TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#EVCharger” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
DEMCO ตุน Backlog เฉียด 2.7 พันลบ. ลุยธุรกิจใหม่เปิดสถานี EV Charger
#ทันหุ้น - DEMCO งานในมือเพียบ!! ตุน Backlog แตะ 2,681 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ราว 2 ปีต่อเนื่อง ฟากบิ๊กบอส พงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ เผยเตรียมลุยธุรกิจใหม่ เปิดตัวสถานี EV Charger ให้บริการพนักงาน และบุคคลทั่วไป เดินหน้าลุยประมูลงานใหม่กว่า 10,000 ล้านบาท ดันผลงานโตแกร่ง นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ DEMCO เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ 2,681 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า 2,455 ล้านบาท และงานสื่อสารและอาณัติสัญญาณ 211 ล้านบาท และธุรกิจพลังงานทดแทน 15 ล้านบาท โดยจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องใน 1-2 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าศึกษาหาโอกาสลงทุนเพิ่มเติมทั้งในธุรกิจหลักและธุรกิจพลังงานสะอาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว โดยล่าสุดได้เปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charger) 2 ประเภท คือ การชาร์จด่วน (DC Fast Charge) ตู้ชาร์จขนาด 120 kW และการชาร์จแบบปกติ (AC Charge) ตู้ชาร์จขนาด 22 Kw เพื่อให้บริการกับพนักงาน และบุคคลภายนอกทั่วไป รวมทั้งใช้เป็น Pilot project สาธิตสำหรับลูกค้า นักลงทุน ที่สนใจในธุรกิจสถานีอัดประจุไฟฟ้า บริษัทฯ ศึกษาและพัฒนา EV Charger อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ในปัจจุบันที่มีกระแสความนิยมในเรื่องพลังงานสะอาดและนโยบายภาครัฐที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการเข้ามาลงทุนผลิต ซึ่งเป็นการต่อยอดการให้บริการได้อย่างครบวงจร นอกจากนั้น บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพื่อดำเนินธุรกิจ Smart Grid, Micro Grid, Energy Storage Platforms พร้อมเดินหน้าประมูลงานใหม่กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผลักดันให้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ มีการเติบโตในอนาคต นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว สำหรับผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2567 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2567) บริษัทฯ มีรายได้รวม 524.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.35 ล้านบาท หรือ 21.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ จำนวน 122.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92.12 ล้านบาท หรือ 299.87% เพิ่มขึ้นจากการขายงานจำหน่ายเชื้อเพลิงไม้สับซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ และมีรายได้อื่นๆ จำนวน 33.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.63 ล้านบาท หรือ 124.03% โดยมีรายได้เงินปันผลจากเงินลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนจำนวน 42 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งด้วย
ทันหุ้น • 14 มิ.ย. 67
อ่าน
RÊVERSHARGER เผยกลยุทธ์ระบบชาร์จ "EV" ให้ครบ-สะดวก-สบาย ดันบ้านแสนหลังมี “EV Charger” และมีสถานีชาร์จทั่วไทยทุก 160 กิโลเมตร
RVERSHARGER (เรเว่ชาร์จเจอร์) ประกาศความเป็นผู้นำในระบบนิเวศผู้ให้บริการการชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV Ecosystem Operator โดยชูวิสัยทัศน์หลัก 3 อย่าง ได้แก่ ครบจบทุกการชาร์จ สะดวกทุกเส้นทาง และ สบายชาร์จง่ายทุกคัน ณ SPHERE GALLERY 2 ชั้น 2 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) พร้อมดันยอดติดตั้ง EV Charger ให้บ้านสะสม 100,000 หลัง และเตรียมรองรับผู้ใช้งานแอปสำหรับชาร์จรถ EV กว่า 200,000 รายข้อมูลภาพรวมรถ EV และตลาด EV Charger ในประเทศไทยพีระภัทร ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ให้บริการสถานีชาร์จภายใต้แบรนด์ RVERSHARGER กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ณ สิ้นปี 2023 สะสมอยู่ที่ 89,000 คัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นมากกว่า 200,000 คัน ณ สิ้นปี 2023 ส่งผลให้มีความต้องการจำนวนเครื่องชาร์จ (EV Charger) ที่บ้านเพิ่มขึ้นพีระภัทรยังกล่าวต่อว่า ขณะที่จุดชาร์จ EV สาธารณะ (Public Charge) กลายเป็นอีกความท้าทายของอุตสาหกรรม EV เนื่องจากความต้องการพุ่งขึ้นสูงถึงประมาณ 15,000 หัวชาร์จ แต่ปัจจุบันในไทยมีจุดชาร์จสาธารณะรวมกัน 9,693 หัวชาร์จเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าความต้องการจริงราวร้อยละ 35 ขณะเดียวกัน ผู้ขับขี่ EV ยังเผชิญความท้าทายอีกหลายอย่างในการชาร์จ อาทิ ยังต้องใช้เวลาชาร์จค่อนข้างนาน มีความยุ่งยากในการเข้าใช้บริการสถานีชาร์จRVERSHARGER วาง 3 วิสัยทัศน์ รับตลาดรถ EV และตลาด EV Charger ในประเทศไทยRVERSHARGER ประกาศว่าแบรนด์ได้ศึกษาถึงข้อมูลเชิงลึก (Insight) ของบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการในการชาร์จรถ EV พร้อมทั้งศึกษาแนวโน้มนวัตกรรมการบริการระดับโลก เพื่อนำมายกระดับประสบการณ์การชาร์จ EV ให้แก่ผู้ใช้งานในไทยทุกรายในปี 2024 นี้ ภายใต้แนวคิด RVERSHARGER ครบ-สะดวก-สบาย สำหรับหัวใจหลักของแนวคิดดังกล่าว ได้แก่1.ครบจบทุกการชาร์จ (Complete)RVERSHARGER จะให้บริการที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้ารายย่อยและองค์กรธุรกิจ ตั้งแต่การขายและติดตั้ง EV Charger ให้แก่เจ้าของบ้านและผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย การติดตั้งและให้บริการสถานีชาร์จสาธารณะ และบริการเปลี่ยนผ่านระบบรถขององค์กร จากรถเครื่องยนต์สันดาปสู่การใช้รถEV2.สะดวกทุกเส้นทาง (Coverage)RVERSHARGER จับมือสถานีบริการพลังงานของบางจากและโชว์รูม BYD ทุกแห่ง ติดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะในสถานีพลังงานและโชว์รูมและให้ครอบคลุมการเดินทางไปสู่ทุกภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก รวม 68 จังหวัด 582 สถานี 2,012 หัวชาร์จภายในปีนี้ เพื่อให้ผู้ขับขี่ EV มีจุดชาร์จทุกระยะ 160 กิโลเมตร โดยมีสถานีชาร์จความเร็วสูง DC Charger ความเร็วสูงสุด 360 กิโลวัตต์ (kW) ให้บริการ3.สบายชาร์จง่ายทุกคัน (Convenient)RVERSHARGER นำเทคโนโลยีที่มีการใช้งานในระดับโลกมาต่อยอดกับบริการของบริษัท เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบาย ใช้ง่ายในทุกขั้นตอน อาทิ Trip Planning ใช้แผนที่จาก Google Maps เชื่อมโยงเข้าสู่แอป RVERSHARGER เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาเส้นทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทางพร้อมทั้งแนะนำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ที่อยู่บนเส้นทางหรือบริเวณใกล้เคียงการเดินทางไปยังจุดหมายRVERSHARGER ยังมีบริการที่เรียกว่า Plug Charge สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า ด้วยวิธีชาร์จที่ง่ายดายยิ่งขึ้น เพียงลงทะเบียนเข้าใช้งานครั้งแรกครั้งเดียวที่สถานีชาร์จ เพื่อบันทึกข้อมูลแบรนด์และรุ่นของรถ รวมถึงช่องทางชำระเงินในฐานข้อมูล ให้ผู้ใช้งานสามารถนำหัวชาร์จเสียบเข้ากับรถ EV เพื่อเติมพลังงานได้ทุกแบรนด์รถเป็นครั้งแรกในไทย และชำระค่าบริการได้อัตโนมัติเมื่อชาร์จเสร็จในครั้งต่อไปได้ทุกสถานีในเครือข่ายทั้งนี้ RVERSHARGER ได้เปิดตัวฟีเชอร์ Wallet and Privilege เพื่อให้ชำระเงินได้ง่ายด้วยช่องทางการชำระเงินผ่านทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต รวมถึงมีสิทธิพิเศษจากพันธมิตรของ RVERSHARGER ด้วย โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตั้งแอปพลิเคชันของบริษัท เพื่อเข้าถึงบริการชาร์จได้โดยตรงข้อมูลจาก RVERSHARGER
