รีเซต

ผลการค้นหา “#4millon” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ปริ่มใจจนซับหัวตา “นุนิว ชวรินทร์” ไอจีทะลุ 4 ล้านฟอล ร่วมยินดีล้นแท็ก “4MillionLuvNuNew”
อ่าน

ปริ่มใจจนซับหัวตา “นุนิว ชวรินทร์” ไอจีทะลุ 4 ล้านฟอล ร่วมยินดีล้นแท็ก “4MillionLuvNuNew”

ปริ่มใจจนซับหัวตา นุนิว ชวรินทร์ ไอจีทะลุ 4 ล้านฟอล ร่วมยินดีล้นแท็ก 4MillionLuvNuNew แจ้งเกิดฝนวงการซีรีส์วาย แถมขึ้นแท่นเป็นศิลปินตัวท็อปของวงการ T-POP เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ นุนิว ชวรินทร์ ที่ตลอดระยะเวลาการทำงานในวงการบันเทิง เจ้าตัวก็มีคนรัก คนเอ็นดูเพิ่มมากขึ้นในทุกวัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็กลายเป็นกระแสให้ได้ขึ้นเทรนด์เอ็กซ์อันดับ 1 อยู่บ่อยครั้ง จนเป็นขาประจำเทรนด์เลยก็ว่าได้ และด้วยความฮอตนี้ก็ส่งผลให้ นุนิว มีผู้ติดตามในไอจีทะลุ 4 ล้านฟอล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้าน เฮียซี เลยไม่พลาดขอแสดงความยินดีด้วยเป็นคนแรก มาแสดงความดีใจกับคนสวย+หล่อ ในเวลาเดียวกัน มีแต่คนรักยิ่งขึ้นทุกๆ ปี ต่อไป เมี๊ยวววว #4MillionLuvNuNew ทำเอาแฟนๆ หวีดกันทั้งไทม์ไลน์ เชื่อว่าคำอวยพรของเฮียต้องเป็นจริงอย่างแน่นอน ซึ่งต่อมา นุนิว ก็ได้มาเคลื่อนไหวด้วยการโพสต์สเตตัสว่า ขอบคุณทุกคนนะค้าบ เติบโตไปด้วยกันเรื่อยๆ เลยน้า ขอให้วันนี้เป็นวันที่สดใสของทุกคน คิดถึงกันด้วยนะงับ อิอิ #4MillionLuvNuNew เชื่อว่า นุนิว จะมีคนติดตามเพิ่มขึ้นในทุกวันอย่างแน่นอน รอเขียนข่าว 4 ล้าน 5 ล้าน ต่อไปเรื่อยๆ นะค๊า ส่วนเรื่องสุขภาพก็ขอให้เจ้าคนเก่งแข็งแรงไวๆ น๊า

MGC ทำนิวไฮ 4 ไตรมาสติด กำไร Q2 พุ่ง 554% เคาะปันผล 0.24 บ./หุ้น
อ่าน

MGC ทำนิวไฮ 4 ไตรมาสติด กำไร Q2 พุ่ง 554% เคาะปันผล 0.24 บ./หุ้น

#ทันหุ้น - บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 352 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 554% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ทำสถิติกำไรสูงสุดต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่รายได้รวม 8,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83% (YoY) กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 120% เป็น 1,006 ล้านบาท และ EBITDA เพิ่มขึ้น 97% เป็น 849 ล้านบาท สะท้อน MGC Ecosystem ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ Alpha X โชว์กำไรครึ่งปีแรกเติบโต 688% (YoY) ต่อยอดการเติบโตของรายได้ควบคู่กับความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นสำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรก บริษัทมีรายได้รวม 14,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% (YoY) กำไรขั้นต้น 1,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% (YoY) EBITDA 1,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93% (YoY) และกำไรสุทธิ 675 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 521% (YoY) ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 10.5% เป็น 12.8% และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 1.2% เป็น 4.6% สะท้อนคุณภาพของรายได้ การบริหาร Product Mix และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นMGC Ecosystem มีบทบาทต่อการเติบโตของผลประกอบการอย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก โดย Alpha X มีกำไรสุทธิเติบโต 688% YoY จากการขยายพอร์ตสินเชื่อและธุรกิจ Wealth Lending ขณะที่ Howden Maxi Insurance Broker มีรายได้เติบโต 12% YoY จากฐานลูกค้า จำนวนกรมธรรม์ และอัตราการต่ออายุประกันภัยที่เพิ่มขึ้น สะท้อนศักยภาพในการต่อยอดฐานลูกค้าไปสู่ธุรกิจสินเชื่อ ประกันภัย Aftermarket และบริการที่เกี่ยวเนื่อง พร้อมเพิ่มโอกาสในการสร้าง Recurring Income และ Cross-selling ทำให้โครงสร้างรายได้และกำไรของกลุ่มมีความหลากหลายและสมดุลมากขึ้นล่าสุด บริษัทฯ เปิดให้บริการ MMS Body Paint สาขาราชพฤกษ์ เพื่อขยายขีดความสามารถด้านงานซ่อมสีและตัวถัง และต่อยอดธุรกิจ Aftermarket โดยช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากบริการตลอดอายุการใช้งานของรถ รวมถึงเชื่อมโยงกับธุรกิจประกันภัยและบริการอื่นภายใน MGC Ecosystemนอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจากศักยภาพของกลุ่มบริษัทและฐานลูกค้าคุณภาพ ทั้งในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยง Ecosystem ที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าและผู้ถือหุ้นในระยะยาวบริษัทฯ สร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow) ได้ 2,953 ล้านบาท สะท้อนคุณภาพของผลประกอบการและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้นเป็น 0.61 บาท จาก 0.10 บาท และผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เพิ่มขึ้นเป็น 12.4% จาก 2.8% สะท้อนประสิทธิภาพในการใช้เงินทุนที่ดีขึ้น*เคาะปันผล 0.24 บ./หุ้นส่งผลให้คณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.24 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 26 สิงหาคม 2569 และกำหนดวันที่จ่ายเงินปันผลวันที่ 11 กันยายน 2569 สะท้อนนโยบายการจัดสรรเงินทุนที่สมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อการเติบโตและการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น“ในระยะต่อไป บริษัทฯ จะยังคงบริหารเงินลงทุนอย่างมีวินัย โดยมุ่งต่อยอดธุรกิจที่สอดคล้องกับจุดแข็งของกลุ่มบริษัท และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาว ควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจระดับโลก เพื่อพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่บนฐานของ Ecosystem และฐานลูกค้าที่บริษัทมีอยู่ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างกระแสเงินสด การใช้เงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น”การเติบโตของผลประกอบการได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ ระบบ AI และระบบอัจฉริยะ ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับการจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า กิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์ และการสนับสนุนกิจกรรมกีฬา โดยล่าสุดการจัดการแข่งขัน XPENG International Ice Hockey Cup 2026 ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมของบริษัท ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์และขยายการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และครอบครัวขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการ รวมถึง Network ให้ครอบคลุมมากขึ้น ควบคู่กับการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจากศักยภาพของ Ecosystem และฐานลูกค้าที่มีอยู่ พร้อมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลก เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว และเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในอนาคต ภายใต้แนวทางการลงทุนที่รอบคอบ มีวินัยทางการเงิน และมุ่งสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องอีกทั้ง BMW Millennium Auto ยังเตรียมนำเสนอและถ่ายทอดมาตรฐานระดับโลกผ่านยนตรกรรม นวัตกรรม และบริการระดับพรีเมียม โดย BMW ได้จัดเตรียมความพร้อมยนตรกรรมระดับพรีเมียม ได้แก่ BMW i5 eDrive40 M Sport และ BMW M760e xDrive Two-Tone Edition สำหรับภารกิจสำคัญในช่วงปลายปี โดยบริษัทเปิดรับแสดงความสนใจ (Pre-booking) สำหรับลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของยนตรกรรมทั้งสองรุ่นภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ สะท้อนมาตรฐานการให้บริการและการเตรียมความพร้อมของ BMW Millennium Auto นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากการเปิดตัว BMW iX3 รุ่นใหม่ ซึ่งสะท้อนความต้องการของตลาด และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าคงคลัง โดยใช้ข้อมูลยอดจองล่วงหน้าในการวางแผนการนำเข้ารถยนต์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อช่วยให้สามารถบริหารระดับสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังและต้นทุนทางการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินทุนหมุนเวียน และสนับสนุนการเติบโตของยอดขายควบคู่กับการรักษาอัตรากำไรจำนวนรถในระบบที่เพิ่มขึ้นยังสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ Aftermarket ครอบคลุมบริการหลังการขาย อะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง งานซ่อมบำรุง Extended Warranty และงานซ่อมสีและตัวถัง และบริการที่เกี่ยวเนื่อง ช่วยให้บริษัทสามารถต่อยอดรายได้จากฐานลูกค้าได้ตลอด Customer Lifecycle และเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม กล่าวว่า ผลประกอบการในครั้งนี้สะท้อนว่าการปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์และการต่อยอดระบบนิเวศทางธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยรายได้ในครึ่งปีแรกคิดเป็น 59% ของเป้ารายได้รวมปี 2569 ตามแผนยุทธศาสตร์ JUMP+ Plan ที่ตั้งไว้ 25,000 ล้านบาท“ผลประกอบการในครึ่งปีแรกสะท้อนผลจากการปรับ Product Portfolio และการต่อยอด MGC Ecosystem ที่เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจากธุรกิจ Mobility, Aftermarket, Finance และ Insurance ซึ่งช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้โครงสร้างรายได้ของบริษัทมีความสมดุลมากขึ้น”**กางแผนงานครึ่งปีหลังโดยในระยะต่อไป บริษัทจะยังคงจัดสรรเงินลงทุนไปยังธุรกิจที่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งของกลุ่มบริษัท และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลก เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตใหม่บนพื้นฐานของธุรกิจและฐานลูกค้าที่มีอยู่ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างกระแสเงินสด การใช้เงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นควบคู่กันสำหรับครึ่งปีหลัง บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 3 รุ่น โดยรุ่นแรกมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะเข้ามาเติมเต็มพอร์ตผลิตภัณฑ์ ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ใหม่จะช่วยสนับสนุนการบริหาร Product Mix และเพิ่มโอกาสในการต่อยอดรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งธุรกิจการเงิน ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจ Aftermarket อันเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และผลประกอบการในระยะต่อไปพร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งการส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดเพื่อลดมลพิษ การสนับสนุนความปลอดภัยบนท้องถนน ตลอดจนการร่วมมือกับชุมชนในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมและขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตเคียงคู่กับสังคมไทยอย่างยั่งยืนขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการ ควบคู่กับการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจากศักยภาพของฐานลูกค้า และการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

