TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#BLC” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
ภูฏาน ส่งคลัง BTC ให้ 3iQ บริหาร ปั๊มกำไรสร้างเมืองเกเลฟู
#ภูฏาน #BTC #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coindesk ได้ระบุว่า เมืองคลังปัญญาเกเลฟู (Gelephu Mindfulness City: GMC) ซึ่งเป็นเขตบริหารพิเศษทางตอนใต้ของภูฏาน ได้มอบหมายให้บริษัท 3iQ Corp. เข้ามาบริหารจัดการส่วนหนึ่งของคลังสำรอง Bitcoin (BTC) ของตน ตามที่ทั้งสองบริษัทระบุในอีเมลอย่างไรก็ตาม GMC ปฏิเสธที่จะเปิดเผยขนาดของมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายดังกล่าวแก่สำนักข่าว CoinDeskวิธีการที่เงินทุนดังกล่าวจะถูกนำไปบริหารจัดการถือเป็นข้อมูลใหม่ โดย GMC บอกกับ CoinDesk ว่า ทางเมืองได้เลือกบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในโตรอนโตแห่งนี้ เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาวผ่านแนวทางการลงทุนแบบเป็นกลางต่อตลาด (Market-neutral) และมีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งหมายความว่าคลังสำรองนี้จะถูกนำไปใช้ออกดอกออกผลสร้างผลตอบแทน มากกว่าที่จะถูกถือครองไว้เฉยๆกลยุทธ์แบบเป็นกลางต่อตลาดครอบคลุมความเป็นไปได้หลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการเทรดส่วนต่างราคาในตลาดฟิวเจอร์สกับสปอต (Basis trades) และการให้กู้ยืม ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวโดยทั่วไปมักจะสร้างผลตอบแทนได้อย่างน้อย 5% ต่อปีในตลาดทั่วไป ทั้งนี้ GMC ไม่ได้ระบุว่าได้เลือกวิธีการเฉพาะเจาะจงใดๆ หรือยังในเดือนธันวาคม เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ทรงให้คำมั่นสัญญาที่จะมอบ Bitcoin สูงสุดถึง 10,000 BTC ซึ่งในขณะนั้นมีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การจัดสรรดังกล่าวถูกเรียกว่าเป็นสินทรัพย์ระดับชาติระยะยาวสำหรับการพัฒนาเมือง โดยมีตัวเลือกต่างๆ เช่น การนำไปเป็นหลักประกัน, กลยุทธ์การบริหารคลัง หรือการถือครองทั้งหมด ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาขนาดของการมอบหมายบริหารจัดการครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากสัญญาคำมั่นที่อยู่เบื้องหลังได้ถูกตั้งคำถามมานานหลายเดือนสำนักข่าว CoinDesk รายงานในเดือนพฤษภาคมว่า อุชวาล ดีป ดาฮาล (Ujjwal Deep Dahal) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Druk Holdings ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการค้าของรัฐบาล กล่าวว่าเขาจำไม่ได้ว่าบริษัทขาย Bitcoin ครั้งสุดท้ายเมื่อใด ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลบนบล็อกเชน (On-chain data) ที่แสดงว่ามีเงินมูลค่าราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ออกจากกระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับบริษัท ทั้งนี้ ทั้ง GMC และ 3iQ ต่างไม่ได้ระบุว่า Bitcoin ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการนั้นมาจากที่ใดเมื่อถูกถามว่าภูฏานจะได้อะไรเพิ่มเติมนอกเหนือจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ GMC ได้ชี้ไปที่การจ้างงานสำหรับเยาวชนชาวภูฏาน และการพัฒนาทักษะในด้านเทคโนโลยีและการเงิน พร้อมกล่าวว่าโครงการเฉพาะเจาะจงต่างๆ ยังคงอยู่ระหว่างการจัดทำและดำเนินการที่มา https://www.coindesk.com/markets/2026/08/04/bhutan-s-gmc-puts-part-of-its-bitcoin-treasury-to-work-after-10-000-btc-pledge
ทันหุ้น • 2 วันที่แล้ว
อ่าน
คนเดือดทวงแค้น The Debt Collector
เรื่องย่อ คนเดือดทวงแค้น The Debt Collector ชื่อเรื่อง คนเดือดทวงแค้น The Debt Collectorประเภท แอคชัน / ดรามา / อาชญากรรมนำแสดงโดย ณเดชน์ คูกิมิยะ, พิทยา แซ่ฉั่ว, ชัยวัฒน์ ทองแสงกำกับโดย สุรพงษ์ เพลินแสงกำหนดฉาย 23 กรกฎาคม 2026 (ที่ Netflix)ความยาว 132 นาที คลิกอ่าน รีวิวหนัง "คนเดือดทวงแค้น" จัดจ้านเดือดดาล แต่ก็ไม่ได้นำพา กราบ..นักแสดงนำคือเดอะแบก
เรื่องย่อหนัง • 23 ก.ค. 69
อ่าน
BTC อำลาบิทคอยน์และพวก เทขายทั้งหมด 629 ล้านบาท
BTC #ทันหุ้น - "บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป" ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถือครองผ่านบริษัทย่อยในฮ่องกง ระหว่าง 15 พ.ค. ถึง 29 มิ.ย. 2569 ทั้ง Bitcoin, Binance และ Ethereum คิดเป็นมูลค่า 629 ล้านบาทจากต้นทุน 490 ล้านบาท เพื่อรับรู้กำไรตามแผนงานบันทึกเป็นส่วนหนึ่งในไตรมาส 2/2569 และนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนนายวรุฒ บูลกุลุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BTC เปิดเผยโดยแจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการบริษัทซึ่งประกอบด้วย นายชาญ บูลกุล, นายอเนก กมลเนตร, นายวรุฒ บูลกุล, นายกิรินทร์ นฤหล้า และนายวริศ บูลกุลมีมติอนุมัติให้คณะกรรมการการลงทุนเข้าทำรายการจำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน บริษัท บรุ๊คเคอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ BTC ถือหุ้นร้อยละ 100 ตั้งอยู่ในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความเสี่ยงจากการเข้าลักษณะเป็นธุรกิจบริหารจัดการเงินลงทุนและเพื่อรับรู้กำไรจากการจำหน่าย และเงินที่ได้มานำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทโดยเป็นการจำหน่ายผ่านตลาดแลกเปลี่ยน (Exchange) จึงไม่สามารถระบุตัวตนผู้ซื้อได้ ดำเนินการผ่านตลาดแลกเปลี่ยนที่มีชื่อเสียง 2 แห่ง ได้แก่ แห่งหนึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้น NASDAQและอีกแห่งเป็นตลาดซื้อขายที่ใหญ่ที่สุดในโลกวัดจากมูลค่าการซื้อขายการรายการเกิดขึ้นและเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสที่ 2/2569 ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 29 มิถุนายน 2569 โดยมีรายละเอียดสินทรัพย์ดังนี้Bitcoin (BTC) มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 249,102,707.99Binance (BNB) มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 232,648,587.69Ethereum (ETH) มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 88,642,149.78Solana (SOL) มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 39,499,032.15Mantle (MNT) มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 8,829,828.16เหรียญอื่นๆ มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 10,476,618.55รวมมูลค่าขายสุทธิ 629,198,924.32 บาท อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวดที่ 36.66 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่ารวมสุทธิ 17,163,091.22 เหรียญสหรัฐโดยต้นทุนจริงของสินทรัพย์มีจำนวน 13,388,581.42 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 490,825,394.86 บาท และเนื่องจากมูลค่าขายสุทธิสูงกว่าต้นทุนจริง บริษัทจึงรับรู้กำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัลในครั้งนี้ทั้งนี้นโยบายบัญชีบริษัทบันทึกมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า ซึ่งกำไรนี้ยังไม่ใช่กำไรหรือขาดทุนทั้งหมดของไตรมาส 2/2569 โดยบริษัทจะรายงานงบการเงินฉบับเต็มภายในกลางเดือนสิงหาคม
ทันหุ้น • 3 ก.ค. 69
อ่าน
Charles Schwab เดินหน้า! เปิดตัวบริการซื้อขาย Spot BTC และ ETH แก่ลูกค้าปลีกกลุ่มแรก
#CharlesSchwab #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Charles Schwab บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และธนาคารยักษ์ใหญ่ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเป็นทางการในชื่อ "Schwab Crypto" ให้แก่ลูกค้าปลีกกลุ่มที่ได้รับเลือก ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทระบุว่านักลงทุนรายย่อยกลุ่มแรกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถซื้อขาย Bitcoin และ Ether ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์มแล้ว ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคริปโต การเปิดตัวครั้งนี้เป็นไปตามการประกาศของ Charles Schwab เมื่อเดือนที่แล้วว่าจะนำเสนอแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเป็นระยะ ๆ โดยการเปิดตัวนี้ถือเป็นการขยายตัวครั้งสำคัญจากข้อเสนอเดิมของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโต ซึ่งก่อนหน้านี้จำกัดอยู่เพียงการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมดัชนี (ETF) และตราสารอนุพันธ์เท่านั้น ตามแถลงการณ์เมื่อเดือนเมษายน ลูกค้าของ Schwab จะต้องแยกบัญชีคริปโตต่างหากผ่าน Schwab Crypto โดยมี Charles Schwab Premier Bank ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินดิจิทัล (Custodian) ในขณะที่ Paxos ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน จะทำหน้าที่บริหารจัดการการส่งคำสั่งซื้อขายและเป็นผู้ช่วยดูแลทรัพย์สิน Schwab Crypto กำหนดจัดเก็บค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ 75 เบสิสพอยต์ (0.75%) ต่อธุรกรรม โดยบริการซื้อขายคริปโตนี้พร้อมใช้งานในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา ยกเว้นรัฐนิวยอร์กและลุยเซียนา ตามข้อมูลในหน้าคำถามที่พบบ่อย (FAQ) ของแพลตฟอร์ม นอกจากนี้บริษัทยังหมายเหตุด้วยว่า ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่จะมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการซื้อขายคริปโต ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 Charles Schwab รายงานว่ามีสินทรัพย์ของภายใต้การดูแลของลูกค้ามูลค่า 11.77 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีบัญชีนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ใช้งานอยู่ 39.1 ล้านบัญชี ตามรายงานประจำไตรมาสของบริษัท ในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 2.6 พันล้านดอลลาร์ และมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.43 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่รายได้ในไตรมาส 1 เติบโตขึ้น 16% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 6.48 พันล้านดอลลาร์ ที่มา https://www.theblock.co/post/401069/charles-schwab-spot-btc-eth
ทันหุ้น • 13 พ.ค. 69
อ่าน
ภูฏานเทขายไม่หยุด! เคลื่อนย้าย BTC อีก 100 เหรียญ ยอดไหลออกปีนี้พุ่ง 8 พันล้าน
#ภูฏาน #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า รัฐบาลราชอาณาจักรภูฏานได้ทำการโอนย้าย Bitcoin ประมาณ 100.44 BTC (มูลค่า 8.2 ล้านดอลลาร์) ไปยังที่อยู่กระเป๋าเงินที่ไม่มีชื่อระบุเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการสานต่อสถิติการไหลออกของเงินทุนที่เพิ่มความรวดเร็วขึ้น ตามข้อมูลจาก Arkham แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชน (onchain) ซึ่งเริ่มติดตามการถือครอง Bitcoin ของประเทศเล็กๆ ในแถบเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2024 ระบุว่า ภูฏานได้โอนเงินไปยังที่อยู่ที่ขึ้นต้นด้วย "bc1qn" เมื่อเวลา 05:27 น. ตามเวลาสากล (UTC) โดยแบ่งเป็น 3 รายการธุรกรรม Arkham กล่าวว่า การโอนย้ายดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นไปเพื่อการขาย ซึ่งช่วยสมทบยอดการไหลออกของเงินทุนจากที่อยู่กระเป๋าเงินที่ระบุว่าเป็นของภูฏานรวมแล้วกว่า 230 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี หรือคิดเป็นมูลค่า Bitcoin ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า "หากพวกเขาสามารถขายทุกอย่างได้ที่ราคาปัจจุบันของ BTC พวกเขาจะออกจากตลาดพร้อมกำไรบนบล็อกเชน (onchain profit) ถึง 767 ล้านดอลลาร์" แม้จะยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดสำหรับการโอนย้ายในครั้งนี้ แต่การโอนย้ายก่อนหน้านี้บางรายการถูกติดตามพบว่าเป็นการฝากเงินเข้าสู่กระดานซื้อขายคริปโตอย่าง Binance และบริษัทจัดการการลงทุนอย่าง Galaxy Digital อย่างไรก็ตาม การโอนย้ายครั้งล่าสุดนี้อาจเป็นเพียงการรวมเงินทุน โดยย้ายสินทรัพย์จากที่อยู่ Bitcoin รูปแบบเก่าที่ขึ้นต้นด้วยเลข "3" ไปยังรูปแบบที่ทันสมัยกว่าซึ่งขึ้นต้นด้วย "bc1q" ทั้งนี้ ที่อยู่แบบดั้งเดิม (Legacy Pay-to-PubKey-Hash หรือ P2PKH) ที่ขึ้นต้นด้วยเลข 1 ถือเป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุดของที่อยู่ Bitcoin ตามมาด้วยที่อยู่แบบ Pay-to-Script-Hash (P2SH) ที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 จากนั้นเป็นที่อยู่แบบ Native SegWit (P2WPKH) ที่ขึ้นต้นด้วย bc1q และสุดท้ายคือที่อยู่แบบ Taproot (P2TR) ที่ขึ้นต้นด้วย bc1p ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ตามข้อมูลของ Arkham ภูฏานยังคงถือครอง Bitcoin อยู่ประมาณ 3,119 BTC ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าราว 252.3 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากจุดสูงสุดที่เคยมีประมาณ 13,000 BTC ในเดือนตุลาคม 2024 และลดลงเกือบ 3,000 BTC นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน การขุด Bitcoin ด้วยพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ Bitcoin ของรัฐบาลภูฏานถูกถือครองภายใต้การดูแลของ Druk Holding Investments ซึ่งเป็นหน่วยงานการลงทุนของรัฐ ยอดคงเหลือของภูฏานทำให้ประเทศนี้เป็นรัฐชาติผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดอันดับ 8 ของโลก (เท่าที่มีข้อมูลระบุไว้) ตามหลังสหรัฐอเมริกา (328,372 BTC), จีน (190,000 BTC), สหราชอาณาจักร (61,245 BTC), ยูเครน (46,351 BTC), เอลซัลวาดอร์ (7,649 BTC), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (6,420 BTC) และคาซัคสถาน (3,544 BTC) ตามข้อมูลจาก Bitcoin Treasuries ในขณะที่หลายประเทศมักจะได้ Bitcoin มาจากการยึดทรัพย์ในคดีอาชญากรรม แต่ภูฏานใช้วิธีการขุดเพื่อสร้างทุนสำรอง โดยใช้ประโยชน์จากพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำที่อุดมสมบูรณ์ในประเทศมาขับเคลื่อนการทำเหมืองขุดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการคาดการณ์กันมากขึ้นว่ารัฐบาลอาจหยุดการขุดไปแล้ว เนื่องจากข้อมูลจาก Arkham ระบุว่า การไหลเข้าของ Bitcoin ครั้งล่าสุดที่มีมูลค่าเกิน 100,000 ดอลลาร์นั้นเกิดขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ที่มา https://www.theblock.co/post/400888/bhutan-government-moves-100-btc-arkham
ทันหุ้น • 12 พ.ค. 69
อ่าน
Circle บุกตลาด Wrapped BTC! เปิดตัว cirBTC ชูมาตรฐานสถาบัน