TNN ช่อง16 • 22 ก.พ. 67
อ่าน
MEA โชว์นวัตกรรมด้าน EV Charger พร้อมให้บริการครบวงจร ใน "งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 Thailand International Motor Expo 2022"
MEA โชว์นวัตกรรมด้าน EV Charger พร้อมให้บริการครบวงจร ใน งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 Thailand International Motor Expo 2022นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการ MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า MEA ในฐานะหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้า มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ EV อย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้ได้เข้าร่วมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 Thailand International Motor Expo 2022 เพื่อรวบรวมบริการ และนวัตกรรมของ MEA ที่เกี่ยวข้องกับ EV มาทั้งหมด โดยเริ่มจากบริการ KEN by MEA ในการติดตั้งระบบไฟฟ้ารองรับ EV Home Charger ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานสูงสุด มีการควบคุมคุณภาพด้วยการตรวจสอบทุกขั้นตอน โดยผู้เข้าร่วมงาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่บริเวณหมายเลขบูท V7, V8 อาคาร Challenger 1-3 IMPACT เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 ธันวาคม 2565 รองผู้ว่าการ MEA กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ Package การติดตั้งระบบไฟฟ้ารองรับ EV Home Charger ยังครอบคลุมการติดตั้งเครื่องตัดวงจรกระแสเกิน เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) Type B ซึ่งเป็นการยกระดับความปลอดภัยจากมาตรฐานการติดตั้งทั่วไป โดย MEA ได้คำนึงถึงความเพียงพอต่อการใช้งาน EV Home Charger รวมถึงการขยายการใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมในอนาคตภายในบ้าน ตลอดจนอุปกรณ์ของ MEA ที่มาต่อเชื่อมเพิ่มเติมด้านระบบไฟฟ้า เช่น กล่องต่อสาย ท่อร้อยสายไฟฟ้า อุปกรณ์จับยึดสายต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่ง MEA มีการออกแบบ การพิจารณาเลือกใช้อุปกรณ์ รวมถึงสามารถให้คำปรึกษาและคำแนะนำโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้ง ในกรณีฉุกเฉิน MEA ยังมี Call Center 1130 ตลอด 24 ชั่วโมง รับแจ้งปัญหาการขัดข้องของระบบ EV Charger เพื่อให้ MEA เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าสำหรับผู้สนใจติดตั้ง EV Charger สามารถเลือกรับบริการจาก KEN by MEA ได้ 2 Package คือ Package ติดตั้ง EV Charger ขนาด 7.4 kW 1 Phase ราคา 29,000 บาท และ Package ติดตั้ง EV Charger ขนาด 22 kW 3 Phase ราคา 46,000 บาท ซึ่งสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของคุณสมบัติแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เลือกใช้ โดยทั้ง 2 Package ดังกล่าวยังครอบคลุมการติดตั้งสายเมนที่ 2 สำหรับ EV, อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินหลัก Main CB 40A, อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว RCD Type B 40A และระบบสายดิน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดนอกจากนี้ MEA ยังมีบริการทดสอบอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ โดยให้บริการครอบคลุมการทดสอบในห้องปฏิบัติการ (In laboratory test) และการทดสอบ ณ สถานีอัดประจุไฟฟ้า (On site test) เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้าเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การทดสอบระบบการสื่อสารระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้า และ Server ของ MEA มีการจำลองสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อดูการทำงานของอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้า ตลอดจนการทดสอบด้านความปลอดภัยหลัง อีกทั้งยังมีบริการตรวจสอบประจำปี เสมือนการตรวจสภาพรถยนต์ ทำมั่นใจว่าอุปกรณ์อัดประจุยังมีคุณภาพดี และปลอดภัยกับผู้ใชังานขณะเดียวกัน MEA ยังได้นำนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ MEA วิจัยและพัฒนามาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ชาร์จเจอร์รุ่นล่าสุดที่ได้ร่วมกับ SCG Chemical ซึ่งมีการออกแบบด้วยวัสดุที่แข็งแรงส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้งานให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบเซ็นเซอร์ป้ายทะเบียนรถที่ MEA จัดทำขึ้น สามารถนำมาใช้ต่อยอดในธุรกิจการชาร์จ EV ในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ อีกทั้งผู้มาร่วมชมบูทของ MEA ยังจะได้พบกับบริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่ MEA พร้อมให้บริการตั้งแต่การออกแบบระบบ คำนวณขนาดที่เหมาะสม ประเมินมุมแสงตกกระทบรวมถึงการป้องกันน้ำรั่วซึมจากหลังคาที่ติดตั้งแผง และที่สำคัญคือการติดตั้งให้สามารถบำรุงรักษาและทำความสะอาดได้ง่าย โดยทั้งหมดนี้ MEA จัดเต็มโปรโมชันให้กับลูกค้าภายในบูทของ MEA บริเวณหมายเลขบูท V7, V8 อาคาร Challenger 1-3 IMPACT เมืองทองธานี หรือ ผู้ใช้ไฟฟ้าที่สนใจงานบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกี่ยวเนื่องของ MEA ดูรายละเอียดบริการ KEN by MEA ได้ที่ https://www.mea.or.th/minisite/ken และสามารถติดต่อ KEN by MEA ได้ผ่านช่องทาง ken@mea.or.th และศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130 ตลอด 24 ชั่วโมง ถามมืออาชีพ ถาม KENที่ผ่านมา MEA ได้ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 เป็นวาระครบรอบ 10 ปี ที่ MEA ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ EV มีโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาครอบคลุมทั้งในด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้า และรูปแบบยานยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ มีการสร้าง MEA EV Application ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้รถ EV อย่างครบวงจร สามารถค้นหาพิกัดสถานีอัดประจุไฟฟ้าของทุกแบรนด์ชั้นนำ มีการดำเนินโครงการมหานครสดใส ชาร์จไฟกับ MEA ปัจจุบันมีการตั้งสถานีชาร์จ 24 แห่ง และอยู่ระหว่างขยายจำนวนเพิ่มถึง 100 หัวเครื่องชาร์จ เพื่อให้บริการทั้งลูกค้าอย่างเพียงพออีกทั้งยังมีการส่งเสริมให้มีการเติบโตของธุรกิจบริการสถานีชาร์จยานยนต์ EV ด้วยการประกาศใช้อัตรา Low priority ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสถานีชาร์จมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำ พร้อมอำนวยความสะดวกในการขอใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจสถานีชาร์จ และให้คำแนะนำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทาง Online ที่สามารถติดต่อกับ MEA ได้สะดวก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน#MEAEV #MEAsmartservice#EV #EVChargingStation#EVApplication #EVcharger#MEA #การไฟฟ้านครหลวง#MEASMARTENERGY#MEASMARTPROJECT#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร
TNN ช่อง16 • 6 ธ.ค. 65
อ่าน
PLANET จับมือ AKR ลุยธุรกิจ EV Charger
