รีเซต

ผลการค้นหา “#หุ่นยนต์ดูดฝุ่น” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
5 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวท็อป น่าใช้ในปี 2025
อ่าน

5 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวท็อป น่าใช้ในปี 2025

ใครๆ ก็ฝันอยากมีบ้านที่สะอาดเอี่ยมอ่อง แต่บางทีชีวิตก็ยุ่งจนไม่มีเวลา... แต่ปัญหานั้นกำลังจะหมดไปครับ เพราะยุคนี้เรามีฮีโร่ตัวจิ๋วที่ชื่อว่า "หุ่นยนต์ดูดฝุ่น" ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านของเราให้กลายเป็นเรื่องง่ายและน่าสนุกขึ้นกว่าเดิมเยอะ! วันนี้เราจะพาทุกคนไปส่อง 5 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นท็อปที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ และกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดประเทศไทย บอกเลยว่าแต่ละตัวมีดีไซน์และฟังก์ชันที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย! 1. Roborock S8 MaxV Ultra: ตัวจบสำหรับสาย All-in-One Photo Credit : global.roborock.com ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากได้ความสะดวกสบายแบบจัดเต็ม ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการล้างผ้าถูหรือเก็บฝุ่น Roborock S8 MaxV Ultra คือคำตอบสุดท้าย! จุดเด่นของรุ่นนี้คือ ระบบ Multi-Functional Dock ที่เป็นเหมือนศูนย์บัญชาการครบวงจร สามารถจัดการได้ทุกอย่างตั้งแต่ล้างผ้าถู, เติมน้ำ, และดูดฝุ่นจากตัวหุ่นยนต์ได้เองอัตโนมัติ ที่สำคัญยังมี แขนกลอัจฉริยะ FlexiArm Design ที่ยืดออกมาทำความสะอาดซอกมุมและขอบผนังได้อย่างหมดจด ไม่มีพื้นที่ไหนที่รอดพ้นสายตาไปได้ 2. Dreame L20 Ultra: ผู้เชี่ยวชาญการถูพื้นและเก็บขอบ Photo Credit : global.dreametech.com สำหรับคนที่เน้นเรื่องการถูพื้นและกังวลว่ามุมห้องจะสะอาดไม่พอ Dreame L20 Ultra คือตัวเลือกที่เหมาะกับคุณที่สุด ด้วย ระบบ MopExtend ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตัวผ้าถูสามารถยื่นออกมาจนเกือบติดขอบผนัง ทำให้สามารถทำความสะอาดซอกมุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีระบบเป่าลมร้อน Dynamic Dry Drying ที่ช่วยให้ผ้าถูแห้งสนิท ไร้กลิ่นอับกวนใจแน่นอนครับ 3. iRobot Roomba Combo j9+: อัจฉริยะตัวจริงในบ้านคุณ Photo Credit : irobot.com แบรนด์ระดับตำนานที่หลายคนรู้จักกันดี iRobot รุ่นนี้มาพร้อมความฉลาดที่โดดเด่น ด้วย ระบบนำทาง PrecisionVision ที่ใช้กล้องเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องกลัวว่าจะชนขาเก้าอี้หรือสายไฟอีกต่อไป แถมยังมี ระบบ SmartScrub ที่สามารถขัดถูพื้นได้ด้วยแรงกดที่มากกว่าปกติ ทำให้คราบฝังแน่นที่เคยเป็นปัญหากลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย 4. Samsung Bespoke Jet Bot AI: ดีไซน์สวยและสมองดี Photo Credit : samsung.com ถ้าเรื่องดีไซน์คือสิ่งสำคัญในการเลือกซื้อของเข้าบ้าน Samsung Bespoke Jet Bot AI คือหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่มีรูปลักษณ์สวยงามทันสมัยที่สุด และยังมาพร้อมกับ ระบบ AI ที่ชาญฉลาด สามารถตรวจจับสภาพแวดล้อมภายในบ้านได้อย่างแม่นยำด้วย เซ็นเซอร์แบบ 3D ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้อย่างชาญฉลาด และปรับแรงดูดได้อย่างเหมาะสมตามประเภทของพื้นผิว ทำให้การทำความสะอาดเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ต้องกังวล 5. Dyson 360 Vis Nav: ที่สุดแห่งแรงดูด Photo Credit : dyson.co.th จากแบรนด์เครื่องดูดฝุ่นระดับโลก Dyson ที่ขึ้นชื่อเรื่องมอเตอร์ที่ทรงพลังที่สุด วันนี้ก็มาในรูปแบบของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแล้วครับ Dyson 360 Vis Nav มาพร้อมกับ มอเตอร์ Hyperdymium ที่ให้แรงดูดมหาศาล เหนือกว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทุกรุ่นในตลาด ทำให้สามารถดูดฝุ่นเล็กๆ ไปจนถึงเส้นผมได้อย่างหมดจดสมชื่อ Dyson นอกจากนี้ยังมีการออกแบบที่ช่วยให้สามารถทำความสะอาดตามมุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การเลือกซื้อหุ่นยนต์ดูดฝุ่นไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่ต้องดูจากไลฟ์สไตล์และความต้องการเป็นหลักครับ หากคุณอยากได้ตัวจบ Roborock ก็พร้อมตอบโจทย์ แต่ถ้าเน้นดีไซน์และความฉลาด Samsung และ iRobot ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ส่วนใครที่ให้ความสำคัญกับแรงดูด Dyson ก็พร้อมที่จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอีกหนึ่งรุ่นครับ

นวัตกรรมใหม่ของ Roborock หุ่นยนต์ดูดฝุ่นมีแขน หยิบจับวัตถุขนาดเล็กได้
อ่าน

นวัตกรรมใหม่ของ Roborock หุ่นยนต์ดูดฝุ่นมีแขน หยิบจับวัตถุขนาดเล็กได้

เชื่อว่าหลายครั้งที่เราจะทำความสะอาดบ้านด้วยเครื่องดูดฝุ่น หลายคนก็ยังต้องเจอกับปัญหาต้องคอยวุ่นวาย เก็บถุงเท้าที่หล่น และสิ่งของใด ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบ้าน ก่อนจะได้เริ่มทำการดูดฝุ่น ทำให้เสียเวลาทำความสะอาดไปนาน แม้ว่าเราจะมีตัวช่วยทุ่นแรงอย่างหุ่นยนต์ หรือเครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติ ที่สามารถวิ่งไปตามพื้น เพื่อกำจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกได้เองก็ตามเพื่อแก้ปัญหานี้Roborock บริษัทสัญชาติจีน ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นและเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความสะอาดภายในบ้าน จึงได้เปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ Saros Z70 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ เป็นแขนหุ่นยนต์แบบพับเก็บได้ สามารถใช้หยิบจับวัตถุขนาดเล็กเพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานต้องคอยเก็บกวาดสิ่งของที่กีดขวางการทำงานของหุ่นยนต์ด้วยตนเองโดย Roborock Saros Z70 มีแขนหุ่นยนต์แบบพับได้ที่บริษัทเรียกว่า OmniGrip มีแกนห้าแกน สามารถยกวัตถุที่มีน้ำหนักไม่เกิน 300 กรัม เช่น ถุงเท้า รองเท้าแตะ ที่มีน้ำหนักเบา เพื่อเก็บเข้าที่ตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roborock Saros Z70 ถูกขับเคลื่อนด้วย AI โดยจะทำเครื่องหมายวัตถุที่สามารถยกขึ้นได้ ขณะกำลังทำความสะอาดพื้นบริเวณอื่น จากนั้นจึงวนกลับมายกของที่ทำเครื่องหมายไว้ เพื่อทำความสะอาดพื้นที่บริเวณใต้ของชิ้นนั้น ๆ โดยจะใช้แขนOmniGrip หรือคือแขนหุ่นยนต์ ยกของชิ้นที่กีดขวางโดยจะใช้เซนเซอร์ความแม่นยำสูง ผ่าน กล้อง และไฟ LED ที่ติดตั้งมาเพื่อกำหนดตำแหน่งและตรวจสอบว่าวัตถุหนักเกินไปที่จะหยิบขึ้นมาหรือไม่เมื่อยกของและทำความสะอาดพื้นที่เสร็จแล้ว แขนหุ่นยนต์จะปล่อยของชิ้นนั้นลง โดยสามารถเลือกปล่อยลงที่เดิม หรือย้ายไปวางตรงที่ใหม่ได้ ทั้งหมดนี้สามารถใช้งานและสั่งการผ่านแอปพลิเคชัน Roborock ซึ่งสามารถตั้งค่าประเภทของวัตถุที่เลือกให้หุ่นยนต์โต้ตอบ และสามารถตั้งค่าตำแหน่งที่ควรวางได้เช่นกันและถึงแม้ว่าหุ่นยนต์ตัวนี้ จะยังไม่ใช่หุ่นยนต์ทำความสะอาดแบบการ์ตูนโลกอนาคต เช่นอุปกรณ์วิเศษของโดเรม่อน แต่ Saros Z70 ก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถเก็บของชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งพอที่จะช่วยให้การเก็บกวาดบ้านทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ก็ยังช่วยให้เราสะดวกสบายมากขึ้น ท่ามกลางการทำงานในโลกความเป็นจริงในปัจจุบันทั้งนี้บริษัทมีแผนว่าจะวางจำหน่ายหุ่นยนต์รุ่นดังกล่าวภายในปีนี้ยิ่งไปกว่านั้นนอกจาก Saros 270 แล้ว Roborock ยังได้เปิดนวัตกรรมเพื่อการทำความสะอาดตัวอื่น ๆ อีกเช่นกัน เช่น เครื่องดูดฝุ่นแบบเปียกและแห้งแบบถือได้ รวมถึงเครื่องซักผ้าและอบผ้าแบบรวม 3 เครื่อง โดยบริษัทจะมีการจัดแสดงผลงานผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านของตนที่งาน CES 2025 ซึ่งเป็นงานมหกรรมเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก โดยเป็นเวทีสำหรับเทคโนโลยีสุดล้ำซึ่งจัดขึ้นที่เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 7-10 มกราคม โดยมีนักนวัตกรรม และแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เข้าร่วมทำธุรกิจและพบปะคู่ค้าใหม่ ๆ ในปีนี้อีกด้วยแหล่งที่มา: Engadget.com,Global.Roborock.com

Dyson เปิดตัวไม้ถูพื้นสุดล้ำ Dyson WashG1 และหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Dyson 360 Vis Nav
อ่าน

Dyson เปิดตัวไม้ถูพื้นสุดล้ำ Dyson WashG1 และหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Dyson 360 Vis Nav

ไดสัน (Dyson) แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากอังกฤษ จัดงานเปิดตัว 2 เทคโนโลยีอุปกรณ์ทำความสะอาดจาก Dyson ทั้งเครื่องถูพื้นอัจฉริยะ ไดสัน วอช จีวัน (Dyson WashG1) และหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ไดสัน ทรีซิกตี วิส เนฟ (Dyson 360 Vis Nav) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ก่อนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ด้วยราคา 26,900 บาท และ 43,900 บาทเครื่องถูพื้นอัจฉริยะ Dyson WashG1วินตัน ลี (Wynton Lee) วิศวกรออกแบบอาวุโส (Senior Design Engineer) ของ Dyson หนึ่งในผู้รับผิดชอบการพัฒนาเครื่องถูพื้น ได้อธิบายว่า เครื่องถูพื้น Dyson WashG1TM ออกแบบมาทำความสะอาดพื้น ดักจับสิ่งสกปรกทั้งเปียกและแห้งในคราวเดียว ทำให้สามารถทำความสะอาดพื้นแข็งในพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างถูกสุขลักษณะ โดยมีถังน้ำสะอาดขนาด 1 ลิตร ที่ครอบคลุมพื้นที่ 290 ตารางเมตรDyson WashG1TM ใช้การผสานระหว่างเทคโนโลยีการทำความสะอาดด้วยน้ำ การดูดซับ และการคัดแยกสิ่งสกปรก ด้วยลูกกลิ้งไมโครไฟเบอร์แบบคู่ที่หมุนในไปในทิศทางตรงกันข้ามเพื่อขจัดสิ่งสกปรกทั้งเปียกและแห้งโดยอัตโนมัติแบบพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้ ปั๊มส่งน้ำสะอาดจะควบคุมและปรับปริมาณน้ำที่ส่งไปยังลูกกลิ้งไมโครไฟเบอร์ ผ่านจุดปล่อยน้ำ 26 จุดทำให้การดูแลรักษาเป็นไปอย่างถูกสุขอนามัยมากขึ้นหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Dyson 360 Vis Navในงานเดียวกัน ยังได้ ออย ยัน หนิง (Ooi Yan Ning) ผู้รับผิดชอบการพัฒนาหุ่นยนต์ (Robotics Product Owner) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Dyson 360 Vis Nav ว่าเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องดูดฝุ่นทั่วไปถึง 6 เท่าด้วยเทคโนโลยี ที่เรียกว่า สแลม (Simultaneous Localization and Mapping: SLAM) ของ Dyson ที่มาพร้อมกับระบบการมองเห็นครอบคลุมทั้ง 360 องศา สามารถจดจำตำแหน่งที่ทำความสะอาดไปแล้วและตรวจจับตำแหน่งที่ควรเข้าไปทำความสะอาดได้Dyson 360 Vis Navติดตั้งระบบประมวลผลระดับสูง ที่จะประเมินและเก็บข้อมูลจากเซ็นเซอร์ระบุตำแหน่งภายในระยะ 71 มิลลิเมตร ทั้ง 26 ตัว ที่ทำงานเฉพาะทางต่างกัน สามารถตรวจจับฝุ่น หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง และตรวจจับผนังเพื่อเข้าทำความสะอาดได้ครบทุกซอกทุกมุม และทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน MyDyson เพื่อการสั่งงานและทำความสะอาด และช่วยให้ผู้ใช้สร้างพื้นที่, ปรับแต่ง, และกำหนดเวลาที่ต้องการให้หุ่นยนต์ทำความสะอาดภายในบ้านได้ตามต้องการทั้งนี้ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Dyson 360 Vis Nav มีระบบช่วงล่างแบบ Dual Link Suspension ทำให้สามารถปีนขึ้นสูงได้ 21 มิลลิเมตร และด้วยโครงร่างแบบต่ำ ทำให้สามารถเข้าทำความสะอาดใต้เฟอร์นิเชอร์ที่มีช่องสูงไม่ต่ำกว่า 9.9 เซนติเมตรโดย Dyson WashG1 และ Dyson 360 Vis Nav จะวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ โดย Dyson WashG1TM จะวางจำหน่ายในราคา 26,900 บาท และ Dyson 360 Vis Nav วางจำหน่ายในราคา 43,900 บาทข้อมูล Dyson (ประเทศไทย)

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นมีขา ยืดตัวขึ้นบันได ทำความสะอาดบ้านหลายชั้นง่ายขึ้น
อ่าน

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นมีขา ยืดตัวขึ้นบันได ทำความสะอาดบ้านหลายชั้นง่ายขึ้น

มิโก โรโบติกส์ (Migo Robotics) เปิดตัวหุ่นยนต์ แอสเซนเดอร์ (Ascender) หุ่นยนต์ดูดฝุ่นและถูพื้น ที่สามารถยืดขาเพื่อก้าวขึ้นบันไดได้ แก้ปัญหาการใช้งานหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบบเดิม ๆ ที่มักจะใช้ได้แค่ชั้นใดชั้นหนึ่งเท่านั้น และทางผู้สร้างยังระบุว่าพัฒนาขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วยการทำงานของมันเริ่มจากการจดจำแผนที่ของบ้าน หลังจากนั้นตัวหุ่นยนต์ก็จะวิ่งไปตามเส้นทางเพื่อทำความสะอาดบ้าน โดยจะไล่ไปตามห้องต่าง ๆ ตามลำดับความสำคัญ และระหว่างที่วิ่งทำความสะอาดบ้าน มันก็จะหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ด้วยการรับภาพผ่านกล้อง HD พร้อมการใช้งานเทคโนโลยี ไลดาร์ (LiDAR) เพื่อตรวจจับวัตถุ ประมวลผลผ่านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยควบคุมการทำงานส่วนการปีนขึ้นบันได ตัวหุ่นยนต์จะใช้เซนเซอร์ตรวจจับโดยอัตโนมัติเมื่ออยู่ที่ด้านบนหรือด้านล่างของบันได จากนั้นเมื่อมันจะปีนบันได มันจะใช้ตัวล้อสองตัว ยกตัวเครื่องหลักเลื่อนไปวางบนขั้นบันได แล้วค่อยพับขาทีละข้างขึ้นบันไดตามมาผู้พัฒนาระบุว่า แอสเซนเดอร์ (Ascender) ยังสามารถตรวจจับความแตกต่างระหว่างพรมและพื้นแข็ง โดยจะดูดฝุ่นพรมก่อน และถูพื้นให้ทีหลังโดยอัตโนมัติ โดยสิ่งสกปรกที่ดูดเข้าไป จะถูกเก็บไว้ในช่องเก็บน้ำทิ้ง และปล่อยน้ำถูพื้นที่สะอาดจากช่องเก็บน้ำที่แยกไว้ต่างหากบนตัวเครื่องส่วนสเปกอื่น ๆ ตัวหุ่นยนต์ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม 12,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง ชาร์จหนึ่งครั้ง ใช้ทำความสะอาดพื้นที่ได้ทั้งหมดประมาณ 500 ตารางเมตรหุ่นยนต์จะกลับไปยังสถานีฐานที่ติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จ หากแบตเตอรี่เหลือน้อยในระหว่างรอบ จากนั้นจึงกลับมาทำงานต่อจากจุดที่เหลือเมื่อชาร์จแบตแล้วปัจจุบันหุ่นยนต์ตัวนี้อยู่ในช่วงการระดมทุนบนแพลตฟอร์ม คิกสตาร์ตเตอร์ (Kickstarter) ตั้งเป้าจำหน่ายหลังจบการระดมทุนอยู่ที่เครื่องละ 1,499 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 54,500 บาทข้อมูลจากnewatlas

7 ข้อดีสุดว้าวของ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ ที่คุณแม่บ้านต้องเลิฟ ปี 2024
อ่าน

7 ข้อดีสุดว้าวของ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ ที่คุณแม่บ้านต้องเลิฟ ปี 2024