#Circle #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Circle Internet Group กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิ Wrapped Bitcoin ด้วยการเปิดตัวเวอร์ชันของตัวเองในชื่อ "cirBTC" ตามรายละเอียดที่ระบุบนเว็บไซต์ของบริษัท เช่นเดียวกับโทเคน Wrapped Bitcoin อื่นๆ cirBTC จะมี Bitcoin (BTC) จริงค้ำประกันในอัตราส่วน 1:1 และถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มอรรถประโยชน์ให้กับสกุลเงินดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นสกุลเงินแรกของโลก "cirBTC ถูกออกแบบมาเพื่อให้สถาบันต่างๆ มี Wrapped BTC เวอร์ชันที่มีความปลอดภัยสูงและมีความเป็นกลาง" บริษัทระบุบนเว็บไซต์ พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนในรายชื่อผู้รอ (Waiting List) สำหรับสินทรัพย์ใหม่นี้ Circle กล่าวว่า cirBTC จะถูกรวมเข้ากับโครงสร้างเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมของบริษัทอย่างสมบูรณ์ รวมถึง Arc ซึ่งเป็นบล็อกเชน Layer 1 ของบริษัทเอง และแพลตฟอร์มการแลกคืนและออกเหรียญอย่าง Circle Mint โดยโทเค็นจะเปิดตัวครั้งแรกบนเครือข่ายหลัก Ethereum และ Arc ทั้งนี้ Circle Mint ถูกใช้งานเพื่อเข้าถึง USDC ซึ่งเป็น Stablecoin อ้างอิงดอลลาร์ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับสอง และ EURC ซึ่งเป็น Stablecoin อ้างอิงยูโรที่ใหญ่ที่สุดในตลาด แม้ว่าในปัจจุบันจะมีโทเคน Wrapped BTC อยู่หลายประเภท รวมถึง cbBTC ที่ออกโดยพันธมิตรที่ยาวนานอย่าง Coinbase แต่ Circle กำลังมองหาการวางตำแหน่งให้ cirBTC เป็น "มาตรฐานระดับโลกสำหรับสถาบัน" (Institutional-grade global standard) Circle ระบุว่า cirBTC "เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเคาน์เตอร์ซื้อขาย OTC, ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Makers), โปรโตคอลการให้กู้ยืม และหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องการ BTC ในรูปแบบโทเค็นที่มีความเป็นกลาง มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง" สำหรับ Wrapped Bitcoin ตัวแรกและใหญ่ที่สุดอย่าง wBTC นั้นถูกสร้างขึ้นโดย BitGo ในปี 2019 และปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งรวมถึง BitGo และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ Justin Sun อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายได้ตัดความสัมพันธ์หรือลดสัดส่วนการถือครอง wBTC ลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเข้ามามีส่วนร่วมของ Sun cirBTC จะเป็นหนึ่งในไม่กี่ผลิตภัณฑ์ของ Circle ที่ไม่ใช่ Stablecoin โดยปัจจุบันทางบริษัทมีการดูแลกองทุนตลาดเงินในรูปแบบโทเคนที่ให้ผลตอบแทนอย่าง USYC หลังจากเข้าซื้อกิจการ Hashnote และมีรายงานว่ากำลังพิจารณาเปิดตัวโทเคนเนทีฟสำหรับบล็อกเชน Arc Layer 1 ที่รองรับ EVM ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวเครือข่ายหลัก (Mainnet) ภายในปีนี้ ในอดีต ผลิตภัณฑ์หลักตัวแรกของ Circle สำหรับการส่งชำระเงินด้วย Bitcoin คือ Circle Pay ซึ่งได้ถูกยุติการให้บริการไปในปี 2019 เนื่องจากบริษัทได้เปลี่ยนทิศทางไปมุ่งเน้นที่ Stablecoin เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันหุ้น CRCL มีราคาซื้อขายอยู่ที่ 89.56 ดอลลาร์ ลดลง 1.29% ในวันนี้ ตามข้อมูลราคาจาก The Block ที่มา https://www.theblock.co/post/396275/circle-plans-wrapped-bitcoin-token-cirbtc
ทันหุ้น • 3 เม.ย. 69
อ่าน
BTC ร่วงแตะ 6.6 หมื่น! หลังทรัมป์แถลง รุกหนักอิหร่าน ดันราคาน้ำมันพุ่ง
#BTC #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ Bitcoin ร่วงลง 2% หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงการณ์ต่อคนในชาติเกี่ยวกับความขัดแย้งในอิหร่าน โดยเขาให้คำมั่นว่าจะโจมตีอิหร่าน "อย่างหนักหน่วงที่สุด" ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าระหว่างการแถลงการณ์ต่อคนในชาติ ณ ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธ ทรัมป์กล่าวว่ากองทัพสหรัฐฯ "ใกล้มากแล้ว" ที่จะเสร็จสิ้นปฏิบัติการ "Operation Epic Fury" โดยอ้างว่าได้กวาดล้างขีดความสามารถทางนิวเคลียร์และทางเรือของอิหร่านไปแล้ว พร้อมทั้งขัดขวางการดำเนินงานด้านโดรน ขีปนาวุธ และโรงงานอาวุธอย่างมีนัยสำคัญ“ผมสามารถพูดได้ในคืนนี้ว่า เรากำลังอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ทางการทหารทั้งหมดของอเมริกาในเร็วๆ นี้ และในเวลาอันใกล้นี้ เรากำลังจะโจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วงที่สุดในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์ข้างหน้า”ตลาดหุ้น ราคาน้ำมันดิบ และราคาคริปโตต่างได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงเมื่อวันอังคารหลังจากทรัมป์กล่าวว่าสงครามจะยุติลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อย่างไรก็ตาม สุนทรพจน์ล่าสุดของเขาทำให้ราคากลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในขณะที่เขียนรายงานนี้ ราคาน้ำมันดิบได้พุ่งกลับขึ้นไปเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยอยู่ที่ 103.59 ดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน Bitcoin ได้ร่วงลงประมาณ 1% ระหว่างการแถลงการณ์ และตั้งแต่นั้นมาก็ได้ลดลงต่อเนื่องไปที่ 66,904 ดอลลาร์ หรือลดลง 2% นับตั้งแต่เริ่มการแถลงอย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังระบุว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่ โดยทั้งสองฝ่ายได้ยื่นข้อเสนอสำคัญเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยสหรัฐฯ ผลักดันให้อิหร่านยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ เปิดเส้นทางเดินเรือเชิงพาณิชย์ และหยุดการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาคด้านอิหร่านต้องการให้ยุติสงครามอย่างถาวร เรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย และต้องการให้ยุติการคงอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค รวมถึงข้อเรียกร้องอื่นๆ"กลุ่มใหม่นี้มีความรุนแรงน้อยกว่าและมีเหตุผลมากกว่ามาก ทว่าหากในช่วงเวลานี้ไม่มีการตกลงใดๆ เกิดขึ้น เราก็ได้เล็งเป้าหมายสำคัญๆ ไว้แล้ว"ทรัมป์กล่าวว่าการปิดล้อมน้ำมันจะยุติลงเร็วๆ นี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการนำการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อพยายามตัดวงจรการจัดส่งน้ำมันในเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลกประธานาธิบดีอ้างว่าตลาดหุ้นจะกลับมาฟื้นตัวในเร็วๆ นี้เมื่อความขัดแย้งเริ่มคลี่คลายลง ในขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลง โดยเขาโต้แย้งว่าอิหร่านจะยกเลิกการปิดล้อม "ตามธรรมชาติ" เพื่อให้สามารถเริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจได้"และไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม เมื่อความขัดแย้งนี้สิ้นสุดลง ช่องแคบจะเปิดออกเองตามธรรมชาติ มันจะเปิดออกเองตามธรรมชาติ พวกเขาจะต้องการขายน้ำมันเพราะนั่นคือทั้งหมดที่พวกเขามีเพื่อพยายามสร้างประเทศใหม่ น้ำมันจะกลับมาไหลเวียนและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลงอย่างรวดเร็ว ราคาหุ้นจะพุ่งกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็ว" ทรัมป์กล่าว ที่มา https://cointelegraph.com/news/trump-is-going-to-give-a-key-address-about-iran
ทันหุ้น • 2 เม.ย. 69
อ่าน
BTC ฟื้นคืนชีพ! พุ่งแตะ 70,800 ดอลล์ รับข่าวน้ำมันร่วง หลังมหาอำนาจคุมเข้มฮอร์มุซ
#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coindesk ได้ระบุว่า Bitcoin (BTC) และตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในวงกว้างเห็นการดีดตัวของราคาอย่างรวดเร็วเมื่อวันศุกร์ หลังจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักประกาศความร่วมมือในการเพิ่มอุปทานน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังถูกปิดกั้นBitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุด พุ่งขึ้นไปที่ 70,800 ดอลลาร์ ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% ในวันนี้ โดยเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดเมื่อคืนที่ระดับต่ำกว่า 68,900 ดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก CoinDesk ขณะที่เหรียญหลักอื่นๆ รวมถึง Ether (ETH), XRP และ Solana (SOL) มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยไม่ถึง 1% ซึ่งตามหลัง Bitcoin อยู่ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ร่วงลงเกือบ 2% มาอยู่ที่ 93.80 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับตัวลดลง หลังจากอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น กล่าวว่าพวกเขาจะดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และร่วมมือกันเพื่อให้แน่ใจว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะปลอดภัย ในแถลงการณ์ร่วมที่ออกโดยสำนักงานของนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ผู้นำของประเทศเหล่านี้ได้ประณามการโจมตีโดยอิหร่านและเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันทีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจยกเลิกการคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านในเร็วๆ นี้ และอาจระบายน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แสดงความกังวลถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มการเติบโตและเงินเฟ้อเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เทรดเดอร์ได้ลดความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยลง ส่งผลให้คริปโตและสินทรัพย์เสี่ยงดั้งเดิมตกอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาความผันผวนของราคาน้ำมันเป็นหลักแม้การร่วงลงของราคาน้ำมันล่าสุดจะเป็นสัญญาณบวก แต่ก็ยังไม่ยุติความไม่แน่นอน เนื่องจากความขัดแย้งทางการทหารในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป โดยราคาน้ำมัน WTI ยังคงอยู่ใกล้ระดับแนวรับสำคัญที่ 92.00 ดอลลาร์ ซึ่งยังคงสูงกว่ามูลค่าช่วงก่อนเกิดสงครามอย่างมาก"สำหรับตอนนี้ น้ำมันดิบ WTI ยังคงรักษาพื้นที่แนวรับที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ระดับนี้สอดคล้องกับจุดสูงสุดก่อนหน้าและแนวโน้มระยะสั้น ตราบใดที่น้ำมันยังคงยืนเหนือแนวรับนั้นและแนวโน้มยังคงปรับตัวสูงขึ้น มันก็น่าจะยังคงมีทิศทางขาขึ้นต่อไป" Mott Capital Management ระบุในอีเมลถึงสมาชิกทางบริษัทเสริมว่า การวางสถานะในตลาดออปชันของน้ำมันบ่งชี้ว่าราคามีโอกาสพุ่งสูงขึ้นได้อีกอีกตลาดหนึ่งที่เทรดเดอร์ Bitcoin ควรจับตามองคือ SP 500 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นอ้างอิงของวอลล์สตรีทดัชนีดังกล่าวปิดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย 200 วัน (SMA) เมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว สัญญาณนี้บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนทิศทางของโมเมนตัมไปในทางขาลง (Bearish shift) ซึ่งการเสริมความแข็งแกร่งของสภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk aversion) ในตลาดหุ้นอาจส่งผลลามไปถึงคริปโตและตลาดการเงินในวงกว้างได้ ที่มา https://www.coindesk.com/markets/2026/03/20/bitcoin-jumps-to-usd70-800-as-oil-retreats-ether-and-xrp-lag
ทันหุ้น • 20 มี.ค. 69
อ่าน
BTC พุ่ง 75,000 ดอลล์! Short Squeeze รับเงินไหลเข้า ETF ทะลุ 760 ล้านดอลล์
#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลหลักอื่นๆ ขยายตัวในขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงดึกของวันจันทร์ โดยราคาทะยานขึ้นพร้อมกับคลื่นการล้างพอร์ตสถานะขาย (Short Liquidations) และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจมหภาคที่ปรับตัวดีขึ้น Bitcoin ปรับตัวขึ้นราว 4% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แตะระดับ 75,653 ดอลลาร์ เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของวันจันทร์ ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ 74,300 ดอลลาร์ในเวลาต่อมา ตามข้อมูลจากหน้าประวัติราคาของ The Block ส่วน Ethereum ปรับตัวขึ้น 3.28% สู่ระดับ 2,315 ดอลลาร์ ขณะที่ XRP พุ่งขึ้น 5% แตะ 1.54 ดอลลาร์ การเคลื่อนไหวในวงกว้างนี้มาพร้อมกับการล้างพอร์ตคริปโตมูลค่ารวมประมาณ 609 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงสถานะขาย (Short positions) มูลค่า 485.6 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลสาธารณะที่รวบรวมโดย Coinglass โดมินิก จอห์น นักวิเคราะห์จาก Zeus Research กล่าวกับ The Block ว่า การล้างพอร์ตสถานะขายจำนวนมหาศาลเป็นเชื้อเพลิงที่ผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นจากการถูกบีบ (Squeeze-driven extension) อย่างไรก็ตาม เขายังคงคลางแคลงใจว่าการเคลื่อนไหวนี้จะจุดชนวนให้เกิดการพุ่งขึ้นในระยะยาวหรือไม่ "การเคลื่อนที่จากการถูกบีบ (Squeeze) มักจะเกิดขึ้นในระยะสั้นหากไม่มีความต้องการจริงมารองรับอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มจะจางหายไปในช่วงเวลาไม่กี่วันถึงสองสัปดาห์" จอห์นกล่าว ความเชื่อมั่นของตลาดเริ่มแสดงสัญญาณการฟื้นตัว โดยดัชนี Crypto Fear Greed อยู่ที่ระดับ 28 ซึ่งอยู่ในเขต "ความกลัว" (Fear) ในช่วงดึกของวันจันทร์ ขยับออกมาจากโซน "ความกลัวสุดขีด" (Extreme Fear) หลังจากที่แช่ค้างอยู่ในโซนนั้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ความต้องการจากสถาบัน นักวิเคราะห์กล่าวว่าความเคลื่อนไหวของราคาล่าสุดดูเหมือนจะถูกขับเคลื่อนโดยการผสมผสานระหว่างความต้องการในตลาด Spot และสภาวะมหภาคที่ปรับตัวดีขึ้น "การที่ Bitcoin ขยับเข้าหา 76,000 ดอลลาร์ และการดีดตัวที่แข็งแกร่งของ Ethereum ดูเหมือนจะถูกขับเคลื่อนโดยกระแสเงินทุน (Flow-driven)" ริก มาเอดะ ผู้ช่วยวิจัยจาก Presto Research กล่าว โดยเขาชี้ให้เห็นถึงกระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ และการซื้ออย่างต่อเนื่องจากภาคองค์กรที่เป็นแหล่งความต้องการสำคัญ กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 767.3 ล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นับเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกันที่มีกระแสเงินเป็นบวก ตามข้อมูลจาก