PLANET #ทันหุ้น - PLANET จับมือ AKR ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทำธุรกิจติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) หวังรองรับตลาดรถยนต์ EV ที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มมากขึ้น เตรียมร่วมกันนำเทคโนโลยี Internet of Thing ( IoT ) มาใช้ โดยเน้นการอนุรักษ์พลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บิ๊กบอส "ประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์" แย้ม PLANET ยังมีแผนรุกธุรกิจด้านอื่นๆ ต่อเนื่อง ด้านบิ๊ก AKR เชื่อโครงการนี้ จะสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้ใช้รถยนต์ EV และช่วยผลักดันให้การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศเติบโตขึ้น นายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANET เปิดเผยว่า บริษัทฯ โดย บริษัท แพลนเน็ตยูทิลิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ AKR ผู้นำด้านธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมกันออกแบบพัฒนาและกำหนดข้อกำหนดมาตรฐาน คุณสมบัติหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสม และนำการใช้เทคโนโลยี Internet of Thing ( IoT ) มาใช้งานสำหรับโครงการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) โดยคำนึงถึงการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว (GREEN ECONOMY) เป็นสำคัญ"ความร่วมมือในโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เพื่อที่จะบรรลุการเป็นพันธมิตรในการทำธุรกิจร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะสามารถส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรระหว่างหน่วยงาน ในกระบวนการวิจัยพัฒนา, การออกแบบ, การผลิต, การทดสอบ และอื่นๆแล้ว ยังสามารถสร้างภาพลักษณ์องค์กรร่วมกันในการส่งเสริมการนำเทคโนโลยี มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ และพัฒนาโครงการสถานีชาร์จรถยนต์ EV ให้เป็นสถานีที่เน้นการอนุรักษ์พลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศ ในการลดและบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประโยชน์สูงสุด " นายประพัฒน์กล่าวนายประพัฒน์ กล่าวด้วยว่า บริษัทฯ ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลแบบครบวงจร (Digital Technology Provider) ให้บริการวิจัยพัฒนา ผลิต ออกแบบ ติดตั้ง อบรม บำรุงรักษา และบริการแพลตฟอร์ม ประกอบด้วยเทคโนโลยีทางด้าน Satcom, Telecom, 5G, Networking, Unified Communications, Cyber security, Broadcasting, Cloud Computing, IoT Platform, Video Analytics AI, Data Center, Big Data, Telemedicine, และ Energy/EV สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในเขตประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ซึ่งจากการร่วมมือสำหรับโครงการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ EV ดังกล่าวนี้แล้ว ในอนาคตอันใกล้ PLANET ยังมีแผนที่จะร่วมมือพันธมิตร ในธุรกิจด้านอื่นๆเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคต่อไป โดยจะทยอยรายงานให้ประชาชนและนักลงทุนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องนางสาวร่มพิศม์ศรี น้อยใจบุญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ AKR เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับบริษัท แพลนเน็ตยูทิลิตี้ ทำธุรกิจติดตั้งสถานีชาร์จ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและรองรับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยคำนึงถึงความปลอดภัย การบริหารจัดการ พลังงานแบบ Real Time เพื่อเป็นการลดและใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญทั้งนี้ บริษัทในฐานะเป็นผู้นำด้านธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งความร่วมมือกับ PLANET ที่เชี่ยวชาญด้าน IoT Platform และเทคโนโลยีดิจิทัล จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศให้เติบโตขึ้น
ทันหุ้น • 18 เม.ย. 65
อ่าน
MEA จัดอบรมติดตั้ง EV Charger แบบ Normal ให้แก่ช่างไฟฟ้ามืออาชีพ
เมื่อวันที่ 2 ก.ค.63 นางสาวผ่องพรรณ กัลลประวิทย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA เป็นประธานพิธีเปิดอบรมหลักสูตรการติดตั้ง EV Charger แบบ Normal ให้แก่ช่างไฟฟ้ามืออาชีพ ภายใต้โครงการสร้างความปลอดภัยจากระบบไฟฟ้า และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประจำปี 2563 จำนวน 2 รุ่น ระหว่างวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ที่ทำการเพลินจิตหลักสูตรการติดตั้ง EV Charger แบบ Normal ดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า และการอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงกฏหมาย มาตรฐาน และข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับช่างไฟฟ้าที่ผ่านการอบรมและได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างสายไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 จาก MEA ซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะ ความรู้ความสามารถในการติดตั้งระบบชาร์จไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแบบทั่วไป หรือ EV CHARGER แบบ NORMAL ได้ เป็นการต่อยอดพัฒนาช่างฝีมือรองรับแนวโน้มการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตรวมถึงเตรียมให้บริการด้านไฟฟ้าแบบครบวงจรผ่าน Application “MEA e-Fix” เสริมสร้างรายได้ให้แก่ช่างไฟฟ้าในโครงการ ฯ อีกทั้งเป็นเครือข่ายตัวแทน MEA ในการให้บริการประชาชนภายในที่พักอาศัย พื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานครEnergy for city life, Energize smart livingเกาะติดข่าวที่นี่website: www.TNNThailand.comfacebook : TNNThailandfacebook live : TNN Livetwitter : @TNNThailandLine : @TNNONLINEYoutube Official : TNNThailandInstagram : @tnn_onlineTIKTOK : @tnnonline
TNN ช่อง16 • 3 ก.ค. 63
แกะกล่อง ที่ชาร์จจอย PS5 DualSense ของ GameSir DS Charging Station
ร้าน Opensource ได้ส่งที่ชาร์จจอย PS5 มาให้ลุงแมวได้ลองใช้เป็นที่ชาร์จจอย PS5 ที่ใช้ได้สองอัน เติม 2.5 ชั่วโมง โดยใช้ได้ทั้งรุ่นปกติกับรุ่น Edge ใช้ง่ายดีนะ วางปุ๊ปชาร์จเลยฮะ แล้วพอไฟเต็มตัดให้อัตโนมัติไม่ต้องกลัวแบตเสื่อม GameSir DS Charging Dock
Online Station • 3 ก.ค. 67
สิทธิพิเศษ
ชาร์จฟรี 1 ชั่วโมง มูลค่า 19 บาท ใช้ 0 ทรูพอยท์
ประหยัด ฿19ที่ City one ลูกค้าทรูใช้ 0 ทรูพอยท์ชาร์จฟรี 1 ชั่วโมง มูลค่า 19 บาท เงื่อนไข 1. สามารถใช้สิทธิ์ได้จนกว่าเเคมเปญจะหมดอายุ2. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า • 7 วันที่แล้ว
สิทธิพิเศษ
True5G
NewCO - IR, WETV, iQIYI, Game Up
สันทนาการ • 31 ม.ค. 68
สระว่ายน้ำขุ่น แก้ง่ายๆ
หุ่นยนต์ขัดสระว่ายน้ำ Ecovacs ULTRAMARINE P1 แก้ปัญหาน้ำขุ่น ฝุ่นปูน หายเกลี้ยงใน 1 อาทิตย์
ExtremeIT • 12 ต.ค. 69
หุ่นยนต์ทำความสะอาด ที่ฉลาดสุดๆ Roborock Qrevo Edge 2 Flow ดูด ถู ซักผ้าครบ
ฉลาดขึ้นเยอะ | Roborock Qrevo Edge 2 Flow หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัปเกรด AI ตัวเดียวจบทั้งบ้าน
ExtremeIT • 8 ต.ค. 69
สิทธิพิเศษ
City one
บริการเช่าแบตสำรองที่สะดวกสำหรับชีวิตคนเมืองออกไปข้างนอกเมื่อไหร่ ก็ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดอีกต่อไป
อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า • 7 วันที่แล้ว
รับรถ Honda UC3 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเดิมๆ ที่คิดว่าขับดีที่สุดแล้ว วิ่งได้ 100 กม.
