TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#เที่ยวญี่ปุ่น” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
แจกลิสต์ 11 ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าร้อน เมืองไหนดี ที่ไหนโดน ต้องไปชิล!
ใครที่กำลังวางทริป เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง อยู่ล่ะก็ บอกเลยว่า ช่วงนี้เหมาะมากๆ ค่ะ ตามเรามา เช็กลิสต์ 11 ที่เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน เมืองไหนดี ที่ไหนโดน กันได้เลย ช่วง หน้าร้อนของญี่ปุ่น เป็นช่วงโลว์ซีซั่น คือ เดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม ค่าตั๋วเครื่องบินก็จะถูกลงเยอะมากๆ ในช่วงเวลานี้ แถมอาจจะมีนักท่องเที่ยวน้อยถ้าเทียบกับช่วงอื่นๆ อีกด้วยค่ะ เที่ยวญี่ปุ่น ที่ไหนดี มาดูกัน! ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าร้อน เที่ยวที่ไหนดี 1. หมู่บ้านชิราคาวาโกะ Shirakawa-go กิฟุ คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นกับภาพสวยๆ ของ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) ในช่วงฤดูหนาวที่จะมีการแสดงไฟตอนค่ำคืนสวยอลังการ ในบรรยากาศบ้านญี่ปุ่นสไตล์ดั้งเดิม และหิมะสีขาวโปรยปราย เหมือนได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ในยุคเอโดะกันเลยทีเดียว แต่เราอยากจะชวนให้ลองไปเที่ยวหมู่บ้านชิราคาวาโกะในช่วงหน้าร้อนดูบ้าง! เพราะจะเป็นช่วงที่ทุ่งนาเขียวชอุ่มเต็มท้องทุ่ง ได้ฟีลไปอีกแบบ ร้านอาหาร ร้านขนมมากมาย ธารน้ำใสๆ ที่เต็มไปด้วยปลาคาร์ป เดินถ่ายรูปกันเพลินมากเลยค่ะ ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ ชิราคาวาโกะ Shirakawa-go เมืองมรดกโลก ที่ญี่ปุ่น ไปเที่ยวช่วงไหนดี เดินทางยังไง 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ZHBuYRsy6Hm9LgA9A =============== 2. ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ Farm Tomita นากะฟูราโนะ ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) เป็นฟาร์มชื่อดัง ตั้งอยู่ที่ เมืองนากะฟูราโนะ (Nakafurano) ใน ฮอกไกโด (Hokkaido) ค่ะ ที่นี่โด่งดังอย่างมากในเรื่องของ ทุ่งดอกไม้ และ จุดชมลาเวนเดอร์ ที่สวยที่สุดในเมืองเลยทีเดียวค่ะ และช่วงที่ดอกลาเวนเดอร์บานสะพรั่งเต็มที่สวยงามก็คือ ช่วงหน้าร้อน กลางเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ของทุกปีค่ะ ทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวที่พลาดไม่ได้เลยในช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีซอฟท์ครีมลาเวนเดอร์ให้ได้ชิมกันอีกด้วยนะ ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ เที่ยวฮอกไกโด ทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ Farm Tomita ลั้ลล้าหน้าร้อน 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/gdmcZ5A7FaFiCyvW6 =============== 3. วัดเมเกซึอิน Meigetsuin Temple จุดชมดอกไฮเดรนเยีย คามาคุระ หน้าร้อนญี่ปุ่น ก็ต้องคู่กับ อะจิไซ (Ajisai) หรือ ไฮเดรนเยีย ค่ะ และเราจะพาไปกันที่ วัดเมเกซึอิน (Meigetsuin Temple) หนึ่งใน จุดชมดอกอะจิไซ ที่ขึ้นชื่อมากๆ ของญี่ปุ่น เรียกได้ว่า ถ้าคิดจะแพลนมาเที่ยวญีปุ่นในช่วงหน้าร้อนแล้ว บอกเลยว่า พลาดไม่ได้ค่ะ วัดเมเกซึอิน ตั้งอยู่ที่ เมืองคามาคุระ (Kamakura) เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1160 ในสมัยปลายยุคเฮอันเลยทีเดียว ที่นี่ยังมีเรียกอีกอย่างว่า Ajisaidera หรือ วัดอะจิไซ นั่นเอง เนื่องจากเป็นที่ตั้งของ สวนดอกไฮเดรนเยีย กว่าหลายพันดอกที่จะพร้อมใจกันบานสะพรั่งในช่วงหน้าร้อน แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากไปเที่ยวชมกันสักครั้งค่ะ ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ เที่ยวญี่ปุ่น Meigetsu-in เที่ยวคามาคุระ เยือนวัดแห่งดอกไฮเดรนเยีย 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/sZVv9fJXrAVkG7Tg9 =============== 4. ทุ่งลาเวนเดอร์ ทะเลสาบคาวากุจิโกะ Lake Kawaguchikoยามานาชิ ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในบรรดา ทะเลสาบทั้ง 5 ที่อยู่รอบ ภูเขาไฟฟูจิ ที่นี่เป็นจุดชมวิวฟูจิยอดนิยม และเป็นอีกสถานที่เหมาะสำหรับ เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน อีกด้วยค่ะ เพราะเราจะได้เจอกับ ทุ่งลาเวนเดอร์ที่สวยงามริมทะเลสาบ แถมคนที่ชอบถ่ายรูปต้องฟินมากๆ เพราะเราจะได้รูปลาเวนเดอร์สวยๆ โดยมีแบ็กกราวน์เป็นทะเลสาบ และภูเขาไฟฟูจินั่นเอง ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด! ดูรีวิวเต็มๆ ที่ ✨ เที่ยวญี่ปุ่น ทะเลสาบคาวากุจิโกะ Lake Kawaguchiko ถ่ายรูปสวย รอบภูเขาไฟฟูจิ ✨ สวนโออิชิ Oishi Park ที่เที่ยวญี่ปุ่น ทุ่งดอกไม้แสนสวย กลางวิวภูเขาไฟฟูจิ 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/7jPPGaceAUqLxWdm9 =============== 5. ทะเลสาบอาชิ Lake Ashi คานางาวะ ทะเลสาบอาชิ (Lake Ashi) หรือชื่ออื่นๆ คือ ทะเลสาบฮาโกเนะ หรือ ทะเลสาบอาชิโนะโกะ เป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่สวยงาม และตรงจุดนี้ยังสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้อย่างสวยงามอีกด้วย จุดเด่นของทะเลสาบก็คือ เสาโทริอิ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ และ เรือที่เลียนแบบมาจากโจรสลัดของทางตะวันตกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ นอกจากนี้รอบทะเลสาบยังมีรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนตั้งเรียงรายให้ไปชิลอีกด้วยค่ะ 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Aha6vrJ6kCnX3Sou6 =============== 6. เทศกาลทานาบาตะ Tanabata Festival ทั่วญี่ปุ่น ต้องบอกว่า ฤดูร้อนของญี่ปุ่นั้นมีความผูกพันกับเทศกาลต่างๆ ค่ะ โดยเฉพาะ เทศกาลทานาบาตะ (Tanabata Festival) ที่จะจัดขึ้นทั่วทั้งญี่ปุ่นในช่วง วันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปีนั่นเอง ในเทศกาลนี้คนญี่ปุ่นก็จะออกมาประดับต้นไผ่อย่างสวยงาม ทั่วทั้งโตเกียว และเมืองอื่นๆ ก็จะเต็มไปด้วยสีสัน และมีร้านอาหารมากมายที่มาออกร้านขายของกินท้องถิ่นกันอย่างคึกคัก และแน่นอนว่า เราก็จะได้ใส่ชุดยูกาตะออกมาเดินเล่นในเมืองอีกด้วยค่ะ ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ เทศกาล ทานาบาตะ Tanabata ญี่ปุ่น วันที่ 7 เดือน 7 ตำนานเจ้าหญิงทอผ้ากับชายเลี้ยงวัว 📌 พิกัด : ทั่วญี่ปุ่น amnat11 / Shutterstock.com =============== 7. กินข้าวริมน้ำ Kawadoko คิบูเนะ Kibune เกียวโต JudeAnd / Shutterstock.com Kawadoko เป็นรูปแบบร้านอาหารชนิดหนึ่งใน คิบูเนะ (Kibune) เกียวโต (Kyoto) ค่ะ โดยร้านจะตั้งอยู่ข้างๆ แม่น้ำในช่วงฤดูร้อนนั่นเองค่ะ เพราะ Kawadoko นี้จะเป็นการทานอาหารแบบพิเศษที่ช่วยทำให้อากาศเย็นลง มักจะมีบริการช่วง เดือนพฤษภาคม-กันยายน ลองมาชิลหาของอร่อยนั่งกินริมน้ำแบบนี้ดู รับรองว่าฟินแน่ๆ ในซัมเมอร์นี้ค่ะ 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Zi2w7AjSdksYU6D26 =============== 8. เกาะอิชิงากิ Ishigaki Island โอกินาว่า เกาะอิชิงากิ (Ishigaki Island) ตั้งอยู่ใน หมู่เกาะยาเอะยามะ (Yaeyama Islands) ของ โอกินาว่า (Okinawa) และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ค่ะ บนเกาะมีหาดทรายขาวเนียนละเอียดมากมาย โดยเฉพาะที่ หาดโยเนะฮาระ (Yonehara) เป็นจุดเล่นน้ำและดำน้ำตื้นยอดนิยม มีแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์สวยงาม เป็นที่เที่ยวที่เหมาะสุดๆ ในการมาเที่ยวหน้าร้อน อย่าลืมเตรียมบิกินี่ตัวโปรดมานอนอาบแดดชิลๆ เล่นตีแตงโมกันได้เลยค่า ✨ ดูที่เที่ยวโอกินาว่า ที่น่าสนใจอื่นๆ : 19 ที่เที่ยวโอกินาว่า ญี่ปุ่น น้ำทะเลใส หาดทรายสวย ฤดูไหนก็ดีต่อใจ 📌พิกัด : https://maps.app.goo.gl/8D3CEe4Syr3xr3wf7 =============== 9. ศาลเจ้าเมจิ Meiji Shrine โตเกียว ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Shrine) เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ใน กรุงโตเกียว (Tokyo) ค่ะ ทางเข้าเราจะเห็นเสาโทริอิ เป็นเสมือนประตูไม้ให้เราได้เดินเข้าไปสู่โลกแห่งเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งอากาศและบรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แทบไม่นึกว่าเรากำลังอยู่ใจกลางกรุงโตเกียวกันเลยทีเดียว ที่นี่เต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้สูง ความสงบเงียบ ไอดินกลิ่นหญ้า สูดหายใจได้อย่างเต็มปอด และสดชื่นมากๆ เป็นที่หลบร้อนในช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ✨ ดูรีวิวเต็มๆ เที่ยวโตเกียว ศาลเจ้าเมจิ Meiji Shrine ขอพรเทพเจ้า เดินชิลในป่ากลางกรุงโตเกียว 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/PSTxG7Ln7srBjDA19 =============== 10. ปีนเขาภูเขาไฟฟูจิ Mount Fuji sopon seti / Shutterstock.com คนที่ชอบความท้าทาย ได้ฟีลแอดเวนเจอร์ เราชวนไปเรียกเหงื่อ ปีนภูเขาไฟฟูจิ กันค่ะ ซึ่งทุกๆ ปี ช่วงเวลาที่เหมาะสามารถเปิดให้ปีนเขาได้จะเริ่มประมาณ ต้นเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน เพราะบนภูเขาจะไม่มีหิมะตก และอากาศดีมากๆ ที่สุดของปี จึงทำให้ในช่วงหน้าร้อน การปีนภูเขาฟูจิเป็นที่นิยมของทั้งคนญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวค่ะ ✨ เที่ยวญี่ปุ่น ปีนภูเขาไฟฟูจิต้องรู้! กฎใหม่ปี 2025 สำหรับนักท่องเที่ยว 📌 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.fujisan-climb.jp/en Jatuphon.PTH / Shutterstock.com =============== 11. เทศกาลเท็นจิน Tenjin Matsuri โอซาก้า StreetVJ / Shutterstock.com เทศกาลเท็นจิน (Tenjin Matsuri) เป็นเทศกาลใหญ่ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 3 ของเทศกาลในประเทศญี่ปุ่นเลยค่ะ ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปี ใน วันที่ 24-25 กรกฎาคม เป็นประจำ ที่ โอซาก้า (Osaka) เพื่อระลึกถึง เทพเท็นจิน จัดโดย ศาลเจ้าเท็นมังกู (Tenmangu Shrine) เทศกาลนี้เป็นงานแห่เทพเจ้าทั้งทางบกและทางน้ำ มีกิจกรรมพาเหรดริมแม่น้ำ จุดดอกไม้ไฟ และมีการแห่เกี้ยวออกจากศาลเจ้าแล้วเดินไปรอบเมืองอีกด้วย เป็นเทศกาลที่สนุกสนาน และห้ามพลาดมากๆ ในช่วงหน้าร้อนของทุกปีเลยค่ะ 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/LpMtDibPyhsZeVpq5 StreetVJ / Shutterstock.com =============== ที่เที่ยวญี่ปุ่น ที่น่าสนใจอื่นๆ 40 สถานที่สวยใน ญี่ปุ่น ไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้อย่าได้พลาด ! 8 จุดชม ดอกไฮเดรนเยีย ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าร้อน สีสวยละมุนใจ 12 ทุ่งดอกไม้ ที่เที่ยวญี่ปุ่น สีสันสดใส อลังการ ถ่ายรูปปังสุดๆ !
เที่ยวญี่ปุ่น • 1 ก.ค. 69
อ่าน
3 จุดชมดอกไฮเดรนเยีย (อาจิไซ) ในโตเกียว เที่ยวญี่ปุ่นหน้าฝน 2026 ถ่ายรูปมุมไหนก็ปัง
ช่วงหน้าฝนญี่ปุ่นจะมีตัวเอกอย่าง "ดอกไฮเดรนเยีย" หรือ "อะจิไซ" (紫陽花) บานสะพรั่งต้อนรับสายฝนอย่างงดงาม ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมไปจนถึงต้นกรกฎาคม สำหรับสายถ่ายภาพ และคนชอบเดินชิล วันนี้ขอพาไปลุย 3 จุดชมดอกไฮเดรนเยียยอดฮิตในโตเกียว เดินทางง่าย บรรยากาศดี ถ่ายรูปออกมาดูดีแน่นอน จะมีที่ไหนบ้าง มาดูกันเลย เที่ยวญี่ปุ่นหน้าฝน 20263 จุดชมดอกไฮเดรนเยีย (อาจิไซ) ในโตเกียว 1. ศาลเจ้าฮาคุซัน (Hakusan Shrine) ไฮไลต์: บรรยากาศเงียบสงบย้อนยุค กับดอกไม้กว่า 3,000 ต้น หนีความวุ่นวายมาที่ "ศาลเจ้าฮาคุซัน" ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางโตเกียว ที่นี่อาจจะไม่ใช่แลนด์มาร์กหลักที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันเยอะ แต่สำหรับคนท้องถิ่นแล้ว ที่นี่คือสวรรค์ของคนรักดอกไฮเดรนเยียเลย ทุกปีในช่วงนี้ ทางศาลเจ้าจะจัดงานเทศกาล Bunkyo Ajisai Matsuri ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาชมพุ่มดอกไฮเดรนเยียกว่า 3,000 ต้น มีทั้งสีฟ้าคราม ม่วงเข้ม และชมพูหวาน สลับกับต้นไม้โบราณรอบศาลเจ้าได้อย่างคลาสสิก แนะนำให้เดินขึ้นไปบริเวณเนินเขาเล็กๆ ด้านหลังศาลเจ้าครับ จะได้มุมถ่ายภาพที่เห็นพุ่มดอกไม้ลดหลั่นกันลงมาเป็นเลเยอร์ที่สวยงามมาก แถมบรรยากาศยังเงียบสงบ เหมาะกับการมานั่งพักใจ และสูดอากาศสดชื่นหลังฝนตก ศาลเจ้าฮาคุซัน (Hakusan Shrine 白山神社) พิกัด:5-31-26 Hakusan, Bunkyo City,Tokyoเดินทาง: เดินประมาณ 3 นาทีจากสถานี Hakusan (Toei Mita Line) ทางออก A3 หรือเดินประมาณ 5 นาทีจากสถานี Hon-komagome (Tokyo Metro Namboku Line) ทางออก 1 เปิด 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าเข้าชม Official Website (jp) 2. สวนสุมิดะ (Sumida Park) ไฮไลต์: ถนนไฮเดรนเยียเลียบแม่น้ำ พร้อมวิวโตเกียวสกายทรี ขยับมาทางฝั่งตะวันออกในย่านอาซากุสะกันบ้างครับ กับ สวนสุมิดะ สวนสาธารณะริมแม่น้ำที่หลายคนชอบมาเดินเล่นรับลมเย็นๆ แต่ในหน้าฝนแบบนี้ ตลอดทางเดินเลียบแม่น้ำจะกลายร่างเป็น ถนนไฮเดรนเยีย (あじさいロード) ที่ขนาบข้างไปด้วยแปลงดอกไม้สีสันสดใส ช็อตเด็ดห้ามพลาด พิกัดนี้คือจุดปะทะสายตาระหว่างความคลาสสิกของธรรมชาติและความล้ำสมัยของเมืองหลวง ลองหามุมที่ดอกไฮเดรนเยียสีม่วงสดใสอยู่ด้านหน้า แล้วมีหอคอย โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) ตั้งตระหง่านอยู่เป็นฉากหลัง รับรองว่าเป็นช็อตที่เท่ และสะท้อนความเป็นโตเกียวได้ดีที่สุดเลยครับ สุมิดะ ปาร์ค (Sumida Park 隅田公園) พิกัด:1 Chome Hanakawado, Taito City, Tokyo เดินทาง: เดินประมาณ 3 นาทีจากสถานี Asakusa (เดินทางได้ทั้งสาย Tokyo Metro Ginza Line / Toei Asakusa Line / Tobu Skytree Line) เปิด 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าเข้าชม Official Webpage (jp) 3. สวนอุเอโนะ (Ueno Park) ไฮไลต์: แวะง่าย เดินทางสะดวก ดอกไม้บานสะพรั่งรอบบึงชิโนบาซุ ปิดท้ายด้วยพิกัดเดินทางสุดง่ายที่ทุกคนต้องผ่านอย่าง สวนอุเอโนะหลายคนอาจจะคิดว่าที่นี่มีดีแค่ช่วงซากุระบาน แต่จริงๆ แล้วในหน้าฝนแบบนี้ สวนอุเอโนะก็อบอวลไปด้วยดอกไฮเดรนเยียที่สวยงามไม่แพ้กัน จุดชมไฮเดรนเยียที่สวยที่สุดจะอยู่บริเวณรอบ บึงชิโนบาซุ (Shinobazu Pond) และตามทางเดินในสวนครับ ข้อดีของที่นี่คือทำเลดีมาก อยู่ติดสถานีรถไฟใหญ่ เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาน้อย แต่อยากแวะมาแชะภาพสวยๆ ระหว่างรอไปช้อปปิ้งหรือกินข้าวในย่านอุเอโนะ หลังจากเดินชมดอกไม้เสร็จแล้ว แนะนำให้แวะไปหาเครื่องดื่มเย็นๆ หรือขนมอร่อยๆ ทานรอบๆ สถานีอุเอโนะ เป็นการจบทริปครึ่งวันเช้าที่สมบูรณ์แบบมาก สวนอุเอโนะ (Ueno Park 上野恩賜公園) พิกัด:Uenokoen, Taito City, Tokyo 110-0007เดินทาง: เดินประมาณ 2 นาทีจากสถานี Ueno ทางออก Park Exit สามารถเดินทางด้วย JR Yamanote Line, JR Keihin-Tohoku Line, Tokyo Metro Ginza Line และ Hibiya Line เปิด 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าเข้าชม ฤดูฝนญี่ปุ่นไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดเลยใช่ไหมครับ? ลองเปลี่ยนมุมมอง เปิดใจให้กว้าง แล้วพกกล้องออกไปบันทึกภาพความงามสีพาสเทลกลางสายฝนด้วยกันนะ เชื่อว่าจะได้ภาพสวยๆ และประสบการณ์การเดินทางที่โรแมนติกแปลกตาไปอีกแบบแน่นอน ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพจากhttps://www.japankuru.com ====================
เที่ยวญี่ปุ่น • 20 มิ.ย. 69
อ่าน
8 จุดชม ดอกไฮเดรนเยีย เที่ยวญี่ปุ่น หน้าร้อน หน้าฝน สีสวยละมุนใจ
เที่ยวญี่ปุ่น ต้นฤดูร้อน หน้าฝน พรำๆ จะมีอะไรฟินเท่ากับการไปชม ดอกไฮเดรนเยีย หรือ ดอกอะจิไซ สีสวยอีก! วันนี้เราขอชวนทุกคนไป เช็กอิน 8 จุดชมดอกไฮเดรนเยีย ญี่ปุ่น สวยๆ รับรองว่าทั้งถ่ายรูปสวย อากาศก็ดี จะที่ไหนก็ดีต่อใจมากๆ 40 สถานที่สวยใน ญี่ปุ่น ไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้อย่าได้พลาด ! 12 ทุ่งดอกไม้ ที่เที่ยวญี่ปุ่น สีสันสดใส อลังการ ถ่ายรูปปังสุดๆ ! ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าร้อน หน้าฝนปักหมุด จุดชมดอกไฮเดรนเยีย สวยๆ ที่ ญี่ปุ่น 1. Asukayama Park สวนอะสุกะยามะ Tokyo โตเกียว เริ่มจุดหมายแรกที่ สวนอาสุกะยามะ (Asukayama Park 飛鳥山公園) สวนสาธารณะของโตเกียว ที่มีชื่อเสียงในฐานะจุดชมซากุระในช่วงฤดูใบไม้ผลิค่ะ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นฤดูร้อน ประมาณต้นเดือนมิถุนายน ริมทางเดินไปยัง สถานีรถไฟโอจิ (Oji Station) จะเต็มไปด้วย ดอกไฮเดรนเยีย หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า อะจิไซ (Ajisai アジサイ) บานสะพรั่งเป็นพุ่มๆ มีสีฟ้า สีม่วง สีชมพู สลับสีสันอย่างสวยงาม น่าประทับใจมาก 🎏 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/iafxLoUPdVMF3xfS6 =============== 2. Hakusan Shrine ศาลเจ้าฮะคุซัง Tokyo โตเกียว ศาลเจ้าฮาคุซัง (Hakusan Shrine 白山神社) หนึ่งในศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในโตเกียว เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 948 และย้ายมาอยู่ในสถานที่ปัจจุบันเมื่อปี ค.ศ. 1655 ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน จะเป็นช่วงเวลาของ Bunkyo Ajisai Festival เทศกาลชมดอกไฮเดรนเยีย ที่มีให้ชมมากถึง 3,000 ดอก บานสวยทั่วทั้งศาลเจ้า อีกทั้งยังมีร้านค้าและร้านอาหารเปิดอย่างคึกคัก 🎏 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/fk95WidJih3qfqHN9 =============== 3. Meigetsuin Temple วัดเมเกซึอิน Kamakura คามาคุระ วัดเมเกซึอิน (Meigetsu-in หรือ Meigetsuin Temple 明月院) หนึ่งใน จุดชมดอกไฮเดรนเยีย ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในญี่ปุ่น จนได้รับการขนานนามว่าเป็น Ajisaideraหรือวัดอะจิไซ ที่แปลว่า "วัดแห่งดอกไฮเดรนเยีย" (Hydrangea Temple) เลยทีเดียว ภายในวัดจะมีสวนดอกไฮเดรนเยียสายพันธุ์ Hime-Ajisai กว่า 2,500 ดอก บานสะพรั่งตลอดสองข้างทางเดิน เป็นไฮไลท์ในช่วงต้นฤดูร้อนที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว ✨ ดูเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ เที่ยวญี่ปุ่น Meigetsu-in เที่ยวคามาคุระ เยือนวัดแห่งดอกไฮเดรนเยีย 🎏 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/c1HrQ1ZSF7ecUFg58 =============== 4. Hakone Tozan Train รถไฟฮาโกเนะโทซัง Hakone ฮาโกเน่ นั่ง รถไฟสายดอกไฮเดรนเยีย ไปกับ รถไฟฮาโกเนะโทซัง (Hakone Tozan Train) ในเมือง ฮาโกเน่ที่จะเดินทางขึ้นลงเขาระหว่าง สถานีโอดะวะระ (Odawara) และ สถานีโงระ (Gora) เป็นกิจกรรมยอดนิยมในช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่นเลยค่ะ เพราะระหว่าง เดือนมิถุนายน - กรกฎาคม นั้น เราจะได้ชมดอกไฮเดรนเยียสีสวยบานสะพรั่งไปตลอดทางเลย 🎏 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Y9jdtKdkuW81NvBS6 =============== 5. Michinoku Hydrangea Garden สวนไฮเดรนเยียมิชิโนคุ Iwate อิวาเตะ สวนไฮเดรนเยียมิจิโนะคุ (Michinoku Hydrangea Garden みちのくあじさい園) สวนดอกไฮเดรนเยียที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในบริเวณป่าสน ทำให้บรรยากาศของที่นี่มีแต่ความร่มรื่น และเย็นสบายมากๆ แต่จะบานช้ากว่าที่อื่นสักหน่อยค่ะ ภายในสวนมี ดอกไฮเดรนเยียกว่า 400 สายพันธุ์ รวมทั้งหมดประมาณ 4 หมื่นกว่าต้น มองไปทางไหนก็จะเห็นดอกไฮเดรนเยียสีฟ้า สีฟ้า สีชมพู สีม่วง บานสลับกันไปทั่วบริเวณ ถ่ายรูปสวยๆ กันให้จุใจไปเลย~ 🎏 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/2zrimoPxEAmPjukD8 =============== 6. Shimoda Park สวนสาธารณะชิโมดะ Shimoda ชิโมดะ สวนสาธารณะชิโมดะ (Shimoda Park 下田公園) จุดชมดอกไฮเดรนเยียสวยๆ ที่มาพร้อมกับวิวของท้องทะเล และบ้านเมืองใน ชิโมดะ (Shimoda) เมืองท่าริมคาบสมุทรอิซุ (Izu Peninsula) ใน จังหวัดชิซุโอกะ (Shizuoka Prefecture) เรียกว่าพิเศษและไม่เหมือนใครสุดๆ ตลอดทางขึ้นเนินเขาเราก็จะได้ชมดอกไฮเดรนเยียบานอยู่ตามจุดต่างๆ เพลินตาเพลินใจไม่เบาค่ะ 🎏 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/MiRpWJWSSmxJTSnU8 =============== 7. Mimurotoji Temple วัดมิมูโระโทจิ Kyoto เกียวโต G.C. Photo / Shutterstock.com วัดมิมูโระโทจิ (Mimurotoji Temple 三室戸寺) หนึ่งในวัดสวยแห่ง เมืองอุจิ (Uji) จังหวัดเกียวโต (Kyoto Prefecture) ที่ใครๆ ก็เรียกกันว่า "วัดดอกไม้" เพราะเป็นวัดที่มีดอกไม้นานาชนิดบานสลับกันแตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงเวลาของปีค่ะ ดอกซากุระ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไฮเดรนเยีย ในช่วงต้นฤดูร้อนช่วงเดือนมิถุนายน ดอกบัว ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงเดือนพฤศจิกายน เป็นการผสานสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเข้ากับธรรมชาติได้อย่างดงาม G.C. Photo / Shutterstock.com 🎏 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/XUa66YDCeNo7p68r6 =============== 8. Hattori Farm Hydrangea Mansion ฟาร์มฮัตโตริ Mobara โมบาระ ฟาร์มฮัตโตริ (Hattori Farm Hydrangea Mansion 服部農園 あじさい屋敷) สวนดอกไฮเดรนเยียขนาดใหญ่ใน เมืองโมะบะระ (Mobara) จังหวัดชิบะ (Chiba Prefecture) เอกลักษณ์ของที่นี่คือการปลูกดอกไฮเดรนเยียเป็นแนวขั้นบันได ทำให้เราสามารถเห็นดอกไฮเดรนเยียกว่า 10,000 ดอก บานสะพรั่งแบบ 360 องศา บอกเลยว่าฟินมาก แถมยังเดินทางไม่ไกลจากโตเกียวด้วยนะ 🎏 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Ra1qtYkpm2nN7dU39 ===============
เที่ยวญี่ปุ่น • 5 มิ.ย. 69
อ่าน
5 จุดชมดอกไฮเดรนเยีย คามาคุระ 2026 เที่ยวญี่ปุ่นหน้าฝน ใกล้โตเกียว ถ่ายรูปสวย
หนีความวุ่นวายจากโตเกียว ไปเช็กอิน 5 จุดชมไฮเดรนเยียห้ามพลาดในคามาคุระ ปี 2026 ใครว่าเที่ยวญี่ปุ่นหน้าฝนจะหม่นหมอง บอกเลยว่าคิดผิด! เพราะนี่คือช่วงเวลาของ ดอกไฮเดรนเยีย (Hydrangea) หรือดอกอาจิไซ (Ajisai) ในภาษาญี่ปุ่น ที่พากันบานสะพรั่งย้อมเมืองให้กลายเป็นสีพาสเทลสุดละมุน 5 จุดชมดอกไฮเดรนเยีย คามาคุระ 2026เที่ยวญี่ปุ่นหน้าฝน ใกล้โตเกียว ถ่ายรูปสวย พูดถึงพิกัดชมไฮเดรนเยียยอดฮิตอันดับหนึ่งใกล้โตเกียว จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก คามาคุระ (Kamakura) เมืองเก่าสุดสโลว์ไลฟ์ที่เดินทางง่ายแบบ One Day Trip เดินลัดเลาะวัดเก่า ทางรถไฟสายคลาสสิก และวิวริมทะเลสุดโรแมนติก จะสวยสะกดใจขนาดไหน ตามมาดูกันเลย! 1. วัดฮาเซเดระ (Hasedera Temple) เริ่มต้นพิกัดแรกกันที่ วัดฮาเซเดระ วัดดังระดับแลนด์มาร์กของคามาคุระที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง แม้จะต้องออกแรงเดินขึ้นบันไดกันสักนิด แต่บอกเลยว่าสิ่งที่รออยู่ด้านบนนั้นคุ้มค่าเหนื่อยแน่นอน! เพราะคุณจะได้เห็นวิวเมืองและอ่าวคามาคุระแบบกว้างไกลสุดสายตา ไฮไลต์ห้ามพลาด: สวนไฮเดรนเยียขนาดใหญ่บนไหล่เขาที่รวบรวมดอกไฮเดรนเยียไว้กว่า 500 ต้น หลากหลายสายพันธุ์และสีสัน บานสะพรั่งขนาบสองข้างทางเดินเล็ก ๆ ให้ฟีลเหมือนเรากำลังเดินหลงทางอยู่ในทะเลดอกไม้เลยทีเดียว ในช่วงพีคของฤดูกาล บางวันทางวัดจะมีการเปิดไฟประดับยามค่ำคืน (Light-up) ด้วยนะ บรรยากาศจะเปลี่ยนจากความสดใสเป็นความโรแมนติกแบบคูณสิบ วัดฮาเซเดระ (Hasedera Temple) 3-11-2 Hase, Kamakura, Kanagawa เวลาเปิดทำการ: 08:00 17:00 น. | มักขยายเวลาเข้าชมในช่วงฤดูไฮเดรนเยีย ค่าเข้าชม:ผู้ใหญ่ 400 เยน / เด็ก 200 เยน 2. วัดเมเก็ตสึอิน (Meigetsuin Temple) หากถามคนญี่ปุ่นว่าอยากดูไฮเดรนเยียที่ไหนมากที่สุด ชื่อของ วัดเมเก็ตสึอิน จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ แน่นอน จนถึงกับได้รับฉายาเล่นๆ ว่า "วัดไฮเดรนเยีย" เพราะเมื่อก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ คุณจะรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในโลกนิทานมากกว่าอยู่ในวัดซะอีก ไฮไลต์ห้ามพลาด: ทางเดินและบันไดหินโบราณที่โอบล้อมด้วยดอกไฮเดรนเยียกว่า 2,500 ต้น ซึ่งความพิเศษของที่นี่คือ ดอกไม้เกือบทั้งหมดจะเป็นโทนสีฟ้าครามสดใส สวยงามจนได้รับการขนานนามว่าสี "ฮิเมะอาจิไซ" (Hime Ajisai) หรือ "เจ้าหญิงไฮเดรนเยีย" บรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น และเย็นสบาย เหมาะกับการมาเสพความละมุนสไตล์ญี่ปุ่นหน้าฝนแบบแท้จริง วัดเมเก็ตสึอิน (Meigetsuin Temple) 189 Yamanouchi, Kamakura, Kanagawa เวลาเปิดทำการ: 09:00 16:00 น. | มักขยายเวลาเข้าชมในช่วงฤดูไฮเดรนเยีย ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 500 เยน / เด็ก 300 เยน 3. วัดโจจูอิน (Jojuin Temple) ใครอยากได้รูปโปรไฟล์ใหม่ที่สวยสะกดสายตา ต้องปักหมุดที่ วัดโจจูอิน วัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 800 ปี แต่ปัจจุบันกลายเป็นจุดเช็กอินยอดฮิตของเหล่าตากล้อง และบล็อกเกอร์จากทั่วโลก ไฮไลต์ห้ามพลาด: บันไดทางเดินยาวที่ทอดตัวขึ้นสู่ตัววัด สองข้างทางประดับประดาด้วยดอกไฮเดรนเยียหลากสีสันคอยต้อนรับผู้มาเยือน และทีเด็ดคือเมื่อเราหันหลังกลับไปมองทางทิศใต้ จะเห็นวิวพาโนรามาของชายหาดของคามาคุระอยู่ด้านหลังแบบพอดีเป๊ะ ได้ทั้งดอกไม้สวย และวิวทะเลในเฟรมเดียวกัน วัดโจจูอิน (Jojuin Temple) 1-1-5 Gokurakuji, Kamakura, Kanagawa เวลาเปิดทำการ: 08:00 17:00 น. 4. วัดเอ็นกาคุจิ (Engakuji Temple) สำหรับสายสโลว์ไลฟ์ที่อยากเลี่ยงผู้คนหนาแน่นตามจุดยอดฮิต แต่อยากได้พิกัดถ่ายรูปสวยๆ บรรยากาศผ่อนคลาย เราขอแนะนำ วัดเอ็นกาคุจิ หนึ่งในห้าวัดนิกายเซนที่สำคัญที่สุดของคามาคุระ ไฮไลต์ห้ามพลาด: พื้นที่ของวัดกว้างขวาง ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่และสถาปัตยกรรมไม้เก่าแก่อันทรงคุณค่า ดอกไฮเดรนเยียที่นี่จะบานแซมอยู่ตามจุดต่างๆ ท่ามกลางมอสสีเขียวชอุ่ม และลานวัดอันเงียบสงบ ทำให้เราสามารถเดินเล่น ถ่ายรูป และสัมผัสกับไอฝนรวมถึงธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิดแบบไม่ต้องเบียดเสียดกับใคร วัดเอ็นกาคุจิ (Engakuji Temple) 409 Yamanouchi, Kamakura, Kanagawa เวลาเปิดทำการ: 08:30 16:30 น. ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 500 เยน / เด็ก 200 เยน 5. ศาลเจ้าเอโนะชิมะ (Enoshima Shrine) ปิดท้ายทริปด้วยการขยับไปฝั่งริมทะเลที่เกาะเอโนะชิมะ กับ ศาลเจ้าเอโนะชิมะ ศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องการขอพรโชคลาภ การเงิน และสุขภาพ ไฮไลต์ห้ามพลาด: นอกจากความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ในช่วงฤดูฝน บันไดทางเดินขึ้นศาลเจ้าที่ทอดยาวจะถูกแต่งแต้มไปด้วยดอกไฮเดรนเยียสีสันสดใสชวนสะดุดตา ยิ่งเดินขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมองเห็นวิวทะเลรอบเกาะเอโนะชิมะสวยงามขึ้นเรื่อยๆ ได้ทั้งอิ่มบุญ ได้ทั้งรูปสวย แถมยังได้สูดกลิ่นอายทะเลแบบเต็มปอด ครบจบในที่เดียว ศาลเจ้าเอโนะชิมะ (Enoshima Shrine) 2-3-8 Enoshima, Fujisawa, Kanagawa เวลาเปิดทำการ: 08:30 17:00 น. คามาคุระไม่ได้มีเสน่ห์แค่ช่วงฤดูฝนเท่านั้น ทั้งเมืองยังเต็มไปด้วยคาเฟ่เก๋ๆ ร้านอาหารอร่อย และที่เที่ยวอีกเพียบ แถมยังมีดอกไม้สวยๆ ให้ชมได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นซากุระแสนหวานในฤดูใบไม้ผลิ หรืออุโมงค์ดอกวิสทีเรีย (Wisteria) สีม่วงสุดอลังการ ใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมปักหมุดคามาคุระไว้ในแพลนกันด้วยนะ 🌸🇯🇵 ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพจากhttps://www.japankuru.com ====================
เที่ยวญี่ปุ่น • 4 มิ.ย. 69
อ่าน
ซื้อดีไหม JR Pass เที่ยวญี่ปุ่น ทริปนี้ คุ้มไหม ต้องดูอะไรบ้าง รู้ก่อนซื้อพาส?
ก่อนไป เที่ยวญี่ปุ่น เรื่องน่าหัวหัวสำหรับการวางแผนทริปก็คือ จะซื้อ JR Pass ดีไหม ซื้อ JR Pass คุ้มไหม ตามเรามาดูกันค่ะว่า ก่อนที่ตัดสินใจซื้อ JR Pass นั้น เราต้องพิจารณาถึงอะไรบ้าง เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อพาส จะได้คุ้มค่าที่สุด YingHui Liu / Shutterstock.com ไปเที่ยวญี่ปุ่น ซื้อ JR Pass คุ้มไหม ต้องดูอะไรบ้าง JR Pass คือ ตั๋วรถไฟของ Japan Railway Company Group ซึ่งสามารถขึ้นรถไฟได้ไม่จำกัด ทั้งขบวนรถไฟชานเมือง รถเร็ว รถด่วน รถไฟชินกันเซ็น ซึ่งเป็นบัตรโดยสารที่ราคาประหยัดกว่าการซื้อตั๋วรถไฟเป็นรายเที่ยว โดย JR Pass ในแต่ละพื้นที่จะมีเงื่อนไขในการใช้ จำนวนวัน และ เวลาใช้พาส แตกต่างกันออกไป 1. ทริปนี้เดินทางด้วยรถไฟเยอะแค่ไหน ก่อนซื้อ JR Pass ให้ลองคิดพิจารณาดูก่อนว่า ในทริปเที่ยวญี่ปุ่นของเรานั้น การเดินทางส่วนใหญ่เป็นแบบไหน เดินทางด้วยรถไฟมากน้อยขนาดไหน หรือบางเมืองที่เดินทางไปนั้น อาจจะสะดวกด้วยการเดินทางแบบอื่นมากกว่า เช่น เกียวโต เหมาะที่จะนั่งรถบัสเที่ยวมากกว่า หรือเน้นเดินเที่ยว ช้อปปิ้ง มากกว่า ไม่ค่อยได้ไปสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องนั่งรถไฟไป เป็นต้น 2. รถไฟส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ในการเดินทาง เป็นรถไฟของ JR หรือไม่ ในการเดินทางด้วยรถไฟในแต่ละพื้นที่ของญี่ปุ่นนั้น รถไฟบางขบวนก็เป็นขบวนรถอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการดูแลของ JR หากทริปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ แผนเที่ยวที่วางไว้ต้องเดินทางโดยใช้รถไฟอื่นๆ หรือ ขบวนรถไฟท่องเที่ยวพิเศษอื่นๆ ที่ไม่ได้ครอบคลุมอยู่ใน JR Pass ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องซื้อ JR Pass oatautta / Shutterstock.com 3. ต้องใช้รถไฟชินกันเซ็นเดินทางเยอะไหม หลายๆ คนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นใน 1 ทริป แล้วใช้รถไฟชินกันเซ็นเดินทางข้ามภูมิภาค ข้ามจังหวัด เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง บอกเลยว่า JR Pass นั้น ตอบโจทย์สุดๆ ค่ะ เช่น วางแผน เที่ยวโตเกียว แล้วไปต่อที่โอซาก้า หรืออื่นๆ แค่นั่งรถไฟชินกันเซ็นสัก 2 เที่ยว ก็คุ้มค่า JR Pass ในการเดินทางแล้ว (รถไฟชินกันเซ็น สามารถใช้ JR Pass ได้ในชั้นธรรมดา สำหรับ Green Car ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) 4. คำนวณค่าตั๋วรายเที่ยวโดยประมาณ สำหรับใครที่ยังไม่มั่นใจ ให้ลองคำนวณค่าตั๋วรถไฟรายเที่ยวโดยประมาณ มาเปรียบเทียบกับราคาของ JR Pass ก่อนดูได้ โดยสามารถประมาณได้คร่าวๆ ได้จาก เว็บคำนวณค่ารถไฟญี่ปุ่น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เว็บคำนวนค่ารถไฟญี่ปุ่น JR Pass Calculator Giovanni G / Shutterstock.com 5. นับระยะเวลาการใช้งาน JR Pass ในการวางแผนทริป เราควรนับระยะเวลาในการใช้งาน JR Pass ให้ตรงกับ วัน เวลา ในการเดินทางด้วยรถไฟ JR ของเรา โดย JR Pass จะมีทั้งแบบ 3 วัน 5 วัน 7 วัน 14 วัน และอื่นๆ ลองคิดว่าในทริปนี้เราเดินทางด้วยรถไฟกี่วัน ใช้แบบไหน ซื้อแบบกี่วันถึงจะคุ้มค่าที่สุด 6. เลือกประเภทของ JR Pass ให้ถูกต้อง ครอบคลุม ที่สำคัญมากๆ ในการเลือกซื้อ JR Pass ในการเดินทางที่ญี่ปุ่นคือ การเช็กว่าสถานที่ที่เราจะเดินทางไปนั้น JR Pass ครอบคลุมหรือไม่ เพราะ JR Pass มีหลายแบบมากๆ โดยแต่ละพื้นที่จะมีกำหนดอยู่ว่าต้องใช้ JR Pass แบบใด เช่น หากเราวางแผนเที่ยวโตเกียว ไม่ได้เดินทางออกไปนอกเมืองไกลๆ ก็ใช้ JR Tokyo Wide Pass ที่ใช้เดินทางได้รอบโตเกียว แทนการซื้อ JR East Pass ได้ เป็นต้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ JR Pass มีกี่แบบ ไปไหนได้บ้าง ครบทุกพื้นที่ทั่วญี่ปุ่น ThroughKookLens / Shutterstock.com ===============
ทราเวล ทิปส์ • 7 ม.ค. 68
อ่าน
แชร์ประสบการณ์ เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกกับ 5 เรื่องพลาดสุดคลาสสิกที่อยากบอกต่อ
ญี่ปุ่น เป็นประเทศในฝันของใครหลายคน แต่สำหรับมือใหม่หัดเที่ยวที่เพิ่งแลนดิ้งเป็นครั้งแรก ต่อให้ทำการบ้านมาดีแค่ไหน ก็มักจะมีเรื่องวัฒนธรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราแอบหน้าแตกได้เสมอ วันนี้เราเลยขอมาแชร์ 5 ประสบการณ์พลาดในญี่ปุ่น ที่เคยเจอมากับตัว เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวให้พร้อม จะได้ไม่เขินเหมือนเราครับ แชร์ประสบการณ์ เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกกับ 5 เรื่องพลาดสุดคลาสสิกที่อยากบอกต่อ 1. เดินช้าในชั่วโมงเร่งด่วนจนโดนชน ไปญี่ปุ่นครั้งแรก ความตื่นตาตื่นใจทำให้เราอยากจะเดินดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ แต่จำไว้เลยว่าในสถานีรถไฟช่วงเช้าหรือเย็น นั้นเปรียบดั่งสมรภูมิ เผลอเดินดูป้ายบอกทางในจังหวะที่มวลคนนับพันกำลังไปทำงาน ผลคือโดนกระแทกจากไหล่คนญี่ปุ่นเข้าให้ แนะนำว่าถ้าจะหยุดดูทาง ให้หลบเข้าข้างทางหรือหาเสาเกาะทันที อย่าหยุดเดินกะทันหันกลางทางเดินเด็ดขาด 2. จ่ายเงินแบบยื่นใส่มือพนักงานโดยตรง ด้วยความเคยชินที่ไทย เวลาจ่ายเงินเราก็มักจะยื่นแบงค์หรือเหรียญใส่มือพนักงาน แต่ที่ญี่ปุ่นเกือบทุกร้านจะมีถาดรองเงินวางอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ครั้งแรกเรายื่นใส่มือพนักงานไปตรงๆ พนักงานมีอาการชะงักเล็กน้อยก่อนจะรับไปแบบเกร็งๆ นั่นเพราะที่นี่เขาให้วางเงินลงบนถาดที่เขาเตรียมไว้ครับ นอกจากจะช่วยให้พนักงานนับเงินได้ง่าย ยังลดโอกาสทอนเงินพลาดด้วยเพราะในร้านมักจะมีกล้องวงจรปิดถ่ายไว้ที่ตำแหน่งถาดรับเงินเสมอ 3. หาถังขยะไม่เจอ ก็ถือขยะวนไป กินขนมหรือข้าวกล่องเสร็จปุ๊บ กวาดสายตาหาถังขยะ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ที่ญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความสะอาดแต่หาถังขยะยากระดับแรร์ไอเทม สุดท้ายเลยต้องขยำเก็บไปทิ้งที่โรงแรม อันที่จริงแล้วถังขยะมักจะซ่อนอยู่ข้างๆ ตู้กดน้ำอัตโนมัติในร้านสะดวกซื้อ ถ้าหาไม่เจอจริงๆ คนญี่ปุ่นเขามักจะพกถุงเล็กๆ ไว้ใส่ขยะส่วนตัวกลับไปทิ้งที่ที่พักครับ 4. วางใบเสร็จทิ้งไว้ที่ร้านจนโดนวิ่งตาม บางคนอาจจะมีนิสัยไม่รับใบเสร็จ หรือวางทิ้งไว้ที่เคาน์เตอร์หลังจากจ่ายเงินเสร็จ แต่ที่ญี่ปุ่นเราเคยเดินออกจากร้านซูชิ ปรากฏว่าพนักงานวิ่งเอาใบเสร็จมาคืนให้ถึงมือพร้อมโค้งคำนับ อันนี้จริงๆ แล้วก็ไม่รู้หรอกว่า เขาคิดจริงๆ ว่าเราลืมไว้ หรือเป็นการบอกอ้อมๆ ว่า "ขยะของแก แกก็เอาไปทิ้งเองสิ" กันแน่ Gengorou / Shutterstock.com 5. ขึ้นรถไฟผิดขบวน (Local vs Express) อันนี้คือความผิดพลาดระดับมหากาพย์ เห็นรถไฟมาปุ๊บก็กระโดดขึ้นปั๊บเพราะเห็นว่าผ่านสถานีที่จะไปเหมือนกัน แต่ที่ไหนได้ ดันไปขึ้นขบวน Local ที่จอดทุกสถานี (ช้ามาก) หรือหนักกว่านั้นคือขึ้นขบวน Limited Express ที่ข้ามสถานีที่เราจะลงไปไกลลิบ ฉะนั้น สังเกตป้ายที่ชานชาลาให้ดี รถไฟญี่ปุ่นมีหลายประเภท (Local, Rapid, Express, Limited Express) เช็กใน Google Maps หรือแอปฯ เดินทางให้ชัวร์ว่าเราต้องขึ้นขบวนสีอะไร ชื่ออะไร จะได้ไม่เสียเวลาครับ ประสบการณ์พลาดๆ เหล่านี้แหละครับที่เป็นสีสันของการเดินทาง ครั้งแรกอาจจะเขินหน่อย แต่ครั้งต่อไปรับรองว่าเที่ยวคล่องเหมือนคนท้องถิ่นแน่นอน ====================
ทราเวล ทิปส์ • 27 เม.ย. 69
อ่าน
“พีท-แก้มบุ๋ม” เที่ยวญี่ปุ่นหวังมีเบบี๋กลับมา แต่ต้องเบรกเพราะ ปจด. ตัวร้าย
พีท แก้มบุ๋ม เที่ยวญี่ปุ่นหวังมีเบบี๋กลับมา แต่ต้องเบรกเพราะ ปจด. ตัวร้าย ดูแลสุขภาพเต็มที่พร้อมกับเดินหน้าเก็บไข่เพื่อทายาทคนแรก คู่รัก แก้มบุ๋ม ปรียาดา และสามี พีท กันตพร ก่อนหน้านี้ฝ่ายหญิงก็เพิ่งจะเข้ากระบวนการเก็บไข่เป็นครั้งที่ 4 ตอนนี้ พีท-แก้มบุ๋ม พร้อมครอบครัวได้แพ็คกระเป๋าไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศญี่ปุ่น ถ่ายรูปสวยๆหน้าภูเขาไฟฟูจิ แน่นอนว่างานนี้แพลนปั๊บเบบี๋ทายาทคนแรกต้องมา ส่วนชาวโซเชียลก็เอาใจช่วยคู่นี้สุดๆ อยากเลี้ยงหลานออนไลน์แล้ว ล่าสุดความฝันของ พีท-แก้มบุ๋ม และชาวเน็ตต้องเบรกดังเอี๊ยด เพราะประจำเดือนของฝ่ายหญิงมา โดยเจ้าตัวลงรูปเซลฟี่คู่สามี พร้อมเขียนแคปชั่นว่า มีแพลนมีลูกนะแต่ ปจด. เหมือนจองคิวล่วงหน้า เที่ยวทีไรไม่เคยพลาด ชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แซวกันเพียบ เช่น อะไรวะเนี้ยยยยโอ้ย เด็กเอ่ยเด็ก เลือกมาเกิดเถิ้ดดด,โอ๊ยเอ็นดูจัง อดทนอย่าท้อนะคะสู้ๆ อยากเห็น พีทน้อย กับ แก้มบุ๋มน้อย เป็นที่สุดเลยค่ะ,ปจด.ตัวร้ายยยยรักกกกกแก้มพีทททททท,น่ารักง่าาา รอบหน้ากบจัดทริปเองเลยนะอย่าให้พลาด ฯลฯ
ดาราเดลี่บันเทิง • 18 เม.ย. 69
อ่าน
เที่ยวญี่ปุ่น Wanitsuka no Sakura ต้นซากุระยักษ์อายุกว่า 320 ปี เมืองโฮคุโตะ ยามานาชิ
ใกล้ถึงเวลา ชมซากุระในญี่ปุ่น แล้ว หลายคนคงนึกถึงอุโมงค์ซากุระยาวเหยียด หรือสวนสาธารณะที่มีต้นซากุระนับพันต้น แต่ที่ เมืองโฮคุโตะ (Hokuto) จังหวัดยามานาชิ มีซากุระอยู่ต้นหนึ่งที่ยืนเดี่ยวอย่างสง่างามกลางทุ่งนา โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาฟูจิสุดอลังการ ขอบอกเลยว่าภาพที่เห็นตรงหน้านั้นสวยงามจนแทบหยุดหายใจเลยทีเดียว Wanitsuka no Sakuraต้นซากุระเดี่ยวอายุกว่า 320 ปีเมืองโฮคุโตะ ยามานาชิ 🌸 ทำความรู้จัก Wanitsuka no Sakura Wanitsuka no Sakura (わに塚の桜) หรือต้นซากุระวานิทสึกะ เป็น ต้นซากุระพันธุ์ Edohigan ที่มีความเก่าแก่และทรงคุณค่ามาก อายุประมาณ 320 ปี ลักษณะเป็นต้นซากุระยืนต้นเดี่ยว (Ipponzakura) ที่มีพุ่มทรงกลมสมมาตรสวยงามอย่างไร้ที่ติ สูงประมาณ 17 เมตร และมีกิ่งก้านแผ่กว้างออกไปอย่างสมดุล ความพิเศษของที่นี่อีกอย่างคือตำแหน่งที่ตั้งครับ เพราะต้นซากุระนี้ตั้งอยู่บนเนินดินเล็กๆ กลางพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ไม่มีตึกหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ มาบดบังสายตา ทำให้เราสามารถมองเห็นความยิ่งใหญ่ของมันได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว 🏔️ ไฮไลท์ห้ามพลาด ซากุระ และภูเขาหิมะ จุดเด่นที่ทำให้ช่างภาพทั่วโลกยอมตื่นเช้าเพื่อมาที่นี่คือฉากหลังครับ ในวันที่ฟ้าเปิด เราจะเห็นยอดเขายัตสึกะทาเคะ (Yatsugatake) ที่ยังมีหิมะสีขาวปกคลุม ตัดกับสีชมพูอ่อนของดอกซากุระ และสีฟ้าครามของท้องฟ้า เป็นภาพองค์ประกอบศิลป์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ธรรมชาติจะสร้างสรรค์ได้ นอกจากนี้ ในช่วงที่ดอกบานสะพรั่ง (Full Bloom) ทางชุมชนจะมีการเปิดไฟส่องสว่างในตอนกลางคืน ทำให้ต้นซากุระดูราวกับเรืองแสงอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เป็นความงามที่ดูขลัง และโรแมนติกไปอีกแบบ 📅 ช่วงเวลาที่ควรไปชม ปกติแล้ว Wanitsuka no Sakura จะบานช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) เนื่องจากเป็นพันธุ์ Edohigan มักจะบานเร็วกว่าพันธุ์โซเมย์ โยชิโนะ (Somei Yoshino) เล็กน้อย ใครจะไปแนะนำให้เช็กพยากรณ์ล่วงหน้าสักนิดครับ การเดินทาง โดยรถไฟ : นั่งรถไฟ JR Chuo Line มาลงที่สถานี Nirasaki Station จากนั้นต่อรถแท็กซี่ประมาณ 15 นาที หรือนั่งรถบัสประจำทาง (สายที่มุ้งหน้าไปทางโฮคุโตะ) มาลงป้ายใกล้เคียงแล้วเดินต่อ โดยรถยนต์ : หากเช่ารถขับจากโตเกียว จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยใช้ทางด่วน Chuo Expressway ลงที่ทางแยก Nirasaki IC ใครเบื่อความวุ่นวายในโตเกียว ลองแวะมาฟีลกู๊ดกับความสงบนิ่ง และยิ่งใหญ่ของ Wanitsuka no Sakura ดูสักครั้ง รับรองว่าจะเป็นหนึ่งในความทรงจำที่สวยที่สุดในการเที่ยวญี่ปุ่นแน่นอนครับ ====================
เที่ยวญี่ปุ่น • 4 มี.ค. 69
อ่าน
เที่ยวญี่ปุ่น 10 ที่เที่ยวคามาคุระ เช็กอิน ใกล้โตเกียว ชมวิวสวยริมทะเล
เที่ยวญี่ปุ่น ครั้งนี้ ลองหนีความวุ่นวายไปเช็กอิน 10 ที่เที่ยวคามาคุระ (Kamakura) เมืองเล็กๆ ริมทะเล ใกล้โตเกียว ที่มาพร้อมกับเสน่ห์และบรรยากาศสุดชิล เดินช้อปปิ้งบนถนนคนเดิน ไหว้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตาม วัดสวย และ ศาลเจ้าดัง ตลอดไปจนถึงเดินเล่นริมชายหาด เที่ยวเกาะแมวใกล้ๆ เมือง เรียกว่ากิจกรรมให้ทำเพียบ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ! การเดินทางไปคามาคุระด้วยรถไฟ จากโตเกียว เที่ยวเองง่าย ใช้เวลาไม่นาน 40 สถานที่สวยใน ญี่ปุ่น ไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้อย่าได้พลาด ! 10 เมืองญี่ปุ่น น่าเที่ยว คนไทยไปน้อย เที่ยวสบายๆ ที่เที่ยวคามาคุระ Kamakura ญี่ปุ่นเมืองสวย ริมทะเล ประวัติ เมืองคามาคุระ คามาคุระ (Kamakura 鎌倉市) เมืองเล็กๆ ริมทะเลบริเวณ อ่าวซากามิ (Sagami Bay) ใน จังหวัดคานะกาวะ (Kanagawa Prefecture) อยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียวนัก ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น เป็นทั้งศูนย์กลางทางการเมือง และศูนย์กลางการทหารแห่งใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 12 ก่อตั้งโดย มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ (Minamoto no Yoritomo) ผู้ริเริ่มระบอบโชกุนคามาคุระ และระบอบโชกุนของญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ คามาคุระ นั้นมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางอำนาจของญี่ปุ่นระหว่าง ค.ศ. 1185-1333 แต่หลังจากนั้นอำนาจของรัฐบาลคามาคุระก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลง ก่อนที่ กรุงเกียวโต (Kyoto) จะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งต่อไป ซึ่งในปัจจุบัน คามาคุระได้กลายเป็นเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น วัดวาอาราม ศาลเจ้าเก่าแก่ สวนสาธารณะ รวมถึงชายหาดสวยๆ และเกาะเล็กเกาะน้อยในละแวกใกล้เคียง แถมยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว เหมาะสำหรับคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายจากกรุงโตเกียวไปรับลมทะเล และพักผ่อนในบรรยากาศเงียบสงบ รวมที่เที่ยวคามาคุระ 1. Yuigahama Beach หาดยูอิกาฮามะ หาดยูอิกาฮามะ (Yuigahama Beach 由比ガ浜海水浴場) ชายหาดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองคามาคุระ ทอดยาวคู่ขนานไปกับน้ำทะเลประมาณ 1 กิโลเมตร เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ชายหาดจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งมานอนอาบแดด เล่นน้ำ เดินเล่นริมหาด และโต้คลื่น นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม หากไปในช่วงวันฟ้าโปร่งก็อาจมองเห็นวิวได้ไกลถึงภูเขาไฟฟูจิเลยด้วยค่ะ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/wGSbecJTJrmvhLzVA =============== 2. Enoshima Island เกาะเอโนชิมะ เกาะเอโนชิมะ (Enoshima Island 江の島)เกาะเล็กๆ ในพื้นที่ 0.39 กิโลเมตร ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของคามาคุระ โดยสามารถเดินทางเชื่อมต่อกับชายฝั่งทางแผ่นดินใหญ่ได้ด้วยสะพานยาว 400 เมตร เหมาะกับการไปเที่ยวแบบ One Day Trip อ่านรีวิวเต็มๆ ที่ เที่ยวญี่ปุ่น เกาะแมว Enoshima Island เที่ยวทะเลชิลๆ ใกล้โตเกียว ที่นี่เป็นที่รู้จักในอีกชื่อว่า "เกาะแมว" เนื่องจากมีประชากรแมวเป็นจำนวนมาก หรือจะบอกว่าเยอะกว่าจำนวนคนก็ไม่ผิดค่ะ เดินไปทางไหนก็จะเจอเจ้าเหมียวนั่งๆ นอนๆ เดินไปเดินมาอยู่เต็มไปหมด นอกจากนี้บนเกาะยังมี หอคอยชมวิว Sea Candle เป็นแลนด์มาร์คตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเกาะด้วย พิกัด : https://maps.app.goo.gl/UAFweA18pSeDFtSb9 =============== 3. Kamakura-Kokomae Station สถานีคามาคุระ โคโคมาเอะ KenSoftTH / Shutterstock.com ใครที่เป็นแฟนอนิเมะเรื่อง สแลมดังก์ (Slam Dunk) จะต้องคุ้นเคยกับ สถานีคามาคุระ โคโคมาเอะ (Kamakurakōkōmae Station 鎌倉高校前駅) ที่ปรากฏอยู่ใน opening theme ของเรื่องอย่างแน่นอนค่ะ จุดเด่นของที่นี่ อยู่ที่ขบวนรถไฟสีเขียวของ Enoshima Electric Railway หรือ Enoden แล่นผ่าน โดยมีทิวทัศน์ของท้องทะเลเป็นฉากหลัง บรรยากาศเหมือนหลุดออกมาจากอนิเมะเลยทีเดียว พิกัด : https://maps.app.goo.gl/grJfbgERAfUVYa4F9 =============== 4. Kamakura Daibutsu พระใหญ่ไดบุตซึ คามาคุระ สักการะ พระใหญ่ไดบุตสึ คามาคุระ (Kamakura Daibutsu 鎌倉大仏殿高徳院) ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ วัดโคโตคุอิน (Kotokuin Temple) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1252 ด้วยความสูง 11.4 เมตร และหนัก 121 ตัน พระพุทธรูปองค์นี้จึงถูกจัดอันดับให้เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองคามาคุระ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/bCTbiREk4ohPBi487 =============== 5. Hasedera Temple วัดฮาเซเดระ Manuel Ascanio / Shutterstock.com วัดฮาเซเดระ (Hasedera Temple 長谷寺) วัดเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 736 เป็นที่ประดิษฐาน เจ้าแม่กวนอิมไม้สลัก 11 พักตร์ สูง 9.8 เมตร ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในรูปแกะสลักด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ภายในวัดมี Kannon Museum พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุของวัด ไม่ว่าจะเป็นระฆังวัด คัมภีร์เก่าแก่ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีสวนญี่ปุ่น ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ เทพเบนเทน (Benten) เทพธิดาแห่งความงามและความมั่งคั่ง ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยพรรณไม้นานาชนิด บรรยากาศร่มรื่น น่าไปเดินเล่นเพลินๆ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/JGCPtHw98krjRWDR7 =============== 6. Tsurugaoka Hachimangu ศาลเจ้าทสึรุงะโอะกะ ฮะจิมังกู ศาลเจ้าทสึรุงะโอะกะ ฮะจิมังกู (Tsurugaoka Hachiman-gū 鶴岡八幡宮) ศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองคามาคุระ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1063 เพื่ออุทิศแด่ เทพฮาจิมัง (Hachiman) เทพเจ้าที่ตะกูลมินาโมโตะ และเหล่าซามูไรเคารพนับถือ บริเวณศาลเจ้าจะมีสระน้ำที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงาม อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลสำคัญของเมืองด้วย พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ywQY8uqJ2qzfpdTx5 =============== 7. Meigetsuin Temple วัดเมเกซึอิน วัดเมเกซึอิน (Meigetsu-in 明月院) วัดพุทธนิกายเซน สำนักรินไซ ที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1160 เป็นที่รู้จักในชื่อ Ajisaidera ที่แปลว่า "วัดแห่งดอกไฮเดรนเยีย" (Hydrangea Temple) เนื่องจากภายในวัดจะมี สวนดอกไฮเดรนเยีย ที่จะบานสะพรั่งในช่วงต้นฤดูร้อน ประมาณเดือนมิถุนายน เรียงรายตลอดสองข้างของทางเดิน เป็นจุดเช็กอินถ่ายรูปสวยที่ไม่ควรพลาด นอกจากนี้บริเวณรอบๆ วัดยังมีบรรยากาศร่มรื่น และเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดอลังการในช่วงปลายเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนค่ะ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/8jCwYwofFQvUUi488 =============== 8. Hokoku-ji Temple วัดโฮโคคุจิ วัดโฮโคคุจิ (Hokkoku-ji Temple 報国寺) เป็นที่รู้จักในอีกชื่อว่า "วัดไผ่" (Bamboo Temple) เป็นวัดพุทธนิกายเซน สำนักรินไซอีกแห่งหนึ่งของคามาคุระ สร้างขึ้นในสมัยมูโรมาชิ (Muromachi Period ระหว่างปี ค.ศ. 1333-1573) เพื่อเป็นวัดประจำตระกูลของ ตระกูลอาชิกางะ (Ashikaga Clan) บริเวณหลังวัดจะมีป่าไผ่จำนวนกว่า 2,000 ต้น ตั้งเรียงรายเป็นอุโมงค์สีเขียว พร้อมด้วย บ้านชา ที่เราสามารถไปจิบชาเขียวมัทฉะท่ามกลางบรรยากาศแสนสุนทรีย์ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Ca3b8aMvpyBSfY4T6 =============== 9. Komachi Dori Streetถนนโคมาจิ Sanga Park / Shutterstock.com ถนนโคมาจิ (Komachi-dori Street 小町通り) แหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตในคามาคุระ ที่ทอดยาวตลอดไปจนถึงศาลเจ้าทซึรุงะโอะกะ ฮะจิมังกู ตลอดทางเนืองแน่นไปด้วยร้านค้า ร้านของฝาก ร้านอาหาร ร้านขนม บรรยากาศคึกคักไปด้วยผู้คน ที่สำคัญคืออย่าลืมไปอุดหนุน ปลาชิราสุ เมนูท้องถิ่นของคามาคุระด้วยนะคะ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/B9DV5s87J7sxcNAV7 =============== 10. Kuzuharaoka Shrine ศาลเจ้าคุซุฮาระโอกะ Manuel Ascanio / Shutterstock.com ศาลเจ้าคุซุฮาระโอกะ (Kuzuharaoka Shrine 葛原岡神社) ศาลเจ้าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาใน สวนเก็นจิยามะ (Genjiyama Park) บรรยากาศร่มรื่น มีชื่อเสียงในเรื่องการไปขอพรเรื่องความรัก และความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพ ครอบครัว และคู่รัก ตลอดไปจนถึงเรื่องหน้าที่การงาน โดยจะต้องเอาด้ายแดงคล้องเข้ากับหรูของเหรียญและผูกไว้กับหินค่ะ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/VCoQapQ5PrBFRWw78 ===============
เที่ยวญี่ปุ่น • 7 พ.ย. 67
อ่าน
15 จุดชมซากุระ ในโตเกียว 2026 และ การเดินทางด้วยรถไฟ เที่ยวญี่ปุ่น
อัปเดตล่าสุด พยากรณ์ซากุระ ญี่ปุ่น 2026ใครที่กำลังอยากไป เที่ยวญี่ปุ่น ชมซากุระบาน แล้วล่ะก็ ตามเราปักหมุดกับ พิกัด 15 จุดชมซากุระ ในโตเกียว ที่สวยที่สุด พร้อมการเดินทางด้วยรถไฟ กันค่ะ เดินทางง่าย สะดวก และรับรองว่า ทริปนี้ได้รูปสวยๆ ของซากุระกลับมาเยอะแน่นอนจ้า มีที่ไหนบ้าง ตามมาดูกันได้เลย! picture cells / Shutterstock.com จุดชมซากุระ โตเกียว 2026ไปดูซากุระ ญี่ปุ่น ที่ไหนดี 1. อุโมงค์ซากุระ แม่น้ำเมกุโระ Meguro River picture cells / Shutterstock.com จุดไฮไลท์ในการไป ชมซากุระบานในโตเกียว อีกแห่งที่น่าสนใจก็คือที่ แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) ค่ะ ตรงจุดนี้ได้ชื่อว่าเป็น อุโมงค์ซากุระ ที่สวยงามมากๆ อีกด้วย เพราะจะมีต้นซากุระเป็นแนวแถวเรียงรายไปตลอด 2 ข้างทางของแม่น้ำกว่า 800 ต้น นอกจากนี้ในยามค่ำคืนจะมีการประดับโคมญี่ปุ่นช่วยสร้างบรรยากาศอีกด้วย เราจะได้เห็นซากุระบานท่ามกลางแสงไฟสวยๆ ทำให้ที่นี่เป็นจุดชมซากุระที่คึกคักมากๆ อีกแห่งในโตเกียวเลยทีเดียวค่ะ 🌸 ดูรีวิวเต็มๆ ที่ เที่ยวโตเกียว อุโมงค์ซากุระ แม่น้ำเมกุโระ ซากุระสวย ริมสองฝั่งคลอง 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Meguro Station Tokyo Metro สาย Namboku Line Toei Mita Line Tokyu Meguro Line JR Yamanote Line =============== 2. สวนอุเอโนะ Ueno Park ถ้าพูดถึงช่วงซากุระบาน แน่นอนว่าในใจของทุกคนต้องนึกถึง สวนอุเอโนะ (Ueno Park) ขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะที่นี่เป็น จุดชมซากุระยอดฮิตมากที่สุดในโตเกียว เลยก็ว่าได้ค่ะ ภายในสวนจะ มีต้นซากุระจำนวนมากกว่า 1,000 ต้น เลยทีเดียว สองข้างทางเรียงรายด้วยกลีบดอกซากุระเป็นสีชมพูสวยตลอดทางเลยค่ะ lit3rd / Shutterstock.com อีกทั้งทุกปียังมีการจัด เทศกาลชมดอกซากุระ หรือ ฮานามิ (Hanami) ในสวนแห่งนี้อีกด้วย แน่นอนว่าชาวญี่ปุ่นก็จะมาจับจองพื้นที่ปูเสื่อเพื่อชมซากุระพร้อมกับนำอาหารอร่อยมาทานกันในบรรยากาศดีๆ แบบนี้อีกด้วยค่ะ 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Ueno Station Tokyo Metro สาย Ginza Line หรือ Hibiya Line JR Yamanote Line สถานี Keisei Ueno Station Keisei Main Line =============== 3. สวนชินจูกุเงียวเอน Shinjuku Gyoen summer360 / Shutterstock.com สวนชินจูกุเงียวเอน (Shinjuku Gyoen) ตั้งอยู่ใน ย่านชินจูกุ (Shinjuku) เป็น สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว และเก่าแก่มากๆ เลยทีเดียวค่ะ เพราะสวนแห่งนี้มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยเอโดะแล้ว โดยที่นี่เคยเป็นที่พำนักอยู่ของขุนนางผู้ปกครองโตเกียวในสมัยนั้นๆ นั่นเอง ปัจจุบันที่นี่เป็น ที่เที่ยวโตเกียวสวยๆ ที่จะพลาดไม่ได้ในฤดูใบไม้ผลิเลยทีเดียวค่ะ เพราะ ต้นซากุระจะบานสะพรั่งสวยงาม โดยภายในสวนจะมีทั้ง สวนที่เก่าแก่ที่สุด เป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม สวนสไตล์ฝรั่งเศส ที่สร้างขึ้นใหม่ และ สวนสไตล์อังกฤษ ที่รายล้อมด้วยต้นซากุระกว่า 400 ต้น เรียกได้ว่าจุดนี้เป็นอีกจุดไฮไลท์ในการมาชมซากุระบานในโตเกียวเลยทีเดียว 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Shinjuku Station JR Chūō Main Line (Limited Express) JR Chūō Line (Rapid) JR Saikyō Line JR ShōnanShinjuku Line JR Yamanote Line Toei Subway สาย Ōedo Line และ Shinjuku Line Tokyo Metro สาย Marunouchi Line ============== 4. สวนสุมิดะ Sumida Park สวนสุมิดะ (Sumida Park) เป็นสวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ริม แม่น้ำสุมิดะ (Sumida River) เป็นสวนที่คนโตเกียวนิยมมาชิลกันที่นี่มากๆ ค่ะ อีกทั้งสวนนี้ยังตั้งอยู่ใน ย่านอาซากุสะ (Asakusa) ซึ่งสามารถเดินไปยัง วัดอาซากุสะ หรือ วัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple) ได้อย่างง่ายๆ อีกด้วย ทำให้สวนสาธารณะแห่งนี้ฮิตมากๆ ทั้งกับคนโตเกียวเอง และนักท่องเที่ยวค่ะ บริเวณสวนมีการปลูก ต้นซากุระเรียงรายริมแม่น้ำ อย่างสวยงาม แน่นอนว่าในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซากุระสีชมพูก็จะผลิบานสวยสะพรั่งเลียบริมแม่น้ำ ทำให้การมาชมซากุระที่นี่มีบรรยากาศดีมากๆ เลยทีเดียว เป็นเหมือนโอเอซิสกลางกรุงของโตเกียวเลยค่ะ มีจุดที่มองเห็น Tokyo Sky Tree ให้ได้ถ่ายรูปสวยๆ อีกทั้งยังมีที่นั่งริมแม่น้ำให้ได้ชมวิวของแม่น้ำสุมิดะอีกด้วย 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Asakusa Station Tokyo Metro สาย Ginza Line Toei Subway สาย Toei Asakusa Line Tobu Railway สาย Skytree Line ================== 5. สวนคิตาโนมารุKitanomaru Parkและ ชิโดริงาฟุจิ Chidorigafuchi beibaoke / Shutterstock.com สวนคิตาโนมารุ (Kitanomaru Park) เป็นสวนที่อยู่ติดกับ พระราชวังอิมพิเรียล (Imperial Palace) ซึ่งในสมัยอดีตที่นี่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ ปราสาทเอโดะ (Edo Castle) ที่มีคูน้ำล้อมรอบ และมีต้นไม้ใหญ่อยู่เต็มไปหมด ทำให้บรรยากาศของที่นี่มีความร่มรื่นมากๆ ทีเดียวค่ะ และในช่วงปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายนของทุกปี ในสวนก็จะมีซากุระออกดอกสวยๆ เต็มไปทั้งสวนเลยทีเดียว Distinctive Shots / Shutterstock.com สำหรับทางเดินที่อยู่ตรงข้ามสวนคิตาโนมารุก็คือ ชิโดริงาฟุจิ (Chidorigafuchi) ทางเดินตรงนี้เป็นทางเดินชมซากุระเลียบไปกับคูน้ำรอบสวนคิตาโนมารุ และมีทางลงไปยังคูน้ำ ในวันที่อากาศดีๆ จะมีคนมาเช่าเรือที่นี่ และพายเรือ รับลมชมวิวนั่นเองค่ะ ทำให้กิจกรรมยอดฮิตของที่นี่ก็คือ การพายเรือ เดินชมซากุระ นั่นเอง 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Kudanshita Station Tokyo Metro สาย Tozai Line และ Hanzōmon Line Toei Subway สาย Toei Shinjuku Line =================== 6. สวนโยโยกิ Yoyogi Park picture cells / Shutterstock.com สวนโยโยกิ (Yoyogi Park) เป็นสวนสาธารณะใหญ่ที่ตั้งอยู่ใน ย่านฮาราจูกุ (Harajuku) ภายในสวนร่มรื่นและมีต้นไม้อยู่อย่างหนาแน่นมากๆ ค่ะ จึงทำให้ในวันสบายๆ ของคนโตเกียวมักจมาออกกกำลังกาย หรือ ปิกนิกที่นี่ และแน่นอนว่าในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระกำลังออกดอกบานสวย จะเป็นช่วงที่มีผู้คนมาเที่ยวชมซากุระภายในสวนมากมาย รวมถึงมีการจับจองพื้นที่เพื่อปิกนิกมากขึ้นไปด้วย ทำให้ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่งของโตเกียวที่เป็น จุดชมซากุระสวยๆ ที่พลาดไม่ได้นั่นเองค่ะ 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Harajuku Station JR Yamanote Line สถานี Meiji-jingumae Station Tokyo Metro สาย Chiyoda Line และ Fukutoshin Line =============== 7. สวนโคอิชิกาว่า โคระคุเอ็น Koishikawa Korakuen สวนโคอิชิกาว่า โคระคุเอ็น (Koishikawa Korakuen) เป็นอีกหนึ่ง สวนสวยในโตเกียว ที่มีความเก่าแก่มากๆ ได้ถูกสร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ.1600-1867 หรือราวๆ ยุคสมัยเอโดะตอนต้นเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนี้สวนแห่งนี้ยังได้ตั้งชื่อตามบทกวีของญี่ปุ่นอีกด้วย คงไม่ต้องบอกว่าภายในสวนจะงดามขนาดไหน ด้วยความที่เป็นสวนเก่าแก่ ทำให้รูปแบบการตกแต่งสวนนั้นเป็น สไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม และมีต้นซากุระตั้งเรียงรายอยู่เป็นร้อยต้น ช่วงที่ซากุระบานจึงทำให้สวนนี้สวยงามและเต็มไปด้วยสีชมพู จึงทำให้ที่นี่เป็นอีกจุดชมซากุระแบบพีเรียดมากๆ เลยทีเดียว ได้ บรรยากาศญี่ปุ่นยุคเอโดะ แบบสุดๆ ไปเลยค่ะ 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Suidobashi Station JR Chūō-Sōbu Line Toei Subway สาย Toei Mita Line สถานี Korakuen Station Tokyo Metro สาย Marunouchi Line และ Namboku Line ============== 8. สวนอาสุกะยามะ Asukayama Park NTRdesign / Shutterstock.com สวนอาสุกะยามะ (Asukayama Park) เป็นอีกหนึ่ง จุดชมซากุระที่สวยที่สุดของโตเกียว เลยทีเดียวค่ะ เพราะที่สวนแห่งนี้มี ต้นซากุระมากกว่า 650 ต้น จึงทำให้เป็นอีกจุดที่คนโตเกียวจะมานั่งปิกนิก และพักผ่อนใต้ต้นซากุระกัน ภายในสวนยังเป็นที่เที่ยวที่เหมาะกับการพาเด็กๆ มาวิ่งเล่นอีกด้วย เพราะที่นี่มีสนามเด็กเล่นที่ตกแต่งสไลด์เดอร์เป็นแบบปราสาทญี่ปุ่น เป็นที่เที่ยวที่เหมาะกับครอบครัวมากๆ เลยค่ะ อีกทั้งที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่ที่ โชกุน โทคุกาวะ โยชิมุเนะ (Tokugawa Yoshimune ) โชกุนคนที่ 8 ได้ปลูกซากุระไว้ให้กับประชาชนนั่นเอง และในตอนกลางคืน ที่นี่จะมีการเปิดไฟส่องต้นซากุระด้วย ทำให้บรรยากาศช่วงฤดูใบไม้ผลินั้นมีแต่ความสดชื่นมากๆ 🚃 การเดินทางเ่วยรถไฟ : สถานี Oji Station Tokyo Metro สาย Namboku Line JR Tōhoku Main Line =============== 9. สุสานเอโอะยามะAoyama Cemetery Takashi Images / Shutterstock.com อย่าเพิ่งสยองไป เพราะที่ สุสานเอโอะยามะ (Aoyama Cemetery) นั้น ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ที่นี่เป็นสุสานขนาดใหญ่อยู่ใจกลางโตเกียว จัดได้ว่าเป็น สุสานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และมีความสำคัญที่สุดเช่นกันค่ะ เพราะที่นี่เป็นที่ฝังศพบุคคลสำคัญที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติในยุคเมจินั่นเอง BaLL LunLa / Shutterstock.com ต้องบอกว่าในความรู้สึกของคนไทยอาจจะแปลกๆ หน่อยที่จะมาดู ซากุระสวยๆ ในสุสาน แต่สุสานที่ญี่ปุ่นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ ในช่วงปลายเดือนมีนาคม-ต้นเมษายน ดอกซากุระจะบานสวยทั่วทั้งสุสาน ต้นซากุระเก่าแก่มากมายอายุมากกว่า 70 ปี เรียงรายไปตามถนนทั้งสองข้างทางยาวกว่า 1.7 กิโลเมตร เรียกได้ว่าอาจจะแปลกใหม่ และได้มุมถ่ายรูปสวยอย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Nogizaka Station Tokyo Metro สาย Chiyoda Line สถานี Gaienmae Station Tokyo Metro สาย Ginza Line =============== 10. ถนนเลียบรางรถไฟริมแม่น้ำคันดะ Kanda River ถ้าใครไม่ชอบความพบุกพล่านแล้วล่ะก็ เราชวนไปชมซากุระสวยๆ เลียบรางรถไฟริมแม่น้ำคันดะ (Kanda River) ซึ่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำทอดยาวไปด้วยถนนซากุระเลยทีเดียวค่ะ เราจะได้เดินทอดน่องยาวๆ ไปเรื่อยๆ ริมแม่น้ำและรางรถไฟ ไปจนถึงทางฝั่งใต้ของแม่น้ำคันดะ ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของ สวนโซโตโบริ (Sotobori Park) นั่นเอง รับรองว่าได้เดินชิล ชมบรรยากาศอันสวยงามอย่างฟินๆ ไปเลยค่ะ 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Iidabashi Station Tokyo Metro สาย Tozai Line, Yūrakuchō Line, Namboku Line' JR Chūō-Sōbu Line Toei Subway สาย Ōedo Line =============== 11. สวนโชวะ คิเนน Showa Kinen Koen สวนโชวะ คิเนน (Showa Kinen Koen หรือ Showa Memorial Park) เป็นสวนที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของจักรพรรดิโชวะค่ะ ซึ่งเป็นสวนที่ใหญ่มากๆ กิจกรรมที่คนโตเกียวมักมาทำที่นี่ก็คือ การปั่นจักรยานเล่นรอบๆ สวนเพื่อออกกำลังกาย และรับลมชมวิวค่ะ โดยเฉพาะในช่วงที่ซากุระบาน ภายในสวนจะสวยงามเต็มไปด้วยสีชมพูจากต้นซากุระ เป็นภาพที่สวยงามมากๆ เลยทีเดียว ซากุระกว่า 1,500 ต้น ที่นี่ ปกติแล้วมักบานช้ากว่าใจกลางกรุงโตเกียวสัก 2-3 วัน เพราะสวนตั้งอยู่ในย่านชานเมืองทางทิศตะวันตกของกรุงโตเกียวนั่นเองค่ะ ใครที่อยากชื่นชมซากุระสวยๆ และปั่นจักรยานชมวิวไปด้วย เราขอแนะนำที่นี่เลยค่ะ 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Nishi-Tachikawa Station JR Ome Line สถานี Tachikawa Station JR Chūō Line JR Nambu Line =============== 12. โตเกียว มิดทาวน์Tokyo Midtown โตเกียว มิดทาวน์ (Tokyo Midtown) ตั้งอยู่ใจกลาง ย่านรปปงงิ (Roppongi) เป็นย่านที่คึกคัก และมีสีสันมากที่สุดอีกแห่งในโตเกียวทีเดียวค่ะ เพราะที่นี่จะเต็มไปด้วยตึก อาคารสูง แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านกินดื่ม พิพิธภัณฑ์ และ สวนฮิโนคิโช (Hinokicho Park) ซึ่งเป็นสวนสาธารณะสวยสไตล์ญี่ปุ่น และภายในสวนมีต้นซากุระปลูกไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้ที่นี่เหมาะกับการมาเที่ยวชมซากุระมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโตเกียวเลยทีเดียว Makistock / Shutterstock.com นอกจากนี้ บริเวณริมถนนสองข้างทางของ ย่านโตเกียว มิดทาวน์ จะเต็มไปด้วยต้นซากุระเรียงราย และเมื่อถึงช่วงเวลาซากุระบาน กลีบสีชมพูของดอกซากุระก็ช่วยให้เปลี่ยนบรรยากาศของที่นี่จากย่านที่มีความอีกทึกคึกคัก ให้กลายเป็นย่านที่ดูสวยงาม สงบเงียบไปได้อย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Roppongi Station Tokyo Metro สาย Hibiya Line Toei Subway สาย Ōedo Line =============== 13. สวนริคุกิเอ็น Rikugien Garden สวนริคุกิเอ็น (Rikugien Garden) เป็น สวนสวยที่ดังระดับประเทศของญี่ปุ่น เลยทีเดียวค่ะ เพราะได้รับการจัดอันดับความงดงามให้อยู่ต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นทีเดียวเชียว ช่วงที่พีคสุดๆ ของที่นี่ก็คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลินั่นเอง เพราะจะมีการจัด งานเทศกาลชมต้นซากุระโบราณ ขึ้น และมีการ เปิดไฟประดับต้นซากุระยักษ์ในช่วงกลางคืน อีกด้วย ทำให้หลายๆ คนตั้งหน้าตั้งตารอชมซากุระภายในสวนแห่งนี้ซึ่งมีเพียงปีละครั้ง beersonic / Shutterstock.com ภายในสวนจะรายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และมีทางเดินวนไปรอบๆ มีบ่อน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง และรายล้อมไปด้วยเนินเขา และต้นไม้ต่างๆ นอกจากช่วงซากุระบานแล้ว ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่สวนแห่งนี้ก็เป็นอีกที่เที่ยวมาชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามเช่นกัน 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Komagome Station JR Yamanote Line Tokyo Metro สาย Namboku Line ============== 14. สวนอิโนะคาชิระ Inokashira Park picture cells / Shutterstock.com สวนอิโนะคาชิระ (Inokashira Park) เป็นสวนที่มีประวัติยาวนานมากอีกแห่งหนึ่ง เพราะเป็น สวนสาธารณะชานเมืองแห่งแรกของญี่ปุ่น ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1917 เลยทีเดียวค่ะ คนโตเกียวมักจะมาชิลที่นี่พร้อม เช่าเรือถีบรูปหงส์ เพื่อผ่อนคลายกันที่สระน้ำอิโนะคาชิระในสวน picture cells / Shutterstock.com ภายในสวนมี ต้นซากุระ พันธุ์โซเมอิโยชิโนะ ที่เรียงรายผลิบานล้อมรอบสระน้ำ ทำให้ไฮไลท์ของช่วงฤดูใบไม้ผลิก็คือ การปั่นเรือชมซากุระ ไปรอบๆ สระน้ำนั่นเอง เรียกได้ว่าโรแมนติกมากๆ ที่เดียวค่ะ นอกจากนี้ที่สวนอิโนะคาชิระยังมีทางเดินเชื่อมไปยัง พิพิธภัณฑ์จิบลิ (Ghibli Museum) อีกด้วย หลังจากเที่ยวชมความสวยงามของซากุระแล้ว ก็ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์กันต่อได้เลย 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Kichijoji Station JR Chūō-Sōbu Line Keio สาย Keio Inokashira Line =============== 15. ภูเขาทาคาโอะ Mount Takao ภูเขาทาคาโอะ (Mount Takao) เป็นเส้นทางเดินเขาชมธรรมชาติยอดนิยมของคนโตเกียว เพราะอยู่ห่างไปเพียง 1 ชั่วโมงจากโตเกียวเท่านั้นค่ะ ทำให้หลายคนที่อยากจะมาเที่ยวชมธรรมชาติ แต่ไม่อยากไปไหนไกลๆ ก็มาเที่ยวที่นี่กันทั้งนั้น maodoltee / Shutterstock.com นอกจากกิจกรรมเดินป่าแล้ว ที่ภูเขาทาคาโอะยังเป็น จุดชมซากุระที่สวยงามมากๆ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิอีกด้วย ซึ่งซากุระที่นี่จะออกดอกสวยงาม 2-3 สัปดาห์หลังจากกรุงโตเกียว เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ และยังมีวัดยาคุโออิน ตั้งอยู่ระหว่างทางขึ้นสู่ยอดเขาให้นักท่องเที่ยวได้แวะมาขอพรภูเขาศักดิ์สิทธิ์กว่าพันปีนี้อีกด้วยค่ะ 🚃 การเดินทางด้วยรถไฟ : สถานี Takaosanguchi Station Keio สาย Keio Takao Line Toei Shinjuku Line =============== ที่เที่ยวโตเกียว ญี่ปุ่น ที่น่าสนใจอื่นๆ เที่ยวโตเกียว อย่างง่าย ตามสายรถไฟ 6 ย่าน 17 ที่เที่ยวโตเกียว ย่านไหน ไปยังไง 15 แหล่งช้อปปิ้ง ซื้อของฝากญี่ปุ่น ในโตเกียว ของมันต้องมี 10 ของฝากญี่ปุ่น 2026 ของฝากยอดฮิตจากญี่ปุ่น สายช้อปต้องไม่พลาด!
เที่ยวญี่ปุ่น • 10 มี.ค. 69
อ่าน
เที่ยวญี่ปุ่น 2026 ต้องรู้! อัปเดต 5 เรื่องสำคัญ Tax Refund แบบใหม่
สายเจแปนเลิฟเวอร์ เที่ยวญี่ปุ่น เตรียมตัวให้พร้อม เพราะปี 2026 นี้ ญี่ปุ่นเขามีการปรับเปลี่ยนระบบหลายอย่างที่กระทบกับการวางแผนเที่ยวของพวกเราโดยตรง ทั้งเรื่องการช้อปปิ้ง การเดินทาง และค่าครองชีพ เพื่อจัดการกับปัญหา Over-tourism ใครไม่อยากพลาดหรือเสียเวลาหน้างาน ตาม เรามาเช็กลิสต์ 5 ข้อควรรู้ก่อนแพ็คกระเป๋าไปญี่ปุ่นกันเลย! 🇯🇵✨ เที่ยวญี่ปุ่น 2026 อัปเดต 5 เรื่องสำคัญนักท่องเที่ยวต้องรู้ 1. บอกลา Tax Free แบบเดิมสู่ระบบ Tax Refund ที่สนามบิน 🛍️ เรื่องใหญ่ที่สุดที่ขาช้อปต้องรู้! ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนระบบภาษีใหม่ จากเดิม ซื้อปุ๊บ หักลดภาษี 10% ให้ที่ร้านทันที เปลี่ยนเป็นเราต้องจ่ายเงินราคาเต็ม (รวมภาษี) ไปก่อน แล้วค่อยไปทำเรื่อง ขอคืนภาษี (Tax Refund)ที่สนามบินก่อนบินกลับไทย ข้อควรระวัง : เราอาจจะต้องเผื่อเวลาไปสนามบินเพิ่มขึ้นอีก 1-2 ชั่วโมง เพื่อต่อคิวทำเรื่องนี้ โดยเฉพาะสนามบินใหญ่อย่าง นาริตะ, ฮาเนดะ หรือคันไซ ใครสายช้อปนาทีสุดท้ายต้องวางแผนเวลาดีๆ นะครับ 2. Tap to Ride ไม่ต้องง้อบัตรแข็งแตะบัตรเครดิตเข้าสถานีรถไฟได้แล้ว 💳 ข่าวดีสำหรับคนขี้เกียจเติมเงินบัตร Suica ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 หลายสายรถไฟเริ่มรองรับระบบ Tap to Ride ใช้บัตรเครดิต / เดบิต (ที่มีสัญลักษณ์ Contactless) หรือสมาร์ทโฟน แตะเข้า-ออกได้เลย พิกัดที่ใช้ได้ : โตเกียว รถไฟใต้ดิน Toei Subway ใช้ได้ในหลายสถานี สาย Keikyu Line ใช้ได้ในหลายสถานี โดยเฉพาะเส้นสนามบิน Haneda สาย Yurikamome Line ใช้ได้ครบทุกสถานี รถไฟใต้ดิน Tokyo Metro กำลังทยอยขยาย แต่ยังไม่ครบทุกสาย โอซาก้า เกียวโต นารา พื้นที่นี้รองรับ Tap-to-Ride ในหลายเครือข่ายรถไฟเอกชน ซึ่งรองรับเยอะที่สุดในตอนนี้เลย ส่วนมากเป็นสายรถไฟที่ครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างโอซาก้า เกียวโต นารา โกเบ Kintetsu Line Hankyu Line Hanshin Line Keihan Line ฟุกุโอกะ (Fukuoka) รถไฟใต้ดินฟุกุโอกะ รองรับครบทุกสถานีแล้ว เส้นท่องเที่ยวเฉพาะทาง Enoden Line (คามาคุระ เอโนะชิมะ) ใช้ได้ครบทุกสถานี *หมายเหตุ : รถไฟ JR ส่วนใหญ่ยังไม่รองรับระบบนี้ ดังนั้นพกบัตร IC Card หรือเงินสดสำรองไว้บ้างจะชัวร์ที่สุดครับ 3. เที่ยวที่เดียวแต่ สองราคา Dual Pricing🏯 เตรียมใจไว้สักนิด เพราะสถานที่ท่องเที่ยวฮิตๆ หลายแห่งเริ่มใช้มาตรการ Dual Pricing หรือการเก็บค่าเข้าชม 2 ราคา แยกระหว่างคนญี่ปุ่น กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ปราสาทฮิเมจิ และอีกหลายที่ที่กำลังพิจารณา สาเหตุเพราะญี่ปุ่นต้องการนำรายได้ส่วนต่างมาบำรุงรักษาโบราณสถาน และจัดการกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มหาศาล ดังนั้นก่อนไปเช็กราคาหน้าเว็บหลักกันอีกที จะได้ไม่ตกใจตอนจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์ครับ 4. นอนเมืองฮิต อาจต้องจ่ายภาษีที่พักเพิ่ม 🏨 โดยเฉพาะ เกียวโต เมืองเก่าสุดคลาสสิก ประกาศปรับเพิ่มอัตราภาษีที่พัก (Accommodation Tax) ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2026 เป็นต้นไป เพื่อช่วยสนับสนุนงบประมาณจัดการการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ซึ่งรวมถึงการดูแลสถานที่สำคัญและการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ห้องพักยิ่งหรู ราคาแพง ภาษีก็จะยิ่งสูงขึ้นใครอยากเซฟงบ ลองขยับไปพักเมืองรอบๆ แล้วนั่งรถไฟเข้ามาเที่ยวแทน ก็เป็นไอเดียที่ดีไม่น้อยเลยล่ะ 5. กฎเหล็ก Power Bank บนเครื่องบินที่เข้มงวดขึ้น 🔋 เรื่องเล็กที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ ญี่ปุ่นคุมเข้มการพกพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่อง (อ้างอิงกฎปี 2025-2026) โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ ■ ห้ามโหลดใต้ท้องเครื่อง ต้องอยู่ในกระเป๋าถือ (carry-on) เท่านั้น!■ ที่พาวเวอร์แบงก์ต้องระบุความจุให้เห็นชัดเจน■ จำกัดความจุของพาวเวอร์แบงก์ ดังนี้・น้อยกว่า 100Wh (ประมาณ 20,000 mAh) นำขึ้นเครื่องได้ไม่จำกัดจำนวน・100Wh 160Wh (ประมาณ 20,000 32,000 mAh)นำขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อน (บางสายการบินอาจต้องทำเรื่องขออนุญาตนำขึ้นเครื่อง)・มากกว่า 160Wh (ประมาณ 32,000 mAh)ห้ามนำขึ้นเครื่อง ■ ห้ามเก็บไว้บนช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ ให้เก็บไว้ในจุดที่มองเห็นได้ตลอดเวลา อย่างเช่นกระเป๋าด้านหน้าที่นั่ง■ หลายสายการบินไม่แนะนำ และไม่อนุญาตให้ใช้พาวเวอร์แบงก์บนเครื่อง กรุณาตรวจสอบกับสายการบินอีกครั้งก่อนใช้งาน 🌟 แถมท้าย: เตรียมตัวให้พร้อมกับระบบ JESTA (เริ่มปี 2028) แม้จะยังไม่เริ่มปีนี้ แต่ควรทำความรู้จักไว้กับ JESTA ระบบลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเข้าญี่ปุ่น (คล้าย K-ETA ของเกาหลี) วิธีการคือนักท่องเที่ยวจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว แผนการเดินทาง และข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ ผ่านระบบออนไลน์ก่อนเดินทางเข้าญี่ปุ่น และรอการอนุมัติล่วงหน้า เหตุผลที่จะนำระบบนี้เข้ามาใช้ก็เพื่อรับมือกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยกระดับความปลอดภัยด้านการเข้าเมือง ==================== ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพจากhttps://www.japankuru.com
เที่ยวญี่ปุ่น • 21 ม.ค. 69
อ่าน
เที่ยวญี่ปุ่นใบไม้ผลิ 2026 แจก 3 จุดชมดอกไม้ก่อนซากุระ เที่ยวง่ายใกล้โตเกียว
ใครบอกว่าเที่ยวญี่ปุ่นใบไม้ผลิ ต้องรอซากุระบานอย่างเดียว? บอกเลยว่าคิดผิดครับ เพราะช่วงปลายฤดูหนาวต่อต้นฤดูใบไม้ผลิ (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) ญี่ปุ่นยังมีดอกไม้สวยๆ อย่าง ดอกบ๊วย ดอกคาโนลา และทิวลิป ที่บานสะพรั่งรอให้เราไปถ่ายรูปสวยๆ แบบคนไม่เยอะเท่าช่วงซากุระพีคด้วยนะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปส่อง 3 พิกัดชมดอกไม้ใกล้โตเกียว รับรองว่าสวยจนใจละลายแน่นอน เที่ยวญี่ปุ่นใบไม้ผลิ 2026 แจก 3 จุดชมดอกไม้ก่อนซากุระเดินทางง่ายใกล้โตเกียว 1. นาริตะดรีมฟาร์ม (Narita Dream Farm) จ.ชิบะ 🧀🌼 เริ่มต้นจุดเช็กอินแรกกันที่ นาริตะดรีมฟาร์ม ในจังหวัดชิบะ พิกัดนี้เดินทางง่ายมากเพราะอยู่ใกล้สนามบินนาริตะสุดๆ ชนิดที่ลงเครื่องปุ๊บก็แวะเที่ยวได้ปั๊บ ไฮไลต์เด็ดคือทุ่งดอกนาโนะฮานะ หรือดอกคาโนลาสีเหลืองทองที่จะเปลี่ยนผืนดินกว้างใหญ่ให้กลายเป็นสีเหลืองอร่ามสะดุดตาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเมษายน นอกจากทุ่งดอกไม้ที่ดูราวกับฉากในภาพยนตร์แล้ว ที่นี่ยังเป็นฟาร์มจริงๆ ที่เราจะได้ใกล้ชิดกับน้องวัว และน้องแกะอย่างเป็นกันเอง ที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือการลิ้มลองซอฟต์ครีมรสนมสดหอมมันเข้มข้นที่เป็นของขึ้นชื่อประจำจังหวัดชิบะ ▷อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับนาริตะดรีมฟาร์ม(Narita Dream Farm) นาริตะดรีมฟาร์ม(Narita Dream Farm) ที่อยู่ :730-3 Nagi, Narita City, Chiba Prefecture, 289-0111 ช่วงดอกคาโนลาบาน : กุมภาพันธ์ - เมษายน เว็บไซต์ทางการ 2. สวนไคราคุเอน (Kairakuen Garden) จ.อิบารากิ 🏯🌸 ขยับมาที่จุดชมดอกบ๊วยสุดอลังการอย่าง สวนไคราคุเอน ในเมืองมิโตะ ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 สวนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ความพิเศษของที่นี่คือเทศกาลดอกบ๊วย (Ume) ที่รวบรวมต้นบ๊วยกว่า 100 สายพันธุ์ รวมกว่า 3,000 ต้นมาไว้ด้วยกัน ดอกบ๊วยที่นี่บานเร็วกว่าซากุระและมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราสามารถเดินเล่นในสวนประวัติศาสตร์ พร้อมจิบ "อุเมะชู" หรือเหล้าบ๊วยรสเลิศ และลองชิมขนมที่ทำจากบ๊วยแท้ๆ ในช่วงเทศกาลดอกบ๊วยมิโตะได้ตั้งแต่วันที่ดอกไม้เริ่มผลิบาน แนะนำให้มาช่วงปลายกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคมจะสวยสะกดตาที่สุด ▷อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวนไคราคุเอน สวนไคราคุเอน(Kairakuen Garden) ที่อยู่ : 1-3-3 Tokiwacho, Mito City, Ibaraki Prefecture, 310-0033 เทศกาลดอกบ๊วยมิโตะปี 2026 : 11 กุมภาพันธ์ 22 มีนาคม เว็บไซต์ทางการ 3. สวนดอกไม้ฮามามัตสึ (Hamamatsu Flower Park) จ.ชิซุโอกะ 🌷🏔️ ปิดท้ายกันที่สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่อย่าง สวนดอกไม้ฮามามัตสึ ที่จะมอบบรรยากาศราวกับหลุดเข้าไปในยุโรปด้วยทุ่งทิวลิปหลากสีสันตัดกับขอบฟ้าอย่างลงตัว นอกจากทิวลิปแล้วที่นี่ยังมีดอกแดฟโฟดิล และดอกคามิเลียจัดแสดงอย่างตระการตา ไฮไลต์เด็ดที่หาดูได้ยากคือช่วงปลายเดือนมีนาคมที่คุณอาจมีโอกาสได้เห็นซากุระสายพันธุ์บานเร็วเบ่งบานเคียงคู่ไปกับดอกทิวลิปหลากสี ซึ่งจะสวยตะโกนจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล "ฮามานาโกะ ฟลาวเวอร์ เฟสต้า" ที่ทั้งสวนจะเต็มไปด้วยดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิอย่างแท้จริง ▷อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวนดอกไม้ฮามามัตสึ สวนดอกไม้ฮามามัตสึ (Hamamatsu Flower Park) ที่อยู่ : 195 คันซันจิโจ เขตนิชิ เมืองฮามามัตสึ จังหวัดชิซูโอกะ ช่วงจัดงานฮามานาโกะ ฟลาวเวอร์ เฟสต้า : ปลายเดือนมีนาคม ต้นเดือนมิถุนายน เว็บไซต์ทางการ ดอกไม้แห่งการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น แม้จะยังไม่ถึงฤดูซากุระ ญี่ปุ่นก็เต็มไปด้วยสถานที่ชมดอกไม้ที่น่าหลงใหลเต็มไปหมด แค่เดินเข้าสวนก็ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกบ๊วย ได้เห็นทุ่งดอกนาโนะฮานะย้อมด้วยสีเหลืองทอง ไปจนถึงทิวลิปสีน่ารักสดใส นี่คืออีกหนึ่งเสน่ห์ของญี่ปุ่นในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเลย ไม่จำเป็นต้องรอถึงช่วงซากุระก็ควรค่าแก่การมาชม เพราะฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น เริ่มต้นขึ้นแล้ว ==================== ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพจาก www.japankuru.com
เที่ยวญี่ปุ่น • 3 ก.พ. 69
อ่าน
4 วิธีกันผีฉบับคนญี่ปุ่น เที่ยวญี่ปุ่นทั้งทีอยากนอนหลับฝันดี โอยาสุมิ
ไปเที่ยวญี่ปุ่นทีไร บางคนก็อยากเก็บความประทับใจ บางคนก็อยากหลับให้ลึกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแปลกๆ เราลองรวมเอาวิธีกันผีฉบับคนญี่ปุ่นมักใช้เวลาไปเที่ยว ซึ่งบ้านเขาเองก็มีความเชื่อเรื่องพลังงาน และจิตวิญญาณ ที่ฝังรากลึกผ่านลัทธิชินโต และพุทธมหายานอยู่เหมือนกัน จะมีวิธีไหนกันบ้างนะ? 4 วิธีกันผีฉบับคนญี่ปุ่นเที่ยวญี่ปุ่นทั้งทีอยากหลับฝันดี โอยาสุมิ 1. พก "โอมาโมริ" (Omamori) เครื่องรางอุ่นใจ ไอเทมยอดฮิตที่คนญี่ปุ่นแทบทุกคนต้องมีติดกระเป๋าเดินทางคือ เครื่องราง (Omamori) จากศาลเจ้าครับ โดยเฉพาะประเภท "Yoke" (กำจัดสิ่งชั่วร้าย) หรือ "Kotsu-anzen" (เดินทางปลอดภัย) ซึ่งเชื่อว่ามีพลังในการคุ้มครองผู้พกพาจากสิ่งไม่ดีระหว่างการเดินทาง คำแนะนำเพิ่มเติมคือ ซื้อแล้วควรเก็บไว้ในกระเป๋า อย่าเปิดหรือเอาไปทำลายภายทิ้งด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม (นิยมนำไปคืน/เผาทิ้งที่ศาลเจ้าหลังจากซื้อมาครบ 1 ปีแล้ว แต่บางคนก็ว่าถ้าพกไว้แล้วดีจะเก็บต่อก็ได้) 2. "โอจามาชิมาสุ" (Ojamashimasu) - ขออนุญาตเจ้าที่ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าห้องพัก คนญี่ปุ่นมักจะพูดว่า "Ojamashimasu" (โอจามาชิมาสุ) เป็นสำนวนที่ญี่ปุ่นใช้เมื่อเข้าบ้านหรือห้องคนอื่นซึ่งแปลว่า "ขอรบกวนหน่อยนะครับ/คะ" เป็นมารยาท ไม่ใช่คำกล่าวแบบพิธีกรรมเพื่อเรียกหรือขออนุญาตดวงวิญญาณ แต่เป็นการแสดงความเคารพต่อเจ้าที่เจ้าทาง หรือดวงวิญญาณที่อาจอยู่มาก่อน เพื่อไม่ให้เป็นการลบหลู่ อันนี้เป็นความสบายใจของผู้เข้าพักล้วนๆ 3. พลังจาก "เกลือ" (Purifying Salt) เกลือคือสัญลักษณ์ของการชำระล้าง (Purification) ที่เข้มแข็งที่สุดในญี่ปุ่น การใช้เกลือเพื่อชำระสะอาดมีรากมาจากศาสนา และความเชื่อแบบชินโต เช่น การใช้เกลือบริเวณทางเข้าในพิธีต่างๆ เรียกว่าเป็นการทำให้ "บริสุทธิ์" (清め) คนที่กังวลมากๆ เขาจะพกเกลือห่อเล็กๆ ติดตัวไว้ หรือถ้าไปร่วมงานศพมา ก่อนเข้าบ้านต้องโรยเกลือที่ไหล่เพื่อไม่ให้สิ่งไม่ดีตามเข้าบ้าน เวลาไปเที่ยว บางคนอาจจะโรยเกลือไว้ที่มุมห้องพักเพื่อถือเป็นการป้องกันเขตแดนครับ 4. เปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ บางคนมีความเชื่อว่า "ความมืด" และ "น้ำ" เป็นแหล่งสะสมของพลังงานลบ ดังนั้นการเปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ หรือแง้มประตูห้องน้ำไว้เล็กน้อย จะช่วยให้พลังงานไหลเวียน และลดความน่ากลัวลงได้ครับ ถึงจะฟังดูเปลืองไฟไปหน่อย แต่การเปิดไฟทิ้งไว้ก็ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยทางใจได้มากขึ้นอย่างแน่นอน ====================
ทราเวล ทิปส์ • 29 ม.ค. 69
อ่าน
7 ที่เที่ยวฟุคุอิ เที่ยวเองได้ เดินทางด้วยรถไฟ ที่เที่ยวญี่ปุ่นไม่แมส
หากกำลังมองหา ที่เที่ยวญี่ปุ่นไม่แมส เงียบสงบ ธรรมชาติสวย และยังคงเสน่ห์วัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ จังหวัดฟุคุอิ (Fukui) คือจุดหมายที่ตอบโจทย์มากๆ ค่ะ ตามเรามาเช็กอินได้เลยกับ 7 ที่เที่ยวฟุคุอิ ญี่ปุ่น เที่ยวด้วยตัวเองได้ พร้อม วิธีเดินทางด้วยรถไฟ มีที่ไหนน่าไปบ้าง มาดูกันได้เลย! วิธีขึ้นรถไฟ ที่ ญี่ปุ่น ฉบับมือใหม่ ซื้อตั๋วรถไฟ ยังไง เดินทางได้ไม่สะดุด TimeDepot.Twn / Shutterstock.com ที่เที่ยวฟุคุอิ เที่ยวเองได้ที่เที่ยวญี่ปุ่นไม่แมส คนน้อย เที่ยวง่าย รู้จัก ฟุคุอิ Fukui ฟุคุอิ (Fukui) ตั้งอยู่ในภูมิภาคชูบุ (Chubu) บนเกาะฮอนชู (Honshu) เป็น ที่เที่ยวญี่ปุ่น เมืองรอง ที่เดินทางง่าย เที่ยวฟุคุอิ ด้วยตัวเอง ได้เลย และยังมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่างๆ ของญี่ปุ่นที่น่าสนใจที่นี่อีกด้วย มัดรวม ที่เที่ยวฟุคุอิ ญี่ปุ่น น่าไปเช็กอิน 1. หน้าผาโทจินโบ Tojinbo Cliffs หน้าผาโทจินโบ (Tojinbo Cliffs) หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดฟุคุอิ หน้าผาหินบะซอลต์ริมทะเลญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นแท่งหินหกเหลี่ยมเรียงตัวอย่างเป็นเอกลักษณ์ เหมาะกับการถ่ายรูป ชมวิวทะเล และดูพระอาทิตย์ตก 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/VE9yxxQh7iRebS7u6 🚃 การเดินทาง : จาก สถานี Fukui Station นั่งรถไฟ Echizen Railway Mikuni Awara Line ไป สถานี Mikuni Station จากนั้นต่อรถบัสไป Tojinbo =============== 2. วัดเอเฮจิ Eiheiji Temple วัดเอเฮจิ (Eiheiji Temple) วัดชื่อดังระดับประเทศของญี่ปุ่น เป็นสำนักหลักของนิกายโซโต (นิกายหนึ่งในสายเซน)บรรยากาศเงียบสงบ โอบล้อมด้วยป่าเขา เป็นวัดเก่าแก่ที่สวยงาม ล้อมรอบด้วยต้นไม้อายุกว่า 700 ปี โดยมีมอสสีเขียวปกคลุมทั่วบริเวณ ถ่ายรูปสวยมากๆ เหมาะกับผู้ที่สนใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น และการปฏิบัติธรรม 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/aR4UbFou9e75S5PT6 🚃 การเดินทาง :จาก สถานี Fukui Station นั่งรถบัส Eiheiji Linerไปลงที่ Eiheiji (Temple)ใช้เวลาประมาณ 40 นาที =============== 3. ปราสาทฟุคุอิ Fukui Castle Ruins ปราสาทฟุคุอิ (Fukui Castle Ruins) ปราสาทโบราณ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฟุคุอิเลยค่ะ โดยตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ เดินทางสะดวก เป็นจุดเดินเล่นยอดนิยม โดยเฉพาะช่วงซากุระที่จะสวยงามมากเป็นพิเศษ 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/KneoGNXAQfYw17KN9 🚃 การเดินทาง :จาก สถานี Fukui Station เดินประมาณ 5-10 นาที =============== 4. พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟุคุอิFukui Prefectural Dinosaur Museum AKKHARAT JARUSILAWONG / Shutterstock.com พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟุคุอิ (Fukui Prefectural Dinosaur Museum) หนึ่งใน พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่เที่ยวไฮไลต์สำคัญของการมาเที่ยวฟุคุอิค่ะ ภายในมีการจัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์ และนิทรรศการแบบอินเทอร์แอ็กทีฟที่น่าสนใจ บอกเลยว่าเด็กๆ ต้องฟินมาก รวมถึงยังมีสวนสาธารณะที่มีเครื่องเล่นธีมไดโนเสาร์ ป่าไดโนเสาร์คัทสึยามะ (Katsuyama Dinosaur Forest Park) ซึ่งภายในมี สวนไดโนปาร์ค (Dino Park) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับกำลังหลงเข้าไปในป่าที่มีไดโนเสาร์อาศัยอยู่จริงๆ เลยทีเดียว 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/hs6RjvFxgGEKPxJn8 🚃 การเดินทาง :จาก สถานี Fukui Station นั่งรถไฟ JR ไปที่ Katsuyama Station จากนั้นต่อรถบัสไปพิพิธภัณฑ์ ประมาณ 10-15 นาที =============== 5. ศาลเจ้าเคฮิ Kehi Jingu Shrine ศาลเจ้าเคฮิ (Kehi Jingu Shrine) ศาลเจ้าชินโตเก่าแก่ใน เมืองสึรุกะ (Tsuruga) มี เสาโทริอิไม้ขนาดใหญ่ สูง 11 เมตร ติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น เป็นจุดสักการะ และจุดถ่ายรูปที่ต้องห้ามพลาดเลยค่ะ เทพเจ้าหลักของศาลเจ้าคือ อิซาซาวาเกะ โนะ มิโคโตะ (Izazawake no Mikoto) หรือที่เรียกกันว่า คิฮิ โอคามิ (Kehidaijin) เทพเจ้าที่คุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือ และดูแลความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การเกษตรและการประมง 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/WuwZu67vscVJH6Lr8 🚃 การเดินทาง :จาก สถานี Fukui Station นั่งรถไฟ JR ไปที่ สถานี Tsuruga Station แล้วเดินต่อประมาณ 10-15 นาที =============== 6. ทะเลสาบมิคาตะโกะ Mikata Five Lakes eric1207cvb / Shutterstock.com ทะเลสาบมิคาตะโกะ (Mikata Five Lakes) กลุ่มทะเลสาบ 5 แห่ง จุดชมวิวชื่อดังของฟุคุอิ ที่นี่เหมาะกับสายธรรมชาติ วิวสวยอลังการมาก และยังที่มีสีสัน บรรยากาศที่สวยงามแตกต่างกันตามแต่ละฤดู คนรักธรรมชาติบอกเลยว่าต้องไม่พลาดค่ะ 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/zXbYWeYsDncb36XM7 🚃 การเดินทาง :จาก สถานี Fukui Station นั่งรถไฟ JR ไปที่ สถานี Mikata Station แล้วต่อรถบัสหรือแท็กซี่ =============== 7. หมู่บ้านซามูไรอิจิโจดานิ Ichijodani Asakura Clan Ruins beibaoke / Shutterstock.com หมู่บ้านซามูไรอิจิโจดานิ (Ichijodani Asakura Clan Ruins) โบราณสถานทางประวัติศาสตร์ที่จำลองเมืองซามูไร จากยุคเซ็นโงคุ ในช่วงปี ค.ศ.1333-1573 ไฮไลต์ก็คือการเดินชมถนนโบราณ บ้านซามูไร ร้านค้า บ้านเรือนจำลอง และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ สัมผัสภาพวิถีชีวิตในอดีต และมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูป 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/rvybna5DDKsMVcHF7 🚃 การเดินทาง :จาก สถานี Fukui Station นั่งรถไฟ JR ไปที่ สถานี Ichijodani Station =============== วิธีเดินทางไปฟุคุอิ ด้วยรถไฟ จากโตเกียว : นั่งรถไฟ Hokuriku Shinkansen ไปสถานี Fukui Station ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากโอซาก้า / เกียวโต : นั่งรถไฟ JR Thunderbird มาลง Fukui Station ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง สำหรับการเดินทางภายในจังหวัดฟุคุอิ สามารถใช้รถไฟ JR และ Echizen Railway เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหลักได้สะดวก เหมาะสำหรับการเที่ยวฟุคุอิด้วยตัวเอง yanchi1984 / Shutterstock.com เที่ยวฟุคุอิ เหมาะกับใคร นักท่องเที่ยวสายไหน? นักท่องเที่ยว ที่อยากเที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่วุ่นวาย สายธรรมชาติ สายวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ สามารถเที่ยวญี่ปุ่นด้วยรถไฟได้ ไม่ต้องเช่ารถ คนที่มองหาเมืองรองญี่ปุ่นน่าเที่ยว ฟุคุอิ คืออีกหนึ่งจังหวัดญี่ปุ่นที่เหมาะกับการท่องเที่ยวแบบชิลๆ เดินทางง่าย และเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจค่ะ และยังเป็น ที่เที่ยวญี่ปุ่นลับๆ นักท่องเที่ยวยีงไม่เยอะมากอีกด้วย ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นครั้งต่อไป อย่าลืมเพิ่ม ที่เที่ยวฟุคุอิ ญี่ปุ่น ไว้ในลิสต์ รับรองว่าได้ประสบการณ์ใหม่ไม่ซ้ำใครแน่นอน! ที่เที่ยวญี่ปุ่น ที่น่าสนใจอื่นๆ 40 สถานที่สวยๆ ใน ญี่ปุ่น ไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้อย่าได้พลาด! 5 ที่เที่ยวคามาคุระ ตามรอยซีรีส์ Can This Love Be Translated?
เที่ยวญี่ปุ่น • 28 ม.ค. 69
อ่าน
เที่ยวญี่ปุ่นตัวปลิว! 7-Eleven เปิดบริการรับฝากกระเป๋าเดินทาง จองล่วงหน้าได้ผ่านแอป
ใครเคยไป เที่ยวญี่ปุ่น คงซึ้งใจดีกับการต้องลาก กระเป๋าเดินทางใบยักษ์ เดินหาตู้ล็อคเกอร์ตามสถานีรถไฟจนเหงื่อตก ยิ่งในย่านยอดฮิตอย่างชิบูย่าหรือชินจูกุ ตู้ฝากของมักจะเต็มตลอดเวลา หรือถ้าโชคดีเจอที่ว่าง ขนาดตู้ก็มักจะไม่พอดีกับกระเป๋าไซซ์ XL ของเราอีกปัญหาที่ชวนปวดหัวนี้กำลังจะหมดไป เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง 7-Eleven ญี่ปุ่น จับมือกับ Ecbo ผู้เชี่ยวชาญด้านบริการฝากของ เปิดตัวบริการ "Ecbo Cloak" ที่จะเปลี่ยนร้านสะดวกซื้อใกล้ตัวคุณให้กลายเป็นจุดรับฝากกระเป๋าสุดสะดวก ซึ่งความเจ๋งของบริการนี้คือเราสามารถเช็กที่ว่าง และจองล่วงหน้าได้ผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ต้องเดินสุ่มหาให้เสียเวลาอีกต่อไป 7-Eleven เปิดบริการรับฝากกระเป๋าเดินทางจองล่วงหน้าได้ผ่านแอป ค่าบริการฝากกระเป๋าต่อวันเท่าไหร่? ราคาถือว่าใกล้เคียงกับล็อคเกอร์มาตรฐานตามสถานีทั่วไป แต่แลกมาด้วยความแน่นอนว่ามีที่ว่างชัวร์ๆ สัมภาระขนาดเล็ก (500 เยน) : สำหรับกระเป๋าเป้, กระเป๋าถือ, หรือถุงช้อปปิ้ง สัมภาระขนาดใหญ่ (800 เยน) : สำหรับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่, รถเข็นเด็ก, และเครื่องดนตรี (หมายเหตุ: หากฝากข้ามคืน จะมีการคิดค่าบริการเพิ่มหลังจากเที่ยงคืนเป็นต้นไป) สำหรับใครที่กังวลเรื่องความปลอดภัย พื้นที่เก็บของของบริการนี้จะอยู่บริเวณโซนหลังร้านของ 7-Eleven ซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับพนักงานเท่านั้น ทำให้มั่นใจได้ว่าสัมภาระของคุณจะถูกดูแลอย่างดี และที่สำคัญที่สุดคือเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง จะฝากเช้าตรู่หรือมารับดึกแค่ไหนก็ได้ตามความสะดวก โดยปัจจุบันครอบคลุมกว่า 378 สาขา ใน 26 จังหวัดทั่วญี่ปุ่น เช่น โซนยอดฮิต : โตเกียว, โอซาก้า, เกียวโต, และฟุกุโอกะ โซนท่องเที่ยวอื่นๆ : ฮอกไกโด, นารา, ฮิโรชิม่า, คานากาวะ, และชิซูโอกะ วิธีใช้บริการ ecbo cloak ง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน จองล่วงหน้า: เข้าไปที่แอปฯ หรือเว็บไซต์ ecbo cloak เพื่อเลือกสาขา และระบุขนาดกระเป๋า ชำระเงิน: จ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ล่วงหน้าได้เลย สะดวกและรวดเร็ว ฝากของ: นำสัมภาระไปส่งให้พนักงานที่ร้าน 7-Eleven พร้อมโชว์หลักฐานการจอง การเปิดตัวบริการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักท่องเที่ยวสะดวกสบายขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นที่ก้าวไปอีกขั้นเพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยวสมัยใหม่ ช่วยทำให้การเดินทางในญี่ปุ่นของเราคล่องตัวกว่าเดิม เพียงแค่แวะเข้าเซเว่นฯ ก็จบครบทุกปัญหาเรื่องสัมภาระครับ ====================
เที่ยวญี่ปุ่น • 20 ม.ค. 69
อ่าน
สวนสัตว์ Asahiyama Zoo ฮอกไกโด เที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว ปะทะหิมะ ฟินสุดๆ
ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าหนาว นอกจาก เทศกาลงานแสดงไฟฤดูหนาว ที่หลายคนอยากไปถ่ายรูปสวยๆ กันแล้ว อีกที่ที่ต้องไม่พลาดเลยก็คือสวนสัตว์ Asahiyama Zoo ฮอกไกโด ค่ะ เตรียมตัวไปปะทะ หิมะ หนาวๆ พร้อมเดินเล่นสวนสัตว์คิ้วท์ ดู เพนกวิน พาเหรด สุดคาวาอี้ มาโชว์ตัวกันรับหน้าหนาว หมีขาว แพนด้าแดง สุดน่ารัก ประทับใจในหน้าหนาวที่ญี่ปุ่นอย่างแน่นอน! 🌟 15 ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าหนาว พิกัดชิล ถ่ายรูปสวย หิมะขาว รออยู่ ! Aileen Mae Sze / Shutterstock.com สวนสัตว์ Asahiyama Zoo ฮอกไกโดเที่ยวญี่ปุ่น หน้าหนาว หิมะ โปรย สวนสัตว์ Asahiyama Zoo เป็นอีกหนึ่งสวนสัตว์ชื่อดังติดอับดับต้นๆ ของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เมือง Asahikawa ฮอกไกโด นั่นเองค่ะ และในช่วงฤดูหนาว ถือเป็นช่วงทีดีที่สุดในการมาเที่ยวสวนสัตว์แห่งนี้ เพราะเราจะได้ใกล้ชิดสุดๆ กับบรรดาสัตว์น้อยใหญ่แถบขั้วโลกเขตหนาว ไม่ว่าจะเป็น เพนกวิน หมีขาว แมวน้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย Light Orancio / Shutterstock.com พาเหรด เพนกวิน และสำหรับ ไฮไลท์หลักก็คือ พาเหรด เพนกวิน นั่นเอง ทางสวนสัตว์จะให้นักท่องเที่ยวตั้งแถวสองข้างถนนเพื่อรอรับดาราตัวน้อยออกมาเดินโชว์ตัวกันค่ะ จุดเริ่มต้นของ พาเหรด เพนกวิน ที่สวนสัตว์นี้ก็คือ พฤติกรรมทางธรรมชาติของเพนกวินที่จะออกเดินไปยังทะเล เพื่อไปหาอาหารเป็นหมู่ ทางสวนสัตว์จึงนำพฤติกรรมนี้ บวกกับ ความต้องการที่อยากให้เพนกวินได้ออกกำลังกายในฤดูหนาว มารวมกัน และกลายมาเป็นพาเหรดน่ารักๆ แบบนี้ค่ะ สำหรับในทุกๆ ปี เพนกวิน พาเหรด นี้จะเริ่มขึ้นตอนช่วงประมาณ กลางเดือนธันวาคม แต่ก็แล้วแต่สภาพอากาศด้วยเช่นกั เพราะฉะนั้น คนที่กำลังวางแผนจะแวะไปดูความน่ารักของเหล่าเพนกวิน ต้องเช็กตารางกันหน่อยก่อนไปนะคะ ข้อควรระวังสำหรับการชม พาเหรด เพนกวิน ก็คือ ห้ามใช้แฟลชในการถ่ายรูป ห้ามจับเพนกวินขณะเดินอย่างเด็ดขาดค่ะ นอกจาก พาเหรด เพนกวิน แล้ว ที่ สวนสัตว์ Asahiyama Zoo ก็ยังมีสัตว์น่ารักๆ ให้เราได้ไปสัมผัสกันอย่าง หมีขาว แมวน้ำ สุนัขจิ้งจอก แพนด้าแดง และอื่นๆ อีกด้วยค่ะ คนรักสัตว์ต้องไม่พลาดแวะไปเที่ยวนะ ! วิธีเดินทางไปสวนสัตว์ Asahiyama Zoo รถไฟ JR ลงสถานี Asahikawa สามารถเลือกไปยังสวนสัตว์ได้ 2 ทาง คือ โดยรถประจำทาง จาก Asahikawa Denki Kido ไปยัง Asahikawa Zoo ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ออกทุกๆ โดยป้ายรถประจำทางนี้จะอยู่ฝั่งตรงข้ามของสถานี Asahikawa ด้านหน้า Asahikawa Denki Kido Asaden Information Center โดยรถTaxi ใช้เวลาประมาณ 25 นาที Jo Panuwat D / Shutterstock.com ที่เที่ยวฮอกไกโด ที่น่าสนใจอื่นๆ 12 ที่เที่ยวฮอกไกโด ญี่ปุ่น สวยโรแมนติก เสน่ห์ที่มีมากกว่าหิมะ 12 ที่เที่ยวซัปโปโร Sapporo ฮอกไกโด เที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว แบบอุ่นๆ 7 ที่เที่ยวฮาโกดาเตะ Hakodate ฮอกไกโด เที่ยวญี่ปุ่น ชิลๆ
เที่ยวญี่ปุ่น • 5 ม.ค. 69
อ่าน
15 ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าหนาว พิกัดชิล ถ่ายรูปสวย หิมะขาว รออยู่ !
ประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนก็สวยงามน่าเที่ยวอยู่เสมอ แต่สำหรับใครที่ชอบอากาศหนาวเย็นจะต้องไม่พลาด 15 ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าหนาว ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวละมุนตา อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุขของเทศกาลปลายปี และแสงไฟประดับระยิบระยับ รับรองว่าสวยเกินต้าน ฟินต้อนรับปีใหม่แน่นอน 40 สถานที่สวยใน ญี่ปุ่น ไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้อย่าได้พลาด ! 12 เมืองน่าเที่ยว ญี่ปุ่น โดนใจทุกสไตล์ เที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดี ? เช็กอิน ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าหนาว เที่ยวไหนดี 1. ซับโปโร Sapporo อยากสัมผัสอากาศหนาวสุดขั้ว แน่นอนว่าต้องขึ้นเหนือไปยังเกาะฮอกไกโด ภูมิภาคทางเหนือสุดของญี่ปุ่น เริ่มต้นที่เมืองหลวงอย่าง ซัปโปโร (Sapporo 札幌市) รับรองว่าจะได้เต็มอิ่มไปกับบรรยากาศแสนโรแมนติกท่ามกลางหิมะขาวอย่างแน่นอน ไปถ่ายรูปกับ อาคารที่ทำการรัฐบาลเก่าฮอกไกโด(Hokkaido Government Office) หนึ่งในแลนด์มาร์คของฮอกไกโดที่ควรไปเช็กอิน Peera_stockfoto / Shutterstock.com จากนั้นลองไปจิบเบียร์แก้หนาวที่ พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum) แหล่งผลิตเบียร์ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น หรือถ้าเป็นช็อกโกแล็ตเลิฟเวอร์ ยิ่งไม่ควรพลาด โรงงานช็อกโกแลต ชิโรอิ โคอิบิโตะ (Shiroi Koibito Park) ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรมสวยๆ และไฟประดับสุดน่ารักในช่วงหน้าหนาว ไม่เพียงเท่านี้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีจะมีการจัดงาน เทศกาลหิมะซัปโปโร (Saporo Snow Festival) เทศกาลใหญ่ประจำปีที่จะมีประติมากรรมน้ำแข็งสวยๆ ให้ได้ชมกันด้วยค่ะ ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ 12 ที่เที่ยวซัปโปโร ฮอกไกโด เที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว รอเจอหิมะขาวด้วยกัน! ================= 2. นิเซโกะ Niseko นิเซโกะ (Niseko ニセコ町) เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่าง ภูเขานิเซโกะ อันนุปุริ (Niseko Annupuri) และ ภูเขาโยเท (Yotei) เปรียบเสมือนสวรรค์ของคนรักสกีหิมะ เนื่องจากมีภูมิประเทศที่เป็นเนินเขา ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนในช่วงฤดูหนาว จึงเป็นแหล่ง สกีรีสอร์ท ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก cjmac / Shutterstock.com ที่นี่มีลานสกีขนาดใหญ่ให้ได้เล่นกันแบบจุใจ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมน่าสนุกอื่นๆ ให้ทำ ทั้งการเล่นสโนว์บอร์ด ขี่สโนว์โมบิล และหากจะเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย นิเซโกะมีบ่อน้ำพุร้อนออนเซ็นให้ได้แช่ผ่อนคลายเช่นกัน ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ เที่ยวฮอกไกโด นิเซโกะ Niseko ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าหนาว สวรรค์ของคนรักหิมะ ================= 3.ฮาโกดาเตะ Hakodate ฮาโกดาเตะ (Hakodate 函館市) เมืองท่าของจังหวัดฮอกไกโดที่มีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่ในอดีต มีสถาปัตยกรรมตะวันตกที่สวยงาม อีกทั้งยังมีชื่อเสียงในเรื่องของทิวทัศน์ในยามค่ำคืนบน เนินฮาจิมันซากะ (Hachiman-zaka Slope) ถนนสายโรแมนติกที่ทอดยาวลงไปถึงชายฝั่ง ประดับประดาไปด้วยแสงไฟ สะท้อนกับเกล็ดหิมะในช่วงฤดูหนาวจนเปล่งประกายสวยงาม แต่จะดียิ่งกว่าหากได้ลองนั่งกระเช้าขึ้นไปที่ ภูเขาฮาโกดาเตะ (Mount Hakodate) เพื่อชมทัศนียภาพของเมืองฮาโกดาเตะจากมุมสูงในยามค่ำคืน แล้วทุกคนจะได้เห็นแสงไฟของบ้านเมืองส่องประกายราวกับแสงดาวบนพื้นดินเลยทีเดียว ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ เที่ยวญี่ปุ่น หน้าหนาว ฮาโกดาเตะ Hakodate ที่เที่ยวฮอกไกโด ชมวิวสวย สุดโรแมนติก ================= 4. โอตารุ Otaru โอตารุ (Otaru 小樽市) เมืองท่าเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดฮอกไกโด ที่ผู้คนนิยมไปเที่ยวมากที่สุดในช่วงฤดูหนาว และจุดที่สวยที่สุดในเมืองคงเป็นที่อื่นไปไม่ได้นอกจาก คลองโอตารุ(Otaru Canal) คลองสายสำคัญซึ่งเป็นทั้งที่ตั้งของท่าเรือและเส้นทางคมนาคมของเมือง Atiwat Witthayanurut / Shutterstock.com นอกจากนี้ก็ยังมี พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru Music Box Museum) สถานที่จัดแสดงกล่องดนตรีมากมายหลายชนิด และจำหน่ายกล่องดนตรีแสนน่ารักหลากสไตล์ ระหว่างทางเดินไปยังพิพิธภัณฑ์เราจะได้ยินเสียงกล่องดนตรีอันแสนไพเราะดังคลอไปตลอดทาง เข้ากับบรรยากาศสุดๆ ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ เที่ยวญี่ปุ่น โอตารุ Otaru ที่เที่ยวฮอกไกโด เมืองน่ารักริมคลอง ฟังเสียงดนตรีเพลินๆ ================= 5. ภูเขาซาโอะ Mount Zao เดินทางจากเกาะฮอกไกโดมายัง โทโฮคุ (Tohoku) ภูมิภาคเหนือสุดของ เกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น กันบ้าง และถ้าพูดถึงที่เที่ยวหน้าหนาวในโทโฮคุ สถานที่แรกที่หลายคนนึกถึงอาจเป็น ภูเขาซาโอะ (Mount Zaō 蔵王山) เทือกเขาขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่ระหว่าง จังหวัดมิยากิ (Miyagi Prefecture) และ จังหวัดยามากายะ (Yamagata Prefecture) ศูนย์รวมกิจกรรมกลางแจ้งและกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีม เช่น นั่งกระเช้าไฟฟ้าซะโอ (Zao Ropeway) ชมวิวภูเขา เดินป่า และปีนปากปล่องภูเขาไฟ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ ภูเขาซาโอะ Mount Zao ที่เที่ยวญี่ปุ่น ชมปรากฎการณ์ ปีศาจหิมะ สุดแปลกตา แต่ไฮไลท์ของภูเขาซาโอะในฤดูหนาวที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ปีศาจหิมะ(Snow Monster) หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่าJuhyo ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการทับถมของหิมะ ทำให้มีรูปทรงแปลกตาและแตกต่างกันออกไป ซึ่งในช่วงปลายเดือนธันวาคม-มีนาคมจะมีการจัดเทศกาลประดับไฟปีศาจหิมะ(Juhyo Light Up) ขึ้นทุกปีที่ สถานีจิโซซันโช (Jiso Sancho Station) ให้เราได้ไปชมไฟประดับสวยๆ ท่ามกลางหิมะสีขาวโพลนกันค่ะ ================= 6. กินซันออนเซ็น Ginzan Onsen แช่ออนเซ็นอุ่นๆ ท่ามกลางบรรยากาศสุดวินเทจของ หมู่บ้านกินซันออนเซ็น (Ginzan Onsen 銀山温泉) แหล่งออนเซ็นเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 20 ของ เมืองโอบานาซาวะ (Obanazawa) จังหวัดยามากาตะ (Yamagata) ภายในหมู่บ้านมีเรียวกังออนเซ็นให้เลือกมากมาย ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดเมื่อย บาดแผลโดนบาด บาดแผลไฟไหม้ โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคหลอดเลือดแข็ง รวมไปถึงโรคเรื้อรังอื่นๆ อีกมากมาย หากมาเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ทั่วทั้งหมู่บ้านจะมีอากาศหนาวจัด และปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ได้แช่ออนเซ็นอุ่นๆ คลายหนาว แถมยังได้ชมวิวทิวทัศน์แสนสวยของอาคารสมัยเก่าและธรรมชาติคงเป็นอะไรที่ฟินน่าดู ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ ที่เที่ยวญี่ปุ่น Ginzan Onsen หมู่บ้านออนเซ็นโบราณ ถ่ายรูปสวย สุดคลาสสิก ================= 7. จุดชมวิวสะพานแม่น้ำทาดามิ Tadami River Bridge View Point จุดชมวิวสะพานแม่น้ำทาดามิ (Tadami River Bridge View Point 第一只見川橋梁ビューポイント) ช่วงที่หนึ่งของ เส้นทางรถไฟสายทาดามิ (Tadami Line) ที่เชื่อมระหว่าง สถานี Aizu-Wakamatsu ในจังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) และ สถานี Koide ในจังหวัดนีกาตะ (Niigata) จากจุดชมวิว เราได้จะเห็นภาพของรถไฟแล่นบนสะพานเชื่อมภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ สะท้อนเงาบนผืนน้ำอย่างชัดเจน ไม่แปลกใจเลยหากที่นี่จะกลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักถ่ายภาพและนักท่องเที่ยวมากมายค่ะ ================= 8. ธารน้ำแข็งมิโซะทสึจิ Icicles of Misotsuchi ธารน้ำแข็งมิโซะทสึจิ(The Icicles of Misotsuchi 三十槌の氷柱) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ที่ตั้งอยู่บริเวณ แม้น้ำอาระคาวะ (Arakawa Riverbed) เมืองจิจิบุ (Chichibu) จังหวัดไซตามะ (Saitama) เกิดจากสายน้ำที่แข็งตัวท่ามกลางอากาศหนาวเย็นจนมีลักษณะเหมือนน้ำแข็งงอกน้ำแข็งย้อย ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีการจัดงาน เทศกาลน้ำแข็งโอตากิ (Otaki Ice Festival) ซึ่งจะประดับไฟหลากสีส่องสว่างราวกับผลึกแก้ว ดูน่าอัศจรรย์ใจราวกับโลกแฟนตาซี ================= 9. ชิราคาวาโกะ Shirakawa-Go ต่อด้วยหมู่บ้านมรดกโลกอย่าง ชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go 白川村) สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมตลอดกาลใน จังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนสไตล์ กัสโซสึคุริ (Gassho-zukuri) อายุเก่าแก่กว่า 300 ปี โอบล้อมไปด้วยทัศนียภาพอันงดงาม เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว หมู่บ้านแห่งนี้จะปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ดูน่ารักราวกับหมู่บ้านในเทพนิยาย ถ้าได้มาครั้งหนึ่งแล้ว รับรองว่าจะต้องอยากกลับไปอีกหลายๆ ครั้งแน่ๆ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ ✨ ชิราคาวาโกะ Shirakawa-go มรดกโลก ญี่ปุ่น เที่ยวช่วงไหนดี เดินทางยังไง มีอะไรให้ทำบ้าง ✨ งานไฟประดับ ญี่ปุ่น ชิราคาวาโกะ Shirakawa-go Light-Up 2026 ================= 10. อุทยานลิงจิโกกุดานิ Jigokudani Monkey Park อยากชมภาพสุดน่ารักของ เจ้าลิงหิมะ ต้องไปที่ อุทยานลิงจิโกกุดานิ (Jigokudani Monkey Park 地獄谷野猿公苑) ที่อยู่อาศัยของน้องลิงป่าจำนวนมาก เดิมเป็นหุบเหวลึกที่ผู้คนไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่หลังจากมีการพัฒนาพื้นที่จนกลายเป็นอุทยานลิงจิโกกุดานิ ทางอุทยานฯ ก็ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาชมความน่ารักของเจ้าลิงหน้าแดงที่มานั่งแช่ออนเซ็นคลายความหนาวกันค่ะ ================= 11. งานไฟประดับ Nabana no sato Illumination Nabana No Sato Illumination หนึ่งในงานไฟประดับประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นชื่อ สวนดอกไม้นาบานา โนะ ซาโตะ (Nabana No Sato なばなの里) ในช่วงเดือนตุลาคมตลอดไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ภายในงานจะมีการประดับประดาไฟ LED ประดับนับล้านดวงจนกลายเป็นภาพทิวทัศน์สุดตระการตา เช่น ภูเขาไฟฟูจิ ต้นคริสต์มาส ทุ่งดอกไม้ และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ อุโมงค์ไฟ Tunnel of Light ที่มีความยาวถึง 200 เมตร ประดับประดาด้วยแสงไฟรูปดอกไม้โทนสีอบอุ่นละมุนตา ขอบอกว่าจุดนี้ถ่ายรูปสวยมากจริงๆ ต้องไปให้ได้เลยค่ะ ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ อัปเดต เที่ยวญี่ปุ่น งานไฟประดับ Nabana No Sato Illumination ================= 12. ทะเลสาบคาวากุจิโกะ Lake Kawaguchiko ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko 河口湖) 1 ใน ทะเลสาบทั้ง 5 รอบภูเขาไฟฟูจิที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมทุกฤดูกาล และแน่นอนว่าฤดูหนาวก็มีเสน่ห์ไม่แพ้ฤดูกาลไหนๆ เราจะได้ชมวิวสุดอลังของทะเลสาบกว้างใหญ่สะท้อนภูเขาไฟฟูจิที่ปกคลุมด้วยหิมะ นอกจากนี้ยังมีทั้งเรียวกัง สกีรีสอร์ท และลานสกีให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับการเล่นสกี สโนว์บอร์ด รวมถึงแช่ออนเซ็นชมวิวสุดฟินได้อย่างเต็มอิ่ม ================= 13. ฟูจิโนมิยะ Fujinomiya ฟูจิโนมิยะ (Fujinomiya 富士宮市) เมืองสวยใกล้โตเกียวที่ผู้คนมักจะนิยมมาเที่ยวแบบ One Day Trip ไม่ว่าจะมาเที่ยวในฤดูไหน คุณก็จะได้เห็นทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังของอาคารบ้านเรือนภายในเมือง ในช่วงฤดูหนาว ทั่วทั้งเมืองจะปกคลุมไปด้วยหิมะ แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เราจะได้เห็นดอกซากุระบานสะพรั่ง ตัดกับวิวภูเขาไฟฟูจิทางด้านหลังได้อย่างงดงามทีเดียวค่ะ ================= 14. สวนเค็นโรคุเอ็น Kenroku-en สวนเค็นโรคุเอ็น (Kenroku-en 兼六園) 1 ใน 3 สวนที่สวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1676 โดดเด่นด้วยองค์ประกอบหลักๆ ทั้งหมด 6 ปัจจัย ได้แก่ พื้นที่อันกว้างขวาง บรรยากาศเงียบสงบ ความลงตัว ความเป็นมาอันยาวนาน แหล่งน้ำและทัศนียภาพอันสวยงามของหุบเขาและบ่อน้ำ ✨ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ สวนเค็นโรคุเอ็น Kenrokuen ที่เที่ยวญี่ปุ่น สวนสวย ไปฤดูไหนก็ดีย์ต่อใจ เสน่ห์ของสวนจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงเวลาของปี ซึ่งในช่วงฤดูหนาว นอกจากจะได้ชมสวนเค็นโรคุเอ็นย้อมไปด้วยสีขาวของหิมะแล้ว ยังมีโอกาสได้เห็น ยูคิคสึริ ที่เกิดจากการทับถมกันของหิมะบน ต้นสนคาราซากิมัตสึกว่า 800 ต้น ที่ปลูกขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ไม้พันธุ์อื่นๆ เสียหายจากการโดนหิมะตกใส่ นอกจากจะแก้ปัญหาได้ดีแล้ว ยังเสริมให้ทิวทัศน์ดูงดงามยิ่งขึ้นด้วย ================= 15. เบปปุ Beppu เดินทางลงใต้ไปที่ เบปปุ (Beppu 別府市) แหล่งออนเซ็นชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น ที่มีบ่อออนเซ็นมากมายกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ในเมือง โดยเฉพาะ บ่อนรกทั้งแปด หรือ Jigoku Meguri เป็นบ่อน้ำพุร้อน 8 บ่อ ที่มีลักษณะโดดเด่นแตกต่างกัน เช่น Chinoike Jigoku บ่อน้ำพุร้อนสีแดงคล้ายเลือด Shiraike Jigoku บ่อน้ำพุร้อนสีขาว และ Onishi Bozu Jigoku บ่อน้ำพุร้อนลักษณะเป็นบ่อโคลน นอกจากนี้ยังมีรีสอร์ทออนเซ็นให้เลือกผ่อนคลายมากมาย ================= ที่เที่ยวญี่ปุ่น ที่น่าสนใจอื่นๆ 40 สถานที่สวยใน ญี่ปุ่น ไปเที่ยวญี่ปุ่น คราวนี้อย่าได้พลาด ! เที่ยวโตเกียว ด้วยรถไฟ 6 ย่าน 17 ที่เที่ยวโตเกียว ย่านไหน ไปยังไง 15 ที่เที่ยวโอซาก้า ตามไลน์ สถานีรถไฟ เที่ยวญี่ปุ่นง่ายๆ ด้วยตัวเอง
เที่ยวญี่ปุ่น • 22 ธ.ค. 68
อ่าน
“เวียร์” พาครอบครัวเที่ยวญี่ปุ่น สอนลูกเอาตัวรอด ปีใหม่แพลนแคมป์ปิ้ง
เวียร์ พาครอบครัวเที่ยวญี่ปุ่น สอนลูกเอาตัวรอด ปีใหม่แพลนแคมป์ปิ้ง เพิ่งจะพาครอบครัวไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นมา คุณพ่อเวียร์ ศุกลวัฒน์ ซึ่งลูกสาว น้องวิริน ดูเอ็นจอยสุดๆ มีโอกาสเจอหนุ่ม เวียร์ เลยถามถึงเรื่องนี้ แพลนปีใหม่พาลูกแคมป์ปิ้งด้วย ไปญี่ปุ่นมากับครอบครัว ไปพักผ่อนก็ต้องทำด้วย เราก็ต้องจัดทริปเพื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แล้วลูกก็เริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นช่วงที่เราจะได้ทำกิจกรรมแบบใกล้ชิด ถ้ามีเวลาก็จะจัดทริปไปเที่ยวกันสามคน ถ้าไม่เหนื่อยก็ไม่สนุก ทุกครั้งที่ไปเที่ยวกันก็จะพยายามหาอะไรที่มันชาเลนจ์พวกเรา เราอยากให้มีความทรงจำร่วมกันในครอบครัว เห็นลูกเอ็นจอยก็รู้สึกดี เราก็พยายามสร้างทุกอย่างให้เขาที่เค้าควรจะมี เพื่อในอนาคตเราก็ไม่รู้หรอกว่าสังคมจะเป็นยังไง แต่การที่พ่อแม่จะมีโอกาสได้พูดคุยทำกิจกรรมร่วมกันกับเขาตั้งแต่เด็ก เพราะโลกเรามันก็แค่นี้แหละ แค่ลูกดูแลตัวเองได้ รู้ว่าช่วงนี้อาจจะมีภัยธรรมชาติ ก็พูดคุยให้เค้ารู้มันมีข่าว ให้รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้นะ ให้เค้าเอาตัวรอดได้ คุณแม่จะเป็นคนสอน คุณแม่จะเป็นคนเล่าทุกเหตุการณ์ พ่อก็ใช่ๆ เขาเข้าใจ อาจจะอยู่ในวัยที่เขากำลังเรียนรู้จดจำ เค้ารู้ถึงขั้นว่าสึนามิมันอยู่ใต้ทะเล สมองเขาดี เค้าจำได้ เราเป็นพ่อเป็นแม่ก็เล่าให้เค้าฟัง มีข่าวอะไรที่มันน่าสนใจก็เล่าให้ฟัง และเค้าก็เข้าใจ หลังจากวันนี้มีเวลาว่างจนถึงต้นปีเลย ก็คงง่ายๆ หาจัดทริป เป็นทริปที่ไทย ต้องเคาท์ดาวน์ที่บ้านเรา อยากจะแคมป์ปิ้งเหมือนกัน น้องก็สนุกกับการได้ทำกิจกรรมนอกบ้าน และได้รู้ว่าแคมป์ปิ้งเป็นอย่างนี้ เริ่มสนุก ก็จะมีเต๊นท์เล็กๆ ที่บ้าน ผมว่าแคมป์ปิ้งก็น่าสนใจ สวนที่บ้านเราก็ทำกันยังไม่ได้จริงจัง ก็ค่อยๆ ดูก่อนว่าผลผลิตของเราต้องดีจริง แล้วเราค่อยทำจริงจัง ตอนนี้ก็กินกันเองแจกกันไปก่อน เป็นแบบออร์แกนิค 100% ก็ฝากด้วย ถ้าเราทำเรามีเวลาเรามีคนช่วยเราทำทุกอย่างได้เป็นระบบ ก็รอกินผลผลิตจากสวนจากบ้านเรา ...
ดาราเดลี่บันเทิง • 19 ธ.ค. 68
อ่าน
5 ที่เที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว 2025-2026 ปักหมุดที่เที่ยวสุดอลัง ต้องไปเช็กอินสักครั้ง!
เตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อม! เพราะฤดูกาลแห่งความฟินกำลังจะมาถึง ใครกำลังวางแพลน เที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว 2025-2026 บอกเลยว่าห้ามพลาด เราได้รวบรวม 5 ที่เที่ยวฤดูหนาวห้ามพลาดในญี่ปุ่น มาให้แล้วครบจบในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นสายลุยอยากเล่นสกี สายชิลแช่ออนเซ็น หรือสายคอนเทนต์เดินชมไฟประดับสุดโรแมนติก ก็ตามมาจดลิสต์กันได้เลย 5 ที่เที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว 2025-2026ปักหมุด 5 ที่เที่ยวสุดอลัง ต้องไปเช็กอินสักครั้ง! 1. กินซันออนเซ็น (Ginzan Onsen) | ยามางาตะ เริ่มต้นกันที่พิกัดแรกที่สวยเหมือนหยุดเวลาไว้ กินซันออนเซ็น (Ginzan Onsen) หมู่บ้านออนเซ็นเก่าแก่ที่มีอายุกว่าร้อยปีในจังหวัดยามางาตะ ที่นี่สวยงามราวกับภาพฝัน ประหนึ่งหลุดออกมาจากฉากในภาพยนตร์แอนิเมชันชื่อดังเรื่อง Spirited Away (มิติวิญญาณมหัศจรรย์) ไฮไลต์ของที่นี่คือบรรยากาศของบ้านไม้เก่าสไตล์เรียวกังที่เรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำกินซัน ถนนคนเดินที่นี่ปลอดรถยนต์ ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต แม้จะเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่พีค และโรแมนติกที่สุดต้องยกให้ฤดูหนาว! เมื่อหิมะสีขาวปกคลุมทั่วบริเวณ ตัดกับแสงไฟโคมนวลตาที่สะท้อนลงบนพื้นหิมะและผิวน้ำในยามค่ำคืน บอกเลยว่าเป็นภาพในเทพนิยายฤดูหนาวของจริง ที่อยู่ : 429 Ginzan-Shinhata, Obanazawa-shi, Yamagata 999-4333 เวลาเปิดทำการ : เปิดให้เที่ยวตลอดปี ไม่มีกำหนดวันหยุด (ช่วงฤดูหนาวเป็นไฮซีซัน) ค่าเข้าชม : ไม่มีค่าเข้าสำหรับเดินชมเมือง (มีค่าใช้จ่ายเมื่อพักเรียวกังหรือแช่ออนเซ็น) การเดินทาง : นั่งชินคันเซ็นสาย Yamagata Shinkansen ลงสถานี Oishida (ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. กว่า) แล้วต่อรถบัสสายไป Ginzan Onsen (ลงปลายทาง Ginzan Hot Spring) ใช้เวลาประมาณ 40 นาที 2. ชิกะโคเก็น (Shiga Kogen) | นากาโนะ หน้าหนาวทั้งที จะขาดหิมะและกิจกรรมมันส์ๆ ไปได้อย่างไร? เราขอแนะนำ ชิกะโคเก็น (Shiga Kogen) หนึ่งในสกีรีสอร์ตคุณภาพดีที่สุดในจังหวัดนากาโนะ ความพิเศษของที่นี่คือเป็นสกีรีสอร์ตที่ใหญ่ และสูงที่สุดในญี่ปุ่น จุดเด่นที่ทำให้นักสกีหลงรักคือ หิมะที่นี่ละเอียดฟูนุ่ม พร้อมวิวภูเขากว้างสุดสายตา แถมบรรยากาศยังสงบกว่าสกีรีสอร์ตชื่อดังแห่งอื่นๆ ไม่ว่าจะมาเรียนสกี พักผ่อนชมวิวบนกระเช้า หรือแค่นั่งจิบโกโก้ร้อนมองวิวหิมะขาวโพลน ก็อบอุ่นหัวใจไปหมด ที่อยู่ : Shiga Kogen, Yamanouchi, Nagano เวลาเปิดทำการ : ลานสกีเปิดตั้งแต่เช้า-เย็น (ขึ้นอยู่กับแต่ละสกีอารีน่า) การเดินทาง : จากสถานี Nagano นั่งรถบัส Shiga Kogen Line ใช้เวลาประมาณ 7090 นาที เว็บไซต์ทางการ 3. สวนลิงจิโกคุดานิ (Jigokudani Yaen Koen) | นากาโนะ หลังจากคนลงออนเซ็นแล้ว คราวนี้ไปดู "ลิง" แช่ออนเซ็นกันบ้าง! ที่จังหวัดนากาโนะ มีสถานที่ชื่อดังระดับโลกอย่าง Jigokudani Yaen Koen หรือที่เรียกกันติดปากว่า สวนลิงจิโกคุดานิ ที่นี่โด่งดังเรื่องฝูงลิงญี่ปุ่น (Snow Monkeys) ที่ลงมาแช่ออนเซ็นกันอย่างสบายใจเฉิบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัด ภาพเจ้าจ๋อหน้าแดงแช่น้ำร้อนท่ามกลางหิมะถือเป็นภาพไอคอนิกที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างอยากมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง ที่อยู่ : 6845 Oaza-Hirao, Yamanouchi-machi, Shimotakai-gun, Nagano 381-0401 เวลาเปิดทำการ : * เม.ย.-ต.ค. : 08.30-17.00 น. | พ.ย.-มี.ค. : 09.00-16.00 น. (ไม่มีวันหยุด) ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ประมาณ 800 เยน | เด็กประมาณ 400 เยน (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา) การเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Hokuriku หรือ Nagano Shinkansen ลงสถานี Nagano ต่อรถไฟ Nagano Dentetsu ไปยังสถานี Yudanaka จากนั้นนั่งรถบัสต่อประมาณ 15 นาที และเดินเท้าเข้าเส้นทางเดินป่าอีกประมาณ 3035 นาที เพื่อไปยังบริเวณบ่อออนเซ็น 4. เทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) | ฮอกไกโด ถ้าพูดถึงหน้าหนาว ฮอกไกโดคือเดสติเนชันหลัก และงานที่ไม่ควรพลาดคือ Sapporo Snow Festival หรือเทศกาลหิมะซัปโปโร หนึ่งในเทศกาลฤดูหนาวที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น! ภายในงานจะจัดแสดงประติมากรรมน้ำแข็งและหิมะขนาดยักษ์หลายร้อยชิ้น ฝีมือการแกะสลักจากศิลปินทั่วโลก ช่วงกลางวันว่าอลังการแล้ว พอตกกลางคืนมีการเปิดไฟ Light Up ยิ่งเพิ่มความโรแมนติกขึ้นไปอีกหลายเท่า เป็นการรวมตัวของความหนาว ศิลปะ และบรรยากาศเฟสติวัลไว้อย่างลงตัว ใครวางแผนไปฮอกไกโดช่วงกุมภาพันธ์ต้องปักหมุดไว้เลย วันที่จัดงาน : 4-11 กุมภาพันธ์ 2026 สถานที่จัดงาน : สวนโอโดริ (Odori Park), ย่านซุซุกิโนะ (Susukino) และ สึโดเมะ (Tsudome) โซนสำหรับกิจกรรมหิมะและครอบครัว เวลาเปิดทำการ : เดินชมได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ไฟประดับเปิดหลังพระอาทิตย์ตกถึงเที่ยงคืน) เว็บไซต์ทางการ 5. โตเกียว เมก้า อิลลูมิเนชัน (Tokyo Mega Illumination) | โตเกียว ปิดท้ายสำหรับคนที่มีเวลาน้อยหรือไม่อยากออกต่างจังหวัด แต่อยากสัมผัสไฟประดับสวยๆ ต้องมาที่ โตเกียว เมก้า อิลลูมิเนชัน (Tokyo Mega Illumination) งานประดับไฟสุดยิ่งใหญ่ในโตเกียว ที่เนรมิตพื้นที่กว่า 160 ไร่ ของสนามม้าโออิ (Oi Racecourse) ให้กลายเป็นโลกแห่งแสงสี ด้วยความที่เป็นสนามม้า ไฮไลต์เด็ดของที่นี่คือคุณจะได้ชม "ม้านำแข่ง" และ "ม้าแคระ" ท่ามกลางไฟประดับระยิบระยับ สวยอลังการ โรแมนติก และไม่เหมือนใคร ใครอยากสัมผัสลมหนาวและงานไฟกว้างๆ เดินสบายในเมือง แนะนำที่นี่เลยครับ ที่อยู่ : 2 Chome-1 Katsushima, Shinagawa City, Tokyo 140-0012 ระยะเวลาจัดงาน : 1 พฤศจิกายน 2025 - 11 มกราคม 2026 เวลาทำการ : โดยทั่วไป 16.30 - 21.00 น. (เข้ารอบสุดท้าย 20.00 น.) วันปิดทำการ : 10-14 พฤศจิกายน 2025 1-5 ธันวาคม 2025 24 ธันวาคม 2025 - 1 มกราคม 2026 การเดินทาง : สาย Tokyo Monorail ลงสถานี Oi Keibajo-mae เดินต่อ 2 นาที สาย Keikyu ลงสถานี Tachikawa เดินต่อ 12 นาที เว็บไซต์ทางการ และนี่คือ 5 จุดเที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาว 2025-2026 ที่เราคัดมาให้แบบเน้นๆ แต่ละที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป ทั้งความอบอุ่นของออนเซ็นกลางหิมะ ความตื่นเต้นบนลานสกี ไปจนถึงเทศกาลหิมะและงานไฟประดับระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดเที่ยวหรือเซียนญี่ปุ่น ฤดูหนาวปีนี้ยังมีอะไรให้ค้นหาเสมอ รีบจองตั๋ว จัดกระเป๋า แล้วไปสัมผัสความฟินด้วยตัวเองกันเถอะ! ==================== ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพจากhttps://www.japankuru.com
เที่ยวญี่ปุ่น • 11 ธ.ค. 68
อ่าน
เที่ยวญี่ปุ่นไม่ต้องพกบัตร Suica แล้ว ใช้ผ่านแอป Welcome Suica Mobile ได้เลย
สำหรับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นทุกคน รู้ดีว่าการต่อคิวซื้อบัตร IC Card หรือบัตรโดยสารรถไฟนั้น เสียเวลาในการเที่ยวไปมากแค่ไหน แต่ปัญหาเหล่านั้นกำลังจะหมดไป เพราะตอนนี้ ทาง JR East ได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน Welcome Suica Mobile ทำให้เราสามารถออกบัตรโดยสาร และเติมเงินได้ง่ายๆ ทันทีผ่านสมาร์ทโฟนของเราเอง Kenishirotie / Shutterstock เที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่พกบัตร Suica ทำยังไงใช้แอป Welcome Suica Mobile ได้ไหม? แอป Welcome Suica Mobile คืออะไร Welcome Suica Mobile คือบัตร IC Card (Integrated Circuit Card) สำหรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบดิจิทัลบนสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นเวอร์ชันใหม่ที่มาแทนที่บัตร Suica พลาสติกแบบดั้งเดิม ใช้งานได้ง่ายขึ้น ออกบัตรดิจิทัลได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวซื้อบัตร หรือค้นหาตู้จำหน่ายบัตรตามสถานี ไม่มีค่ามัดจำบัตร บัตร Suica แบบพลาสติกต้องเสียค่ามัดจำ 500 เยน แต่สำหรับบัตรดิจิทัลนี้ **ไม่มีค่ามัดจำ** ให้ต้องกังวล ใช้งานง่ายผ่าน Apple Pay สามารถเติมเงินและจัดการบัตรได้ทันทีผ่านระบบ Apple Pay (ปัจจุบันรองรับเฉพาะ iOS) ครอบคลุมการใช้งาน ใช้ได้เหมือนบัตร Suica ทั่วไป ทั้งรถไฟ รถบัส และชำระค่าสินค้าในร้านค้าต่างๆ วิธีดาวน์โหลด และติดตั้ง ปัจจุบัน แอปพลิเคชัน Welcome Suica Mobile ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ iOS เป็นหลักเท่านั้น ดังนั้นชาวแอนดรอยด์อาจจะต้องรอหรือใช้บัตรพลาสติกแบบเดิมกันไปก่อน อุปกรณ์ที่รองรับ: iPhone 8 ขึ้นไป หรือ Apple Watch Series 3 ขึ้นไป ระบบปฏิบัติการ: ต้องเป็น iOS เวอร์ชันล่าสุดหรือใกล้เคียง (ตรวจสอบข้อมูลอัปเดตจาก JR East อีกครั้งก่อนดาวน์โหลด) การออกบัตรทำได้ง่ายในไม่กี่ขั้นตอน ซึ่งใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น ดาวน์โหลดและเปิดแอปฯ: ค้นหาแอปฯ "Welcome Suica" บน App Store แล้วทำการดาวน์โหลด จากนั้นเปิดแอปฯ ขึ้นมา เลือกภาษา: เลือกภาษาที่ต้องการใช้งาน (มีภาษาอังกฤษรองรับ) กดออกบัตรใหม่ (Issue New Card): ทำตามขั้นตอนการสร้างบัตรใหม่ ระบุข้อมูล: กรอกข้อมูลส่วนตัวตามที่แอปฯ ร้องขอ (เช่น สัญชาติ, วันที่เข้าประเทศญี่ปุ่น) ข้อมูลนี้จำเป็นสำหรับบัตรที่ออกแบบมาเพื่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เลือกจำนวนเงินเริ่มต้น: เลือกจำนวนเงินเริ่มต้นที่ต้องการเติมเข้าบัตร โดยจำนวนเงินขั้นต่ำที่แนะนำคือ 1,000 เยน ชำระเงิน: ระบบจะนำไปสู่หน้าการชำระเงินผ่าน Apple Pay เพื่อหักเงินเริ่มต้นเข้าบัตร เป็นอันเสร็จสิ้น! บัตร Welcome Suica Mobile ของคุณจะถูกเพิ่มเข้าไปใน Apple Wallet ทันที และพร้อมใช้งาน! ใช้งาน Welcome Suica Mobile ที่ไหนได้บ้าง? แอป Welcome Suica Mobile ใช้ได้เหมือนบัตร Suica ทั่วไป ซึ่งครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวางทั่วญี่ปุ่น ได้แก่ ระบบขนส่งสาธารณะ: ใช้ขึ้นรถไฟ JR, รถไฟเอกชน, รถไฟใต้ดิน, และรถบัสได้เกือบทุกสายในญี่ปุ่น (รวมถึงรถไฟชินคันเซ็นบางส่วน) ชำระค่าสินค้าและบริการ: ใช้ชำระค่าสินค้าที่ร้านสะดวกซื้อ (Konbini) ทั่วไป เช่น 7-Eleven, FamilyMart, Lawson ร้านอาหารและตู้จำหน่ายสินค้า: ใช้จ่ายค่าสินค้าในตู้กดน้ำ (Vending Machine), ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด, และร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ IC Card ตั๋วเข้าชมสถานที่บางแห่ง: ใช้ชำระค่าเข้าชมสถานที่บางแห่งที่มีเครื่องอ่านบัตร IC ข้อจำกัด และข้อควรระวัง ไม่รองรับ Android: ณ ปัจจุบัน รองรับเฉพาะผู้ใช้งาน iPhone และ Apple Watch เท่านั้น อายุการใช้งาน 180 วัน: บัตร Welcome Suica ถูกออกแบบมาสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ จึงมีอายุการใช้งานจำกัดเพียง 180 วัน (6 เดือน) นับจากวันที่ออกบัตร หลังจากนั้นยอดเงินที่เหลือจะไม่สามารถใช้งานได้อีก (ยอดเงินที่เหลือจะถูกโอนคืนให้เมื่อเดินทางกลับ) ยอดเงินคืนไม่ได้: ยอดเงินที่เติมเข้าไปในบัตรจะไม่สามารถขอคืนเป็นเงินสดได้ หากใช้ไม่หมดจะต้องใช้ให้หมดก่อนครบกำหนด 180 วัน หรือใช้จ่ายในร้านค้าในสนามบินก่อนเดินทางกลับ โอนย้ายไม่ได้: บัตรผูกติดกับอุปกรณ์ (iPhone/Apple Watch) ที่ใช้ในการออกบัตรเท่านั้น ไม่สามารถโอนย้ายไปยังอุปกรณ์อื่นได้ การมี Welcome Suica Mobile คือการยกระดับการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นไปอีกขั้น ช่วยให้นักท่องเที่ยวประหยัดเวลา ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมาก และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายๆ ผ่านมือถือ ใครใช้ iPhone ไปโหลดกันได้เลย ==================== ค้นหาแอป: พิมพ์ Welcome Suica บน Apple App Storeเว็บไซต์ทางการ: ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและเงื่อนไขการใช้งานล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ทางการของ JR East (แนะนำให้เช็กก่อนเดินทาง)
ทราเวล ทิปส์ • 8 ธ.ค. 68
อ่าน
13 เรื่องควรรู้ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น เคล็ดลับเด็ด เที่ยว Japan อย่างมือโปร
เพื่อนๆ รู้มั้ยว่า ถึง ญี่ปุ่น จะเป็นประเทศที่คนไทยไปเที่ยวกันเยอะ และบ่อยมาก แต่ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจชาวญี่ปุ่นได้เลยจริงๆ เรียกได้ว่าวิถีชีวิตนั้นค่อนข้างมีความต่างจากเราอยู่ไม่น้อย ถ้าอยากให้ทริปครั้งต่อไปราบรื่น และประทับใจล่ะก็ เรามี 13 เรื่องน่ารู้ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น ที่จะช่วยให้คุณเดินทางได้สนุกขึ้นแน่นอน 11 เรื่องพื้นฐานก่อนเที่ยวญี่ปุ่นเคล็ดลับเที่ยว Japan อย่างมือโปร 1. น้ำก๊อกดื่มได้ ปลอดภัยสบายใจ คนญี่ปุ่นภูมิใจกับระบบน้ำประปาที่สะอาดมาก เราสามารถดื่มน้ำจากก๊อกได้อย่างไม่ต้องกังวล แต่มีเรื่องเล็กน้อยที่ต้องระวังก็คือควรหลีกเลี่ยงน้ำร้อนจากก๊อก เพราะระบบทำความร้อนนี่แหละอาจไม่สะอาดเท่าที่ควร 2. มารยาทห้องน้ำแบบญี่ปุ่น ทิชชู่ในห้องน้ำสามารถทิ้งลงชักโครกได้ เพราะเขาออกแบบมาให้มีความบางเหมาะสมกับชักโครกโดยเฉพาะ แต่ระวัง! ห้ามทิ้งทิชชู่เช็ดหน้าหรือขยะอื่นๆ ลงไปเด็ดขาด จะทำให้ระบบชักโครกมีปัญหา 3. มารยาทบนรถสาธารณะ เรื่องที่ค่อนข้างแตกต่างจากในไทยก็คือ การไม่ลุกให้เด็กหรือผู้สูงอายุนั่งไม่ได้หมายถึงการขาดน้ำใจ แต่เป็นการเคารพสถานะซึ่งกันและกันตามวัฒนธรรมญี่ปุ่นต่างหาก แต่ยกเว้นเรื่อง"Priority Seat" ซึ่งมักสงวนให้ผู้สูงอายุ คนท้อง คนพิการ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งหากไม่จำเป็น 4. อิ่มอร่อยบนชินคันเซน รู้หรือไม่ รถไฟชินคันเซน หรือรถไฟขบวนที่เป็นสายท่องเที่ยวต่างๆ อนุญาตให้คุณกินอาหารบนขบวนรถได้ แถมตามสถานีใหญ่ๆ ยังมี Ekiben (ข้าวกล่องบนรถไฟ) ให้เลือกสรรมากมาย อย่าลืมซื้อก่อนขึ้นรถไฟล่ะ 5. รู้เรื่องภาษีอาหาร การสั่งอาหารกลับบ้าน หรือ Take away จะมีภาษี 8% ส่วนอาหารทานในร้านจะเป็น 10% ดังนั้นต้องระวัง ถ้าคุณนำอาหารแบบ Take away มานั่งทานในร้าน อาจโดนห้ามได้ 6. การใส่ยูกาตะ และกิโมโนอย่างถูกต้อง เคล็ดลับเด็ดเรื่องการใส่ชุดนี้ก็คือ ต้องพาดซ้ายทับขวาเสมอ เพราะถ้าขวาทับซ้าย จะถือว่าเป็นการแต่งตัวแบบผู้เสียชีวิต ไม่ดีแน่ๆ 7. ศิลปะการเข้าคิว ในญี่ปุ่น การเข้าคิวถือเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์! ห้ามแซงเด็ดขาด เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติผู้อื่น นักท่องเที่ยวควรเคารพกฎนี้อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการต่อคิวซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ หรือขึ้นรถไฟ 8. ข้อควรระวังเรื่องตะเกียบ ห้ามปักตะเกียบลงในข้าวหรืออาหารเด็ดขาด เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับพิธีศพ ควรวางตะเกียบบนที่วางตะเกียบ (Hashioki) เพื่อความสุภาพ (ถ้าร้านมีให้) นอกจากนี้ห้ามส่งอาหารระหว่างตะเกียบโดยเด็ดขาด 9. ไม่พูดคุย หรือเปิดลำโพงเสียงดังในที่สาธารณะ คนญี่ปุ่นชอบความเป็นส่วนตัว ควรหลีกเลี่ยงการพูดคุยเสียงดังในที่สาธารณะ เช่น รถไฟหรือห้างสรรพสินค้า เพื่อเคารพผู้อื่น แต่ยุคสมัยนี้เราเองก็เริ่มจะเห็นคนญี่ปุ่นใช้เสียงกันมากขึ้นเหมือนกัน เอาเป็นว่าดูกาลเทศะกันอีกทีนะ 10. ความตรงต่อเวลา ความตรงต่อเวลาคือหัวใจสำคัญ หากมีนัดหมายหรือเดินทางควรไปถึงก่อนเวลาเท่านั้น เพราะการมาสายถือว่าไม่สุภาพมากในสังคมญี่ปุ่น โดยเฉพาะเวลาเดินรถไฟ และรถบัสจะตรงมาก ควรเผื่อเวลาเดินทางไว้เสมอ 11. เรื่องทิป - ของขวัญที่ไม่ต้องการ อีกเรื่องที่ควรรู้ก็คือ การให้ทิปในญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องปกติ พนักงานมักจะไม่รับทิป และถ้าวางเงินไว้บนโต๊ะ เขาอาจจะวิ่งตามมาคืนเงินคุณเลยทีเดียว ชาวญี่ปุ่นมองว่าการให้บริการอย่างเต็มที่คือสิ่งที่ควรทำแล้ว 12. ห้ามเดินไปกินไป ในญี่ปุ่นหลายเมือง โดยเฉพาะย่านท่องเที่ยว เช่น Kamakura และบางส่วนของ Kyoto มีข้อห้ามเดินกิน เนื่องจากเกรงว่าเศษอาหารจะตกใส่บ้านคนหรือสร้างความสกปรก ควรยืนกินให้เสร็จที่จุดจำหน่ายหรือพื้นที่ที่กำหนด 13. การใช้ถังขยะสาธารณะ ญี่ปุ่นมีถังขยะสาธารณะค่อนข้างน้อย นักท่องเที่ยวมักต้องพกขยะไว้กับตัวจนกว่าจะเจอจุดทิ้ง ปกติสามารถพบถังขยะได้ที่สถานีรถไฟ ห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อบางแห่ง ====================
ทราเวล ทิปส์ • 18 พ.ย. 68
อ่าน
ข้อควรรู้ก่อนเช่ารถ ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น ขับเองง่าย ปรับตัวไม่เยอะ!
การเที่ยวญี่ปุ่นด้วยรถไฟอาจสะดวก และคลาสสิก แต่ถ้าอยากสัมผัสญี่ปุ่นในมุมที่ลึกกว่าเดิม ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาขับรถเที่ยวกันดูไหม? 🚗✨ การขับรถเที่ยวญี่ปุ่น (Japan Road Trip) ถือว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับนักเดินทางยุคนี้ ที่อยากออกไปสำรวจมุมเล็กๆ ของที่นี่ในแบบที่รถไฟไปไม่ถึง แถมยังไม่ต้องรีบ ไม่ต้องต่อคิวขึ้นรถไฟ ได้สัมผัสธรรมชาติระหว่างทางอย่างใกล้ชิด เรียกว่าเป็นอีกมิติหนึ่งของการเที่ยวญี่ปุ่นที่อิสระอย่างแท้จริง ส่วนใครที่ยังกังวลว่าจะขับยากกว่าในไทยมั้ย เราได้รวมเอาข้อควรรู้ก่อนเช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่นมาฝากกันครับ ข้อควรรู้ก่อนเช่ารถ ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น 2025ขับเองง่าย ปรับตัวไม่เยอะ! ก่อนเช่ารถขับเที่ยวญี่ปุ่น ต้องเตรียมอะไรบ้าง การเช่ารถขับในญี่ปุ่นไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดเลย แค่เตรียมเอกสารให้พร้อมก็ขับเที่ยวได้สบาย สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ใบขับขี่สากล (International Driving Permit) ซึ่งสามารถทำได้ที่กรมการขนส่งทางบกในประเทศไทย ใช้เวลาไม่นาน และค่าธรรมเนียมไม่แพง พอถึงวันเดินทางอย่าลืมพกใบขับขี่ตัวจริงของไทยไปด้วย เพื่อแสดงคู่กันกับใบขับขี่สากลเมื่อรับรถเช่า ญี่ปุ่นขับรถพวงมาลัยขวา และชิดซ้าย เหมือนประเทศไทย ทำให้คนไทยขับได้ไม่ยาก ที่สำคัญ ป้ายบอกทางส่วนใหญ่มีภาษาอังกฤษกำกับไว้ด้วย ทำให้ขับเที่ยวต่างเมืองได้อย่างมั่นใจ สิ่งที่ควรรู้เมื่อขับรถในญี่ปุ่น 🚦 ห้ามดื่มแล้วขับเด็ดขาด กฎหมายญี่ปุ่นเข้มงวดมากในเรื่องนี้ หากตรวจพบว่ามีแอลกอฮอล์ในเลือดแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือว่าผิดทันที มีโทษทั้งจำและปรับสูงสุดถึงหลักล้านเยน! 🛣 จำกัดความเร็วชัดเจนในเขตเมืองควรขับประมาณ 3040 กม./ชม. นอกเมืองราว 5060 กม./ชม. และบนทางด่วนระหว่าง 80100 กม./ชม. ระบบกล้องจับความเร็วของญี่ปุ่นมีอยู่ทั่วประเทศ จึงควรขับตามกฎอย่างเคร่งครัด 🚘 ให้ทางคนเดินและจักรยานเสมอเมื่อเห็นคนเดินใกล้ทางม้าลายต้องชะลอและหยุดให้ข้ามทันที คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความปลอดภัยบนถนนมาก โดยเฉพาะจักรยานที่มักวิ่งอยู่ริมทางซ้ายสุดของถนน 🚦 ไฟแดงคือหยุดทุกกรณีหากไม่มีป้ายอนุญาตให้เลี้ยวซ้าย ต้องรอไฟเขียวเท่านั้น การฝ่าไฟแดงถือเป็นความผิดร้ายแรง 🚉 ทางรถไฟต้องหยุดสนิทก่อนข้ามทุกครั้ง มองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าปลอดภัยแล้วค่อยขับผ่าน หากละเลยอาจถูกปรับหนักและถูกตัดคะแนนใบขับขี่ทันที Tupungato / Shutterstock.com เคล็ดลับขับรถเที่ยวญี่ปุ่นให้สนุก และคุ้มค่าที่สุด 🚗 หลีกเลี่ยงการขับในเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว โอซาก้า หรือเกียวโต เพราะรถเยอะและจราจรซับซ้อน แนะนำขับเที่ยวในต่างจังหวัดหรือเมืองชนบทแทน เช่น ฮอกไกโด นางาโนะ หรือคิวชู ที่มีถนนโล่ง วิวสวย และอากาศดีมาก 🅿️ เตรียมเงินไว้จอดรถ ในเมืองใหญ่ค่าจอดมักอยู่ที่ 200600 เยนต่อชั่วโมง แต่เมื่อออกไปต่างจังหวัดราคาจะถูกลงมาก หรือบางแห่งจอดฟรี โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ⛽ การเติมน้ำมันมีทั้งแบบบริการตนเอง (Self-Service) และแบบพนักงานบริการ (Full Service) ถ้าไม่แน่ใจ สามารถเรียกพนักงานให้ช่วยได้ทุกเวลา พนักงานญี่ปุ่นพร้อมช่วยเหลืออย่างสุภาพ 💡 ประเภทของน้ำมันในญี่ปุ่น มี 3 แบบเหมือนกันทั่วประเทศ ได้แก่ เบนซินธรรมดา (Regular สีแดง) เบนซินออกเทนสูง (High Octane สีเหลือง) ดีเซล (Diesel สีเขียว) สีของหัวจ่ายจะเหมือนกันทุกปั๊ม ช่วยลดความสับสนได้มาก 🗺 ใช้ระบบนำทาง (GPS) หรือ Google Maps ช่วยให้ขับง่ายขึ้น ปัจจุบันรถเช่าส่วนใหญ่มีระบบนำทางภาษาอังกฤษ หรือจะใช้โทรศัพท์เชื่อม Wi-Fi Pocket ก็สะดวกสุด ๆ Ned Snowman / Shutterstock.com เส้นทางขับรถยอดนิยมในญี่ปุ่น ฮอกไกโด (Hokkaido) - ถนนโล่งตลอดปี เหมาะกับคนชอบขับรถชมวิวโดยเฉพาะฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาว เส้นทางจากซัปโปโรไปฟุราโนะหรือบิเอะเป็นที่นิยมมาก วิวสวยเหมือนโปสการ์ด! คิวชู (Kyushu) - เส้นทางโรแมนติกที่ผ่านภูเขาไฟอะโสะ เมืองน้ำพุร้อนเบปปุ และหมู่บ้านยูฟูอิน แหล่งท่องเที่ยวที่รวมทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้ครบ ชิซุโอกะ (Shizuoka) - เส้นทางขับรถชมภูเขาไฟฟูจิจากหลายมุม ถ่ายรูปได้ไม่มีเบื่อ โดยเฉพาะแถวทะเลสาบโมโตสุโกะที่เห็นฟูจิสะท้อนบนผิวน้ำสุดอลังการ ====================
ทราเวล ทิปส์ • 30 ต.ค. 68
อ่าน
5 ที่เที่ยวญี่ปุ่น(ไม่)ลับ พิกัดสุด Unseen ที่เหมือนไม่ได้อยู่ญี่ปุ่น
เมื่อพูดถึง ญี่ปุ่น ภาพที่เราคุ้นเคยกันดีมักจะเป็นภูเขาไฟฟูจิที่สง่างาม วัดวาอารามศักดิ์สิทธิ์ และซากุระสีชมพู แต่สำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ในดินแดนอาทิตย์อุทัย บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจ 5 จุดเช็กอินพิกัดสุด Unseen ที่เหมือนไม่ได้อยู่ญี่ปุ่น เพราะที่เหล่านี้มีบรรยากาศ และทัศนียภาพที่เหมือนยกฉากจากอีกซีกโลกมาไว้เลยครับ 5 ที่เที่ยวญี่ปุ่น(ไม่)ลับ พิกัดสุด Unseen ที่เหมือนไม่ได้อยู่ญี่ปุ่น 1. รูปปั้นโมอาย (Moai)Sun Messe Nichinan จังหวัดมิยาซากิ ไม่ต้องบินข้ามโลกไปถึงเกาะอีสเตอร์ของชิลี ก็สามารถชมความยิ่งใหญ่ของรูปปั้นโมอายขนาดเท่าของจริง 7 ตัว ที่ยืนเรียงรายอยู่ริมหน้าผาเขียวชอุ่มตัดกับท้องทะเลสีฟ้าสดใสได้ที่สวนซันเมสเสนิจินัน บนเกาะคิวชู โมอายเหล่านี้ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากประเทศชิลีให้สร้างขึ้นนอกเกาะอีสเตอร์ได้ ถือเป็นที่เดียวในโลก ที่โมอายขนาดจริงปรากฏตัวอยู่ โดยถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความช่วยเหลือของชาวญี่ปุ่นในการฟื้นฟูรูปปั้นบนเกาะอีสเตอร์ นับเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพที่น่าประทับใจ นอกจากนี้ภายในสวนยังมีกิจกรรมอื่นๆ ทั้งฟาร์มและร้านรวงให้เที่ยวชมอีกด้วย สวนซัน เมส นิจินัน (Sunmesse Nichinan, サンメッセ日南) ที่อยู่: 2650 Miyaura, Nichinan, Miyazaki ปิดวันพุธ ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 700 เยน, นักเรียนประถม 500 เยน, เด็กอายุ 4 ปีขึ้นไป 350 เยน เว็บไซต์(ภาษาญี่ปุ่น) 2. เนินทรายทตโตริ แซนด์ดูนTottori Sand Dune จังหวัดทตโตริ แม้จังหวัดทตโตริจะขึ้นชื่อเรื่องชายหาด แต่ที่นี่กลับมีสิ่งที่แปลกตาอย่างเนินทรายขนาดยักษ์ ที่มีความยาวถึง 16 กิโลเมตร และมีความสูงท่วมหัว จนทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนกำลังอยู่กลางทะเลทรายจริงๆ แม้จะมีน้ำทะเลอยู่ด้านข้างก็ตาม ซึ่งคนญี่ปุ่นหลายคนถึงกับเรียกที่นี่ว่า ทะเลทรายญี่ปุ่น เลยทีเดียว และที่นี่ไม่ได้มีไว้แค่ชมวิวเท่านั้น คุณยังสามารถสนุกกับกิจกรรมสไตล์อาหรับสุดมันส์ได้มากมาย ทั้ง ขี่อูฐ หรือการผจญภัยแบบท้าทายอย่างร่มร่อน (Paragliding) และเลื่อนทราย (Sand Sledding) ที่เปลี่ยนบรรยากาศจากการเล่นบนหิมะมาเล่นบนทรายสุดสนุก ทะเลทราย (The Tottori Sand Dune) ที่อยู่: 2164-661 Fukubecho Yuyama, Tottori เว็บไซต์(ภาษาญี่ปุ่น) 3. สะพานสึโนะชิมะTsunoshima Bridge จังหวัดยามากุจิ เตรียมตัวขับรถข้ามสะพานที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น สะพานสึโนะชิมะมีความยาวถึง 1,780 เมตร เชื่อมระหว่างชิโมโนเซกิกับเกาะสึโนะชิมะ ซึ่งได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในสะพานที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น จุดเด่นคือภาพสะพานที่ทอดยาวตัดกับสีน้ำเงินเข้ม และใสแจ๋วของน้ำทะเล ทำให้การขับรถข้ามสะพานแห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังลอยอยู่เหนือท้องทะเล คล้ายกับเส้นทางขับรถชมวิวในรัฐฟลอริดาหรือฮาวาย เป็นจุดที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่หลงใหลการขับรถชมวิว และต้องการภาพถ่ายวิวทะเลสุดอลังการครับ สะพานสึโนะชิมะ (Tsunoshima Bridge) ที่อยู่:Tsunoshima, Toyokitacho Oaza, Shimonoseki-shi, Yamaguchi 4. ถนนฟุคุกิ-นามิกิFukugi-Namiki จังหวัดโอกินาว่า โอกินาว่าถูกขนานนามว่าเป็น ฮาวายแห่งญี่ปุ่น ด้วยบรรยากาศแบบทรอปิคอลที่แตกต่างจากเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง และที่นี่มีถนนฟุคุกิ-นามิกิ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเส้นทางเหมือน เขาวงกตที่ปกคลุมไปด้วยสีเขียว จากต้นฟุคุกิที่ขึ้นหนาแน่น ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในป่าดิบชื้น บรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น และห่างไกลจากความวุ่นวายของเมือง ที่นี่มีกิจกรรมให้เลือกทำมากมาย ทั้งการนั่งเกวียนเทียมควาย ปั่นจักรยานสำรวจถนนสุดชิล นอกจากนี้เมื่อเดินผ่านแนวต้นไม้ไป คุณก็จะพบกับชายหาด และน้ำทะเลใสแจ๋วอันเป็นเอกลักษณ์ของโอกินาว่าทันที ถนนฟุคุกิ-นามิกิ (Fukugi-Namiki) ที่อยู่:389 Bize, Motopucho, Kunigami-Gun, Okinawa 5. ลานสกีฮาคุบะHakuba จังหวัดนางาโนะ สำหรับคนรักภูเขาหิมะ ต้องมาเช็กอินที่ฮาคุบะ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่เรียกว่า เจแปนแอลป์ ด้วยทัศนียภาพของยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะนุ่มดุจผงแป้งตลอดฤดูหนาว จึงดึงดูดนักสกีจากทั่วโลก และเคยเป็นสถานที่จัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1998 มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน ฮาคุบะก็ยังคงคึกคัก ในฤดูร้อนก็กลายเป็นแหล่งรวมตัวของนักปีนเขา และนักเดินป่าที่ต้องการสัมผัสความยิ่งใหญ่ของภูเขาแบบใกล้ชิด ภาพของเทือกเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนจึงให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังท่องเที่ยวอยู่ในเทือกเขาแอลป์ของทวีปยุโรปเลยครับ ฮาคุบะ (Hakuba) จ.นางาโนะ ที่อยู่: Hakubamura, Kita-Azumigun, Nagano ==================== ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพจากhttps://www.japankuru.com
เที่ยวญี่ปุ่น • 3 ต.ค. 68
อ่าน
เที่ยวญี่ปุ่น ทิ้งกระเป๋าเดินทางยังไง? ไม่อยากโดนปรับต้องรู้
เคยไหมครับที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วกระเป๋าเดินทางพังจนไม่สามารถใช้ต่อได้? หรืออยากซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหม่แต่ไม่รู้จะจัดการกับใบเก่าอย่างไร? ปัญหานี้อาจดูเล็กน้อย แต่กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นเลยทีเดียวครับ เพราะตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหานักท่องเที่ยวจำนวนมากทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้ตามที่ต่างๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างขยะแล้ว ยังผิดกฎหมายและมีโทษอีกด้วย เที่ยวญี่ปุ่น ทิ้งกระเป๋าเดินทางยังไง?ปัญหาที่นักท่องเที่ยวไม่ควรมองข้าม ทิ้งกระเป๋าในญี่ปุ่น มีความผิด! องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นประมาณ 21.51 ล้านคน สิ่งที่ตามมาก็คือปัญหากระเป๋าเดินทางถูกทิ้งไว้ริมถนนจำนวนมาก เช่นเดียวกับ โรงแรมต่างๆที่บางวันมีลูกค้าทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้ในห้องพักถึงวันละ 3-4 ใบ โรงแรมต้องเก็บไว้ในแผนกของหายเป็นเวลา 3 เดือน แต่แทบไม่เคยมีใครกลับมารับคืน ส่งผลให้ปีที่แล้วโรงแรมต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดรวมราว 3 แสนเยน ยิ่งกระเป๋าที่ถูกทิ้งโดยไม่มีเจ้าของในสนามบินถือเป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัย เพราะอาจซุกซ่อนวัตถุระเบิดได้ ตำรวจจำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนเข้มงวด โดยใช้เจ้าหน้าที่ 3-4 นาย เพื่อตรวจสอบแต่ละใบ แม้ส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นเพียงกระเป๋าว่างเปล่าก็ตาม ประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายการจัดการขยะที่เข้มงวดและมีระเบียบชัดเจน การทิ้งขยะชิ้นใหญ่ (Oversized Garbage) โดยไม่ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องถือเป็นความผิดครับ ซึ่งกระเป๋าเดินทางก็จัดอยู่ในหมวดนี้ด้วย หากนักท่องเที่ยวทิ้งกระเป๋าไว้ตามสถานีรถไฟ ที่พัก หรือพื้นที่สาธารณะโดยพลการ ถือเป็นการทำผิดกฎหมายและอาจถูกปรับได้ สาเหตุที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตัดสินใจทิ้งกระเป๋าเดินทางนั้น มักมาจากกระเป๋าได้รับความเสียหายจนใช้งานไม่ได้ หรือต้องการซื้อกระเป๋าใบใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อขนของกลับ แต่ไม่รู้ขั้นตอนที่ถูกต้องในการทิ้ง ทำให้เลือกที่จะทิ้งไว้ตามจุดต่างๆ โดยไม่สนใจกฎระเบียบ วิธีทิ้งกระเป๋าเดินทางที่ถูกต้องในญี่ปุ่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า โดยปกติแล้ว การจะทิ้งขยะชิ้นใหญ่ในญี่ปุ่นอย่างถูกกฎหมายนั้น มีขั้นตอนที่เราควรทำตามเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรับ และเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนี้ครับ แจ้งฝ่ายจัดการขยะ หากเป็นโรงแรมที่พัก ให้แจ้งพนักงานต้อนรับให้จัดการให้ แต่โดยปกติถ้าเป็นบ้านพักส่วนตัวหรือต้องการจัดการด้วยตัวเอง ต้องติดต่อสำนักงานจัดการขยะของท้องถิ่น (Local Garbage Collection Center) เพื่อแจ้งความประสงค์ ซื้อสติกเกอร์ค่าธรรมเนียม หลังจากแจ้งแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะแจ้งค่าธรรมเนียมในการเก็บกระเป๋า ซึ่งเราสามารถซื้อสติกเกอร์ที่ระบุค่าธรรมเนียมได้จากร้านสะดวกซื้อ หรือที่ทำการไปรษณีย์ ติดสติกเกอร์และนำไปวางตามจุดที่กำหนด นำสติกเกอร์ที่ซื้อมาติดบนกระเป๋าเดินทาง และนำไปวางไว้ที่จุดทิ้งขยะชิ้นใหญ่ตามวันและเวลาที่เจ้าหน้าที่กำหนด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตารางเก็บขยะแยกประเภทให้ตรวจสอบครับ แล้วแค่มาเที่ยว ไม่ได้อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น จะทิ้งยังไงได้บ้าง? ถ้าพูดกันตามตรงก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างวัดดวงอยู่เหมือนกัน เพราะบางโรงแรมก็รับจัดการให้ บางโรงแรมก็ไม่รับ ถ้าไม่รับอาจต้องลองเจรจา ว่าคุณยินดีจ่ายค่าทิ้งกระเป๋า ขอความช่วยเหลือหน่อยได้ไหม เพราะไม่รู้วิธีทิ้ง อีกหนทางก็คือ เวลาไปซื้อกระเป๋าใหม่ที่ร้านกระเป๋า ให้ถามว่าถ้าจะฝากทิ้งกระเป๋าเก่าได้หรือไม่ (บางแห่งทำได้) ดังนั้น พยายามหาร้านที่สามารถทิ้งกระเป๋าเก่าได้เลยจะดีที่สุด และอีกทางเลือกสุดท้าย ใช้ได้เฉพาะคนที่เดินทางผ่านสนามบินคันไซ KIX Kansai International Airport เพราะว่าที่นี่มีบริการรับทิ้งกระเป๋าเก่า ฟรี! โดยมีจุดรับอยู่ที่ชั้น 4 นั่นเองครับ การทำตามขั้นตอนเหล่านี้แม้จะดูยุ่งยาก แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่นักท่องเที่ยวควรทราบเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของประเทศญี่ปุ่นครับ ====================
เที่ยวญี่ปุ่น • 22 ก.ย. 68
อ่าน
เที่ยวญี่ปุ่นเมาแล้วขับ โดนจับจะเป็นยังไง? รู้จักกฎหมายดื่มแล้วขับรถในญี่ปุ่น
การ ขับรถเที่ยวในญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกยอดฮิตในช่วงนี้ เพราะมีอิสระสูง และเข้าถึงที่เที่ยวต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เข้าถึงมากกว่าการใช้แค่รถไฟ แต่ก่อนจะสตาร์ทรถออกเดินทาง เราต้องรู้ไว้ก่อนเลยว่า กฎหมายจราจรของญี่ปุ่น นั้นเข้มงวด และแตกต่างจากไทยมาก! ยิ่งถ้า ดื่มเหล้าเมาแล้วขับ ล่ะก็ ถูกจับขึ้นมาถือว่างานหยาบเลยทีเดียว โทษที่บ้านเขาจะเป็นยังไงบ้างมาดูกัน เที่ยวญี่ปุ่น เมาแล้วขับ โดนจับจะเป็นยังไง?รู้จักกฎหมายเกี่ยวกับการขับรถในญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่น กฎหมายเมาแล้วขับถือว่ามีความเข้มงวดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และไม่ได้มีโทษเฉพาะผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้โดยสาร และผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยครับ แบ่งตามประเภทได้ดังนี้ 1. โทษสำหรับผู้ขับขี่ บทลงโทษจะแตกต่างกันไปตามระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด โดยแบ่งเป็น 2 ข้อใหญ่ เกณฑ์การประเมินก็คือ ปริมาณแอลกอฮอล์ 0.3 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 มิลลิลิตร หรือแอลกอฮอล์ 0.15 มิลลิกรัมต่อลมหายใจ 1 ลิตร เกณฑ์นี้จึงเท่ากับ เมาแล้วขับ ดื่มสุราแต่ยังไม่ถึงกับมึนเมา (ดื่ม แต่ยังไม่เกินระดับที่กฎหมายกำหนด) โทษจำคุก: สูงสุดไม่เกิน 3 ปี ค่าปรับ: สูงสุดไม่เกิน 500,000 เยน (ประมาณ 120,000 บาท) ดื่มสุราจนอยู่ในสภาวะมึนเมา (ขับรถไม่สามารถควบคุมได้) โทษจำคุก: สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ค่าปรับ: สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านเยน (ประมาณ 240,000 บาท) อาจถูกยึดใบขับขี่ และเพิกถอนสิทธิ์ในการขับขี่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจยาวนานได้สูงสุดถึง 3 ปี กรณีที่ขับไปชนจนเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับที่ก่อเหตุในขณะเมาอาจถูกลงโทษจำคุกนานถึง 20 ปี (หากมีผู้เสียชีวิต) หรือ 15 ปี (หากมีผู้บาดเจ็บ) ไม่รวมค่าชดเชยต่างๆ แก่ผู้ที่รับเคราะห์ และที่สำคัญคือคนนั่งข้างคนขับที่เมาก็ไม่รอดเช่นกัน happycreator / Shutterstock.com 2. โทษสำหรับผู้ร่วมกระทำผิด นี่คือสิ่งที่ทำให้กฎหมายญี่ปุ่นเข้มงวดมาก ก็คือการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องที่นั่งรถมาด้วย รวมถึงร้านค้าที่จำหน่ายสุราให้ ผู้โดยสารที่นั่งรถไปด้วย: หากรู้ว่าผู้ขับขี่เมาแล้วยังเลือกที่จะโดยสารไปกับคนขับ จะถือว่ามีความผิดร่วมด้วย โทษจำคุก: สูงสุดไม่เกิน 3 ปี ค่าปรับ: สูงสุดไม่เกิน 500,000 เยน (ประมาณ 120,000 บาท) ผู้ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ร้านอาหาร บาร์ หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปที่ทราบว่าผู้ดื่มจะขับรถ แล้วยังคงเชียร์ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมาแล้วขับ โทษจำคุก: สูงสุดไม่เกิน 3 ปี ค่าปรับ: สูงสุดไม่เกิน 500,000 เยน (ประมาณ 120,000 บาท) ผู้จัดหา หรือให้ยืมรถ: เจ้าของรถที่รู้ว่าผู้ยืมรถกำลังจะขับรถขณะมึนเมา และยังอนุญาตให้ขับ โทษจำคุก: สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ค่าปรับ: สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านเยน (ประมาณ 240,000 บาท) และต้องรับโทษทางอาญาเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสาธารณะ และความรับผิดชอบร่วมกันมากๆ กฎหมายจึงไม่ได้ลงโทษเฉพาะ คนขับ แต่ยังรวมถึง คนที่ให้เหล้า คนที่นั่งรถด้วย คนที่ให้ยืมรถ เพราะถือว่าทุกฝ่ายต่างมีส่วนรู้เห็นในการทำให้เกิดอันตราย ดังนั้นคนญี่ปุ่นจะไม่ให้ใครยืมรถไปขับง่ายๆ เลย เกิดเหตุมาก็ซวย 100% เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 0% เลยขายดีที่ญี่ปุ่นได้เสมอมานั่นเอง ====================
ทราเวล ทิปส์ • 2 ก.ย. 68
อ่าน
เปิดวาร์ป ที่เที่ยวญี่ปุ่น ลับๆ ที่คนไทยไม่ค่อยไปเที่ยว Unseen ญี่ปุ่น
หลายคนที่ไปเที่ยว ญี่ปุ่น กันมาก็หลายที่แล้ว และอยากลองหา ที่เที่ยวญี่ปุ่นใหม่ๆ ดูบ้าง ตามเรามา เปิดวาร์ป ที่เที่ยวญี่ปุ่นลับๆ ที่คนไทยยังไม่ค่อยมาเที่ยว Unseen ญี่ปุ่น กันได้ตามนี้เลยค่ะ รับรองว่าได้บรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิมแบบคนโลคอลมากๆ มีที่ไหนบ้าง ตามมาเช็กลิสต์กันได้เลย! ที่เที่ยวญี่ปุ่น ลับๆ ที่คนไทยไม่ค่อยไปเที่ยว Dogo Onsen เอะฮิเมะEhime เริ่มกันที่แรกกับคนรักออนเซ็นกันที่ โดโกะ ออนเซ็น (Dogo Onsen) 1 ใน 3 ออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น นั่นเองค่ะ ที่นี่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปีเลยทีเดียว และตั้งอยู่ใน จังหวัดเอะฮิเมะ (Ehime) ที่ค่อนข้างยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักสำหรับคนไทย รับรองว่าไปเที่ยวที่นี่ได้บรรยากาศโลคอลสุดๆ แน่นอน และที่ โดโกะ ออนเซ็น ฮงคัง (Dogo Onsen Honkan) ยังเป็นฉากของแอนิเมชันชื่อดัง Spirited Away ของสตูดิโอจิบลิอีกด้วยค่ะ Sean Pavone / Shutterstock.com นอกจากนี้ คนญี่ปุ่นเองก็บอกว่า การมาแช่ออนเซ็นที่นี่จะทำให้ผิวพรรณนุ่มนวลขึ้น คลายความปวด เส้นประสาท กล้ามเนื้อ โลหิตจางอีกด้วยค่ะ เพราะฉะนั้นคนรักสุขภาพ คนรักออนเซ็น แวะมาเช็กอินกันได้เลย! 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Np3dZZ3EJr7LWAXN9 ============ Mt.Inasa นางาซากิNagasaki ภูเขาอินาซะ (Mt.Inasa) เป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวยามค่ำคืนที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น ที่จะพลาดไม่ได้เมื่อมา นางาซากิ (Nagasaki) นั่นเองค่ะ แน่นอนว่า หอชมวิวบนภูเขานี้มีความสูงถึง 333 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้เราจะได้เห็นวิวสวยๆ ของเมืองทั้งเมืองแบบพาโนรามากันไปเลย Shawn.ccf / Shutterstock.com สำหรับการขึ้นไปชมวิวเมืองบนภูเขาอินาซะแห่งนี้ก็ทำได้ไม่ยากค่ะ เราสามารถขึ้นไปบนภูเขาด้วย กระเช้าไฟฟ้า หรือ รถบัส นั่นเอง อีกทั้งด้านบนยังมีร้านอาหารต่างๆ ไว้ให้บริการอีกด้วย ตรงนี้เลยเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม และพลาดไม่ได้เลยน้าถ้าได้มาถึงนางาซากิ 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/nzaWV7DdUCe1UYFz7 ============ Tojinbo Cliffs ฟุคุอิFukui หน้าผาโทจินโบ (Tojinbo Cliffs) เป็นอีกหนึ่ง ที่เที่ยวธรรมชาติ ที่สวยงามแปลกตามากๆ เป็นลักษณะพิเศษที่หาชมได้ไม่ง่ายเท่าไหร่ค่ะ เพราะที่นี่เกิดจากการระเบิดของ ภูเขาไฟ ทำให้เกิด Pyroxene Andesite เมื่อเย็นสนิทก็กลายเป็นเสาหินที่มีความเหลี่ยมเรียงตัวกันเป็นแนวตั้งก่อตัวติดกันระยะทางหลายกิโลเมตร และเมื่อถูกน้ำทะเลกัดเซาะเป็นเวลานาน ทำให้เกิด ช่องว่างที่สูงจากน้ำทะเลกว่า 30 เมตร Unseen สุดๆ ไปเลยค่ะ นอกจากการมาเที่ยวชมแล้ว เรายังสามารถใช้บริการ เรือเฟอร์รี่ ท่องเที่ยวเพื่อล่องเรือไปชมหน้าผาโทจินโบแบบใกล้ๆ ได้อีกด้วย 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/bNnKoRQ2t3MbtkA1A ============ Kurashiki Bikan Historical Quarter โอคายาม่าOkayama Kapi Ng / Shutterstock.com คนที่ชอบถ่ายรูปสวยๆ อินกับความดั้งเดิมของเมืองเก่าญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ เราชวนมาเช็กอินกันได้ที่ เขตอนุรักษ์คุราชิกิบิคัง (Kurashiki Bikan Historical Quarter) ใน จังหวัดโอคายาม่า (Okayama) ค่ะ Jasonyan / Shutterstock.com ที่นี่โดดเด่นมากๆ ในเรื่องของสถาปัตยกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างโบราณหลายแห่งภายในเมืองนั้นสร้างในสมัยเอโดะจนถึงสมัยเมจิ (ประมาณปี ค.ศ.1603-1912) ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองที่ญี่ปุ่นมีการค้าขายกับทางตะวันตก จนเกิดการผสมผสานกันทางวัฒนธรรม และออกมาเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกร่วมสมัย ซึ่งยังคงมีการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี สวยงามมากๆ ถ่ายรูปเพลินๆ ไปได้ทั้งวันเลยทีเดียว พิกัด : https://maps.app.goo.gl/AzX9BU4ht7vAxBSEA ============
เที่ยวญี่ปุ่น • 18 ส.ค. 68
อ่าน
อัปเดต 10 ที่เที่ยวฮอกไกโด หน้าร้อน เที่ยวญี่ปุ่น สวยสดใส เที่ยวไหนดี
เสน่ห์ของ ฮอกไกโด ที่เที่ยวญี่ปุ่น นั้นมีให้ค้นหาตลอดทั้งปีค่ะ แต่สำหรับใครที่ชอบอากาศอบอุ่น บรรยากาศสดใส ก็ต้องปักหมุด 10 ที่เที่ยวฮอกไกโด หน้าร้อน เอาไว้เลย! ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้ไปถ่ายรูปสวยๆ กับ ทุ่งดอกไม้ วิวของชายฝั่งทะเล และจุดเช็กอินปังๆ อีกมากมาย เรียกว่าได้สัมผัสฮอกไกโดในมุมที่ต่างออกไปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยก็ว่าได้ 12 ที่เที่ยวฮอกไกโด ญี่ปุ่น สวยโรแมนติก เสน่ห์ที่มีมากกว่าหิมะ 12 เมืองน่าเที่ยว ญี่ปุ่น โดนใจทุกสไตล์ เที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดี ? ปักหมุด ที่เที่ยวฮอกไกโด ญี่ปุ่น หน้าร้อน 1. Cape Kamui แหลมคามุอิ แหลมคามุอิ (Cape Kamui 神威岬) เป็นส่วนหนึ่งของ คาบสมุทรชาโคะตัง (Shakotan Peninsula) ที่ครอบคลุมพื้นที่ในบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของ เกาะฮอกไกโด และมีจุดชมวิวสวยเป็นแหลมคามุอิ ที่มีลักษณะเป็นปลายแหลมยื่นออกมาจากชายฝั่ง มีเส้นทางเดินประมาณ 700 เมตร ให้เราได้เดินไปจนถึงสุดปลายแหลม สามารถชมวิวสวยของท้องทะเลและชายฝั่งได้แบบ 360 องศาเลยล่ะ 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Gv7uTkjmNUfJT8cy6 =============== 2. Shiretoko National Park อุทยานแห่งชาติชิเระโทโกะ ท่องเข้าไปในดินแดนแห่งธรรมชาติที่ อุทยานแห่งชาติชิเระโทโกะ (Shiretoko National Park 知床国立公園) บริเวณ คาบสมุทรชิเระโทโกะ (Shiretoko Peninsula) ทางสุดเขตตะวันออกของเกาะฮอกไกโด ที่นี่มีระบบนิเวศที่หลากหลายเนื่องจากครอบคลุมพื้นที่ของแผ่นดินใหญ่ แม่น้ำ และทะเลเอาไว้ด้วยกัน รวมถึงเป็นแหล่งของพืชพรรณและสัตว์ป่านานาชนิดอีกด้วยค่ะ จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดย UNESCO เมื่อปี 2005 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/furrTropiZgX9Fb36 =============== 3. Daisetsuzan National Park อุทยานแห่งชาติไดเซสึซัง พาคนรักธรรมชาติไปลุยกันต่อที่ อุทยานแห่งชาติไดเซสึซัง (Daisetsuzan National Park 大雪山国立公園) อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ครอบคลุมพื้นที่ 2,267 ตารางกิโลเมตร เรียกว่าใหญ่กว่ากรุงโตเกียวอีกค่ะ แต่แทนที่จะรายล้อมไปด้วยตึกอาคารตึกลัดฟ้า กลับอุดมไปด้วยพืชพรรณและธรรมชาติที่หลากหลาย และภูเขาสูงใหญ่สลับซับซ้อนกันเป็นแนวยาว เป็นที่ตั้งของ ภูเขาอะซาฮิดาเกะ (Asahidake) ยอดเขาที่สูงที่สุดในฮอกไกโด กับความสูง 2,291 เมตร ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น "หลังคาแห่งฮอกไกโด" อีกด้วย 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/9Qc9ULVA5iTkkxW29 =============== 4. Farm Tomita ฟาร์มโทมิตะ เที่ยวฮอกไกโด ช่วงหน้าร้อน ใครๆ ก็ต้องนึกถึงทุ่งดอกไม้สีสันสดใสกันที่ ฟาร์มโทมิโตะ (Farm Tomita ファーム富田) ค่ะ ทุ่งลาเวนเดอร์ขนาดใหญ่ที่จะผลิบานใน ช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม รวมถึงมี ทุ่งดอกไม้ 7 สี หรือ ทุ่งอิโรโดริ (Irodori Field) ที่มีดอกไม้นานาชนิดสลับสีกันเป็นแนวยาวอย่างสวยงาม แถมยังมีผลิตภัณฑ์การเกษตรอีกมากมายที่น่าไปช้อปไปชิมค่ะ โดยเฉพาะซอฟต์ครีมรสลาเวนเดอร์ สีม่วงสวยละมุน น่าลองมากๆ 🌿 อ่านเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ เที่ยวฮอกไกโด ทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ Farm Tomita ลั้ลล้าหน้าร้อน 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/AA16ftBmv98APEug7 =============== 5. Hokuryu Sunflower Village หมู่บ้านดอกทานตะวันโฮคุริว นอกจากทุ่งลาเวนเดอร์แล้ว ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฮอกไกโดจะเป็นที่ตั้งของ หมู่บ้านดอกทานตะวันโฮคุริว (Hokuryu Sunflower Village 北竜町ひまわりの里) ทุ่งทานตะวันที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มาพร้อมกับดอกทานตะวันทั้งหมด 30 สายพันธุ์ด้วยกัน และจะบานสวยตลอด เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม เลย ใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวจะต้องได้ภาพสวยๆ กลับมาแน่นอนค่ะ 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/RX452s286DUVD6cc8 =============== 6. Shikisai no Oka สวนชิกิไซโนะโอกะ สวนชิกิไซโนะโอกะ (Shikisai No Oka 四季彩の丘) ทุ่งดอกไม้แสนสวยอีกแห่งหนึ่งของฮอกไกโด ตั้งอยู่ใน เมืองบิเอะ ที่นี่มีดอกไม้นานาพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ดอกทิวลิป ดอกลูปิน ดอกลาเวนเดอร์ ดอกซัลเวีย ดอกทานตะวัน ดอกดาเลีย และ ดอกแอนนีโมนีญี่ปุ่น เรียงรายสลับสีเป็นแนวยาวไปตามเนินเขา โดยมีทิวทัศน์ของเทือกเขาหิมะเป็นฉากหลัง นับเป็นสวนดอกไม้ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ค่ะ 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/UKLQhHjaZwSHmwUu8 =============== 7. Shirogane Blue Pond หรือ Aoiike Blue Pondสระชิโรกาเนะ หรือ สระอาโออิเคะ สระชิโรกาเนะ (Shirogane Blue Pond 白金青い池) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่าสระอาโออิเคะ (Aoiike Blue Pond) ที่แปลว่า "สระน้ำสีฟ้า" สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของ เมืองบิเอะ น้ำในสระเกิดจากอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการปะทุของภูเขาไฟที่ตกตะกอนอยู่ในน้ำ เมื่อสะท้อนกับแสงแดดก็เกิดเป็นสีฟ้าใสสะอาดราวกับกระจก สวยโดดเด่นตลอดทุกฤดูเลยค่ะ 🌿อ่านเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ สระอะโออิเคะ Aoiike Blue Pond ที่เที่ยวฮอกไกโด ชมมหัศจรรย์จากธรรมชาติ 📍พิกัด : https://maps.app.goo.gl/bRTuH1NqvVeMAtN17 =============== 8. Hachiman-zaka Slope เนินฮาจิมันซากะ เนินฮาจิมันซากะ (Hachiman-zaka Slope 八幡坂) ถนนสายโรแมนติก ที่ยอดยาวลงจากเนินเขาไปจนถึงบริเวณ ท่าเรือฮาโกดาเตะ ตลอดทางมีต้นไม้เรียงรายให้ร่มเงา และจะมีดอกไม้หลากสีผลิบานในช่วงฤดูร้อน และฤดูใบไม้ผลิ ส่วนในฤดูหนาว ตลอดทางจะประดับประดาด้วยแสงไฟส่องประกายในยามค่ำคืน ตัดกับหิมะสีขาวโพลน ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในถนนที่สวยในญี่ปุ่นค่ะ 🌿 อ่านเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ Hakodate ที่เที่ยวฮอกไกโด ญี่ปุ่น ชมวิวสวย สุดโรแมนติก 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/M5nwTm99B4MpMAZ5A =============== 9. Otaru Canal คลองโอตารุ คลองโอตารุ (Otaru Canal 小樽運河) คลองสายสำคัญในใจกลาง เมืองโอตารุ (Otaru) ที่เป็นทั้งที่ตั้งของท่าเรือ และเส้นทางคมนาคมที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 20 ตลอดริมคลองจะเป็นที่ตั้งของโกดังสินค้า ซึ่งปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็น พิพิธภัณฑ์ ร้านค้า และร้านอาหาร ไปแล้วค่ะ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมล่องเรือชมบรรยากาศแสนโรแมนติกริมคลอง แถมในช่วงฤดูหนาวยังมี เทศกาล Snow Light Path Festival ที่จะมีการประดับไฟสวยๆ ริมคลองด้วย 🌿 อ่านเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ Otaru ที่เที่ยวฮอกไกโด เมืองน่ารักริมคลอง ฟังเสียงดนตรีเพลินๆ 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/QszpKrCZAkdGBk7n9 =============== 10. Lake Toya ทะเลสาบโทยะ ทะเลสาบโทยะ (Lake Tōya 洞爺湖) ทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟเมื่อหลายแสนปีก่อน ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติชิกตสึ-โทยะ (Shikotsu Toya National Park) นอกจากจะได้ชมทิวทัศน์ที่สวยงามผืนน้ำ และวิวของ ภูเขาไฟอุซุ (Mount Usu) ที่ยังไม่ดับมอดแล้ว รอบๆ ทะเลสาบยังเป็นแหล่งของที่พักรีสอร์ท และเป็นสถานที่จัดงาน Lake Toya Fireworks Festivalเทศกาลพลุประจำปีที่จะมีการจัดงานยาวๆ ต่อกันถึง 6 เดือนเลยทีเดียวค่ะ 📍 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/86KF9Y1B3UrYnsgU7 =============== ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าร้อน ที่น่าสนใจอื่นๆ อัปเดต 11 ที่เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน เมืองไหนดี ที่ไหนโดน ต้องไปชิล! มือใหม่อยากปีนภูเขาฟูจิ ญี่ปุ่น ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ เตรียมตัวยังไงบ้าง?
เที่ยวญี่ปุ่น • 13 ส.ค. 68
อ่าน
ที่เที่ยวโอกินาว่า หมู่บ้านอเมริกัน มิฮามะ Mihama American Village เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน
ใครที่กำลังเล็งไป เที่ยวโอกินาว่า ในช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่น นอกจากทะเลสวยๆ แล้ว เราชวนมาเช็กอินที่นี่ค่ะ หมู่บ้านอเมริกัน มิฮามะ (Mihama American Village) จุดถ่ายรูปสวยๆ โอกินาว่า ญี่ปุ่น พร้อม ชิงช้าสวรรค์ ไปชิลรับซัมเมอร์นี้กันค่ะ tutae / Shutterstock.com ที่เที่ยวโอกินาว่า หมู่บ้านอเมริกัน มิฮามะเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน สาชิล ตามเรามาปักหมุดพิกัด ที่เที่ยวหน้าร้อนที่ญี่ปุ่น กันที่ หมู่บ้านอเมริกัน มิฮามะ (Mihama American Village) โอกินาว่า แหล่งรวมความบันเทิงที่จำลองบรรยากาศหมู่บ้านสไตล์อเมริกันมาไว้ที่โอกินาว่า บรรยากาศริมทะเล แบบคลาสสิก สไตล์ตะวันตก ผสมผสานกับความท้องถิ่นของโอกินาว่า จังหวะชิลๆ หน้าร้อนแบบนี้ ต้องไปเช็กอินค่ะ! kuremo / Shutterstock.com หมู่บ้านอเมริกัน มิฮามะ โดดเด่นด้วยชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ เหมาะเป็นจุดถ่ายรูปสวยๆ ภายในมีทั้ง ช้อปปิ้งมอลล์ มีร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่มากมาย เรียกว่าเป็นสวรรค์ของนักช้อปก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์ อีกด้วย Sean Pavone / Shutterstock.com kuremo / Shutterstock.com ความเพลินสุดๆ ของที่นี่ก็คือ การเดินถ่ายรูปอาคารที่ต่างๆ มีความเป็นเอกลักษณ์ สถาปัตยกรรมแบบยุโรป และบรรยากาศสนุกสนานแบบอเมริกัน มีความคล้ายๆ ไมอามี่ อยู่เหมือนกันค่ะ โพสต์ท่าถ่ายรูปสวยๆ ได้ทุกมุมเลย และตั้งอยู่ใกล้กับ ชายหาด Sunset Beach ซึ่งเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในโอกินาว่าอีกด้วย เรียกได้ว่า ความชิลขั้นสุด บรรยากาศปังๆ แบบนี้ มารวมตัวกันไว้ที่นี่เลยค่ะ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/WD2kr96p34eqAPU69 ที่เที่ยวโอกินาว่า ที่น่าสนใจอื่นๆ 19 ที่เที่ยวโอกินาว่า ญี่ปุ่น น้ำทะเลใส หาดทรายสวย ฤดูไหนก็ดีต่อใจ เที่ยวญี่ปุ่น ตามรอย มหาเวทย์ผนึกมาร Okinawa Churaumi Aquarium
เที่ยวญี่ปุ่น • 8 ส.ค. 68
อ่าน
ที่เที่ยวโอกินาว่า เช็กอิน เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน ถนนโคคุไซโดริ Kokusai-dori ถนนสายช้อป
หน้าร้อนญี่ปุ่น ถ้าถามว่าไปเที่ยวไหนดี เราขอแนะนำไป เช็กอินกันที่ โอกินาว่า Okinawa ค่ะ ทะเลสวยในญี่ปุ่น ที่พลาดไม่ได้ แถมมีเที่ยวบินตรงจากไทยเราอีกด้วย นอกจากทะเลสวยๆ แล้ว สายช้อป สายคาเฟ่ ก็มาเพลินๆ กันได้ที่ ถนนโคคุไซโดริ Kokusai-dori แหล่งช้อปปิ้งกลางใจ เมืองนาฮะ (Naha) ที่เต็มไปด้วยสีสัน ต้องโดนใจหลายคนแน่นอนค่ะ! kuremo / Shutterstock.com เที่ยวโอกินาว่า Kokusai-dori ญี่ปุ่น สายช้อป พิกัด สายช้อป สายคาเฟ่ มาเช็กอินกันได้เลยค่ะที่ ถนนโคคุไซโดริ (Kokusai-dori) ใจกลาง เมืองนาฮะ (Naha) โอกินาว่า ที่เที่ยวฮิต ที่เต็มไปด้วย ร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ โรงแรม ร้านขายของที่ระลึกและห้างสรรพสินค้า เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมของไลฟ์สไตล์เลยทีเดียวค่ะ kuremo / Shutterstock.com โดยถนนโคคุไซโดริ นี้จะมีความยาวประมาณเกือบ 2 กิโลเมตร ซึ่งเริ่มจาก สถานีขนส่งนาฮะ (Naha Bus Terminal) และ หอประจำจังหวัด (Okinawa Prefectural Office) บรรยากาศสุดคึกคักที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ นั่นเองค่ะ ทำให้ที่นี่มีนักท่องเที่ยวมาเช็กอินกันไม่ขาดสายเลย TungCheung / Shutterstock.com ร้านค้าหลายๆ แห่งจะเปิดให้บริการจนถึง 22.00 น. และในบางร้านอาหารจะมีการเล่นดนตรีสดพื้นบ้านของโอกินาว่าอีกด้วย นับว่าเป็นอีกบรรยากาศของการมาเที่ยวญี่ปุ่นที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ นอกจากนี้ ถนนโคคุไซโดริ ยังตั้งอยู่ใกล้กับ ตลาดมาคิชิ Makishi Public Market ซึ่งเป็นแหล่งขายของสด และวัตถุดิบด้านอาหารหลายๆ อย่าง และที่สำคัญเลยที่นักท่องเที่ยวอย่างเราต้องห้ามพลาดก็คือ บริเวณชั้น 2 ของตลาดจะเป็นคล้ายๆ โรงอาหารขนาดเล็กที่สามารถมาอิ่มอร่อยไปกับอาหารของโอกินาว่าได้ค่ะ โดยเราสามารถซื้ออาหารทะเลที่จากชั้น 1 แบบสดๆ มาปรุงอาหารทานที่นี่ได้ สายกินบอกว่าฟินแน่นอน! SF11 / Shutterstock.com TungCheung / Shutterstock.com พิกัด : https://maps.app.goo.gl/CvxMtpoLFB7eYx2y8 ที่เที่ยวโอกินาว่า ที่น่าสนใจอื่นๆ 19 ที่เที่ยวโอกินาว่า ญี่ปุ่น น้ำทะเลใส หาดทรายสวย ฤดูไหนก็ดีต่อใจ ปราสาทชูริ Shuri Castle โอกินาว่า มรดกโลกแห่งญี่ปุ่น
เที่ยวญี่ปุ่น • 6 ส.ค. 68
อ่าน
เที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อนสยองขวัญ! ทำไมคนญี่ปุ่นชอบเล่าเรื่องผีในหน้าร้อน ?
ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมที่ญี่ปุ่น ไม่ได้มีแค่เทศกาลดอกไม้ไฟหรือชุดยูกาตะสวยๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นฤดูที่เต็มไปด้วยบรรยากาศชวนขนหัวลุก! ไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ที่พากันเล่าเรื่องผี กิจกรรมท้าทายความกล้าในหมู่วัยรุ่น หรือแม้แต่การนั่งล้อมวงเล่าเรื่องสยองขวัญกันในครอบครัว แต่ทำไมหน้าร้อนที่ควรจะร้อนระอุถึงเป็นช่วงเวลาแห่งความสยองขวัญ? วันนี้เราจะพาไปไขปริศนา พร้อมเจาะลึกความเชื่อ และตำนานเบื้องหลังของกิจกรรมสุดหลอนนี้กันครับ ทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบเล่าเรื่องผีกันในหน้าร้อน ? โอบ้ง วันที่ผู้ล่วงลับจะกลับมา ความเชื่อที่อยู่คู่ชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานคือ ในช่วงฤดูร้อนโดยเฉพาะใน "เทศกาลโอบ้ง" (Obon) ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม (หรือ 13-16 กรกฎาคมในบางภูมิภาค) เรียกให้เข้าใจง่ายๆ หน่อยก็จะคล้ายๆ กับงาน "เช็งเม้ง" ของชาวจีนนั่นแล เมื่อเป็นช่วงเวลาที่ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับจะเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ชาวญี่ปุ่นจึงมีการจัดพิธีต้อนรับ เตรียมของเซ่นไหว้ และจุดโคมไฟเพื่อนำทางวิญญาณกลับสู่โลกมนุษย์ การเล่าเรื่องผีจึงเป็นเหมือนอีกหนึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นตามความเชื่อนี้ เพื่อระลึกถึงผู้จากไปและเพื่อความบันเทิงในเทศกาล อีกทฤษฎีที่น่าสนใจคือ การเล่าเรื่องสยองขวัญจะทำให้ผู้ฟังรู้สึก "ขนลุก" และ "เย็นสันหลัง" ซึ่งเป็นกลไกที่ร่างกายใช้เพื่อช่วยคลายความร้อนในฤดูร้อนอันแสนอบอ้าวได้เป็นอย่างดี เป็นการหลอกตัวเองให้เย็นจากภายในสู่ภายน่ว (แต่ถ้าเจอของจริงก็จับไข้หัวโกร๋นกันไป) Hyaku-Monogatari ตำนานร้อยเรื่องเล่าเขย่าขวัญ จากข้างต้น จึงเป็นที่มาของกิจกรรมยอดฮิต สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณที่เรียกว่า "ตำนานร้อยเรื่องเล่า" (Hyaku-Monogatari : 百物語) เป็นการนั่งล้อมวงผลัดกันเล่าเรื่องผี หรือเรื่องลี้ลับสยองขวัญที่มาพร้อมกฎเหล็กสุดหลอน ขั้นตอนการเล่นมีดังนี้ ปิดไฟในห้องทั้งหมด และจุดเทียนไว้ทั้งหมด 100 เล่มตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ของห้อง ผู้เข้าร่วมทุกคนมานั่งล้อมวงกันที่กลางห้อง เริ่มต้นเล่าเรื่องผี หรือเรื่องสยองขวัญกันทีละคน ใครเล่าจบก็ไปดับเทียน 1 เล่ม ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนครบ 100 เล่ม หากทำตามขั้นตอนทุกอย่างอย่างถูกต้องล่ะก็ เมื่อเทียนเล่มสุดท้ายดับลง... บางสิ่งจากในเรื่องเล่าเหล่านั้นจะปรากฏตัวออกมา ! สุดท้ายจะออกมาจริงหรือไม่จริงก็ไม่มีใครรู้ เพราะไม่เคยมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าเล่นจบแล้วเป็นไง แถมพอถึงเวลามาเล่นกันจริงๆ ก็จะเล่นแกล้งกันเป็นหลัก หรือเล่าสักพักก็จะง่วงนอนกันไปเอง แต่อย่างน้อยๆ ก็เป็นสีสัน กิจกรรมสนุกๆ ในช่วงฤดูร้อนอันแสนสั้นนี้ 3 เรื่องผียอดนิยมใน Hyaku-Monogatari ที่คุณต้องเคยได้ยิน! ถ้าจะเล่าเรื่องผีในญี่ปุ่น จะขาด 3 ตำนานคลาสสิกนี้ไปไม่ได้เลย ได้แก่ 1. ตำนานเรื่อง โอคิคุซัง (ผีนับจาน) โอคิคุ เป็นสาวใช้ของซามูไรนามว่า อาโอยามา เทสซัน เขาตกหลุมรักเธอจึงได้วางแผนหลอกด้วยการนำชุดเครื่องจานราคาแพงจากดัตช์ มามอบให้เป็นหน้าที่ของโอคิคุคอยดูแล วันหนึ่งเขาจึงนำจานหนึ่งใบไปซ่อน แล้วสั่งสาวใช้ให้นำชามทั้ง 10 ใบมาให้ เมื่อโอคิคุไม่สามารถหาได้ครบ เธอจึงหวาดกลัวว่าจะถูกลงโทษ เทสซันจึงยื่นข้อเสนอจะยกโทษให้หากเธอยอมเป็นภรรยาน้อยของเขา โอคิคุไม่ยอม และเลือกที่จะรักษาเกียรติของตนด้วยการกระโดดลงบ่อน้ำ จบชีวิตของตนลงในที่สุด หลังจากนั้นมาก็จะได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากบ่อน้ำในตอนกลางคืน หนึ่งใบ.. สองใบ.. นับไปเรื่อยๆ ก็จะได้ยินเสียงกรีดร้องว่า ขาดไปใบนึง... จากนั้นก็เริ่มร้องไห้ ส่งเสียงโหยหวนจนชวนขนลุกทุกค่ำคืน... ใครอินเข้าไปอ่านต่อได้ที่ตำนานสยอง ผีนับจาน ปราสาทฮิเมจิ วิญญาณในบ่อน้ำของหญิงสาว 2. ตำนานเรื่อง ฮานาโกะซังในห้องน้ำ เรื่องฮานาโกะซังนี้ใครอ่านหรือดูการ์ตูนญี่ปุ่นล่ะก็ รับรองเห็นประจำ เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่ดังที่สุดของโรงเรียนทั่วญี่ปุ่น เล่ากันว่า หากเคาะประตูห้องน้ำที่ชั้นสาม เคาะสามครั้งแล้วถามว่า ฮานาโกะซังอยู่ไหม หากมีเสียงตอบว่า ไฮ่ ประตูก็จะเปิดออก และมีเด็กผู้หญิงใส่กระโปรงสีแดงลากตัวเราไป สถานที่จะพบเจอได้ต้องเป็นห้องน้ำเด็กผู้หญิงเวลาหลังเลิกเรียน 3. ตำนานผีสาวปากฉีก Kuchisake Onna เรื่องเล่าว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดโค้ทสีแดง และผ้าปิดปากคอยถามเด็กๆ ที่กลับจากโรงเรียนว่า ฉันสวยไหม? หากตอบว่า สวย หญิงสาวคนนั้นก็จะถามกลับว่า แล้วแบบนี้ล่ะ? พร้อมกับถอดผ้าปิดปาก จะพบว่า! ปากของหญิงสาวคนนั้นฉีกกว้างไปจนถึงหู และหากตอบว่าไม่สวยก็จะโดนฆ่าตายอยู่ดี ผีสาวอีกตนที่ดังใกล้เคียงกันกับผีปากฉีก ก็คือ ผีสาวกายกรรม จากอนิเมะดันดาดัน DanDaDanนั่นเอง เห็นมั้ยครับว่าการเล่าเรื่องผีในหน้าร้อนของญี่ปุ่นไม่ใช่แค่เรื่องความบันเทิง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ และวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เทศกาลโอบ้งที่เชื่อมโยงกับผู้ที่จากไป ไปจนถึงกิจกรรมอย่าง Hyaku-Monogatari ที่สร้างทั้งความสนุก ความตื่นเต้น และความหวาดกลัวไปพร้อมกัน ===============
ทราเวล ทิปส์ • 4 มิ.ย. 63
ดูเพิ่มเติม