หลายคนน่าจะรู้สึกคล้ายกันว่า การทำความสะอาดบ้าน เป็นกิจกรรมที่กินพลังเป็นอย่างมาก ดังนั้น..จะดีแค่ไหน ถ้าเราปล่อยให้งานทำความสะอาดบ้านเป็นหน้าที่ของ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น และได้ใช้เวลาส่วนตัวพักผ่อนสบายๆ นอนเอนหลังดูหนังเรื่องโปรด หรือคุณแม่เวิร์คกิ้งมัมได้มีเวลาสอนเจ้าตัวเล็กทำการบ้าน หรือนอนอ่านนิทานให้เบบี๋ฟังเพิ่มมากขึ้น ด้วยนวัตกรรมที่เข้ามาตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ ทำให้ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ กลายเป็นผู้ช่วยอันดับหนึ่งในการทำความสะอาดบ้านทันทีที่มีการเปิดตัว โดยเฉพาะในปัจจุบัน หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านรุ่นใหม่ๆ ได้มีการพัฒนาฟังก์ชันการทำงานให้ฉลาดขึ้น สามารถดูดฝุ่นได้หมดจดแม้จุดที่เข้าถึงยาก แถมยังสามารถประมวลผลและออกแบบตารางการทำความสะอาดบ้านได้ดีเยี่ยมไม่แพ้การจ้างแม่บ้านมืออาชีพมาดูแล อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ใครที่กำลังสนใจ อยากได้เจ้าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะไปช่วยแบ่งเบางานบ้านสักเครื่อง แต่ไม่รู้จะเลือกอย่างไร หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ยี่ห้อไหนดี วันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆ ในการเลือกหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ฉลาด ทำความสะอาดบ้านได้หมดจด และมีดีไซน์พรีเมียมทันสมัย เข้าได้กับทุกสไตล์การตกแต่งของแต่ละบ้าน มาฝากค่ะ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น เลือกอย่างไร แบบไหนดี? ขึ้นชื่อว่า หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ คุณสมบัติข้อแรกที่ต้องมองหาก็คือ เทคโนโลยีล้ำๆ ที่ช่วยให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่ายและทำความสะอาดได้ละเอียดสุดๆ เช่น ลงมือทำความสะอาดซ้ำได้ทันทีที่ตรวจพบว่ามีฝุ่นเพิ่มมากขึ้น สามารถแยกแยะอุปสรรคและสิ่งกีดขวางที่อยู่รอบๆ พื้นที่ทำความสะอาดได้ หรือสามารถออกแบบตารางดูดฝุ่นได้สอดคล้องกับพฤติกรรมของสมาชิกภายในบ้าน เป็นต้น หุ่นยนต์ดูดฝุ่นถูพื้นที่ดี ต้องไม่ทำพรมผืนสวยเปียกชื้นและเหม็นอับ ดังนั้นความสามารถที่ต้องมองหาก่อนตัดสินใจซื้อ คือ การตรวจจับพรม ยิ่งถ้าหากเจ้าโรบอทสามารถยกแผ่นถูพื้นขึ้นเหนือเครื่องเมื่อต้องวิ่งผ่านพรมได้ด้วย ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ หุ่นยนต์ที่สามารถถูพื้นได้ในตัว มักมีปัญหาเรื่องการจัดการแผ่นถูพื้นได้ไม่ดีนัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมองหาหุ่นยนต์ดูดฝุ่นถูพื้นที่จัดการกับกลิ่นอับและฆ่าเชื้อโรคต่างๆ จากฟังก์ชันอบลมร้อนด้วยอุณหภูมิที่สูงจนสามารถฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ ได้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้แผ่นถูพื้นกลายเป็นแหล่งสะสมและตัวกระจายเชื้อแบคทีเรียก่อโรคไปทั่วบ้าน ก้าวข้ามข้อจำกัดที่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วไปทำไม่ได้ เช่น มีระบบเซ็นเซอร์ที่ช่วยให้จัดการงานเก็บกวาดบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หากแบตเตอรีใกล้หมด หุ่นยนต์จะวิ่งกลับมาชาร์ฟไฟจนเต็ม และเมื่อพร้อมทำงาน หุ่นยนต์จะวิ่งกลับไปเริ่มต้นดูดฝุ่นหรือถูพื้นอีกครั้งในจุดสุดท้ายที่ทำงานค้างไว้ได้อัตโนมัติ หรือวิเคราะห์สิ่งกีดขวางและส่งคำถามกลับมายังผู้ใช้งานว่า ควรหลีกเลี่ยงอุปสรรคหรือพื้นที่ส่วนนั้นๆ ในการทำความสะอาดครั้งต่อไปหรือไม่ เป็นต้น สั่งการผ่านแอปพลิเคชันจากหน้าจอสมาร์ทโฟนให้เจ้าโรบอททำความสะอาดบ้านจากที่ไหนก็ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายในบ้าน เช่น สั่งงานจากโต๊ะทำงานในออฟฟิศ หรือระหว่างเดินทางกลับจากทริปสุดประทับใจของครอบครัว หุ่นยนต์มีการอัปเดตระบบปฏิบัติการและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ช่วยให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นถูพื้นสามารถจัดการงานบ้านได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา ดีไซน์ทันสมัย เข้าได้กับบ้านทุกสไตล์ วัสดุแต่ละชิ้นมีความหรูหรา ทนทาน ดูแลรักษาง่าย ลดความยุ่งยากในการทำความสะอาดสิ่งสกปรกภายในหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านให้เหลือแค่ไม่กี่ขั้นตอน และหมดปัญหาการสัมผัสฝุ่นซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ในขณะเก็บฝุ่นไปเททิ้งได้อย่างดี มีความน่าเชื่อถือ ควรเป็นแบรนด์ที่มีความชำนาญในการออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์ดูดฝุ่นมาเป็นเวลานาน มีบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน พร้อมช่วยเหลือและให้คำแนะนำเมื่อพบปัญหาระหว่างใช้งานมีอะไหล่ให้เปลี่ยนตลอดอายุการใช้งาน และให้บริการซ่อมบำรุง โดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล เมื่อทราบแล้วว่า การเลือกซื้อเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะควรพิจารณาจากอะไรบ้าง ตอนนี้เราอยากชวนเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นถูพื้นอัจฉริยะตัวดังจากแบรนด์ iRobot กันบ้าง iRobot เป็นแบรนด์แรกๆ ที่มีการเริ่มพัฒนาหุ่นยนต์ดูดฝุ่น และยังคงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการทำความสะอาดบ้านอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี โดยเจ้าหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน iRobot ที่เราคุ้นตากันอยู่นี้ มีต้นแบบมาจากหุ่นยนต์สำรวจอวกาศของ NASA จึงไม่น่าแปลกใจที่ iRobot ในซีรีส์ Roomba จะกลายเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่พ่อบ้านแม่บ้านทั่วโลกต่างไว้วางใจ และมียอดจำหน่ายสูงกว่า 40 ล้านเครื่อง สำหรับหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นล่าสุด อย่าง iRobot Roomba Combo j7+ นี้ เปิดตัวมาพร้อมกับคุณสมบัติอันแสนชาญฉลาดที่ถูกใจคนรักความสะอาดเข้าเต็มๆ ได้ยินแบบนี้ก็น่าจะอยากรู้กันแล้วว่า เจ้า iRobot Roomba Combo j7+ มีดีอะไร ทำไมถึงได้ชื่อว่าเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ฉลาดที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก เรารวบรวมคำตอบมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ 7 ข้อดีสุดว้าวของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ iRobot Roomba Combo j7+ 1. iRobot Roomba Combo j7+ คือที่สุดของหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านแห่งปี เปิดตัวมาพร้อมกับนวัตกรรมทำความสะอาดบ้านล้ำสมัย ไม่ใช่แค่จัดการงานบ้านที่จุกจิกได้หมดจด แต่ด้วยเทคโนโลยีทำความสะอาดบ้านของ iRobot ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากเทคโนโลยีเดียวกับหุ่นยนต์สำรวจอวกาศของสหรัฐอเมริกา จึงมีความสามารถในการสำรวจสิ่งสกปรกและหลบเลี่ยงอุปสรรคบนพื้นบ้านได้อัตโนมัติ แถมยังเรียนรู้และจำได้ด้วยว่าอุปสรรคที่สำรวจพบนี้ เป็นสิ่งที่ต้องหลบเลี่ยงในการทำความสะอาดครั้งต่อไป 2. ดีไซน์ล้ำ Roomba Combo j7+ คิดค้นมาเพื่อรองรับการทำความสะอาดที่อยู่อาศัยได้ครบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ออกแบบได้กลมกลืนกับการตกแต่งทุกสไตล์ 3. สั่งงานง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน iRobot HOME ขับเคลื่อนการทำความสะอาดบ้านอย่างแข็งขันด้วยระบบปฏิบัติการ iRobot OS 5.0 ที่มีความฉลาดล้ำ ผู้ใช้สามารถสั่งให้เจ้าโรบอททำความสะอาดบ้านผ่านแอปพลิเคชัน iRobot HOME หรือสั่งงานผ่านเสียง นอกจากนี้ เจ้าโรบอทเองก็มีเทคโนโลยี AI ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมและออกแบบตารางการทำความสะอาดบ้านได้สอดคล้องกับกิจวัตรประจำวันของผู้อยู่อาศัย เช่น ทำความสะอาดห้องครัวหลังรับประทานมื้อเช้า กำหนดตารางการทำความสะอาดได้หมดจดก่อนที่คุณจะเดินทางกลับมาถึงบ้าน จดจำแผนผังห้องต่างๆ และสามารถเพิ่มรอบการทำความสะอาดบ้านได้เมื่อตรวจพบว่ามีสิ่งสกปรกบนพื้นเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น โดยเจ้าระบบปฏิบัติการ iRobot OS ยังมีความสามารถในการอัปเดตตัวเองเป็นประจำ ทำให้ Roomba Combo j7+ มีความฉลาดล้ำอยู่เสมอ นอกจากนี้ การอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ แบบเรียลไทม์ ยังช่วยให้หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน iRobot ไม่กลายเป็นโรบอทตกรุ่นหลังจากใช้งานไปเพียงไม่กี่ปี 4. ทำความสะอาดบ้านได้หมดจด ใน 4 ขั้นตอน ปัด - ตัก - ดูด - ถู iRobot Roomba Combo j7+ เข้าถึงซอกมุมที่หุ่นยนต์ทั่วไปเข้าถึงยาก ด้วยการออกแบบแปรงปัดมุมและขอบที่ได้รับการจดสิทธิบัตร มาพร้อมคุณสมบัติช่วยเก็บกวาดหมดจดแม้มุมอับที่ยากจะเข้าถึง โดยจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพคู่กับเทคโนโลยี Dirt Detect ช่วยตรวจจับสิ่งสกปรก หิน ดิน ทราย ที่มักติดมากับขนของสัตว์เลี้ยงที่แอบหนีไปวิ่งเล่นนอกบ้านได้ดี ผสานพลังการเก็บกวาดด้วยแปรงยางคู่ ที่สามารถทำความสะอาดได้ทุกพื้นผิว ตัวแปรงยางมีความยืดหยุ่น เข้าถึงได้กับพื้นบ้านทุกรูปแบบ โดยจะทำหน้าที่เหมือนช้อนและส้อม คอยตักสิ่งสกปรกที่ตกหล่นอยู่บนพื้นให้หมดจด โดยเฉพาะเส้นผมยาวๆ ของคุณสาวๆ หรือขนของน้องหมาน้องแมวพันธุ์ขนยาว หมดปัญหาเรื่องเส้นผมเข้าไปพันกับแปรงดูดฝุ่นจนทำให้หุ่นยนต์ต้องหยุดทำงานกลางคัน และแปรงยางคู่นี้ ยังลดการฟุ้งกระจายของสารก่อภูมิแพ้จากขนของสัตว์เลี้ยงได้ดี เก็บกวาดทุกอณูทั่วบ้านด้วยแรงดูดพลังยก 10 เท่า* จึงกำจัดทุกสิ่งสกปรกได้เนี๊ยบสุดๆ โดยเศษขยะขนาดเล็ก ฝุ่นละออง ขนสัตว์ และสารก่อภูมิแพ้ที่ฝังแน่นบนพื้น จะถูกจัดการด้วยแรงดูดอันทรงพลัง ฝุ่นทั้งหมดจะวิ่งผ่านแผ่นกรองฝุ่นประสิทธิภาพสูง ที่สามารถกรองเชื้อรา เกสรดอกไม้ ฝุ่นละเอียด และสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยงได้ 99% เข้าไปเก็บไว้ในถังเก็บฝุ่นภายในตัวหุ่นยนต์ การถูพื้นที่ออกแบบมาไม่ให้แผ่นถูสัมผัสพรม เมื่อตรวจพบพรม หุ่นยนต์จะยกแผ่นถูพื้นขึ้นเก็บไว้บนตัวเครื่องโดยอัตโนมัติ ทำให้พรมไม่เปียกน้ำจากแผ่นถู ไม่ทิ้งคราบสกปรกไว้บนพรม และยังมีโหมดขัดพื้น ซึ่งจะเดินหน้าและถอยหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถูพื้นเหมือนกับคน โดยมีแรงกดที่พื้นมากถึง 1.6 กก. ช่วยขัดคราบที่ฝังแน่นบนพื้นบ้านได้เป็นอย่างดี จากนั้นเมื่อหุ่นยนต์วิ่งกลับมายังแท่นชาร์จ เศษฝุ่นทั้งหมดในตัวหุ่นยนต์จะถูกดูดเข้าไปเก็บยังถุงเก็บฝุ่นภายในแท่นกำจัดขยะอัตโนมัติที่มีขนาดใหญ่กว่าถังในตัวหุ่นยนต์ถึง 30 เท่า ทำให้ไม่ต้องคอยเปลี่ยนถุงเก็บฝุ่นไปได้นานสูงสุดถึง 60 วัน 5. ปิดล็อกสารก่อภูมิแพ้ได้มิดชิด ใครที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้สบายใจได้เลย เพราะภายในแท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ Clean Base มีการติดตั้งถุง AllergenLock ทำหน้าที่ล็อกสารก่อภูมิแพ้ ป้องกันการฟุ้งกระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ได้ดี แม้ในขณะที่ถอดถุงเก็บฝุ่นออกไปทำความสะอาด 6. มีเซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุและสิ่งกีดขวาง Roomba Combo j7+ มีระบบนำทาง Precision Vision อันชาญฉลาด กล้องด้านหน้าหุ่นยนต์ทำหน้าที่เป็นเหมือนสายตาที่แหลมคม คอยวิเคราะห์และบันทึกวัตถุที่แตกต่างกันได้มากถึง 80 ชนิด ก่อนจะรวบรวมและส่งคำถามมายังผู้ใช้ว่าวัตถุนั้นๆ เป็นสิ่งควรหลีกเลี่ยงในการทำงานครั้งต่อไปหรือไม่ โดยเจ้าตัวกล้องที่ทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์นี้ ถูกออกแบบให้เป็นเพียงแค่กล้องตรวจจับและบันทึกแผนผังภายในบ้านเท่านั้น ใครที่กังวลเรื่องการล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวก็หมดห่วงได้เลย เพราะผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือภาพถ่ายต่างๆ ของหุ่นยนต์ มีเพียงเจ้าของแอคเคาน์แอปพลิเคชันนี้เท่านั้น ซึ่งทุกครั้งที่หุ่นยนต์ตรวจพบวัตถุแปลกปลอมบนพื้น เช่น สายชาร์จโทรศัพท์ หูฟัง รองเท้า พรม หรือเข้าไปยังพื้นที่ที่มีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งอยู่หลายชิ้น ก็จะมีการส่งรายงานกลับมาสอบถามผู้ใช้งาน เพื่อให้ระบุว่าสิ่งเหล่านี้เป็น อุปสรรคชั่วคราว หรือเป็น Keep Out Zone ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปทำความสะอาด ซึ่งในครั้งต่อไป หุ่นยนต์ก็จะจดจำและไม่เข้าไปทำความสะอาดในจุดนั้นอีก 7. ฟีเจอร์ Imprint Smart Mapping ช่วยให้หุ่นยนต์เรียนรู้ สร้างแผนผัง และจดจำพื้นที่ทำความสะอาดของแต่ละห้องในบ้านได้ และนำไปใช้ในการออกแบบขอบเขตการทำความสะอาดในครั้งต่อไป ช่วยกำหนดวิธีการทำงาน และออกแบบช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำความสะอาดบ้านได้โดยไม่ไปรบกวนกิจวัตรประจำวันของคนในบ้าน อีกทั้งยังเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้สามารถส่งหุ่นยนต์ไปทำความสะอาดในจุดที่ต้องการตรงไหนในบ้านผ่านการสั่งงานด้วยเสียง หรือผ่านแอปพลิเคชัน iRobot HOME ได้แม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ ถ้าในขณะที่หุ่นยนต์ iRobot Roomba Combo j7+ กำลังทำงานแล้วแบตเตอรี่ใกล้หมด เจ้าโรบอทจะวิ่งกลับไปยังแท่นชาร์จอัตโนมัติ และเมื่อเติมพลังจนเต็มเปี่ยมแล้ว หุ่นยนต์จะวิ่งกลับมาทำงาน ณ จุดที่ทำค้างไว้จนเสร็จ โดยไม่ต้องเสียเวลาเริ่มทำความสะอาดใหม่ตั้งแต่ต้น เห็นไหมคะว่า เพียงแค่มี หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัตโนมัติ iRobot Roomba Combo j7+ อยู่ในบ้าน การทำความสะอาดบ้านทุกวันก็ไม่ใช่ภารกิจที่ดูดพลังชีวิตมากมายอีกต่อไป นอกจากความฉลาดล้ำที่ทำให้งานบ้านเป็นเรื่องง่ายแล้ว เขายังมีบริการหลังการขายที่ถูกใจผู้ใช้มากๆ วัสดุที่ใช้ในการผลิตทุกชิ้นมีคุณภาพสูง แข็งแรง ทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน มีบริการหลังการขายตลอด 365 วัน หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน iRobot ทุกรุ่น ออกแบบให้ใช้อะไหล่ด้วยกันได้ ดังนั้น ถึงแม้จะผ่านไปนานหลายปี ก็ยังมีอะไหล่ให้เปลี่ยนแน่นนอน ดูแลและซ่อมบำรุงโดยทีมวิศวกรมืออาชีพที่ผ่านการอบรม iRobot Global หากสนใจอยากได้เจ้าหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน iRobot Roomba Combo j7+ มาช่วยดูแลความสะอาดภายในบ้าน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อออนไลน์ คลิกที่นี่ * เปรียบเทียบกับหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roomba 600 ซีรีส์

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวแรกที่สามารถปีนและทำความสะอาดบันไดได้
อ่าน

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวแรกที่สามารถปีนและทำความสะอาดบันไดได้

บริษัท มีโก โรโบติกส์ (Migo Robotics) เปิดตัวหุ่นยนต์แอสเซนเดอร์ (Ascender)หุ่นยนต์ที่สามารถปีนและทำความสะอาดบันไดได้ แก้ปัญหาของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบบเก่าที่ไม่สามารถทำความสะอาดบันไดและทำความสะอาดได้เฉพาะพื้นราบเรียบ หุ่นยนต์แอสเซนเดอร์ใช้ความสามารถในการปีนป่ายขึ้นบนที่สูงแบบอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องใช้การควบคุมโดยมนุษย์หน้าตาของเจ้าหุ่นยนต์ที่ว่าเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม โครงสร้างลำตัวแยกออกเป็น 3 ชิ้นส่วน ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวางที่อยู่ด้านหน้าหากหุ่นยนต์พบว่าด้านหน้าเป็นบันได โครงสร้างตรงกลางของหุ่นยนต์จะยกตัวขึ้นเพื่อประกบติดกับบันไดขั้นบน หลังจากนั้นฐานของล้อทั้งด้านซ้ายและขวาจะยกตัวเองตามขึ้นไปโดยอัตโนมัติขีดความสามารถของตัวหุ่นยนต์แอสเซนเดอร์ รองรับการทำงานทั้งดูดฝุ่นในพื้นบ้านทั่วไปด้วยโหมด Vacuuming หรือการดูดทำความสะอาดในพื้นที่น้ำเปียกชื้น เช่น กาแฟที่หกจากแก้วบนพื้นด้วยโหมด Mopping หุ่นยนต์สามารถทำความสะอาดพื้นที่ได้มากถึง 5,167 ตารางฟุต ต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง พื้นที่ทำความสะอาดอาจน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่องค์ประกอบอื่น ๆหุ่นยนต์แอสเซนเดอร์ ถูกติดตั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)เข้าไปด้วย เพื่อช่วยตัดสินใจเคลื่อนที่และทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเทคโนโลยีไลดาร์ (LiDAR) ตรวจจับสภาพแวดล้อมสิ่งของบนเส้นทางเพื่อป้องกันการพุ่งชน การทำงานของหุ่นยนต์เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนเพื่อตรวจสอบข้อมูลสถานะการทำงาน รองรับการสั่งงานด้วยเสียง (Voice Control) และในระหว่างการทำความสะอาดหุ่นยนต์สร้างเสียงรบกวนน้อยเพียงแค่ 57 เดซิเบล (dB) ความดังน้อยกว่าเสียงพูดคุยปกติของมนุษย์ซึ่งอยู่ที่ 60-70 เดซิเบล (dB)โดยบริษัทผู้พัฒนา อ้างว่าเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวแรกของโลกที่สามารถปีนบันไดได้แบบอัตโนมัติ ใส่ใจทุกรายละเอียดความสะอาด รองรับการทำงานต่อเนื่องในบ้านที่มีหลายชั้น นอกจากความสามารถในการปีนบันไดหุ่นยนต์ยังติดตั้งแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานกว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วไป หลังจากทีมงานบริษัทปรับปรุงพัฒนาหุ่นยนต์รุ่นนี้มาเป็นเวลาหลายปี หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ไปหาตำแหน่งของแท่นชาร์จได้ด้วยตัวเองสำหรับบริษัท มีโก โรโบติกส์ (Migo Robotics) มีทีมงานวิศวกรภายในบริษัทที่เคยทำงานในบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Google, Boston Dynamics, Dyson และ Ecovacs ซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ บริษัทมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีความซับซ้อนและช่วยเหลือมนุษย์ทำความสะอาดบ้านได้ง่ายมากขึ้นปัจจุบันบริษัทยังไม่เปิดจำหน่ายหุ่นยนต์แอสเซนเดอร์ (Ascender)เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา อย่างไรก็ตามบริษัทเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาหุ่นยนต์ รวมไปถึงการสั่งซื้อหุ่นยนต์ล่วงหน้าในราคา 999 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 34,600 บาท หรือการมัดจำล่วงหน้า 400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 13,800 บาท ซึ่งเป็นราคาโปรโมชันที่ลดลงจากราคาจริงหลังการเปิดตัวที่มีราคา 1,399 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 48,450 บาทคาดว่าบริษัทจะสามารถส่งมอบหุ่นยนต์ให้กับลูกค้าได้ในเดือนสิงหาคม 2023ที่มาของข้อมูลGizmodoที่มาของรูปภาพ Migorobotics