CPN ชิงแลนด์มาร์คสยาม ทุ่ม 1.1 หมื่นล้านอัพค่าเช่า
อ่าน

CPN ชิงแลนด์มาร์คสยาม ทุ่ม 1.1 หมื่นล้านอัพค่าเช่า

#CPN #ทันหุ้น - CPN จับมือ มิตซูบิชิ เอสเตท ลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส "CenTRal cENtrAL" บนแยกปทุมวัน เปิดศูนย์การค้าไตรมาส 2/2570 พร้อมต่อยอดโมเดล Mixed-Use สร้างรายได้ประจำ เสริมศักยภาพย่านสยามสแควร์สู่ Global Magnet ชูความต้องการเช่าสูง อัตราเช่า 90% นายชนวัฒน์  เอื้อวัฒนะสกุล  กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CPN เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าพัฒนาโครงการ CenTRal cENtrAL ในรูปแบบ Next-Generation Mixed-Use เพื่อต่อยอดธุรกิจจากศูนย์การค้าสู่การพัฒนาโครงการที่ผสานพื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน โรงแรม และพื้นที่สาธารณะไว้ในโครงการเดียว ภายใต้แนวคิด "Young. Bold. Global" โดยใช้งบลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท และมีกำหนดเปิดให้บริการส่วนศูนย์การค้าในไตรมาส 2/2570ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวพัฒนาร่วมกับบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเมืองชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์กว่า 100 ปี เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองมาร่วมพัฒนาแลนด์มาร์กแห่งใหม่บนย่านสี่แยกปทุมวัน รองรับการเติบโตของย่านสยามสแควร์ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯสำหรับโครงการ CenTRal cENtrAL มีมูลค่าลงทุนรวมกว่า 11,000 ล้านบาท ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีกประมาณ 40,000 ตารางเมตร พื้นที่สำนักงานเกรดเอ 12 ชั้น พื้นที่ราว 20,000 ตารางเมตร โรงแรม 25hours Hotel จำนวนประมาณ 350 ห้อง ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์โรงแรมดังระดับโลกในประเทศไทยเป็นครั้งแรก รวมถึงพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะ 3 ชั้น เชื่อมต่อพื้นที่สำนักงานและโรงแรม เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนเมืองอย่างครบวงจร“การพัฒนาจะแบ่งเป็น 3 เฟส  เฟสแรกศูนย์การค้าจะเปิดให้บริการในไตรมาส 2/2570 ขณะที่อาคารสำนักงานจะเปิดในไตรมาส 4/2569 และโรงแรมซึ่งสร้างอยู่บนส่วนอาคารสำนักงานจะเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2572 บริษัทมองว่า จุดเด่นของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาพื้นที่มิกซ์ยูส แต่ยังถูกวางตำแหน่งเป็น "Global SME Showcase" เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและแบรนด์รุ่นใหม่ต่อยอดสู่ตลาดโลก พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม Gen Z นักสร้างสรรค์ และ Digital Nomad ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสำคัญของย่านสยามสแควร์ในอนาคต”นายชนวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทเชื่อมั่นว่ากรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ขณะที่ย่านสยามสแควร์ถือเป็นศูนย์กลางด้านความคิดสร้างสรรค์ของเมือง การร่วมมือกับมิตซูบิชิ เอสเตท จะช่วยยกระดับการพัฒนาเมืองด้วยมาตรฐานระดับโลก พร้อมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาวด้านศักยภาพของโครงการ CenTRal cENtrAL อยู่บนทำเลที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนและโครงข่าย Skywalk อย่างสมบูรณ์ ทำให้มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และนักท่องเที่ยว โดยบริษัทตั้งเป้าทราฟฟิกภายในโครงการไว้ที่ประมาณ 50,000-60,000 คนต่อวัน สอดรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวในย่านสยามสแควร์ที่มีมากกว่า 50 ล้านคนต่อปีมั่นใจรายได้มั่นคงดร.ณัฐกิตติ์  ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด CPN ระบุ การลงทุนครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์การเติบโตของ CPN ที่มุ่งพัฒนาโครงการแบบ Mixed-Use ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจหลักของบริษัทในการสร้างรายได้ประจำ จากค่าเช่าศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และโรงแรม มากกว่าการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว สะท้อนจากปริมาณผู้ใช้บริการหรือจำนวนคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ภายในศูนย์การค้า (Traffic) โดยเฉพาะ Destination อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์,  เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล ภูเก็ต ฯลฯ ปริมาณทราฟฟิกภายในแต่ละศูนย์การค้าเฉลี่ยวันธรรมดาที่ราว 7 หมื่น – 1 แสนคนต่อวัน และเร่งตัวแตะ 2 แสนคนต่อวันในช่วงวันหยุด หรือกรณีที่มีการกิจกรรมพิเศษตามเทศกาลต่างๆทั้งนี้ หากพิจารณาจากผลการดำเนินงานรายปีของ CPN รายได้หลักมาจาก “รายได้ค่าเช่าและบริการ” ในปีล่าสุด (2568) มีรายได้รวม 53,009 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากค่าเช่าและบริการอยู่ที่ 43,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% โดยมีกำไรสุทธิ 18,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2566 โดยปัจจุบัน CPN มีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 90% สะท้อนความต้องการเช่าพื้นที่ในโครงการของ CPN ที่ยังอยู่ในระดับสูง“จุดแข็งของ CPN คือการเป็นเจ้าของและผู้พัฒนาโครงการ ที่ได้รับรายได้จากสัญญาเช่าระยะยาว ขณะที่บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ทำหน้าที่เป็นผู้เช่าหลัก ช่วยสร้างทราฟฟิกและระบบนิเวศทางธุรกิจภายในโครงการ ส่งผลให้รายได้ของบริษัทมีเสถียรภาพและสามารถคาดการณ์ได้ แม้ภาวะเศรษฐกิจหรือกำลังซื้อจะผันผวน”อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวยังต้องติดตามความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจกระทบผู้เช่ารายย่อย ภาระการลงทุนของโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ รวมถึงการแข่งขันจากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ใหม่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ แต่ยังเชื่อมั่นว่าโครงการ CenTRal cENtrAL จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดเครือข่ายธุรกิจของ CPN สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และผลักดันย่านสยามสแควร์สู่การเป็น "Global Magnet" ที่สามารถดึงดูดผู้คนและธุรกิจจากทั่วโลกได้ในอนาคต

[Thailand Box Office] สาวบินไม่ไหว "Supergirl" ออกสตาร์ทได้แค่ซอฟต์ ๆ ในเมืองไทย
อ่าน

[Thailand Box Office] สาวบินไม่ไหว "Supergirl" ออกสตาร์ทได้แค่ซอฟต์ ๆ ในเมืองไทย

Box Office Toy Story 5 บ็อกซ์ออฟฟิศประเทศไทย รายงานอันดับหนังทำเงินประจำสุดสัปดาห์วันที่ 25-28 มิถุนายน 2026 -เป็นสุดสัปดาห์ที่มีภาพรวมคล้าย ๆ กับสถานการณ์ในหลายพื้นที่ทั่วโลก การเปิดตัวของฮีโร่พันธุ์น้องสาวแห่งจักรวาลดีซี เป็นการเริ่มต้นที่ไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่นัก เพราะถือว่าเปิดตัวได้ค่อนข้างผิดฟอร์มไป นั่นทำให้หนังแอนิเมชันจากเฟรนไชส์ที่ยังครองใจผู้ชมทั่วโลกได้อยู่ ยังคงครองบัลลังก์แชมป์เอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นขวัญใจของคนดูชาวไทยยาว ๆ ท่ามกลางบรรยากาศโรงหนังที่ใกล้จะกลับมาวังเวง ระหว่างรอคอยการมาของ 2 หนังบล็อกบัสเตอร์ในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ออกสตาร์ทได้ไม่แรงเท่าไหร่ สำหรับ "Supergirl" เปิดตัวในไทยได้แค่ฐานะรองแชมป์เท่านั้น กับรายได้เปิดตัว 4 วันปกติที่ 6.85 ล้านบาท ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่ามาตรฐานหนังฮีโรไปสักนิด โดยหนังเข้าฉายตั้งแต่วันพุธ ทำให้สะสมรายได้ 5 วันไปได้ที่ 8.59 ล้านบาท ก็ยังไม่ใช่จำนวนยอดเงินที่ดีในหมวดในฮีโร่อยู่ดี เพราะหากเทียบกับสถิติก่อนหน้านี้ ถือว่าหนังเปิดตัวได้น้อยกว่า Blue Beetle หนังเรื่องสุดท้ายของจักรวาลดีซียุคก่อน ที่เคยทำไว้ราว ๆ 9.53 ล้านบาท เมื่อเกือบ ๆ 3 ปีที่แล้ว แน่นอนว่า Supergirl ไม่สามารถสร้างกระแสปากต่อปากจากคนดูได้ เพราะผลลัพธ์ภาพรวมของตัวหนังที่อาจจะเป็นคอนเทนต์ที่คนดูอาจจะยังไม่อยากแนะนำต่อ ท่ามกลางกระแสคำวิจารณ์ของหนังที่อยู่ในระดับกลาง ๆ กลายเสียงบอกเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นหนังที่ไม่ได้แย่ แต่ค่อนข้างไม่มีอะไรที่โดดเด่นถึงขั้นน่าจดจำใด ๆ สำหรับหนังฮีโรในยุคปี 2026 นั่นจึงทำให้หนังฮีโร่เรื่องนี้ค่อนข้างทำผลลัพธ์รายได้ในไทยออกมาค่อนข้างผิดฟอร์มไป แชมป์หนังจึงยังคงเป็นของ "Toy Story 5" ที่แม้ว่าจะโดนเรื่องข้างบนแย่งรอบฉายไปพอประมาณ แต่ก็ยังคงสตรองยืนหนึ่งได้อย่างสุดแกร่ง ทำเงินไปเพิ่มอีก 10.35 ล้านบาท รักษาระดับการทำเงินในหลักสิบล้านได่้อย่างดงาม แม้ว่าวีคที่ 2 จะทำเงินดร็อปลงมาราว ๆ -56% แล็วก็ตาม แต่หนังก็ยังเป็นนัมเบอร์วันที่ครองใจผู้ชมอยู่ตอนนี้ สะสมยอรวมไปได้แล้วกว่า 42 ล้านบาท และภาพรวมทั่วประเทศก็ทะลุ 70 ล้านบาทไปแล้ว เตรียมมุ่งหน้าสู่หลักร้อยล้านในเร็ววันนี้ ในบ้านเราก็กระแสแรงไม่แผ่วเช่นกัน สำหรับหนังเขย่าขวัญแห่งปี "Obsession" ที่พิสูจน์ให้เห็นชัด ๆ ว่ากระแสปากต่อปากที่ทำงานได้ดีจัด ๆ เป็นอย่างไร เพราะวีคนี้เก็บเงินไปอีก 6.63 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ลดลงมาจากวีคก่อนแค่เพียง -12% เท่านั้น รายได้ลดลงต่างกันไม่ถึงหลักล้านบาทด้วยซ้ำ ตอกย้ำความเป็นหนังระดับปรากฏการณ์ในรอบปีนี้จริง ๆ นี่คือหนังที่มีกระแสพูดถึงในโซเชียลเป็นอย่างมาก ผู้ชมต่างพากันวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเชิงแลกเปลี่ยนกันเป็นวงกว้าง ส่งทำให้หนังยังเรืองรองทำเงินได้ยาว ๆ ยอดรวมทั่วไทยก็มุ่งหน้าไปสู่ 30 ล้านบาท เปิดตัวใหม่ได้ค่อนข้างผิดฟอร์มอีกเรื่อง ก็คือภาคต่อและความพยายามสร้างจักรวาลหลอนสไตล์มลายู อย่าง "ของแขก 2" ภาคใหม่ที่หวังจะกลับมาสานต่อความสำเร็จจากต้นฉบับเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะไม่เอื้ออำนวย เพราะหนังออกสตาร์ทกับรายได้แค่ 2.18 ล้านบาท ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยสู้นัก และยังค่อนข้างห่างชั้นจากสถิติที่หนังต้นฉบับเคยเปิดตัวไว้เกือบ ๆ สิบล้านบาทเลย ถือว่าเป็นคัมแบ็กที่ค่อนข้างน่าผิดหวังด้านรายได้ ซึ่งก็เป็นไปตามรูปการณ์เพราะตัวหนังภาคนี้ก็ให้ผลลัพธ์ที่ไม่ได้มีอะไรให้น่าจดจำได้เลยสักฉากเดียว นอกจากนี้ ยังมีหนังใหม่เรื่องอื่น ๆ เปิดตัวแทรกเข้ามาเป็นทางเลือก ไม่ว่าจะเป็น "The Death of Robin Hood" ออกสตาร์ทแบบเบาะ ๆ ที่รายได้ 820,000 บาท ตามที่รอบและโรงฉายจะเอื้ออำนวย ตามมาติด ๆ ก็คือหนังสยองขวัญ LGBTQ+ กระแสดีแต่สายอินดี้ อย่าง "Leviticus" ที่เปิดตัวตามมาใกล้ ๆ ที่ 810,000 บาท แม้ว่าจะได้รอบฉายที่จำกัดและน้อยกว่า แต่เพราะได้เสียงตอบรับชื่นชมแบบปากต่อปากที่ออกมาดี ทำให้คนบางส่วนแห่ไปอุดหนุนดูหนังเรื่องนี้ ที่น่าเสียดายโดย Obsession กับ Backrooms ที่ยังเข้าฉายอยู่กลบกระแสไป ขอบคุณข้อมูลจาก @Theaterist_th / ThailandBoxoffice อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง [Thailand Box Office] "Toy Story 5" ออกสตาร์ทสตรอง จับมือ "Obsession" โกยกระแสคนเต็มโรง [Thailand Box Office] ขับเคี่ยวกันสนุก "Disclosure Day" ไต่ระดับสูสีกระแส "Backrooms" [Thailand Box Office] ซอมบี้สายพันธุ์ใหม่ยึดไทย "Colony ยึดร่างคลั่ง" ครองแชมป์สุดปัง [Thailand Box Office] เปิดเทอมหลอนใหม่ "เทอม 4" แอบแผ่วลง แต่ครองแชมป์ประทับใจ [Thailand Box Office] พลังน้อนมาวิน "The Mandalorian and Grogu" เรียกพลังชาวกาแลคซีในไทย --------------------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/2RDrg8O

ไมค์ ไมเยอร์ส เซย์เยสสั้น ๆ สแตนบายพร้อมกลับมาเป็นสายลับใน "Austin Powers 4"
อ่าน

ไมค์ ไมเยอร์ส เซย์เยสสั้น ๆ สแตนบายพร้อมกลับมาเป็นสายลับใน "Austin Powers 4"

ในช่วงเวลาที่คอนเทนต์หนังเก่า ๆ ต่างพากันหวนกลับมามีภาคใหม่และภาคต่อกันเต็มตลาดไปหมด อีกหนึ่งเรื่องที่แฟน ๆ ยังคงเฝ้ารอและถวิลหาที่อยากจะเห็นภาคถัดไปก็คือยอดสายลับคนป่วง ออสติน พาวเวอร์ส ตำนานยอดชายจากยุค 90 ที่เป็นผลงานสร้างชื่อให้กับ "ไมค์ ไมเยอร์ส" ที่ปัจจุบันได้ถูกสร้างออกมาแล้ว 3 ภาค โดยที่ล่าสุดได้ทิ้งช่วงห่างไปจากภาคทิ้งทวนไปถึง 24 ปีแล้ว คอหนังยังรอให้มี "Austin Powers 4" เกิดขึ้นมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระทั่งตอนนี้มันเริ่มมีความหวังขึ้นแล้ว เพราะล่าสุดในรายการโชว์ออนไลน์ Trevor Noahs World Cup Watch Party ของดาวตลก เทรเวอร์ โนอาห์ ที่ได้เชิญเหล่าคนดังและดาวตลกมานั่งดูฟุตบอลโลกด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็มี ไมค์ ไมเยอร์ส ร่วมวงอยู่ด้วย ระหว่างที่พวกเขานั่งดูเกมการแข่งขันไป ก็มีการยิงคำถามจากแฟน ๆ ที่ส่งมาถามไปเรื่อย ๆ หนึ่งในนั้นก็คือ "ไมค์ คุณจะกลับมาเล่นเป็นออสติน พาวเวอร์ส อีกหรือเปล่า?" นักแสดงรุ่นใหญ่ตอบสั้น ๆ แต่ฉะฉานว่า "แน่นอนอยู่แล้ว!" ไมค์ ไมเยอร์ส เคยกล่าวเอาไว้ในบทสัมภาษณ์เมื่อหลายปีมาแล้วว่า เขาสนใจอยากจะเล่นและสร้างภาคต่อของ Austin Powers แต่ก็ไม่ได้ยืนยันใด ๆ ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง โดยที่เขามีเจตนารมณ์อยากสร้างหนังภาคที่เน้นไปให้ความสำคัญกับตัวละคร ดร.อีวิล อีกบทบาทที่เขาได้แสดงเอาไว้ในหนังเรื่องดังกล่าวนั่นเอง ขณะที่ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ผู้กำกับที่สร้างเฟรนไชส์หนังเรื่องนี้ "เจย์ โรช" เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาคที่ 4 ว่า "ผมคงไม่บอกว่า 'ไม่มีทาง' แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าไมค์จะมีแรงบันดาลใจอะไรใหม่ ๆ หรือเปล่า เพราะหลังจากผ่านไปหลายปี เขาก็ยังไม่เจอไอเดียที่ดีพอและลงตัวสักที แต่สำหรับผมเสมอ อยากทำทุกสิ่งที่เขาอยากจะทำ เขาคืออัจฉริยะ และเขาช่วยผมเริ่มต้นสิ่งนี้ มันเป็นการทำงานด้วยที่สนุกมาก" Austin Powers เป็นหนังที่ทำรายได้ทั่วโลกไปกว่า 670 ล้านเหรียญ จากหนังทั้ง 3 ภาค โดยภาคล่าสุด Austin Powers in Goldmember ออกฉายตั้งแต่ปี 2002 กลายเป็นอีกภาคที่ประสบความสำเร็จและสร้างมีมต่าง ๆ ในแง่การโฆษณาในอดีต ที่ผ่านมามีกระแสข่าวลือเรื่อย ๆ เกี่ยวกับการสร้างภาคใหม่ให้กับหนังชุดนี้ แต่ยังไม่มีการคอนเฟิร์มใด ๆ ออกมา ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