ปกติเป็นคนขี่รถน้ำมันมาโดยตลอด เลยอยากลองเปิดใจให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าดูบ้าง
ExtremeIT • 6 ต.ค. 69
หัวชาร์จ กับ พาเวอร์แบงค์สำหรับ iPhone ตัวเล็กแต่ไฟแรง Anker Nano
ใครที่เจอปัญหาพกอุปกรณ์ชาร์จหลายชิ้นจนกระเป๋ารุงรังและหนักโดยไม่จำเป็น ลองดูคู่หู Anker Nano เซ็ตนี้
ExtremeIT • 7 ต.ค. 69
ออฟฟิตซินโดม ปวดคอ มาทางนี้ เครื่องนวดไฟฟ้าคลื่นแสง ใช้ไฟกระตุ้น SKG G7Pro Fold
ใครที่ ปวดคอ ตึงบ่า ลามไปถึงหลังล่าง ผมว่าตัวนี้ช่วยได้ ด้วยนวัตกรรมผ่อนคลายสุขภาพจาก SKG
ExtremeIT • 7 ต.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ไอกรีน
ปิดให้บริการชาร์จเต็มพิกัด 6 หัวชาร์จ! ที่สถานี iGreen+
บีทีเอส/เอ็มอาร์ที/รถ-เรือโดยสารสาธารณะ • 1 ก.ค. 69
ที่ชาร์จรถ EV MSI EZgo พกพา เสียบปลั๊กไฟบ้านได้เลย ไม่ต้องกลัวไหม้
ตัวนี้เป็น 2-in-1 จะทำเป็น Wallbox ที่บ้าน 7.4kW ก็ได้หรือจะพกพาติดรถไปข้างนอกด้วยก็ได้
ExtremeIT • 3 ก.ย. 69
หัวชาร์จ 45W ที่เล็กสุดในโลก ชาร์จมือถือ โน้ตบุ๊ก | Anker Nano Charger 45W
ANKER Phone Charging Bundle ชาร์จไว ปลอดภัย พกพาง่าย ครบจบในเซ็ตเดียว
ExtremeIT • 3 ก.ย. 69
รีวิว MOVA E50 Pro Ultra หุ่นยนต์ถูพื้นดูดฝุ่น มีถังน้ำยาถูพื้น Build-in
MOVA E50 Pro Ultra มีถังน้ำยาถูพื้น Build-in ซักผ้า อบผ้า 100°C
ExtremeIT • 3 ก.ย. 69
ติดโซล่าเซลล์ค่าไฟเหลือ 140 บาท บ้านแอร์ 20 ตัว+ คอม 20 เครื่อง+ เป็นไปได้หรอ ?
หลังจากที่ผมติดโซล่าเซลล์ไปแล้วของตัว Sigenergy Sigenstor พร้อมทั้งตัว Battery ทั้งหมด 63kWh
ExtremeIT • 3 ก.ย. 69
หัวชาร์จ W ก็สูงแต่ทำไม มือถือชาร์จช้า ?
เคยเป็นไหม? ซื้อหัวชาร์จ 140W มาแต่ชาร์จจริงไม่ขึ้น Fast Charge คลิปนี้ผมจะพามาเจาะลึก
ExtremeIT • 15 ก.ค. 69
อ่าน
COM7 อัปเป้าปี 69 กำไรโตกว่า 20% โชว์งบ Q2 นิวไฮกำไร 1.3 พันล.
#ทันหุ้น - COM7 ส่งสัญญาณครึ่งปีหลังด้วยโมเมนตัมแข็งแกร่ง หลังไตรมาส 2/2569 ทำกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ 1,303 ล้านบาท โตเกือบ 30% หนุนครึ่งปีแรกกำไรแตะ 2,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.5% ตามกลยุทธ์ Diversify ธุรกิจใหม่ที่ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่ UFUND, iCare, EV, Taxi EV และ Solar พร้อมปรับเป้าปี 2569 รายได้โตไม่ต่ำกว่า 10–15% และกำไรสุทธิเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% มั่นใจครึ่งปีหลังได้แรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีรุ่นใหม่ การขยายสาขา และ Growth Engine ที่ทยอยสร้างผลตอบแทนมากขึ้น นายถกล นิยมไทย Head of Investor Relations บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าเทคโนโลยีรายใหญ่ของประเทศ เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลังยังมีโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยี การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายสาขาในทำเลศักยภาพ ขณะเดียวกันธุรกิจใน Ecosystem ทั้งสินเชื่อ UFUND, ประกัน iCare, EV, Taxi EV และ Solar เริ่มมีบทบาทต่อทั้งรายได้และกำไรมากขึ้น ทำให้โครงสร้างการเติบโตของ COM7 มีความหลากหลายและไม่ได้พึ่งพาธุรกิจค้าปลีกเพียงอย่างเดียวด้วยแรงส่งที่แข็งแกร่งจากผลงานไตรมาส 2/2569 และครึ่งปีแรก บริษัทจึงปรับเพิ่มเป้าหมายผลการดำเนินงานปี 2569 โดยคาดรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10–15% จากเดิมมากกว่า 10% และยกระดับเป้าหมายกำไรสุทธิเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากเดิม 10–15% สะท้อนความมั่นใจต่อศักยภาพของธุรกิจหลักและธุรกิจอื่นๆ แม้ยังต้องติดตามต้นทุน Memory ที่ปรับสูงขึ้น ข้อจำกัดด้านอุปทานสินค้าในบางกลุ่ม ภาวะกำลังซื้อ และวงจรการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีอย่างใกล้ชิดสำหรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2/2569 COM7 ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 24,111 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.4% จากปีก่อน และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 1,303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.9% ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกมีรายได้ 47,624 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.5% และกำไรสุทธิ 2,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.5% คุณภาพของกำไรยังปรับตัวดีขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 2 เพิ่มเป็น 14.2% จาก 13.8% ในปีก่อน จากผลการดำเนินงานของธุรกิจในกลุ่มที่ดีขึ้น ควบคู่การบริหาร Product Mix และต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านธุรกิจค้าปลีกซึ่งเป็นฐานรายได้หลักยังเติบโตแข็งแกร่ง ไตรมาส 2 มีรายได้ 22,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% โดยสมาร์ตโฟนเติบโต 14% แบ่งเป็น iPhone เพิ่มขึ้น 17% และ Android เพิ่มขึ้น 8% ขณะที่สินค้าไอทีเติบโตเด่น 34% จาก Notebook และ Mac ส่วนกลุ่มบริการและการขยายระยะเวลารับประกันเติบโต 58% ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม ขณะเดียวกัน รายได้จากธุรกิจอื่นเพิ่มขึ้นถึง 114.1% แตะ 1,226 ล้านบาท และครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2,175 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90.6% สะท้อนภาพการกระจายฐานรายได้ที่ชัดเจนขึ้นหนึ่งใน Growth Engine ที่สำคัญคือธุรกิจ UFUND ซึ่งมีพอร์ตลูกหนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2 เพิ่มเป็น 6,652 ล้านบาท ขณะที่ยอดปล่อยใหม่ทำสถิติสูงสุด 3,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 183% และครึ่งปีแรกมียอดปล่อยใหม่รวม 5,827 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 223% เดินหน้าสู่เป้ายอดปล่อยใหม่ทั้งปี 10,000 ล้านบาท พร้อมรักษาคุณภาพพอร์ตในระดับแข็งแกร่ง โดย NPL ลดลงเหลือเพียง 0.84% ต่ำกว่ากรอบบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้ 3% ขณะที่การขยายจุดให้บริการจะเป็นอีกแรงสนับสนุนการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ในครึ่งปีหลังด้าน นายกชกร บูรณวุฒิกุล Senior Finance Manager บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 กล่าวถึง กลุ่มธุรกิจที่สร้างกำไรและเติบโตต่อเนื่องอย่างธุรกิจ iCare Insurance มีพัฒนาการโดดเด่น โดยไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 128 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 510% ขณะที่ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 291% จากโครงสร้างธุรกิจประกันมีความหลากหลายมากขึ้น โดยไตรมาส 2 สัดส่วนรายได้จากกลุ่มประกันอุปกรณ์มือถือยังเป็นสัดส่วนหลักประมาณ 44% โดยที่ COM7 เตรียมต่อยอด Synergy ระหว่าง UFUND/UPHONE กับ COVER+/SE7EN Care+ รวมถึงผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Loan เพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้ลูกค้าแบบครบวงจร และสร้างโอกาส Cross-selling ระหว่างธุรกิจใน Ecosystem มากขึ้นธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ Gold Integrate ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโต โดยครึ่งปีแรกมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม B2C 2,029 คัน เพิ่มขึ้น 71% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กับเป้าหมายทั้งปี 4,400 คัน พร้อมกับ รายได้จากบริการหลังการขายเพิ่มขึ้น ช่วยสร้างฐานรายได้ต่อเนื่องในระยะยาว พร้อมนำจุดแข็งของเครือข่าย BaNANA มาต่อยอดผ่านโครงการ GAC GI x BaNANA เพื่อเพิ่ม Customer Touchpoint ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดขณะที่ EV7 ธุรกิจให้เช่า Taxi EV เดินหน้าขยาย Fleet อย่างรวดเร็ว โดยจำนวนรถในระบบ 3,829 คัน ณ สิ้นไตรมาส 2 มุ่งสู่เป้าหมายมากกว่า 5,000 คันภายในสิ้นปี 2569 พร้อมพัฒนา Taxi Hub ให้ครอบคลุมสถานีชาร์จ บริการซ่อมบำรุง และศูนย์ตัวถังและสี เพื่อลดระยะเวลาที่รถต้องหยุดให้บริการและรองรับการขยาย Fleet ในอนาคต รวมถึงนำ AI มาช่วยบริหารข้อมูลต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ Taxi EV Ecosystemอีกธุรกิจที่กำลังเร่งตัวคือ BaNANA Solar โดยรายได้ไตรมาส 2 เติบโต 61% จากปีก่อน บริษัทประเมินว่าครึ่งปีหลังมีโอกาสเติบโต มากกว่า 2 เท่า รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐและความต้องการติดตั้ง Solar Rooftop ที่เพิ่มขึ้น โดย COM7 นำจุดแข็งด้านเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ ทีมผู้เชี่ยวชาญ บริการติดตั้ง และทางเลือกด้านการผ่อนชำระ มาต่อยอดเพื่อขยายตลาดในวงกว้างส่วนเครือข่ายร้านค้าปลีก COM7 ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Quality Growth เน้นคุณภาพของสาขามากกว่าการเพิ่มจำนวนเพียงอย่างเดียว โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 มีสาขารวม 1,323 สาขา หลังเปิดสาขาใหม่ 43 แห่ง เน้นแบรนด์หลัก BaNANA และ Studio7 พร้อมปรับลดสาขาที่มีประสิทธิภาพต่ำในจำนวนใกล้เคียงกัน และเตรียมเร่งขยายสู่ทำเลที่มีศักยภาพในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายประมาณ 1,400 สาขาภายในสิ้นปี 2569COM7 มองว่าโครงสร้างการเติบโตในระยะถัดไปจะมีความสมดุลมากขึ้น ระหว่างธุรกิจค้าปลีกที่ยังเป็นฐานหลัก กับธุรกิจใหม่ที่เริ่มสร้างรายได้ กำไร และรายได้ประจำเพิ่มขึ้น โดยการเชื่อม Ecosystem ตั้งแต่สินค้าเทคโนโลยี การเงิน ประกันภัย รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงพลังงานสะอาด จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตของกลุ่มในระยะยาว
ทันหุ้น • 18 ส.ค. 69
เก้าอี้ พรีเมี่ยม Secretlab TITAN EVO NanoGen นั่งสบาย ขาว หรู หนัง Nano
ในที่สุดก็เข้าไทย สิ้นสุดการรอคอยเกือบ 1 ปีกับเก้าอี้เกมเมอร์ที่รวมสิ่งที่ดีที่สุดในโลกไว้ในตัวเดียว
ExtremeIT • 30 ก.ค. 69
อ่าน
NEXครบเครื่องรถอีวีโหวตดีลThai EVฉลุย
#NEX #ทันหุ้น - ผู้ถือหุ้น NEX ไฟเขียวดีล Thai EV เสริมทัพรถอีวีเชิงพาณิชย์ครบพอร์ต เร่งเครื่องเติบโตระยะยาว พร้อมขยายฐานลูกค้าหลายกลุ่ม ทั้งโลจิสติกส์ ขนส่งสินค้า โครงการรัฐและเอกชน โชว์ยอดขายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ 3 ปี โต 100%นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานกรรมการ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 มีมติอนุมัติครบทุกวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อหุ้นบริษัท ไทยอีวี จำกัด หรือ Thai EV ในสัดส่วน 100% สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นต่อทิศทางการเสริมความแข็งแกร่งและขยายโอกาสการเติบโตในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ โดยวาระที่ 1–4 ได้รับคะแนนเห็นชอบ 100% ในทุกวาระThai EV ดำเนินธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2560 มีความเชี่ยวชาญในการทำตลาดรถเชิงพาณิชย์ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง พร้อมทีมขายและฐานลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจที่มีการขนส่งสินค้าไปยังสาขาทั่วประเทศ ตลอดจนโครงการภาคเอกชนและภาครัฐ โดยในช่วงปี 2566–2568 ยอดจำหน่ายรถเชิงพาณิชย์ไฟฟ้าประเภท 4 ล้อเติบโต 100% สะท้อนศักยภาพในการทำตลาดและเข้าถึงผู้ใช้งานโดยตรง** ขยายช่องทางจำหน่ายเมื่อนำจุดแข็งของ Thai EV มาผสานกับผลิตภัณฑ์ของ NEX ซึ่งครอบคลุมรถโดยสาร รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถหัวลาก จะช่วยเติมเต็มพอร์ตให้ครอบคลุมตั้งแต่รถเชิงพาณิชย์ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ เพิ่มโอกาส Cross-selling ขยายช่องทางจำหน่าย และตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ดียิ่งขึ้นขณะเดียวกัน NEX เดินหน้าขยาย Commercial EV Ecosystem อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การนำรถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้า BAW M8 เข้ามาทำตลาด ไปจนถึงความร่วมมือกับ SINOTRUK ในการทำตลาดรถบรรทุกหนักไฟฟ้าแบรนด์ HOWO และ SITRAK เมื่อผสานกับศักยภาพของ Thai EV จะทำให้บริษัทมีความพร้อมมากขึ้นทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การขาย การตลาด และบริการหลังการขายสำหรับรายละเอียดธุรกรรม NEX จะเข้าซื้อหุ้น Thai EV จำนวน 13 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 149.95 ล้านบาท โดยชำระค่าตอบแทนด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ NEX จำนวนไม่เกิน 208.27 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 0.72 บาท ส่งผลให้ Thai EV เป็นบริษัทย่อยของ NEX ภายหลังธุรกรรมแล้วเสร็จการชำระค่าซื้อกิจการด้วยหุ้นทำให้ NEX ไม่ต้องใช้เงินสดจำนวน 149.95 ล้านบาทหรือก่อหนี้เพิ่มเติม ช่วยรักษาสภาพคล่องและไม่เพิ่มภาระดอกเบี้ย ส่วนค่าใช้จ่ายจากการจ่ายชำระด้วยหุ้นที่อาจเกิดขึ้นเป็นรายการทางบัญชีและไม่กระทบกระแสเงินสดโดยตรง** ประเมินมูลค่าซื้อขาย ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระประเมินมูลค่ายุติธรรมของ Thai EV ตามวิธีคิดลดกระแสเงินสด หรือ DCF ไว้ที่ 165.12–201.33 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าซื้อขายที่ 149.95 ล้านบาท หรือคิดเป็นส่วนต่างประมาณ 9–26% และมีความเห็นว่าราคาซื้อดังกล่าวมีความสมเหตุสมผลหุ้นที่ผู้ขายได้รับจะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดการขายตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขณะที่นายกิตติกรณ์ พินิจวงศ์วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ NEX จะนำหุ้นประมาณ 45.48 ล้านหุ้นเข้าบัญชี Escrow เป็นเวลาประมาณ 5 ปี เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิมอยู่ในระดับจำกัด โดยมี Control Dilution ประมาณ 3.36% ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ลดลงจากประมาณ 77.77% เหลือ 75.16% และยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอำนาจควบคุม NEX อย่างชัดเจน ส่วน Price Dilution อยู่ที่ประมาณ 0.97% หรือประมาณ 0.01 บาทต่อหุ้น เช่น จากราคา 1.01 บาท เหลือประมาณ 1.00 บาท ทั้งนี้ เป็นเพียงการคำนวณผลกระทบเชิงทฤษฎี ไม่ใช่การคาดการณ์ราคาหุ้นจริงในตลาดภายหลังธุรกรรมแล้วเสร็จ NEX จะเร่งบูรณาการผลิตภัณฑ์ ทีมงาน ช่องทางการขาย ฐานลูกค้า และบริการหลังการขายของทั้ง 2 บริษัท โดยการมีนายกิตติกรณ์ ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าและการตลาดในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมากกว่า 15 ปี ร่วมในทีมบริหาร จะช่วยเสริมความเข้าใจตลาด การเข้าถึงลูกค้า และการนำแผนธุรกิจไปสู่การปฏิบัติ
ทันหุ้น • 4 ส.ค. 69
สิทธิพิเศษ
วี สแควร์ คลีนิค