Roborock เปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ถูพื้นอัจฉริยะ Roborock S8 Series
อ่าน

Roborock เปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ถูพื้นอัจฉริยะ Roborock S8 Series

โรโบร็อค (Roborock) เปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ถูพื้นอัจฉริยะ Roborock S8 Series มาพร้อมกันถึง 3 รุ่นได้แก่ Roborock S8, Roborock S8+ และ Roborock S8 Pro Ultra วันที่ 20 มีนาคม 2566 โรโบร็อคแบรนด์ผู้นำนวัตกรรมหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ถูพื้นอัจฉริยะระดับโลกจัดงานแถลงข่าว ‘New innovation for the Ultimate Level of Cleaning’ พร้อมกับเปิดตัว Roborock S8 Series มีสโลแกนว่า ‘Forget about cleaning, Really ดีที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ให้เราลืมการทำความสะอาดได้อย่างแท้จริง’ นายเกริกชัย ตั้งตระกูลธรรม กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารผลิตภัณฑ์โรโบร็อคประจำประเทศไทย นายเกริกชัย ตั้งตระกูลธรรม กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารผลิตภัณฑ์โรโบร็อคประจำประเทศไทยได้กล่าวไว้ว่า “โรโบร็อคเป็นแบรนด์สินค้าที่ให้ความสำคัญกับการวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาโดยตลอดเพื่อคำนึงถึงการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ และนี่แหละที่ทำให้เรานั้นแตกต่างจากเจ้าอื่น ๆ ในตลาด” โรโบร็อคยังได้คำนึงถึงความสำคัญของบริการหลังการขาย เมื่อสินค้าของลูกค้ามีปัญหาสามารถนำเข้ามาที่ศูนย์บริการเพื่อเช็คอาการ และทางโรโบร็อคจะมีเครื่องสำรองให้ไปใช้งานระหว่างรอซ่อม Roborock S8 Roborock S8+ Roborock S8 Series มาพร้อมกันถึง 3 รุ่นได้แก่ Roborock S8 มาพร้อมกับแท่นชาร์จปกติ (Charging Dock), Roborock S8+ มาพร้อมกับแท่นเก็บฝุ่นอัตโนมัติ (RockDock Plus) กรองฝุ่น HEPA E12 ไม่ต้องเปลี่ยนถุงเก็บฝุ่นบ่อย ๆ และรุ่นใหญ่สุดอย่าง Roborock S8 Plus Ultra มาพร้อมกับแท่นชาร์จสุดอัจฉริยะ (RockDock Ultra) Roborock S8 Plus Ultra Roborock S8 Plus Ultra มาพร้อมกับคุณสมบัติในการทำความสะอาดบ้านที่น่าสนใจเช่น ระบบซักผ้าถูพื้นโดยอัตโนมัติ (Self-Washing), ระบบดูดทิ้งฝุ่นอัตโนมัติ (Self-Emptying), ระบบเติมน้ำโดยอัตโนมัติ (Self-Refilling), ระบบล้างแท่นชาร์จโดยอัตโนมัติ (Dock Self-Cleaning), ระบบเป่าแห้งผ้าถูพื้นด้วยลมร้อนอัตโนมัติ (Self-Drying) และระบบชาร์จไว (Fast Charging) สำหรับใครที่สนใจอยากจะเป็นเจ้าของ Roborock S8 Series มีโปรโมชันพิเศษในช่วงการเปิดตัวเท่านั้น รุ่น S8 ราคาเริ่มต้น 19,999 บาทจากราคาปกติ 45,900 บาท, รุ่น S8+ ราคาเริ่มต้น 27,900 บาทจากราคาปกติ 66,900 บาท และรุ่นใหญ่สุด S8 Plus Ultra ราคาเริ่มต้น 34,900 บาทจากราคาปกติ 81,900 บาท สินค้าทุกรุ่นรับประกันทุกชิ้นส่วนนานสูงสุด 3 ปีเต็ม และสามารถสั่งซื้อได้จากช่องทางออนไลน์ @LineOA, Facebook, Shopee, Lazada และ NocNoc Roborock Thailand สำหรับช่องทางออฟไลน์ซื้อได้ที่ Roborock Showroom ชั้น 4 โซน Mobile & Gadgets ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Xiaomi นำทัพเครื่องใช้ AIot เข้าไทย ! เปิดด้วยหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ และกลอนประตูดิจิทัลสุดไฮเทค
อ่าน

Xiaomi นำทัพเครื่องใช้ AIot เข้าไทย ! เปิดด้วยหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ และกลอนประตูดิจิทัลสุดไฮเทค

ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Xiaomi ประเทศไทย ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงประจำค่าย อย่าง Xiaomi 13 Series และนอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวและวางขายผลิตภัณฑ์ AIoT โดยจะมีหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ Xiaomi Robot Vacuum ถึง 4 รุ่นด้วยกัน Xiaomi Robot Vacuum X10 , Xiaomi Robot Vacuum S10+, Xiaomi Robot Vacuum S10 ,Xiaomi Robot Vacuum E10 และกลอนประตูดิจิทัล Xiaomi Automatic Smart Door Lock ถือว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AIoT ในครั้งนี้น่าสนใจมาก ๆ โดยเฉพาะเครื่องดูดฝุ่นทั้ง 4 รุ่น ที่น่าจะถูกใจแม่บ้านหลายคน Xiaomi Robot Vacuum X10 เรามาเริ่มกันที่รุ่นแรก Xiaomi Robot Vacuum X10 ในรุ่นนี้จะมาพร้อมพลังแรงดูดถึง 4000Pa โดยจะมีระบบคำนวณแผนผังที่ว่องไวจากเลเซอร์นำทาง มาพร้อมกับเครื่องดูดฝุ่นและไม้ถูพื้นแบบ 2 in 1 ในอุปกรณ์เดียว และมีแบตเตอรี่มาให้ถึง 5200 mAh สามารถใช้งานได้นานถึง 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังรองรับการสั่งงานด้วยเสียงอีกด้วย Xiaomi Robot Vacuum X10 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 17,990 บาท สามารถหาซื้อได้ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ Xiaomi Robot Vacuum S10+ ในรุ่นนี้จะมาพร้อมกับระบบนำทางเลเซอร์ LDS ที่จะมาช่วยให้ความแม่นยำในการนำทางของตัวเครื่องดีมากขึ้น สามารถหลบสิ่งกีดขวางแบบสามมิติทำให้ป้องกันการติดหรือชนสิ่งต่าง ๆ ในบ้าน แม้อยู่ในสภาวะที่แสงน้อย และในรุ่นนี้ได้ปรับปรุงระบบกวาดและระบบถูพื้นด้วยแผ่นถูพื้นแบบดันคู่ ทำให้ขจัดคราบได้ดีขึ้น โดยในรุ่นนี้จะมาพร้อมกับแรงดูด 4000Pa และแบตเตอรี่ขนาด 5200 mAh นอกจากนี้ยังรอบรับ Google & Alexa อีกด้วย Xiaomi Robot Vacuum S10 + วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 17,990 บาท สามารถหาซื้อได้ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ Xiaomi Robot Vacuum S10 ในรุ่นจะมีระบบการวางผังบ้านที่ชาญฉลาด ผ่านตัวนำทางด้วยเลเซอร์ LDS ทำให้สามารถวางแผนผังบ้านได้แม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถแยกโซนทำความสะอาดได้โดยการกำหนดเขตการทำความสะอาดบ้านหรือพื้นที่ห้ามเข้า โดยในรุ่นนี้จะมาพร้อมกับพลังแรงดูด 4000Pa ผ่านตัวพัดลมโบลเวอร์ สามารถสั่งการและปรับระดับการดูดได้ถึง 4 ระดับ และการตั้งค่าการใช้นำ 3 รูปแบบ เพื่อกำหนดค่ารักษาความชื้นให้คงที่โดยไม่ทำให้พื้นเปียก และมีแบตเตอรี่ขนาด 3200 mAh Xiaomi Robot Vacuum S10 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 12,990 บาท สามารถหาซื้อได้ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ Xiaomi Robot Vacuum E10 ในรุ่นนี้เป็นรุ่นน้องสุด มีราคาที่ถูกที่สุดในการเปิดตัวครั้งนี้ รุ่นนี้นั้นจะมีระบบนำทางโดยใช้ไจโรสโคป (Gyroscope) ที่สามารถวางแผนเส้นทางการทำความสะอาดได้เหมือนกันกับตัวรุ่นพี่ สามารถดูดฝุ่นและถูพื้นในอุปกรณ์เดียว พร้อมการตั้งค่าน้ำได้ 3 ระดับ โดยจะมาพร้อมกับแรงดูด 4000Pa และในรุ่นนี้จะมีแบตเตอรี่มาให้ 2600 mAh นอกจากนี้ยังรองรับการสั่งงานผ่านแอปพลิเคชันอีกด้วย Xiaomi Robot Vacuum E10 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 7,990 บาท สามารถหาซื้อได้ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ Xiaomi Robot Vacuum X10Xiaomi Robot Vacuum S10+Xiaomi Robot Vacuum S10Xiaomi Robot Vacuum E10 ระบบนำทาง LDS LDS LDSGyroscopeแรงดูด4000400040004000แบตเตอรี่ (mAh)5,2005,2003,2002,600MoppingYesYesYesYesการควบคุมผ่านแอปYesYesYesYesแท็งค์เก็บฝุ่น (มม.)400(Station 2.5 ลิตร)450400300แท็งค์น้ำ (มม.)200200200170Mapping FunctionsYesYesYesYesราคาปกติ17,990 บาท17,990 บาท12,990 บาท4,990 บาท Xiaomi Automatic Smart Door Lock Xiaomi Automatic Smart Door Lock ในรุ่นนี้มาพร้อมกับระบบการเปิดปิดง่าย รวดเร็วและปลอดภัย ผ่านระบบการอ่านลายนิ้วมือที่แม่นยำ Multidimensional Fingerprint สามารถปลดล็อคได้ถึง 7 ทำให้ปรับความเหมาะสมให้เข้ากับทุกคนในบ้านตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ ตัวอุปกรณ์ยังเพิ่มความปลอดภัยด้วยกระบอกล็อคตรง (Straight lock cylinder) ที่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมที่มีความปลอดภัย พร้อมกับ Multi-Scenario smart link ที่จะเปิดไฟทันทีเมื่อประตูเปิด นอกจากนี้ยังมีระบบเตือนถึง 5 แบบ ในการติดตามสถานะของการล็อคประตูและแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ และมีฟีเจอร์ความปลอดภัยกว่า 10 ชั้น ทั้งนี้ตัวล็อคประตูและกริ่งยังสามารถแจ้งเตือนในระยะไกล เมื่อมีแขกมาเยี่ยมอีกด้วย Xiaomi Automatic Smart Door Lock วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 21,990 บาท สามารถหาซื้อได้ที่ Xiaomi Store และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ Promotion พิเศษ สำหรับคนที่ซื้อสินค้าตั้งแต่ วันนี้ – 31 มีนาคม 2566 สามารถซื้อสินค้าได้ในราคาพิเศษ Xiaomi Robot Vacuum X10 จาก 17,990 บาท ลดเหลือ 15,990 บาท Xiaomi Robot Vacuum S10+ จาก 17,990 บาท ลดเหลือ 15,990 บาท Xiaomi Robot Vacuum S10 จาก 12,990 บาท ลดเหลือ 9,990 บาท Xiaomi Robot Vacuum E10 จาก 7,990 บาท ลดเหลือ 4,990 บาท Xiaomi Automatic Smart Door Lock จาก 21,990 บาท ลดเหลือ 19,990 บาท พร้อมรับฟรี Xiaomi Smart Door Lock NFC Card 2 การ์ด มูลค่า 798 บาท และ Mi 360 Home Security Camera 2K Pro มูลค่า 1,990 บาท รวมมูลค่าทั้งหมด 2,788 บาท

Amazon เข้าซื้อกิจการ iRobot บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นยอดนิยม
อ่าน

Amazon เข้าซื้อกิจการ iRobot บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นยอดนิยม

แอมะซอน (Amazon)บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของโลกเข้าซื้อกิจการบริษัท ไอโรบอต (iRobot) บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นยอดนิยม เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roombaตอบย้ำแนวคิดของบริษัท แอมะซอน (Amazon) ที่มุ่งเป้าไปยังระบบจัดการบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) เชื่อมต่อเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าด้วยกัน การเข้าซื้อกิจการบริษัทในครั้งนี้มีมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 60,800 ล้านบาทเดฟ ลิมป์ (Dave Limp) รองประธานอาวุโสของฝ่ายอุปกรณ์แอมะซอน (Amazon) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ดูดฝุ่นของบริษัท ไอโรบอต (iRobot) ได้รับความนิยมและเชื่อมั่นจากลูกค้าจำนวนมาก ทีมงานมีความชื่นชมและยินดีที่ได้ร่วมงานกับบริษัทแห่งนี้ เพื่อคิดค้นวิธีการใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น อย่างไรก็ตามรายละเอียดของการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมามากนัก ข้อมูลบางส่วนระบุว่าโคลิน แองเกิล (Colin Angle) ซีอีโอคนเดิมของบริษัท ไอโรบอต (iRobot) ยังคงทำหน้าที่ต่อไปบริษัท ไอโรบอต (iRobot)แห่งนี้ก่อตั้งในปี 2002 บริษัทประสบความสำเร็จจากการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัตโนมัติสามารถขับเคลื่อนทำความสะอาดด้วยตัวเอง หุ่นยนต์ติดตั้งระบบปฏิบัติการ iRobot OS เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเรียนรู้การทำความสะอาดบ้าน หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ด้วยตัวเอง ระบบป้องกันอุบัติเหตุหากพบสายไฟฟ้าบนพื้นบ้านทิศทางของบ้านพักและพื้นที่อยู่อาศัยในอนาคตจะมีการผสมผสานนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้งานมากขึ้นในลักษณะบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) บริษัท แอมะซอน (Amazon) เป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ให้ความสนใจเทคโนโลยีเหล่านี้ การเข้าซื้อกิจการของบริษัท ไอโรบอต (iRobot)สามารถเชื่อมต่อเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ของบริษัทให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น เช่น การทำงานร่วมกับอุปกรณ์อัจฉริยะ Alexa ระบบกดกริ่งประตูบ้านอัจฉริยะ Ring ลำโพงอัจฉริยะ Echo รวมไปถึงหุ่นยนต์ Astro ติดตั้งหน้าจอแสดงผลขนาดเล็ก เป็นต้นที่มาของข้อมูลtheverge.comที่มาของรูปภาพfacebook.com/irobot

ซัมซุงรวมสุดยอดฟีเจอร์อัจฉริยะไว้ในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นสุดล้ำ
อ่าน

ซัมซุงรวมสุดยอดฟีเจอร์อัจฉริยะไว้ในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นสุดล้ำ