[Thailand Box Office] ขับเคี่ยวกันสนุก "Disclosure Day" ไต่ระดับสูสีกระแส "Backrooms"
อ่าน

[Thailand Box Office] ขับเคี่ยวกันสนุก "Disclosure Day" ไต่ระดับสูสีกระแส "Backrooms"

Box Office Disclosure Day บ็อกซ์ออฟฟิศประเทศไทย รายงานอันดับหนังทำเงินประจำสุดสัปดาห์วันที่ 11-14 มิถุนายน 2026 -เป็นสัปดาห์ที่ผู้ชมได้เป็นผู้ตัดสินเลือกว่าจะเทใจให้กับคอนเทนต์หนังเรื่องไหน จนทำให้ผลลัพธ์ที่หัวตารางออกมาในลักษณะสูสีคู่คี่ เป็นการขับเคี่ยวที่ค่อนข้างสนุกเลยทีเดียว เพราะหนึ่งก็คือการคัมแบ็กกลับมาของตำนานพ่อมดฮอลลีวูดกับหนังแนวไซไฟที่เขาถนัด ส่วนอีกหนึ่งก็คือหนังเขย่าขวัญที่สร้างปรากฏการณ์สั่นสะท้อนบ็อกซ์ออฟฟิศมาแล้วทั่วโลก การมาเผชิญหน้ากันของหนังทั้งสองเรื่องนี้ เรียกได้ว่าแย่งซีนหนังเรื่องอื่น ๆ ไปได้เกือบหมดเลย โดยหนังคู่คี่เรื่องที่เราพูดถึงนั้นก็คือ "Disclosure Day" หนังไซไฟเรื่องใหม่ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับชั้นครูที่โลกรู้จักดี กับ "Backrooms" งานเดบิวต์สร้างหนังเรื่องแรกของผู้กำกับเจน Z วัยแค่ 20 อย่าง เคน พาร์สันส์ ที่ถือว่าเป็นหนังต่างขั้วต่างความนิยม แต่กลายมาเป็นตัวเลือกให้คอหนังชาวไทยได้เลือกสรร และในท้ายที่สุด..บัลลังก์แชมป์ก็เป็นของ Disclosure Day ที่สามารถทำรายได้เปิดตัวไป 9.19 ล้านบาท รั้งตำแหน่งตัวพ่อได้อย่างสมศักดิ์ศรี ยังคงครองนัมเบอร์วันได้อย่างเกรียงไกร โดยส่วนหนึ่งที่ Disclosure Day ได่้มีโอกาสครองแชมป์ไปได้หวิดหวุดนั้น ก็เพราะว่าเป็นหนังที่โรงหนังค่อนข้างเทรอบฉายในฐานะหนังฟอร์มใหญ่ประจำสัปดาห์นั้น โดยที่ฟีดแบกของหนังก็ค่อนข้างเสียงแตกกันไปตามรสนิยมของผู้ชม โดยที่ตามมาติด ๆ ในฐานะรองแชมป์คือ Backrooms ที่เปิดตัวด้วยตัวเลข 8.16 ล้านบาท ถือว่าห่างจากแชมป์หนังแค่ล้านเดียวเท่านั้น ซึ่งหนังเรื่องนี้ถือว่าครองกระแสได้เป็นอย่างดีในวีคที่ผ่านมา บรรยากาศแต่ละรอบฉายของเรื่องนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้ชม ในปริมาณที่มากกว่าเรื่องข้างต้น ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าหนังได้ส่วนแบ่งโรงฉายที่ไม่ได้เยอะเทียบเท่านั้นเอง แน่นอนว่า Backrooms เจาะกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่เจน Z ได้ค่อนข้างตรงเป้ากว่า สังเกตได้จากคนหนุ่มสาววัยเรียนเป็นผู้ชมกลุ่มหลัก ๆ ของหนังเรื่องนี้ในบ้านเรา อีกส่วนก็คือคอหนังที่อยากจะมาพิสูจน์ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงปังไปทั่วโลกกัน แต่ทั้งนี้ หนังทั้ง 2 เรื่องได้มีโอกาสลงโรงฉายมาตั้งแต่วันพุธที่ 10 มิถุนายน ทำให้สะสมรายได้เพิ่มได้อีกวัน และเป็น 2 เรื่องนี้สลับกับขึ้นแชมป์วันต่อวัน โดยสามารถทำรายได้ 5 วันแรกของฉายไปได้ 10.77 ล้านบาท กับ 9.51 ล้านบาท ตามลำดับ โดยที่ภาพรวมรายได้ทั่วประเทศนั้น Backrooms (12.35 ล้านบาท) ทำรายได้เป็นแชมป์เหนือ Disclosure Day (11.42 ล้านบาท) อย่างเป็นเอกฉันท์ อันดับที่ 3 คือหนังอีเวนต์ไลฟ์คอนเสิร์ตที่ยิงสดส่งตรงมาจากกรุงโซล ฉายให้แฟน ๆ ทั่วโลกได้ดูพร้อมกันใน "BTS World Tour Arirang: Live Viewing" ชาวบังทันยังสนับสนุนกันอย่างเหนียวแน่น พร้อมกับทำผลลัพธ์รายได้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะหนังที่ทำการฉายเฉพาะแค่วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เพียงวันเดียว สามารถโกยเงินได้ถึง 5.20 ล้านบาท ขึ้นแท่นเป็นตำนานหนังคอนเสิร์ตที่โกยเงินวันเดียวได้ระดับสร้างปรากฏการณ์เรื่องล่าสุดเลย ทางด้านแชมป์เก่า "Colony" เจอกระแสหนังใหม่โหมใส่ เลยดร็อปลงมาแรงไม่เบา เพราะวีคนี้ทำเงินไปอีก 3.82 ล้านบาท เพราะหล่นฮวบถึง -66% จากวีคเปิดตัว แต่ใด ๆ แล้วก็ถือว่าเป็นหนังเกาหลีซอมบี้ที่ยังครองใจครองความนิยมของแฟน ๆ ชาวไทยได้ดี สะสมยอดรายได้รวมล่าสุดทั่วไทยทะลุ 40 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว ทางด้าน "เทอม 4" ก็ยังหล่อเลี้ยงกระแสได้เรื่อย ๆ วีคนี้เก็บไปอีก 2.14 ล้านบาท กับยอดรวมสะสมทั่วไทยล่าสุดที่ 72 ล้านบาท ดูทรงอาจจะแรงตามไม่ทันภาคที่แล้วเคยทำเอาไว้คาบเส้นที่ร้อยล้าน แต่ถึงจะแผ่วลงแต่ก็ยังทรงดีอยู่ นอกจากนี้ยังมีหนังใหม่เข้าอีก เป็นหนังไทยสยองขวัญวัยเรียน "กฤษดาพาราไดซ์" หนังลำดับที่ 2 จากค่าย 13 Studios ที่ยังคงเผชิญหน้ากับความไม่ปังต่อเนื่อง เพราะออกสตาร์ทกับรายได้ที่ค่อนข้างผิดหวังเบา ๆ 2.69 ล้านบาท แทรกตัวเข้ามาอยู่ในอันดับที่ 5 ของตาราง แม้ว่าจะมีดาราหนุ่มสุดฮอตแห่งยุคมาเป็นแม่เหล็ก แต่กลับไม่สามารถดึงดูดผู้ชมได้เท่าไหร่ โดยหนังสะสมยอดทั่วไทยไปได้ราว ๆ 4.22 ล้านบาท อาจจะแรงขึ้นกว่า วิญญาณเลขที่ 13 หนังเปิดตัวของค่ายนี้เมื่อปีก่อนเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างปรากฏการณ์ใด ๆ ได้ ขอบคุณข้อมูลจาก @Theaterist_th / ThailandBoxoffice อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง [Thailand Box Office] ซอมบี้สายพันธุ์ใหม่ยึดไทย "Colony ยึดร่างคลั่ง" ครองแชมป์สุดปัง [Thailand Box Office] เปิดเทอมหลอนใหม่ "เทอม 4" แอบแผ่วลง แต่ครองแชมป์ประทับใจ [Thailand Box Office] พลังน้อนมาวิน "The Mandalorian and Grogu" เรียกพลังชาวกาแลคซีในไทย [Thailand Box Office] พลังคุณแกะ "The Sheep Detectives" ขึ้นแชมป์เซอร์ไพรส์ในวีคเหงา ๆ [Thailand Box Office] ผนึกแรงเราสู้ "Mortal Kombat II" โฉบขึ้นแชมป์ใหม่แบบกรุบกริบ --------------------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/2RDrg8O

เคาะรายได้เปิดตัว "Disclosure Day" การคัมแบ็กหนังซัมเมอร์รอบ 10 ปีของสปีลเบิร์ก
อ่าน

เคาะรายได้เปิดตัว "Disclosure Day" การคัมแบ็กหนังซัมเมอร์รอบ 10 ปีของสปีลเบิร์ก

พ่อมดฮอลลีวูดกลับมาเยือนซัมเมอร์อีกครั้ง กับผลงานหนังลึกลับไซไฟน่าค้นหาเรื่องล่าสุดใน "Disclosure Day วันเปิดโปง ไขปริศนาลวงโลก" ที่นับว่าเป็นการกลับมาสร้างหนังแนวไซไฟอีกครั้งในรอบเกือบสิบปีของเขา มาพร้อมกับสูตรสำเร็จที่เกื้อกูลต่อการเป็นหนังซัมเมอร์คุณภาพ อัดแน่นด้วยเนื้อหาระดับบล็อกบัสเตอร์ และทีมนักแสดงชั้นนำแบบแน่นคับจอ ที่น่าจะเรียกความสนใจจากผู้ชมได้ไม่น้อย นักวิเคราะห์จาก BoxOfficeTheory ได้ทำการคาดการณ์สถานการณ์รายได้เปิดตัวของ Disclosure Day ในสุดสัปดาห์แรก โดยหนังเรื่องนี้จะเข้าฉายช่วงกลางเดือนมิถุนายน ท่ามกลางความแน่นของกองทัพหนังบล็อกบัสเตอร์ที่เริ่มแข่งกันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะเปิดตัว 3 วันแรกที่ 45-60 ล้านเหรียญ หรือมีตัวเลขวิเคราะห์ชี้ชัดที่ราว ๆ 54 ล้านเหรียญ นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ค่อนข้างน่าพอใจไม่น้อยเลย Disclosure Day ถือว่าการกลับมาทวงบัลลังก์ของสปีลเบิร์กในช่วงซัมเมอร์อีกครั้ง เรื่องล่าสุดที่เขาเคยสร้างหนังป้อนฤดูร้อน ก็คือ The BFG เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ความโดดเด่นของหนังก็มีทีมนักแสดงเบอร์ใหญ่ ๆ มาช่วยดึงดูดใจ ไม่ว่าจะเป็น "เอมิลี่ บลันต์", "จอช โอคอนเนอร์" และ "โคลแมน โดมิงโก" โดยเฉพาะเอมิลี่ที่มีผลงานหนังประสบความสำเร็จออกฉายต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่เฟรนไชส์ A Quiet Place จนมาถึงการสมทบใน Oppenheimer และล่าสุดก็เพิ่งมี The Devil Wears Prada 2 ออกฉายไปหมาด ๆ กลยุทธ์ทางการตลาดและการโปรโมตหนังเรื่องนี้ถือว่าน่าพอใจ คาดว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้หลากหลาย ด้วยชื่อเสียงของผู้กำกับและทีมนักแสดงเอง ขณะที่คลิปทีเซอร์และตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาส่งสัญญาณที่ดี หลายคนตื่นเต้นที่ได้เห็นสปีลเบิร์กหวนกลับมาจับสร้างหนังแนวไซไฟอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้เขาร่วมเขียนบทหนังกับ "เดวิด โดเอปป์" จากเฟรนไชส์ Jurassic Park ที่เป็นพาร์ทเนอร์ทำงานที่ยาวนานของเขาอีกคน ทั้งนี้ Disclosure Day ถือว่าเป็นหนังที่มีเนื้อหาออริจินัลโดยแท้ ที่สร้างสรรค์มาจากเบาะแสข้อมูลที่สื่อสารถึงผู้น้อยได้น้อยสุด ๆ ทำให้คนดูแทบจะไม่มีข้อมูลใด ๆ เลยก่อนจะตีตั๋วเข้าชม เชื่อว่าทันทีที่หนังเรื่องออกฉายไป จะเกิดเป็นกระแสพยายามสปอยล์หนังออกมาอย่างแน่นอน นั่นจึงเป็นปัจจัยที่แฟนหนังน่าจะต้องรีบตีตั๋วกันดูตั้งแต่สัปดาห์แรก ๆ เพื่อหลบการสปอยล์ และกระแสปากต่อปากของผู้ชม ก็เป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยให้หนังเรื่องนี้ยืนโรงฉายได้ในระยะยาว Disclosure Day ยังโดดเด่นด้วยการมีแผนจะเข้าฉายในโรงหนังระบบพรีเมียมต่าง ๆ รวมทั้ง โรงฉาย IMAX ด้วย ที่น่าจะเป็นอีกส่วนที่จะช่วยผลักดันยอดรายได้หนังได้ แต่ใด ๆ หนังแทบจะไม่มีคู่แข่งโดยตรงเลย ไปจนกว่าจะถึงคิวของ The Odyssey ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม อีกทั้งในสุดสัปดาห์เดียวกัน มีแค่เพียง "The Furious" หนังแอคชันรีวิวดีเพียงเรื่องเดียว ที่จะฉายชนแบบจัง ๆ แต่ก็เชื่อว่าจะมีกลุ่มผู้ชมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน อุปสรรคเดียวของหนังเรื่องนี้ ก็คงจะเป็นระยะเวลาความยาวของหนัง ที่ล่าสุดพบว่าหนังจะยาวถึง 145 ล้านเหรียญ หรือ 2 ชั่วโมงกว่า นั่นอาจจะทำให้ผู้ชมลังเลที่จะทุ่มเวลาเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อเสพย์หนังเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวลใจ เพราะถ้าหากว่ากระแสรีวิวออกมาในทิศทางที่ดี ผู้ชมก็พร้อมที่จะเข้าไปพิสูจน์ แม้ว่าหนังจะยาวแค่ไหนก็ตาม และในภาพรวมนั้น นักวิเคราะห์มองว่า Disclosure Day จะปิดตัวเลขรายได้ในอเมริกาที่ราว ๆ 170 ล้านเหรียญ หรือมากที่สุดอาจจะทะลุหลัก 200 ล้านเหรียญไปเลยก็เป็นได้ ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