ให้บริการฟิลเลอร์ ร้อยไหม เมโส รวมสุดยอดเครื่องยกกระชับผิว Hifu Ultraformer III, Thermage FLX, New Ulthera SPT และเทคโนโยลีดูแลสัดส่วนที่ทันสมัย CoolSculpting ไปจนถึง Sculptra ที่ช่วยเรื่องการกระตุ้นคอลลาเจน สามารถตอบโจทย์การดูแลความงามได้
สถาบันเสริมความงามและศัลยกรรม • 1 ก.ค. 69
อ่าน
SCL รุกตลาดพรีเมียม ชี้รถยุโรปมาร์จิ้นสูง
#SCL #ทันหุ้น - SCL ขยายพอร์ตอะไหล่รถยนต์รับตลาดกว่า 1.2 แสนล้านบาท ฟากบอสใหญ่ “สกล ตั้งก่อสกุล” สั่งลุยตลาดแบตเตอรี อะไหล่รถยุโรปมาร์จิ้นสูง หลังคว้าสิทธิ์จำหน่าย BMW-MINI เสริมพอร์ต ปักธงรายได้ปีนี้โต 10%นายสกล ตั้งก่อสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอส.ซี.แอล. มอเตอร์ พาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SCL ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์จำหน่ายอะไหล่รถยนต์แบบครบวงจร ครอบคลุมค่ายรถยนต์ชั้นนำในประเทศไทย เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1/2569 บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ทั้งด้านรายได้และกำไร โดยมีรายได้ 576.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.23% และมีกำไรสุทธิ 19.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.84%ขณะที่ทั้งปี 2569 มั่นใจว่าผลประกอบการจะเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ภายใต้แผน JUMP+บริษัทมองว่าธุรกิจอะไหล่รถยนต์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เนื่องจากประเทศไทยมีฐานรถยนต์ใช้งานกว่า 22 ล้านคัน ซึ่งล้วนมีความต้องการเปลี่ยนอะไหล่ตามอายุการใช้งาน ประกอบกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ประเมินว่าตลาดอะไหล่รถยนต์มีมูลค่าราว 120,000 ล้านบาท จึงเชื่อว่าบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของตลาด@ครึ่งหลังโตต่อสำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลังของปี 2569 บริษัทคาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง จากการทยอยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่พอร์ตสินค้า รวมถึงการพัฒนาสินค้าร่วมกับพันธมิตรผู้ผลิต เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเมื่อรถเข้าสู่ระยะเวลาบำรุงรักษาและเปลี่ยนอะไหล่ ก็จะเป็นโอกาสทางธุรกิจของบริษัทปัจจุบัน SCL มีสินค้าภายในพอร์ตกว่า 200,000 SKU และในช่วงหลังได้ขยายไลน์สินค้าไปยังกลุ่มเคมีภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่น และแบตเตอรีรถยนต์มากขึ้น โดยในปีนี้บริษัทได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายอะไหล่ BMW, MINI อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้พอร์ตสินค้ามีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นนอกจากนี้ บริษัทได้ขยายตลาดจากเดิมที่เน้นอะไหล่รถยนต์ญี่ปุ่นและจีน สู่กลุ่มรถยนต์ยุโรปมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาสูงและให้อัตรากำไร (มาร์จิ้น) ที่ดีกว่า ซึ่งจะช่วยผลักดันทั้งยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ให้เติบโตต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผน JUMP+@รุกตลาดแบตเตอรีในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทเตรียมรุกตลาดแบตเตอรีรถยนต์อย่างจริงจัง หลังจากสามารถเพิ่มแบรนด์ใหม่ได้มากกว่าที่วางแผนไว้ 2-3 แบรนด์ ส่งผลให้มีโอกาสสร้างการเติบโตได้สูงกว่าเป้าหมายเดิมนายสกล กล่าวว่า ตลาดแบตเตอรีรถยนต์ในประเทศไทยยังมีขนาดใหญ่ โดยบริษัทจะมุ่งเจาะกลุ่มสินค้าพรีเมียมที่มีอัตรากำไรสูง รองรับทั้งรถยนต์สันดาป รถยนต์จีน และรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายแบรนด์ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างการเติบโตในระยะยาวขณะเดียวกัน บริษัทไม่ได้กังวลต่อการทำตลาดแบรนด์ใหม่ เนื่องจากมีเครือข่ายร้านจำหน่ายอะไหล่และศูนย์บริการ Fast Fit ทั่วประเทศเป็นฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภคส่วนต้นทุนการดำเนินงาน แม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงาน โดยบริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน
ทันหุ้น • 8 ก.ค. 69
อ่าน
BGRIM ระบบนิเวศ AI ปูทางเซมิคอนดักเตอร์
#BGRIM #ทันหุ้น - BGRIM พลิกโฉมสู่ “ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ปั้นระบบนิเวศ AI-เซมิคอนดักเตอร์ ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งพลังงาน สาธารณูปโภค และแพลตฟอร์มดิจิทัล รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ชี้ AI, Data Center, Semiconductor, EV และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่กำลังขยายตัว ตั้งเป้า JV ดิจิทัลแตะ 1 พันล้านบาท ใน 5 ปีนายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทกำลังพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) สำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาเชื้อเพลิง LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า ระบบโคเจนเนอเรชันที่สามารถผลิตทั้งไฟฟ้าและไอน้ำคุณภาพสูง ตลอดจนการพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมยุคใหม่“บริษัทไม่ได้มองบทบาทเพียงการจำหน่ายไฟฟ้า แต่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยใช้จุดแข็งด้านพลังงานต่อยอดสู่บริการครบวงจร เริ่มตั้งแต่การจัดหาเชื้อเพลิง LNG การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น การผลิตไอน้ำคุณภาพสูงสำหรับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และโรงงานเซมิคอนดักเตอร์”นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนา Microgrid และแพลตฟอร์มบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Management) ด้วยเทคโนโลยี AI ผ่านระบบ Load Aggregator Platform เพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า บริหารโหลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการเชื่อมโยงพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบมากขึ้น เนื่องจากศักยภาพในการบริหารจัดการพลังงานแบบอัจฉริยะจะช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการบริหารจัดการและการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศอุตสาหกรรมสีเขียว “BGRIM มองว่า การลงทุนด้าน AI Data Center เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคลื่นการลงทุนเทคโนโลยี ขณะที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นการลงทุนระลอกถัดไป ซึ่งต้องอาศัยทั้งพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลควบคู่กัน”นายนพเดช กล่าวว่า เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลจะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจึงร่วมทุนกับ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET จัดตั้งบริษัท บี.กริม ไอเน็ต เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและแพลตฟอร์มเทคโนโลยี รองรับการให้บริการ Digital Infrastructure แบบครบวงจร โดยมีเป้าหมายสร้าง Digital Sovereignty หรืออธิปไตยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์โดยคนไทย เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและองค์กรไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศบริษัทร่วมทุนดังกล่าวตั้งเป้าสร้างมูลค่าตลาด 800-1,000 ล้านบาท ภายใน 3-5 ปี พร้อมต่อยอดบริการด้าน Cloud, AI Platform และ Digital Infrastructure ควบคู่กับธุรกิจพลังงาน เพื่อผลักดัน BGRIM สู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัลแบบครบวงจรในระยะยาว
ทันหุ้น • 1 ก.ค. 69
อ่าน
บีโอไอไฟเขียว “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันลบ. ปั้นไทยฐาน Mazda MHEV
#ทันหุ้น - บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำ งานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต อีกทั้งเป็นการตอบรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV ที่ออกโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งจะกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575)ปัจจุบัน กลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การจำหน่าย และการตลาดระดับภูมิภาค โดยได้จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับฟอร์ด เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ทั้งรถกระบะและรถยนต์นั่ง นอกจากนี้ ยังจัดตั้งบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยี SKYACTIV และเกียร์ในภูมิภาค การลงทุนของมาสด้าในครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงสายการผลิตด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวน การสำคัญ อาทิ การเชื่อมโครงรถ การประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV ด้วยเทคโนโลยี MHEV ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และส่งกลับไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทฯ และลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย โดยโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของบริษัทฯ ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไปสำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบMHEVบอร์ดอีวีได้กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษร้อยละ 10 (กรณีปล่อยCO2ไม่เกิน 100g/km) และร้อยละ 12 (กรณีปล่อยCO2ตั้งแต่ 101 – 120g/km)โดยจะเป็นอัตราคงที่ในเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575) พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า5,000 ล้านบาทอีกทั้งต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่Traction Motorหรือชิ้นส่วนที่มีลักษณะการทำงานเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อนตั้งแต่ปี 2571และต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS)อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ “การที่มาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV ครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทย และเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ตอกย้ำว่าประเทศไทยเดินมาถูกทาง บอร์ด EV และบีโอไอมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเซกเมนต์ และทุกเทคโนโลยี ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ MHEV เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว
ทันหุ้น • 1 ก.ค. 69
อ่าน
เปิดประมูลปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน ซื้อไฟโซลาร์ครัวเรือนมิ.ย.
#กระทรวงพลังงาน ทันหุ้น - กระทรวงพลังงาน จ่อประกาศ “เปิดประมูลสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน -ร่างแผนPDPเสร็จ”กันยายนนี้ มองไทยมีศักยภาพเป็นฮับ LNG อาเซียน เล็งขยาย LNG Terminal 3 ส่วนเดือนนี้เตรียมรับซื้อไฟโซลาร์รูฟครัวเรือนดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานพร้อมเป็นเจ้าภาพ ‘Gastech 2026’ งานประชุมและนิทรรศการด้านพลังงานครั้งสำคัญของโลก ระหว่างวันที่ 14 - 17 กันยายน งานนี้จะเป็นจุดขายสำคัญในการชักชวนบริษัทชั้นนำของโลกให้เข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีพลังงานในไทย เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยปัจจุบันมีตัวเลขการจดทะเบียนขอใช้ไฟฟ้าสำหรับ Hyperscale Data Center กับ BOI และการไฟฟ้าฯ สูงถึง 20,000 เมกะวัตต์ และในปีนี้ประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 35,000 เมกะวัตต์@ร่างแผนPDPชัดก.ย.ทั้งนี้หากรวมความต้องการจาก Data Center เข้าไป จะทำให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมหาศาล โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. ความมั่นคงทางพลังงาน, 2. ไฟฟ้าสะอาดและ 3. ราคาที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้จ่ายภายในประเทศกว่า หมื่นล้านบาท ในช่วงการจัดงาน 4-5 วัน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม รถเช่า และการท่องเที่ยวอีกทั้งคาดว่าร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่จะมีความชัดเจนภายในช่วงการจัดงาน โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การปรับตัวรองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และ EV ,การพิจารณาพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SMR, การให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต รวมถึงมีการผลักดันเรื่อง Direct PPA เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทชั้นนำของโลกเข้ามาลงทุนหรือทำโครงการผลิตไฟฟ้าร่วมกับบริษัทไทยนอกจากนี้รัฐบาลเปิดประมูลสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมใหม่ใน ฝั่งอันดามัน ภายในงาน ‘Gastech 2026’ ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลลึกกว่า 60,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีศักยภาพสูงเนื่องจากมีการค้นพบแหล่งขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียงทางตอนใต้ของอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลาง LNG ของอาเซียน โดยปัจจุบันมีสถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG Terminal (T1, T2 ที่มาบตาพุด) แต่เนื่องจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยและบนบกมีปริมาณลดน้อยลงตามกาลเวลา แต่ก๊าซยังเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 59% จึงต้องจะมีการเพิ่ม LNG Terminal ที่ 3 (T3) ในพื้นที่ EEC อีกประมาณ 8 ล้านตัน ทำให้ศักยภาพการรองรับรวมเพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านตัน เป็นกว่า 27 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและสามารถส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, จีน และญี่ปุ่น@นำกำไรกฟผ.อุดหนุนค่าไฟนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลได้วางแนวทางการปฏิรูปพลังงานไทยมีเป้าหมายใหญ่ในการลดราคาค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าน้อย ไม่เกิน 200 หน่วยแรก โดยวางแนวทางจัดการใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.การจัดการสัญญาแอดเดอร์ เนื่องจากในอดีตมีราคารับซื้อที่แพงเกินไป รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะยกเลิกการต่อสัญญาอัตโนมัติเหล่านี้ หรือใช้วิธีเจรจาเพื่อให้เอกชนยอมลดราคาลงมาให้ใกล้เคียงกับอัตรารับซื้อใหม่ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2 บาทเศษ ในขณะที่สัญญาแอดเดอร์เดิมอาจสูงถึง 3 บาทกว่า2.การลดความสูญเสียไฟฟ้าในระบบ เนื่องจากปัจจุบันมีความสูญเสียที่เกิดขึ้น เช่น ไฟสาธารณะหรือไฟทาง ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ถูกนำไปรวมกับค่าไฟของประชาชนสูงถึง 10-20 สตางค์ ทางรัฐบาลจึงมีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น การเปลี่ยนเป็นหลอด LED เพื่อลดความสูญเสียดังกล่าว 3.