สูตรใหม่ที่นุ่มเด้งและส่งแรงคืนได้ดียิ่งขึ้น ทำงานร่วมกับร่องพื้นรองเท้า Flex Grooves ที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวไหลลื่นและเป็นธรรมชาติ จึงเป็นรองเท้าคู่เก่งที่ตอบโจทย์ได้ครบทุกสถานการณ์ ตั้งแต่การวิ่งเก็บระยะไปจนถึงการฝึกซ้อมที่ใช้ความเร็วรูปแบบการดีไซน์และโครงสร้างตัวรองเท้าเน้นดีไซน์น้ำหนักเบาและโปร่งสบายด้วยหน้าผ้า Engineered Mesh ที่ยืดหยุ่นระบายอากาศได้ดีเยี่ยม ออกแบบรูปทรงแบบ Inclusive Fit ให้โอบอุ้มเท้าอย่างมั่นคงแต่ยังขยับตามการเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ เสริมความนุ่มพิเศษที่ส่วนหุ้มข้อเท้าเพื่อความสบายตลอดวัน พร้อมสัดส่วน Drop 8 มม. ที่ช่วยกระจายแรงกระแทกและมอบความมั่นคงสูงสุดในทุกก้าววิ่ง ราคาประมาณ 5,900บาท New Balance 1080 V15 รองเท้าวิ่ง New Balance 1080 V15 หัวใจหลักของรุ่น v15 คือนวัตกรรมโฟม Infinion ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านความทนทาน ช่วยแก้ปัญหารองเท้าล้าหรือโฟมยุบตัวจากการใช้งานหนัก ให้ความรู้สึกนุ่มเด้งเหมือนใหม่ในทุกครั้งที่สวมใส่ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในการรองรับแรงกระแทกและส่งคืนพลังได้อย่างดีเยี่ยม ตอบโจทย์นักวิ่งที่เน้นเก็บระยะทางไกล (High-mileage) และต้องการประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอตลอดอายุการใช้งานรูปแบบการดีไซน์และโครงสร้าง พลิกโฉมดีไซน์ใหม่ด้วยเส้นสายแบบ Molded contour ที่พื้นชั้นกลาง ให้ลุคทันสมัยและมีความสวยงามเชิงมิติ ผสานหน้าผ้า Perforated Mesh แบบเจาะรูที่ระบายอากาศได้ดีเยี่ยมและยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกของแบรนด์ ทุกองค์ประกอบถูกสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดรองเท้าที่สบายที่สุด เพื่อให้เหมาะสำหรับการวิ่งและการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยตัวรองเท้ามีน้ำหนักเพียง 261 กรัม พร้อมพื้นยางชั้นนอกที่ยึดเกาะมั่นคงและทนทาน ราคาประมาณ 5,400 บาท Nike Structure Plus รองเท้าวิ่ง Nike Structure Plus ถือเป็นครั้งแรกของซีรีส์ Structure ที่ Nike นำซูเปอร์โฟมอย่าง ZoomX มาผสานกับ ReactX ในรูปแบบโฟมสองชั้น มอบประสบการณ์ที่ทั้งนุ่มเด้งและมั่นใจโดยไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำงานควบคู่กับระบบประคองกลางเท้าที่ช่วยให้การเปลี่ยนจังหวะเท้าลื่นไหลและเสถียรสูงสุด เสริมความทนทานด้วยพื้นยางชั้นนอกแบบคู่ ที่เน้นความยืดหยุ่นส่วนหน้าเท้าและป้องกันการสึกหรอเป็นพิเศษที่ส่วนส้นเท้ารูปแบบการดีไซน์และโครงสร้าง ตัวรองเท้าใช้หน้าผ้า Engineered Mesh ที่ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม เสริมด้วยแถบ Midfoot Band ช่วยล็อคกลางเท้าให้กระชับมั่นคงตลอดเส้นทาง พร้อมเพิ่มรายละเอียดสะท้อนแสงเพื่อความปลอดภัยขณะวิ่งในที่แสงน้อย โดยตัวรองเท้ามีน้ำหนักประมาณ 309 กรัม ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างที่เน้นการซัพพอร์ตระยะไกล และมีค่า Drop 10 มม. ที่ช่วยลดภาระของกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ราคาประมาณ 5,400 บาท adidas Adizero EVO SL Shoes รองเท้าวิ่ง adidas Adizero EVO SL Shoes หัวใจหลักของรองเท้าคู่นี้คือการใช้โฟมระดับท็อปอย่าง Lightstrike Pro ตลอดทั้งชั้น ซึ่งโดดเด่นเรื่องความเบาและการส่งคืนพลังที่ยอดเยี่ยม ช่วยให้เคลื่อนที่ได้อย่างว่องไวและรักษาความเร็วได้ดีขึ้น ตัวโฟมถูกปรับจูนมาให้มีความสมดุลระหว่างความนุ่มและการตอบสนองที่ฉับไว ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงในทุกย่างก้าว มาพร้อมความอเนกประสงค์ที่รองรับทั้งการซ้อมทำลายสถิติใหม่และการวิ่งเตรียมมาราธอน เสริมความมั่นใจด้วยพื้นยางชั้นนอกที่ยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคง ให้คุณโฟกัสกับการทำความเร็วได้อย่างเต็มที่ รูปแบบการดีไซน์และโครงสร้าง ดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจาก EVO 1 รุ่นทำลายสถิติโลก มอบรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ในโทนสี Carbon/Orange ที่ดูดุดันและทรงพลัง ตัวรองเท้าใช้หน้าผ้า Textile ที่เน้นความโปร่ง สบาย และทนทานต่อการใช้งานหนัก มาในทรง Regular Fit ที่กว้างมาตรฐานไม่บีบรัด พร้อมระบบเชือกที่ปรับความกระชับ (Lockdown) ได้อย่างมั่นคง ช่วยให้คุณสัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งความเร็วในทุกย่างก้าวไม่ว่าจะซ้อมหรือแข่งขัน ราคาปรมาณ 5,500 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ รวมรองเท้าผ้าใบผู้ชายสีดำยี่ห้อไหนดี ใส่แล้วเท่ เข้าได้ทุกลุค ราคาเท่าไหร่ 10 รองเท้าผ้าใบผู้ชาย แบรนด์ไหนดี รุ่นไหนยอดฮิต เท่ และใส่สบาย รองเท้าแตะผู้ชาย ยี่ห้อไหนดี แฟชั่น ใส่สบาย แบรนด์ไหนดี 6 รองเท้าผ้าใบผู้ชาย รองเท้าผ้าใบวินเทจ สไตล์ old money ผู้ชาย รองเท้า NEW BALANCE ผู้ชาย รุ่นไหนดี รุ่นไหนใส่สบาย รุ่นไหนฮิต