Forza Horizon 6 กวาดรายได้ราว 4,600 ล้านบาท เฉพาะจากการขายชุด Premium Edition
อ่าน

Forza Horizon 6 กวาดรายได้ราว 4,600 ล้านบาท เฉพาะจากการขายชุด Premium Edition

ในที่สุดวันนี้ก็เป็นวันแรกของการวางจำหน่ายเกม Forza Horizon 6 แล้วนะครับ ซึ่งตัวเกมมีการเปิดให้เล่นล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา เฉพาะสำหรับคนที่ซื้อเกมเวอร์ชั่น Premium Edition เท่านั้น โดยมีข้อมูลระบุว่าในช่วงเช้าของวันที่ 16 พฤษภาคม หรือประมาณ 24 ชั่วโมงหลังเปิดให้เล่นล่วงหน้า ปรากฏว่ามีผู้เล่นบน Steam ณ เวลานั้นมากกว่า 178,000 คน ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ล่าสุดคือตัวเกมมียอดจำนวนผู้เล่นทะลุ 1 ล้านคนแล้วเรียบร้อยและเนื่องจากเกมเวอร์ชั่น Premium Edition นั้นมีราคาขายอยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3,950 บาท จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เกมนี้จะทำรายได้แตะหรืออาจทะลุ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 4,600 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นเพียงรายได้จากกลุ่มผู้เล่นที่ซื้อเกมเวอร์ชั่นที่แพงที่สุดเท่านั้น และก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าตัวเลขนี้จะพุ่งสูงไปถึงเท่าไหร่ด้วยสำหรับเกม Forza Horizon 6 นี้ถือว่าคะแนนรีวิวจากสื่อต่าง ๆ จะเป็นไปในทางบวก โดยรีวิวของสื่อจำนวน 65 สำนักทั่วโลกมีค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ 92 คะแนนครับแปลและเรียบเรียงจากPlayday.one / Insider-gaming

Terraria ฉลองครบรอบ 15 ด้วยยอดขายเกิน 70 ล้านชุด พร้อมอัปเดตฟรีกันไปยาว ๆ
อ่าน

Terraria ฉลองครบรอบ 15 ด้วยยอดขายเกิน 70 ล้านชุด พร้อมอัปเดตฟรีกันไปยาว ๆ

ทางทีมงานผู้สร้างเกม Terraria ได้ออกมาเปิดเฉลิมฉลองครบรอบที่ตัวเกมเดินทางครบรอบ 15 ปี พร้อมกล่าวขอบคุณแฟน ๆ ทั่วโลกที่ให้การสนับสนุนกันมาโดยตลอด ทำให้เดินหน้าพัฒนาและต่อยอด Terraria ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการขึ้นราคาเกมหรือระบบ Microtransactions ซึ่งกำลังกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการเกมยุคปัจจุบัน พร้อมหวังว่าเกมนี้จะมอบความสุขให้กับทุกคนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมานอกจากนี้ทางทีมงานยังได้แชร์ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกม Terraria ด้วย - ยอดขายของ Terraria จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 70 ล้านชุดแบ่งเป็นพีซี: 39.6 ล้านชุดคอนโซล: 10.7 ล้านชุดมือถือ: 19.7 ล้านชุด- tModLoader: มียอดดาวน์โหลดบน Steam จำนวน 12.3 ล้านครั้ง- จำนวนผู้เล่นเฉลี่ยต่อวันในช่วงปีที่ผ่านมา (PC)Terraria: 461,000 คน (สูงสุดเคยแตะ 1.4 ล้านคน)tModLoader: 237,000 คน (สูงสุดเคยแตะ 441,000 คน)(ระบบของ Steam นับ Terraria และ TML แยกจากกัน)- เวลาเล่นเฉลี่ย (PC):Terraria: 101 ชั่วโมง 18 นาทีtModLoader: 89 ชั่วโมง 52 นาทีทางทีมงานยังเผยว่าระบบ Crossplay กำลังจะมาในเร็ว ๆ นี้ และอัปเดตของเกม Terraria จะยังคงเดินหน้าต่อไป ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ จะทยอยเผยออกว่าในอนาคต เอาเป็นว่าแฟน ๆ วางใจได้เลยครับว่าจะได้เล่นเกมนี้อย่างสนุกสนานกันไปยาว ๆอ้างอิงข้อมูลจากhttps://steamcommunity.comhttps://www.pcgamer.com

หนังภาคใหม่ "Planet of the Apes" ดึงตัว "แมตต์ แชกแมน" นั่งเก้าอี้ดูแลงานสร้าง
อ่าน

หนังภาคใหม่ "Planet of the Apes" ดึงตัว "แมตต์ แชกแมน" นั่งเก้าอี้ดูแลงานสร้าง

ดูเหมือนว่าจักรวาลพิภพวานรจะยังหาลู่ทางในการสานต่อเรื่องราวใหม่ต่อไป เพราะล่าสุดมีข่าวแว่วออกมาว่า ภาคใหม่ที่จะเป็นภาคต่อของหนัง Kingdom of the Planet of the Apes อยู่ระหว่างพัฒนางานสร้างแบบเงียบ ๆ โดยที่สตูดิโอหนังยังไม่ได้ประกาศสร้างอย่างเป็นทางการ พร้อมกับทาบทามให้ผู้กำกับไฟแรงมารับหน้าที่ดูแลงานสร้างด้วย Deadline รายงานว่า ทเวนตี้ เซ็นจูรี สตูดิโอ กำลังอยู่ระหว่างหาทางสานต่อความสำเร็จของเฟรนไชส์หนังพิภพวานรอยู่ในตอนนี้ โดยมีข่าวว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการประกาศสร้างภาคใหม่หนัง Planet of the Apes ในเร็ว ๆ นี้ โดยมีข่าวว่าได้ทาบทาม "แมตต์ แชกแมน" ผู้กำกับที่เพิ่งจะร่วมงานกับมาร์เวลมาใน The Fantastic Four: First Steps เมื่อปีก่อน จะมาดูแลงานสร้างอาณาจักรวานรเดินดินภาคใหม่ โดยที่ยังคงได้ "จอช เฟรดแมน" หวนกลับมารับหน้าที่เขียนบทหนังภาคใหม่ของ Planet of the Apes ให้อีกเช่นเคย และก็จะถือว่าเป็นกลับมาร่วมงานกับแมตต์ แชงแมน อีกครั้ง เพราะเขาก็คือผู้ที่เขียนบทหนัง The Fantastic Four: First Steps ให้ด้วยเช่นเดียวกัน เบื้องต้นยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับพล็อตเรื่องหนังใหม่ของ Planet of the Apes แต่บางแหล่งข่าวระบุว่าอาจจะเป็นการรีบูตใหม่อีกครั้ง ภาคล่าสุดของจักรวาลพิภพวร Kingdom of the Planet of the Apes เมื่อปี 2024 ทำเงินทั่วโลกไปได้ราว ๆ 400 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 160 ล้าน ที่ถือว่ายังไม่ใช่ตัวเลขที่สตูดิโอพึงพอใจที่สุด เพราะหนังทำกำไรได้น้อยกว่าที่คิดเอาไว้ ทำให้โปรเจกต์หนังเรื่องใหม่ที่จะผลิตออกมา จำเป็นต้องยกเครื่องใหม่อีกครั้ง ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จักรวาลหนัง Planet of the Apes ได้รับการสร้างออกมาเป็นหนังแล้ว 4 ภาค นับว่าเป็นเฟรนไชส์ที่ประสบบความสำเร็จด้วยดี เพราะสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปได้มากกว่า 2 พันล้านเหรียญ ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

ธอส. Q1 ปล่อยกู้ทะลุ 5 หมื่นล้าน ดันอสังหาฯ-ชูดอกเบี้ย 1% ยกระดับ AI สู่ Beyond Bank
อ่าน

ธอส. Q1 ปล่อยกู้ทะลุ 5 หมื่นล้าน ดันอสังหาฯ-ชูดอกเบี้ย 1% ยกระดับ AI สู่ Beyond Bank

#ทันหุ้น ธอส. โชว์ผลงาน Q 1/2569 ปล่อยสินเชื่อใหม่ทะลุ 50,000 ล้านบาท ดันภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโต หนุนนโยบายรัฐจัดทำสินเชื่อประหยัดพลังงาน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1% ต่อปี พร้อมเดินหน้ายกระดับ Digital Data AI เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่บทบาทใหม่ Beyond Housing Bankดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า สินเชื่อใหม่ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (มกราคม – มีนาคม 2569) สามารถปล่อยได้ 50,124 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจำนวนนี้เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 24,395 ราย ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีจำนวน 103,885 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.31% (ไตรมาส 1/2568 มี NPL อยู่ที่ 5.77%) ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้การดำเนินงานเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2568สินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,900,951 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.52% มีสินทรัพย์รวม 2,057,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.39% เงินฝากรวม 1,805,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.54% การตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นจำนวนสูงถึง 158,373 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL ที่ระดับ 152.45% สะท้อนถึงความมั่นคง พร้อมในการรองรับผลกระทบในอนาคต และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ระดับแข็งแกร่ง 15.50% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดที่ 8.50%“นอกจากการดำเนินงานตามภารกิจหลักในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแล้ว อีกบทบาท ธอส. พร้อมเป็นผู้พยุงภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ฟื้นตัว ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อใหม่ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 246,795 ล้านบาท ในปี 2569 โดย ธอส. ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะสมกับลูกค้า และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion) โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย กลุ่มอาชีพอิสระ และ Green Finance เพื่อทำให้คนไทยมีบ้านอย่างยั่งยืน” ดร.มหัทธนะ กล่าวภายใต้สถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธอส. จึงให้ความสำคัญกับการดูแล ช่วยเหลือลูกค้าลดภาระค่าครองชีพ โดยเตรียมกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ให้มีภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระเงินงวดลดลง ผ่านมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (DC4)เดือนที่ 1 – 3 อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี และผ่อนชำระเงินงวดเพียงเดือนละ 1,000 บาท เดือนที่ 4 - 6 ลดเงินงวดผ่อนชำระ โดยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 1.90% +100 บาท และเดือนที่ 7 -12 ลดเงินงวดผ่อนชำระ โดยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 2.90% +100 บาทสำหรับลูกค้าที่ชำระเงินงวดเกินกว่าที่กำหนด เงินดังกล่าวจะถูกนำไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระ (หากมี) และเมื่อผ่อนชำระครบตามเงื่อนไขให้ลูกค้ากลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญาเดิมต่อไป ซึ่งเป็นการดำเนินการช่วยเหลือต่อเนื่องจากมาตรการแก้ไขหนี้ที่ ธอส. มีอยู่ โดยปัจจุบันมีลูกค้าได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการต่าง ๆ แล้วกว่า 32,858 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือกว่า 37,204.66 ล้านบาทดร.มหัทธนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ธอส. ยังเดินหน้าสนับสนุนนโยบายรัฐบาลแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน จึงได้จัดทำสินเชื่อเพื่อติดตั้ง Solar Roof หรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อประหยัดพลังงาน ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพในระยะยาว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี ผ่อนชำระเงินงวดเพียง 2,900 บาท (หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้สินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดในผลิตภัณฑ์สินเชื่อซ่อม – แต่ง และสินเชื่อซ่อม - แต่ง Plus)สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ธอส. ยังคงเดินหน้ายกระดับการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มมีบ้านเป็นของตนเองได้มากขึ้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน พร้อมทั้งช่วยรักษาบ้านให้คนไทยได้อย่างยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ 5 Strategic Pillars โดยนำเทคโนโลยี Digital Data และ AI ยกระดับกระบวนการทำงานและพัฒนาการให้บริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบความเสี่ยงและสนับสนุนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์ อาทิ โครงการ G H BANK Easy Loan ลูกค้าสามารถขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่าน Application : GHB ALL GEN ครอบคลุมกระบวนการยื่นคำขอกู้ และอนุมัติสินเชื่อผ่านระบบดิจิทัลโดยจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติสินเชื่อ และช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวก รวดเร็วเพื่อการมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น รวมถึงพัฒนาโครงการ Resale Home Ecosystem ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรด้านธุรกิจบ้านมือสอง เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าสามารถซื้อ–ขาย–กู้ที่อยู่อาศัยได้แบบครบจบในระบบเดียว ปัจจุบันมีลูกค้ายื่นขอสินเชื่อซื้อบ้านมือสองได้กว่า 23% ของเป้าหมายโครงการที่ตั้งไว้ สะท้อนว่า ธอส. สามารถกระตุ้นการซื้อบ้านมือสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ NPL อย่างยั่งยืนโดย ธอส. ได้ร่วมมือกับกรมบังคับคดี เพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร NPL แบบครบวงจร ด้วยการบูรณาการฐานข้อมูลและกระบวนการขายทอดตลาดผ่านระบบร่วมกัน ปัจจุบันสามารถจำหน่ายทรัพย์ภายใต้โครงการดังกล่าวรวมกว่า 2,500 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของธนาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้ง ธอส. ยังยกระดับโครงการ NPL Recovery ระยะที่ 2 ต่อยอดระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analysis) ภายใต้การบริหารจัดการสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยนำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) เพื่อคาดการณ์แนวโน้มการเลื่อนชั้นหนี้ล่วงหน้า พร้อมจัดทำ Dashboard สำหรับบริหารติดตามหนี้เชิงรุก ช่วยลูกค้าวางแผนการผ่อนชำระเงินงวดได้ทันท่วงที ทำให้ลูกค้ารักษาบ้านของตนเองไว้ได้ต่อไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ ธอส. เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่บทบาทใหม่ “Beyond Housing Bank” มากกว่าการปล่อยกู้ ธอส. คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าตั้งแต่วันแรกของการมีบ้านและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