SoSoValue ส่วนกองทุน Spot Ether ETF ก็บันทึกเงินไหลเข้า 160.8 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน มาเอดะตั้งข้อสังเกตว่า ความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงที่เริ่มนิ่งขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันเริ่มผ่อนคลายลง ได้ช่วยหนุนการดีดตัวของสินทรัพย์ที่มีค่าเบต้าสูง (High-beta assets) เช่น คริปโตเคอร์เรนซี อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าความยั่งยืนของขาขึ้นนี้จะขึ้นอยู่กับว่ากระแสเงินทุนเหล่านี้จะไหลเข้าต่อไปหรือไม่ "ดูเหมือนความต้องการในตลาด Spot จากสถาบันจะกลับมาแล้ว" เจฟฟ์ โก หัวหน้านักวิเคราะห์จาก CoinEx กล่าว "การดักซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว (Dip-buying) อย่างสม่ำเสมอ และกระแสเงินไหลเข้าสุทธิของ Spot ETF ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บ่งชี้ถึงความต้องการพื้นฐานที่แข็งแรงขึ้นและโครงสร้างตลาดที่สร้างสรรค์มากขึ้น" จอห์นจาก Zeus ยังระบุว่าการพุ่งขึ้นครั้งนี้มาจากกระแสเงินในตลาด Spot ที่แข็งแกร่งและพลวัตการวางสถานะในตลาดอนุพันธ์ "การเบรกเอาท์ของ BTC ได้รับการหนุนจากกระแส Spot ที่แข็งแกร่งและพลวัตการวางสถานะ ขณะที่ ETH เป็นผู้นำจากการที่มีเงินไหลเข้า ETF แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนมกราคม พร้อมกับการสะสมเข้าคลังสำรองอย่างต่อเนื่อง" จอห์นกล่าว ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น ตลาดในวงกว้างสะท้อนภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ค่อนข้างผสมผสานแต่เริ่มทรงตัว หุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์บวก 0.83%, SP 500 เพิ่มขึ้น 1.01% และ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 1.22% เนื่องจากนักลงทุนมองข้ามการขาดทุนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในอิหร่าน หุ้นในตลาดเอเชียพุ่งขึ้นในช่วงเช้าวันอังคาร โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้กระโดดขึ้น 2.6% และ Nikkei 225 ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 0.5% ส่วนดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงบวก 1% อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวขึ้นต่อหลังจากผ่อนคลายลงชั่วครู่ โดยพุ่งขึ้นมากกว่า 2% ในช่วงดึกวันจันทร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่เกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ นำพันธมิตรเข้าดูแลความปลอดภัยในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 2.9% แตะ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 2.7% แตะ 96.03 ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ ช่วยเหลือในการจัดการปัญหาการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านจำกัดการจราจรผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญ ซึ่งแบกรับอุปทานน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก "แม้ผมจะคิดว่าแรงส่งของราคาคริปโตนั้นเป็นของจริง แต่ความยั่งยืนของการเคลื่อนไหวยังคงขึ้นอยู่กับว่าภาพรวมมหภาคจะพัฒนาไปอย่างไร" โกกล่าว "ตามที่ผมเคยกล่าวไว้ น้ำมันยังคงเป็นช่องทางส่งผ่านที่สำคัญ และ Bitcoin ก็เชื่อมโยงกับภาพรวมมหภาคที่กว้างขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสินค้าโภคภัณฑ์, ผลตอบแทนพันธบัตร และดอลลาร์สหรัฐ" เมื่อมองไปข้างหน้า นักวิเคราะห์เห็นพ้องต้องกันเป็นวงกว้างว่า ระยะต่อไปของขาขึ้นคริปโตจะขึ้นอยู่กับว่ากระแสเงินไหลเข้าจากสถาบันจะยังคงอยู่หรือไม่ และความเสี่ยงทางมหภาคจะพัฒนาไปอย่างไร โดยเทรดเดอร์กำลังจับตากระแสเงินไหลเข้า ETF, ราคาน้ำมัน และข้อมูลเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึง รวมถึงตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต และการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 18 มีนาคม เพื่อหาทิศทางต่อไป ที่มา https://www.theblock.co/post/393850/bitcoin-higher-sentiment-improves
ทันหุ้น • 17 มี.ค. 69
อ่าน
นักขุด BTC หลังชนฝา! Wintermute ชี้ต้องปรับทัพสู่ AI-หาดอกผลเหรียญเพื่อรอด
#BTC #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า Wintermute ผู้ให้บริการสภาพคล่องในตลาดคริปโตระบุว่า นักขุด Bitcoin จำนวนมากกำลังดิ้นรนเพื่อให้ได้กำไรในรอบวัฏจักรตลาดนี้ เนื่องจากผลตอบแทนที่ลดน้อยลง ดังนั้นพวกเขาอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนไปทำธุรกิจโฮสติ้งสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือนำ Bitcoin ที่ถือครองอยู่ไปสร้างผลตอบแทน (Yield)Wintermute ระบุในบล็อกโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า นักขุด Bitcoin ใช้เวลาหลายปีในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ในตลาดพลังงานราคาถูก และตอนนี้พวกเขาพบว่าตนเอง “กำลังถือครองสิ่งที่อุตสาหกรรม AI ต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุดและไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ”รายงานระบุว่าการขุด Bitcoin เป็น “โมเดลธุรกิจที่มีความแข็งตัวเชิงโครงสร้าง” และแม้ว่าการเบนเข็มไปสู่ AI จะเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูดใจ แต่มันก็เป็น “ขั้นตอนที่รุนแรงและต้องใช้เงินทุนมหาศาล”รายงานนี้มีขึ้นในขณะที่ยักษ์ใหญ่ด้านการขุดอย่าง MARA Holdings เป็นรายล่าสุดที่ให้ความสนใจ AI โดยได้ยื่นเอกสารต่อ SEC เมื่อวันที่ 3 มีนาคม เพื่อส่งสัญญาณความจำนงที่จะขาย Bitcoin บางส่วนเพื่อเปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยีดังกล่าว ในขณะเดียวกัน นักขุดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ขาย Bitcoin ไปแล้วมากกว่า 15,000 เหรียญนับตั้งแต่เดือนตุลาคมการที่นักขุดถือ Bitcoin ไว้คือ “มรดกจากยุค HODL”Wintermute กล่าวว่า นักขุด Bitcoin โดยรวมถือครองเหรียญอยู่เกือบ 1% ของอุปทาน Bitcoin ทั้งหมด ซึ่งมองว่าเป็น “มรดกจากยุค HODL” (การถือยาวไม่ขาย) และชี้ว่า “เครื่องมือการบริหารจัดการคลังสำรองแบบครบวงจรนั้นส่วนใหญ่ยังไม่ถูกนำมาใช้”โดยปกติแล้ว การสร้างผลตอบแทนในโลกคริปโตมักจำกัดอยู่แค่การ Staking และ DeFi แต่ Wintermute กล่าวว่านักขุดสามารถหาผลตอบแทนได้ผ่านการบริหารจัดการเชิงรุก เช่น การทำกำไรจากความเสี่ยงของตลาดผ่านโครงสร้างอนุพันธ์ (Derivatives), กลยุทธ์ Covered Calls และ Cash-secured Putsส่วนตัวเลือกการบริหารจัดการเชิงรับ (Passive management) รวมถึงการนำ Bitcoin ไปฝังไว้ในโปรโตคอลการกู้ยืมเพื่อรับดอกเบี้ย“เราเชื่อว่าการบริหารจัดการงบดุลเชิงรุกเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้งานน้อยที่สุดที่นักขุดมีอยู่ และเป็นสิ่งที่ควรได้รับความสนใจเชิงกลยุทธ์มากขึ้นอย่างมาก” Wintermute กล่าว “นักขุดที่ปฏิบัติกับ Bitcoin ที่ถือครองอยู่เหมือนเป็นสินทรัพย์ที่ทำงานได้ (Working asset) มากกว่าจะเป็นทุนสำรองที่อยู่นิ่งๆ จะมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างในการเข้าสู่การ Halving รอบหน้า”Wintermute ระบุว่า เป็นครั้งแรกในรอบวัฏจักรตลาด 4 ปี ที่ราคา Bitcoin ไม่สามารถมอบผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 2 เท่าตามที่จำเป็นเพื่อชดเชยรายได้ที่ถูกตัดทอนจากการ Halving และอัตรากำไรขั้นต้น (Gross margins) ได้แตะระดับสูงสุดในจุดที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นจุดต่ำสุดของตลาดหมีนอกจากนี้ ตลาดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม (Transaction fee) ไม่สามารถเติมเต็มช่องว่างนี้ได้ เนื่องจากมันเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ (Episodic) และไม่ใช่เชิงโครงสร้าง ในเวลาเดียวกัน ต้นทุนพลังงานยังคงบีบคั้นอัตรากำไรอย่างต่อเนื่องบริษัทตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลบ่งชี้ว่าการบีบคั้นครั้งนี้ไม่เหมือนกับวัฏจักรก่อนหน้าในปี 2018 และ 2022 โดยอธิบายว่าเป็น “การเขย่าเพื่อจัดระเบียบใหม่ที่ดี (Healthy shakeup)” ซึ่งสอดคล้องกับการออกแบบของ Bitcoin และจะทำให้อุตสาหกรรมการขุด “มีประสิทธิภาพมากขึ้นในท้ายที่สุด”ที่มา https://cointelegraph.com/news/crypto-miners-put-assets-to-work-to-survive-wintermute
ทันหุ้น • 13 มี.ค. 69
อ่าน
หุ้น-ที่ดินแปลงเป็นโทเคน? BTC Markets ลุยเปิดประตูสู่โลก RWA
#RWA #ทันหุ้น – ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า BTC Markets กระดานเทรดคริปโตสัญชาติออสเตรเลีย ได้แจ้งต่อคณะกรรมการหลักทรัพย์และการลงทุนแห่งออสเตรเลีย (ASIC) ถึงความจำนงในการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ เพื่อนำเสนอสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenized Real-World Assets หรือ RWAs) ภายใต้การกำกับดูแล“แผนของเราคือการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านใบอนุญาตที่ช่วยให้สินทรัพย์แปลงเป็นโทเคนบางประเภทสามารถนำเสนอและเข้าถึงได้โดยสาธารณะ” ลูคัส ด็อบบินส์ (Lucas Dobbins) ซีอีโอของ BTC Markets กล่าวเมื่อวันจันทร์เขากล่าวเสริมว่า วิสัยทัศน์คือโลกที่หุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคน จะถูกซื้อขายควบคู่ไปกับสกุลเงินคริปโต โดยตลาดจะดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมง และมีการชำระราคา (Settlement) แบบทันทีด็อบบินส์กล่าวกับ Cointelegraph ว่า “มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบนเครือข่ายบล็อกเชน (On-chain) ประมาณ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน เป็นเพียงแค่การพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) เท่านั้น” แม้แต่การคาดการณ์แบบอนุรักษ์นิยมยังระบุว่าตลาด Tokenized อาจแตะระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ขณะที่บางแห่งอย่าง Boston Consulting Group ประเมินว่าโอกาสนี้อาจสูงถึง 16 ล้านล้านดอลลาร์“สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเรื่องนี้ไม่ใช่ทฤษฎีอีกต่อไป สถาบันอย่าง BlackRock, Goldman Sachs และ JPMorgan ต่างกำลังเริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานจริงแล้ว” โดย BTC Markets ตั้งเป้าที่จะก้าวตามรอยยักษ์ใหญ่อย่าง Kraken และ Robinhood ที่เริ่มนำเสนอ Tokenized RWAs ไปแล้วในปี 2025ยักษ์ใหญ่คริปโตและสถาบันการเงินดั้งเดิมแห่จองพื้นที่Kraken กระดานเทรดคริปโตสัญชาติอเมริกัน เริ่มนำเสนอหุ้นในรูปแบบโทเคน (Tokenized stocks) ในเดือนมิถุนายน 2025 ผ่านแพลตฟอร์มใหม่ชื่อ xStocks และเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เปิดตัว xChange ซึ่งเป็นเอนจินการเทรดบนบล็อกเชนที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหุ้นโทเคนข้ามเครือข่าย Ethereum และ SolanaRobinhood ได้ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มเทรดหุ้นโทเคนสำหรับตลาดยุโรปในปี 2025 เช่นกัน ขณะที่ในเดือนมกราคม Intercontinental Exchange เจ้าของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ระบุว่ากำลังพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อรองรับการซื้อขายหลักทรัพย์โทเคน รวมถึงหุ้นและ ETF ด้าน Nasdaq ก็ได้เสนอแผนบูรณาการหุ้นและ ETP เวอร์ชันโทเคนเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ในส่วนของ Coinbase ได้ประกาศในเดือนธันวาคมว่ามีแผนจะเปิดตัว Coinbase Tokenize ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับสถาบันที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการออกและบริหารจัดการ Tokenized RWAsโอกาสของ RWA ในออสเตรเลียในออสเตรเลีย ผลวิจัยจาก Digital Finance Cooperative Research Centre บ่งชี้ว่าตลาด Tokenized อาจสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (1.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี หรือราว 1% ของ GDP“ตามวิถีปัจจุบัน เราอาจคว้าโอกาสนั้นได้เพียง 1 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่มหาศาล การจะปลดล็อกได้นั้นจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานตลาดที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งอนุญาตให้สินทรัพย์โทเคนซื้อขายได้ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือ” ด็อบบินส์กล่าวเขาระบุว่าออสเตรเลียมีแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต่อการยอมรับ ทั้งกฎระเบียบที่เข้มงวด ตลาดทุนที่ลึก และระบบเงินบำนาญ (Pension system) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยกรณีการใช้งานระยะแรกน่าจะปรากฏในพื้นที่ของตลาดส่วนบุคคล (Private markets), การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดจำหน่ายกองทุนรายงานจาก RWA.xyz ระบุว่า มูลค่ารวมที่ถูกล็อคไว้ (TVL) ของ Tokenized RWAs บนบล็อกเชนปัจจุบันอยู่ที่ 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์ โดย Ethereum ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดที่ 57.4% (ไม่รวม Layer-2 และแพลตฟอร์ม EVM อื่นๆ)ที่มา https://cointelegraph.com/news/btc-markets-eyes-markets-license-tokenization-play-joining-peers
ทันหุ้น • 9 มี.ค. 69
อ่าน
WLFI แรงหยุดไม่อยู่! พุ่ง 10% แซง BTC หลังยักษ์การเงินหมื่นล้านเลือกใช้ USD1
#WLFI #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coindesk ได้ระบุว่า เหรียญ WLFI ซึ่งเชื่อมโยงกับโปรเจกต์ World Liberty Financial ที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์ ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 10% หลังจากที่บริษัทผู้ให้บริการสินทรัพย์มูลค่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ระบุว่า จะทดสอบเหรียญ Stablecoin "USD1" ของบริษัท เพื่อใช้เป็นระบบชำระเงิน (Settlement Rail) สำหรับกองทุนที่แปลงเป็นโทเคน (Tokenized Funds)การปรับตัวขึ้นของ WLFI ในช่วงเช้าของฝั่งเอเชียนั้นสูงกว่าบิทคอยน์ (Bitcoin) หรืออีเทอร์ (Ether) ซึ่งทั้งคู่ปรับตัวลดลง 0.5% ตามข้อมูลการตลาดจาก CoinDeskการทะยานของราคาครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่เหล่าวิทยากรในงาน World Liberty Financial forum ณ มาร์-อา-ลาโก เมื่อวันพุธ ได้นำเสนอว่า Stablecoin คือหัวใจสำคัญของความเป็นผู้นำทางการเงินของสหรัฐฯ“ความจริงก็คือ ระบบการเงินทั้งหมดจะดูแตกต่างอย่างมากในอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับช่วง 50 ปีที่ผ่านมา” สมาชิกวุฒิสภา Bernie Moreno (รีพับลิกัน-โอไฮโอ) กล่าวระหว่างกิจกรรม “สิ่งนี้จะเกิดขึ้นที่ไหนสักแห่ง เรากำลังจะได้เห็นนวัตกรรมมหาศาลในบริการทางการเงิน คำถามคือ มันจะเกิดขึ้นในอเมริกาหรือที่อื่น?”สว. Moreno เน้นย้ำว่าเหล่านักออกกฎหมายต้อง “ผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดนี้ให้ถึงเส้นชัยภายใน 90 วันข้างหน้า” โดยแย้งว่ากฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญหากสหรัฐฯ ต้องการเป็นผู้นำในนวัตกรรมการเงินระยะต่อไป แทนที่จะปล่อยให้หลุดมือไปสู่ต่างประเทศBrian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดในงานนี้ และระบุว่ากลุ่มสมาคมการธนาคาร ไม่ใช่ตัวธนาคารเองที่เป็นต้นเหตุของความล่าช้าในการผลักดันกฎหมายZak Folkman ผู้ร่วมก่อตั้ง World Liberty Financial วางกรอบให้ USD1 เป็นมากกว่า Stablecoin สำหรับรายย่อย โดยอธิบายว่าเป็น “ดอลลาร์ในระดับสถาบัน” (Institutional-grade dollar) ที่ออกแบบมาเพื่อการชำระเงินในโลกแห่งความเป็นจริงและการใช้งานข้ามพรมแดน“นี่คือสิ่งที่เราทำเมื่อต้องการสร้างดอลลาร์ระดับสถาบัน” Folkman กล่าว พร้อมเสริมว่าโทเคนนี้จะมีระบบ “พิสูจน์เงินสำรองแบบเรียลไทม์ (Proof of Reserves) ที่ขับเคลื่อนโดย Chainlink” ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบสินทรัพย์หนุนหลังได้บนเครือข่ายบล็อกเชนก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่งาน Consensus ในฮ่องกง Folkman ได้เผยถึงแพลตฟอร์ม World Liberty Forex ที่กำลังจะมาถึงในวันพุธ Folkman วางตำแหน่งให้ USD1 เป็นสะพานเชื่อมสำหรับการชำระเงินทั่วโลก โดยกล่าวว่าโครงการจะเริ่มต้นด้วยเส้นทางสหรัฐฯ-เม็กซิโก ก่อนจะขยายไปรองรับสกุลเงินต่างๆ ถึง 40 สกุลเงิน “นี่คือ USD1 ในฐานะสะพานเชื่อมการชำระเงิน” เขากล่าวเมื่อมองไปข้างหน้า Folkman ได้เชื่อมโยงกรณีการใช้งานของ Stablecoin เข้ากับการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)“เรากำลังเข้าสู่โลกที่ตัวแทน AI (AI Agents) จะต้องทำธุรกรรมด้วยตัวเอง” เขากล่าว “ตัวแทน AI ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ พวกเขาเซ็นเช็คไม่ได้ แต่พวกเขาสามารถถือ Stablecoin ได้”“สิ่งที่เรากำลังสร้างคือระบบการเงินที่สมบูรณ์แบบ” Folkman กล่าวทิ้งท้ายที่มา https://www.coindesk.com/markets/2026/02/19/wlfi-surges-10-after-apex-stablecoin-deal-outperforming-btc-and-eth
ทันหุ้น • 19 ก.พ. 69
อ่าน
Bernstein ลั่นเป้า BTC 150,000 ดอลล์ เมินข่าวควอนตัม ชี้ขาลงรอบนี้ ‘กระจอกที่สุด’
#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า นักวิเคราะห์จาก Bernstein บริษัทวิจัยและนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ชั้นนำ ย้ำมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อ Bitcoin โดยโต้แย้งว่าสภาวะตลาดขาลงในปัจจุบันถือเป็น "กรณีเลวร้ายที่อ่อนแอที่สุด" (Weakest bear case) เท่าที่สินทรัพย์นี้เคยเผชิญมา และไม่ได้ทำลายความเชื่อมั่นในการยอมรับในวงกว้างหรือเหตุผลในการลงทุนแต่อย่างใด "สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่คือช่วงขาลงของ Bitcoin ที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์" ทีมนักวิเคราะห์ที่นำโดย Gautam Chhugani ระบุในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อวันจันทร์ โดยพวกเขาโต้แย้งว่าความอ่อนแอของราคาในช่วงนี้สะท้อนถึง "วิกฤตศรัทธา" มากกว่าความล้มเหลวของระบบพื้นฐาน พร้อมทั้งคงเป้าหมายราคา Bitcoin ไว้ที่ 150,000 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2026 Bernstein ระบุว่า ปัจจัยลบเดิมๆ ที่มักเกิดในช่วงขาลงของ Bitcoin ในอดีตยังไม่ปรากฏให้เห็นในครั้งนี้ โดยไม่มีความล้มเหลวครั้งใหญ่ของระบบ ไม่มีหนี้เสียที่ซ่อนอยู่ (Hidden Leverage) หรือการพังทลายของระบบในภาพรวม แต่ในทางตรงกันข้าม นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงความสอดคล้องของสถาบันที่แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สนับสนุน Bitcoin, การยอมรับ Spot Bitcoin ETF, การที่บริษัทต่างๆ นำ Bitcoin เข้าสู่ทุนสำรอง และการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าวงจรนี้แตกต่างจากตลาดขาลงในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ "เมื่อปัจจัยบวกทุกอย่างสอดประสานกัน ชุมชน Bitcoin กลับสร้าง 'วิกฤตศรัทธา' ขึ้นมาเอง ไม่มีอะไรระเบิด ไม่มีโครงกระดูกในตู้ที่จะถูกขุดคุ้ย สื่อต่างๆ เริ่มกลับมาเขียนคำไว้อาลัยให้อีกครั้ง" นักวิเคราะห์ระบุ "พวกเขาแค่ตัดสินใจว่าในขณะที่โลกกำลังหมุนไปหา AI แต่ Bitcoin และคริปโตกลับไม่น่าสนใจอีกต่อไป และไม่ใช่ว่านักลงทุน Bitcoin จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านควอนตัมฟิสิกส์หรอกนะ แต่พวกเขาดันตัดสินใจว่าควอนตัมเป็นภัยคุกคามต่อ Bitcoin มากกว่าระบบธนาคารและระบบสำคัญอื่นๆ เสียอีก สำหรับ Bitcoin แล้ว เวลายังคงหมุนเป็นวงกลมเหมือนเดิม" วิเคราะห์ข้อโต้แย้งฝั่งขาลง เมื่อพิจารณาข้อกังวลที่ว่า Bitcoin มีผลงานด้อยกว่าทองคำในช่วงความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคที่ผ่านมา Bernstein แย้งว่า Bitcoin ยังคงถูกซื้อขายในฐานะ "สินทรัพย์เสี่ยงที่ไวต่อสภาพคล่อง" (Liquidity-sensitive risk asset) มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาระบุว่าเงื่อนไขทางการเงินที่ตึงตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูงทำให้เม็ดเงินไหลไปกระจุกตัวในสินทรัพย์บางอย่าง เช่น โลหะมีค่า และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐาน ETF และช่องทางการระดมทุนของบริษัทต่างๆ ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะดูดซับสภาพคล่องเมื่อสภาวะต่างๆ ผ่อนคลายลง นักวิเคราะห์ยังโต้แย้งข้ออ้างที่ว่า Bitcoin กำลังลดความสำคัญลงในยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยระบุว่าท่ามกลางการผงาดของ OpenClaw บล็อกเชนและวอลเล็ตที่ตั้งโปรแกรมได้นั้นเหมาะสมอย่างยิ่งกับสภาพแวดล้อมดิจิทัลแบบ "Agentic" ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเหล่าซอฟต์แวร์เอเจนท์อัตโนมัติ (AI Agents) ต้องการช่องทางการเงินที่เป็นมาตรฐานสากลและเครื่องจักรสามารถอ่านค่าได้ ระบบบล็อกเชนมีข้อได้เปรียบเหนือโครงสร้างพื้นฐานการธนาคารแบบเดิมที่ยังถูกจำกัดด้วย API ระบบปิดและความท้าทายในการเชื่อมต่อระบบเก่า ในด้าน ความเสี่ยงจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม Bernstein ยอมรับว่าภัยคุกคามด้านรหัสลับในอนาคตเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมการ แต่ Bitcoin ไม่ใช่ระบบเดียวที่ตกอยู่ในความเสี่ยง บริษัทแย้งว่าระบบดิจิทัลที่สำคัญทั้งหมดเผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกันและจะเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรฐานที่ทนทานต่อควอนตัมพร้อมๆ กัน พร้อมเสริมว่าด้วยซอร์สโค้ดที่โปร่งใสและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายใหญ่ที่มีเงินทุนหนาอย่าง Strategy ทำให้ Bitcoin อยู่ในฐานะที่สามารถปรับตัวได้ไปพร้อมกับระบบการเงินและระบบของรัฐบาลอื่นๆ สุดท้าย Bernstein ปฏิเสธความกังวลเรื่องการสะสม Bitcoin ของบริษัทต่างๆ ที่ใช้เงินกู้ หรือความเป็นไปได้ที่นักขุดจะยอมแพ้ (Miner Capitulation) โดยระบุว่าบริษัทที่ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ได้จัดโครงสร้างหนี้สินเพื่อให้ทนทานต่อช่วงขาลงที่ยาวนานได้ ดังที่ Strategy ระบุในรายงานผลประกอบการว่า จะต้องให้ Bitcoin ร่วงลงไปถึง 8,000 ดอลลาร์ และแช่อยู่ที่นั่นเป็นเวลา 5 ปี งบดุลของบริษัทจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างใหม่ ในขณะที่นักขุดได้กระจายรูปแบบธุรกิจเพื่อลดแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต โดยการจัดสรรทรัพยากรพลังงานไปยังความต้องการของศูนย์ข้อมูล AI แทน ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงสรุปว่าความเสี่ยงจากการถูกบังคับขาย (Forced selling) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยย้ำความเชื่อมั่นว่าการปรับตัวลดลงในปัจจุบันไม่ได้คุกคามทิศทางระยะยาวของ Bitcoin ที่มา https://www.theblock.co/post/389003/weakest-bitcoin-bear-case-in-history-bernstein-reiterates-150000-price-target
ทันหุ้น • 9 ก.พ. 69
อ่าน
BTC ดิ่งหลุด 71,000! ต่ำสุดรอบปีเศษ ตลาดผวาหนักเข้าเขต Extreme Fear
#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Bitcoin ขยายตัวของการเทขายต่อเนื่องในคืนวันพุธ โดยแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ขณะที่แรงกดดันจากการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) กระจายตัวไปทั่วตลาดโลกสกุลเงินดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกร่วงลง 7.2% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สู่ระดับ 70,894 ดอลลาร์ เมื่อเวลา 23:30 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในวันพุธ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ตามข้อมูลจากหน้า ราคาของ The Block ขณะที่ Ethereum ร่วงลง 7.8% สู่ระดับ 2,091 ดอลลาร์"BTC ขยายช่วงขาลงหลังจากความพยายามดีดตัวขึ้นเพื่อคลายความกังวลล้มเหลวและหลุดแนวรับสำคัญ" Vincent Liu ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) จาก Kronos Research กล่าว "คลื่นของการล้างพอร์ตสถานะ Long, การแพร่ระบาดของแรงเทขายจากกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ และการไหลออกอย่างต่อเนื่องของเงินทุนจาก ETF ร่วมกันเร่งแรงกดดันด้านขาลงไปทั่วทั้งตลาดคริปโต"หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันเช่นกัน โดยหุ้นของแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต Coinbase ปิดลบ 6.14% ในวันพุธ และบริษัท Bitmine ซึ่งถือครอง Ethereum ในคลังร่วงลง 9.17% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 1.51% ส่วนดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์บวกเพิ่ม 0.53%อารมณ์หลีกเลี่ยงความเสี่ยงยังคงปกคลุมนักวิเคราะห์ระบุว่า การปรับตัวลดลงในปัจจุบันดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางมหภาคในวงกว้างที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยง มากกว่าจะเป็นปัจจัยลบเฉพาะตัวของคริปโต"สภาวะราคาในตลาดคริปโตปัจจุบันกำลังดำเนินตามทิศทางการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในวงกว้างของตลาดและสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ" Peter Chung หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Presto Research กล่าว "ด้วยแรงกดดันจากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเมื่อคืนนี้ที่ผลักดันให้ BTC ลงไปสู่จุดต่ำสุดใหม่ของปี ส่งผลให้สภาพจิตใจของนักลงทุนดิ่งลงสู่ระดับที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ตลาดหมีครั้งล่าสุด"ดัชนี Crypto Fear Greed ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 12 ยังคงอยู่ในโซน "ความกลัวสุดขีด" (Extreme Fear)อย่างไรก็ตาม Chung ชี้ให้เห็นว่าบรรยากาศที่มืดมนนี้อาจบดบังโอกาสในระยะยาว "หากก้าวออกมาจากเสียงรบกวนเหล่านั้น จะเห็นได้ชัดว่าโลกแห่งการลงทุนส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้ตระหนักถึงสินทรัพย์ประเภทนี้มากนัก" เขากล่าว พร้อมอธิบายว่าสิ่งนี้คือแหล่งของ "ศักยภาพแฝงมหาศาล" สำหรับการยอมรับคริปโตในอนาคตด้าน Liu จาก Kronos กล่าวว่าผู้ร่วมตลาดกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า Bitcoin จะสามารถรักษาด่านทางจิตวิทยาที่สำคัญระดับ 70,000 ดอลลาร์ไว้ได้หรือไม่ เขากล่าวเสริมว่าสัญญาณของการสิ้นสุดการล้างพอร์ต (Liquidation exhaustion), สภาพจิตใจที่ปรับตัวดีขึ้น และการคงตัวของกระแสเงินทุนใน ETF จะเป็นเครื่องบ่งชี้เบื้องต้นว่าแรงกดดันจากการเทขายอาจเริ่มเบาบางลงที่มาhttps://www.theblock.co/post/388603/bitcoin-slides-below-71000
ทันหุ้น • 5 ก.พ. 69
อ่าน
Binance ทุ่มพันล้านดอลล์ช้อน BTC พยุงตลาดหลังราคารูดต่ำสุดในรอบปี
#Binance #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Binance ประกาศว่าจะดำเนินการเปลี่ยนทุนสำรองในรูปแบบเหรียญ Stablecoin มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท) ที่ถือครองอยู่ในกองทุนสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ (Secure Asset Fund for Users หรือ SAFU) ให้กลายเป็น Bitcoin ทั้งหมดภายใน 30 วันข้างหน้าในจดหมายเปิดผนึกที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ Binance ระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตผ่านวัฏจักรของตลาดและช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน โดยเน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องในมูลค่าระยะยาวของบิตคอยน์ ทั้งนี้ กองทุน SAFU ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อปกป้องผู้ใช้จากการสูญเสียที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การถูกแฮ็กหรือปัญหาทางเทคนิคของแพลตฟอร์มเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากการถือครอง Bitcoin แทนเหรียญ Stablecoin ทาง Binance กล่าวว่าจะทำการตรวจสอบและปรับสมดุลกองทุน (Rebalancing) อย่างสม่ำเสมอตามมูลค่าตลาด"หากมูลค่าตลาดของกองทุนลดลงต่ำกว่า 800 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากการผันผวนของราคา BTC ทาง Binance จะดำเนินการปรับสมดุลกองทุนเพื่อฟื้นฟูมูลค่าให้กลับมาอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์" ตลาดซื้อขายคริปโตยักษ์ใหญ่ระบุในแถลงการณ์การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะราคา Bitcoin ที่ดิ่งลงอย่างรุนแรง อ้างอิงข้อมูลจากหน้าราคาบิตคอยน์ของ The Block พบว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกราคาตกลงถึง 7% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สู่ระดับ 82,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วแรงเทขายดังกล่าวถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหลายประการ รวมถึงการโยกย้ายเงินทุนไปยังโลหะมีค่าอย่างทองคำและเงิน, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การประกาศกำแพงภาษีของสหรัฐฯ, สภาวะการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) ในวงกว้างของตลาดหุ้น และการไหลออกของเงินทุนอย่างต่อเนื่องจากกองทุน Bitcoin ETFด้านสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ก็ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน โดย Ether ร่วงลง 8.23% อยู่ที่ 2,707 ดอลลาร์, XRP ลดลง 7.9% อยู่ที่ 1.74 ดอลลาร์ และ Solana ดิ่งลง 8% สู่ระดับ 113.45 ดอลลาร์ขณะเดียวกัน ข้อมูลการล้างพอร์ต (Liquidation) จาก Coinglass ระบุว่า มีสถานะการเทรดคริปโตมูลค่ารวมประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์ถูกล้างพอร์ตในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยในจำนวนนี้คิดเป็นความเสียหายจากสถานะฝั่งซื้อ (Long positions) ถึง 1.59 พันล้านดอลลาร์ที่มา https://www.theblock.co/post/387786/binance-1-billion-safu-bitcoin
ทันหุ้น • 30 ม.ค. 69
อ่าน
สถาบันแห่ขายคริปโท! เงินไหลออก ETF BTC-ETH พุ่งเกือบ 1 พันล้านดอลล์
#คริปโทเคอร์เรนซี #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า กองทุน Spot Bitcoin และ Ether ETF ในสหรัฐฯ เผชิญกับยอดเงินไหลออกที่ขยายตัวกว้างขึ้นเมื่อวันพุธ เนื่องจากนักลงทุนสถาบันเดินหน้าลดความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า กองทุน Spot Bitcoin ETF รายงานยอดเงินไหลออกสุทธิรายวันสูงถึง 708.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการถอนตัวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสองเดือน โดยกองทุน IBIT ของ BlackRock มียอดเงินไหลออกมากที่สุดมูลค่า 356.6 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย FBTC ของ Fidelity ที่ 287.7 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับกองทุนอื่นอีก 4 แห่งที่มียอดเงินไหลออกเช่นกันด้านกองทุน Ether ETF บันทึกยอดเงินไหลออกสุทธิรวมกัน 286.9 ล้านดอลลาร์เมื่อวันพุธจากทั้งหมด 5 กองทุน โดย ETHA ของ BlackRock ครองสัดส่วนหลักด้วยยอดเงินไหลออก 250.3 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุนอีเทอร์อีก 3 แห่งรายงานยอดเงินไหลออกสุทธิเช่นกัน สวนทางกับ Ethereum Mini Trust ของ Grayscale ที่มียอดเงินไหลเข้า 10 ล้านดอลลาร์ ส่วนกองทุนของ 21Shares ยังไม่มีการรายงานข้อมูลตามสถิติของ SoSoValue"ยอดเงินไหลออกเมื่อวันพุธดูเหมือนพฤติกรรมการลดความเสี่ยงแบบคลาสสิก เมื่อสภาวะเศรษฐกิจมหภาคเริ่มไม่เป็นมิตร ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความผันผวนที่เกิดขึ้นกะทันหัน สถาบันต่างๆ มักจะหมุนเวียนเงินออกจากสินทรัพย์ที่มีค่าเบต้าสูง (สินทรัพย์เสี่ยงสูง) เป็นอันดับแรก" เรเชล ลูคัส (Rachael Lucas) นักวิเคราะห์คริปโตจาก BTC Markets กล่าว "นี่ไม่ใช่สัญญาณของจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง แต่มันสะท้อนถึงการที่สถาบันกระชับการคุมความเสี่ยงก่อนเผชิญความไม่แน่นอน ไม่ใช่การทิ้งสินทรัพย์ประเภทนี้"ราคเริ่มทรงตัวยอดเงินไหลออกอย่างหนักเมื่อวานนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Bitcoin และ Ether ร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 87,000 ดอลลาร์ชั่วคราว สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ตลาดสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเขาได้บรรลุข้อตกลงกับ NATO เกี่ยวกับกรณีเกาะกรีนแลนด์ และตัดสินใจที่จะไม่เก็บภาษีนำเข้าจากประเทศในสหภาพยุโรปในเดือนกุมภาพันธ์ โดยปัจจุบัน Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 90,000 ดอลลาร์ และ Ether เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 3,000 ดอลลาร์ ตามข้อมูลราคาจาก The Block"แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคจะไม่เป็นมิตร แต่คริปโตยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในขณะที่การวางสถานะการลงทุนเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ" วินเซนต์ หลิว (Vincent Liu) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Kronos Research กล่าวลูคัสเสริมว่า "Spot Bitcoin ETF ยังคงถือครองสินทรัพย์มากกว่า 1.16 แสนล้านดอลลาร์ และมียอดเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เปิดตัว การไหลออกอย่างหนักในวันเดียวถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ได้มีน้ำหนักมากไปกว่าแนวโน้มการสะสมในระยะยาว เราเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน และมันมักจะเป็นการปรับทัพเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่การย้อนกลับของการยอมรับในระดับสถาบัน"ในทางตรงกันข้ามกับ ETF ของบิตคอยน์และอีเทอร์ กองทุน Spot XRP และ Solana กลับรายงานยอดเงินไหลเข้าสุทธิเมื่อวันพุธ โดยกองทุน XRP ETF มียอดไหลเข้าสุทธิรายวันรวม 7.16 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุน Solana ETF มียอดไหลเข้า 2.92 ล้านดอลลาร์ที่มา https://www.theblock.co/post/386643/bitcoin-ether-etf-outflows-accelerate
ทันหุ้น • 22 ม.ค. 69
อ่าน
สหรัฐฯ จ่อยึด Bitcoin เวเนซุเอลา 6 แสน BTC! ประธาน SEC เผยยังต้องรอดู
#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า Paul Atkins ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่จะทำการยึดครอง Bitcoin ของเวเนซุเอลาตามที่มีรายงาน หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำการโค่นล้มและควบคุมตัวประธานาธิบดีของประเทศดังกล่าว ในการให้สัมภาษณ์กับ Stuart Varney แห่งสถานี Fox Business เมื่อวันจันทร์ Atkins ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับรายงานที่อ้างว่าเวเนซุเอลาถือครอง Bitcoin มูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ว่านักวิเคราะห์หลายรายจะระบุว่าพวกเขาไม่สามารถยืนยันข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ได้ก็ตาม ประธาน SEC กล่าวว่า "ยังต้องรอดูต่อไป" ว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างไร หากมีโอกาสที่จะยึดครอง BTC จำนวน 600,000 เหรียญตามที่มีรายงาน "ผมขอละเรื่องนั้นให้ผู้อื่นในรัฐบาลเป็นผู้จัดการ ผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องนั้น" Atkins กล่าวตอบคำถามที่ว่าสหรัฐฯ จะ "เอา Bitcoin เหล่านั้นมาจากพวกเขา" หรือไม่ รายงานเรื่องการถือครอง Bitcoin ของเวเนซุเอลาปรากฏขึ้นหลังจากกองกำลังสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้าจับกุมตัวประธานาธิบดี Nicols Maduro ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และนำตัวเขาไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเผชิญข้อหาทางอาญาในนิวยอร์ก ณ เวลาที่เผยแพร่ข่าวนี้ นักวิเคราะห์บล็อกเชนและแพลตฟอร์มข่าวกรองยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขคริปโตมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ตามรายงาน แต่ระบอบการปกครองของ Maduro เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับแง่มุมต่างๆ ของอุตสาหกรรมนี้มาก่อน ตัวอย่างเช่น ประเทศนี้ได้เปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลที่มีน้ำมันหนุนหลังในปี 2018 วุฒิสภาเตรียมพิจารณาร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดในวันพฤหัสบดี ถ้อยแถลงของ Atkins เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนที่คณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐฯ มีกำหนดจะจัดการพิจารณาร่างกฎหมาย (Markup) เกี่ยวกับพระราชบัญญัติความชัดเจนด้านตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ CLARITY สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวในเดือนกรกฎาคม และได้อยู่ภายใต้การทบทวนของวุฒิสภามาเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งมีแนวโน้มว่ากระบวนการจะล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government shutdown) เป็นเวลา 43 วันในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ธนาคารและบริษัทคริปโตบางแห่งยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อกำหนดที่จัดการกับผลตอบแทนของสเตเบิลคอยน์ภายในร่างกฎหมายดังกล่าว และมีรายงานว่าสมาชิกพรรคเดโมแครตหลายรายกำลังเรียกร้องให้มีเกราะป้องกันด้านจริยธรรมที่แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ร่างกฎหมายนี้อาจล่าช้าออกไปท่ามกลางการรณรงค์หาเสียงสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 และความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปิดหน่วยงานรัฐบาลอีกครั้งในสิ้นเดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับแรกๆ แสดงให้เห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติกำลังพยายามมอบอำนาจให้คณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) มีอำนาจมากขึ้นในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มา https://cointelegraph.com/news/sec-chair-paul-atkins-us-seize-venezuela-bitcoin
ทันหุ้น • 13 ม.ค. 69
อ่าน
Musk จัดระเบียบ! SpaceX โอน 1,021 BTC ผ่าน Coinbase Prime รวม 94.5 ล้าน
#SpaceX #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า SpaceX ของ Elon Musk ได้โยกย้าย Bitcoin (BTC) อีก 1,021 BTC (มูลค่า $94.5 ล้าน) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องตามรูปแบบของการรวมบัญชีดูแลสินทรัพย์ (custody consolidation) ตามที่นักวิเคราะห์จาก Lookonchain ระบุ โดยอ้างอิงข้อมูลของ Arkhamธุรกรรมดังกล่าวถือเป็นการโอนครั้งที่สองในเดือนนี้ และเป็นครั้งที่เก้าในปีนี้ รวมเป็นประมาณ 8,910 BTC (มูลค่า $924 ล้าน) ซึ่งดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มดูแลสินทรัพย์ระดับสถาบัน Coinbase Prime ตามการระบุของ Arkhamเมื่อเวลา 7:18 น. UTC ในวันพุธ SpaceX ได้ โอนเงิน ไปยังที่อยู่สองแห่งที่ยังไม่ได้ติดป้ายกำกับ โดยฝาก 614 BTC และ 407 BTC ไว้ในแต่ละแห่ง แม้ว่าบริษัทจะไม่ได้เปิดเผยวัตถุประสงค์ของการโอนต่อสาธารณะ แต่นักวิเคราะห์ ตั้งข้อสังเกต ว่าการเคลื่อนไหวเหล่านี้มักจะถูกระบุในภายหลังว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบ Wallet ของบริษัทในขณะที่ธุรกรรมบางส่วนชี้ให้เห็นว่าเงินกำลังถูกย้ายจากที่อยู่ Bitcoin รูปแบบเดิมที่ขึ้นต้นด้วย "1" ไปยังรูปแบบที่ทันสมัยกว่าที่ขึ้นต้นด้วย "bc1q" แต่การโอนอื่น ๆ ดูเหมือนจะเป็นการรวมสินทรัพย์เพิ่มเติมระหว่างที่อยู่รูปแบบใหม่ที่อยู่แบบเก่าเหล่านี้เริ่มต้นด้วย 1 คือที่อยู่แบบ Pay-to-PubKey-Hash (P2PKH) ซึ่งเป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุดของที่อยู่ Bitcoin ถัดมาคือที่อยู่ Pay-to-Script-Hash (P2SH) ที่ขึ้นต้นด้วย 3 ตามมาด้วยที่อยู่ native SegWit (P2WPKH) ที่ขึ้นต้นด้วย bc1q และสุดท้ายคือที่อยู่ Taproot (P2TR) ที่ขึ้นต้นด้วย bc1p ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทันสมัยที่สุดMusk ยืนยัน เป็นครั้งแรกว่าทั้ง Tesla และ SpaceX ถือครอง Bitcoin ในเดือนกรกฎาคม 2021 ในช่วงกลางปี 2022 มีรายงานว่า SpaceX ได้ลดการถือครองลงประมาณ 70% ซึ่งอาจได้รับแรงกระตุ้นจากวิกฤตการณ์ทั่วตลาดที่เกิดจากการล่มสลายของ Terra-Luna ในเดือนพฤษภาคม การล่มสลายของ FTX ในเดือนพฤศจิกายน และผลกระทบโดมิโนที่ตามมาArkham อ้างว่า ได้ระบุการถือครอง Bitcoin ของ SpaceX ในเดือนมีนาคม 2024 โดยติดตาม 8,285 BTC ใน 28 ที่อยู่ ยอดรวมดังกล่าวปัจจุบันอยู่ที่ 3,991 BTC ตามการติดตามของ Arkham อย่างไรก็ตาม ยอดรวมที่ต่ำกว่านี้ไม่น่าจะรวมการโอนล่าสุดหลายรายการที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของ SpaceX ซึ่งบ่งชี้ว่าความแตกต่างอาจเกิดจากความล่าช้าในการติดป้ายกำกับของ Arkham ข้อมูลจาก Bitcoin Treasuries ยังคงแสดงตัวเลข 8,285 BTCTesla ก็ขายการถือครอง Bitcoin ส่วนใหญ่ในช่วงปี 2022 ปัจจุบันถือครอง 11,509 BTC มูลค่า $1.24 พันล้าน ตามข้อมูลของ ArkhamSpaceX วางแผน IPO ปี 2026 ระดมทุนกว่า $3 หมื่นล้าน ด้วยมูลค่า $1.5 ล้านล้านการเคลื่อนไหวบนเชนนี้เกิดขึ้นในขณะที่ SpaceX กำลังดำเนินการตามแผนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) ซึ่งอาจระดมทุนได้มากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ Bloomberg รายงานเมื่อวันอังคาร โดยอ้างถึงแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้บริษัทของ Musk กำลังตั้งเป้าหมายมูลค่าตลาดประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดที่ Saudi Aramco ทำได้ระหว่างการ IPO ในปี 2019 ที่สร้างสถิติและระดมทุนได้ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ และอาจเป็นการจดทะเบียนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามรายงานของสื่อดังกล่าวมีรายงานว่าฝ่ายบริหารและที่ปรึกษาของ SpaceX กำลังตั้งเป้าหมายเปิดตัวในช่วงกลางถึงปลายปี 2026 แม้ว่ากำหนดเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและปัจจัยอื่น ๆ โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าการเสนอขายอาจเลื่อนไปเป็นปี 2027 ได้ที่มา https://www.theblock.co/post/382034/elon-musk-spacex-moves-95-million-usd-bitcoin-amid-ipo-plans-arkham
ทันหุ้น • 11 ธ.ค. 68
อ่าน
JPMorgan งานเข้า! ชุมชน BTC แฉจัดฉากเขย่าตลาดเล่นงาน Strategy
#JPMorgan #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า สมาชิกของชุมชน Bitcoin และผู้สนับสนุน Strategy (บริษัทที่ถือครอง BTC ในองค์กรมากที่สุด) กำลังวิพากษ์วิจารณ์พันธบัตรที่หนุนด้วย Bitcoin (Bitcoin-backed notes) ที่เสนอโดย JPMorgan โดยกล่าวหาว่าธนาคารกำลังเผยแพร่ความกลัว ความไม่แน่นอน และความสงสัย (FUD) เกี่ยวกับ Strategy และบริษัทที่ถือครองคริปโตเป็นทุนสำรองอื่น ๆพันธบัตรของ JPMorgan เป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีเลเวอเรจที่เชื่อมโยงกับราคา Bitcoin ($91,130) ผลิตภัณฑ์นี้ติดตามราคา BTC แต่ขยายผลลัพธ์ โดยให้ผลกำไร หรือขาดทุน แก่ผู้ถือถึง 1.5 เท่า จนถึงเดือนธันวาคม 2028 ตามการยื่นเอกสารต่อ SEC พันธบัตรมีกำหนดเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2025ความเคลื่อนไหวนี้สร้างเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากชุมชน Bitcoin โดยหลายคนกล่าวว่าขณะนี้ JPMorgan เป็นคู่แข่งโดยตรงกับบริษัทที่ถือครอง BTC เป็นทุนสำรอง และมีแรงจูงใจที่จะลดความสำคัญของบริษัทอย่าง Strategy เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีโครงสร้างของตนเอง“Saylor [ซีอีโอ Strategy] ได้เปิดประตูสู่ตลาดพันธบัตรมูลค่า 300 ล้านล้านดอลลาร์ และตลาดตราสารหนี้มูลค่า 145 ล้านล้านดอลลาร์ ตอนนี้ JP Morgan กำลังเปิดตัวพันธบัตรที่หนุนด้วย Bitcoin เพื่อแข่งขัน” ผู้ถือ Bitcoin รายหนึ่งกล่าวบน X โดยเสริมว่า “สถาบันเดียวกันที่โจมตี MSTR กำลังคัดลอกกลยุทธ์นี้”Simon Dixon ผู้สนับสนุน Bitcoin ยังตั้งข้อสังเกตว่า ผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะมาถึงของ JPMorgan มีอยู่ “เพื่อกระตุ้น Margin Call ในสินเชื่อที่หนุนด้วย Bitcoin” โดยอ้างว่ามันจะ “บังคับให้บริษัทที่ถือครอง Bitcoin เป็นทุนสำรองต้องขายสินทรัพย์ในตลาดขาลง”บน X ผู้ที่ชื่นชอบคริปโตและผู้สนับสนุน Strategy กำลังเรียกร้องให้คว่ำบาตร JPMorgan โดยสนับสนุนให้เพื่อนร่วมชุมชน Bitcoin ปิดบัญชีกับยักษ์ใหญ่บริการทางการเงินแห่งนี้ และขายหุ้นใด ๆ ในบริษัทที่พวกเขาอาจเป็นเจ้าของข้อเสนอการเปลี่ยนกฎของ MSCI จุดชนวนความขัดแย้งกระแสต่อต้าน JPMorgan เริ่มขึ้นเมื่อ MSCI (ชื่อเดิม Morgan Stanley Capital International) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดการดัชนีหุ้นและกำหนดเกณฑ์สำหรับการรวมในดัชนี เสนอการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อยกเว้นบริษัทที่ถือครองคริปโตเป็นทุนสำรองออกจากผลิตภัณฑ์ของตนการเปลี่ยนแปลงที่เสนอนี้มีกำหนดมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม โดยห้ามไม่ให้บริษัทที่ถือครองคริปโตเป็นทุนสำรองที่มีสินทรัพย์ 50% หรือมากกว่าในคริปโทเคอร์เรนซี ถูกรวมอยู่ในดัชนีJPMorgan ได้แบ่งปันการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เสนอนี้ในบันทึกการวิจัยในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากชุมชน BTC และนักลงทุน Strategyการยกเว้นบริษัทที่ถือครองคริปโตเป็นทุนสำรองออกจากดัชนีหุ้น จะทำให้พวกเขาขาดกระแสเงินทุนแบบ Passive และอาจบีบให้บริษัทเหล่านี้ต้องขายการถือครองคริปโตของตนเพื่อมีคุณสมบัติในการรวมในดัชนี ซึ่งจะผลักดันราคาสินทรัพย์ให้ลดลงไปอีกที่มา https://cointelegraph.com/news/bitcoiners-accuse-jpmorgan-rigging-strategy-dats
ทันหุ้น • 28 พ.ย. 68
อ่าน
BTC หลุด 90,000 แต่วาฬกำลังซื้อ! นักวิเคราะห์ชี้เป็นจังหวะสะสมครั้งใหญ่
#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า กิจกรรมของวาฬ Bitcoin อาจประสบกับการพุ่งขึ้นของธุรกรรมรายสัปดาห์ที่สูงสุดในปีนี้ หลังจากที่ราคา Bitcoin ลดลงต่ำกว่า $90,000 ตามข้อมูลจาก Santiment แพลตฟอร์มข่าวกรองตลาดSantiment กล่าวในโพสต์ X เมื่อวันพุธว่า กิจกรรมของวาฬที่เพิ่มขึ้นนั้นเติบโตไปพร้อมกับการดิ่งลงของราคาคริปโตBitcoin ลดลงต่ำกว่า $90,000 ในสัปดาห์นี้เป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดเดือน Santiment กล่าวว่าได้ติดตามธุรกรรมของวาฬที่เกิน $100,000 ไปแล้วกว่า 102,000 รายการ และธุรกรรมที่เกิน $1 ล้านอีก 29,000 รายการ“สัปดาห์นี้มีโอกาสสูงที่จะสิ้นสุดลงในฐานะสัปดาห์ที่มีกิจกรรมวาฬสูงที่สุดของปี 2025 โดยบริบทของการเคลื่อนไหวของวาฬเหล่านี้ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการเทขายสู่การสะสมอีกครั้ง”วาฬกำลังซื้อตอนราคาตก (Buying the dip)นักวิเคราะห์บางรายได้คาดการณ์ว่า การเทขายของวาฬมีส่วนทำให้ตลาดคริปโตร่วงลง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Glassnode แพลตฟอร์มวิเคราะห์ แสดงให้เห็นว่าผู้ถือครองรายใหญ่ได้สะสมเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม โดยมีการพุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกระเป๋าเงินวาฬที่ถือครอง Bitcoin มากกว่า 1,000 BTC เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้วPav Hundal หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Swyftx แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต กล่าวกับ Cointelegraph ว่า เขาเชื่อว่าวงจรข่าวได้กระตุ้นให้เกิดการพุ่งขึ้นของกิจกรรมวาฬในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีการซื้อขายที่ผันผวนจำนวนมากเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในสหรัฐฯ“BTC พุ่งขึ้นหลังจากผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมของ Nvidia และนั่นบ่งชี้ให้ผมเห็นว่าทั้งวาฬและนักลงทุนรายย่อยกำลังก้าวเข้ามาและเข้าซื้อ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “อัตราส่วนการซื้อต่อการขาย (buy-to-sell ratio) ทั่วทั้งสมุดคำสั่งซื้อขายของ Swyftx เองนั้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในการซื้อขายช่วงต้น โดยมีคำสั่งซื้อ 10 ครั้งต่อคำสั่งขาย 1 ครั้ง เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 3 ต่อ 1 นักลงทุนกำลังซื้อตอนราคาตก”“ตลาดไม่มีเหตุผลอยู่ในขณะนี้ เราเห็นการเขย่าออกจากตลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับผู้ถือครองระยะสั้นในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อคุณดูข้อมูล ผมเห็นว่านี่เป็นการเขย่าออกทางกลไก นี่ดูเหมือนเป็นการชำระล้างและรีเซ็ตที่จำเป็นอย่างมากสำหรับตลาด”Bradley Duke กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่าย Bitwise Asset Management ในยุโรป กล่าวในโพสต์ X เมื่อวันพุธว่า บริษัทของเขาสังเกตเห็นว่าในขณะที่ความกลัวและความตื่นตระหนกเข้าครอบงำตลาด วาฬกลับกำลังซื้อตอนราคาตก“ในขณะที่ความกลัวและความตื่นตระหนกได้ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนจำนวนมาก แต่จำนวนวาฬ BTC ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลัง ผู้ถือครองรายใหญ่ยังคงมีสติและกำลังซื้อในราคาที่ลดลงจากผู้ขายที่ตื่นตระหนก จงเข้มแข็งไว้” เขากล่าวเสริมรูปแบบบ่งชี้ถึงผู้ขายที่ถูกบังคับรายใหญ่: ผู้บริหาร Multicoinในขณะเดียวกัน Tushar Jain ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของ Multicoin Capital บริษัทการลงทุน กล่าวในโพสต์ X เมื่อวันพุธว่าเขาสามารถเห็นรูปแบบในการขายและคิดว่ามันอาจจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า“รู้สึกเหมือนมีผู้ขายที่ถูกบังคับรายใหญ่ในตลาด เรากำลังเห็นการเทขายที่เป็นระบบในช่วงเวลาที่กำหนด อาจเป็นผลที่ตามมาของการชำระบัญชี 10/10 (liquidations) เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าการขายที่ถูกบังคับในระดับนี้จะดำเนินต่อไปได้อีกนาน”Tom Lee ประธาน BitMine และ Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของ Bitwise Asset Management ได้คาดการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า Bitcoin อาจถึงจุดต่ำสุดในสัปดาห์นี้ที่มา https://cointelegraph.com/news/bitcoin-whale-activity-spikes-as-accumulation-grows
ทันหุ้น • 20 พ.ย. 68
อ่าน
BTC วิ่งตามรอยเดิมคาดทำ All-Time High อีกครั้งเดือนนี้!
#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coinpedia ได้ระบุว่า Bitcoin มีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เป็นจังหวะ และปัจจุบันเทรดเดอร์จำนวนมากกำลังให้ความสนใจกับรูปแบบเหล่านี้ Crypto Analyst Jelle ชี้ว่า สองวัฏจักรตลาดที่ผ่านมาของ Bitcoin กินเวลา 1,064 วัน นับจากจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุดพอดีหากประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง วัฏจักรปัจจุบันอาจถึงจุดสูงสุดประมาณวันที่ 27 ตุลาคม 2025รูปแบบวัฏจักร: 1,064 วันสู่จุดสูงสุดตามข้อมูลของ Jelle สองวัฏจักร Bitcoin ที่ผ่านมาทำราคาสูงสุดตลอดกาล (All-Time Highs) อย่างแม่นยำหลังจากผ่านไป 1,064 วัน นับจากจุดต่ำสุดของตลาดหมี (Bear Market Bottom) ในวัฏจักรนั้น ๆวัฏจักรแรก (2015–2017): Bitcoin พุ่งจากต่ำกว่า $500 ไปเกือบ $20,000 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 1,800%วัฏจักรที่สอง (2018–2021): Bitcoin ไต่จาก $3,100 ไปถึง $69,000 คิดเป็นการเติบโตเกือบ 2,100%วัฏจักรปัจจุบันเริ่มต้นหลังจาก Bitcoin ลดลงต่ำกว่า $16,000 ในเดือนพฤศจิกายน 2022 นับตั้งแต่นั้นมา BTC ได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยพุ่งขึ้นกว่า 83% และเพิ่งซื้อขายที่ระดับเหนือ $120,000อิทธิพลของสถาบันและปัจจัยมหภาคแตกต่างจากวัฏจักรในอดีตที่ขับเคลื่อนโดยนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก ปี 2025 นี้เป็นปีที่มีกิจกรรมของสถาบันการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงการเปิดตัว ETF และการเข้าซื้อในคลังสำรองของบริษัทในเดือนกันยายน บริษัทมหาชนได้เข้าซื้อ Bitcoin ในปริมาณที่น่าสังเกต:Strategy: 7,600 BTCMetaplanet: 6,600 BTC (และประกาศซื้อเพิ่มอีก 5,300 BTC เมื่อวานนี้)Strive: 5,900 BTC (ผ่าน PIPE)ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การมีส่วนร่วมอย่างหนักของสถาบัน อาจทำให้วัฏจักรยืดออกไป หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำจุดสูงสุด โดยอาจเปลี่ยนจากการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในอดีตไปเป็นการทำจุดสูงสุดที่ช้าและค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้นแล้ว Altcoin ล่ะ?Jelle ไม่ได้หยุดเพียงแค่ Bitcoin เขายังตั้งข้อสังเกตว่า แม้หลังจาก Bitcoin ทำจุดสูงสุดแล้ว Altcoin มักจะยังมีพื้นที่ให้เติบโต ในอดีต เหรียญขนาดเล็กมักจะยืดเวลาการพุ่งขึ้นต่อไปอีกสองสามสัปดาห์หลังจากที่ Bitcoin ถึงจุดสูงสุดนั่นหมายความว่า Altcoin มีศักยภาพที่จะไต่ระดับต่อไปได้จนถึงช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นโอกาสให้นักเทรดมีเวลาเพิ่มในการทำกำไรจากแนวโน้มนี้หาก Bitcoin เป็นไปตามรูปแบบในประวัติศาสตร์ เดือนตุลาคม อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับ BTC และตลาดคริปโต โดยมีแนวโน้มที่ Altcoin จะทำกำไรได้ แต่นักเทรดควรระมัดระวังที่มา https://coinpedia.org/news/bitcoin-bull-run-to-hit-on-october-27th-mirroring-historic-cycle/
ทันหุ้น • 3 ต.ค. 68
อ่าน
HashKey เผยกลยุทธ์! กองทุนใหม่เน้นลงทุนใน BTC และ Ethereum
#HashKey #ทันหุ้น ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า HashKey Group ที่ตั้งอยู่ในฮ่องกงกล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวกองทุนเพื่อการลงทุนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายที่กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (DATs) ซึ่งในเบื้องต้นจะมุ่งเน้นที่ผลตอบแทนจากราคาของ Bitcoin และ Ether HashKey กล่าวใน "แถลงการณ์" ว่ากองทุน "ดังกล่าว" มีโครงสร้างเป็นยานพาหนะสำหรับสถาบันเท่านั้นที่เปิดตลอดเวลา ซึ่งอนุญาตให้มีการสมัครสมาชิกและไถ่ถอนได้อย่างสม่ำเสมอ คล้ายกับกองทุนเฮดจ์ฟันด์คริปโตแบบเปิด ต่างจากกองทุน ETF แบบพาสซีฟ กองทุนของ HashKey ได้รับการออกแบบมาเพื่อลงทุนในโครงการและบริษัทที่ใช้กลยุทธ์ DAT การเปิดตัวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Nasdaq ประกาศการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นสำหรับบริษัทจดทะเบียนที่มีการถือครองคริปโตเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่ง HashKey มองว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงขั้นตอน "ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด" สำหรับอุตสาหกรรมนี้ HashKey กล่าวว่าโครงการ DAT เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่กว้างขึ้นในการเชื่อมโยงการเงินแบบดั้งเดิมและสินทรัพย์คริปโต "เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ ETF แบบพาสซีฟ DAT มีความสอดคล้องกับลักษณะของตลาดคริปโตที่เปิดตลอดเวลาและมีความผันผวนสูงมากกว่า" บริษัทกล่าว HashKey มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของลูกค้ามากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง (1.5 พันล้านดอลลาร์) "ตามรายงาน" รายไตรมาสล่าสุด บริษัทยังดำเนินงานกระดานเทรดที่ได้รับใบอนุญาต, กองทุน ETF และเครือข่าย Ethereum เลเยอร์ 2 ในเดือนเมษายน HashKey ได้ขยายข้อเสนอสำหรับสถาบันด้วยการเปิดตัว "กองทุนติดตาม XRP กองแรกของเอเชีย" ฮ่องกงเป็นผู้นำด้านกฎระเบียบและนวัตกรรมคริปโตในจีน ฮ่องกงได้พยายามวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางสำหรับคริปโตในระดับสถาบัน ทำให้บริษัทอย่าง HashKey มีฐานกฎระเบียบในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนขนาดใหญ่ ในเดือนเมษายน 2024 "เมืองนี้กลายเป็นเมืองแรกในเอเชีย" ที่อนุมัติ Spot Bitcoin และ Ether ETF โดยหน่วยงานกำกับดูแลในท้องถิ่นได้ชี้แจงว่า Ether ไม่ใช่หลักทรัพย์ ทำให้มีความแน่นอนในระดับหนึ่งซึ่งยังไม่มีในสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ในเดือนมิถุนายน 2025 เจ้าหน้าที่ได้ขยายกรอบการทำงานเพื่ออนุญาต "การซื้อขายอนุพันธ์คริปโต" สำหรับนักลงทุนมืออาชีพ และปรับปรุงกฎภาษีเพื่อดึงดูดกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลและสำนักงานครอบครัว (family offices) นโยบายใหม่เหล่านี้ระบุไว้ในแถลงการณ์นโยบายสินทรัพย์เสมือนฉบับที่สองของฮ่องกง นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน ฮ่องกง "ได้เปิดตัว" กรอบการทำงาน LEAP ซึ่งปูทางสำหรับการออก Stablecoin ที่ได้รับอนุญาต พร้อมกับพันธบัตรโทเคนและ RWA tokenization ที่กว้างขึ้น เพื่อเชื่อมโยงสินทรัพย์ดิจิทัลกับการใช้งานในโลกจริง ภายในเดือนกรกฎาคม ฮ่องกงได้ดำเนินการออก "พันธบัตรกรีนของรัฐบาลแบบโทเคน" ครั้งที่สามเสร็จสิ้น ซึ่งส่งสัญญาณถึงความตั้งใจที่จะทำให้การออกพันธบัตรดิจิทัลเป็นคุณสมบัติปกติของการเงินสาธารณะ ท่ามกลางฉากหลังของการขยายกฎระเบียบและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ สำนักงานครอบครัวในเอเชียก็ได้เพิ่มการจัดสรรเงินลงทุนในคริปโตด้วย รายงานในเดือนกรกฎาคมพบว่าบางแห่งจัดสรรเงินในพอร์ตการลงทุนถึง 5% ให้กับสินทรัพย์ดิจิทัล ในขณะที่ฮ่องกงเดินหน้าด้วยกรอบการทำงานสำหรับ ETF, อนุพันธ์ และการโทเคนไนซ์ จีนแผ่นดินใหญ่ก็มุ่งเน้นไปที่ "หยวนดิจิทัล" ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ โครงการนำร่องสำหรับหยวนดิจิทัลเริ่มขึ้นในปี 2020 และได้ขยายไปสู่การขนส่งสาธารณะ, การชำระเงินค้าปลีก และ "การเดินทางทางอากาศ" สรุปข่าว กลุ่มบริษัท HashKey Group ในฮ่องกงได้เปิดตัวกองทุนเพื่อการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (DAT) มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ โดยเน้นการลงทุนใน Bitcoin และ Ether เพื่อเชื่อมโยงการเงินแบบดั้งเดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัล การเปิดตัวกองทุนนี้มีขึ้นในขณะที่ Nasdaq ประกาศความเข้มงวดในการตรวจสอบการถือครองคริปโตของบริษัทจดทะเบียน และตลาดวอลล์สตรีทให้ความสนใจกับการโทเคนไนซ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ฮ่องกงเป็นผู้นำด้านกฎระเบียบคริปโตในภูมิภาค โดยเป็นแห่งแรกในเอเชียที่อนุมัติ Spot Bitcoin และ Ether ETF และได้ขยายกฎเกณฑ์รองรับการซื้อขายอนุพันธ์คริปโต, การออก Stablecoin ที่ได้รับอนุญาต และการโทเคนไนซ์สินทรัพย์โลกจริง (RWA) นอกจากนี้ยังมีการออกพันธบัตรกรีนของรัฐบาลแบบโทเคนเป็นครั้งที่สาม ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของฮ่องกงในการเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล ในขณะเดียวกัน จีนแผ่นดินใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและการนำร่องใช้งาน "หยวนดิจิทัล" ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยรัฐบาล ที่มา https://cointelegraph.com/news/hong-kong-hashkey-digital-asset-treasury-model-fund
ทันหุ้น • 9 ก.ย. 68
อ่าน
Metaplanet เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่ม $15 ล้าน ดันยอดรวม 20,136 BTC
#Metaplanet #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Metaplanet บริษัทคลัง Bitcoin สัญชาติญี่ปุ่น ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าได้เข้าซื้อ BTC เพิ่มเติมอีก 136 เหรียญในราคาราว 15.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากบริษัทยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อสกุลเงินคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลกในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันจันทร์ Simon Gerovich ซีอีโอของ Metaplanet กล่าวว่าการเข้าซื้อ BTC เพิ่มเติม 136 เหรียญล่าสุดนี้ มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 111,666 ดอลลาร์ต่อ Bitcoinจากการเข้าซื้อครั้งล่าสุดนี้ ทำให้ยอดการถือครองรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 20,136 BTC ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 2.08 พันล้านดอลลาร์ โดยมีราคาซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ 103,196 ดอลลาร์ต่อ Bitcoinจากข้อมูลของ BitcoinTreasuries ปัจจุบัน Metaplanet อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลกในด้านยอดการถือครอง Bitcoin ทั้งหมดในบรรดาบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รองจาก Strategy, Mara, XXI, Bitcoin Standard Treasury Company และ Bullish ทั้งนี้ Strategy ของ Michael Saylor ยังคงเป็นบริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุด ด้วยจำนวน 636,505 BTCราคาหุ้นของ Metaplanet ร่วงลง 1.2% ในช่วงกลางวันของวันจันทร์ในตลาดญี่ปุ่น อ้างอิงจากข้อมูลของ Yahoo Finance ในขณะที่ตลาดยังคงเปิดอยู่ โดยราคาหุ้นลดลง 30% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 101% เมื่อเทียบกับต้นปี ส่วนราคาหุ้นที่ซื้อขายในสหรัฐฯ ปิดตลาดลดลง 1.6% ที่ราคา 4.86 ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ ตามข้อมูลจาก The BlockBitcoin ปรับขึ้น 0.5% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยซื้อขายอยู่ที่ 111,146 ดอลลาร์ ณ เวลา 23.45 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของวันอาทิตย์ ตามหน้าแสดงราคา Bitcoin ของ The Blockที่มา https://www.theblock.co/post/369745/metaplanet-buys-15-million-worth-bitcoin
ทันหุ้น • 8 ก.ย. 68
อ่าน
BTC-ETH ยังแข็งแกร่ง สถาบันแห่ซื้อดันราคาคริปโตสู้ความตึงเครียดโลก
#คริปโทเคอร์เรนซี #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coinpedia ได้ระบุว่า ตลาดคริปโตยังคงมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ โดย Bitcoin ซื้อขายใกล้ 114,500 ดอลลาร์ และ Ethereum คงราคาไว้ที่สูงกว่า 3,650 ดอลลาร์ ในขณะที่การเคลื่อนไหวของราคาผิวเผินดูเหมือนจะซบเซา แต่เมื่อมองลึกลงไปจะเห็นความรู้สึกเชิงบวกที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนโดยการเคลื่อนไหวของสถาบัน, ความผันผวนที่กลับมาอีกครั้ง และกระแสเงินของ Stablecoin ที่เพิ่มขึ้น Bitcoin ยังคงทรงตัวท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคา Bitcoin กำลังรวมฐานราคาใกล้ 114,500 ดอลลาร์ หลังจากที่ลดลงไปที่ 112,000 ดอลลาร์ และเย็นตัวลงจากจุดสูงสุดในเดือนกรกฎาคมที่ 123,100 ดอลลาร์ ข้อมูลบนเชนแสดงให้เห็นสัญญาณของการมีเสถียรภาพเนื่องจากการทำกำไรชะลอตัวลง โดย Glassnode ชี้ให้เห็นถึง "ช่องว่างของอุปทาน" ระหว่าง 110,000 ถึง 117,000 ดอลลาร์ ดัชนีความกลัวและความโลภของคริปโต (Crypto Fear Greed Index) ลดลงสู่ระดับกลางที่ 54 ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ Bitcoin ยังคงรักษานัยสำคัญในขาขึ้นในวงกว้าง นักเทรดระยะสั้นกำลังหมุนเวียนไปสู่เหรียญขนาดเล็ก และ Altcoins อย่าง XRP และ Solana ลดลง 2-3% เนื่องจากเงินทุนกำลังย้ายกลับมาสู่สินทรัพย์ Blue-chip ในขณะเดียวกัน ภาษีใหม่ที่รุนแรงของ Donald Trump ซึ่งกำหนดไว้ที่ 50% สำหรับสินค้าอินเดีย, 15% สำหรับผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น, 100% สำหรับเซมิคอนดักเตอร์ และเสนอ 250% สำหรับยา ได้เพิ่มความไม่แน่นอนทั่วโลก ซึ่งอาจผลักดันเงินทุนเข้าสู่คริปโตมากขึ้นในฐานะแหล่งพักพิงที่ปลอดภัย นักวิเคราะห์คาดการณ์การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่สำหรับ Bitcoin นักเทรดคริปโตที่ชื่อ Galaxy ตั้งข้อสังเกตว่าครั้งสุดท้ายที่ BTC ประสบกับความผันผวนที่คล้ายคลึงกันคือในเดือนพฤศจิกายน ก่อนที่จะพุ่งขึ้นจาก 70,000 ดอลลาร์ เป็น 100,000 ดอลลาร์ หลังการชนะการเลือกตั้งของ Trump ตอนนี้นักเทรด Ted กำลังคาดการณ์การไต่ขึ้นไปที่ 125,000 ดอลลาร์ พร้อมเตือนว่าสิ่งนี้อาจกระตุ้นให้เกิดการชำระบัญชี (Liquidations) มูลค่า 18 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นประกายไฟที่อาจจุดชนวนกระแสความร้อนแรงระลอกใหม่ Wall Street จับตา BTC Treasuries ในการเคลื่อนไหวที่สำคัญของสถาบัน Parataxis Holdings กำลังจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ผ่านการควบรวมกิจการ SPAC มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ กับ SilverBox Corp IV บริษัทที่ควบรวมกันมีแผนที่จะระดมทุน 640 ล้านดอลลาร์ โดย 31 ล้านดอลลาร์ ถูกจัดสรรไว้สำหรับการซื้อ Bitcoin และเงินทุนอีก 400 ล้านดอลลาร์ ได้รับการจัดหาเพื่อขยายการถือครอง BTC ในสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ Bitcoin Treasury ของ MicroStrategy ซึ่งส่งสัญญาณว่าความเชื่อมั่นของสถาบันยังคงแข็งแกร่ง ETH ได้รับความสนใจในฐานะทุนสำรองของบริษัท Ethereum ก็กำลังได้รับความสนใจจากผู้เล่นรายใหญ่เช่นกัน SharpLink บริษัทเกมเพิ่งเพิ่ม ETH เข้าไป 83,000 เหรียญ ทำให้การถือครองรวมเป็น 522,000 ETH คิดเป็นมูลค่ากว่า 10.8 พันล้านดอลลาร์ โดยรวมแล้วมี 64 บริษัทที่ถือครอง ETH เกือบ 3 ล้านเหรียญ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2.45% ของอุปทานทั้งหมด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในมูลค่าระยะยาวของ ETH Stablecoin ส่งสัญญาณการนำเงิน Fiat เข้าสู่ระบบใหม่ ในขณะเดียวกัน ภาคส่วน Stablecoin ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดรวมใกล้ 275 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่เจ็ด USDe ของ Ethena ซึ่งเป็นผู้ที่โดดเด่น ได้พุ่งขึ้น 75% ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม และตอนนี้เป็น Stablecoin ที่ใหญ่เป็นอันดับสามด้วยมูลค่าตลาด 9.5 พันล้านดอลลาร์ ผลตอบแทน 10-19% กำลังดึงดูดความต้องการอย่างมาก ซึ่งบ่งชี้ถึงสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นในระบบ นอกจากนี้ การเพิ่มความเชื่อมั่นในปัจจุบัน มีรายงานว่าจีนกำลังสำรวจการเปิดตัว Stablecoin ตัวแรก เพื่อทำให้เงินหยวนเป็นสากลและต่อต้านการครองตลาดของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในการค้าโลก ที่มา https://coinpedia.org/news/crypto-market-today-btc-and-eth-remain-strong-amid-global-tensions-and-institutional-buying/
ทันหุ้น • 7 ส.ค. 68
อ่าน
30 ก.ค. สหรัฐฯ เผยนโยบายคริปโตใหม่ อาจดัน BTC เป็นสินทรัพย์ชาติ
#คริปโทเคอร์เรนซี #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coinpedia ได้ระบุว่า ตลาดคริปโตอยู่ในบรรยากาศที่ระมัดระวังขณะที่นักลงทุนเตรียมพร้อมสำหรับสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญ โลกคริปโตกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อทำเนียบขาวเตรียมเปิดเผยรายงานนโยบายคริปโตที่สำคัญฉบับแรกในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตของสหรัฐฯ เนื่องจากรายงานนี้เป็นผลจากการทบทวน 180 วันภายใต้คำสั่งผู้บริหารที่ 14178 ซึ่งเข้ามาแทนที่กฎเกณฑ์เก่าในยุคไบเดน และมีเป้าหมายที่จะนำเสนอแนวทางที่สดใหม่และชัดเจนยิ่งขึ้นภายใต้การบริหารของทรัมป์ กฎใหม่เหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อคริปโตในสหรัฐฯ และอาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ด้วย ในวันเดียวกัน คณะกรรมการตลาดเปิดกลาง (FOMC) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันไว้ที่ 4.25%4.50% ในวันพุธ สัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ถึงท่าทีที่ผ่อนคลายลง อาจจุดประกายการฟื้นตัวครั้งใหม่ในตลาดสกุลเงินดิจิทัลและหุ้น กฎเกณฑ์ใหม่สำหรับคริปโต รายงานจะเน้นการให้แนวทางที่ชัดเจนแก่บริษัทและนักลงทุนคริปโต โดยจะสร้างโครงสร้างใหม่สำหรับวิธีการที่หน่วยงานของสหรัฐฯ เช่น Fed และ FDIC ใช้ในการกำกับดูแลคริปโต ซึ่งหมายความว่ายุคของความสับสนระหว่าง SEC และ CFTC อาจสิ้นสุดลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นไปตาม GENIUS Act ซึ่งเพิ่งลงนามโดยโดนัลด์ ทรัมป์ เป้าหมายคือการสร้างกฎเกณฑ์ที่ไม่ขัดขวางนวัตกรรม แต่ยังคงปกป้องผู้ใช้งาน Stablecoin กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในรายงานนี้ กฎใหม่ๆ อาจรวมถึงใบอนุญาตสำหรับผู้ออก Stablecoin, การเข้าถึงระบบการชำระเงินของ Federal Reserve และข้อกำหนดการสำรองเงินที่เข้มงวดขึ้นสำหรับโทเค็นที่ตรึงกับดอลลาร์ การเคลื่อนไหวนี้อาจผลักดันการยอมรับทั่วโลก หากสหรัฐฯ ปฏิบัติต่อ Stablecoin ในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่แท้จริง ในทางกลับกัน รายงานอาจเรียกร้องให้มีการห้ามสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDCs) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งสำหรับการใช้คริปโตภาคเอกชน Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ของชาติ ส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการพูดคุยเกี่ยวกับ US Strategic Bitcoin Reserve รัฐบาลอาจใช้ Bitcoin เกือบ 200,000 BTC ที่ยึดมาได้อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างทุนสำรองนี้ หากสิ่งนี้เกิดขึ้น Bitcoin อาจถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับทองคำ และถูกมองว่าเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการสำรองสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ เช่น XRP ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงเกมสำหรับ Altcoin ได้ ผลกระทบต่อคริปโต รายงานนี้อาจเป็นการส่งเสริมครั้งใหญ่สำหรับตลาดคริปโต กฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้นจะช่วยให้บริษัทต่างๆ เติบโต และทำให้นักลงทุนทั่วไปลงทุนได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น หาก Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ อาจจุดประกายการฟื้นตัวครั้งใหญ่ และด้วยแนวโน้มที่ประเทศอื่นๆ จะปฏิบัติตามแนวทางของสหรัฐฯ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับคริปโตทั่วโลก ที่มา https://coinpedia.org/news/white-house-to-release-crypto-policy-report-on-july-30-xrp-and-bitcoin-in-focus/
ทันหุ้น • 29 ก.ค. 68
อ่าน
CZ ชี้ถือ 0.1 BTC อาจมีค่ากว่าบ้าน หลังสหรัฐฯ จ่อให้ใช้ค้ำจำนอง
#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coinpedia ได้ระบุว่า นายฉางเผิง จ้าว (Changpeng Zhao) หรือ CZ ผู้ก่อตั้ง Binance เชื่อว่าการเป็นเจ้าของ 0.1 Bitcoin (BTC) อาจมีมูลค่ามากกว่าการเป็นเจ้าของบ้านในสหรัฐฯ ในอนาคตข้างหน้า เขาแสดงความคิดเห็นที่กล้าหาญนี้หลังจากเจ้าหน้าที่ด้านที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ ประกาศครั้งสำคัญว่าอาจอนุญาตให้ใช้ Bitcoin เป็นทุนสำรองทางการเงินในการยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ สำหรับ CZ แล้ว นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของ "ความฝันแบบอเมริกัน" ในอนาคต Bitcoin กับสินเชื่อที่อยู่อาศัย: ก้าวสำคัญสู่ความก้าวหน้า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา CZ ได้ตอบกลับโพสต์ของ วิลเลียม เจ. พุลเต ผู้อำนวยการสำนักงานการเงินการเคหะแห่งสหรัฐอเมริกา (FHFA) ที่เปิดเผยว่า Fannie Mae และ Freddie Mac ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย ถูกร้องขอให้เตรียมข้อเสนอเพื่อรวมคริปโตเข้ากับการพิจารณาคุณสมบัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย วัตถุประสงค์หลักคือการอนุญาตให้ผู้กู้สามารถใช้การถือครอง Bitcoin เป็นหลักฐานแสดงทุนสำรองทางการเงิน ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ถูกจำกัดอย่างเคร่งครัดเฉพาะสินทรัพย์ที่ใช้สกุลเงิน Fiat เช่น เงินออม บัญชีลงทุน หรือกองทุนเพื่อการเกษียณเท่านั้น กฎใหม่ โอกาสใหม่ หากได้รับการอนุมัติ การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถนิยามใหม่ว่าชาวอเมริกันมีคุณสมบัติสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายการเข้าถึงสำหรับผู้ถือคริปโต แต่ก็มีกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้: การถือครองคริปโตจะต้องสามารถตรวจสอบได้ เก็บไว้ในแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนที่ได้รับการกำกับดูแลในสหรัฐฯ และต้องอยู่ภายใต้ส่วนลดตามความเสี่ยงเนื่องจากความผันผวน FHFA มองว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการประเมินผู้กู้ให้ทันสมัย และนำคริปโตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือทางการเงินกระแสหลัก เสียงตอบรับจากวงการคริปโต CZ ได้ชื่นชมการพัฒนานี้ โดยเรียกว่าเป็น "ก้าวที่ยิ่งใหญ่" และกล้ากล่าวอ้างว่า "ความฝันแบบอเมริกัน" ในไม่ช้าจะเกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของ 0.1 BTC ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินเท่านั้น ความคิดเห็นดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางบนแพลตฟอร์ม X โดยมีผู้สนับสนุนชื่นชมการยอมรับ Bitcoin ในสถาบัน และผู้ที่สงสัยเตือนถึงความผันผวนของราคาคริปโตที่คาดเดาไม่ได้ ในขณะที่บางคนต่างยินดีกับการเคลื่อนไหวนี้เช่นเดียวกับ CZ ผู้ใช้งานคริปโตรายหนึ่งได้ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้การนำของ FHFA ในอดีต Fannie Mae ได้ครอบคลุมการชำระค่าจำนอง แม้ว่าเจ้าของบ้านจะผิดนัดชำระก็ตาม และไม่มีใครตั้งคำถามถึงนโยบายนั้นในขณะนั้น ด้วยภาระทางการเงินที่คาดว่าจะปรากฏขึ้นระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม นักวิเคราะห์รายนี้จึงแย้งว่า พุลเตเพียงแค่พยายามทำให้การทำธุรกรรมที่อยู่อาศัยยังคงดำเนินต่อไปด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตในอเมริกา ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นในสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ยังเปิดประตูให้หน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ ยอมรับคริปโตในด้านการเงินมากขึ้นอีกด้วย หากได้รับการอนุมัติ Bitcoin อาจมีบทบาทสำคัญในการที่ผู้คนซื้อบ้านในไม่ช้า ที่มา https://coinpedia.org/news/0-1-btc-may-soon-be-worth-more-than-a-u-s-home-says-binance-founder-changpeng-zhao/
ทันหุ้น • 27 มิ.ย. 68
อ่าน
The Blockchain Group ขายหุ้นเพิ่มทุน หวังสะสม BTC เทียบ MicroStrategy
#TheBlockchainGroup #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า The Blockchain Group ซึ่งเป็นบริษัทแรกในยุโรปที่ดำเนินกลยุทธ์ถือครองบิทคอยน์เป็นทรัพย์สินสำรอง (Bitcoin Treasury Company) ประกาศแผนการเพิ่มทุนมูลค่ารวม 7.2 ล้านยูโร (8.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายใต้แผนระดมทุนลักษณะ At-the-Market (ATM) มูลค่า 342 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อบิทคอยน์เพิ่ม ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ในวันนี้ บริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาด Euronext Growth Paris ได้ประกาศความตั้งใจที่จะเพิ่มทุนผ่านการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวนประมาณ 1.6 ล้านหุ้น โดยมีราคาจองซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.49 ยูโร (5.19 ดอลลาร์) ต่อหุ้น แผนเพิ่มทุนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่บริษัทได้ประกาศโครงการ ATM มูลค่า 300 ล้านยูโร (342.5 ล้านดอลลาร์) ร่วมกับ TOMAB ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ของฝรั่งเศสและยังเป็นผู้ถือหุ้นของ The Blockchain Group ด้วย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศการออกหุ้นและหุ้นกู้แปลงสภาพเพิ่มเติมมูลค่ารวมประมาณ 9.7 ล้านยูโร (11.2 ล้านดอลลาร์) เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ด้านบิทคอยน์ของตน ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Bitcointreasuries.net ปัจจุบัน The Blockchain Group ถือครองบิทคอยน์อยู่ทั้งสิ้น 1,471 BTC โดยบิทคอยน์ปรับตัวลง 0.52% ขณะที่ราคาซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ 106,629 ดอลลาร์สหรัฐ ตามหน้าแสดงราคาของ The Block ราคาหุ้นของ The Blockchain Group ลดลงกว่า 4% นับตั้งแต่เปิดตลาดในวันนี้ โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ 5.53 ยูโร ตามข้อมูลของ Euronext อย่างไรก็ตาม หุ้นยังคงเปิดทำการซื้อขายอยู่ The Blockchain Group ถือเป็นหนึ่งในบริษัทจำนวนเพิ่มมากขึ้นที่เลือกใช้กลยุทธ์สะสมบิทคอยน์ในพอร์ต โดยปัจจุบันบริษัท MicroStrategy ซึ่งนำโดย Michael Saylor ยังคงครองตำแหน่งบริษัทจดทะเบียนที่ถือบิทคอยน์มากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนการถือครองรวม 592,100 BTC หลังการเข้าซื้อเพิ่มอีก 10,100 BTC เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่มา https://www.theblock.co/post/358500/the-blockchain-group-launches-8-million-capital-raise
ทันหุ้น • 17 มิ.ย. 68
อ่าน
Coinbase แจก BTC เมื่อรูดบัตร! สูงสุด 4% สำหรับลูกค้า Coinbase One
#Coinbase #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Coinbase กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดบัตรเครดิตพร้อมรางวัลในรูปแบบคริปโต โดยเปิดตัวบัตรเครดิตใหม่ที่ให้ผลตอบแทนเป็น Bitcoin สูงสุดถึง 4% สำหรับผู้ใช้งานที่เป็นสมาชิกของแพ็คเกจ Coinbase One ซึ่งมีค่าธรรมเนียมรายเดือน เพื่อแลกกับการไม่เสียค่าธรรมเนียมธุรกรรม, การสนับสนุนลูกค้าแบบเร่งด่วน, รางวัลจากการ Staking ที่สูงขึ้น และสิทธิพิเศษอื่น ๆ บัตรดังกล่าวจะให้รางวัลตามสัดส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้ใช้งานถืออยู่บนแพลตฟอร์ม Coinbase โดยรางวัลสูงสุดจะได้รับในรูปแบบของ Bitcoin (BTC) ที่สามารถใช้ได้ในทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร บัตรเครดิตนี้ดำเนินการบนเครือข่ายของ American Express (Amex) และมีกำหนดเปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ตามที่บริษัทระบุในเว็บไซต์ ทั้งนี้ ในปี 2021 คู่แข่งอย่าง Gemini ก็เคยเปิดตัวบัตรเครดิตของตนเองที่มอบรางวัลเป็น BTC และคริปโตอื่น ๆ สูงสุด 3% โดยร่วมมือกับ Mastercard ในด้านธุรกิจอื่น Coinbase ยังเคยประกาศแผนเปิดตัวแพลตฟอร์มเทรดอนุพันธ์แบบ 24 ชั่วโมงในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์มเทรด perpetuals ในสหรัฐฯ ณ เวลาที่รายงาน Bitcoin มีราคาซื้อขายที่ 107,748.034 ดอลลาร์ โดยมีปริมาณการซื้อขายใน 24 ชั่วโมงล่าสุดที่ 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจากหน้าแสดงราคาของ The Block ที่มา https://www.theblock.co/post/357969/coinbase-unveils-an-american-express-powered-credit-card-offering-up-to-4-in-btc-rewards
ทันหุ้น • 13 มิ.ย. 68
อ่าน
กรุงศรีฯ ชี้ SET รอการเมือง-เฟด หุ้นเด่น ADVANC, PTTGC, GPSC ส่วนทอง Sideway-BTC ยังลุ้น
บล.กรุงศรี มองตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในช่วงโค้งสุดท้ายของครึ่งปีแรก อยู่ในภาวะ "Sideway" เพื่อรอความชัดเจนจากปัจจัยการเมืองในประเทศและทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชี้ SET น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วหากไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ เข้ามากระทบ แนะกลยุทธ์ Selective Buy คัดหุ้นเด่นน่าลงทุนในธีมดอกเบี้ยขาลงและสงครามการค้าผ่อนคลาย ชู ADVANC, PTTGC, GPSC ด้านทองคำมองแกว่งตัวในกรอบ ขณะที่ Bitcoin ยังมีโอกาสไปต่อแต่ต้องผ่านแนวต้านสำคัญ หุ้นไทย: รอการเมืองคลี่คลาย-ทิศทางดอกเบี้ยชัดเจนคุณฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ AISA ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย หลักทรัพย์ กรุงศรี ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้อยู่ในภาวะสร้างฐานและรอปัจจัยใหม่เข้ามาขับเคลื่อน โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือสถานการณ์การเมือง: ประเด็นต่างๆ ที่ยังไม่ชัดเจนเป็นปัจจัยที่จำกัดการปรับขึ้นของดัชนี หากการเมืองนิ่งและเดินหน้าต่อไปได้ จะเป็นผลดีต่อตลาดทิศทางดอกเบี้ย: การประชุมเฟดและตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในคืนนี้ (11 มิ.ย. 68) จะเป็นปัจจัยสำคัญ หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ คลายตัวและมีสัญญาณดอกเบี้ยขาลงที่ชัดเจน จะเป็นจิตวิทยาบวกอย่างมากต่อตลาดหุ้นไทยและอาจกระตุ้น Fund Flow ให้ไหลกลับเข้ามาได้"ถ้าเกิดแฟกเตอร์ต่างๆ มันไม่ได้มีแฟกเตอร์ใหม่เข้ามาลบเนี่ย ผมว่าตรงนี้อาจจะเป็นจุดต่ำสุดครับ" คุณฐกฤตกล่าวสำหรับกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นไทย บล.กรุงศรี แนะให้เลือกลงทุนเป็นรายตัว (Selective Buy) โดยมองว่ายังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ เปิดโผหุ้นเด่นน่าลงทุนครึ่งปีหลังบล.กรุงศรี ได้คัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจและคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากปัจจัยต่างๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนี้กลุ่มได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง:โรงไฟฟ้า: GPSC และ GULF แนะเป็นการทยอยสะสมICT: ADVANC เป็นหุ้นปันผลสูงและเป็น Defensive Stockกลุ่มหนี้สูง: BJC และ CPAXT แนะทยอยสะสมกลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, SAWAD): แม้จะได้ประโยชน์โดยตรง แต่ระยะสั้นมีประเด็นกดดันเรื่องการคืนใบอนุญาต Pico Finance แนะนำให้ "รอก่อน"กลุ่มได้ประโยชน์จากสงครามการค้าคลี่คลาย (China Play):ปิโตรเคมี: PTTGC เป็นตัวที่น่าสนใจวิเคราะห์ทองคำ-บิตคอยน์ทองคำ (Gold): "ผมมองเป็น Sideway...แกว่งตัวในกรอบ แต่ยังมองเป็นลักษณะคือ Sideway Down" คุณฐกฤตกล่าว โดยให้กรอบแนวรับสำคัญที่ $3,300 และ $3,200 หากหลุด $3,200 จะเป็นการยืนยันรูปแบบ "Triple Top" ซึ่งเป็นสัญญาณปรับฐาน ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ $3,440 และ $3,500 หากยังไม่สามารถทะลุ $3,500 ไปได้ ภาพรวมยังไม่ใช่ขาขึ้นที่แข็งแกร่ง ปัจจัยที่จะหนุนให้ทองขึ้นได้คือดอลลาร์ต้องอ่อนค่าแรง และสงครามปะทุขึ้นอีกครั้งบิตคอยน์ (Bitcoin): "ยังแอบมองเป็นลักษณะคือเล่นทางขึ้น" แต่ Upside ระยะสั้นยังจำกัด ต้องผ่านแนวต้านสำคัญที่ $111,670 ให้ได้ จึงจะยืนยันการเป็นขาขึ้นรอบใหม่กลยุทธ์: สำหรับผู้มีของอยู่แล้วยังสามารถ "Run Trend" ต่อไปได้ แต่ต้องระวังหากราคาหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน (ประมาณ $107,000) อาจต้องพิจารณา Lock Profit ส่วนผู้ที่ยังไม่มีของ การเข้าซื้อ ณ จุดนี้มีความเสี่ยง อาจรอจังหวะย่อตัวลงมาที่แนวรับ $108,000 หรือ $105,500 เพื่อเล่นในกรอบ หรือรอให้ Breakout แนวต้านสำคัญไปก่อน
TNN ช่อง16 • 11 มิ.ย. 68
อ่าน
บิทคับ กรุ๊ป จัดใหญ่ ร่วมฉลอง Bitcoin Pizza Day ชวนชาวคริปโตย้อนเหตุการณ์ 10,000 BTC ซื้อพิซซ่า 2 ถาด
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัทในเครือ ร่วมกับ Zircuit ผู้อยู่เบื้องหลังบล็อกเชน Layer 2 ชั้นนำของโลก จัดงาน Bitkub Bitcoin Pizza Day 2025 Powered by Zircuit สุดยิ่งใหญ่ ชวนคอมมูนิตีชาวคริปโตมาร่วมรำลึกและเฉลิมฉลองในเทศกาล Bitcoin Pizza Day หรือวันที่มีการนำบิทคอยน์มาใช้ในการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกของโลกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553โดยมีการเสนอที่จะแลกเปลี่ยนเหรียญบิทคอยน์จำนวน 10,000 BTC กับพิซซ่า 2 ถาด พร้อมส่งถึงบ้าน ซึ่งหากคิดมูลค่าของพิซซ่า 2 ถาดนี้ในปัจจุบัน ณ วันที่ 23 พ.ค. 2568 เวลาประมาณ 7.15 น. จะมีมูลค่าต่อ 1 BTC สูงถึง 111,764.99 ดอลลาร์สหรัฐ อ้างอิงจาก Coinmarketcap.com หรือประมาณ 3,660,000.00 บาท อ้างอิงจาก https://www.bitkub.com/th/market/btcภายในงาน Bitkub Bitcoin Pizza Day 2025 Powered by Zircuit ได้มีการเสิร์ฟพิซซ่าจาก Pizza Hut และเครื่องดื่มจาก MY WORLD รวมถึง Workshop แต่งหน้าพิซซ่าและกิจกรรมสันทนาการมากมายให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองไปพร้อมกับการอัพเดตความรู้ในแวดวงสินทรัพย์ดิจิทัล นำโดยคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และคุณ Martinet Lee, Head of Developer Relations of Zircuitรวมถึงเวทีเสวนาสุดพิเศษในหัวข้อ “Early Adoption Long Term Vision | ถ้าย้อนเวลากลับไปแล้วได้ 10,000 BTC จะเอาไปทำอะไร?” โดย คุณพงศกร สุตันตยาวลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด, คุณชุมพล วงศ์มติกุล ผู้ก่อตั้งเพจ BitToon และคุณกิตติทัศน์ เบญจเจริญพัฒน์ ผู้ก่อตั้งเพจ I Learn A Lot : แชร์มุมมองด้านการลงทุน และหัวข้อ “Altcoin Season | จาก Pizza ถาดแรก สู่ Layer 2” โดย คุณกันตณัฐ วุฒิธร หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์สินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด, คุณธนะวินทร์ เกริกอริยฐากรณ์ ผู้ก่อตั้งเพจลองลงทุน และคุณปวรุตม์ พรล้ำฟ้า ผู้ร่วมก่อตั้งเพจไบแง๊นน - Bingaenceคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า “บิทคับ กรุ๊ป ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองเทศกาล Bitcoin Pizza Day ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับบิทคอยน์ในฐานะของสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนซื้อขายหรือทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ได้จริงเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อ 15 ปีที่แล้ว จนในปัจจุบันได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่คนทั่วโลกได้รู้จักและยอมรับมากขึ้นในวงกว้าง ซึ่งเทศกาลนี้จึงถูกรำลึกถึงในทุกปีและช่วยสร้างการรับรู้ให้ทุกคนได้ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับรูปแบบของวงการการเงินและการลงทุนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย” นอกจากนี้ เมื่อวานนี้ บิทคอยน์ยังได้สร้างสถิติราคาสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่ (All Time High) รับเทศกาล Bitcoin Pizza Day ด้วยราคา 1 BTC = 3,605,714.19 บาท บนกระดานไทย บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ ณ วันที่ 22 พ.ค. 2568 โดยราคา Bitcoin (BTC) ใน 24 ชั่วโมงมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีราคาสูงสุดอยู่ที่ 3,664,400.00 บาท และมีราคาต่ำสุด ที่ 3,600,000.00 บาท อ้างอิงราคา BTC ในวันที่ 23 พ.ค. 2568 จาก https://www.bitkub.com/th/market/btc คำเตือน:-คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูงท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนโปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้- บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.
TNN ช่อง16 • 23 พ.ค. 68
ดูเพิ่มเติม