การจัดการค่าพร้อมจ่าย เนื่องจากในอดีตมีการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริง ทำให้ต้องจ้างเอกชนเตรียมพร้อมผลิตไฟฟ้าโดยที่ไม่ได้นำไฟมาใช้จริง กลายเป็นภาระต้นทุน "ค่าพร้อมจ่าย" ที่ประชาชนต้องแบกรับโดยรัฐบาลมีแนวทางที่จะนำกำไรหรือรายได้จากการไฟฟ้ามาใช้เพื่อช่วยลดค่าไฟให้กับกลุ่มผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยให้เหลือ 3 บาท โดยเป็นการสำรองจ่ายล่วงหน้าแทนการใช้งบประมาณจากภาครัฐ และจะนำเงินที่ได้จากการเรียกเก็บค่าไฟจากกลุ่ม Data Center ในอัตราใหม่มาชดเชยคืนให้ภายหลัง สำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วย ต้องมีการปรับทบทวนแผนอีกครั้ง เนื่องจากเข้าใจถึงปัญหาของผู้ที่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการสนับสนุนให้บ้านเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยภายในเดือนมิถุนายนนี้จะมีการเปิดโครงการ "โซลาร์ 2.0" เพื่อรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตเหลือจากการใช้งานในบ้านเรือน โดยตั้งเป้าหมายการรับซื้อไว้ที่ 500 เมกะวัตต์ สำหรับกลุ่มบ้านอยู่อาศัยโดยเฉพาะ และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการติดตั้งมากขึ้น รัฐบาลเตรียมมาตรการสนับสนุนครบวงจร ทั้งการช่วยเงินดาวน์และการลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์
ทันหุ้น • 18 มิ.ย. 69
สิทธิพิเศษ
เพาเวอร์บาย
Power Buy Power Up Your Life | อัปเดตเทรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอทีกับเพาเวอร์บาย เพื่อให้คุณใช้ชีวิตในแบบที่ใช่ ครบจบทุกไลฟ์สไตล์
อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า • 1 เม.ย. 69
อ่าน
FSMART แตกไลน์ลุย PropTech ร่วม FORTH ปั้นแพลตฟอร์มอสังหาฯ
#ทันหุ้น - บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส ร่วมทุนบริษัทแม่ บมจ.ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น รุกธุรกิจ PropTech พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ ซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร รับเทรนด์อสังหาฯ ขยายโอกาสทางธุรกิจบนเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมโชว์งบการเงิน Q1/2569 ยังแข็งแกร่ง รายได้รวม 632 ล้านบาท กำไรสุทธิ 135.5 ล้านบาท แรงหนุนจากพอร์ตสินเชื่อคุณภาพยังขยาย และธุรกิจหลักยังเติบโตต่อเนื่อง มั่นใจรักษาสมดุลทุกธุรกิจ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาวนายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) “FSMART” ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจร “บุญเติม” และเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “GINKA Charge Point” ภายใต้วิสัยทัศน์ “นวัตกรรมที่ยั่งยืนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น” เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ร่วมกับ บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ FORTH เพื่อประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มที่ช่วยบริหารจัดการด้านการซื้อ ขาย และเช่าอสังหาริมทรัพย์ให้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาระบบและบริการที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะจัดตั้งแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569การร่วมลงทุนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทไปสู่ธุรกิจด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ พร้อมต่อยอดการพัฒนาระบบและบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตในอนาคต โดยอาศัยจุดแข็งด้านเทคโนโลยี ระบบชำระเงิน และโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของกลุ่มบริษัทในการพัฒนาธุรกิจร่วมกันเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคตทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนดังกล่าวมีทุนจดทะเบียน20ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ2,000,000หุ้น มูลค่าหุ้นละ10บาท โดยFSMARTถือหุ้น51%และFORTHถือหุ้น49%ซึ่งแหล่งเงินทุนสำหรับการเข้าร่วมลงทุนในครั้งนี้จะมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทนายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า กลุ่มFSMARTและFORTHมองเห็นโอกาสของธุรกิจPropTechที่ใช้งานง่าย มั่นคง ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มให้ข้อมูลซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่สามารถต่อยอดสู่บริการดิจิทัลและระบบชำระเงินแบบครบวงจร เพื่อสร้างรายได้จากค่าบริการ รายได้จากค่าสมาชิก เชื่อว่าจะเป็นNew Growthที่ช่วยปลดล็อกตลาดอสังหาริมทรัพย์และสร้างการเติบโตระยะยาว ขณะที่กลุ่มFORTHมีพาร์ทเนอร์ครอบคลุมการให้บริการทุกด้าน อีกทั้งมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี ระบบชำระเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่พร้อมต่อยอดแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคตด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 632 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 135.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.18 บาท โดยในไตรมาสนี้ยังคงเติบโตได้ดีจากการขยายตัวของธุรกิจสินเชื่อครบวงจร ที่มีรายได้ดอกเบี้ย 83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดสินเชื่อคงค้างรวม 1,401 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจภายใต้การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยบริษัทฯ สามารถควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระดับ NPL อยู่ที่ 6%ขณะที่ธุรกิจเติมเงิน-รับชำระเงินอัตโนมัติและบริการทางการเงิน ซึ่งเป็นธุรกิจหลักยังคงมีเสถียรภาพจากเครือข่าย “ตู้บุญเติม” จำนวน115,381ตู้ ครอบคลุมทุกชุมชนทั่วประเทศ รองรับบริการทางการเงินครบวงจรผ่านการเป็นตัวแทนธนาคารพาณิชย์8แห่ง ทั้งบริการฝาก ถอน โอนเงินสด และบริการยืนยันตัวตนอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC)โดยในไตรมาสนี้มีมูลค่าธุรกรรมผ่านตู้รวม9,054ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทเตรียมที่จะเพิ่มการเป็นตัวแทนธนาคารพาณิชย์1แห่งภายในไตรมาส2นี้ส่วนธุรกิจเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “GINKA Charge Point”ปัจจุบันขยายแล้ว596หัวชาร์จทั่วประเทศ ตั้งเป้าเพิ่มเป็น1,000หัวชาร์จภายในปีนี้ ขณะที่ “เต่าบิน” ซึ่งบริหารโดย บริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด มีจำนวนติดตั้ง7,819ตู้ทั่วประเทศ สร้างยอดขายรวม505ล้านบาท เพิ่มขึ้น2.2%จากการขยายจำนวนตู้ การคัดเลือกทำเลติดตั้งที่มีศักยภาพ และแคมเปญที่ช่วยสนับสนุนการใช้งานซ้ำและการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง“บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งการรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักอย่างธุรกิจเติมเงิน พร้อมขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ และต่อยอดธุรกิจใหม่ เพื่อเสริมฐานรายได้ที่ยั่งยืน และยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากที่สุด” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว
ทันหุ้น • 15 พ.ค. 69
ดูเพิ่มเติม