เนื้อหอม!! บาเยิร์นฯ ร่วมแจม 3 ทีมลีกผู้ดีแย่งคว้าตัว มอร์แกน โรเจอร์ส
อ่าน

เนื้อหอม!! บาเยิร์นฯ ร่วมแจม 3 ทีมลีกผู้ดีแย่งคว้าตัว มอร์แกน โรเจอร์ส

มีรายงานระบุว่า บาเยิร์น มิวนิค ทีมดังในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน เปิดศึกนอกสนามกับอาร์เซน่อล, เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แย่งล่าตัว มอร์แกน โรเจอร์ส ดาวเตะวัย 23 ปีของ แอสตัน วิลล่า มาร่วมทีม (Photo by Bertrand GUAY / AFP) มอร์แกน โรเจอร์ส ดาวดังของ แอสตัน วิลล่า กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เนื้อหอมที่สุดในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งเขาได้รับคำชมอย่างมากจากผลงานของเขานับตั้งแต่ที่ย้ายมาค้าแข้งกับทีม"สิงห์ผงาด" เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2024 ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ สำหรับผลงานในฤดูกาลนี้ ทาง มอร์แกน โรเจอร์ส โชว์ฟอร์มได้ดีและทำไปแล้ว 10 ประตูกับ 7 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 45 นัดรวมทุกรายการ และจากฟอร์มการเล่นของเขาทำให้หลายสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง อาร์เซน่อล, เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ความสนใจในตัวดาวเตะรายนี้ ล่าสุดตามรายงานของ The Mirror สื่อดังของอังกฤษระบุว่า บาเยิร์น มิวนิค เป็นสโมสรล่าสุดที่ให้ความสนใจในตัวของ มอร์แกน โรเจอร์ส โดยค่าตัวของกองกลางรายนี้อาจสูงถึงเกือบ 100 ล้านปอนด์เมื่อรวมโบนัสต่างๆ แล้ว บาเยิร์น มิวนิค อาจมอบโอกาสให้ มอร์แกน โรเจอร์ส ได้พัฒนาฝีเท้าต่อไปในต่างแดนในฐานะส่วนหนึ่งของทีมที่มีเกมรุกที่แข็งแกร่งภายใต้การคุมทีมของ แวงซองต์ กอมปานี อย่างไรก็ดี แอสตัน วิลล่า ไม่มีความคิดที่จะขาย มอร์แกน โรเจอร์ส ออกจากทีม เนื่องจากเขายังมีสัญญาอยู่โยงกับสโมสรถึงปี 2031 แต่ทว่าข้อเสนอมหาศาลอาจบีบให้ทีม"สิงห์ผงาด" ต้องพิจารณาทางเลือกต่างๆ เพื่อระดมทุนสำหรับเซ็นสัญญานักเตะใหม่ในช่วงซัมเมอร์นี้

“5 AM” ของ TG Tiger ทะยานสู่ 1 ล้านวิวใน 3 สัปดาห์ ตอกย้ำศักยภาพศิลปินไทยสู่เวทีเกาหลี
อ่าน

“5 AM” ของ TG Tiger ทะยานสู่ 1 ล้านวิวใน 3 สัปดาห์ ตอกย้ำศักยภาพศิลปินไทยสู่เวทีเกาหลี

สร้างปรากฏการณ์อย่างต่อเนื่องสำหรับ 5 AM ซิงเกิลล่าสุดของ TG Tiger (เสือ-เสฏกานต์ ศุขพิมาย) ที่ล่าสุดสามารถพุ่งทะลุ 1,000,000 วิวบน YouTube ภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ตอกย้ำกระแสตอบรับที่ร้อนแรงและความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดผลงานเพลงนี้ไม่เพียงแค่ประสบความสำเร็จในด้านยอดวิว แต่ยังสะท้อนถึงการก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างชัดเจน เมื่อ TG Tiger เลือกบินลัดฟ้าสู่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนางานโปรดักชันในทุกมิติ ตั้งแต่การสร้างสรรค์ดนตรี ไปจนถึงขั้นตอนการบันทึกเสียงและการขัดเกลาซาวด์อย่างละเอียด 5 AM ถูกดูแลโดยโปรดิวเซอร์ชาวเกาหลี Heetae Ji ที่วางโครงสร้างดนตรีให้มีความร่วมสมัยและเข้าถึงตลาดสากล ขณะที่กระบวนการผลิตเกิดขึ้นที่ Salpot Studios ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการมิกซ์และมาสเตอร์โดย Andnew วิศวกรเสียงมากประสบการณ์ เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่คมชัด หนักแน่น และได้มาตรฐานระดับโลกในด้านเนื้อหา เพลงนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ที่คลุมเครือและจบลงในช่วงเวลาตีห้าช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยคำถาม ความเงียบ และความทรงจำที่ยังคงหลงเหลือ ถ่ายทอดผ่านซาวด์ Trap RB ที่เป็นเอกลักษณ์ของ TG Tiger ได้อย่างลงตัว ยิ่งไปกว่านั้น เพลง 5 AM ยังได้ศิลปินเกาหลีสาย RB อย่าง Yoseph และ z4vwm มาร่วมสร้างสีสัน เติมมิติทางอารมณ์ให้เพลงมีความอินเตอร์มากยิ่งขึ้น กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ผสมผสานวัฒนธรรมดนตรีไทยและเกาหลีได้อย่างลงตัวความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขยอดวิว แต่คือ บทพิสูจน์ ของ TG Tiger ในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ระดับสากล พร้อมผลักดันผลงานเพลงไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง สามารถรับชมมิวสิกวิดีโอ 5 AM TG Tiger ft. Yoseph z4vwm ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube และทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง

[US Box Office] ยิ่งใหญ่สมราคา "Project Hail Mary" ออกสตาร์ทกระหึ่มแรงสุดในปี 2026
อ่าน

[US Box Office] ยิ่งใหญ่สมราคา "Project Hail Mary" ออกสตาร์ทกระหึ่มแรงสุดในปี 2026

Box Office Project Hail Mary บ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกา รายงานอันดับหนังทำเงินประจำสุดสัปดาห์วันที่ 20-22 มีนาคม 2026 -แล้วสุดสัปดาห์ที่โลกเฝ้าจับตารอคอยกันก็มาถึง การมาของหนังไซไฟฟอร์มใหญ่มหึมาที่สร้างมาจากนิยายดังขายดีติดชาร์ต แบกความหวังเอาไว้มหาศาลกับทุนสร้างที่สูงอีกเรื่องหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์ ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ที่ได้ออกมาในวีคเปิดตัวนั้น จะค่อยข้างบียอนด์กว่าที่หลาย ๆ ฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ และยังลบจ้างอาถรรพ์ให้กับพระเอกคนดัง ที่มักจะถูกตราหน้าว่าเล่นหนังบล็อกบัสเตอร์ครั้งใด..รายได้ต้องบ้งทุกทีไปได้อย่างราบคาบ แชมป์หนังในอเมริกาสัปดาห์นี้เป็นของ "Project Hail Mary" อย่างที่หลาย ๆ ฝ่ายคาดหมายกันเอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นความสำเร็จในแบบที่พุ่งทะยานมากกว่าที่คิด เพราะหนังสามารถออกสตาร์ทเปิดตัว 3 วันแรกได้ยอดเยี่ยมที่ 80.5 ล้านเหรียญ จาก 4,007 โรงฉาย คิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อโรงแตะถึงหลัก 20,000 เหรียญได้อย่างน่าประทับใจ สามารถสร้างสถิติใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างฟุ้งเฟ้อ และอย่างน้อย ๆ ก็ขึ้นเป็นหนังที่เปิดตัวได้แรงที่สุดเรื่องใหม่ประจำปี 2026 ไปโดยปริยาย ต้องขอบคุณพลังและกระแสปากต่อปากของหนังเรื่องนี้ที่ทำการได้อย่างทรงประสิทธิภาพ สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนอเมริกันแห่แหนกันออกไปตีตั๋วสัมผัสความอลังการในเนื้อหาและงานสร้างหนังเรื่องนี้ได้เต็มตา กลายเป็นว่าหนังสามารถเปิดตัวได้แรงกว่าที่สตูดิโอหนังและนักวิเคราะห์คาดเอาไว้ที่ราว ๆ 70-77 ล้านเหรียญไปเล็กน้อย บัดนี้ Project Hail Mary ได้ขึ้นมาเป็นดาวเด่นหนังยอดเยี่ยมอย่างเต็มปากเต็มคำเรื่องแรกของปี 2026 ได้สำเร็จ Project Hail Mary ยังสามารถออกสตาร์ทรายได้อีก 60.4 ล้านเหรียญ จากการออกฉายใน 82 ประเทศทั่วโลกในสุดสัปดาห์นี้ ทำให้ยอดสะสมทั่วโลกเปิดตัวได้น่าประทับใจถึง 141 ล้านเหรียญ นับว่าเป็นตัวเลขที่สตูดิโอ Amazon MGM สามารถยิ้มออกได้อีกครั้ง ชาเลนจ์ที่สำคัญก็คือหนังใช้ทุนสร้างไปกว่า 200 ล้านเหรียญ นั่นหมายความว่าหนังจะต้องโกยเงินทั่วโลกได้อย่างต่ำ 550 ล้านเหรียญขึ้นไป ถึงจะผ่านจุดที่สามารถพูดได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างถ่องแท้ เซอร์ไพรส์วีคนี้ยังไม่หมด เพราะเหลือบไปดูอันดับที่ 3 กับหนังบอลลีวูดที่สามารถฝ่ากระแสไซไฟอวกาศมาได้อย่างร้อนแรง กับหนังแอคชันภาคต่อฟอร์มใหญ่ ที่มีความยาวเกือบ 4 ชั่วโมง "Dhurandhar 2: The Revenge" ดึงดูดชาวอินเดียในอเมริกาได้อย่างเรืองรอง สามารถเปิดตัวรายได้ 3 วันแรกได้ถึง 9.5 ล้านเหรียญ จากการเข้าฉายแค่ 987 โรงฉาย ทำรายได้เฉลี่ยต่อโรงเกือบแตะหลักหมื่นเลยทีเดียว ทำให้กลายเป็นหนังอินเดียเรื่องล่าสุดที่เปิดตัวได้แรงที่สุดในอเมริกา แซงหน้าแชมป์เก่า "Pathaan" ที่เคยเปิดตัวไว้ที่ 6.9 ล้านเหรียญ เมื่อปี 2023 แล้วที่เปิดตัวใหม่อีกเรื่องก็คือ "Ready or Not: Here I Come" ภาคต่อหนังไล่ฆ่าสุดหฤหรรษ์จากปี 2019 ที่ทำได้ดีที่สุดในการแทรกตัวอยู่ในอันดับที่ 4 กับรายได้ 9.1 ล้านหรียญ จาก 3,010 โรงฉายทั่วอเมริกา ถือว่ายังรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ได้อย่างมั่นคง เพราะเมื่อภาคแรกเคยเปิดตัวไว้ที่ 8 ล้านเหรียญ โดยที่กระแสรีวิวของหนังก็ถือว่ายังน่าพอใจในระดับที่ใกล้เคียงกับที่ต้นฉบับเคยทำเอาไว้เช่นกัน หนังใช้ทุนสร้างไปราว ๆ 20 ล้านเหรียญ ดูทรงแล้วก็น่าจะมีแรงเพียงพอที่จะได้ทุนคืนมาได้อยู่ แชมป์เก่า "Hoppers" ก็ดร็อปลงมาตามธรรมเนียมเพราะเจอของแรงเข้าเต็ม ๆ แต่กระนั้นหนังก็ยังไปได้สวย เพราะทำเงินไปเพิ่มอีก 18 ล้านเหรียญ ลดลงไปมาจากวีคก่อนแค่ -37% เท่านั้นเอง อัดฉ๊ดทำให้ยอดรวมในบ้านตอนนี้ทะยานไปที่ 120 ล้านเหรียญ ส่วนตัวเลขทั่วโลกก็สะสมไว้ได้น่าประทับใจมุ่งสู่ 250 ล้านเหรียญ กลายเป็นอีกหนึ่งความปังของพิกซาร์ที่กลับมาทรงตัวได้ดีอีกครั้ง นับตั้งแต่ Inside Out 2 เมื่อไม่กี่ปีก่อน ทางด้านหนังรักกลิ่นอายน้ำเน่า "Reminders of Him" ก็ทำเงินไปอีก 8 ล้านเหรียญในวีคนี้ เป็นตัวเลขที่ร่วงลงไปพอประมาณที่ -56% ตามรูปการณ์ของหนังประเภทนี้ที่ผู้ชมมักจะแหนแหดูกันในช่วงวีคแรก ๆ ล่าสุดหนังสะสมยอด 10 วันแรกไปที่ 33 ล้านเหรียญ ถือว่าคุ้มทุนสร้างไปแล้ว ขณะที่ "Undertone" ก็เจอกระแสคนเทในวีคที่ 2 ทำเงินร่วงไปแรงถึง -68% กับไปอีก 3 ล้านเหรียญ กับยอดรวมที่ 15 ล้านเหรียญ ส่วนทางด้าน "The Bride!" ตุ๊บไปอยู่อันดับที่ 15 แล้ว โดนถอดโรงฉายไปเหี้ยน เข้าสู่วีคที่ 3 เก็บไปอีกแค่ 275,000 เหรียญ รายได้ทั่วโลกเพิ่งจะแตะ 23 ล้านเหรียญ ดับอนาถอย่างเป็นทางการ... สัปดาห์ส่งท้ายไตรมาสแรกของปีนี้ อาจจะเป็นช่วงเวลาเบรกให้หนังฟอร์มยักษ์วีคล่าสุดได้ทำเงินต่อ เพราะไม่ได้มีโปรแกรมหนังใหม่ที่เป็นคู่แข่งได้น่าเกรงขาม นำมาด้วยหนังแอคชันไล่ฆ่า "They Will Kill Us" ที่โดดเด่นที่สุด ร่วมด้วยหนังสยองขวัญแฟนตาซี "Forbidden Fruits" กับหนังสารคดีสะท้อนโลกเอไอ "The AI Doc: Or How I Became an Apocaloptimist" ขณะเดียวกันก็มีการส่ง "The Mummy Returns" กลับมาฉายซ้ำฉลองครบรอบ 25 ปี ที่จะฉายแบบจำกัดโรงจะมีแอนิเมชันอินดี้ "A Magnificent Life" กับหนังบู๊สาวพิฆาตจากอินเดีย "Alpha" ร่วมลงโรงฉายด้วย Source: TheNumbers อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : [US Box Office] "Reminders of Him" กอบกู้พลังหนังรัก ปล่อย "Hoppers" เด้งโดดลอยลำ [US Box Office] "Hoppers" โชว์เด้งโดดสุดปัง สวนทาง "The Bride!" ล้มคะมำกลางสี่แยก [US Box Office] หวีดนี้ท็อปฟอร์ม "Scream 7" สตาร์ทแรงสุดในเฟรนไชส์ สวนทางรีวิวถูกสับเละ [US Box Office] แพะจิ๋วแต่แจ่ม "GOAT" พลิกชนะ บี้หนังรัก "Wuthering Heights" ให้แหลก! [US Box Office] พลังรักร้อนเร่า "Wuthering Heights" แชมป์วาเลนไทน์ ถึงจะไม่แรงอย่างที่คิด ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ 15สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 2900.-ใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนน
สิทธิพิเศษ

วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ 15สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 2900.-ใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนน

ลูกค้าทรู ใช้ 0 ทรูพอยท์ วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ 15สายพันธุ์ 1 เข็ม ราคา 2,900บาท (ราคาปกติ 4,470 บาท)ราคานี้รวมค่าแพทย์ ค่าบริการพยาบาลและค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี เงื่อนไข1. ลูกค้านำรหัสที่ได้จากการกดรับสิทธิ์เเสดงต่อเจ้าหน้าที่ร้านค้าเพื่อรับสิทธิ์2. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้5. รวมค่าแพทย์และค่าบริการแล้ว6. สิทธิประโยชน์นี้สำหรับวัคซีนไอพีดีชนิด 15 สายพันธุ์ ช่วยป้องกันโรคปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน โรคที่รุกรานและแพร่กระจายจากเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD) เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งครอบคลุมสายพันธุ์สำคัญกว่า 70% ในไทย รวมถึงสายพันธุ์ 3 ที่สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตสูง7. รับบริการได้ที่ศูนย์รักษ์สุขภาพ อาคาร4 ชั้น1 โทร. 02-441-6999 ต่อ 3100 หรือ 3101

CPN บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” เป้า 73 บาท
อ่าน

CPN บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” เป้า 73 บาท

#ทันหุ้น #2026 #SET #CPN บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” เป้า 73 บาท(+) CPN กำไรปกติ 4Q25 ดีกว่าเราและตลาดคาด 5-6% เป็นกำไรรายไตรมาส new high เป็นประวัติการณ์ที่ 4,610 ลบ. กำไรปกติ 4,610ลบ. (+10% q-q, y-y) มาจากรายได้รวมที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 14,537 ลบ. (+22% q-q, +20% y-y) รายได้ดีทุกบรรทัดไตรมาสนี้มีคอนโดใหม่โอน 2 คอนโด ทำให้รายได้จากอสังหาฯกระจุกในไตรมาสนี้ +320% q-q, +33% y-y และยังทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีมากที่ 34.6% (vs ไตรมาสก่อนๆ 30-33%) เฉพาะรายได้จากค่าเช่าและบริการจากศูนย์การค้าทำ new high ต่อเนื่อง 11,370 ลบ. +5% q-q, +16% y-y ใน 4Q25 รับรู้รายได้เต็มไตรมาสจาก Central Park (เปิด กย.) และ Central กระบี่ (เปิด ตค.) ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามฤดูกาล แต่รายได้ที่ดีมาก ชดเชยได้หมดจบปี 2025 ด้วยรายได้ที่ new high โดยเฉพาะจากค่าเช่าศูนย์การค้า กำไรปกติทำได้ 16,550 ลบ. +1% y-y ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง ประกาศจ่ายเงินปันผล 2.40 บ/หุ้น yield 3.8% XD 9 มี.ค. 2026ปี 2027 จะกลับมาโตโดดเด่นมากขึ้น นอกจากรับรู้รายได้เต็มปีของศูนย์ฯที่เปิดปีก่อน ปีนี้จะเปิดอีก 4 ศูนย์และมีคอนโดใหม่โอนมากขึ้น ราคาเป้าหมาย 73 บาท แนะนำซื้อ

ประกอบคอมงบเท่าไหร่จึงจะเล่น Resident Evil Requiem ได้อย่างลื่นไหล เรามีคำตอบ!
อ่าน

ประกอบคอมงบเท่าไหร่จึงจะเล่น Resident Evil Requiem ได้อย่างลื่นไหล เรามีคำตอบ!

Resident Evil Requiem ถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่มีแฟน ๆ ทั่วโลกรอสัมผัส โดยในภาคนี้ Grace Ashcroft จะมารับบทเป็นนักวิเคราะห์ FBI ที่กำลังสืบคดีการเสียชีวิตลึกลับหลายเหตุการณ์ใน Raccoon City ที่เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี หลังจากเมืองถูกถล่มในเหตุการณ์ Resident Evil 3 ถือเป็นอีกหนึ่งเกมแห่งปีที่ไม่ควรพลาด และเชื่อเหลือเกินว่าเพื่อน ๆ สาย PC นั้นอาจจะต้องอัปเครื่องคอมตัวเก่งเพื่อให้รองรับการเล่นเกมนี้ สำหรับใครที่กำลังจัดสเป็คคอมเพื่อรองรับการเล่นเกม Resident Evil Requiem ได้อย่างลื่นไหล ทางทีมงาน Online Station จะมาขอแนะนำดังนี้ครับโดยทาง Steam ได้เผยสเป็คที่แนะนำออกมาแล้ว โดยจากการประมาณการของราคาฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้น มีรายละเอียดดังนี้Processor: Intel Core i7-8700/AMD Ryzen 5 5500 ราคาประมาณ 3,500-4,000 บาทMainboard: ราคาประมาณ 2,500-3,000 บาทMemory: 16 GB RAM ราคาประมาณ 4,000-4,500 บาทGraphics: GeForce RTX 2060 Super 8GB/Radeon RX 6600 8GB ราคาประมาณ 7,000 - 8,000 บาทSSD SATA: 512 GB ราคาประมาณ 2,100 บาทPower Supply: 650W 80+ BRONZE ราคาประมาณ 1,500 บาทCase: ราคาประมาณ 1,000 บาทราคาโดยรวมประมาณ: 21,600 - 24,100 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมราคาของระบบปฎิบัติการ Windows และจอมอนิเตอร์)ภาพตัวอย่างประกอบบทความแต่ทั้งนี้เนื่องจากฮาร์ดแวร์บางชิ้นที่ทาง Steam กำหนดไว้อาจจะหายากหรือตกรุ่นไปแล้ว ทางทีมงาน Online Station จึงอยากขอแนะนำสเป็คคอมในรุ่นปัจจุบันที่เล่นได้ไหลลื่นในระดับ Full HD ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ครับProcessor: INTEL CORE I5-14400F - 10C 16T 1.8-4.7GHz ราคาประมาณ 5,800 บาทMainboard: GIGABYTE B760M D3HP DDR4 - INTEL SOCKET 1700 DDR4 ราคาประมาณ 2,700 บาทMemory: G.Skill 16GB (8GBx2) DDR4 3200MHz RIPJAWS V (BLACK) ราคาประมาณ 4,000 บาทGraphics: GIGABYTE GEFORCE RTX 5060 WINDFORCE 8G - 8GB GDDR7 ราคาประมาณ 10,900 บาทSSD: WD 1 TB SSD WD BLACK SN770 - PCIe 4x4/NVMe M.2 2280 ราคาประมาณ 3,200 บาทPower Supply: CORSAIR CX650 - 650W 80 PLUS BRONZE BLACK ATX ราคาประมาณ 1,700 บาทCase: COUGAR MX330-X ราคาประมาณ 1,000 บาทราคาโดยรวมประมาณ: 29,300 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมระบบปฎิบัติการ Windows และจอมอนิเตอร์)อ้างอิงข้อมูลสเป็คจากSteamภาพหน้าปกจากhttps://sayandsound.lewe.com

ORN เป้ารายได้โต 20% ปั้น Backlog ชน 3.4 พันล.
อ่าน

ORN เป้ารายได้โต 20% ปั้น Backlog ชน 3.4 พันล.

#ORN #ทันหุ้น – ORN ตั้งเป้ารายได้โต 20% เร่งยอดโอนแตะ 2,625 ล้านบาท ตั้งเป้า Backlog ชน3,493 ล้านบาท เดินหน้าผุด 3 โครงการใหม่ 2,600 ล้านบาท ปักหมุด “เกาะสมุย” เสริมด้วยบ้านแนวราบเชียงใหม่ แตกไลน์รายได้ประจำจาก “โรงเรียนนานาชาติ–คอมมูนิตี้มอลล์–บ้านมือสอง” ดันเป้าธุรกิจใหม่กินสัดส่วน 20%นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตประมาณ 20% หรือไม่น้อยกว่า 2,949 ล้านบาท โดยเป็นเป้าหมายแบบ Conservative หลังจากปี 2568 บริษัททำยอดขายได้สูงถึง 3,633 ล้านบาท เกินเป้าหมายเดิมที่ 2,364 ล้านบาท ขณะที่ตั้งเป้ายอดโอนปีนี้ไว้ที่ 2,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อน โดยมี Backlog ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 3,170 ล้านบาท คาดจะทยอยรับรู้ในปีนี้ประมาณ 2,370 ล้านบาท และตั้งเป้าปลายปี Backlog เพิ่มเป็น 3,493 ล้านบาทผุดโครงการทั้งนี้ บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,600 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม Low Rise บนทำเลเกาะสมุย มูลค่า 770 ล้านบาท ซึ่งมองเป็น Blue Ocean ที่ยังมีดีมานด์จากนักลงทุนต่างชาติ และโครงการแนวราบในจังหวัดเชียงใหม่อีก 2 โครงการ ได้แก่ HABITAT Mahidol มูลค่า 664 ล้านบาท และ BELIVE วงแหวนสันกำแพง มูลค่า 1,200 ล้านบาทขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว ทั้งธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ คอมมูนิตี้มอลล์ และธุรกิจบ้านมือสอง โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจหลัก 80% และธุรกิจใหม่ 20% ภายในปี 2571 พร้อมมุ่งเน้นการบริหารกระแสเงินสดและควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรด้านนายอรรคเดช  อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าวว่า กลยุทธ์ปี 2569 บริษัทจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน (Premium Segment) โดยเฉพาะบ้านราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งยังมีกำลังซื้อสูง ขณะเดียวกันมองเห็นโอกาสในตลาดเกาะสมุยที่ยอดโอนคอนโดมิเนียมเติบโตสูงถึง 200–300% และยังมีการแข่งขันไม่สูงสำหรับธุรกิจบ้านมือสอง บริษัทได้ร่วมมือกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อคัดเลือกทรัพย์สินเข้ามาพัฒนา โดยปัจจุบันซื้อทรัพย์แล้วประมาณ 10 โครงการ มูลค่ารวมราว 100 ล้านบาท คาดเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/2569 ขณะที่ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติเติบโตโดดเด่น มีจำนวนนักเรียนเพิ่มจาก 81 คน เป็น 131 คน ภายใน 5 เดือน และตั้งเป้านักเรียน 260 คนในปีนี้ พร้อมคาดรายได้แตะ 500 ล้านบาทในปี 2572 เมื่อมีนักเรียนครบ 800 คนลุยอสังหานายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทเตรียมเปิดโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ “The Backyard” บนทำเลถนนมหิดล ใกล้สนามบินเชียงใหม่ ด้วยงบลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท บนพื้นที่ 6 ไร่ พื้นที่เช่ารวม 3,041 ตารางเมตร โดยตั้งค่าเช่าเฉลี่ย 700–1,000 บาทต่อตารางเมตร คาดรายได้ปีแรกประมาณ 30 ล้านบาท และเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/2569 ปัจจุบันมีอัตราการจองพื้นที่แล้วกว่า 82% คาดเต็ม 100% ภายในปีนี้ โดยมีกำหนด Soft Opening วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 และ Grand Opening วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมแผนขยายโครงการ The Backyard แห่งที่ 2 ในจังหวัดภูเก็ต มูลค่า 160 ล้านบาท คาดเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2570

NOW ASEAN PARA GAMES 4
ดู

NOW ASEAN PARA GAMES 4

SIRI ประกาศแผนปี69 โกยยอดขาย4.8หมื่นล.
อ่าน

SIRI ประกาศแผนปี69 โกยยอดขาย4.8หมื่นล.