เครื่องใช้ไฟฟ้ามีหน้าที่ทำให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น แต่หลายครั้งที่เราต้องผิดหวังกับการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มภาระให้เรามากกว่า เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ควรจะช่วยทำความสะอาดบ้านโดยอัตโนมัติ แต่กลับชอบเดินไปติดเฟอร์นิเจอร์หรือดูดของใช้ชิ้นเล็กๆ เข้าไป ทำให้คุณต้องคอยลุกมาแก้ปัญหา แทนที่ควรจะมาแบ่งเบาภาระของคุณ เพราะเหตุนี้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหุ่นยนต์ดูดฝุ่นซักเครื่อง อย่าลืมเช็คนวัตกรรมและเทคโนโลยีในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่เพื่อที่คุณจะได้รู้สึกคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด สำหรับใครที่อยากอัพเดทนวัตกรรมล่าสุดในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นยุคใหม่ที่ไม่ได้มีดีเพียงสามารถทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วเท่านั้น ซัมซุงจะมาเจาะลึกความอัจฉริยะของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการที่คุณกำลังมองหา เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะที่ทุกบ้านต้องมี เหนือกว่าด้วยนวัตกรรม AI พร้อมเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ ในช่วงหลายปีมานี้เทคโนโลยีระบบนำทางพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข่งขันกันสร้างรถยนต์ไร้คนขับ ทำให้เทคโนโลยีเซนเซอร์และโปรแกรม AI (Artificial Intelligence) สำหรับการนำทางมีความแม่นยำและเสถียรยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าอนาคตที่ท้องถนนจะเต็มไปด้วยรถยนต์อัตโนมัติจะยังอยู่ไกลจากความเป็นจริง คุณสามารถสัมผัสความอัจฉริยะของเทคโนโลยีแบบเดียวกันในห้องนั่งเล่นของคุณได้แล้วในหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ปัจจุบันเริ่มมีการนำระบบนำทางขั้นสูงแบบเดียวกับที่ใช้ในรถยนต์ไร้คนขับมาใช้ในหุ่นยนต์ดูดฝุ่น เพื่อการทำความสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และไร้ที่ติที่สุด เช่นเดียวกับระบบนำทางใน Jet Bot AI+ จากซัมซุง ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นแรกที่มาพร้อมกับเซนเซอร์ตรวจจับ 3 มิติ แบบ active stereo-type และเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นเดียวในโลกที่ใช้ Intel AI solution เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของนวัตกรรม Jet AI Object Recognition ทำให้ Jet Bot AI+ เรียนรู้เพื่อจดจำสิ่งของต่างๆ ได้อย่างละเอียดแม้มีขนาดเล็กเพียง 1 เซนติเมตร รวมถึงแยกแยะสิ่งของอันตรายเพื่อหลบหลีกได้อีกด้วย นอกจากนี้เทคโนโลยีเซนเซอร์ LiDAR ในซัมซุง Jet Bot ทุกรุ่นยังช่วยรวบรวมข้อมูลพื้นที่ สามารถสร้างภาพแปลนบ้านได้อย่างถูกต้อง เพื่อออกแบบเส้นทางการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้อยู่ในที่มืดหรือมุมอับใต้เฟอร์นิเจอร์ ความฉลาดของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะไม่หมดเพียงเท่านี้ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ๆ อย่าง Jet Bot ของซัมซุง สามารถเชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชัน SmartThings ผ่าน WiFi ภายในบ้าน ให้คุณสามารถควบคุมการทำงานได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเลือกทำความสะอาดห้องใดห้องหนึ่งของบ้าน กำหนดพื้นที่ห้ามเข้า หรือติดตามการทำความสะอาดแบบเรียลไทม์ได้จากบนสมาร์ทโฟน บ้านสะอาดทั้งหลัง โดยมือไม่ต้องสัมผัสฝุ่น ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของเครื่องดูดฝุ่นทุกแบบขึ้นอยู่กับแรงดูดและระบบจัดการกับสิ่งสกปรกหลังการดูด เครื่องดูดฝุ่นที่ดีต้องสามารถทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพบนทุกพื้นผิวและสามารถกำจัดฝุ่นได้อย่างหมดจด รวมถึงป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกหลุดรอดออกมาฟุ้งกระจายในอากาศ และหล่นลงบนพื้นที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จใหม่ๆ ซัมซุงนำเทคโนโลยี AI มาช่วยให้การทำความสะอาดของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ฟังก์ชัน Intelligent Power Control วิเคราะห์เพื่อระบุชนิดของพื้นผิวและปริมาณสิ่งสกปรกบนพื้น จากนั้นจึงปรับแรงดูดให้เหมาะสม ทำให้สามารถกำจัดฝุ่นได้อย่างชาญฉลาด เมื่อทำงานร่วมกับพลังดูดของ Digital Inverter Motor ในนวัตกรรม Jet Cyclone หุ่นยนต์ดูดฝุ่นในไลน์อัพ Jet Bot จากซัมซุงจึงสามารถทำความสะอาดได้เหมือนแม่บ้านมืออาชีพ ฝุ่นที่ดูดเข้าไปจะถูกดักจับด้วยระบบการกรองขั้นสูง 5 ชั้น ดักจับฝุ่นระดับไมโครได้ถึง 99.99% ซึ่งรวมถึงอนุภาคและสารก่อภูมิแพ้ที่มีขนาดเล็กถึง 4.2 ไมโครมิเตอร์ อีกด้วย หลังการทำความสะอาดพื้นอย่างทั่วถึง Clean Station ที่มาพร้อมกับ Jet Bot+ และ Jet Bot AI+ จะทำการถ่ายเทเอาฝุ่นออกจากหุ่นยนต์ดูดฝุ่นด้วยเทคโนโลยี Air Pulse โดยอัตโนมัติ และเก็บไว้ในถูงเก็บฝุ่นขนาด 2.5 ลิตร ที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทิ้งบ่อยๆ ทั้งยังสะดวกสบายและถูกสุขอนามัย และใน Clean Station มีระบบกรองหลายชั้นที่ช่วยดักจับฝุ่นละเอียดและสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ได้ถึง 99.999% หุ่นยนต์ดุดฝุ่นที่สามารถเฝ้าดูสัตว์เลี้ยงได้เมื่อคุณไม่อยู่บ้าน หุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ๆ มีความสามารถที่หลากหลายมากขึ้นและทำได้มากกว่าการทำความสะอาดพื้นเท่านั้น โดยเทรนด์ของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในปัจจุบันคือการมีกล้องติดตั้งมาในตัวเพื่อช่วยในการสแกนพื้นที่และเก็บข้อมูล[1] ใน Jet Bot AI+ ของซัมซุง ก็มีกล้องวัดความลึก 3 มิติ (3D Depth Camera) ที่สามารถทำงานได้แม่นยำเทียบเท่าเซนเซอร์วัดระยะถึง 256,000 ตัว และเริ่มมีหุ่นยนต์ดูดฝุ่นบางรุ่นที่ใช้ประโยชน์ของกล้องได้มากกว่าการเสริมประสิทธิภาพระบบนำทาง หุ่นยนต์ดูดฝุ่นซัมซุง Jet Bot AI+ ช่วยติดตามและเฝ้าดูสัตว์เลี้ยงในบ้านได้แม้ตอนที่ไม่มีคนอยู่ กล้องในหุ่นยนต์ดูดฝุ่นสามารถระบุตำแหน่งของน้องหมาน้องแมว เก็บภาพกิจกรรมน่ารักๆ พร้อมแสดงภาพแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังสามารถตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติของสัตว์เลี้ยงและช่วยแจ้งเตือนพร้อมมอบคำแนะนำการดูแลให้เจ้าของได้อีกด้วย ซัมซุงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการใช้ชีวิตภายในบ้าน หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Jet Bot, Jet Bot+ และ Jet Bot AI+ อัดแน่นด้วยฟีเจอร์สุดล้ำหน้า เพื่อทำความสะอาดบ้านให้สะอาดเหมือนมืออาชีพและดูแลบ้านได้ใกล้ชิดกว่าที่เคย ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับหุ่นยนต์ดูดฝุ่นจากซัมซุงเพิ่มเติมได้ที่ https://www.samsung.com/th/vacuum-cleaners/robot/

นึกว่า "โจรเข้าบ้าน" ที่แท้ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ขยันทำงานกลางดึก
อ่าน

นึกว่า "โจรเข้าบ้าน" ที่แท้ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ขยันทำงานกลางดึก

นึกว่า โจรเข้าบ้าน ที่แท้ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ขยันทำงานกลางดึกไม่ว่าใครก็ต้อง ตกใจกลัวกันทั้งนั้นเมื่อนอนหลับอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกุกกักๆ!!!ใครที่สามารถ ทำใจปล่อยวาง แล้ว นอนหลับต่อได้เราคงต้อง ปล่อยเขาไป555ยาน่า ซิดเนอร์ หญิงอเมริกันในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาเล่าว่า เธอและลูกสาววัย 2 ขวบตกใจตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะได้ยินเสียงดังกึกกักๆ ที่ดังมาจากข้างล่างตอนนั้นประมาณตีหนึ่ง ฉันได้ยินเสียงบูม บูม บูม ซิดเนอร์เล่าให้สถานีโทรทัศน์ KOVR-TV ฟังและว่าเธอจึงส่งข้อความไปหาเพื่อนๆฉันเท็กซ์บอกเพื่อนๆว่า น่าจะมีคนแอบเข้ามาในบ้านฉันเพื่อนๆก็บอกให้ โทรแจ้งตำรวจฉันก็นึกได้ว่า เออ ต้องโทรแจ้งตำรวจ ซิดเนอร์เล่าว่า เธอโทรศัพท์แจ้ง 911 ที่ส่งเจ้าหน้าที่มาที่บ้านเธอโดยเจ้าหน้าที่งัดประตูหน้าบ้านเข้ามาจากนั้น เธอก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ หัวเราะดังลั่นหลังจากเห็น หุ่นยนต์ดูดฝุ่นกำลังทำงาน!!!ซิดเนอร์บอก เธอเก็บหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ไว้ที่ใต้บันไดมาเกือบ 2 ปีและไม่รู้เลยว่า ลูกชายหยิบเปิดใช้งาน เพราะขี้เกียจทำงานบ้าน555

แอลจีส่งนวัตกรรมหุ่นยนต์ดูดฝุ่น LG HOM-BOT รุ่นใหม่ ชูฟีเจอร์ถูพื้นอัจฉริยะ เชื่อมต่อแอพ LG ThinQ
อ่าน

แอลจีส่งนวัตกรรมหุ่นยนต์ดูดฝุ่น LG HOM-BOT รุ่นใหม่ ชูฟีเจอร์ถูพื้นอัจฉริยะ เชื่อมต่อแอพ LG ThinQ

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ยกระดับนวัตกรรมการทำความสะอาดบ้าน เปิดตัว LG HOM-BOT หุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ โดดเด่นด้วยฟีเจอร์ Smart Water Mop ระบบดูดฝุ่นและถูพื้นในขั้นตอนเดียว เพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดด้วยแปรงดูดฝุ่นออกแบบเพื่อลดปัญหาเส้นผมหรือขนสัตว์เข้าไปพันในหัวแปรง พร้อมเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น LG ThinQ ผ่านสมาร์ทโฟน ผู้ใช้สามารถสั่งงานเปิด-ปิด ควบคุม และติดตามการทำงานของ LG HOM-BOT ได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งยังตั้งค่าให้ทำความสะอาดตามวันและเวลาที่ต้องการล่วงหน้า บันทึกการทำความสะอาดที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถบริหารจัดการเวลาได้ดียิ่งขึ้น พร้อมโปรแกรม Smart Diagnosis เพื่อตรวจสอบความผิดปกติเบื้องต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยตนเอง ฟีเจอร์ดูดฝุ่นและถูพื้นในขั้นตอนเดียว Smart Water Mop ไฮไลท์สำคัญของ LG HOM-BOT รุ่นใหม่คือฟีเจอร์ดูดฝุ่นและถูพื้นในขั้นตอนเดียว หรือ Smart Water Mop โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพการทำความสะอาดอย่างเหนือชั้น เนื่องจากสามารถดูดฝุ่นควบคู่กับการถูพื้นในเวลาเดียวกัน จึงประหยัดเวลาในการทำความสะอาดบ้าน โดยเครื่องจะมีระบบปล่อยน้ำลงบนผ้าถูพื้นใต้เครื่องเพื่อทำความสะอาด ในขณะที่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นกำลังเคลื่อนตัวไปยังพื้นที่จุดต่างๆ เท่านั้น ลดปัญหาการปล่อยน้ำออกมาในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ยกระดับการทำความสะอาดบ้านให้มีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น ยกระดับการทำความสะอาดบ้านโดยหมดปัญหาเส้นผมพันหัวแปรง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น LG HOM-BOT มาพร้อมแปรงดูดฝุ่นที่ถูกออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อลดปัญหาเส้นผม หรือขนสัตว์ติดในหัวแปรง โดย LG HOM-BOT จะเริ่มทำงานด้วยการใช้แปรงกวาดและดูดฝุ่นผง เส้นผม และขนสัตว์ จากพื้นเข้าไปในตัวเครื่อง ซึ่งหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ของแอลจีถูกออกแบบให้รองรับการทำความสะอาดพื้นได้หลากหลายประเภท สิ่งสกปรกต่างๆ รวมถึงเส้นผมและขนสัตว์เลี้ยงจะถูกดูดไปไว้ที่แกนกลางของแปรงดูดฝุ่นและส่งต่อไปยังถังเก็บฝุ่นด้วยแรงดูดที่ทรงพลัง ซึ่งทำงานร่วมกับหัวแปรงดีไซน์เฉพาะที่ช่วยป้องกันเส้นผมติดในหัวแปรงดูดฝุ่นได้อย่างหมดจด อำนวยความสะดวกรอบด้านด้วยการเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่น LG ThinQ แอลจีตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัลด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อหุ่นยนต์ดูดฝุ่นเข้ากับแอพพลิเคชั่น LG ThinQ ผ่าน Wi-Fi บนสมาร์ทโฟน เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการเวลาที่ใช้ไปกับการทำความสะอาดบ้านอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมสั่งงาน และติดตามการทำงานได้อย่างอิสระทุกที่ทุกเวลา การตั้งค่าให้ LG HOM-BOT ทำความสะอาดบ้านในวันและเวลาที่ต้องการได้ล่วงหน้า รวมถึงฟีเจอร์การบันทึกการทำความสะอาดบ้านที่สามารถแสดงพื้นที่ภายในบ้านในรูปแบบแผนที่และระบุได้ว่าพื้นที่ส่วนใดได้ถูกทำความสะอาดไปแล้ว นอกจากนี้ โปรแกรม Smart Diagnosis ยังช่วยให้ตรวจสอบความผิดปกติเบื้องต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยตัวเองได้อีกด้วย หุ่นยนต์ดูดฝุ่น LG HOM-BOT รุ่นใหม่พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ณ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของแอลจี และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป โดยมีตัวเลือกทั้งหมด 2 รุ่น ประกอบด้วยรุ่นที่มาพร้อมฟีเจอร์ดูดฝุ่นและถูพื้นในขั้นตอนเดียว (Smart Water Mop) สีเทาเงิน (Iron Gray) ราคา 24,990 บาท และรุ่นพื้นฐาน สีแดง ราคา 19,990 บาท รวมสิทธิส่งเสริมคุณภาพชีวิต เกาะติดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทันเรื่องราวกระแสสังคม สัมผัสประสบการณ์ข่าวได้ที่ แอปพลิเคชัน ทรูไอดี (ดาวน์โหลดเลยที่นี่!!)

โรโบร็อก เอส6 แม็กซ์วี หุ่นยนต์ดูดฝุ่นแรง-ฉลาดหลบ
อ่าน

โรโบร็อก เอส6 แม็กซ์วี หุ่นยนต์ดูดฝุ่นแรง-ฉลาดหลบ

โรโบร็อก เอส6 แม็กซ์วี - การทำความสะอาดในยุคโควิด-19 ระบาดและฝุ่นละเอียดยังฟุ้งอยู่เป็นระยะ ต้องอาศัยความขยันและอุปกรณ์ที่เพิ่มความสะดวกสบายด้วย หุ่นดูดฝุ่น เอส 6 แม็กซ์วี เป็นผลิตภัณฑ์ที่หวังจะครองใจผู้บริโภคในยุคนี้ จากการผลิตของค่ายโรโบร็อก สหรัฐ อเมริกา ผนึกทีมกับบริษัทเสี่ยวหมี่ ประเทศจีน เป็นแนวร่วมพันธมิตรพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นดูดฝุ่นอัจฉริยะ เว็บไซต์แอนดรอยด์อูธอริตี ผู้ทดสอบการใช้งาน นำประสบการณ์การใช้งานมาให้อ่านกันเริ่มจากรายละเอียดว่า โรโบร็อก เอส 6 แม็กซ์วี (Roborock S6 MaxV) เป็นหุ่นยนต์ปัดกวาดและดูดฝุ่นอัจฉริยะเครื่องแรกที่ได้รับการติดตั้งเซ็นเซอร์ไลดาร์ (LIDAR) และกล้องคู่ ที่เรียกว่า สเตอริโอ คาเมร่า ช่วยยกระดับศักยภาพรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวนำไปสู่การเคลื่อนที่ วางแผนทำความสะอาด และหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ได้ดีกว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นก่อนๆ ออกแบบสวย พู่กวาดฝุ่น ปุ่มควบคุม ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ของเอส 6 แม็กซ์วี ยังพัฒนามาอย่างดีในการรับรู้ถึงสิ่งกีดขวางหลายชนิด อาทิ สายไฟ รองเท้า ถ้วยกาแฟ รวมถึงมูลสัตว์ด้วย สำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงเพื่อนรักในบ้าน หุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ทางค่ายโรโบร็อกร่วมมือกับค่ายควอลคอมม์ ผู้พัฒนาชิพประมวลผล (SoC) ชื่อดังในสหรัฐ ออกแบบชิพพิเศษรุ่น APQ8053 Lite มาเป็นมันสมองให้กับเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ ช่วยให้การวิเคราะห์ภาพต่างๆ ทำได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าหุ่นรุ่นก่อนๆเพราะผ่านฐานข้อมูลหลักในตัวหุ่นเองด้วยเทคโนโลยี Vision Intelligence 100 Platform ของค่ายควอลคอมม์ ไม่ต้องอาศัย การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลคลาวด์ เทคโนโลยีนี้ในอนาคตอาจถ่ายทอดภาพที่หุ่นมองเห็นผ่านสมาร์ตโฟนของผู้ใช้ได้ด้วย ช่วยเพิ่มประโยชน์ให้กับหุ่นดังกล่าวใช้เป็นโดรนลาดตระเวนภาคพื้นดินเวลาที่เจ้าของบ้านต้องการสำรวจบ้านตัวเองขณะไม่อยู่บ้าน หรือเป็นหุ่นโดรนคอยตรวจตราความเคลื่อนไหวตอนกลางคืน และแจ้งเตือนผู้ใช้หากพบความผิดปกติ ถังน้ำ ถังเก็บฝุ่นพร้อมฟิลเตอร์ การออกแบบภายนอกของ S6 MaxV ยังคงเอกลักษณ์ความเรียบหรูไว้เช่นเดิม และมีขอบยางด้านข้างเครื่องเพื่อกันเครื่องเป็นรอยจากการชนกระแทก แต่มีเพียงสีเดียว คือ สีดำ ไม่เหมือนกับรุ่นก่อนๆ ที่มีสองสี ได้แก่ ดำ และขาว ความแตกต่าง ความแตกต่างระหว่างรุ่นก่อนหน้า (S5 Max) กับรุ่นล่าสุดอย่าง S6 MaxV คือ กล้องคู่ ทำให้หุ่นเสมือนมีรูปแบบการมองเห็นแบบเดียวกับมนุษย์ (V คือ Visual แปลว่า ภาพ) ทำให้สามารถคำนวณระยะห่างได้แม่นยำมากขึ้น ผลลัพธ์คือหุ่นดูดฝุ่นที่เฉลียวฉลาดกว่าก่อน นอกจากนี้ S6 MaxV มีประสิทธิภาพด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นกว่ารุ่นก่อนด้วย ได้แก่ แรงดูด 2,500 นิวตันต่อตารางเมตร หรือปาสคาล (Pa) ถังเก็บฝุ่นความจุ 460 มิลลิลิตร ถังเก็บน้ำ 300 ม.ล. ขนาดแบตเตอรี่ 5,200 มิลลิแอมป์ชั่วโมง (mAh) ระยะเวลาการใช้งาน 180 นาที แรงดันมอเตอร์ไฟฟ้า 66 วัตต์ เสียงในโหมดสมดุล 67 เดซิเบล (dB) เสียงในโหมดเงียบอยู่ที่ 64 dB สนนราคาที่ 749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 25,000 บาท นับว่า S6 MaxV มีแรงดูดเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทั้งยังมีระยะเวลาการใช้งานที่มากกว่าถึง 1 ชั่วโมงทั้งที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงกว่า รวมถึงความสามารถในการจดจำห้องต่างๆ ได้สูงสุด 4 ห้องด้วย ทั้งนี้ 1 นิวตันเท่ากับปริมาณของแรงที่ทำให้วัตถุมวล 1 กิโลกรัม เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่ง 1 เมตรต่อวินาทียกกำลังสอง ในทิศทางเดียวกันกับทิศทางของแรง มีสัตว์เลี้ยงมั้ยมีสัตว์เลี้ยงมั้ย สําหรับกระบวนการติดตั้งทั้งหมดใช้เวลาราว 10 นาที เริ่มตั้งแต่การประกอบถังเก็บฝุ่น และพู่กวาดฝุ่นเข้ากับหุ่น เติมน้ำใส่ถังเก็บน้ำ แล้วสอดผ้าเช็ดพื้นเข้าไปใต้หุ่น จากนั้นจึงนำฐานชาร์จไฟของหุ่นไปเสียบปลั๊ก วางฐานให้ห่างจากมุมห้องประมาณครึ่งเมตรก็เป็นอันเสร็จสิ้น ต่อมาเป็นการเชื่อมต่อหุ่นเข้ากับสมาร์ตโฟน ผู้ใช้สามารถใช้แอพพลิเคชั่น Roborock หรือ Mi Home ก็ได้ สนับสนุนทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์จากกูเกิ้ล และไอโอเอสจาก แอปเปิ้ล ขั้นตอนนั้นง่ายดายเพียงแค่เปิดฝาของด้านบนของหุ่นแล้วกดปุ่มสองข้างของปุ่มเปิด-ปิดแช่ไว้จนได้ยินเสียงว่า resetting Wi-Fi จากนั้นจะมีไฟสีฟ้ากะพริบบริเวณเซ็นเซอร์ LIDAR ผู้ใช้ก็สามารถเปิดแอพฯ และจิ้มเครื่องหมาย + แล้วปฏิบัติตามขั้นตอนที่แอพฯแจ้งก็เชื่อมต่อหุ่นกับแอพฯ ได้ทันที อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้จะต้องเชื่อมต่อหุ่นเข้ากับ Wi-Fi ที่บ้านโดยต้องเป็นแบบคลื่น 2.4 กิกะเฮิร์ตซ์ (GHz) ซึ่งเป็นคลื่นทั่วไปของเราเตอร์ไร้สายอยู่แล้ว ไม่รองรับคลื่นแบนด์วิธสูงอย่าง 5 GHz หลังการเชื่อมต่อสมบูรณ์ทั้งหมดแล้ว ระบบจะถามคำถามที่สำคัญมากต่อผู้ใช้ คือ คุณมีสัตว์เลี้ยงในบ้านหรือไม่ หากเลี้ยงในบ้าน และยิ่งชอบถ่ายของเสียเรี่ยราด หรืออ้วกอาหารทิ้งไว้ตามพื้นแล้วล่ะก็ แนะนำให้ตอบว่า มี โรเตอร์กวาดฝุ่น และล้อ การที่ตอบว่า มี จะส่งผลให้หุ่นเปิดระบบการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมที่มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อหลบหลีกของเสียเหล่านี้จากสัตว์เลี้ยง มิฉะนั้นอาจเจองานหยาบของจริง (นึกสภาพหุ่นลากอึของเพื่อนรักละเลงไปทั่วบ้านสิ) การใช้งานผู้ใช้จำเป็นต้องจัดแจงเตรียมพื้นบ้านสักเล็กน้อยเสียก่อนเพื่อประสิทธิภาพในการทำความสะอาดสูงสุดและราบรื่นของหุ่น เช่น การสร้างพื้นที่ว่าง และกำหนดพื้นที่ที่จะให้หุ่นทำความสะอาด หรือไม่ให้เข้าไปจุ้นจ้าน ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน่าพอใจ มีความสะอาดอยู่ในระดับเดียวกับการกวาดและถูด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ระบบการหลบหลีกสิ่งกีดขวางและวัตถุอย่างถ้วยกาแฟกระดาษ หรือถุงเท้าบนพื้น ก็สามารถทำได้ดีเยี่ยม เปรียบเทียบกับหุ่นดูดฝุ่นรุ่นก่อนๆ หรือจากค่าย อื่นๆ ไม่พบปัญหาการกินม่าน กินสายไฟ ตายคาพรม หรือหายสาบสูญไปตามใต้ชั้นวาง ตั่ง เตียงต่างๆ ถือว่าน่าประทับใจมาก (รวมทั้งการหลบหลีกของเสียของเพื่อนรักในบ้านด้วย) ด้านการดูแลบำรุงรักษา ได้แก่ การนำถังใส่ฝุ่นไปเททิ้ง ฟิลเตอร์มาตรฐาน E11 สามารถจับฝุ่นได้ถึงร้อยละ 95 โดยตัวหุ่นมีสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่า ส่วนใดที่ต้องการการบำรุงรักษา เช่น ถังเก็บน้ำ ถังเก็บฝุ่น ผ้าถูพื้น เป็นต้น ใต้หุ่น คริส คาร์ลอน ผู้ทดสอบ กล่าวว่า S6 MaxV สามารถทำความสะอาดอพาร์ตเมนต์ได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยแรงดูดมากถึง 2,500 Pa อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่มีบ้านหลังใหญ่และเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก โดยเฉพาะพรมอาจพบปัญหาบ้างหากพรมค่อนข้างหนา แรงดูดระดับนี้อาจไม่เพียงพอ ข้อเสียที่พบจากการใช้งาน คือ การถูพื้นที่อาจไม่สม่ำเสมอเนื่องมาจากผ้าที่อยู่ใต้ท้องของหุ่นเริ่มขาดความชุ่มชื้น แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการนำผ้าผืนดังกล่าวไปชุบน้ำบิดให้หมาดแล้วค่อยใส่เข้าไป จะดีกว่ารอน้ำซึมลงมาจากถังเก็บน้ำของหุ่น ขณะที่การใช้หุ่นนั้นสามารถกำหนดรายละเอียดได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่หวงห้าม พื้นที่ห้ามถู ไปจนถึงการปรับระดับแรงดูด และเสียงในแต่ละพื้นที่ด้วย คาร์ลอนมองว่าหุ่น Roborock S6 MaxV ถือเป็นหุ่นทำความสะอาดพื้นระดับพรีเมียม เนื่องจากราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง S5 Max และ S4 ดังนั้นผู้ใช้จำเป็นต้องพิจารณาถึงความจำเป็นส่วนตัวที่ต้องการใช้ฟีเจอร์ใหม่ๆ มาประกอบการตัดสินใจ แม้จะยังไม่ถือว่าสมบูรณ์แบบจนไม่ต้องลงมือทำอะไรด้วยตัวเองเลยก็ตาม แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงมากแล้ว หากต้องการเพียงหุ่นดูดฝุ่นที่ช่วยปัดกวาดถูพื้นทั่วไป และไม่มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน แนะนำเป็นรุ่นก่อนหน้าอย่าง S5 Max สนนราคาที่ 350 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 11,000 บาท จะคุ้มเงินกว่า แม้จะไม่มีเทคโนโลยีไฮเทคเท่า และแรงดูดเพียง 2,000 Pa แต่หากมีสัตว์เลี้ยงในบ้านและมีปัญหาของเสียเรี่ยราดแล้วล่ะก็ S6 MaxV จะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาด สำหรับในประเทศไทย มีตัวเลือกที่ใกล้เคียงและคุ้มเงินกว่า เป็นเสี่ยวหมี่ โรโบร็อก เอส 6 (Xiaomi Roborock S6) ซึ่งมีรูปร่างภายนอกแทบจะไม่แตกต่างจาก S6 MaxV โดยมีเทคโนโลยีนำทางด้วยเลเซอร์เช่นเดียวกันด้วย LIDAR LDS แต่ไม่มีกล้องคู่ และมีแรงดูด 2,000 Pa สนนราคาที่ 14,900 บาท วางจำหน่ายแล้ว Roborock S6 MaxV เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนกับเทคโนโลยีทำความสะอาดล่าสุด เพราะหุ่นดูดฝุ่นส่วนใหญ่นั้นทำความสะอาดได้ในเกณฑ์ดีอยู่แล้วและราคาถูกกว่ามาก บางยี่ห้อนั้นมีความโดดเด่นเรื่องการรับรู้สภาพแวดล้อม การหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ไปจนถึงแรงดูดมหาศาล แต่ผู้ที่ตัดสินใจซื้อหุ่นทำความสะอาด รุ่นนี้ไป ถึงจะลงทุนมากหน่อย แต่รับรองว่า ไม่ผิดหวังแน่นอน Roborock S6 MaxV มีกำหนดวางจำหน่ายที่สหรัฐอเมริกาในไตรมาสที่สองของปีนี้ จันท์เกษม รุณภัย

PTTGC สุดล้ำ AI ดันกำไร อัพอีบิทดา 300 ล้านดอลล์
อ่าน

PTTGC สุดล้ำ AI ดันกำไร อัพอีบิทดา 300 ล้านดอลล์

#PTTGC #ทันหุ้น - PTTGC โชว์แผนสุดไฮเทค นำเทคโนโลยีดิจิทัลยกประสิทธิภาพครบสูตรทั้งซัพพลายเชน มั่นใจอัพอีบิทดาเพิ่ม 300 ล้านดอลลาร์ โชว์เบื้องต้นใช้ AI โรงไฮโดรเจนเพิ่มอีบิทดาได้ถึง 2 หลัก เดินหน้าขยายสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ปรับแผนใช้เอไอแบบไม่รู้จบ มองซัพพลายตะวันออกกลางลดลง ส่วนจีนเชื่อไม่เพิ่มไปกว่านี้ นายพรศักดิ์  มงคลตรีรัตน์  ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัทที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิเช่น AI, Robot , Cloud Computing, IoT เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การวางแผน การผลิต ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำตลาด รวมถึงปรับกระบวนการทำงาน  เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับโลก ซึ่งเป็นการดำเนินแนวทาง Holistic Optimization ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวมของ GC  เทคโนโลยีดิจิทัล  โดยมีเป้าหมายการสร้างการเติบโตกำไร EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) เพิ่มขึ้นสะสมให้ได้ถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2568 โดยมีหลักการ 3 Smart ประกอบด้วย 1. Smart Operations การใช้ดิจิทัลเพิ่มขีดความสามารถโรงงานให้ทำงานได้แบบ Real-Time ตลอดเวลา 2. Smart Sales and Marketing การยกระดับการขายทั้งในมิติด้านราคาและปริมาณ และ 3. Smart Office การปรับปรุงกระบวนการทำงานหรือ Work Process ให้กระชับ ฉับไว และมีประสิทธิภาพสูงสุด@สุดล้ำนำเทคเพิ่มกำไรในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาวัตถุดิบ โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของตลาดและสภาพของโรงงาน เพื่อคัดเลือกวัตถุดิบหรือน้ำมันดิบที่มีความเหมาะสมที่สุดจากที่มีอยู่หลายร้อยประเภททั่วโลก นอกจากนี้บริษัทยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สำหรับการซ่อมบำรุงอัจฉริยะ โดยใช้ข้อมูลการเดินเครื่องจักรที่สะสมมากว่า 30 ปี มาสอน AI ให้เรียนรู้สภาวะของเครื่องจักร ทำให้บริษัทช่วยวิเคราะห์การซ่อมบำรุงได้แม่นยำว่าควรซ่อมจุดไหนและเมื่อใด ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดเวลาการหยุดเดินเครื่องรวมถึงการใช้ AI Vision เป็น "ดวงตาอัจฉริยะ" ตรวจสอบความสะอาดของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดที่เกินความจำเป็น ตลอดจนการนำหุ่นยนต์และโดรนมาใช้ตรวจสภาพท่อในที่สูง เพื่อลดการตั้งนั่งร้าน ลดการใช้แรงงานคน และเพิ่มความปลอดภัยให้กับพนักงานไม่เพียงเท่านั้นยังนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ว่าลูกค้าต้องการสินค้าประเภทใด และข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังระบบวิเคราะห์เพื่อคัดเลือกวัตถุดิบและวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกัน เพื่อสร้างสรรค์สินค้าชนิดใหม่ๆ ที่ตรงใจลูกค้าและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้"บริษัทประสบความสำเร็จในการนำระบบ Intelligent Hydrogen Network มาใช้บริหารจัดการโรงงานผลิตไฮโดรเจน โดยระบบจะสั่งการให้โรงงานที่มีต้นทุนต่ำที่สุดผลิตไฮโดรเจนให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า เพื่อลดการสูญเสียและไม่มีไฮโดรเจนเหลือทิ้ง  และบริษัทมีแผนจะนำแนวคิด Plant Wide Optimization นี้ไปขยายผลต่อในกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ เช่น เอทิลีน และโพรพิลีน ในลำดับถัดไป"ทั้งนี้ในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นการเริ่มต้นดำเนินโครงการบริษัทประสบความสำเร็จในการเพิ่มอิบิทด้าในรูปเงินดอลลาร์ได้เป็นตัวเลข 2 หลัก และจะมีการเติบโตเพิ่มมากขึ้นนายพรศักดิ์ ยอมรับว่า แผนในการลงทุนด้านเอไอนั้นจะเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และจะมีการปรับแผนเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีตลอดเวลา@ดีมานด์และแผนร่วมทุนสำหรับสถานการณ์ดีมานด์และซัพพลายของตลาดสินค้าเคมีภัณฑ์ยอมรับว่ามีปริมาณสินค้า (Supply) ไหลเข้ามาในตลาด แต่เชื่อว่าปริมาณสินค้าจากจีนจะไม่เพิ่มสูงไปกว่านี้ ส่วนตะวันออกกลางกลับลดลง ขณะที่ปริมาณความต้องการก็เริ่มขยับตัวสูงขึ้นแล้วเช่นกัน ซึ่ง PTTGC วางแผนรับมือแล้ว ส่วนความคืบหน้าโครงการร่วมทุน (JV) กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC  ซึ่งเมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างกันไปแล้ว ปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการศึกษา โดยมีความเป็นไปได้ที่จะนำเทคโนโลยี AI และแนวคิดการเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้ไปปรับใช้ร่วมกัน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

ROCTECลุ้นรายได้ปีนี้3.9พันลบ. เดินหน้ารุกAI-โรโบเทคต่อยอดเพิ่ม
อ่าน

ROCTECลุ้นรายได้ปีนี้3.9พันลบ. เดินหน้ารุกAI-โรโบเทคต่อยอดเพิ่ม

#ROCTEC #ทันหุ้น - ROCTEC ปักหมุดปีนี้รายได้โตเป็นราว 3.6-3.9 พันล้านบาท งานเรียงคิวเพียบ-ธุรกิจสื่อนอกบ้านหนุน พร้อมเดินเกมชิงงานระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งใน-ต่างประเทศเต็มพิกัด หวังอัพ Backlog จากเดิมกว่า 1 พันล้านบาท จับมือพาร์ตเนอร์ไต้หวัน ลุยปั้นระบบ  AI Smart Home Assistant อัพช่องรับทรัพย์ บิ๊ก “เว่ย แซม แลม“ เปรยอยู่ระหว่างศึกษาโมเดลโรโบเทค ชี้เป็นโอกาสต่อยอดงานระบบความปลอดภัยเพิ่มนายเว่ย แซม แลม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ บริษัท ร็อคเทค โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ ROCTEC เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้งวดบัญชีปี 2570 (เม.ย.69 - มี.ค.70) จะอยู่ที่ประมาณ 3.6 -3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ราว 3.46 พันล้านบาท เพราะธุรกิจมีงานในมือ (แบ็กล็อก) ที่รอรับรู้อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีโอกาสได้รับโครงการใหม่ๆ เข้ามาในงวดปีนี้เพิ่มเติมทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ ROCTEC แบ่งเป็น กลุ่มงานระบบครบวงจร อาทิ งานระบบสื่อสารสำหรับขนส่งทางราง ระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายข้อมูล ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ คิดเป็นตัวเลขราว 83% ส่วนที่เหลือมาจากกลุ่มธุรกิจบริหารจัดการและให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้าน*รุกสอยงานระบบเพิ่มขณะที่บริษัทมี Backlog ในปัจจุบันจากกลุ่มงานระบบครบวงจร อาทิ งานบำรุงรักษา (Maintenance) , การอัปเกรดระบบจากเวอร์ชันเดิม ฯลฯ คิดเป็นมูลค่าอยู่มากกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งคาดจะสามารถรับรู้รายได้เกือบทั้งหมดในงวดปีนี้ และอาจจะบางมีบางส่วนต่อเนื่องในปีถัดไป รวมทั้งทาง ROCTEC มีแนวทางเข้าประมูลโครงการใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศต่อเนื่อง เพื่อเสริมรายรับในอนาคตอย่างไรก็ดี บริษัทยังเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว จึงได้มีการร่วมมือกับพาร์ตเนอ์จากไต้หวัน เพื่อพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับโครงการที่อยู่อาศัย (AI Smart Home Assistant) เพิ่มเติม หลังช่วงที่ผ่านมาทางพาร์ตเนอร์รายดังกล่าวได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Customer Service) ในรถไฟฟ้า (MTR) ฮ่องกง และได้รับคว้ารางวัลเหรียญทองจากงานสิ่งประดิษฐ์นานาชาติที่กรุงเจนีวา ซึ่งบริษัทมอง AI Smart Home Assistant จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าไปงานทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเติม ซึ่งงานในส่วนนี้จะช่วยสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอให้กับบริษัทในอนาคต รวมทั้งยังจะกลายเป็นปัจจัยช่วยผลักดันให้ภาพรวมกลุ่มกลุ่มงานระบบครบวงจรเติบโตมากขึ้นต่อไป*เล็งโมเดล “โรโบเทค” ต่อยอดนอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจากับทางพาร์ตเนอร์จากในประเทศจีน เพื่อขยายฐานธุรกิจในส่วนของวิทยาการหุ่นยนต์ หรือ โรโบเทค ซึ่งเบื้องต้นคงจะเป็นในลักษณะการนำเข้าหุ่นยนต์ตรวจการณ์ (Security Patrol Robot) ทั้งในรูปแบบหุ่นยนต์สุนัข (Robot Dog) และ Humanoid จากประเทศจีน เพื่อมาใช้ในงานรักษาความปลอดภัยตามหมู่บ้าน โรงงาน หรือพื้นที่เสี่ยงอันตรายแทนกำลังพล หวังช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ในประเทศให้กับ ROCTEC ในอนาคตอีกทางหนึ่ง (ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน)“ไม่เพียงเท่านั้นในแง่โครงการขนาดใหญ่อย่าง สนามบินอู่ตะเภา และ Airport City นั้นบริษัทได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะที่ปรึกษา (Consultant) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ICT และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งถือเป็นอัพไซด์สำคัญในอนาคตเมื่อโครงการเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเพิ่มเติมด้านกลุ่มธุรกิจบริหารจัดการและให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้าน ปัจจุบันทาง ROCTEC ถือเป็นผู้นำด้าน Digital Display ในฮ่องกง โดยครองส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) กว่า 50% ในสถานีรถไฟฟ้าฮ่องกง รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการจอภาพดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยจำนวนมากกว่า 20,000 จอ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ได้เปรียบด้านการบริหารจัดการต้นทุน (Economy of Scale) และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ให้บริษัทได้อย่างสม่ำเสมอและสนับสนุนการเติบโตของรายได้ปีนี้อีกทางหนึ่งด้วย

ไต่ระทึก ตึกนรก
ดู

ไต่ระทึก ตึกนรก

ส่วนลด 5% สําหรับงานบริการรายครั้ง สําหรับลูกค้าปัจจุบัน ใช้ 0 ทรูพอยท์
สิทธิพิเศษ

ส่วนลด 5% สําหรับงานบริการรายครั้ง สําหรับลูกค้าปัจจุบัน ใช้ 0 ทรูพอยท์

ประหยัดเริ่มต้น ฿50.00 ที่ ฟิกซิ ลูกค้าทรูใช้ 0 ทรูพอยท์ รับส่วนลด 5% ส่วนลดสําหรับงานบริการรายครั้ง สําหรับลูกค้าปัจจุบันสามารถใช้ได้กับบริการที่เข้าร่วมรายการ ดังต่อไปนี้1.บริการแม่บ้านทําความสะอาด2.บริการล้างแอร์ทุกประเภท3.บริการกําจัดไรฝุนบนทีนอน-โซฟา4.ล้างเครืองซักผ้าฝาหน้า/ฝาบน/เครืองอบ5.บริการกําจัดคราบเปอนทีนอน-โซฟา6.บริการล้างบ่อดักไขมัน7.บริการฉีดพ่นนายาฆ่าเชือ พืนที 100 ตร.ม.8.บริการซักพรม พืนที 5 ตร.ม.9.บริการซักผ้าม่าน พืนที 5 ตร.ม. เงื่อนไข 1. จํากัด 1 สิทธิ ต่อบัญชี ตลอดแคมเปญ 2. สามารถใช้รหัสส่วนลดได้ตังแต่วันที 20 มีนาคม 2026 - 31 ธันวาคม 2026 3. สามารถใช้รหัสส่วนลดผ่านทางแอปพลิเคชัน Fixzy , line official : @fixzy หรือ ผ่านทาง Website https://www.fixzy.net/ ได้ 4. สามารถเลือกวันให้ช่างเข้าให้บริการได้ถึงวันที 7 มกราคม 2027 5. หากมีการยืนยันการซื้อบริการแล้ว จะไม่สามารถขอคืน เงินได้ 6. ไม่สามารถเปลี่ยนเปนเงินสดหรือเครดิตได้ ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม กรุณาตรวจสอบเงื่อนไขให้ละเอียดก่อนทําการจอง 7. กรุณาตรวจสอบพื้นที่ก่อนจองบริการ 8. หากมีการนัดหมายแล้ว และผู้ให้บริการเข้าตามนัด แต่ไม่สามารถให้บริการได้เนื่องจากผู้ใช้บริการหรือสถานที่ไม่พร้อมบริการ จะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่ม 535 บาท (รวม VAT) 9. กรุณานัดล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วัน 10. เงื่อนไขเป็นไปตามทีบริษัทฯ กําหนด 11. หากมีข้อสงสัยใดๆกรุณาโทรสอบถามก่อนจองบริการทุกครั้ง ติดต่อ Fixzy ได้ที่ แอดไลน์ @Fixzy ในเวลาทําการ จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.30-18.00 น

5 แป้งฝุ่นกระป๋อง ทาหน้า ยี่ห้อไหนดี 2026 ซื้อง่ายในเซเว่น ราคาหลักสิบ แต่เนียนกริ๊บ!
อ่าน

5 แป้งฝุ่นกระป๋อง ทาหน้า ยี่ห้อไหนดี 2026 ซื้อง่ายในเซเว่น ราคาหลักสิบ แต่เนียนกริ๊บ!

แจกลิสต์ 5 แป้งฝุ่นกระป๋อง ทาหน้า ยี่ห้อไหนดี 2026 ซื้อง่ายในเซเว่น พกง่าย เติมสะดวกสุดๆ ค่ะที่สำคัญราคาน่ารักแค่หลักสิบ แต่หน้าผ่องแถมเนียนกริ๊บ! จะพกไว้ทัชอัพเครื่องสำอางระหว่างวัน หรือจะใช้ช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ก็ช่วยคุมความมันได้ดี ไม่ทำให้หน้าหยือหน้าหยาเพราะเมคอัพไหลเยิ้ม ใน 7-Eleven จะมี แป้งฝุ่นกระป๋อง ทาหน้า ยี่ห้อไหน สูตรอะไรที่น่าใช้บ้าง เราคัดมาให้แล้ว 5 ยี่ห้อสุดฮิต สาวๆ ไปช้อปตามกันเลยค่ะ 1. แป้งฝุ่นกระป๋อง ทาหน้า Sasi Acne Sol Loose Powder สาวหน้ามันต้องเลิฟตัวนี้ เพราะเป็นแป้งฝุ่นที่ทำมาเพื่อคนเป็นสิวแบบจริงจัง เนื้อแป้งคือละเอียด บางเบา ปัดแล้วหน้าแมตต์กำลังดี ไม่หนา ไม่โบ๊ะ แถมช่วยคุมมันให้หน้าไม่เยิ้มระหว่างวันด้วยนะคะ ใครพ่วงปัญหาผิวแพ้ง่ายด้วยก็ยังยิ้มได้ เพราะตัวนี้ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีน้ำหอม และไม่มีพาราเบน แถมยังใส่ตัวช่วยเรื่องสิวมาให้ด้วย ทั้ง Salicylic Acid และ Tea Tree Oil ที่ขึ้นชื่อเรื่องดูแลผิวเป็นสิวอยู่แล้ว ยังไม่พอค่ะ ยังมี Cica (ใบบัวบก) ที่ช่วยปลอบประโลมผิว ลดความระคายเคืองอีกต่างหาก ถ้าจะบอกว่าตัวนี้เหมือนแป้งกับสกินแคร์จับมือกันเพื่อคนหน้ามันเป็นสิวง่ายก็คือไม่เกินจริง! ขนาด 50g ราคาประมาณ 35 บาท 2. แป้งฝุ่นกระป๋อง ทาหน้า Ponds Watermelon Fresh Bright เป็นอีกตัวที่เหมาะกับอากาศร้อนๆ ของไทยมาก เพราะช่วยให้ผิวดูสดชื่นขึ้นแบบพอดี ไม่หนักหน้า เนื้อแป้งละเอียดและบางเบา เกลี่ยง่าย ใช้แล้วผิวดูเรียบขึ้นและหน้ายังดูสว่างขึ้นเล็กน้อยด้วย เหมาะกับวันที่อยากแต่งหน้าเบาๆ ใสๆ จุดเด่นคือมีคอลลาเจน พร้อมสารสกัดจากแตงโมและวิตามินอีที่ช่วยคงความชุ่มชื้น ทำให้ผิวไม่แห้งเป็นขุยง่าย เวลาเติมระหว่างวันก็ไม่ค่อยเป็นคราบ ถ้าเป็นคนผิวผสมหรือหน้ามันบางช่วง แนะนำให้เน้นลงบริเวณ T-zone จะช่วยให้หน้าดูเนียนขึ้น ส่วนคนผิวแห้งก็ลงบางๆ ได้เพื่อเซ็ตกันแดดหรือเมคอัพให้ติดทนขึ้น เหมาะเป็นแป้งติดกระเป๋าอีกตัวเลยค่ะ ขนาด 50g ราคาประมาณ 49 บาท 3. แป้งฝุ่นกระป๋อง ทาหน้า De Leaf Thanaka Satin Smooth Translucent Powder แป้งฝุ่นเนื้อซาตินที่นุ่มละเอียดมาก เวลาแตะลงบนผิวจะให้ความรู้สึกนุ่มลื่น เบาสบายผิว ไม่คัน และไม่ทำให้รู้สึกหนักหน้า เหมาะมากกับวันที่ผิวอ่อนแอหรือระคายเคืองง่ายค่ะ เพราะใช้แล้วไม่รู้สึกอุดตันง่าย และไม่กระตุ้นให้สิวขึ้นเพิ่ม ใช้เซ็ตเมคอัพแล้วเนียนเป็นธรรมชาติ ได้ฟินิชลุคเป็นผิวเนียนๆ ที่ไม่แมตต์จนเกินไป ทำให้ยังดูเป็นธรรมชาติอยู่ไม่ดูลอยหรือดูโบ๊ะ ส่วนเรื่องคุมมันก็ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว ใครหน้ามันมากอาจต้องมีซับมีเติมนิดนึง แต่ถ้าผิวผสมคิดว่าเอาอยู่เลยล่ะค่ะ ขนาด 30g ราคาประมาณ 35 บาท 4. แป้งฝุ่นกระป๋อง ทาหน้า Bhaesaj Teen Powder UV Protection เป็นอีกตัวที่โดนป้ายยากันเยอะ เหมาะมากกับคนผิวมัน หน้าหมองง่าย เพราะช่วยดูดซับความมันส่วนเกินได้เริ่ดเลยล่ะค่ะ เนื้อแป้งเป็นโทนชมพู เนื้อแป้งละเอียดแต่น้ำหนักกำลังดี ทาแล้วไม่ฟุ้งกระจาย เกลี่ยง่าย แถมมีชิมเมอร์ติดมานิดๆ ทาแล้วหน้าดูไบรท์ขึ้น ส่วนกลิ่นหอมละมุนแนวกุหลาบผสมลิลลี่แต่ไม่ถึงกับฉุนจนเวียนหัวนะคะ จุดที่น่าสนใจคือมี Triclosan ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียที่เกี่ยวกับสิว และยังมี UV Protection ช่วยป้องกันรังสี UV ด้วยอีกต่างหาก คุณสมบัติจัดเต็มกับราคาเท่านี้คือคุ้มเว่อร์! ขนาด 50g ราคาประมาณ 13 บาท 5. แป้งฝุ่นกระป๋อง ทาหน้า PONDS Blurring Filler Translucent Facial Powder ตัวสุดท้ายที่เข้ารอบมาเพราะรีวิวดี หลายเสียงลงความเห็นว่าปัดแล้วผิวเหมือนใส่ฟิลเตอร์ แบบไม่ต้องพึ่งแอป ยกให้เป็นสายเบลอรูขุมขนตัวจริง เนื้อแป้งโปร่งแสง ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นทันทีด้วยเทคโนโลยี Soft Blur ช่วยเบลอรูขุมขนให้แลดูจางลงแบบเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคือ บางเบา ไม่ทำให้หน้าหนา ไม่วอก และเข้าได้กับทุกสีผิวไม่ทำให้หน้าเทาหรือสีรองพื้นผิดเพี้ยน ใช้เซ็ตเมคอัพหลังแต่งหน้าก็ดี หรือพกไว้ทัชอัพระหว่างวันก็สะดวกค่ะ และยังช่วยดูดซับความมันส่วนเกินให้หน้าดูแมตต์ขึ้นแบบพอดี ๆ โดยไม่ดึงความชุ่มชื้นจนผิวแห้งเป็นคราบ ใช้แล้วสบายหน้า ไม่รู้สึกอุดตันง่าย แถมกลิ่นหอมมาก เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่ต้องมีติดกระเป๋าไว้เลยค่ะ ขนาด 50g ราคาประมาณ 49 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ 8 แป้งฝุ่นบีบี ยี่ห้อไหนดี 2021 คุมมัน กันสิว หน้าเนียนใส ราคาไม่แรง 7 BB CC DD Cream ในเซเว่น กันแดด กันน้ำ สาดไม่หลุด สงกรานต์นี้ เอาอยู่! 7 แป้งกันน้ำ แป้งพัฟคุมมัน กันเหงื่อ ติดทน ไม่กลัวร้อน ไม่กลัวฝน!

10 เครื่องฟอกอากาศรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี 2569 ช่วยฟอกอากาศในรถ ลดฝุ่น PM2.5 ลดกลิ่นอับ
อ่าน

10 เครื่องฟอกอากาศรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี 2569 ช่วยฟอกอากาศในรถ ลดฝุ่น PM2.5 ลดกลิ่นอับ

ในปัจจุบัน มลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่ปิดอย่างภายในรถยนต์ การมี เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ ช่วยให้คุณได้รับอากาศที่สะอาด ลดฝุ่น ควัน กลิ่นไม่พึงประสงค์ และแบคทีเรีย แต่ควรเลือกเครื่องฟอกอากาศรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี? ในวันนี้เราได้รวบรวม 10 รุ่นแนะนำในปี 2569 พร้อมรีวิวจุดเด่นแต่ละรุ่น เพื่อช่วยให้คุณเลือกได้อย่างเหมาะสมและตรงตามความต้องการของคุณอย่างแท้จริง 10 เครื่องฟอกอากาศรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี 2569 1. Xiaomi Mijia Car Air Purifier คุ้มค่าด้วยฟังก์ชันครบครัน เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ ราคาไม่แพง แต่อาจต้องเปลี่ยนไส้กรองค่อนข้างบ่อย (ทุก 6-8 เดือน) ค่าไส้กรองประมาณ 590 บาท ราคา: 2,990 - 3,590 บาท จุดเด่น: ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Mi Home App ประสิทธิภาพ: กรองฝุ่น PM2.5 ได้ถึง 99.97% ฟีเจอร์พิเศษ: แสดงคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เหมาะสำหรับ: รถยนต์ทุกขนาด ผู้ชื่นชอบเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม 2. Philips GoPure แบรนด์น่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพสูง ไส้กรองทนทาน (เปลี่ยนทุก 12-15 เดือน) ค่าไส้กรองประมาณ 1,590 บาท ราคา: 4,990 - 7,990 บาท จุดเด่น: เทคโนโลยี SelectFilter Plus ประสิทธิภาพ: กรองอนุภาคขนาดเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอน ฟีเจอร์พิเศษ: ระบบกรอง 3 ชั้น พร้อมกรองกลิ่น 3. Sharp IG-GC2E เทคโนโลยีไอออนช่วยฆ่าเชื้อได้ดี ทำงานเงียบ ประหยัดไฟ แต่ขนาดค่อนข้างใหญ่ ค่าไส้กรองประมาณ 990 บาท เปลี่ยนทุก 12 เดือน ราคา: 4,590 - 5,990 บาท จุดเด่น: เทคโนโลยี Plasmacluster Ion ประสิทธิภาพ: กำจัดเชื้อโรคและไวรัสได้มากถึง 99% 4. Xiaomi Roidmi Smart Car Air Purifier P8S ราคาประหยัด ขนาดกะทัดรัด เหมาะกับรถเล็ก ค่าไส้กรอง 490 บาท เปลี่ยนทุก 6 เดือน แต่พื้นที่การกรองอาจไม่ครอบคลุมรถขนาดใหญ่ ราคา: 2,490 - 2,990 บาท จุดเด่น: ดีไซน์กะทัดรัด ติดตั้งง่าย ประสิทธิภาพ: CADR 60m/h 5. Blueair Cabin P2i ประสิทธิภาพสูงมาก เหมาะกับรถขนาดใหญ่ ไส้กรองทนทาน (12-15 เดือน) ค่าไส้กรอง 2,990 บาท ราคา: 8,990 - 12,990 บาท จุดเด่น: กรองอากาศได้รวดเร็ว ประสิทธิภาพ: กรองอากาศได้ทั่วถึงภายใน 6 นาที 6. Amway Atmosphere Drive คุณภาพระดับพรีเมียม รับประกันนาน ไส้กรองทนทาน (15-18 เดือน) ค่าไส้กรอง 3,500 บาท ราคา: 11,900 - 15,900 บาท จุดเด่น: ระบบกรอง 3 ชั้น ประสิทธิภาพ: กรองสารระเหยอินทรีย์ (VOCs) ได้ดีเยี่ยม 7. 3M Car Air Purifier คุณภาพดี ราคากลางๆ ไส้กรองหาง่าย ค่าไส้กรอง 890 บาท เปลี่ยนทุก 8-12 เดือน เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ราคา: 3,990 - 5,990 บาท จุดเด่น: แบรนด์น่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ: กรองฝุ่นละเอียดและสารก่อภูมิแพ้ 8. Cado MP-C20U ดีไซน์สวย ทำงานเงียบมาก ประสิทธิภาพดี ค่าไส้กรอง 1,990 บาท เปลี่ยนทุก 12 เดือน ราคา: 7,990 - 9,990 บาท จุดเด่น: ดีไซน์สวยงาม ทำงานเงียบ ประสิทธิภาพ: ระบบกรองฝุ่นละเอียด 9. Airdog Car Air Purifier ประหยัดค่าไส้กรองในระยะยาว ล้างทำความสะอาดได้ ค่าบำรุงรักษาต่ำ ราคา: 6,990 - 8,990 บาท จุดเด่น: เทคโนโลยี TPA ไม่ต้องเปลี่ยนไส้กรองบ่อย ประสิทธิภาพ: กรองฝุ่นและเชื้อโรคได้ถึง 99.9% 10. Momax Pure Car ราคาประหยัด เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ค่าไส้กรอง 390 บาท เปลี่ยนทุก 4-6 เดือน ราคา: 1,990 - 2,990 บาท จุดเด่น: ราคาคุ้มค่า ประสิทธิภาพ: กรองฝุ่นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ สรุปการเลือกซื้อตามงบประมาณ - งบประมาณต่ำกว่า 3,000 บาท แนะนำ: Momax Pure Car, Mi Car Air Purifier P8S เหมาะสำหรับ: ผู้เริ่มต้นใช้งาน รถขนาดเล็ก - งบประมาณ 3,000-6,000 บาท แนะนำ: Xiaomi Mijia, 3M Car Air Purifier, Sharp IG-GC2E เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้ทั่วไป ต้องการคุณภาพระดับกลาง - งบประมาณ 6,000-10,000 บาท แนะนำ: Philips GoPure, Cado MP-C20U, Airdog เหมาะสำหรับ: ผู้ต้องการประสิทธิภาพสูง รถขนาดกลาง-ใหญ่ - งบประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป แนะนำ: Blueair Cabin P2i, Amway Atmosphere Drive เหมาะสำหรับ: ผู้ต้องการคุณภาพระดับพรีเมียม รถขนาดใหญ่ บทความที่คุณอาจสนใจ 8 เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี 2568 ลด PM2.5 ในบ้าน ลดป่วยภูมิแพ้ ราคาคุ้มค่า รวม 10 หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ดี มีประสิทธิภาพในการกรอง ของมันต้องมีติดตัวแล้ว! 9 ไอเท็มป้องกันฝุ่น PM 2.5 ที่ต้องมีติดบ้าน ติดตัวไว้ ปลอดภัยชัวร์!

เครื่องฟอกอากาศ เลือกยังไง ให้คุ้มค่า ลด PM2.5 ดูแลปอด ห่างไกลจากฝุ่น
อ่าน

เครื่องฟอกอากาศ เลือกยังไง ให้คุ้มค่า ลด PM2.5 ดูแลปอด ห่างไกลจากฝุ่น

เครื่องฟอกอากาศ เลือกยังไง คำถามยอดฮิต ช่วงต้นปีแบบนี้ ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทำให้ เครื่องฟอกอากาศ กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าสามัญประจำบ้านที่ขาดไม่ได้ แต่ท่ามกลางตัวเลือกนับร้อยในตลาดตอนนี้ ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารุ่นไหน คุ้มค่าที่สุด? ซึ่งความคุ้มค่าไม่ได้แปลว่าต้อง "ราคาถูกที่สุด" เสมอไปค่ะ แต่หมายถึงการได้ประสิทธิภาพการกรองที่เหมาะสมกับพื้นที่บ้านและมีค่าใช้จ่ายระยะยาวที่รับได้ วันนี้เราจะช่วยคุณสาวๆ เลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ แบบมือโปรค่ะ วิธีเลือก เครื่องฟอกอากาศ 1. เช็กค่า CADR ให้เป๊ะกับขนาดห้อง หัวใจสำคัญ คือค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) ซึ่งบอกปริมาณอากาศบริสุทธิ์ที่เครื่องผลิตได้ต่อชั่วโมง หากเลือกเครื่องที่ CADR ต่ำไปวางในห้องใหญ่ เครื่องจะทำงานหนักแต่ฝุ่นไม่ลดลง สูตรคำนวณความคุ้มค่าแบบง่าย เพื่อให้ได้อากาศสะอาดที่หมุนเวียนอย่างน้อย 3-5 รอบต่อชั่วโมง (Air Changes per Hour) สามารถใช้สูตรนี้ค่ะ 2. มาตรฐานแผ่นกรองต้อง HEPA H13 ในปี 2026 มาตรฐานขั้นต่ำที่ควรมี คือแผ่นกรอง HEPA ระดับ H13 ขึ้นไป เพราะสามารถดักจับฝุ่นละอองขนาด 0.3ไมครอนได้ถึง 99.97ซึ่งรวมถึง PM 2.5, ละอองเกสร และเชื้อแบคทีเรียบางชนิด Carbon Filter : ควรมีเพื่อช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์และก๊าซพิษ (VOCs) เทคโนโลยีเสริม : เช่น Plasmacluster (Sharp) หรือ Streamer (Daikin) ช่วยยับยั้งเชื้อโรคในอากาศได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยหรือเด็ก 3. อย่าดูแค่ราคาเครื่อง ให้ดู ราคาไส้กรอง นี่คือกับดักความคุ้มค่าที่หลายคนพลาดค่ะ! เครื่องฟอกอากาศบางรุ่นราคาถูกมาก แต่ค่าไส้กรองที่ต้องเปลี่ยนทุก 6-12เดือนกลับแพงลิ่ว กลุ่มประหยัด : Xiaomi, Hatari, Smarthome (ไส้กรองหาซื้อง่าย ราคาประมาณ 400 - 800บาท) กลุ่มประสิทธิภาพสูง : Sharp, Philips, Levoit (ไส้กรองราคาประมาณ 1,200 - 2,500บาท แต่แลกมาด้วยเซนเซอร์ที่แม่นยำกว่า) 4. ฟีเจอร์อัจฉริยะ (Smart Features) ความคุ้มค่าในปี 2026 คือการควบคุมได้ผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ง่าย Auto Mode : เครื่องควรปรับความแรงตามค่าฝุ่นจริงได้เอง เพื่อประหยัดไฟ Real time Sensor : ต้องมีหน้าจอแสดงค่า PM 2.5 ที่แม่นยำ App Control : สั่งเปิดเครื่องก่อนถึงบ้าน 15นาที เพื่อให้เข้าไปแล้วได้อากาศสะอาดทันที เคล็ดลับการวาง เครื่องฟอกอากาศ ห้ามวางชิดผนัง : ควรห่างจากผนังอย่างน้อย 20-30ซม. เพื่อให้ดูดอากาศได้รอบทิศทาง วางในจุดที่อากาศไหลเวียนเช่น ใกล้เครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยกระจายอากาศสะอาดได้ทั่วถึง ปิดประตูหน้าต่างขณะใช้งาน : เพื่อไม่ให้เครื่องทำงานหนักเกินไปและช่วยยืดอายุไส้กรอง บทความที่คุณอาจสนใจ 5 เคล็ดลับดูแลปอดและร่างกายในช่วงฝุ่น PM 2.5 สูง พร้อมเทคนิคป้องกันฝุ่น 9 เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี 2569 ลด PM2.5 ในบ้าน ลดป่วยภูมิแพ้ ราคาคุ้มค่า

เครื่องฟอกอากาศห้อยคอ ใช้ได้ จริงไหม ดีอย่างไร? กันฝุ่น PM 2.5 ได้หรือไม่
อ่าน

เครื่องฟอกอากาศห้อยคอ ใช้ได้ จริงไหม ดีอย่างไร? กันฝุ่น PM 2.5 ได้หรือไม่

คำถามที่ใครหลายคนสงสัย คือ เครื่องฟอกอากาศห้อยคอ ใช้ได้ จริงไหม? จะช่วยกรองฝุ่นรอบตัวได้จริง หรือเป็นแค่แฟชั่น เครื่องรางฟอกอากาศ ตามที่หลายคนแซว? ในยุคที่ฝุ่น PM 2.5 กลายเป็น แขกที่ไม่ได้รับเชิญ ในชีวิตประจำวันไปแล้ว ปี 2026 เราจึงได้เห็นอุปกรณ์สุขภาพล้ำๆ ออกมามากมาย หนึ่งในนั้นคือ เครื่องฟอกอากาศห้อยคอ หรือ Wearable Air Purifier ที่ดีไซน์สวยจนเหมือนสร้อยคอหรือแฟชั่นไอเทม แต่จะดีต่อสุขภาพจริงไหม วันนี้มาหาคำตอบกันค่ะ เครื่องฟอกอากาศห้อยคอ ทำงานอย่างไร? เครื่องฟอกอากาศห้อยคอส่วนใหญ่ (แบบไม่มีพัดลม) ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า การปล่อยประจุลบ (Anion Technology) หลักการคือเครื่องจะปล่อยประจุลบนับล้านตัวออกมาในอากาศรอบๆ ตัวเรา ประจุเหล่านี้จะเข้าไปจับกับอนุภาคฝุ่น PM 2.5, แบคทีเรีย หรือละอองเกสรที่มีประจุบวก ทำให้ฝุ่นมีน้ำหนักมากขึ้น และ ตกพื้น ไปก่อนที่เราจะสูดเข้าไปนั่นเองค่ะ เครื่องฟอกอากาศห้อยคอ ใช้ได้ จริงไหม? คำตอบคือ ใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่มีเงื่อนไขค่ะ ในห้องปิด : หากคุณอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีลมพัดแรง เช่น ห้องทำงาน หรือในรถ เครื่องจะทำงานได้ค่อนข้างดีในการเคลียร์อากาศบริเวณจมูกและปาก ในพื้นที่เปิด (Outdoor) : นี่คือจุดอ่อนค่ะ หากมีลมพัดเพียงเล็กน้อย ประจุลบที่ปล่อยออกมาจะถูกลมพัดไปหมดก่อนที่จะดักจับฝุ่นได้ทัน ทำให้ประสิทธิภาพในการกัน PM 2.5 แทบจะกลายเป็นศูนย์ในที่โล่งแจ้ง ไม่ใช่เครื่องกรองอากาศ : เครื่องนี้ไม่ได้ ดูด อากาศเข้าไปกรองผ่านแผ่นกรอง HEPA เหมือนเครื่องฟอกในบ้าน แต่คือการ "ผลัก" ฝุ่นให้ตกลงพื้น ควรซื้อมาใช้ไหม ? ถ้าคุณอยากได้ตัวช่วยเสริมสำหรับคนเป็น ภูมิแพ้ละอองเกสร หรือ ฝุ่นในออฟฟิศ เครื่องฟอกอากาศห้อยคอถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจค่ะ แต่ถ้าจะหวังให้มันกัน PM 2.5 ในวันที่ฝุ่นวิกฤติกลางแจ้ง แนะนำให้ใส่ หน้ากาก N95 จะดีกว่าค่ะ คำแนะนำ : อย่าใช้เครื่องฟอกอากาศห้อยคอเป็นเกราะป้องกันหลักเพียงอย่างเดียว แต่ให้มองว่าเป็น เลเยอร์เสริม เพื่อความอุ่นใจจะดีที่สุดค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 5 เคล็ดลับดูแลปอดและร่างกายในช่วงฝุ่น PM 2.5 สูง พร้อมเทคนิคป้องกันฝุ่น 9 เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี 2569 ลด PM2.5 ในบ้าน ลดป่วยภูมิแพ้ ราคาคุ้มค่า

9 เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี 2569 ลด PM2.5 ในบ้าน ลดป่วยภูมิแพ้ ราคาคุ้มค่า
อ่าน

9 เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี 2569 ลด PM2.5 ในบ้าน ลดป่วยภูมิแพ้ ราคาคุ้มค่า

ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น เครื่องฟอกอากาศ กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับทุกบ้าน หากคุณกำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศที่ตอบโจทย์การใช้งาน และอาจกำลังสงสัยว่า เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนจะใช้ดี ในปี 2568 วันนี้เราจะมาช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะเราได้รวบรวมเครื่องฟอกอากาศคุณภาพเยี่ยมที่เหมาะสำหรับการกำจัดฝุ่น PM2.5 แถมมาพร้อมกับฟังก์ชันล้ำสมัย แต่จะมียี่ห้อไหนตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้บ้าง ไปดูกันเลยค่ะ เลือกเครื่องฟอกอากาศอย่างไรให้เหมาะกับคุณ? พิจารณาปัจจัยสำคัญดังนี้: ขนาดห้องและพื้นที่ใช้งาน งบประมาณที่มี ฟีเจอร์พิเศษที่ต้องการ ค่าไส้กรองและการบำรุงรักษา การรับประกันและบริการหลังการขาย 9 เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี 2569 1. Atmosphere SKY by Amway เครื่องฟอกอากาศ Atmosphere SKY by Amway ตัวช่วยอากาศสะอาดของคนรักครอบครัว! เพราะแอทโมสเฟียร์เป็นเครื่องฟอกอากาศคุณภาพสูง แถมยังช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนได้จริง เหมาะสำหรับผู้ที่นอนหลับไม่สนิท ผ่านการรับรองจาก Sleep Score Labs ด้วยระบบกรองอากาศที่ล้ำสมัย ซึ่งกรอง PM2.5 ได้สบายๆ นอกจากนั้นยังสามารถดักจับสารเคมีอันตราย และไวรัสอื่นๆ ได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่, ไวรัสโคโรนา, ไวรัส Covid-19, ควันบุหรี่, ฝุ่นละออง, แบคทีเรีย, สารก่อภูมิแพ้ กลิ่นไม่พึงประสงค์ ไปจนถึงมลภาวะต่างๆ เป็นเครื่องกรองอากาศที่กรองได้ละเอียดและครบที่สุด ณ ปัจจุบัน โดยที่ไม่มีเสียงรบกวนขณะนอนหลับ สำหรับห้องขนาด 43 ตารางเมตร ข้อดี: มอเตอร์คุณภาพสูงจากเยอรมนี ทนทาน เทคโนโลยีการกรอง 3 ระดับ กรองหยาบ (ถอดออกมาล้างได้) กรองฝุ่น (ใช้ได้ 3-5 ปี) และกรองกลิ่น (ใช้ได้ 1-3 ปี) ควบคุมได้ผ่านแอปพลิเคชัน มีระบบการแจ้งเตือนการเปลี่ยนแผ่นกรอง รับประกันความพึงพอใจ 90 วัน / รับประกันคุณภาพ 5 ปี 2. Xiaomi Air Purifier 4 Pro Xiaomi Air Purifier 4 Pro เป็นเครื่องฟอกอากาศที่มาพร้อมดีไซน์เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยฟังก์ชันที่ครบครัน กำจัดฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย CADR สูงถึง 500 ลบ.ม./ชม. และฟิลเตอร์ HEPA ที่สามารถดักจับฝุ่นและแบคทีเรียได้ถึง 99.97% อีกทั้งยังรองรับการควบคุมผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนด้วย ข้อดี: ราคาคุ้มค่า ฟังก์ชันควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน ประหยัดพลังงาน 3. Sharp FP-J80TA-W Sharp FP-J80TA-W ใช้เทคโนโลยี Plasmacluster ที่เป็นเอกลักษณ์ ช่วยยับยั้งเชื้อโรคและสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับห้องขนาดใหญ่ถึง 62 ตร.ม. ฟังก์ชันโหมด Haze ช่วยจัดการฝุ่น PM2.5 ได้อย่างดีเยี่ยม ข้อดี: เทคโนโลยี Plasmacluster เฉพาะตัว เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ ฟิลเตอร์ใช้งานได้นาน 4. Dyson Purifier Cool TP09 Dyson Purifier Cool TP09 ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องฟอกอากาศ แต่ยังทำหน้าที่เป็นพัดลมที่ช่วยกระจายอากาศอย่างทั่วถึง ดีไซน์ทันสมัยและไร้ใบพัด ตัวเครื่องมาพร้อมเซ็นเซอร์วัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และรองรับการควบคุมผ่านแอป Dyson Link ข้อดี: ดีไซน์ล้ำสมัย ฟังก์ชัน 2-in-1 การควบคุมอัจฉริยะ 5. Samsung BLUE SKY AX3300 Samsung BLUE SKY AX3300 เป็นเครื่องฟอกอากาศที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในบ้านขนาดเล็กถึงกลาง มี CADR ที่เหมาะสำหรับพื้นที่ไม่เกิน 40 ตร.ม. ระบบกรอง 3 ชั้นช่วยกำจัดฝุ่น PM2.5, สารก่อภูมิแพ้ และกลิ่นไม่พึงประสงค์ ฟังก์ชันการทำงานเงียบและดีไซน์ทันสมัยทำให้เหมาะกับทุกมุมของบ้าน ข้อดี: ดีไซน์เรียบหรู ระบบกรอง 3 ชั้น ราคาคุ้มค่า 6. Philips AC2887/20 Philips AC2887/20 ใช้เทคโนโลยี VitaShield และฟิลเตอร์ HEPA ที่ช่วยดักจับฝุ่น PM2.5 และสารก่อภูมิแพ้ได้ดี เหมาะสำหรับห้องขนาดกลางถึง 79 ตร.ม. พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ ข้อดี: เทคโนโลยีการกรองอากาศขั้นสูง เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ ระบบตรวจจับอากาศอัจฉริยะ 7. Coway Lombok III Coway Lombok III โดดเด่นด้วยดีไซน์เพรียวบาง ไม่กินพื้นที่ ฟังก์ชันการกรอง 6 ขั้นตอนช่วยดักจับฝุ่น PM2.5 สารเคมี และกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ เหมาะสำหรับห้องขนาด 40-50 ตร.ม. ข้อดี: ดีไซน์กะทัดรัด ระบบกรอง 6 ขั้นตอน ประหยัดพลังงาน 8. LG PuriCare 360 LG PuriCare 360 มีจุดเด่นที่การกระจายอากาศรอบทิศทางและฟิลเตอร์ที่ช่วยกำจัดฝุ่น PM2.5 และสารก่อภูมิแพ้ได้ถึง 99.99% รองรับการควบคุมผ่านแอป SmartThinQ และมีดีไซน์ที่ดูพรีเมียม ข้อดี: ระบบกระจายอากาศ 360 การควบคุมผ่านแอป ฟิลเตอร์คุณภาพสูง 9. Hatari SMART AIR PLUS Hatari SMART AIR PLUS เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีงบจำกัด แต่ต้องการคุณภาพ ระบบกรอง 4 ขั้นตอนช่วยดักจับฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับห้องขนาด 30-40 ตร.ม. ข้อดี: ราคาประหยัด ฟังก์ชันพื้นฐานครบครัน เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก คำแนะนำตามงบประมาณ: งบต่ำกว่า 5,000: Hatari SMART AIR PLUS งบ 5,000-10,000: Xiaomi Air Purifier 4 Pro งบ 10,000-20,000: Sharp FP-J80TA-W หรือ Coway Lombok III งบ 20,000 ขึ้นไป: Dyson TP09 หรือ LG PuriCare 360 บทความที่คุณอาจสนใจ 10 เครื่องฟอกอากาศรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี 2569 ช่วยฟอกอากาศในรถ ลดฝุ่น PM2.5 ลดกลิ่นอับ รวม 10 หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ดี มีประสิทธิภาพในการกรอง ของมันต้องมีติดตัวแล้ว! 9 ไอเท็มป้องกันฝุ่น PM 2.5 ที่ต้องมีติดบ้าน ติดตัวไว้ ปลอดภัยชัวร์!

HMPRO เปิดบทบาทใหม่ปี 2026 สู่การเป็น “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน”ผ่าน TVC – ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล
อ่าน

HMPRO เปิดบทบาทใหม่ปี 2026 สู่การเป็น “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน”ผ่าน TVC – ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล

#ทันหุ้น - HMPRO “โฮมโปร” ผู้นำธุรกิจ Total Home Solution Living Experience ก้าวไปอีกขั้น จากบทบาทค้าปลีกเรื่องบ้าน สู่การเป็น “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน” ที่ตั้งใจอยู่เคียงข้างผู้บริโภคในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิตในบ้าน ภายใต้แนวคิด “Complete Home Solution, Better Living Experience” เพื่อดูแลบ้านให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ทั้งสินค้า บริการ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ บน 3 แกนหลัก Convenience / Safety / Healthyแนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน TVC ใหม่ “ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล” ที่ชวนคนไทยกลับมาใส่ใจกับเรื่องใกล้ตัวที่อาจดูธรรมดาแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในทุกๆ วันตั้งแต่โซลูชันทุกเรื่องบ้านและเทคโนโลยีที่ช่วยให้การดูแลบ้านเป็นเรื่องง่ายขึ้นไปจนถึงบริการจากCHANG HomeProที่ทำให้ทุกการติดตั้งและซ่อมแซม “สะดวก รวดเร็ว ง่ายกว่า” ในชีวิตจริงBetter Living เริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวที่สุดคุณวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า จากการสำรวจมุมมองผู้บริโภคในทุกวันนี้ การมี “ชีวิตที่ดีขึ้น” หรือ “Better Living” มักเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือ “บ้าน” บ้านที่อยู่แล้วสบายใจ ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ประหยัดเวลา มีตัวช่วยที่ไว้ใจได้ และมีโซลูชันที่ทำให้เรื่องยุ่งยากในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดูแลสุขภาพในบ้าน ความปลอดภัยของคนในครอบครัว หรือการมีเครื่องมือและบริการที่ช่วยลดภาระจุกจิกในแต่ละวันจาก “ที่ซื้อของ” สู่ “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน” ที่ดูแลได้จริง“ในมุมของโฮมโปร ชีวิตที่ดีขึ้นมักเริ่มจากการแก้ “โจทย์เรื่องบ้าน” ซึ่งโจทย์การอยู่อาศัยของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามไลฟ์สไตล์และโครงสร้างของแต่ละครอบครัว หลายคนเคยมีประสบการณ์ซื้อสินค้าบ้านแล้วต้องไปตามหาช่างติดตั้งเอง หรือบางคนมีปัญหาเล็กๆ ในบ้านที่สะสมจนกลายเป็นความเหนื่อยในระยะยาว โฮมโปรจึงต้องการยกระดับบทบาทจากการเป็น ‘ที่ซื้อของเรื่องบ้าน’ ในสายตาผู้บริโภค ไปสู่การเป็น “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน” ที่ช่วยดูแลได้ครบ ทั้งสินค้า บริการ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้านตัวจริง เพื่อให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องบ้าน และเติมเต็มการใช้ชีวิตของทุกบ้านให้ดีขึ้นได้จริง”3 แกนหลัก เพื่อ Better Living ( Convenience / Safety / Healthy )แนวทางสำคัญของโฮมโปรในปี 2026 จึงเป็นการขับเคลื่อนบทบาท “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน” หรือ การเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร (Total Home Solution Living Experience) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ 3 แกนหลักที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของผู้บริโภคในทุกวันConvenience (สะดวก ครบ จบ): โซลูชันและบริการที่ช่วยให้ชีวิตในบ้าน ไม่กินพลังงานชีวิต ตั้งแต่เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน : โรบอตดูดฝุ่น ที่ช่วยดูแลความเรียบร้อยในบ้านและลดความเหนื่อยของคนที่เราห่วงใย และโซลูชันความบันเทิงที่เติมความสุขเล็กๆ ในทุกวัน รวมถึงบริการจากทีม CHANG HomePro ที่ทำให้การติดตั้ง/ซ่อม/ดูแลบ้าน เป็นเรื่องสะดวก รวดเร็ว และครบจบในที่เดี่ยวSafety (ปลอดภัย อุ่นใจ): โซลูชันด้านความปลอดภัยที่ช่วยให้ทุกคนในบ้านใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือช่วงเวลาใด : กล้องวงจรปิด ที่ดูผ่านแอปฯ ได้แบบเรียลไทม์ ช่วยดูแลความเรียบร้อยของคนในครอบครัวได้ทุกที่ทุกเวลา และโซลูชันด้านความปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย ที่ออกแบบให้ทุกพื้นที่ในบ้าน-โดยเฉพาะห้องน้ำ-เป็นพื้นที่ที่ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจทุกวันHealthy (บ้านสุขภาพดี): นวัตกรรมที่ช่วยดูแลคุณภาพอากาศและน้ำในบ้าน ลดความกังวลเรื่องสุขอนามัย และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว : เครื่องฟอกอากาศและเครื่องกรองน้ำ ไปจนถึงโซลูชันสุขภาพภายในบ้านที่ช่วยให้ทุกวันของการอยู่อาศัย สะอาด ปลอดภัย และสบายใจยิ่งขึ้นทั้ง 3 แกนหลักนี้ไม่ใช่เพียงหมวดหมู่ของสินค้าและบริการ แต่คือกรอบความคิดที่สร้างมาตรฐานใหม่ของการดูแลบ้าน เพื่อให้บ้านเป็นพลังที่สนับสนุนชีวิต ไม่ใช่ภาระในแต่ละวัน“ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล” ไม่ใช่แค่แคมเปญ แต่คือทิศทางของแบรนด์โฮมโปรมุ่งทำให้การดูแลบ้าน เป็นเรื่องที่คนไทยรู้สึกว่ามีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้อยู่เคียงข้าง ตั้งแต่การเลือกโซลูชันให้เหมาะกับบ้านแต่ละแบบ การติดตั้ง บริการหลังการขาย ไปจนถึงการให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนภายใต้ความตั้งใจเดียวคือ ทำให้ทุกคนมี Better Living “ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” ในแบบที่สัมผัสได้จริงในทุกๆ วันสำหรับช่วงปลายปี 2025 นี้ โฮมโปรจะเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาหรือ TVC ภายใต้ธีม “ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล” โดยชวนคนไทยเห็นภาพว่าความใส่ใจใน เรื่องเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น สามารถเปลี่ยนคุณภาพได้มากกว่าที่คิด และในปี 2026 บทบาทการเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดูแลทุกเรื่องบ้านของโฮมโปร จะยิ่งชัดเจนขึ้น ผ่านคอนเทนต์ให้ความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการเล่าโซลูชันที่ช่วยแก้ Pain point เรื่องบ้านอย่างครอบคลุมในทุกมิติ“โฮมโปร เชื่อมั่นว่า เมื่อเรื่อง “บ้าน” ได้รับการดูแลให้ง่ายขึ้น ทุกคนก็จะมีเวลาและพลังไปใช้ชีวิตในด้านอื่นๆ รวมถึงใช้เวลากับคนในครอบครัวได้มากขึ้น และตลอดปี 2026 แนวคิด “ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล” จะถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โฮมโปรเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่น่าอยู่ขึ้นในแบบของทุกคน”