ไลฟ์สไตล์ • 17 ม.ค. 69
อ่าน
ไทย-ลาว-มาเลเซีย เซ็นสัญญาไฟฟ้าเฟส 2 ดันเพดานซื้อขายแตะ 200 เมกะวัตต์
#ทันหุ้น #2026 #SET ไทย-ลาว-มาเลเซีย เซ็นสัญญาไฟฟ้าเฟส 2 ดันเพดานซื้อขายแตะ 200 เมกะวัตต์ไทยจับมือ สปป.ลาว - มาเลเซีย ผนึกกำลังลงนาม LTMS-PIP ระยะที่ 2ขยายการซื้อขายและส่งผ่านไฟฟ้าข้ามพรมแดน ก้าวสำคัญสู่ ASEAN Power Gridสปป.ลาว ไทย และมาเลเซีย จับมือเดินหน้าผสานพลังความร่วมมือด้านพลังงานระดับภูมิภาค ลงนามสัญญา EWA ภายใต้โครงการบูรณาการพลังงานไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ระยะที่ 2 (LTMS-PIP 2.0) ต่อยอดความสำเร็จจากระยะที่ 1 เพิ่มขีดความสามารถการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของภูมิภาคอาเซียนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าลาว (Electricité du Laos: EDL) และการไฟฟ้ามาเลเซีย (Tenaga Nasional Berhad: TNB) ร่วมลงนามสัญญา Energy Wheeling Agreement (EWA) ภายใต้โครงการบูรณาการพลังงานไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ระยะที่ 2 (Lao PDR-Thailand-Malaysia-Singapore Power Integration Project Phase 2: LTMS-PIP 2.0) โดยมี ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีนายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. Mr. Souksavart Sosouphanh รองกรรมการผู้จัดการ การไฟฟ้าลาว (EDL) และ Mr. Hasmarizal Hassan ประธานเจ้าหน้าที่ด้านโครงข่ายไฟฟ้า การไฟฟ้ามาเลเซีย (TNB) ร่วมพิธีลงนาม ณ อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรีการลงนามครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จของโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 1 สู่ระยะที่ 2 ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าจากเดิม 100 เมกะวัตต์ เป็นสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ ครอบคลุมระยะเวลา 2 ปี เป็นการซื้อขายและจัดส่งไฟฟ้าที่ผลิตใน สปป.ลาว เพื่อส่งต่อไปยังสิงคโปร์ ผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทยและมาเลเซีย โดยมีเส้นทางการส่งผ่านพลังงาน 2 เส้นทาง ได้แก่ 1) การซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดจาก สปป.ลาว ไปยังสิงคโปร์ ปริมาณขั้นต่ำ 30 เมกะวัตต์ สูงสุดไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ และ 2) การซื้อขายไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อรวมไฟฟ้าสะอาดจาก สปป.ลาว จะมีปริมาณสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่า ผลความสำเร็จจากความร่วมมือของ 4 ประเทศ ในการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนข้ามพรมแดนแบบพหุภาคี โครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อน ASEAN Power Grid (APG) สะท้อนความก้าวหน้าเชิงกลยุทธ์ด้านความร่วมมือพลังงานระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ยกระดับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานในภูมิภาค ซึ่งจะเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว เพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า และรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอาเซียนในอนาคต โดย กฟผ. พร้อมเดินหน้าภารกิจส่งผ่านไฟฟ้าจาก สปป. ลาว ไปยังสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ และผลักดันการพัฒนาระบบไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาคด้าน Mr. Souksavart Sosouphanh รองกรรมการผู้จัดการ การไฟฟ้าลาว (EDL) กล่าวว่า EDL พร้อมสานต่อความสำเร็จของโครงการ LTMS-PIP ในฐานะผู้บุกเบิกการจัดหาพลังงานสะอาดให้แก่ภูมิภาคอาเซียน และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน ASEAN Power Grid ซึ่งโครงการนี้จะช่วยขยายการมีส่วนร่วมของประเทศต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคขณะที่ Datuk Ir. Megat Jalaluddin Megat Hassan ประธานเจ้าหน้าที่ด้านกำกับดูแลและการบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การไฟฟ้ามาเลเซีย (TNB) ระบุว่า TNB ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญของ ASEAN Power Grid ยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาค ควบคู่กับการเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พร้อมยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดย TNB พร้อมสนับสนุนและผลักดันนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและปฏิรูปน้ำ มาเลเซีย (Ministry of Energy Transition and Water Transformation: PETRA) ในการพัฒนาโครงข่ายพลังงานอาเซียนที่เชื่อมถึงกันมากขึ้น มีความยืดหยุ่น และมีความมั่นคงในระยะยาว
ทันหุ้น • 14 ม.ค. 69
อ่าน
BOI เปิดโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้าน
#ทันหุ้น - บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เดินหน้าพิจารณาร่างโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติครั้งแรก วางกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน ดันไทยขึ้นแท่นผู้นำในภูมิภาค มุ่งสู่ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ภายในปี 2050 ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนมากกว่า2.5 ล้านล้านบาท สร้างบุคลากรทักษะสูงในประเทศกว่า2.3แสนคนนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์)เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาให้ความเห็นต่อ “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยได้ว่าจ้างบริษัทRoland Bergerซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการฯ ที่ประกอบด้วยทีมงานจากบีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC)สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ ในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึกการจัดประชุมหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ การประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งของโลกและของประเทศไทยการประเมินความสามารถในการแข่งขัน การเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งมาตรการสนับสนุนของประเทศต่าง ๆความพร้อมของระบบนิเวศและโอกาสในการดึงดูดการลงทุนของไทย เพื่อนำมาสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย ตัวชี้วัดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะต่าง ๆ มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมตลอดจนการกำหนดกลไกการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ โดยร่างยุทธศาสตร์ที่นำเสนอบอร์ดในครั้งนี้ ได้ผ่านการประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา*ยกระดับสู่ผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาคในการศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่าประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้โดยควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภทPower, Sensor, Photonics, AnalogและDiscreteเนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยีAIระบบออโตเมชั่นและการแพทย์ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงโดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด“ชิปเมดอินไทยแลนด์”(Made-in-Thailand Chips)โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050)พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า230,000 คนและทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT)การออกแบบชิป (IC Design)และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication)ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion)ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงเสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่1)ด้านสิทธิประโยชน์เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย2)ด้านบุคลากรทักษะสูงเช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง3)ด้านเทคโนโลยีเช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC)และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา4)โครงสร้างพื้นฐานเช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ5)สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เป็นต้นที่ประชุมยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้มีความชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ และสามารถต่อยอดกับอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอยู่ในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในเวทีโลกในระยะยาว และช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสำคัญอื่นในประเทศได้ด้วยนอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีบทบาทและมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็นLocal Championได้ในอนาคตอีกประเด็นสำคัญซึ่งที่ประชุมได้เน้นย้ำ คือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ระบบจัดการของเสีย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน อีกทั้งควรปรับยุทธศาสตร์ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว*ตลาดโลกใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง1ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ.2030และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว การที่บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ ได้พิจารณาและให้ความเห็นต่อร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การวางโรดแมปที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค และสามารถบรรลุเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ อย่างที่ตั้งใจไว้”นายนฤตม์ กล่าวทั้งนี้ ในช่วงปี 2561–พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวน1,748โครงการ มูลค่าการลงทุน1.17ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19 ของเงินลงทุนทั้งสิ้น นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB)การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT)การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วน การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์โทรคมนาคม รวมทั้งการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เช่น บริษัทInfineonผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของเยอรมนี บริษัทAnalog Devices, Microchip TechnologyและLumentumจากสหรัฐอเมริกา บริษัทNXP Semiconductorจากเนเธอร์แลนด์ บริษัทSony, ToshibaและRohmจากญี่ปุ่น และบริษัทFitiในเครือFoxconnผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน เป็นต้น
ทันหุ้น • 8 ม.ค. 69
อ่าน
ธปท.เตือน สัญญาณอันตรายส่งออกไทย มาตรการ CBAM ของ EU ทุบยอดขายสินค้า
#ทันหุ้น #2026 #SET ธปท.เตือน สัญญาณอันตรายส่งออกไทย มาตรการ CBAM ของ EU ทุบยอดขายสินค้า มาตรการ CBAM น่ากังวลแค่ไหนสำหรับสินค้าส่งออกของไทย? และเราควรรับมือกันอย่างไร? กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ | ถลัชนันท์ ตันติเวชวุฒิกุล | กฤษฏ์เลิศ สัมพันธารักษ์คณิสร์ แสงโชติ | จิรายุ จันทรสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (EU) เริ่มกำหนดให้ผู้นำเข้าใน EU ต้องซื้อเอกสารรับรองการจ่ายค่าธรรมเนียม (CBAM certificates) ตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกินกว่า benchmark value สำหรับสินค้าประเภทซีเมนต์ เหล็ก/เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และ ไฮโดรเจน (สินค้า CBAM) ข้อกำหนดดังกล่าว นำมาสู่คำถามว่า มาตรการ CBAM กระทบผู้ส่งออกไทยมากน้อยเพียงไร? และผู้ส่งออกไทยควรเตรียมพร้อมอย่างไรเพื่อรับมือกับผลกระทบจากมาตรการ CBAM? การตอบคำถามเหล่านี้ในเชิงลึกจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่มีความละเอียดสูง ผู้เขียนได้ศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้ส่งออกไทยตั้งแต่ช่วงที่ EU มีการประกาศว่าจะใช้มาตรการ CBAM ในปี 2020 และช่วงที่เริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM ในปี 2023 อย่างไรก็ดี ระหว่างปี 20232025 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้นำเข้าใน EU ยังไม่ต้องซื้อ CBAM certificates แต่ผู้ส่งออกสินค้า CBAM ไป EU ต้องรายงานข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่แฝงไปกับสินค้า (embedded emission) แต่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นมา EU กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้า CBAM ต้องซื้อ CBAM certificates ในกรณีที่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงกว่า benchmark value ที่ EU กำหนด ผู้เขียนใช้ฐานข้อมูลใบขนสินค้าขาออกของกรมศุลกากรในช่วงปี 20162024 ซึ่งแจกแจงการส่งออกสินค้าอย่างละเอียดในแต่ละรายการ ครอบคลุมข้อมูลจำนวน 52,394 รายการ นอกจากนี้ ยังใช้ฐานข้อมูลงบการเงินรายบริษัท Corporate Profile and Financial Statement (CPFS) ของกระทรวงพาณิชย์ผลการศึกษามีข้อสรุปสำคัญ 5 ข้อ ดังนี้ 1. มูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM ไป EU ของผู้ส่งออกไทยลดลง 14% เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกสินค้าอื่น ๆ ไป EU หลังจากที่มีการประกาศว่าจะใช้มาตรการ CBAM ในปี 2020 และลดลง 24% หลังจากที่มาตรการ CBAM เริ่มบังคับใช้ในปี 2023 ซึ่งสะท้อนว่าผู้ส่งออกสินค้า CBAM ของไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการ CBAM แล้ว ถึงแม้ว่า EU เพิ่งจะเริ่มบังคับให้มีการซื้อ CBAM certificate เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 ก็ตาม 2. มาตรการ CBAM ก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของมาตรการ CBAM (สินค้า non-CBAM) ไป EU ด้วย เนื่องจากผู้ส่งออกมักส่งออกสินค้าทั้งหมดไปพร้อม ๆ กัน (ในลักษณะ bulk consignment) เพื่อประหยัดต้นทุนในการขนส่ง เราจึงเห็นว่าการส่งออกสินค้าอื่น ๆ ไป EU ก็ลดลงด้วยอย่างมีนัยสำคัญ 3. ผู้ส่งออกสินค้า CBAM ไป EU บางส่วนรับมือกับผลกระทบจากมาตรการ CBAM โดยหันไปส่งออกสินค้า non-CBAM ไปยังประเทศนอก EU อย่างไรก็ดี แนวทางรับมือดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้จากการส่งออกที่บริษัทสูญเสียไปอันเนื่องมาจากมาตรการ CBAM เนื่องจากสัดส่วนรายได้ของบริษัทที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออกสินค้า non-CBAM ไปนอก EU น้อยกว่าสัดส่วนรายได้ของบริษัทที่ลดลงจากการส่งออกสินค้าทั้ง CBAM และ non-CBAM ไป EU ได้น้อยลง 4. มาตรการ CBAM ส่งผลให้ผู้นำเข้าใน EU นำเข้าสินค้า CBAM จากประเทศที่ปล่อยคาร์บอนสูงในกระบวนการผลิตสินค้าน้อยลง เมื่อเทียบกับประเทศที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับตัวในการปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้าให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงเพื่อไม่ให้สูญเสียตลาด EU 5. มาตรการ CBAM ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยไม่เท่าเทียมกัน โดยผู้ส่งออกที่เป็นบริษัทขนาดเล็กได้รับผลกระทบเชิงลบจากมาตรการ CBAM สูงกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่ ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ข้อจำกัดด้านเงินทุนและด้านเทคนิค ทำให้ไม่สามารถลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ CBAM ได้อย่างทันท่วงที ข้อค้นพบนี้นำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อช่วยลดผลกระทบจากมาตรการ CBAM และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในระยะยาว ดังนี้ 1. การสื่อสารเชิงรุกและการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ CBAM ให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความเร่งด่วนในการปรับตัว และสามารถวางแผนล่วงหน้าในการปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างเหมาะสม 2. การสนับสนุนให้ผู้ส่งออกสามารถคำนวณความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน (carbon intensity) ของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล รวมถึงสนับสนุนเครื่องมือคำนวณที่ใช้งานได้จริง 3. การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจลงทุนโดยมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วน และเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจตนเอง 4. การเพิ่มจำนวนผู้ทวนสอบหรือผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังมากับสินค้าที่ส่งออก (verifier) ที่ได้รับการรับรองจาก EU ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มการแข่งขันในตลาดผู้ทวนสอบ ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการ และลดระยะเวลาในการทวนสอบ 5. การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนในการจัดทำข้อมูล carbon intensity การทวนสอบ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กที่อาจมีข้อจำกัดมากกว่า และได้รับผลกระทบมากกว่า บทความนี้กลั่นกรองเนื้อหาจากบทความ Discussion Paper ฉบับเต็มเรื่อง The Impact of the EU CBAM on Thai Exporting Firms: Analysis of Firm level Data เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (https://www.pier.or.th/)
ทันหุ้น • 6 ม.ค. 69
ดูเพิ่มเติม