#SIRI #ทันหุ้น – SIRI ชูแผนงานปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายแตะ 4.8 หมื่นล้านบาท และยอดโอน 3.9 หมื่นล้านบาท พร้อมลุยเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 5.1 หมื่นล้านบาท เน้นสัดส่วนกลุ่ม Premium และ Medium กว่า 80% เจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า จากผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา ด้วยยอดขายทะลุ 51,000 ล้านบาท ยอดโอน 36,700 ล้านบาท Sold Out รวม 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท และครองแชมป์กำไรสูงสุดเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในอุตสาหกรรม อยู่ที่ 3,029 ล้านบาท (งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 กันยายน 68) รวมถึงการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และมี Dividend Yield ในระดับสูง (ราว 10%), มีสินทรัพย์สูงถึง 148,426 ล้านบาท ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ เพิ่มความสามารถในการรับมือความผันผวน และรองรับการเติบโตในระยะยาวของบริษัท นอกจากนี้แสนสิริยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนในการออกหุ้นกู้ (ส่วนใหญ่จะ over subscribe)** ประกาศแผนธุรกิจ พร้อมประกาศแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งเน้นการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างมั่นคง ตั้งเป้ายอดขาย 48,000 ล้านบาท และยอดโอน 39,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยเน้นสัดส่วนกลุ่ม Premium และ Medium ถึง 80% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ (โครงการที่จะเปิดขายในปีนี้มีที่ดินครบหมดแล้ว) ในส่วนของธุรกิจแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม) เปิด 17 โครงการใหม่ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ปรับกลยุทธ์ ส่งดีไซน์ใหม่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ (นาราสิริ เศรษฐสิริ บุราสิริ อณาสิริ) และบ้านที่ตอบโจทย์กลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) และ Silver (ผู้สูงอายุหรือวางแผนเพื่อเกษียณ), พร้อมมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ด้วย Sansiri Community แห่งใหม่ ที่คำนึงถึง Health and Wellness บนทำเลกรุงเทพกรีฑา ด้วยพื้นที่กว่า 142 ไร่ และเปิดตัวโครงการใหม่ในภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง พร้อมไฮไลต์ ด้วยการเปิดพรีเซลนาราสิริ บรมราชชนนี และ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา ในเดือนมีนาคมนี้ ในขณะที่แนวสูง (คอนโดมิเนียม) ฟื้นตัวต่อเนื่อง รุกหนัก 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการพัฒนาใหม่และโครงการพร้อมอยู่ รวมถึงเปิดตัวแบรนด์ใหม่ LOVE by Sansiri ประเดิมทำเลแรกเจริญนครร่วมกับมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท พร้อมเดินหน้า Strategic Location ในภูเก็ตด้วยโครงการใหม่บนทำเลศักยภาพหาดสุรินทร์ และการกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT** เซ็กเมนต์ลักซ์ชัวรี่แกร่ง นอกจากนี้ ยังตอกย้ำความแข็งแกร่งในเซ็กเมนต์ลักซ์ชัวรี ด้วยโครงการพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ VIA ถึง 3 ทำเล และเดินหน้ายกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Pets-Welcome ที่จะเพิ่มพอร์ตเป็น 20 โครงการเพื่อตอบโจทย์คนรักสัตว์ และ Pet Parent, Well-being ที่เน้นสุขภาพกายและใจ และมุ่งสร้างวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Affordable ไปจนถึง Premium ทั่วประเทศ โดยในปี 2569 นี้แสนสิริพร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวนด้วยรากฐานมั่นคงด้วย 4 กลยุทธ์หลัก คือ 1. รุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium) ปีนี้ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในนี้ในสัดส่วนที่สูงถึง 80% โดยจะเลือกเปิดในทำเลที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้บริโภค2. ตอกย้ำความเป็นแบรนด์อันดับ 1 เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด3. ปั้น New S-Curve เร่งขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี4. ขยายการร่วมทุน (Joint Venture) เสริมความแกร่งโครงสร้างทางการเงิน เดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ รองรับทุกโอกาสการเติบโตในอนาคตปัจจุบันแสนสิริมี Backlog แข็งแกร่งกว่า 19,700 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปีนี้ทันทีกว่า 10,000 ล้านบาท เสริมทัพด้วย 10 คอนโดสร้างเสร็จใหม่ (Ready to Move) มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท ซึ่งมีสต๊อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท รวมถึงการรุกโครงการใหม่รูปแบบ RTM ในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอน มั่นใจผลักดันผลประกอบการทะลุเป้าหมาย พร้อมรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

ORI โกยยอด2.45หมื่นล.ลุยเปิดโครงการใหม่พรึ่บ
อ่าน

ORI โกยยอด2.45หมื่นล.ลุยเปิดโครงการใหม่พรึ่บ

#ORI #ทันหุ้น - ORI เผยยอดขายบ้านและคอนโด ปี 2568 รวมกว่า 24,500 ล้านบาท ทั้งจากโครงการพร้อมอยู่ โครงการเปิดใหม่ และโครงการระหว่าง Ongoing บนทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ปี 2569 จ่อโอนคอนโด เพิ่มอีก 9 โ ครงการ ตุน Backlog แล้วกว่า 70% ของมูลค่าโครงการ นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยถึงผลประกอบการด้านยอดขาย (Presales) จากโครงการที่อยู่อาศัยในปี 2568 รวมทั้งสิ้น 24,528 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดขายของกลุ่มคอนโดมิเนียม ภายใต้ บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จํากัด หรือ ORIGIN VERTICAL กว่า 19,914 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 81% และยอดขายจากโครงการบ้านแนวราบ ภายใต้ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI กว่า 4,615 ล้านบาท เป็นสัดส่วนประมาณ 19% โดยยอดขายดังกล่าวมาจากกลุ่มโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) ประมาณ 14,483 ล้านบาท และยอดขายจากกลุ่มโครงการที่เปิดขายใหม่ (New Launch) และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (Ongoing) รวมกันประมาณ 10,045 ล้านบาท** เผชิญความท้าทาย ปี 2568 ถือเป็นปีที่ภาพรวมตลาดอสังหา อยู่ในสภาวะกดดันและเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากกำลังซื้อของผู้บริโภค ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่นำไปสู่ Reject Rate สูงขึ้น ภาวะหนี้ครัวเรือนสูง และปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลต่อความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ออริจิ้น มีการปรับตัวและมีโครงการสร้างธุรกิจที่หลากหลายทั้ง อสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย และกลุ่มธุรกิจ Recurring Income ที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ รวมทั้งระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ การเปิดตัวโครงการใหม่นั้น จึงมีความยืดหยุ่นตามความเหมาะสม ตามกลยุทธ์ Resilience Leads To Sustainable Growth สร้างความยืดหยุ่นในการบริหารองค์กรพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง สู่การเป็นผู้นำและการเติบโตอย่างยั่งยืนบนโอกาสใหม่ เพื่อสร้างความสมดุลในระยะยาวอย่างมีเสถียรภาพทั้งด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาว โดยในปี 2568 มีโครงการเปิดใหม่รวม 6 โครงการ มูลค่ารวม 9,600 ล้านบาท แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 4 โครงการ มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท และ เป็น คอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่า 4,600 ล้านบาท** โครงการคอนโดสำหรับโครงการคอนโดมิเนียม พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Creative Living for All” สู่ผู้บริโภค 2 โครงการที่มีการเปิดตัว คือ โครงการ SO ORIGIN SUKHUMVIT 105 (โซ ออริจิ้น สุขุมวิท 105) บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ 2 อาคาร จำนวน 913 ยูนิต เปิดตัวช่วงไตรมาสที่ 1/2568 ซึ่งมีมูลค่าโครงการ 2,600 ล้านบาท และ โครงการ Origin Residences Phuket Bangtao (ออริจิ้น เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา) เป็นหนึ่งในโครงการมิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจ็กต์ “Origin Resort World Phuket | Bangtao Beach ” คอนโดที่มาพร้อมบริการแบบโรงแรมที่ออกแบบมาเพื่อการอยู่อาศัยของทุกช่วงวัย เปิดตัวเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 มี online booking แล้วกว่า 600 ล้านบาท ของมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ส่วน โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘CRAFT a life you love’ หรือ ดีที่สุดคือใช้ชีวิตในแบบที่รัก ทุกโครงการมีจุดเด่นด้านทำเล ดีไซน์สวย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ “คุ้มค่า-คุ้มราคา” ตอบโจทย์ตรงจุดของคนทุก Gen เปิดใหม่ 4 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการ GRAND BRITANIA กรุงเทพกรีฑา-สุวรรณภูมิ ทำเลหน้าด่านประตูออกสู่ EEC ภาคตะวันออก ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ทางด่วนและแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ตั้งอยู่บนที่ดินกว่า 34 ไร่ เป็นบ้านเดี่ยวจำนวน 128 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,550 ล้านบาท โดยในปี 2569 จ่อโอนคอนโด เพิ่มอีก 9 โครงการ ตุน Backlog แล้วกว่า 70% ของมูลค่าโครงการ

[US Box Office] "Avatar 3" เผาไหม้ "28 Years Later: The Bone Temple" ขวางทางขึ้นแชมป์
อ่าน

[US Box Office] "Avatar 3" เผาไหม้ "28 Years Later: The Bone Temple" ขวางทางขึ้นแชมป์