PM 2.5 Attack! รวมพล Gadget ไฮเทค สร้าง "เกราะกันฝุ่นพิษ" ให้ชีวิตรอด ทั้งในบ้าน และรถ
อ่าน

PM 2.5 Attack! รวมพล Gadget ไฮเทค สร้าง "เกราะกันฝุ่นพิษ" ให้ชีวิตรอด ทั้งในบ้าน และรถ

เมื่อลมหนาวพัดมา สิ่งที่มักจะแถมมาด้วยเสมอในยุคนี้คือ "ฝุ่นพิษ PM 2.5" แขกไม่ได้รับเชิญที่ทำร้ายปอดเราอย่างเงียบเชียบ การใส่หน้ากากอนามัยธรรมดาอาจจะเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่เพียงพออีกต่อไป ในปี 2025 นี้ เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เราหายใจได้เต็มปอดมากขึ้น นี่คือ "Survival Guide ฉบับ Tech Savvy" รวบรวมอุปกรณ์ที่คุณ "ต้องมี" เพื่อเปลี่ยนบ้าน รถ และตัวคุณ ให้กลายเป็นป้อมปราการกันฝุ่นที่แข็งแกร่งที่สุด! 1. The Fortress: เปลี่ยนบ้านให้เป็น "Safe Zone" บ้านควรจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่รู้ไหมครับว่าฝุ่น PM 2.5 สามารถเล็ดลอดเข้ามาตามขอบหน้าต่างและประตูได้ตลอดเวลา อุปกรณ์เหล่านี้คือการ์ดเฝ้าบ้านที่คุณขาดไม่ได้ เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูง (High-End Air Purifier) เลิกมองหาแค่เครื่องที่ "พ่นลมได้" แต่ต้องมองหาเครื่องที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้: ไส้กรอง HEPA H13 หรือ H14: นี่คือมาตรฐานทองคำ ต้องระบุเกรดนี้เท่านั้น เพราะสามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็ก 0.1 ไมครอนได้ถึง 99.97% (PM 2.5 คือเรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับเกรดนี้) ค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) สูง: ยิ่งห้องใหญ่ ยิ่งต้องเลือกค่านี้ให้สูง เพื่อให้เครื่องฟอกอากาศหมุนเวียนอากาศสะอาดได้ทันใจ ไม่ใช่เปิดรอครึ่งวันกว่าฝุ่นจะหาย Smart Sensor Auto Mode: เครื่องควรมีเซนเซอร์วัดฝุ่นแบบเรียลไทม์ (Laser Particle Sensor) และเร่งแรงลมเองเมื่อฝุ่นเยอะ เพื่อให้คุณไม่ต้องคอยเดินไปกดปุ่ม เครื่องวัดคุณภาพอากาศแยก (Standalone Air Monitor) "ทำไมต้องซื้อแยก ในเมื่อเครื่องฟอกก็มี?" คำตอบคือ "ค่าที่เครื่องฟอกโชว์ คือค่าอากาศรอบๆ ตัวเครื่องเท่านั้น" แต่ที่มุมห้องหรือบนเตียงนอน อากาศอาจจะยังแย่อยู่ อุปกรณ์อย่าง AirVisual หรือ Qingping จะช่วยให้คุณเห็นค่าฝุ่นจริงๆ ในจุดที่คุณนั่งทำงานหรือนอนหลับ เพื่อประเมินว่าควรเร่งเครื่องฟอกอากาศเพิ่มหรือไม่ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น (Robot Vacuum with HEPA Filter) ฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้ลอยตลอดเวลา พอมันตกลงพื้นและเราเดินเหยียบ มันจะฟุ้งกลับขึ้นมาใหม่ การใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่มีไส้กรอง HEPA ช่วยกำจัดฝุ่นที่พื้นได้สม่ำเสมอ ลดการสะสมของฝุ่นในระยะยาว โดยที่เราไม่ต้องออกแรงกวาดให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย 2. The Bunker: ห้องโดยสารรถยนต์ พื้นที่เสี่ยงที่ถูกมองข้าม หลายคนเข้าใจผิดว่าอยู่ในรถแล้วปลอดภัย แต่ความจริงคือบนถนนคือดงฝุ่นและควันพิษ การจราจรที่ติดขัดทำให้เราต้องสูดดมไอเสียสะสม เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ (Car Air Purifier) ระบบกรองอากาศเดิมของรถอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะรถรุ่นเก่า แบบวางคอนโซล/แก้วน้ำ: เลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Sharp, Philips หรือ Xiaomi) ที่ใช้ไส้กรอง HEPA จริงๆ ไม่ใช่แค่ปล่อยประจุไอออน เพราะประจุไอออนช่วยให้ฝุ่นตกพื้น แต่ไม่ได้เก็บฝุ่นออกจากรถ การวางตำแหน่ง: ควรวางไว้ใกล้ๆ ตัวคนขับหรือผู้โดยสาร เพื่อสร้าง "Bubble" อากาศสะอาดรอบตัว ไส้กรองแอร์รถยนต์ HEPA (Cabin Air Filter Upgrade) นี่คือ Tech Hack ที่คุ้มค่าที่สุด! แทนที่จะใช้ไส้กรองแอร์กระดาษธรรมดาที่ศูนย์ใส่มาให้ ลองหาซื้อ "ไส้กรองแอร์เกรด HEPA" หรือเกรด PM 2.5 ตรงรุ่นรถของคุณมาเปลี่ยนเอง (หาได้ตามแอปช้อปปิ้งทั่วไป) ราคาหลักร้อย แต่ช่วยกรองอากาศที่เข้ามาในรถได้ดีขึ้นแบบคนละเรื่อง เป็นด่านแรกก่อนที่ฝุ่นจะเข้ามาถึงจมูกเรา 3. The Armor: เกราะป้องกันส่วนบุคคลเมื่อต้องลุยโลกภายนอก เมื่อต้องก้าวเท้าออกจากบ้าน หน้ากากอนามัยธรรมดาอาจอึดอัดและรั่วซึมได้ ลองดู Gadget เหล่านี้ครับ หน้ากากฟอกอากาศไฟฟ้า (Electric Mask / Wearable Purifier) สำหรับสาย Gadget ที่ต้องการความสุด! อุปกรณ์นี้คือหน้ากากที่มี "พัดลมระบายอากาศ" และ "ไส้กรอง HEPA" ในตัว ข้อดี: หายใจสะดวกกว่าหน้ากาก N95 มาก เพราะมีพัดลมช่วยดึงอากาศเข้า ไม่อึดอัด ไม่ร้อน และกรองฝุ่นได้ชัวร์ ข้อสังเกต: อาจมีน้ำหนักมากกว่าปกติและต้องคอยชาร์จแบตเตอรี่ แอปเช็กฝุ่นแม่นยำ (Air Quality Apps) อาวุธที่ทรงพลังที่สุดคือ "ข้อมูล" แอปอย่าง AirVisual (IQAir) หรือ Air4Thai ควรมีติดเครื่องไว้ และตั้งค่า Widget หน้าจอให้โชว์ค่าฝุ่นตลอดเวลา เพื่อให้เราวางแผนชีวิตได้ถูกว่า "วันนี้ควรวิ่งในสวน หรือวิ่งบนลู่วิ่งในยิม" เครื่องฟอกอากาศพกพาแบบสร้อยคอ (Wearable Ionizer) - ทางเลือกเสริม อุปกรณ์ปล่อยประจุลบเพื่อผลักฝุ่นออกจากใบหน้า แม้ประสิทธิภาพอาจไม่เทียบเท่าหน้ากากที่ปิดมิดชิด (ไม่แนะนำให้ใช้แทนหน้ากาก 100% ในวันที่ฝุ่นแดงเดือด) แต่เป็นตัวช่วยเสริมที่ดีสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้หนักๆ เมื่อต้องอยู่ในที่ร่มที่มีฝุ่นจางๆ บทสรุป: การลงทุนที่คุ้มค่ากว่า "ค่ารักษาพยาบาล" การซื้ออุปกรณ์เหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นการใช้เงินก้อนโตในตอนแรก แต่หากเทียบกับสุขภาพปอดระยะยาวและความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปอดหรือโรคหัวใจ การมี "เครื่องฟอกอากาศดีๆ สักเครื่อง" หรือ "ไส้กรองแอร์รถยนต์เกรดเทพ" ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในปี 2025 นี้ครับ เทคนิคสุดท้าย: อุปกรณ์เทพแค่ไหน ก็ไร้ค่าถ้าขาดการดูแล อย่าลืม "เปลี่ยนไส้กรองตามระยะ" อย่างเคร่งครัด เพราะไส้กรองที่ตันก็เหมือนเราหายใจผ่านก้อนฝุ่นสะสมนั่นเองครับ ขอให้เพื่อนๆ ปลอดภัยและรอดพ้นจากฤดูฝุ่นนี้ไปได้ด้วยสุขภาพที่แข็งแรงครับ! Photo Credit : AI Generated

เมื่อ Xiaomi ประกาศกร้าว “อีก 5 ปี หุ่นยนต์จะเดินเพ่นพ่านเต็มโรงงาน” เกมใหม่ที่ใหญ่กว่าแค่ขายมือถือ!
อ่าน

เมื่อ Xiaomi ประกาศกร้าว “อีก 5 ปี หุ่นยนต์จะเดินเพ่นพ่านเต็มโรงงาน” เกมใหม่ที่ใหญ่กว่าแค่ขายมือถือ!

มีข่าวล่าสุดที่น่าสนใจของ Xiaomi มาเล่าให้ฟังครับ! บอกเลยว่ารอบนี้ เหลย จุน (Lei Jun) CEO คนเก่งของ Xiaomi เขาออกมาปล่อยของชุดใหญ่ ไม่ใช่แค่มือถือหรือรถ EV แล้วนะ แต่เขากำลังพูดถึง หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) หรือหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์ ที่เขามั่นใจมากว่าจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมโลกภายใน 5 ปีนี้! อ่านแล้วขนลุกเลย มันเหมือนเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคหนัง Sci-Fi เข้าไปทุกที วันนี้เราเลยสรุปสิ่งที่เหลย จุน พูด บวกกับวิเคราะห์สถานการณ์โลกหุ่นยนต์ตอนนี้มาเล่าให้ฟัง ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงโคตรสำคัญ และทำไมมันถึงน่าจับตามองกว่า Gadget ทั่วไป AI ไม่ใช่แค่ ของเล่น แต่มันคือ หัวใจ ใหม่ของโรงงาน เหลย จุน ให้สัมภาษณ์กับ Beijing Daily แบบตรงไปตรงมาเลยว่า AI ตอนนี้มันไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมหล่อๆ ในมือถือแล้ว แต่มันคือ Core Driver หรือตัวขับเคลื่อนหลักที่จะมารื้อระบบอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด เขาได้ยกตัวอย่างที่โรงงานผลิตรถ EV ของ Xiaomi เอง (Xiaomi SU7 ที่กำลังฮอตนั่นแหละ) ปกติการตรวจสอบชิ้นส่วนหล่อขึ้นรูปขนาดใหญ่ (Die-cast components) ถ้าใช้คนตรวจ มันช้าและมีโอกาสพลาดสูงมาก ตามประสา Human Error อะเนอะ แต่พอ Xiaomi เอา AI Vision มาจับคู่กับเครื่อง X-ray รู้ไหมเกิดอะไรขึ้น? ความเร็ว: จากที่เคยใช้เวลานาน เหลือแค่ 2 วินาที! ความแม่นยำ: มากกว่าคนตรวจถึง 5 เท่า! ประสิทธิภาพรวม: เร็วกว่าเดิม 10 เท่า! นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆ นะ เหลย จุน บอกว่าถ้าเราฝัง AI ลงไปในทุกกระบวนการผลิต มันจะปลดล็อกมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมระดับ ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.4 แสนล้านดอลลาร์) ได้เลย กองทัพหุ่นยนต์: จาก "ตัวโชว์" สู่ "แรงงานจริง" จำเจ้า CyberOne หุ่นยนต์เดินได้ที่ Xiaomi เอามาโชว์เมื่อปี 2022 ได้มั้ย? ตอนนั้นหลายคนอาจจะมองว่า "โหย ทำมาโชว์เท่ๆ เดินกะเผลกๆ จะไหวเหรอ" แต่หารู้ไม่ นั่นคือการโยนหินถามทาง เหลย จุน ประกาศชัดเจนว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า เราจะเห็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Xiaomi เข้าไปทำงานแทนคนในโรงงานผลิตแบบสเกลใหญ่ (Large Scale) งานไหนที่ซ้ำซาก งานไหนที่เสี่ยง งานสายพานการผลิต หุ่นยนต์จะเหมาหมด แกยังเตือนสติวงการอุตสาหกรรมจีนด้วยว่า "เลิกคิดจะพึ่งพาแรงงานราคาถูกได้แล้ว" ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว จีนต้องก้าวไปสู่การเป็น Smart Manufacturing หรือการผลิตอัจฉริยะเท่านั้นถึงจะรอดและเป็นผู้นำโลกได้ Next Station: บุกบ้านพวกเรา! สิ่งที่พีคกว่าโรงงานคือ "บ้าน" ครับเลยครับ โดย เหลย จุน บอกว่าโรงงานนี่แค่น้ำจิ้ม เป้าหมายที่แท้จริงและตลาดยักษ์ใหญ่กว่าคือ "หุ่นยนต์สำหรับใช้งานในบ้าน" แต่แกก็ยอมรับนะว่า โจทย์ของบ้านมันยากกว่าโรงงานเยอะ โรงงานมันมีระเบียบ เดินตามเส้นได้ หยิบของจุดเดิมได้ แต่บ้านคนน่ะ... ไหนจะของรก ไหนจะแมววิ่งตัดหน้า ไหนจะพื้นต่างระดับ ความซับซ้อนมันคนละเรื่อง แต่ถ้าทำได้เมื่อไหร่ นี่คือขุมทองมหาศาลที่ใครก็อยากเป็นเจ้าของ เจาะลึกแวดวงหุ่นยนต์: ใครกำลังทำอะไร แล้ว Xiaomi อยู่ตรงไหน? ทีนี้มาดูกันว่า ในสนามรบนี้ Xiaomi ไม่ได้วิ่งอยู่คนเดียวนะเพื่อน คู่แข่งระดับพระกาฬเพียบ! Tesla (Optimus): รายนี้คือคู่ปรับโดยตรง Elon Musk ก็ประกาศเหมือนกันว่าจะเอา Optimus มาใช้ในโรงงานผลิตรถ Tesla และขายให้คนทั่วไป ล่าสุดหุ่น Optimus Gen 2 เดินพริ้วขึ้นเยอะ พับผ้าได้แล้วด้วย แนวคิดเดียวกับ Xiaomi เป๊ะ คือ "ผลิตรถได้ ก็ผลิตหุ่นยนต์ได้" เพราะเทคโนโลยีแบตเตอรี่ มอเตอร์ และ AI ขับเคลื่อนอัตโนมัติ มันคือรากฐานเดียวกัน Figure AI: เจ้านี้มาแรงมาก เพิ่งจับมือกับ BMW เพื่อส่งหุ่นยนต์เข้าไปทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์ที่อเมริกา นี่คือคู่แข่งที่เริ่มใช้งานจริงแล้ว แถมได้เงินทุนจาก OpenAI และ Microsoft ด้วย สมองฉลาดแน่นอน Boston Dynamics (Atlas): ตำนานสายยิมนาสติก รายนี้เพิ่งเปลี่ยนจากระบบไฮดรอลิกมาเป็นไฟฟ้าล้วน (All Electric) เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์มากขึ้น Agility Robotics (Digit): เจ้านี้หน้าตาไม่ค่อยเหมือนคนเท่าไหร่ แต่ Amazon เอาไปทดลองใช้แบกของในโกดังเรียบร้อยแล้ว Xiaomi อยู่ตรงไหน? Xiaomi มาในสไตล์ "Tech Ecosystem" คือมีครบทั้ง Software (AI), Hardware (การผลิตหุ่นยนต์), และ Application (โรงงาน EV ของตัวเอง) จุดแข็งของ Xiaomi คือ "การทำของดีในราคาที่จับต้องได้" และ "สเกลการผลิตที่บ้าคลั่ง" ถ้า Xiaomi เอาจริง เผลอๆ เราอาจจะเห็นหุ่นยนต์ราคาหลักแสนต้นๆ ก่อนค่ายอื่นก็ได้ บทวิเคราะห์: ตลาดหุ่นยนต์ ปัจจุบัน และ อนาคต สถานการณ์ปัจจุบัน (The Current State) ตอนนี้เราอยู่ในช่วง "Proof of Concept to Early Adoption" หรือช่วงพิสูจน์ว่าทำได้จริงและเริ่มทดลองใช้ จุดเจ็บปวด (Pain Point): โลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แรงงานขาดแคลน ค่าแรงสูงขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ไม่อยากทำงานเสี่ยงตายหรืองานซ้ำซาก เทคโนโลยี: AI ประเภท LLM (Large Language Models) ทำให้หุ่นยนต์ "เข้าใจภาษาคน" และ "เรียนรู้หน้างาน" ได้เอง ไม่ต้องเขียนโปรแกรมสั่งทีละท่าเหมือนเมื่อก่อน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ อนาคตในอีก 5-10 ปี (The Future Outlook) ราคาจะถูกลงแบบฮวบฮาบ: เหมือนรถ EV แรกๆ แพงระยับ ตอนนี้เริ่มจับต้องได้ หุ่นยนต์ก็เช่นกัน เมื่อมีการผลิตจำนวนมาก ต้นทุนจะลดลง จนโรงงาน SMEs อาจจะซื้อหุ่นยนต์มาช่วยยกของได้ RaaS (Robots as a Service): ในอนาคตเราอาจไม่ต้องซื้อหุ่นยนต์ แต่เช่าหุ่นยนต์รายเดือนมาทำงานบ้าน หรือทำงานในโรงงาน จ่ายค่าแรงให้บริษัทหุ่นยนต์แทน สงครามชิงข้อมูล: หุ่นยนต์จะเก่งได้ต้องมีข้อมูลมหาศาล ใครส่งหุ่นยนต์ลงตลาดได้ก่อน ก็จะเก็บ Data การเคลื่อนไหวและการแก้ปัญหาได้ก่อน (เหมือนที่ Tesla เก็บข้อมูลการขับขี่) Xiaomi จึงต้องรีบส่งหุ่นลงโรงงานตัวเองเพื่อเทรนให้เก่งก่อนส่งขาย ภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี: จีนพยายามผลักดันเรื่องนี้สุดตัว เพราะต้องการหนีจากกับดัก "โรงงานโลกค่าแรงถูก" ไปเป็น "ผู้ส่งออกเทคโนโลยีชั้นสูง" การที่ Xiaomi กระโดดลงมาเล่นเต็มตัว เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของแผนระดับชาติจีนเลยทีเดียว โดยสรุปแล้ว คำพูดของเหลย จุน ไม่ใช่แค่คำโม้ขายของ แต่มันคือ "สัญญาณเตือน" ว่าโลกการทำงานกำลังจะเปลี่ยนไป การที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Xiaomi, Tesla, BMW ขยับตัวไปทิศทางเดียวกัน แปลว่า "มันมาแน่" อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเดินเข้าโรงงานแล้วเจอหุ่นยนต์ยืนประกอบรถ หรือกลับบ้านมาเจอหุ่นยนต์ Xiaomi พับผ้ากองโตให้เราอยู่ก็ได้ เตรียมตัวรับมือกับยุค AI + Robotics ไว้ให้ดี โลกมันหมุนเร็วกว่าที่เราคิดเยอะ! Photo Credit : AI Generated