Box Office Avatar: Fire and Ash บ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกา รายงานอันดับหนังทำเงินประจำสุดสัปดาห์วันที่ 16-18 มกราคม 2026 -มาถึงสุดสัปดาห์วันหยุดยาวแรกของปีในอเมริกา Martin Luther King Jr. Day ที่มาพร้อมกับหนังฟอร์มดีเรื่องแรกของปี กับภาคต่อเฟรนไชส์หนังเชื้อเขมือบคนในตำนาน แต่ว่าความแข็งแกร่งของเจ้าบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่องเดิมยังเป็นไม้ขวางคลองเอาไว้ สกัดไม่ให้ได้ผงาดขึ้นแชมป์ได้ นั่นจึงทำให้บรรยากาศของอันดับหนังทำเงินในสุดสัปดาห์นี้ไม่หวือหวา เกือบจะเงียบเหงาไปเสียแล้ว..ทำนองนั้น "28 Years Later: The Bone Temple" ไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์หนังได้ในภาคต่อเฟรนไชส์ที่เพิ่งชุบชีวิตขึ้นมา เพราะหนังทำรายได้เปิดตัวที่ 13 ล้านเหรียญ จาก 3,506 โรงฉาย คิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อโรงที่ 3,700 เหรียญ และคาดว่าจะทำเงิน 4 วันแรก (รวมวันหยุด) ประมาณ 15 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่หลาย ๆ ฝ่ายและสตูดิโอคาดเอาไว้ ว่าหนังน่าจะเป็นแชมป์หนังใหม่เรื่องแรกของปีนี้ นี่คือหนังภาคที่ 4 ของเฟรนไชส์เชื้อเขมือบคน ที่เพิ่งจะคัมแบ็กกลับมาได้อย่างน่าพอใจเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว โดยกระแสตอบรับทางด้านคำวิจารณ์ของ 28 Years Later: The Bone Temple ค่อนข้างดีมาก เพราะได้คะแนนเฉลี่ยสูงถึง 93% แต่น่าเสียดายที่เสียงปากต่อปากของหนังเรื่องนี้ทำงานได้ยังไม่ถึงประสิทธิภาพเท่าไหร่นัก และยังเปิดตัวได้ห่างชั้นจากภาคก่อน ที่เคยสตาร์ทไว้ที่ 30 ล้านเหรียญ การออกสตาร์ทด้วยรายได้ที่น่าผิดหวังเท่านี้ กลายเป็นทำให้ 28 Years Later: The Bone Temple เริ่มตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะหนังภาคนี้ได้ทุ่มทุนสร้างไปกว่า 60 ล้านเหรียญ โดยที่ยังไม่รวมงบประมาณการประชาสัมพันธ์หนัง ถือว่าเป็นทุนสร้างหนังที่สูงที่สุดในบรรดาหนังทุก ๆภาคที่ผ่านมา ดังนั้นก็หวังว่าหนังจะสามารถไปได้สวยในตลาดนอกอเมริกา เพราะในอเมริกาน่าจะไม่ค่อยมีหวังสักเท่าไหร่แล้ว ทางด้าน "Avatar: Fire and Ash" ยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์เอาไว้ต่อเนื่อง อยู่บนบัลลังก์ 5 สัปดาห์ต่อเนื่องด้วย โดยสัปดาห์นี้ทำเงินไปอีก 13.2 ล้านเหรียญ (คาดว่าจะได้ไป 16 ล้านเหรียญ ใน 4 วันแรก) ถือว่าเป็นตัวเลขที่ลดลงไปแค่เพียง -38% เท่านั้น หนังยังคงเดินหน้ากวาดเงินไม่หยุด รายได้ในอเมริกาทะยานไปถึง 367 ล้านเหรียญ ขณะที่ตัวเลขทั่วโลกก็ขยับไปที่ 1.3 พันล้านเหรียญ เป้าหมายยังห่างจากจากสถิติ 2 พันล้านที่ภาคก่อน ๆ ทำเอาไว้อยู่ไม่น้อย "Zootopia 2" รั้งในอันดับที่ 3 อย่างแข็งแกร่ง ทำเงินไปอีก 8.7ล้านเหรียญ ดร็อปลงไปแค่ -12% เท่านั้นเอง เข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 ของการฉาย หนังแอนิเมชันภาคต่อเรื่องนี้ก็ยังสตรองต่อเนื่อง ยอดรวมในบ้านกำลังจะแตะถึง 400 ล้านเหรียญ โดยที่รายได้ทั่วโลกก็จดจ่อจะถึง 1.7 พันล้านเหรียญ เช่นเดียวกับ "The Housemaid" เป็นหนังฮิตเซอร์ไพรส์ข้ามปี วีคนี้เก็บไปอีก 8.5 ล้านเหรียญ ลดลงไปแค่ -22% ที่กระตุ้นยอดรายได้ทั่วโลกเกือบจะถึง 250 ล้านเหรียญแล้ว กลุ่มหนังที่เพิ่งเข้าฉายเมื่อวีคก่อน "Primate" ดร็อปลงไป -55% เก็บไปอีก 5 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นไปตามธรรมเนียมหนังสยองขวัญแนวนี้ แต่หนังก็สะสมยอด 10 วันแรกไปได้เกือบ 20 ล้านเหรียญ ขณะที่ "Greenland 2: Migration" ก็กลายเป็นหนังหายนะที่คนเทไม่เบา เพราะรายได้ดร็อปลงไป -60% โกยไปเพิ่ม 3.3 ล้านเหรียญ มียอดรวมที่ 14 ล้านเหรียญ ไม่น่าจะสู้ภาคแรกที่ฉายช่วงโควิด-19 ได้ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจก็คือ "Marty Supreme" ที่ยังทำเงินแต่ละสัปดาห์ได้ดี วีคนี้เก็บไปอีก 5.4 ล้านเหรียญ ลดลงไปแค่ -27% โดยที่ยอดรวมขยับไปที่ 80 ล้านเหรียญ ขึ้นแท่นกลายเป็นหนังค่าย A24 ที่ทำเงินได้สูงสุดในอเมริกาเรื่องล่าสุด "No Other Choice" เพิ่มโรงฉายเป็นวงกว้างขึ้นที่ 695 แห่งทั่วอเมริกา ทำให้ทำเงินเพิ่มขึ้น +63% เก็บไปอีก 2.2 ล้านเหรียญ หนังเกาหลีเรื่องนี้ค่อนข้างไปได้สวยในตลาดอเมริกา ทางด้าน "Hamnet" หนังสายรางวัลที่ได้กระแสจากเวทีลูกโลกทองคำมาช่วยเกื้อหนุนและหนังเพิ่มโรงฉายวงกว้างขึ้นอีก เป็น 718 โรงฉายทั่วอเมริกา ทำให้วีคนี้ทำเงินเพิ่มอีก 1.3 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น +120% หนังยังมีเส้นทางอีกยาวตลอดช่วงล่ารางวัลนี้ และยังมี "All You Need Is Kill" หนังอนิเมะญี่ปุ่นที่เปิดตัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะทำเงินแค่ 430,000 เหรียญ จาก 756 โรงฉาย ถือว่าไม่ได้ดึงดูแฟน ๆ มาตีตั๋วได้สักเท่าไหร่ สำหรับสัปดาห์ถัดไปก็ต้องมาลุ้นว่า..เราจะได้เห็นโฉมหน้าแชมป์หนังเรื่องใหม่ได้หรือไม่ เพราะเป็นคิวของหนังใหม่ฟอร์มน่าสนใจ ระหว่าง "MERCY" หนังชวนระทึกสืบสวนสอบสวนแห่งโลกเอไอ ที่มีดาราเบอร์ใหญ่ที่ดึงดูดแต่ว่า... กับ "Return to Silent Hill" การกลับมาสานต่อเฟรนไชส์เมืองห่าผีในรอบทศวรรษ ที่จะยังไหวอยู่หรือไม่ และหนังสายรางวัล "The Testament of Ann Lee" จะได้ฤกษ์ฉายวงกว้างอย่างเป็นทางการ รวมทั้งหนังการ์ตูนตัวเต็งรางวัล "Arco" จะลงโรงฉายแบบวงจำกัดด้วย Source: TheNumbers อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : [US Box Office] "Avatar 3" ทรงพลังเกาะแชมป์ต่อ แต่ "Primate" ลิงจ๋อคลั่งแอบแย่งซีน [US Box Office] แกร่งข้ามปี "Avatar: Fire and Ash" ยังยึดบัลลังก์-โกยเงินทะลุพันล้าน! [US Box Office] ปิดปีแบบจบจือ "Avatar 3" สตรองต่อ "Marty Supreme" เป็นปรากฏการณ์! [US Box Office] กลับมาทวงบัลลังก์ "Avatar: Fire and Ash" ยึดแชมป์ แม้ว่าแรงแผ่วลงบ้าง TrueID BoxOffice 5 หนัง 5 ซีรีส์ออนไลน์ฮิตจากแอป TrueID ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

ศึกยังไม่จบ! พาราเมาท์ ขอลุยซื้อค่ายหนังวอร์เนอร์ฯ ต่อ กับข้อเสนอสดุดีหนังเข้าฉายโรง
อ่าน

ศึกยังไม่จบ! พาราเมาท์ ขอลุยซื้อค่ายหนังวอร์เนอร์ฯ ต่อ กับข้อเสนอสดุดีหนังเข้าฉายโรง

สงครามยังไม่จบ..อย่าเพิ่งนับศพทหาร ดูเหมือนว่าเกมการประมูลชิงชัยเพื่อซื้อขายกิจการสตูดิโอหนัง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส จะยังไม่จบลงง่าย ๆ เพราะถึงแม้ว่าทิศทางจะค่อนข้างเด่นชัดว่า เน็ตฟลิกซ์ เป็นผู้ที่มีออร่าจะได้ครอบครองบริหารบริหาร แต่คู่แข่งคนสำคัญ อย่าง พาราเมาท์ สกายแดนซ์ ยังไม่ยอมพ่ายแพ้ง่าย ๆ ล่าสุดประกาศเดินหน้าประมูลสู้ต่อ โดยงัดกลยุทธ์ยื่นซื้อกิจการแบบเงินสด ที่หวังจะล้มดีลกับเน็ตฟลิกซ์ให้ได้ Variety รายงานว่า "เดวิด เอลลิสัน" หัวเรือใหญ่ที่ดูแลกิจการค่ายหนังพาราเมาท์ ได้ลั่นกลองรบครั้งใหม่ในการสู้ศึกประมูลชิงชัยสตูดิโอวอร์เนอร์ บราเธอร์ส โดยเขาประกาศเตรียมจะเสนอซื้อหุ้นด้วยมูลค่าเงินสดทั้งหมด เพื่อเข้าซื้อกิจการของวอร์เนอร์ ด้วยการวางมูลค่าหุ้นละ 30 ดอลลาร์ ที่เป็นเงื่อนไขเดียวกับที่เคยยื่นข้อมูลให้กับผู้บริหารวอร์เนอร์ฯ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งข้อเสนอนี้จะทำให้พาราเมาท์ได้ครอบครองสตูดิโอหนังวอร์เนอร์ฯ ทั้งหมด ที่รวมธุรกิจโทรทัศน์และช่องเคเบิ้ลทีวีต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้ พาราเมาท์ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า หากพวกเขาได้เข้าทำการบริหารสตูดิโอหนังวอร์เนอร์ฯ ในยุคใหม่ จะยังคงเน้นให้ความสำคัญกับการผลิตภาพยนตร์เข้าฉายโรงภาพยนตร์ โดยจะป้อนผลงานออกฉายให้มากกว่า 30 เรื่องต่อปี เพื่อสร้างวินโดว์ดั้งเดิมให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ที่นับว่าเป็นนโยบายคนละทางกับที่เน็ตฟลิกซ์เคยแย้มเอาไว้ ว่าผลงานหนังใหม่ ๆ ของวอร์เนอร์ฯ จะยังคงมีอยู่ในอนาคต แต่อาจจะมีช่วงระยะเวลาเข้าฉายโรงหนังที่สั้นลง พาราเมาท์ จะดำเนินการซื้อหุ้นด้วยเงินสดทั้งหมด ด้วยมูลค่า 1.084 แสนล้านเหรียญ (รวมภาระหนี้ผกผัน) ที่ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ตรงข้ามกับเน็ตฟลิกซ์ ที่มีมูลค่า 27.75 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการชำระด้วยเงินสด (23.25 ดอลลาร์) กับหุ้น (4.50 ดอลลาร์) ที่ดูทรงและทิศทางแล้ว ประเด็นการแย่งซื้อกิจการครั้งนี้จะยังคาราคาซังอีกยาวนานแน่นอน ทางด้าน "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นร้อนแรงในฮอลลีวูด โดยเขาปฏิเสธที่จะเลือกเข้าข้างและสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งเน็ตฟลิกซ์และพาราเมาท์ต่างเป็นเพื่อนคู่ค้าทางธุรกิจของเขาทั้งสิ้น "ผมไม่ค่อยรู้รายละเอียดเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ผมรู้จักพวกเขาดี ผมรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ แต่ผมต้องดูว่าประเด็นนี้มีสัดส่วนและส่วนแบ่งตลาดกี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งฝ่าย คือผมไม่ได้เข้าข้างใครเป็นพิเศษหรอกครับ ผมอยากทำในสิ่งที่ถูกต้อง มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในประเด็นนี้" โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับสื่อมวลชนระหว่างพบปะกันที่ทำเนียบข่าว ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

เจมส์ วาน เตรียมปลุกผีเล่นกล้องใน "Paranormal Activity" รีบูตใหม่ให้หลอกหลอนอีกหน
อ่าน

เจมส์ วาน เตรียมปลุกผีเล่นกล้องใน "Paranormal Activity" รีบูตใหม่ให้หลอกหลอนอีกหน

ก่อนการมาของจักรวาล Conuring หรือ Insidious เราต้องไม่ลืมว่าก็ยังมีจักรวาลลี้ลับเหนือธรรมชาติ อย่าง "Paranormal Activity" เคยเฮี้ยนและเคยปังมาก่อนแบบสุด ๆ เมื่อช่วงยุคปี 2000s ที่กลายเป็นหนังลงทุนสร้างแบบเบา ๆ แต่ได้กำไรกลับคืนมาเป็นกอบเป็นกำ บัดนี้ดูเหมือนว่าจะถึงแก่เวลาที่ความเฮี้ยนนี้จะหวนกลับมาคืนสู่จอใหญ่อีกครั้ง เพราะมีแผนจะรื้อฟื้นและปัดฝุ่นสร้างหนังชุดนี้ฉบับใหม่ออกมาสานต่อจักรวาลหนังอีกครั้ง The Hollywood Reporter รายงานว่า "เจมส์ วาน" นักสร้างหนังสยองตัวพ่อ เตรียมเข็นโปรเจกต์ Paranormal Activity โฉมใหม่ออกมาหลอกหลอนคนดูอีกครั้ง โดยเขาจะรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างและผลักดันหนังชุดนี้ให้กับมาเรืองรองอีกครั้ง ภายใต้ชายคา Blumhouse ที่่ร่วมมือกับ "เจสัน บลัม" ที่บัดนี้ได้รวมกิจการกับบริษัทสร้างหนัง Atomic Monster ของเขาเอาไว้แล้วนั่นเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการหนังที่อยู่ในระยะเริ่มตั้งไข่และยังมีรายละเอียดไม่มากนัก แต่แหล่งข่าวเชื่อว่า Paranormal Activity ฉบับใหม่ก็ยังคงเป็นการจับมือกันทำงานร่วมกับสตูดิโอ พาราเมาท์ พิคเจอร์ส เหมือนกับทุก ๆ ภาคที่เคยผลิตออกมาอีกเช่นเคย เพราะความสัมพันธ์อันดีที่มีระหว่างสตูดิโอหนังกับบลัมเฮาส์ที่ยังเป็นคู่ค้าธุรกิจที่เกื้อหนุนต่อกัน "ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Paranormal Activity มาตั้งแต่ภาคแรกเลยครับ เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมาก ดำเนินเรื่องไปด้วยจังหวะที่ค่อยเป็นค่อยไป ถึงจะเชื่องช้าและสามารถถ่ายทอดความลี้ลั้บออกมาได้น่ากลัวอย่างแนบเนียน ผมเฝ้ารอที่จะได้สานต่อตำนานนี้อีกครั้ง และช่วยพัฒนาวิวัฒนาการของเฟรนไชส์นี้ ด้วยวิธีการเล่าเรื่องผ่านฟุตเทจสยดสยองเข้ากับยุคใหม่ปัจจุบัน" เจมส์ วาน กล่าวเอาไว้ในแถลงการณ์ Paranormal Activity ภาคแรกในปี 2007 สร้างปรากฏการณ์และฉีกกฎเกณฑ์ให้กับวงการหนังผี โดยที่หนังใช้ทุนสร้างแค่เพียง 15,000 เหรียญ เป็นหนังที่ เจสัน บลัม บังเอิญไปค้นพบเข้า ก่อนจะรับหน้าที่เป็นป๋าดันในการผลักดันหนังเรื่องได้เฉิดฉาย และนับว่าเป็นหนึ่งจุดกำเนิดแจ้งเกิดให้กับบริษัทสร้างหนังผี Blumhouse จนถึงในปัจจุบันนี้ด้วย ปัจจุบันหนังชุด Paranormal Activity ถูกสร้างออกมาแล้ว 7 ภาค ได้แก่ Paranormal Activity 2 (2010), Paranormal Activity 3 (2011), Paranormal Activity 4 (2012), The Marked Ones (2014), The Ghost Dimension (2015) และล่าสุดใน Next of Kin (2021) ที่ในระยะหลัง ๆ กลายเป็นหนังที่ออกฉายในรูปแบบดิจิทัลนั่นเอง ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa