TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#รถจีน” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
ปรากฏการณ์ “มังกรผงาด” โค่นบัลลังก์ “ซามูไร”: ผ่าลึกเบื้องหลังยอดจองมอเตอร์โชว์ เมื่อค่ายรถจีนยึดหัวหาดตลาดไทย
งานมหกรรมยานยนต์ หรือ มอเตอร์โชว์ ในประเทศไทย ถือเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจและทิศทางรสนิยมของผู้บริโภคที่แม่นยำที่สุดงานหนึ่งมาโดยตลอด หากย้อนกลับไปเพียงไม่กี่ปี ภาพจำที่เราคุ้นเคยคือการครองอันดับยอดจองสูงสุดแบบเบ็ดเสร็จของค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่น อย่าง โตโยต้า, ฮอนด้า และอีซูซุ แต่ในช่วง 1-2 ปีหลังมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานล่าสุด ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับ ธรณีสูบ เมื่อรายชื่อใน 10 อันดับแรก (Top 10) ถูกสอดแทรกและแซงหน้าด้วยแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็น BYD, AION, CHANGAN หรือ GWM ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ที่รุนแรงและรวดเร็ว บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัจจัยที่ทำให้ค่ายรถจีนผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำ และทิศทางของตลาดรถยนต์ไทยในอนาคต ปัจจัยแห่งชัยชนะ: ทำไมรถไฟฟ้าจีนถึงชนะใจคนไทย? การที่ยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนพุ่งทะยานจนแซงหน้ารถสันดาปจากญี่ปุ่นในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวของ 4 ปัจจัยหลัก ดังนี้: สงครามราคาและความคุ้มค่า : ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยเรื่อง ราคา คือหัวใจสำคัญ ค่ายรถจีนใช้กลยุทธ์การตั้งราคาที่ดุดัน (Aggressive Pricing) ด้วยโครงสร้างต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ที่ต่ำกว่าและการบริหารจัดการ Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะเทียบเท่ารถยุโรป หรือออปชั่นเหนือกว่ารถญี่ปุ่น ในราคาที่ต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกัน ความรู้สึก คุ้มค่า จึงเป็นแรงจูงใจหลักในการตัดสินใจ เทคโนโลยีและนวัตกรรม : รถยนต์จากจีนไม่ได้ขายแค่สมรรถนะการขับขี่ แต่ขาย ประสบการณ์ แบบ Gadget เคลื่อนที่ การออกแบบภายในที่ล้ำสมัย หน้าจอขนาดใหญ่ ระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ฉลาด และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) ที่ใส่มาให้ครบตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ซึ่งแตกต่างจากค่ายญี่ปุ่นที่มักจะกั๊กออปชั่นไว้ในรุ่นท็อป ทำให้ภาพลักษณ์ของรถจีนดู ทันสมัย และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากกว่า นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ : มาตรการ EV 3.0 และต่อเนื่องมาถึง EV 3.5 ของรัฐบาลไทย ทั้งส่วนลดเงินสดและการลดภาษีสรรพสามิต เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุด ที่ช่วยลดช่องว่างของราคาระหว่างรถ EV และรถสันดาป (ICE) ลง ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ความเชื่องช้าในการปรับตัวของค่ายญี่ปุ่น : ในขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่ EV ค่ายรถญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นในเทคโนโลยีไฮบริด (HEV) หรือรถสันดาป และขาดแคลนผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ที่น่าสนใจในตลาด การขาดตัวเลือกที่หลากหลายจากแบรนด์ที่คนไทยภักดี ทำให้ผู้บริโภคที่ต้องการเทคโนโลยีใหม่จำต้องหันไปหาแบรนด์จีนแทน วิเคราะห์สถานการณ์: สมรภูมิระหว่าง ไฟฟ้า และ สันดาป สถานะปัจจุบัน: ตลาดรถยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วง จุดเปลี่ยนผ่าน (Tipping Point) อย่างแท้จริง ตลาดรถยนต์นั่ง (Passenger Cars): รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนกำลังยึดครองส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่ม B-SUV และ C-SUV ซึ่งเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของค่ายญี่ปุ่น ยอดจองในงานมอเตอร์โชว์สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางทั่วไป ผู้บริโภคเริ่มมองว่ารถสันดาปเป็นเทคโนโลยีเก่า และพร้อมเปิดใจรับแบรนด์ใหม่ ตลาดรถกระบะและเพื่อการพาณิชย์ (Commercial Vehicles): นี่คือป้อมปราการสุดท้ายที่แข็งแกร่งที่สุดของค่ายรถญี่ปุ่น (โดยเฉพาะ อีซูซุ และ โตโยต้า) เนื่องจากข้อจำกัดด้านการบรรทุกหนักและระยะทางวิ่งของรถ EV ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้สมบูรณ์ 100% ยอดขายในส่วนนี้จึงยังคงประคองให้ค่ายญี่ปุ่นยังติดอยู่ใน Top 3 ของตารางยอดขายรวมได้ อนาคต (Future Outlook): การต่อสู้ระลอกใหม่ แม้ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุด ค่ายจีนจะดูเหมือนเป็นผู้ชนะ แต่สงครามยานยนต์ยังไม่จบลงง่ายๆ ในระยะยาวเราจะได้เห็นภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนไป ดังนี้: การโต้กลับของ พญาอินทรี และ ซามูไร: ค่ายรถญี่ปุ่นและยุโรปเริ่มตื่นตัวและเตรียมส่งรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเพื่อทวงคืนบัลลังก์ ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีไฮบริด (HEV/PHEV) จะยังคงเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับผู้ที่ไม่พร้อมสำหรับโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ซึ่งค่ายญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญสูง การคัดเลือกตามธรรมชาติ : ปัจจุบันมีแบรนด์รถจีนเข้ามาทำตลาดในไทยจำนวนมาก ในอนาคตจะเกิดการคัดกรอง แบรนด์ที่ไม่มีความพร้อมด้านบริการหลังการขาย อะไหล่ หรือการบริหารจัดการ จะล้มหายตายจากไป เหลือเพียง ตัวจริง ไม่กี่รายที่ครองตลาดอย่างยั่งยืน ผู้บริโภคจะเริ่มให้ความสำคัญกับ ความเชื่อมั่นระยะยาว มากกว่าแค่ ราคาถูก สงครามราคาที่จะรุนแรงขึ้น: เมื่อ Supply ล้นตลาด การตัดราคาจะยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภค แต่เป็นความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการ ทั้งในแง่ของกำไรและราคาขายต่อของรถมือสองที่อาจผันผวนหนัก ยอดจอง 10 อันดับแรกในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพฤติกรรมคนไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ถูกแทนที่ด้วย ความคุ้มค่าและเทคโนโลยี (Value Innovation) ค่ายรถจีนได้ใช้จังหวะที่ค่ายญี่ปุ่นขยับตัวช้า เข้ายึดครองพื้นที่ในใจผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงยกแรกของการแข่งขัน ในอนาคตตลาดรถยนต์ไทยจะไม่ได้แบ่งแค่ จีน vs ญี่ปุ่น แต่จะเป็นการแข่งขันระหว่าง เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ ไม่ว่าขุมพลังนั้นจะมาจากไฟฟ้าหรือน้ำมัน ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด เข้าใจผู้บริโภคที่สุด และดูแลลูกค้าได้ดีที่สุดเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในสมรภูมิยานยนต์ยุคใหม่นี้ครับ Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 20 ธ.ค. 68
อ่าน
แบรนด์รถจีนสู้ต่อ! เมินแข่งดุ สงครามราคา-ตลาดหดตัว l การตลาดเงินล้าน
แบรนด์ ซีกเคอร์ คุณอเล็กซ์ เป่า จวงเฟย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย) บริษัท ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี คาดการณ์ทิศทางตลาดรถยนต์ในประเทศไทย บอกว่า ยังมีปัจจัยกดดันหลายอย่าง ซึ่งทำให้ตลาดโดยรวมปีนี้ยังไม่เติบโต แต่เชื่อว่า ส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จะมีมากขึ้น โดยปีนี้มีความเป็นไปได้ว่า ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 80,000-90,000 คัน จากปีที่แล้วมียอดขายอยู่ที่ 71,000 คันอย่างไรก็ดี ตลาดจะมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้นอีก ทั้งจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่มากขึ้น และการมีแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดในไทยเพิ่มเติม และรวมถึงเรื่องของ สงครามราคาสำหรับซีกเคอร์ เข้ามาทำตลาดในไทยครบ 1 ปี ปัจจุบันส่งมอบรถให้ลูกค้าแล้ว 1,800 ราย และตั้งเป้าปีนี้ไว้จำนวน 4,000-5,000 คันคุณอเล็กซ์ บอกอีกว่า แม้จะมีปัจจัยท้าทายในหลายเรื่อง รวมถึงการแข่งขันที่สูง แต่ตลาดอีวีไทยยังมีศักยภาพในการเติบโต ประกอบกับลูกค้าคนไทยเปิดกว้างในการยอมรับแบรนด์ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ทางแบรนด์มีแผนที่จะนำรถยนต์ที่หลากหลายเข้ามาทำตลาดต่อเนื่อง และจากการควบรวมกับแบรนด์ ลิงค์ แอนด์ โค (lynk co) ซึ่งจะรวมเป็นแบรนด์เดียวภายใต้ ซีกเคอร์ กรุ๊ป จะทำให้มีรถรุ่นใหม่ ๆ และหลากหลายเข้ามาทำตลาดในไทยเพิ่มเติมปัจจุบัน มีดีลเลอร์ ซึ่งมีบริการหลังการขาย อยู่จำนวน 8 ราย และปีนี้จะเพิ่มเป็น 10 ราย ส่วนโชว์รูมจะมี 10-15 แห่งนอกจากนี้ บริษัทฯ กำลังมองหาสถานที่ในการตั้ง เทคนิคัล เซ็นเตอร์ ที่จะเป็นศูนย์การอบรม ศูนย์อะไหล่รถยนต์ซีกเคอร์ และศูนย์รวมช่างเทคนิค ที่จะสามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า โดยจะรองรับในการช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้กับลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียนทั้งหมด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจหาที่ตั้ง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลด้าน GWM (จีดับบลิวเอ็ม) หรือ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งเข้ามาทำตลาดในไทยราว 4 ปีแล้ว คุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) บอกว่า ที่ผ่านมา บริษัทฯ พยายามรับฟังเสียงของผู้บริโภคชาวไทยให้มากที่สุด และปรับปรุงโพรดัสก์ให้เข้ากับประเทศไทย ซึ่งในช่วงต้นปีนี้ ได้เปิดตัวรถใหม่ 2 รุ่น คือ ออลล์ นิว ฮาวาล เอช ซิกซ์ (ALL NEW HAVAL H6) ที่เป็นการปรับใหญ่ และเชื่อว่าสิ่งที่บริษัทฯ ปรับ จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า และราคาเป็นที่ถูกใจ ส่วนอีกรุ่นคือ แท้งก์ 300 เครื่องยนต์ ดีเซล (TANK 300 DIESEL) เนื่องจาก เครื่องยนต์ดีเซล ยังเป็นที่นิยมในตลาดไทย และมีสัดส่วนความต้องการที่สูงอยู่ ส่วนทั้งปีคาดว่าจะเปิดตัวรุ่นใหม่รวม 5 รุ่น (เป็นรุ่นเดิมแต่เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ดีเซล) และอาจจะมีเซอร์ไพรส์ ที่เป็นรุ่นใหม่จริง ๆ คาดจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ด้วยผู้บริหาร เกรท วอลล์ มอเตอร์ บอกด้วยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีพาวเวอร์เทรน (Powertrain) หลากหลายรูปแบบ และมีครบ ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าต้องการอะไร เช่น ในช่วงที่ผ่านมาอาจนิยมรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี (BEV) ก็มีนำเสนอ แต่พื้นฐานของตลาดในไทย ยังมีความต้องการในแบบผสมผสาน แต่มีการเพิ่มสัดส่วนไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด เพราะทุกคนต้องการประหยัด ก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้น ต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากขึ้นส่วนเป้าหมาย จะเน้นในเรื่องการตอบโจทย์ และความมั่นใจของลูกค้า ซึ่งปัจจุบัน มีพาร์ทเนอร์สโตร์รวมแล้ว 68 แห่งทั่วประเทศ และปีนี้พยายามจะปรับปรุงศักยภาพของพาร์ทเนอร์ ทั้งในแง่การขาย การดูแลลูกค้า และบริการหลังการขายที่เน้นคุณภาพ และจะเติมเต็มอีก 2 จังหวัดคือที่ ขอนแก่น และชลบุรี จะทำให้มีพาร์ทเนอร์สโตร์รวมเป็น 70 แห่ง โดย เชื่อว่าขนาดของตลาดและโพรดักส์ ในปัจจุบัน มีเพียงพอ ตามความต้องการที่จะให้พาร์ทเนอร์มีความเข้มแข็ง มีกำไร และสามารถดูแลลูกค้าได้ส่วนในอนาคคต เมื่อตลาดเติบโตขึ้น ก็จะมีโพรดักส์ใหม่ ๆ เพิ่มเติม และจากนั้นก็จะเพิ่มสาขาได้อีก
TNN ช่อง16 • 1 เม.ย. 68
อ่าน
เวียดนามตั้งเป้า GDP ปี68 โต 8% ยอดขายรถจีนหนุน BYD-XIAOMI
#หุ้นเวียดนาม #ทันหุ้น - บทวิเคราะห์ โดย บล.บัวหลวง นายกฯเวียดนามลั่น! เป้า GDP ปีหน้าโต 8% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนวานนี้(2 ธ.ค.) ดัชนี DJIA ย่อตัว 0.3% หลังจากที่ปรับขึ้น 7.5% ในเดือน พ.ย. 67 ส่วนดัชนี SP 500 และ NASDAQ ปรับขึ้น 0.2-1.1% ได้แรงหนุนจากหุ้น Tesla (TSLA) ที่บวก 3.4% หลังตลาดมองการกลับมาของทรัมป์จะส่งผลดีต่อบริษัท ขณะที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือน พ.ย. 67 มีทิศทางดีขึ้น โดยปรับตัวขึ้นสู่ 48.4 จุด เพิ่มขึ้นจาก 46.5 จุด ในเดือน ต.ค. และมากว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 47.5 จุด (แต่ยังอยู่ในโซนหดตัว ต่ำกว่า 50 จุด) คาดตลาดหุ้นสหรัฐฯ คงโมเมนตัมบวกต่อคืนนี้ ขานรับ Sentiment บวกจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เดือน พ.ย. ที่มีทิศทางดีขึ้น เพียงแต่ Upside อาจเริ่มจำกัดมากขึ้น หลังปัจจุบันดัชนี SP 500 พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ และทะลุราคาเป้าหมายปี 2567 ของ Consensus ที่ 5,734 ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยอาจเน้นหุ้นกลุ่มที่กำไรมีแนวโน้มโตแกร่ง และมีปัจจัยสนับสนุนจากการกลับมาของทรัมป์ ได้แก่ หุ้นประกันสุขภาพ UnitedHealthcare Group (UNH.US) Buy : UNH.US เรามองบวกต่อหุ้น หลัง Consensus ปรับราคาเป้าหมาย และคาดการณ์กำไรหุ้นขึ้นต่อเนื่อง รับแนวโน้มการได้อานิสงส์จากนโยบายสนับสนุนการใช้ประกันสุขภาพ (MedicareAdvantage) ของทรัมป์ . ตลาดหุ้นฮ่องกง วานนี้( 2 ธ.ค.) ดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้น 0.7% นำโดย BYD (1211.HK) บวก 2.4% หลังบริษัทเผยยอดส่งมอบรถเดือน พ.ย. 67 อยู่ที่ 506,804 คัน ส่งผลให้ยอดส่งมอบรวมทั้งปีอยู่ที่ 3.76 ล้านคัน (เพิ่มขึ้น 40%YoY) ด้านหุ้น Baidu (9888.HK) บวก 2% ขานรับการเริ่มทดสอบระบบขับขี่อัตโนมัติ "Apollo Go" ในฮ่องกง มองตลาดหุ้นฮ่องกงคงโมเมนตัมบวกในวันนี้(3 ธ.ค.) หนุนจากการรายงานดัชนี Caixin PMI ภาคการผลิตของจีนเดือน พ.ย. 67 เมื่อวานนี้ ที่ขยายตัว 51.5 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค. 67 ที่ 50.3 จุด และมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 50.7 จด ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนมิ.ย. 67 อย่างไรดี ในช่วงนี้ตลาดหุ้นยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะถือหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว อย่าง Xiaomi (1810.HK) และ Meituan (3690.HK) หรือหุ้น Defensive อย่าง China Mobile (941.HK) เพื่อจำกัด Downside risk ของพอร์ต Hold : 1810.HK แนะถือ Xiaomi (1810.HK) หลังบริษัทเผยยอดส่งมอบรถ EV "SU7" เดือน พ.ย. 67 อยู่ที่ 20,000 คัน ซึ่งทำให้ยอดรวมตั้งแต่ต้นปีถึงตอนนี้อยู่ที่ 120,000 คัน เราจึงมองเป็นปัจจัยหนุนความมั่นใจว่ายอดส่งมอบรถจะถึงเป้าหมายที่ 130,000 คันในสิ้นปีนี้ . ตลาดหุ้นเวียดนาม ตลาดหุ้นเวียดนามปิดทรงตัวในแดนบวก (+0.01%) โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิ $12mn ขณะที่หุ้นธนาคาร Vietcombank (VCB.VN) บวก 1% หลังนายกฯเวียดนามประกาศตั้งเป้า GDP ปี 68 โต 8%YoY ดีกว่าตลาดคาดที่ 6.5%YoY ส่วนหุ้น Deoca Infrastructure (HHV.VN) บวก 3.7% ขานรับ sentiment บวกจากที่เวียดนามตั้งเป้าเบิกจ่ายงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น 17%YoY ในปี 68 มองตลาดหุ้นเวียดนามคงโมเมนตัมบวกต่อในวันนี้ หนุนจากการตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แสดงถึงความเชื่อมั่นของนายกเวียดนาม ซึ่งคาดเป็น Sentiment บวก ต่อตลาดหุ้น โดยกลยุทธ์ลงทุน แนะเล่นหุ้นที่กำไรมีแนวโน้มเติบโตได้ดีตามทิศทางเศรษฐกิจเวียดนาม ได้แก่ หุ้นธนาคาร Vietcombank (VCB.VN) Hold : VCB.VN Consensus ปรับคาดการณ์กำไรหุ้นขึ้นต่อเนื่อง หนุนจากเศรษฐกิจเวียดนามที่มีแนวโน้มโตแกร่ง ขณะที่คุณภาพหนี้ของ VCB ยังคงแกร่ง NPL อยู่ต่ำกว่า 1.5% จึงแนะถือหุ้นต่อ
ทันหุ้น • 3 ธ.ค. 67
อ่าน
ค่ายรถจีน 'บีวายดี' ผลิต NEV ครบ 7 ล้านคัน
(แฟ้มภาพซินหัว : โรงงานแบตเตอรี่ของบีวายดีในเมืองมาเนาส์ รัฐอามาโซนัสของบราซิล วันที่ 12 มี.ค. 2024) เซินเจิ้น, 26 มี.ค. (ซินหัว) -- บีวายดี (BYD) ผู้ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำของจีน ส่งยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) คันที่ 7 ล้าน รุ่นเดนซา เอ็นเซเวน (Denza N7) ออกจากสายการผลิตในนครจี่หนาน มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน เมื่อวันจันทร์ (25 มี.ค.)ความคืบหน้าครั้งนี้ทำให้บีวายดีกลายเป็นผู้ผลิตยานยนต์รายแรกของโลกที่มีปริมาณการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่จำนวนมากเท่านี้ยอดจำหน่ายยานยนต์โดยสารไฟฟ้าบริสุทธิ์ของบีวายดีขึ้นนำเทสลา (Tesla) ในไตรมาสที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม) ของปี 2023 และครองอันดับหนึ่งทั่วโลกเป็นครั้งแรก โดยบีวายดียังรายงานยอดจำหน่ายยานยนต์พลังงานใหม่รายปีมากกว่า 3.02 ล้านคันในปีที่ผ่านมา นับเป็นการรักษาความเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ทั่วโลกอนึ่ง บีวายดี จัดจำหน่ายยานยนต์พลังงานใหม่ให้กับ 78 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ทั้งยังสร้างโรงงานในหลายประเทศ อาทิ บราซิล ฮังการี และไทย
Xinhua • 26 มี.ค. 67
อ่าน
'เรือโร-โร่' เชื้อเพลิงคู่ฝีมือจีน บรรทุกรถจีน 5,000 คัน มุ่งหน้าสู่ยุโรป
(แฟ้มภาพซินหัว : เรือขนส่งสินค้าโร-โร่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวแบบเชื้อเพลิงคู่ ออกเดินทางจากท่าเรือในนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน วันที่ 17 ม.ค. 2024) เซี่ยงไฮ้, 18 ม.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (17 ม.ค.) เรือขนส่งสินค้าโร-โร่ (ro-ro) ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แบบเชื้อเพลิงคู่ แล่นออกสัญจรเที่ยวแรกสู่ยุโรป จากนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน โดยบรรทุกรถยนต์แบรนด์จีนราว 5,000 คัน และเครื่องจักรก่อสร้างจำนวนหนึ่งเรือลำนี้ยาว 200 เมตร กว้าง 38 เมตร สามารถบรรทุกรถยนต์ 7,600 คัน ถือเป็นเรือโร-โร่พลังงานสะอาดที่ใหญ่ที่สุดในแง่ศักยภาพการบรรทุก ซึ่งลงทุนและสร้างโดยผู้ประกอบการต่อเรือของจีนจินฉี ผู้จัดการทั่วไปของเอสเอไอซี อันจี๋ โลจิสติกส์ (SAIC Anji Logistics) กล่าวว่าการออกแบบเชื้อเพลิงแบบคู่ทำให้เรือดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากก๊าซแอลเอ็นจี น้ำมันเชื้อเพลิงกำมะถันต่ำ หรือดีเซลชนิดเบา ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนราวร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับเรือโร-โร่ขนส่งรถยนต์แบบดั้งเดิมจินยกตัวอย่างการเดินทางไป-กลับยุโรปซึ่งการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งหมดอาจลดลง 1,300 ตัน โดยคาดว่าเรือลำนี้จะขนส่งรถยนต์ผลิตในจีนราว 30,000 คันต่อปีไปต่างประเทศในอนาคตเรือลำดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยในการขนส่งรถยนต์พลังงานใหม่ และอาจรวมถึงยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และยานยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ เมื่อพิจารณาความต้องการที่แข็งแกร่งในการขนส่งรถยนต์พลังงานใหม่ของจีนไปต่างประเทศ
Xinhua • 18 ม.ค. 67
อ่าน
ค่ายรถจีน GWM ส่ง 'รถยนต์ไฟฟ้า' คันแรก ออกจากสายผลิตในไทย
(แฟ้มภาพซินหัว : รถยนต์ รุ่นออร่า กู๊ด แคท จีที ระหว่างงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 44 ในกรุงเทพฯ วันที่ 22 มี.ค. 2023) ระยอง, 12 ม.ค. (ซินหัว) -- ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คันแรกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) ผู้ผลิตรถยนต์อเนกประสงค์และรถกระบะรายใหญ่สุดของจีน ออกจากสายการผลิตในไทยในวันศุกร์ (12 ม.ค.) ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญเนื่องจากเป็นยานยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์คันแรกที่ผลิตในไทย อนึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นเจ้าของรถยนต์หลายแบรนด์ อาทิ ฮาวาล (Haval) ออร่า (ORA) แทงก์ (Tank) และเวย์ (WEY) และเริ่มการผลิตรถยนต์ของบริษัทฯ ที่โรงงานในจังหวัดระยองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 รถยนต์ไฟฟ้า รุ่นออร่า กู๊ด แคท (ORA Good Cat) ของบริษัทฯ ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างรวดเร็ว ด้วยยอดจำหน่ายสะสมกว่า 11,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2021 พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวระหว่างร่วมพิธีเปิดตัวว่าเกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็น 1 ใน 2 บริษัทแรกที่ได้ลงนามข้อตกลงเพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย พิมพ์ภัทราชี้ว่ากระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ส่งเสริมไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลกอย่างต่อเนื่อง อนึ่ง ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นเวลานาน เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแตะร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2030 ภายใต้การส่งเสริมด้านการลงทุนของรัฐบาล ไคลด์ เฉิง ประธานเกรท วอลล์ มอเตอร์ ประจำภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่านับตั้งแต่เข้าสู่ตลาดไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้ช่วยเหลือไทยในการสร้างศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทย และการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า รุ่นออร่า กู๊ด แคท จากการผลิตในระยอง จะทำให้ไทยกลายเป็นตลาดแรกจากทั่วโลกที่เริ่มการผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ ของบริษัทฯ ในท้องถิ่น เฉิงทิ้งท้ายว่าสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของไทยในกลยุทธ์ระดับโลกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ และจะขับเคลื่อนให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค
Xinhua • 12 ม.ค. 67
อ่าน
ค่ายรถจีน 'จี๋ลี่' เปิดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 'ซีกเกอร์' ในอิสราเอล
(แฟ้มภาพซินหัว : ลูกค้าเจรจาซื้อยานยนต์ไฟฟ้าจี๋ลี่ รุ่นจีโอเมทรี ซี ในเมืองเทลอาวีฟของอิสราเอล วันที่ 21 มิ.ย. 2023)เยรูซาเล็ม, 9 ม.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันจันทร์ (8 ม.ค.) จี๋ลี่ (Geely) ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีน ประกาศเปิดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ใหม่ 2 รุ่นภายใต้แบรนด์ซีกเกอร์ (Zeekr) ในอิสราเอล โดยจี๋ลี่ได้ประกาศความคืบหน้านี้ในงานเปิดตัวรถยนต์ดังกล่าวในเมืองเทลอาวีฟซีกเกอร์ 001 (Zeekr 001) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลชูตติงเบรกไฟฟ้าขนาดกลาง เป็นหนึ่งในรุ่นที่เปิดจำหน่ายในอิสราเอล โดยมีระยะการขับขี่ 620 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 100 กิโลวัตต์ชั่วโมงส่วนอีกรุ่นคือ เอสยูวี ซีกเกอร์ เอ็กซ์ (SUV Zeekr X) รถยนต์หรูอเนกประสงค์ ที่มีระยะการขับขี่สูงสุด 440 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และแบตเตอรี่ความจุ 69 กิโลวัตต์ชั่วโมงก่อนหน้านี้ จี๋ลี่จำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าหนึ่งรุ่นในอิสราเอล ได้แก่ รถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก รุ่นจีโอเมทรี ซี (Geometry C) ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อช่วงปลายปี 2021 และขึ้นแท่นยานยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในอิสราเอลเมื่อปี 2022ขณะปีที่ผ่านมา จีโอเมทรี ซี มียอดจำหน่ายสูงเป็นอันดับ 2 ในอิสราเอล ตามหลังรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ รุ่นแอตโต 3 (Atto 3) ที่ผลิตโดยบีวายดี (BYD) ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีนอีกราย
Xinhua • 9 ม.ค. 67
อ่าน
ค่ายรถจีน "นีโอ" หั่นราคารถ EV ทุกรุ่นหลังขาดทุนหนัก
นีโอ (Nio) บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน ประกาศลดราคารถทุกรุ่นราว 30,000 หยวน หรือ 5,600 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวหลังบริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกย่ำแย่เกินคาด และการปรับเปลี่ยนราคาจะมีผลในทันทีนีโอ เป็นบริษัทรถยนต์จีนรายล่าสุดที่เข้าร่วมสงครามราคาเช่นเดียวกับค่ายรถรายอื่นๆ รวมถึง เทสลา ที่ลดราคารถยนต์เพื่อดึงความสนใจจากลูกค้าชาวจีน ซึ่งเป็นตลาด EV ขนาดใหญ่สุดของโลก แม้ว่าเมื่อเดือนเมษายน บริษัทยังยืนยันที่จะไม่เข้าร่วมสงครามราคาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลจีนเริ่มรณรงค์ให้ประชาชนหันมาซื้อและใช้รถยนต์พลังงานสะอาด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท หลังการเติบโตของยอดขายรถ EV และไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก ชะลอตัวลงอยู่ที่ร้อยละ 41 ในเดือนมกราคม-พฤษภาคม จากร้อยละ 120 ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ววิลเลียม หลี่ CEO ของนีโอ ระบุบนแอปพลิเคชั่นของบริษัทว่า การปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีการพูดคุยกันเป็นการภายในมานานแล้ว ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา และขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดยอดขายของ นีโอ ลดลงต่ำกว่า 13,000 คันในเดือนเมษายนและพฤษภาคม โดยมียอดขายรวม 31,041 คัน ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคมขณะที่ นีโอ ตั้งเป้าขายรถ EV ให้ได้ 250,000 คันในปีนี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วบริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเป็น 4.74 พันล้านหยวน จากในปีก่อนหน้าที่ขาดทุนอยู่ที่ 1.78 พันล้านหยวนCEO นีโอ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า บริษัทกำลังชะลอการลงทุนบางส่วน ซึ่งรวมถึงการวิจัยและพัฒนา และจะขยายธุรกิจในยุโรปอย่างรอบคอบมากขึ้น" style="height: 370px;">ที่มาภาพ : TNN ONLINEที่มาข้อมูล : TNN
TNN ช่อง16 • 13 มิ.ย. 66
อ่าน
ค่ายรถจีน GWM เปิดตัว 'ศูนย์บริการครบวงจร' ในมาเลย์
กัวลาลัมเปอร์, 16 พ.ค. (ซินหัว) -- เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) ผู้ผลิตรถยนต์อเนกประสงค์และรถกระบะชั้นนำของจีน ได้เปิดตัวศูนย์บริการแบบครบวงจร (จำหน่าย บริการ อะไหล่ และพ่นสี) แห่งสำคัญในมาเลเซีย เพื่อสนับสนุนกิจการที่กำลังเติบโตภายในประเทศเมื่อวันจันทร์ (15 พ.ค.) แถลงการณ์จากเกรท วอลล์ มอเตอร์ถึงสำนักข่าวซินหัว ระบุว่าศูนย์บริการแห่งใหม่ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันเสาร์ (13 พ.ค.) สะท้อนความก้าวหน้าของบริษัทฯ ในการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายแห่งแรกจากทั้งหมด 15 แห่งที่จะเปิดให้บริการในปีนี้ชุยอันฉี กรรมการผู้จัดการเกรท วอลล์ มอเตอร์ เซลส์ มาเลเซีย จำกัด ร่วมทำพิธีเปิดศูนย์บริการ โดยกล่าวว่าบริษัทฯ ยินดีกับการเปิดตัวศูนย์บริการครบวงจร พร้อมโถงประสบการณ์ออลอินวัน (All-in-One Experience Hall) ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการให้บริการที่เป็นเลิศและความพึงพอใจของลูกค้าชุยเสริมว่าบริษัทฯ คาดหวังโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมากขึ้นในมาเลเซีย เนื่องด้วยเครือข่ายที่ขยายตัวและความต้องการเปิดตัวรถยนต์รุ่นฮาวาล เอช 6 (Haval H6) และรุ่นแคนนอน (Cannon) ในปีนี้อนึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งเน้นการจัดแสดงยานยนต์พลังงานใหม่ 3 รุ่น ภายในงานมาเลเซีย ออโตโชว์ 2023 โดยรถยนต์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มยานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะของบริษัทฯ ซึ่งชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและการออกแบบที่ล้ำสมัย
Xinhua • 16 พ.ค. 66
อ่าน
GLOBALink : 'หงฉี' ค่ายรถจีน เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ชาร์จ-เปลี่ยนแบตฯ ได้
ฉางชุน, 25 ก.ค. (ซินหัว) -- หงฉี (Hongqi) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มีทั้งรุ่นไฟฟ้าล้วนและรุ่นสลับแบตเตอรี ซึ่งช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้นในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หวังอีโป๋ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์หงฉี ระบุว่าจุดเด่นอย่างหนึ่งของรถยนต์หงฉีรุ่นอี-คิวเอ็ม5 (E-QM5) คือแบตเตอรีที่สามารถชาร์จหรือสลับเปลี่ยนได้ โดยรุ่นชาร์จไฟฟ้าสามารถชาร์จเต็มภายในหนึ่งชั่วโมง ขณะรุ่นสลับแบตเตอรีสามารถสลับเปลี่ยนได้ภายใน 2 นาที และสามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 431 กิโลเมตรเหยียนหมิง ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ฉางชุน อ้าวต้ง นิวเอเนอร์จี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่ารถยนต์รุ่นดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนชุดแบตเตอรีแชสซีส (chassis) ในโหมดสลับแบตเตอรี ซึ่งช่วยให้สามารถติดตั้งและถอดแบตเตอรีได้อัตโนมัติ โดยผู้ขับขี่สามารถถอดและเปลี่ยนแบตเตอรีที่หมดแล้วให้เป็นแบตเตอรีที่ชาร์จเต็มแล้วได้อย่างรวดเร็ว ณ สถานีเปลี่ยนแบตเตอรีทั้งนี้ ภาคยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนได้เข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาด้วยความเร็วสูงขนาดใหญ่ ด้วยผลผลิตยานยนต์พลังงานใหม่รวมอยู่ที่ 2.66 ล้านคัน และยอดจำหน่ายแตะที่ 2.6 ล้านคัน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2022ปัจจุบันจีนมีสถานีบริการรีไซเคิลแบตเตอรีมากกว่า 10,000 แห่ง ทั้งยังได้สร้างศูนย์ชาร์จและเปลี่ยนแบตเตอรี 1.3 ล้านแห่ง ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนที่ผ่านมา
Xinhua • 25 ก.ค. 65
อ่าน
ค่ายรถจีนแห่ร่วมรับสิทธิรถยนต์ไฟฟ้าคึกคัก สรรพสามิตประเดิมลงนาม ‘เกรท วอลล์ - เอ็มจี’ ส่วนญี่ปุ่นขอ 6 เดือน
ข่าววันนี้ นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า จัดพิธีลงนามข้อตกลงตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระหว่างกรมสรรพสามิตกับผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่พร้อมเข้าร่วมมาตรการเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากการนำเข้าและผลิตรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) ทั้งภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต และเงินอุดหนุนจำนวน 70,000 หรือ 150,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่ จำนวน 2 ราย ได้แก่ 1. บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด และ 2. บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และ บริษัทเอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้ เมื่อได้ลงนามในข้อตกลงแล้ว ผู้ประกอบอุตสาหกรรมทั้ง 2 ราย จะได้รับสิทธิในการรับเงินอุดหนุนจากการจำหน่าย ซึ่งราคาที่แสดงในงานมอเตอร์โชว์จะเป็นราคาขายปลีกแนะนำที่ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว และคาดว่าจะมีผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้นำเข้ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ประมาณ 5-7 รายรอเข้าร่วมลงนามข้อตกลงในอนาคตอันใกล้นี้ต่อไป กรมสรรพสามิตได้อนุมัติโครงสร้างราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรการเรียบร้อยแล้ว ซึ่งราคาดังกล่าวจะถูกส่งไปยังประชาชนที่ซื้อรถอย่างแท้จริง โดยในปีแรกได้รับงบประมาณดำเนินการ 3 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมความต้องการได้อย่างเพียงพอ ส่วนงบประมาณสำหรับดำเนินการในระยะถัดไปนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง หารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ในการหาแหล่งงบประมาณเพื่อดำเนินการในระยะถัดไป นายลวรณ กล่าวอีกว่า สำหรับค่ายรถที่เข้าร่วมมาตรการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ คือ ในปีที่ 3 ค่ายรถจะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดแทนรถที่นำเข้ามาจำหน่าย ในสัดส่วน 1 ต่อ 1 ซึ่งตามเป้าหมายภายในปี 2030 จะต้องมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศอยู่ที่ 30% ขอการผลิตรถยนต์ทั้งหมด เพื่อทำให้ไทยสามารถรักษาฐานการผลิตรถยนต์ไว้ได้ นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า จากการลงนามร่วมกับ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้า นำมาขายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ได้ประมาณ 500 คัน ส่วน บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่าจะนำมาขายประมาณ 1,500 คัน โดยประชาชนที่สนใจ จะได้รับส่วนลดตามมาตรการรัฐทันที 150,000-200,000 บาทต่อคัน ทั้งนี้ มีค่ายรถยนต์ที่สนใจลงนามร่วมกับกรมอีกหลายค่าย โดยรายที่ 3 เป็นค่ายเนต้า จากประเทศจีนที่ร่วมลงทุนกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น เช่น โตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ อยู่ระหว่างการหารือกับกรมสรรพสามิต เบื้องต้นขอเวลาประมาณ 6 เดือน ยังไม่พร้อมจะร่วมในงานเอ็กซ์โปครั้งนี้ ส่วนค่ายยุโรป เช่น บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส เบนซ์ หากทำราคาได้ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ก็จะมีส่วนลดต่อคันสูงถึง 6-7 แสนบาท ซึ่งเชื่อว่าค่ายรถทั้งหมดกว่า 80% จะลงนามกับกรมได้หมดภายในปีนี้
ข่าวสด • 21 มี.ค. 65
อ่าน
คิกออฟแพคเกจอีวี 2ค่ายรถจีนประเดิมร่วมโครงการ เปย์ส่วนลด เปิดศึกชิงลูกค้า
โลกปัจจุบันมีกระแสความนิยม หรือเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด ทำให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไม่หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็น เทรนด์เทคโนโลยีดิจิทัล กระแสการใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศ ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การปฏิรูปโครงสร้างทางรายได้ของประเทศ รัฐบาลจึงมีนโยบายมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ หนึ่งในนั้นคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่มากขึ้นเพื่อทำให้ไทยมุ่งสู้เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปสู่ชั้นบรรยากาศให้เหลือ 0 ได้ในอนาคต รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนและสร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าเจ้าสำคัญ เช่นเดียวกับปัจจุบันที่ไทยคือศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์สันดาปภายใน ⦁ส่วนลดอีวีเริ่มต้น1แสนบาทสำหรับสิทธิประโยชน์ส่วนลดของรถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ การลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% (บีอีวี) จาก 8% ลดเหลือ 2% เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามขนาดแบตเตอรี่ของรถยนต์ ตั้งแต่ 7 หมื่น-1.5 แสนบาทต่อคัน ส่วนรถจักรยานยนต์ 1.8 หมื่นบาทต่อคัน และสุดท้าย การลดอากรขาเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งคัน หากราคาขายปลีกแนะนำไม่เกินคันละ 2 ล้านบาท ได้ลดอากรขาเข้าสูงสุด 40% ส่วนรถยนต์ที่มีราคาแนะนำ 2-7 ล้านบาท จะได้รับส่วนลดสูงสุด 20% โดยรวมทุกส่วนลดแล้ว คาดว่าผู้ซื้อจะได้รับส่วนลดเริ่มต้น 1 แสนบาทต่อคันขึ้นไป โดยกรมสรรพามิตได้ให้ความสำคัญและความมั่นใจแก่ผู้บริโภค ด้วยการให้ค่ายรถยนต์ชี้แจงรายละเอียดโครงสร้างราคา ต้นทุนการนำเข้า ค่าบริหารจัดการ และส่วนลดที่จะมอบให้กับลูกค้า มาให้กรมพิจารณาอนุมัติก่อน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ รวมถึงยังได้กำหนดให้ค่ายรถยนต์ ห้ามทำการปรับโฉม (ไมเนอร์ เชนจ์) อาทิ เปลี่ยนอุปกรณ์ ฟังก์ชั่นการใช้ทำงานเพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มราคารถยนต์เป็นเวลา 2 ปี รวมถึงห้ามนำเงินอุดหนุนที่ได้รับจากรัฐบาล ไปใช้ในส่วนลดกำไรมาตรฐานกับลูกค้า เพราะปกติตัวแทนจำหน่ายและค่ายรถยนต์ จะมีส่วนของแถม และส่วนลดให้ลูกค้าอยู่แล้ว อาทิ ไฟตัดหมอก ล้อแม็กหรือให้ส่วนลดตัวเงิน แต่ส่วนเงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้นี้จะเป็นส่วนที่เพิ่มเติม ไม่รวมกับโปรโมชั่นอื่นๆ แต่อย่างใด ทั้งนี้ การให้ส่วนลด และเงินอุดหนุนของรัฐบาล เป็นการจูงใจให้ค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการ นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า สำหรับช่วงตามปี 2565-2566 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านในระยะแรก และเพื่อการทดลองตลาดภายในประเทศ โดยหลังจากนี้ รัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขให้ค่ายรถยนต์ ต้องเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย และผลิตให้ได้ตามจำนวนที่กำหนดในสัญญา เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ต่อไป ⦁หลายค่ายขนรถร่วมมอเตอร์โชว์2022เกาะติดความชัดเจนของมาตรการตลอดจนความสนใจของค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วม พบว่า วันที่ 21 มีนาคมนี้ กรมสรรพามิตจะมีการลงนามสัญญาการเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้ากับ 2 ค่ายรถชื่อดัง จากประเทศจีน คือ เอ็มจี และเกรท วอลล์ มอเตอร์ ผลจากการลงนามดังกล่าวจะทำให้ทั้ง 2 ค่ายจากจีนวางจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าล็อตที่ได้รับส่วนลดภาษีและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ได้ทันงานมอเตอร์โชว์ 2022 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม-3 เมษายน 2565 แน่นอนว่าจะกระตุ้นความสนใจของประชาชนที่กำเงินรอมานานแล้ว สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) แสดงความเห็นว่า ขณะนี้กระแสตอบรับของรถยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแรง มีหลายคนอยากจะไปดูตัวรถจริงๆ โดยในงาน มอเตอร์โชว์ 2022 นี้ คาดว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้า 100% ปลั๊กอินไฮบริด และไฮบริด จากหลายยี่ห้อ อาทิ เอ็มจี, เกรท วอลล์, บีเอ็มดับเบิลยู และเบนซ์ ถือว่ามากกว่าทุกครั้งที่ได้จัดงานมา สำหรับมาตรการส่วนลดทางภาษีและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลนั้น หากราคารถยนต์ไฟฟ้า อยู่ที่ 1 ล้านต้นๆ แล้วได้ส่วนลดโดยรวมประมาณ 1.5 แสนบาท อาจทำให้ราคาเหลืออยู่ราว 8 แสนบาทต่อคัน ก็น่าจะช่วยกระตุ้นให้คนสนใจซื้อได้มากขึ้น นอกจากนี้ ต้องขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในเรื่องของสถานีชาร์จไฟที่ภาครัฐกำลังผลักดันอยู่ มาตรการภาษีและเงินอุดหนุนนั้นเป็นสิ่งดี ถ้าค่ายรถเข้าร่วมมากขึ้น เชื่อว่าในงานมอเตอร์โชว์ 2022 นี้ จะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และเป็นการวัดว่าความต้องการซื้อของประชาชนจะสูงแค่ไหน โดยมีมาตรการเป็นตัวเร่งสำคัญให้ผู้ประกอบการรถยนต์ที่ลังเลอยู่ตัดสินใจนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้าไทยมากขึ้น และนำไปสู่การสร้างฐาน ลงทุนโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตามเงื่อนไขในปี 2567-2569 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าจะมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยแน่นอน สุรพงษ์กล่าว โดยรถยนต์ไฟฟ้า ที่จะได้เห็นจัดแสดงและจำหน่ายในงานมอเตอร์โชว์ 2022 นั้น ส่วนใหญ่จะเป็น รถยนต์นั่งหรือรถเก๋ง ส่วนรถกระบะไฟฟ้านั้น คิดว่าคงยังไม่มีการจำหน่ายในเร็วๆ นี้ เนื่องจากในต่างประเทศเองก็กำลังศึกษาและพัฒนาอยู่ ⦁ปี65ลุ้นยอดขายรถ8แสนคันรองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ระบุด้วยว่า อย่างไรก็ดี รถยนต์สันดาปภายใน หรือรถใช้น้ำมัน ยังคงจำหน่ายได้ดี มีคนสนใจซื้อต่อเนื่อง เนื่องจากราคารถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังถือว่ามีราคาสูง ส่วนประเภทรถซึ่งเป็นที่นิยมมาตลอดทุกปี คือ รถกระบะ เพราะเป็นเครื่องมือทำมาหากินสำคัญ เมื่อเกษตรกรรายได้ดีขึ้น หรือกลุ่มค้าปลีกรายได้ดี จะส่งผลให้มีความจำเป็นในการใช้รถกระบะเพื่อขนส่งสินค้ามากขึ้น กำลังซื้อรถกระบะก็จะมากขึ้น ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในไทยปี 2565 คาดว่าจะจำหน่ายได้ 8 แสนคันต่อปี ยอดขายดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่จำหน่ายได้ 7.5 คันต่อปี แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความรุนแรง ระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ว่าจะบานปลายหรือไม่ หากยืดเยื้อจะทำให้การผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆ ของรถยนต์มีปัญหา และเรื่องต้นทุนที่เพิ่มสูง อาทิ น้ำมัน จะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้นตาม ส่งผลกระทบต่อทั้งการผลิตและกำลังซื้อของประชาชน สุรพงษ์ทิ้งท้าย แพคเกจอีวี คือก้าวสำคัญของไทยสู่ฐานการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า จะสำเร็จหรือแป๊ก เดี๋ยวรู้กัน!!
มติชน • 21 มี.ค. 65
อ่าน
ปตท.จับมือ 'โฮซอน' ค่ายรถจีน เล็งจำหน่าย EV พวงมาลัยขวา Neta V ขยายธุรกิจยานยนไฟฟ้าแบบครบวงจร
ข่าววันนี้ ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโอกาสทางธุรกิจและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Strategic Co-Operation MOU Signing Ceremony) ระหว่าง บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% สำหรับดำเนินธุรกิจในด้าน EV Value Chain และ บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด (Hozon New Energy Automobile Co., Ltd; Hozon) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายโอกาสทางธุรกิจ EV แบบครบวงจร อาทิ ให้บริการเช่า หรือ จัดจำหน่าย EV พวงมาลัยขวารุ่นแรกของแบรนด์ Neta V ผลิตโดย Hozon และบริการหลังการขายที่เกี่ยวข้องผ่าน EVme ดิจิทัลแพลตฟอร์มของ ARUN PLUS รวมถึงความเป็นไปได้ในการขยายฐานการผลิต EV มายังประเทศไทย ผ่านบริษัทร่วมทุนระหว่าง ARUN PLUS กับ บริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี จำกัด หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) เป็นต้น เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ส่งเสริมภาคการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมดันไทยสู่สังคม Low Carbon และการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตเต็มรูปแบบ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ มีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายจาง หย่ง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โฮซอน (Mr. Zhang Yong, Co-Founder and Chief Executive Officer of Hozon) และนายบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี พร้อมด้วยนายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน ปตท. และนายเฉิน เอี้ยวกวง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน โฮซอน (Mr. Chen Yaoguang, Co-Founder and Chief Investment Officer of Hozon) ร่วมลงนาม
TNN Wealth • 10 พ.ย. 64
อ่าน
เมื่อคนขับรถจีนใกล้ตกงานครั้งใหญ่ โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนพยายามเสริมสร้างความมั่งคั่งของประเทศบนพื้นฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยการเปลี่ยนบริบทจาก Made in China ไปสู่ Created in China นวัตกรรมกลายเป็นภาพชินตาที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนยิ่งขึ้นในอนาคตมาถึงวันนี้ การดำเนินนโยบาย Made in China 2025 เพิ่งผ่าน ครึ่งแรก ดังปรากฏในแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 13 และกำลังเข้าสู่ ครึ่งหลัง ตามแผน 14 ก่อนไปประเมินผลความสำเร็จเมื่อสิ้นสุดการดำเนินนโยบายในปี 2025 ตามที่กำหนดไว้หลังการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเกี่ยวกับแผน 14 หลายเมืองสำคัญของจีนก็บรรจุประเด็นนวัตกรรมไว้ในแผน 5 ปีของตนเองเพื่อให้สอดรับกับแผนของประเทศ และหนึ่งในนวัตกรรมสำคัญที่ปล่อยออกมาโชว์โฉมก็ได้แก่ รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles)ยานยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของจีน ตลาดยานยนต์จีนได้ก้าวแซงสหรัฐฯ ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกนับแต่ปี 2009 และเติบใหญ่ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เรากำลังพูดถึงตลาดรถยนต์ปีละ 30 ล้านคันที่พัฒนาสู่ยานยนต์คุณภาพสูงแต่รถยนต์ที่หนาแน่นตามท้องถนนของจีนรวมเฉียด 300 ล้านคันก็สร้างภาระแก่ภาครัฐในเรื่องการลงทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาสภาพถนนหนทาง สะพาน ป้ายสัญญาณจราจร และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ขณะที่สภาพการจราจรที่ติดขัดก็นำไปสู่ปัญหามลพิษทางอากาศ และความสิ้นเปลืองพลังงาน รวมทั้งปัญหาสุขภาพ อุบัติเหตุ และระดับความเครียดของประชาชนจากการวิจัยพบว่า คนปักกิ่งเสียเวลาไปกับสภาพรถติดเฉลี่ย 1.3 ชั่วโมงต่อวัน สภาพคล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นในเมืองใหญ่อื่นของจีนในปัจจุบัน ชาว กทม. คงเข้าใจหัวอกของคนจีนในเรื่องนี้เป็นอย่างดีรัฐบาลจีนไม่นิ่งนอนใจและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเบ็ดเสร็จและครบวงจร ควบคู่ไปกับการพัฒนาในระยะยาวหากมองพัฒนาการของอุตสาหกรรมยานยนต์จะพบว่า จีนเป็นผู้ตามในรถยนต์ระบบสันดาป และใช้เวลาราว 20 ปีในการเรียนรู้และต่อยอดด้านเทคโนโลยีการผลิตจากยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่ครั้นใกล้ก้าวขึ้นทาบชั้นระดับโลก ตลาดรถยนต์ระบบสันดาปก็เริ่มหมดยุคในปี 2015 จีนเริ่มดำเนินนโยบาย Made in China 2025 ดังกล่าวโดยกำหนดให้รถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles) เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจีนขยับสถานะของการเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles) โดยลำดับในปี 2020 ตลาดจีนก็มีแบรนด์ EV อยู่หลายสิบยี่ห้อ และยังทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีการผลิตแบ็ตเตอรี ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของ EV โดยตั้งเป้าว่า เมื่อสิ้นสุดนโยบายดังกล่าวในปี 2025 EV จะมีสัดส่วนถึง 20% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ในจีน และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกแต่ด้วยจุดเด่นหลายประการของ AV อาทิ ความประหยัดและประสิทธิภาพที่สูงจากความสามารถในการใช้งานตลอด 24/7 ในทุกสภาพอากาศและสภาพมลพิษ ลดอุบัติเหตุ ก่อมลพิษน้อย และยังสอดรับกับกระแสความเป็นส่วนตัวในหลายประเทศ จีนจึงไม่ต้องการหยุดเพียงแค่ EVEV เป็นเพียงทางผ่านไปสู่ AV ในระยะยาว เพียงไม่นานหลังจากที่ EV เบ่งบานในจีน AV ก็เริ่มผลิดอกออกผล จีนทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่เพื่อหวังชิงเค้กก้อนโตนี้ แต่การเดินหน้าเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมก็ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายในประการหนึ่ง การพัฒนาอุตสาหกรรม AV จะเกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรมหลักอย่างกว้างขวาง อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟท์แวร์ เซมิคอนดักเตอร์ การจัดทำแผนที่ การขนส่ง โทรคมนาคม และอื่นๆ ซึ่งจีนยังเป็นผู้ตามและต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของต่างชาติอยู่ในบางส่วนในอีกประการหนึ่ง ประเด็นนี้เกี่ยวโยงไปถึงด้านกฎระเบียบ มาตรฐาน การพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ความมั่นคงทางไซเบอร์ และความร่วมมือระหว่างประเทศเมื่อต้นปี 2020 รัฐบาลจีนตีธงเดินหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรม AV ด้วยการจัดทำกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมและการพัฒนายานยนต์อัจฉริยะ แผนแม่บทดังกล่าวกำหนดเป้าหมายการพัฒนา AV สู่ระดับ 3 (Conditional Automation) ต่อสาธารณชนในวงกว้างภายในปี 2025 และก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกภายในปี 2050แม้จะเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง เพราะจีนเอาจริงเอาจังและอุดมไปด้วยปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนา จีนมีรัฐที่เข้มข้น เอกชนที่แข็งขัน และประชาชนที่เปิดกว้างเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลจีนได้เร่งต่อยอดระบบนิเวศด้านยานยนต์ที่มีอยู่และสร้างของใหม่ในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์และเทคโนโลยี อาทิ ป้ายสัญญาณจราจรดิจิตัล เซมิคอนดักเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ แผนที่ความละเอียดสูง และเทคโนโลยีกำหนดตำแหน่งแม่นยำสูงการสื่อสารผ่านระบบ 5G ถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจีนเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายอย่างไม่หยุดหย่อน แม้กระทั่งในปี 2020 จีนก็ยังเร่งขยายพื้นที่เครือข่ายระบบ 5G เข้าสู่พื้นที่ตอนกลางและตะวันตกของจีน ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า พื้นที่เครือข่าย 5G จะครอบคลุมเมืองใหญ่ทั่วจีนได้ภายในปี 2025 ซึ่งถึงตอนนั้น จีนก็อาจจะเริ่มทดลองใช้ระบบ 6G ในพื้นที่ซีกตะวันออกแล้วจีนยังพยายามสร้างมาตรฐานของอัลกอริธึมส์หลักที่ใช้ในการกำกับควบคุม AV ไม่ว่าจะเป็นระบบเซนเซอร์ ระบบปฏิบัติการที่ทำหน้าที่รวบรวมและประมวลข้อมูลขนาดใหญ่ และซอฟท์แวร์ของระบบควบคุมขณะเดียวกัน การทดสอบ ทดลอง และการใช้จริง รวมทั้งการสร้างเวทีในการฝึกอบรมผู้ใช้รถใช้ถนนบนสถานการณ์ที่ AV อยู่ร่วมกับรถยนต์รูปแบบดั้งเดิมบนท้องถนนก็เป็นสิ่งที่ได้รับความใส่ใจ โดยได้จัดตั้งศูนย์ทดสอบ AV ขนาดใหญ่ ทั้งที่เจียติ้ง เมืองด้านซีกตะวันตกของนครเซี่ยงไฮ้ และสวงอัน เมืองใหม่ทางตอนใต้ของกรุงปักกิ่ง ขณะที่กฎระเบียบด้านการจราจรก็อยู่ระหว่างการปรับปรุงนอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมขีดความสามารถของสตาร์ตอัพท้องถิ่น ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้สนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาสตาร์ตอัพและเทคโนโลยีในหลายรูปแบบ อาทิการจัดสรรสินเชื่อหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ แก่ผู้ผลิต AV และชิ้นส่วนอุปกรณ์ และการผลักดันให้นักลงทุนเข้าไปซื้อหุ้นของสตาร์อัพ AV จำนวนหลายสิบรายในแต่ละปีอย่างไรก็ดี แม้ว่าภาครัฐจะเร่ง แต่ก็ไม่อาจรีบจนเกินไป จีนทดลองนำร่องอย่างเป็นขั้นเป็นตอนราวกับการเดินข้ามลำธารโดยใช้เท้าสัมผัสหิน จึงคาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่จะสามารถพัฒนาระบบและเทคโนโลยีที่สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยได้ในวงกว้างขณะเดียวกัน แต่ละบริษัทท้องถิ่นก็ยังต้องพัฒนาระบบนิเวศของตนเองเพื่อสร้างความแตกต่างในเชิงการตลาด อาทิ แบรนด์ดิ้ง การพัฒนาตัวถังและอุปกรณ์ ซอฟท์แวร์ และระบบปฏิบัติการ ประเด็นนี้สลับซับซ้อนมากขึ้นเมื่อบริษัทเดินเกมส์ธุรกิจ ทั้งระบบปิดและระบบเปิด และขยายความร่วมมือคู่ขนานกันในหลายทิศทางไปพร้อมกันทั้งนี้ ก่อนปี 2019 กฎหมายจีนยังไม่เปิดให้บริการ AV สาธารณะกับมนุษย์ และกำหนดเกณฑ์ความเร็วไว้ไม่เกิน 12 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ AV ในระยะแรกถูกใช้ในพื้นที่ปิดที่มีเส้นทางกำหนดไว้ อาทิ เหมืองแร่ สนามบิน และแปลงเกษตรกรรม รวมทั้งการจัดส่งสินค้า เอกสาร และขยะ ซึ่งนับว่าได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีแต่จีนก็ตระหนักดีว่า การเข้ามาของ AV อย่างแพร่หลายจะปฏิรูปโลกยานยนต์ และอาจเป็นจุดเปลี่ยนในหลายด้าน ผู้เล่นในตลาด AV จีนจะเปลี่ยนหน้าไปจากเดิม มนต์ขลังของแบรนด์รถยนต์แบบสันดาปในวันนี้จะเสื่อมลง ขณะที่สตาร์ตอัพที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟท์แวร์หรือเทคโนโลยีสามารถขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตยานยนต์ในการพัฒนาธุรกิจใหม่กิจการอย่างไป่ตู้ (Baidu) เทนเซ้นท์ (Tencent) และเวย์โม (Waymo) หรือที่คนจีนเรียกกันว่า ฮุ่ยโม๋ หรือแม้กระทั่งเทสล่า (Tesla) ที่กำลังขยายกำลังการผลิต EV ในจีน จะกลายเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่เข้ามาแข่งขันกับรายเดิมอย่างโฟล์กสวาเก้น จีเอ็ม โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน และอื่นๆความร่วมมือในวงการ AV เริ่มพุ่งพล่านในหลายทิศทางอย่างไม่เป็นมาก่อน ผู้ผลิต EV ร่วมมือกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อผลิต AV รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดจีน อาทิ แซ็กมอเตอร์ (SAIC) จับมือกับอาลีบาบาแม้กระทั่งผู้ผลิตชิ้นส่วนและกิจการที่เกี่ยวข้องในวงการยานยนต์ขนาดเล็กจำนวนมากก็ถูกดึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา AV อาทิ เทนเซ้นท์จับมือกับ OEMs หลายราย และไป่ตู้ก็เดินหน้าสร้างระบบนิเวศของอพอลโล่ (Apollo) กับกิจการที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่แห่งคุณค่าขณะเดียวกัน กิจการด้านดิจิตัลรายใหญ่ของจีนยังร่วมลงทุนในสตาร์ตอัพคู่ขนานกันไปอีกด้วย ไป่ตู้และเทนเซ้นท์ร่วมมือกับนีโอ (NIO) และอาลีบาบาเป็นพันธมิตรกับเสี่ยวเผิง (Xpeng)โควิด-19 ยังเป็นปัจจัยผลักดัน AV ในจีน นิโอลิกซ์ (Neolix) สตาร์ตอัพดาวรุ่งของเซี่ยงไฮ้ได้รับออเดอร์มากขึ้นทั้งที่เพิ่งเริ่มเปิดสายการผลิตรถแวนไร้คนขับเมื่อพฤษภาคม 2020 โดยมีลูกค้าสำคัญ อาทิ หัวเหว่ยเทคโนโลยี (Huawei Technologies) และเจดี (JD) รวมทั้งโรงพยาบาลและกิจการขนาดใหญ่เมื่อกฎหมายจีนได้รับการผ่อนคลายมากขึ้น ค่าย AV ในจีนก็เริ่มทดลองให้บริการในหลายเมืองใหญ่ของจีน โดยทั้งหมดอยู่ในรูปรถแท็กซี่ไร้คนขับ ยกตัวอย่างเช่น วีไรด์โก (WeRide Go) นับเป็นหนึ่งในกิจการกลุ่มแรกที่เปิดตัวแท๊กซี่ไร้คนขับ (Robo-Taxi) โดยให้บริการในกวางโจวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2019ขณะที่ ออโต้เอ็กซ์ (AutoX) ที่มีนายทุนใหญ่อย่างอาลีบาบาหนุนหลังอยู่ ก็ปล่อย AV จำนวนกว่า 100 คันออกมาเมื่อกลางปี 2020 ในจำนวนนี้ ราว 1 ใน 4 ของทั้งหมดถูกทดลองใช้ที่เซินเจิ้น และมีแผนจะทดสอบในจำนวนและพื้นที่ในวงกว้างมากขึ้นอย่างไรก็ดี เนื่องจากยังเป็นช่วงทดลองการใช้งานระยะแรก การให้บริการของออโต้เอ๊กซ์จึงยังไม่ได้เปิดต่อสาธารณชนอย่างเต็มรูป แต่ให้บริการพนักงานและแขกพิเศษของบริษัท อาทิ สื่อ นักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้ผลิตรถยนต์ที่เกี่ยวข้องนอกจากนี้ ในกลางเดือนกันยายน 2020 ไป่ตู้ก็สาธิต อพอลโล่ โดยปราศจากคนขับเป็นรายแรก ทั้งนี้ การทดสอบทดสอบในระยะแรกทั้งหมดดังกล่าวนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และสามารถสร้างความมั่นใจในหมู่ผู้บริโภคได้เป็นอันมากจนถึงวันนี้ แท็กซี่ไร้คนขับในจีนก็ยังไม่ไร้คนขับอย่างแท้จริง เพราะยังคงมีคนขับรถแสตนด์บายอยู่ภายใน AV และมีผู้ควบคุมจากทางไกลคอยช่วยกำกับอยู่อีกทางหนึ่ง ขณะที่บริเวณที่นั่งของผู้โดยสารก็มีจอแอลอีดีเพื่อดูเส้นทางและข้อมูลอื่น และมีปุ่มเปิดประตูฉุกเฉินเผื่อไว้อยู่ด้วยผู้ผลิต AV และสตาร์ตอัพหัวใสต่างเตรียมขยายการทดสอบและบริการ ทั้งในตลาดจีนและต่างประเทศ โดยปลายปี 2020 นิโอลิกซ์ได้ลงนามความตกลงกับนูน (Noon) แพล็ตฟอร์มการค้าออนไลน์ในตะวันออกกลาง เพื่อนำเอา AV ไปทดลองใช้ในซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นบทโอกาสทดสอบระบบในอุณหภูมิที่สูงถึง 50 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรกขณะที่ออโต้เอ๊กซ์ก็วางแผนจะขยายการทดสอบระยะที่ 2 ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ทั้งในเชิงปริมาณและขนาดพื้นที่ ก่อนจะนำไปทดลองใช้ใน 10 เมืองในอาเซียน และประเทศอื่นๆตลาด AV จีนยังจะขยายไปสู่รถบรรทุก และมีผู้เล่นจากต่างแดนเข้าร่วมด้วย ทูซิมเปิ้ล (TuSimple) สตาร์ตอัพสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2015 และมีฐานการผลิตที่เมืองทัคซัน มลรัฐแอริโซนา ได้เร่งสร้างความร่วมมือกับบริษัทลอจิสติกส์ชั้นนำในสหรัฐฯ อาทิ ยูเอสเอ๊กซ์เพรส (US Xpress) และยูพีเอส (United Parcel Service) เพื่อพัฒนาเครือข่ายรถบรรทุกไร้คนขับ (Automated Trucks) รายแรกในโลกนอกจากแผนการทดลองรถบรรทุกไร้คนขับบนถนนหลวงในแอลเอ มลรัฐแคลิฟอร์เนียในปีนี้ และขยายไปทดลองที่แจ็กสันวิลล์ มลรัฐฟลอริด้าในปี 2022-2023 รวมทั้งพัฒนาระบบสู่ระดับที่ 4 (High Automation) ในปี 2024 แล้ว บริษัทยังได้เปิดสำนักงานและเตรียมบุกตลาดจีนในอนาคตอันใกล้เช่นกันด้วยขนาดของตลาดและความเร็วในการพัฒนา รวมทั้งธรรมชาติของระบบดิจิตัล ต้นทุนการพัฒนาในจีนคาดว่าจะลดลงในอัตราเร่ง ส่งผลให้ผลตอบแทนการลงทุนจะเพิ่มขึ้นจนเกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วงานวิจัยของแม็กคินซี่ (McKinsey) บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก ซึ่งสอบถามความคิดเห็นของผู้คนในวงการยานยนต์ของจีนสรุปว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จีนจะนำเอา AV มาให้บริการถึงราว 2 ใน 3 ของจำนวนแท๊กซี่ทั้งหมด ขณะที่รถเมล์ประจำทางในเมืองและจะมีอัตราการใช้ระบบไร้คนขับเกือบ 70% ขณะเดียวกัน ชาวจีนทั่วไปก็คาดว่าจะซื้อหา AV มาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย โดยจำแนกเป็นรถยนต์ส่วนตัวพรีเมี่ยมกว่า 50% และตลาดรถยนต์ส่วนตัวระดับกลาง 38%ภายใน 20 ปีข้างหน้า ตลาด AV จีนจะมีสัดส่วนกว่า 40% ของยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ คิดเป็นราว 0.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่าการจำหน่าย ขณะที่คนจีนจะใช้ AV ในการเดินทางคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของความยาวในการเดินทางโดยรวม ซึ่งจะสร้างรายได้ถึง 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในธุรกิจบริการจากข้อมูลดังกล่าวก็พอสรุปได้ว่า ตลาด AV ในจีนกำลังจะพุ่งทะยาน บริการรถยนต์ไร้คนขับที่กำลังเกิดขึ้นในจีนจะแพร่หลายขึ้นในไม่กี่ปีข้างหน้า ช่วง 5 ปีข้างหน้าจะเป็นระยะแรกแห่งยุคทองของ AV ในจีน ส่งผลให้ตลาด AV ในจีนมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นตลาดที่ใหญ่สุดในโลกในอนาคตท่านลองคิดตามผมไป ในปี 2010 เซี่ยงไฮ้เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก (World Expo) และนำเอารถโฟล์กสวาเก้นระบบสันดาปแบบแวนทรงสูงที่มีสีเหลืองแสบตาจำนวน 400 คันมาเป็นแท๊กซี่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนและเทศที่ไปเยือนเซี่ยงไฮ้แต่ผ่านไปเพียง 12 ปี จีนกำลังจะนำเอาแท็กซี่ไร้คนขับมาให้บริการในโอกาสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง และเอเชี่ยนเกมส์ที่หังโจวในปี 2022!ลองจินตนาการต่อไปในอนาคต เมื่อ AV ถูกใช้อย่างแพร่หลายในจีน หลายสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง ความต้องการของผู้บริโภคในจีนจะเปิดกว้างและเปลี่ยนแปลงไป การซื้อหาเพื่อเป็นเจ้าของยานยนต์จะขยับไปสู่การใช้บริการขนส่งสาธารณะและรถเช่า AV รายเดือนมากขึ้นการอัพเดตซอฟท์แวร์ที่สามารถกระทำออนไลน์ได้เป็นรายวินาที จะทำให้วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์จะยิ่งสั้นลง คู่แข่งขันในวงการต่างต้องพัฒนาอย่างรวดเร็วในทุกมิติการมีเวลาทำสิ่งอื่นใน AV มากขึ้นก็จะนำไปสู่ความต้องการบริโภคสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น สมาชิกครอบครัวและเพื่อนฝูงจะสามารถใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน รูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจจะเกิดมาก หลากหลาย และกว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคตเราคงต้องจับตามองการพัฒนา AV ของจีนกันอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายสิ่งและวิถีชีวิตของผู้คนบนโลกใบนี้ การเรียกใช้บริการรถแท็กซี่แบบดั้งเดิมในอนาคตเพื่อซึมซับบรรยากาศเก่าๆ ก็อาจกลายเป็นของแปลกในจีนในอนาคตแม้กระทั่ง ตำแหน่งคนขับรถก็อาจหายจากสาระบบในชั่วกระพริบตา
TNN ช่อง16 • 23 ก.พ. 64
สุดในรุ่น! รีวิวจริง ล้มจริง รถขนขิงยุค3.0 Zontes 368G
ติดตาม รายการ และข่าวสารต่างๆ ได้ที่ Viewfinderthailand
ViewfinderThailand • 1 วันที่แล้ว
ดู
ชุลมุนรักสลับเกี้ยว
โยวคู่ • 4 ก.ย. 66
ดู
ดรุณควบม้าขาวเมามายลมวสันต์ Dashing Youth
โยวคู่ • 26 ก.ค. 67
อ่าน
"Pegasus 3" โฉบซิ่งยึดแชมป์บ็อกซ์ออฟฟิศจีน ตรุษจีน 2026 สวนทางหนัง "เฉินหลง" จอดสนิท
ผลลัพธ์รายได้หนังจากแผ่นดินใหญ่ในช่วงเทศกาลวันตรุษจีนได้เปิดเผยออกมาแล้ว ในปีนี้ปรากฏว่า "Pegasus 3" ภาคต่อหนังตลกกีฬาแข่งซิ่ง กลายเป็นผู้นำโกยรายได้และเป็นหนังขวัญใจผู้ชมประจำสัปดาห์หยุดยาววันตรุษจีน ปี 2026 แม้ว่าสถานการณ์ภาพรวมจะสู้ช่วงตรุษจีนปีก่อนยังไม่ได้ เพราะ "Ne Zha 2" เคยทำรายได้เอาไว้ได้อย่างมหัศจรรย์ Variety รายงานว่า Pegasus 3 กลายเป็นแชมป์หนังช่วงสัปดาห์วันตรุษจีนบนแผ่นดินใหญ่ ด้วยการโกยรายได้จากการฉาย 6 วันแรก ไปได้ราว ๆ 4.47 พันล้านหยวน หรือราว ๆ 647.4 ล้านเหรียญ โดยหนังเริ่มออกฉายตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่เป็นวันแรกของเทศกาลวันตรุษจีน ทำให้บัดนี้หนังได้กลายเป็นอันดับที่ 1 บนชาร์ตรายได้หนังทั่วโลกสูงที่สุดในปี 2026 ไปโดยปริยาย เนื่องจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แทบจะยังไม่มีหนังฮอลลีวูดเรื่องไหนทำเงินได้หวือหวาเลย Pegasus 3 เป็นผลงานล่าสุดของผู้กำกับ "หานหาน" ที่นำแสดงโดย "เฉินเติ้ง" เป็นเฟรนไชส์หนังภาคต่อที่เริ่มต้นภาคแรก เมื่อปี 2019 และตามมาด้วยภาคที่ 2 เมื่อปี 2024 ที่เป็นเรื่องราวของนักแข่งรถที่ถูกมองว่าเป็นม้านอกสายตา ได้สานฝันสุดทะเยอทะยานในการแข่งร่วมโปรแกรมแข่งขันทัวร์นาเมนต์ระดับสากล ยอ่าง Muchen 100 Rally ขณะที่ตำแหน่งรองแชมป์หนังวันตรุษจีนปีนี้ เป็นของ "Scare Out" หนังระทึกขวัญสายลับ ผลงานใหม่ของผู้กำกับ "จางอี้โหมว" ที่โกยรายได้ไป 6 วันแรกตามมาห่าง ๆ ที่ 110.7 ล้านเหรียญ ส่วนในอันดับที่ 3 เป็นผลงานหนังแอคชันต่อสู้ย้อนยุคเรื่องล่าสุดของ "อู่จิ่ง" กับ "เจ็ต ลี" อย่าง "Blades of the Guardians" ที่ถือว่าเปิดตัวได้ค่อนข้างผิดหวังไปหน่อย เพราะทำเงินเปิดตัวไปได้น้อยกว่าที่คิด กับตัวเลขฉาย 6 วันแรกที่ 690 ล้านหยวน หรือราว ๆ 97 ล้านเหรียญ แต่ที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่าก็น่าจะเป็น "Panda Plan: The Magical Trible" ภาคต่อหนังแอคชันผจญภัยของ "เฉินหลง" ที่คัมแบ็กกลับมาในแบบที่ไม่ติดตลาดอีกแล้ว เพราะหนังทำเงินไปได้อย่างน่าผิดหวังแค่ 175ล้านหยวน จากการเข้าฉาย 6 วันแรก เป็นการตอกย้ำว่ากระแสความนิยมของเฉินหลงในเมืองจีนนั้น แทบจะไม่จุติใด ๆ อีกแล้ว สถานการณ์บ็อกซ์ออฟฟิศเมืองจีนก็ไม่ได้ต่างไปจากฝั่งอเมริกาสักเท่าไหร่นัก เพราะหลังจากเริ่มต้นปีมาได้เกือบจะ 2 เดือน ภาพรวมของที่นั่นก็เพิ่งจะทำรายได้รวมถึงหลักพันล้านเหรียญในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ยังลดต่ำลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้วถึง -64% แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงเทศกาลวันตรุษจีนที่ผ่านมานั้น ก็ช่วยกระตุ้นในการลดช่องว่างทางด้านรายได้ขึ้นมาได้บ้างแล้วเช่นกัน ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa
หนังเอเชีย • 24 ก.พ. 69
อ่าน
น้องบึ้งมาแล้ว! Wuling Aishang A100C รถไฟฟ้าจิ๋ว คู่แข่งตัวตึงของ Changan Lumin
Wuling (หวู่หลิง) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนภายใต้กลุ่ม SAIC-GM-Wuling (SGMW) ผู้สร้างปรากฏการณ์รถจิ๋วอย่าง Hongguang Mini EV ได้เปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ล่าสุดในชื่อ Aishang พร้อมส่งรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเปิดตัวรุ่นแรกคือ Wuling Aishang A100C ที่พร้อมมาท้าชนกับรถไฟฟ้าไซส์มินิยอดนิยมอย่าง Changan Lumin โดยตรง และด้วยราคาเริ่มต้นที่จีนเพียง 39,800 หยวน (ประมาณ 203,000 บาท) ทำให้ A100C กลายเป็นทางเลือกสุดคุ้มที่น่าจับตามองในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก จุดเด่น: "น้องบึ้ง" ที่น่ารักแต่แฝงความดุดัน สิ่งที่ทำให้ Wuling Aishang A100C เป็นที่พูดถึงอย่างมากคือการออกแบบภายนอกที่ยังคงความ "น่ารัก" สไตล์รถซิตี้คาร์ แต่ถูกปรับให้มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างออกไปจากคู่แข่งอย่างชัดเจน: ดีไซน์ "หน้าบึ้ง" หรือ "หน้าโกรธ": แม้จะมีรูปทรงภายนอกคล้ายกับ Changan Lumin แต่ A100C เลือกใช้ชุดไฟหน้าทรงกลมที่มาพร้อมกับชุดกันชนหน้าที่ทำให้มันดูคล้ายกำลัง "ทำหน้าบึ้ง" หรือ "หน้าโกรธ" อยู่ตลอดเวลา ซึ่งกลายเป็นดีไซน์ที่ดึงดูดใจผู้ใช้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบความเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร โครงสร้างที่แกร่งเกินตัว: แม้จะเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก (มิติตัวถัง 3,285 x 1,708 x 1,550 มม.) แต่ A100C มีจุดแข็งเรื่องความปลอดภัยด้วย โครงสร้างแบบกรง ที่ใช้เหล็กแรงดึงสูงล้อมรอบตัวถัง ช่วงล่างระดับรางวัล: A100C เป็นรถในพิกัดนี้รุ่นเดียวที่ใช้ช่วงล่างหลังแบบ Torsion Beam พร้อมซับเฟรมเหล็กแรงดึงสูง ซึ่งช่วยให้การตอบสนองดีและลดการโยนของตัวถัง โดยระบบช่วงล่างของรถรุ่นนี้ยังเคยคว้ารางวัล 10 อันดับแชสซีส์รถยนต์ยอดเยี่ยมของจีน มาแล้วอีกด้วย สเปกที่พอเพียงสำหรับการใช้งานในเมือง Wuling Aishang A100C มาในสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า 3 ประตู 4 ที่นั่ง ที่เน้นความคล่องตัวในการขับขี่ในเมืองเป็นหลัก ด้วยขุมพลังและแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับพิกัดตามนี้เลย มอเตอร์: ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวติดตั้งด้านหลัง ให้กำลังสูงสุด 35 kW (51 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 83 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ 101 กม./ชม. ซึ่งเพียงพอต่อการขับขี่ในเขตเมืองและทางหลวงใกล้เคียง แบตเตอรี่และระยะทาง: ใช้แบตเตอรี่แบบ LFP (ลิเธียมไอรอนฟอสเฟต) ความจุ 17.65 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสุด 220 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน CLTC) ภายใน: แม้ห้องโดยสารจะเน้นความเรียบง่าย แต่ก็ครบถ้วนด้วยจอ Floating Touchscreen และแผงหน้าปัดแบบ LCD Instrument Cluster พร้อมปุ่มควบคุม A/C แบบ Physical และเบาะนั่ง 4 ที่นั่งที่มีพนักพิงศีรษะในตัว จุดขาย: คู่แข่งที่น่ากลัวของตลาด EV จิ๋ว Wuling Aishang A100C ถูกวางตำแหน่งให้เป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งของ Changan Lumin และ Chery QQ Ice Cream ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่เพื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้รถยุคใหม่ที่ต้องการความน่ารัก ทันสมัย และขับง่ายในเมือง ด้วยราคาเริ่มต้นในจีนที่ต่ำกว่า 205,000 บาท (โดยประมาณ) ทำให้ A100C นำเสนอความคุ้มค่าด้านราคาต่อสมรรถนะที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง และยังมาพร้อมกับดีไซน์ที่โดดเด่นและเทคโนโลยีช่วงล่างที่การันตีคุณภาพ ทำให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดจิ๋วที่พร้อมเข้ามาเขย่าตลาดและเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันแรกในราคาเข้าถึงง่าย Credit : carnewschina
ข่าวยานยนต์ • 18 พ.ย. 68
อ่าน
SAIC H5 รถยนต์ SUV ไฟฟ้าที่ถูกที่สุดจาก Huawei แต่เทคโนโลยีจัดเต็ม!
SAIC H5 (ในภาษาจีนคือ Shangjie H5) คือรถยนต์รุ่นแรกภายใต้ความร่วมมือระหว่างค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง SAIC Motor และยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี Huawei ภายใต้พันธมิตร Harmony Intelligent Mobility Alliance (HIMA) โดยรถรุ่นนี้ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2025 ในประเทศจีน ด้วยจุดเด่นที่ทำให้ทุกคนต้องจับตามอง นั่นคือการเป็นรถยนต์ที่มีราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Huawei HIMA แต่กลับอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำสมัย ข้อมูลรถและสเปกหลัก SAIC H5 ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Mid-size SUV มีมิติและสเปกที่น่าสนใจ ดังนี้: พื้นฐาน: พัฒนาต่อยอดมาจากแพลตฟอร์ม Roewe ES39 ของ SAIC มิติรถ: ยาว: 4,780 มม. กว้าง: 1,910 มม. สูง: 1,664 มม. ฐานล้อ: 2,840 มม. (ถือว่ากว้างขวางมากในรถ SUV ขนาดกลาง) ตัวเลือกขุมพลัง (มีให้เลือกทั้ง 2 แบบ): EREV (Extended Range Electric Vehicle): ระบบไฟฟ้าขยายระยะทาง BEV (Battery Electric Vehicle): รถยนต์ไฟฟ้าล้วน สรุปขุมพลังและระยะทางวิ่ง EREV (รุ่นเริ่มต้น) : เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร (Range Extender) 97 แรงม้า + มอเตอร์ไฟฟ้า 201 แรงม้า, แบตเตอรี่ 32.6 kWh, ระยะทางวิ่ง (CLTC) ไฟฟ้าล้วน 235 กม. / รวม 1,360 กม. BEV (รุ่นเริ่มต้น) : มอเตอร์ไฟฟ้า 201 แรงม้า, แบตเตอรี่ 64.6 kWh, ระยะทางวิ่ง (CLTC) 535 กม. BEV (รุ่น Long Range) : มอเตอร์ไฟฟ้า 241 แรงม้า, แบตเตอรี่ 80 kWh, ระยะทางวิ่ง (CLTC) 655 กม. เทคโนโลยีอัจฉริยะ Saic H5 นำเสนอเทคโนโลยีอัจฉริยะที่โดดเด่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพันธมิตร Huawei HIMA ไม่ว่าจะเป็น: HarmonyOS Cockpit: ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะจาก Huawei ที่มอบประสบการณ์ใช้งานภายในรถที่ราบรื่นและเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Huawei อื่น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ Qiankun ADS (Advanced Driving System): ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะขั้นสูงของ Huawei ที่ถูกติดตั้งมาในรุ่นท็อป โดยมีฮาร์ดแวร์ล้ำสมัย ได้แก่: LiDAR 192-line ติดตั้งบนหลังคา (เป็นมาตรฐานสำหรับทุกรุ่น) เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร 4D จำนวน 3 ตัว กล้องความละเอียดสูง 11 ตัว ความปลอดภัยขั้นสูง: ระบบขับขี่อัจฉริยะนี้มาพร้อมกับฟังก์ชันช่วยนำทางแบบครบวงจร (End-to-end navigation assistance) และระบบหลีกเลี่ยงการชนทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง ราคาจำหน่ายในประเทศจีน Pro EREV (เริ่มต้น) ราคาในประเทศจีน 159,800 หยวน (ประมาณ 718,000 บาท) Pro EV (เริ่มต้น) ราคาในประเทศจีน 165,800 หยวน (ประมาณ 745,000 บาท) Max EREV ราคาในประเทศจีน 179,800 หยวน (ประมาณ 808,000 บาท) Max Long Range EV ราคาในประเทศจีน 199,800 หยวน (ประมาณ 897,000 บาท) Saic H5 จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า/ขยายระยะทาง ด้วยการรวมกันอย่างลงตัวระหว่างราคาที่เข้าถึงง่ายของ SAIC และเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับสูงของ Huawei ทำให้รุ่นนี้เป็นรถที่ "คุ้มค่าที่สุด" ในแง่ของเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคจะได้รับในราคาต่ำกว่า 200,000 หยวน ถ้าเข้าไทยรับรองว่าตลาด EV ในบ้านเราน่าจะเดือดกันแน่นอน Credit : SAIC
ข่าวยานยนต์ • 19 ต.ค. 68
อ่าน
MGCลุ้นโกย250คัน เร่งส่งมอบรถEVดันงบ
#MGC #ทันหุ้น - MGC ประกาศจัด MGC-ASIA MOBILITY EXPO 2025 ระหว่าง 9-13 ตุลาคม 2568 หวังโกยยอดขาย 250 คัน ชี้ภาพครึ่งปีหลังปัจจัยลบในประเทศ-ต่างประเทศคลายตัว ขณะที่ยอดขายรถไฟฟ้าจีนพรีเมียมพุ่ง 5 เท่าตัว ยอดรอส่งมอบนับพันคันดันงบทั้ง Q3 - Q4 กระฉูด หนุนทั้งปี 2568 รายได้โตอย่างต่ำ 10% หรือกว่า 2.5 หมื่นล้านบาทดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทและพันธมิตรต่างๆ ร่วมมือจัดแสดงยนตรกรรมครั้งใหญ่ประจำปีในชื่อ MGC-ASIA MOBILITY EXPO 2025 ยกทัพยนตรกรรมในเครือ ครบทุกแบรนด์ พร้อมข้อเสนอพิเศษ ระหว่างวันที่ 9-13 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน อีกทั้งในงานจะเปิดตัว New BMW The i7 eDrive50 M Sport’ ครั้งแรกในไทย@มั่นยอดขายพุ่งทั้งนี้จากสถิติปีที่ผ่านมาการจัดงานประจำปียอดขายอยู่ที่ราว 250 คัน และสำหรับปีนี้ ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีหลังประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่แล้ว และคาดหวังมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ตามออกมา ด้วยมาตรการและเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวไทย ผนวกกับบริษัทเองมีโปรโมชันเสริมด้วย จึงคาดหวังตลอด 5 วันจะมียอดขายมากกว่า 250 คัน หรือเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 240 ล้านบาท"เป็นจังหวะดีเพิ่งรัฐบาลใหม่เข้ามา เชื่อว่าจะเข้ามาสร้างสรรค์นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อส่งผลให้ปีนี้ยอดขายเราน่าจะเยอะขึ้น และเราก็มีจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายขนานใหญ่ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งค่ายยานยนต์และกลุ่มสถาบันการเงิน อีกทั้งปีนี้รถยนต์ไฟฟ้าจีนในกลุ่มที่บริษัททำตลาดก็มียอดขายมาแรง"@ครึ่งปีหลังโตเด่นสำหรับแนวโน้มทิศทางผลประกอบการครึ่งหลัง 2568 มั่นใจจะดีขึ้นต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก แม้ว่าในประเทศไทยหลายค่ายยานยนต์ไฟฟ้าจีนในตลาดมียอดขายย่อหย่อนลง ทว่ายานยนต์ไฟฟ้าจีนระดับที่พรีเมียมกว่า ซึ่งกลุ่มบริษัทเน้นทำตลาดได้รับกระแสตอบรับที่ดีและเติบโตขึ้นกว่าประมาณ 5 เท่า จากปี 2567 ที่ผ่านมา และขณะนี้สัญญาณความนิยมยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า อาทิ Xpeng และ Zeekrอีกทั้งปัจจัยมหภาคเชิงลบช่วงต้นปีหลายประการคลี่คลายลงแล้ว และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่มีการปรับลดลงมาก่อนหน้า รวมถึงแนวโน้มที่จะมีการปรับลดลงอีก เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ด้านประเด็นการแข็งค่าเงินสกุลบาทนั้น บริษัทไม่ได้คาดหวังผลดีที่จะเกิดขึ้นกับการนำเข้ายานยนต์มาขาย รวมถึงไม่ได้มีการเก็งกำไร หรือคาดหวังรายรับจากอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายบริษัทจะพยายามทำราคาขายให้เสถียรคงที่ และมีการทำประกันความเสี่ยงอัตราค่าเงินไว้ก่อนหน้าแล้ว@แบ็กล็อกพันคันปัจจุบันคำสั่งซื้อคงค้างเพื่อรอการส่งมอบ หรือ Backlog รถค่ายจีนอยู่ประมาณเกือบ 1,000 คัน ซึ่งบริษัทจะเร่งทยอยส่งมอบให้ได้ตามแผนที่วางไว้ และคาดการณ์ ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 ยอดจะมากกว่า 1,000 คันอย่างชัดเจน นอกเหนือจากรถค่ายจีนแล้ว รถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัว เช่น BMW i7 eDrive50 M Sport ก็ได้รับคำสั่งซื้อน่าพอใจ หลังจากบริษัทเพิ่งจัดงานฉลองครบอายุบริษัทครบ 25 ปี เมื่อต้นไตรมาสนี้โดย MGC-Asia มีจุดแข็งจากการมีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายครอบคลุมรถยนต์ทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์จากค่ายยุโรป ค่ายญี่ปุ่น ค่ายอเมริกา หรือค่ายจีน รวมไปถึงมีระบบนิเวศทางธุรกิจและการสนับสนุนภายในจากบริษัทในเครือ เช่น ธุรกิจการเงิน (ไฟแนนซ์) ประกันภัย และรถเช่า เดินหน้าด้วยแผนพัฒนากลยุทธ์และเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ๆ จึงทำให้มั่นใจผลประกอบการรวมปี 2568 จะมีรายได้ เติบโตได้มากกว่า 10% หรือมากกว่า 25,000 ล้านบาท
ทันหุ้น • 29 ก.ย. 68
อ่าน
"ค่ายรถสหรัฐฯ" นำเข้ารถผลิตในจีน เจาะ"เม็กซิโก "
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บรรดาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อาทิ General Motors (GM), Ford Motor Co. และ Stellantis NV กำลังปรับกลยุทธ์โดยการนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศจีนมาจำหน่ายยังตลาดเม็กซิโกและภูมิภาคละตินอเมริกาอื่น ๆ มากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคารถยนต์ใหม่ในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมาตรการกีดกันทางการค้าของรัฐบาลวอชิงตันที่มุ่งสกัดกั้นสินค้านำเข้าจากจีนในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และต่อมาโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ดำเนินนโยบายเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศจากสินค้านำเข้าจากจีน แต่ค่ายรถยนต์สัญชาติอเมริกันกลับเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าในประเทศจีน เพื่อนำเสนอรถยนต์ในราคาที่เข้าถึงได้ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในเม็กซิโก ซึ่งกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับการส่งออกรถยนต์จากจีน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของเม็กซิโก (Inegi) ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ยอดขายรถยนต์ของ GM ในเม็กซิโกกว่า 65% หรือประมาณ 60,942 คัน ถูกนำเข้าจากประเทศจีน และโดยรวมแล้ว การนำเข้ารถยนต์จากจีนโดยทุกยี่ห้อคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในเม็กซิโกเมื่อปีที่แล้ว แซงหน้าการนำเข้าจากสหรัฐฯ บราซิล อินเดีย และญี่ปุ่นนาย Guillermo Rosales ประธานสมาคมผู้จำหน่ายยานยนต์ของเม็กซิโก (AMDA) ชี้ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์จีนมีกำลังการผลิตที่เหนือกว่าคู่แข่งในภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งทำให้พวกเขามีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน และนโยบายการเปิดรับรถยนต์จีนของเม็กซิโกได้ช่วยผลักดันให้ราคาโดยรวมลดลง การที่ GM นำรุ่น Aveo กลับมาทำตลาดอีกครั้งในเม็กซิโก โดยเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรจีนอย่าง Shanghai Automotive Industry Corp. (SAIC) และ Wuling Motors Holding นั้น เป็นผลมาจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรง สงครามราคา และกำลังการผลิตที่ล้นเกินในประเทศจีน ทำให้ GM หันมาส่งออกการผลิตไปยังตลาดอื่น ๆ เช่น เม็กซิโก เพื่อเพิ่มยอดขายและสอดรับกับนโยบายผลักดันการส่งออกของรัฐบาลปักกิ่งขณะเดียวกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้า บริษัทค้าปลีก Liverpool Mexico SA de CV ได้ยกเลิกสัญญากับ BYD ในเดือนมิถุนายน หลังจากจำหน่ายรถยนต์ BYD ได้ไม่ถึง 10% ของยอดขายรวมในเม็กซิโกเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายยังคงเชื่อมั่นว่ารถยนต์จีนจะยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดเม็กซิโก เนื่องจากข้อเสนอที่แข่งขันได้และเงื่อนไขการเงินที่เอื้ออำนวย
TNN ช่อง16 • 18 ก.ค. 68
อ่าน
ทำไม เนต้า NETA ล้มละลาย ขายดีแต่เป็นหนี้หมื่นล้านหยวน หวั่นจุดชนวนวิกฤต ลุกลามอุตสาหกรรมอีวีจีน
เนต้า NETA จากดาวรุ่ง สู่ดาวร่วง ล้มละลาย"เนต้า" (NETA) รถอีวีสัญชาติจีน ที่เคยขายดีในไทย ตอนนี้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ เป็นหนี้กว่า 45,000 ล้านบาท จนต้องล้มละลาย ดูเหมือนว่า นี่คือ ผลพวงของสงครามราคาอีวี ที่แข่งขันกันลดราคาอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ภายในประเทศจีนและทั่วโลก จนทำให้บริษัทเล็กสู้ไม่ไหว จากลงทุน สู่ขาดทุน จากหนี้ก้อนเล็ก กลายเป็นก้อนใหญ่ และล้มลงมาทับในที่สุดโลกของรถยนต์ได้เปลี่ยนแปลงไป หลังจากจีนได้ส่งอีวีหรือยานยนต์ไฟฟ้าลงมาแข่งขันในตลาดรถทั่วโลก จากท้ายแถวมาสู่คู่แข่งเบอร์ 1 ที่แม้กระทั่งค่ายญี่ปุ่นที่เคยเป็นเจ้าตลาดก็ยังพ่ายแพ้ไปแล้วหลายยี่ห้อ และสิ่งหนึ่งที่ทำให้อีวีจากจีนโดดเด่นและแซงหน้าได้ ต้องยอมรับว่าคือราคา สงครามราคาดุเดือดเลือดพล่าน เริ่มจากจีนแผ่นดินใหญ่และลุกลามมายังตลาดทั่วโลก อีวีจีนพากันแข่งขายถูก หั่นราคาเป็นว่าเล่น จากหลากหลายยี่ห้อในตลาดในวันเริ่มต้นมาถึงวันนี้ ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าในระยะยาวหรือในอนาคตผู้ที่อยู่รอดได้ จะเหลือเพียงไม่กี่เจ้า และคือผู้ที่แข็งแกร่งหรือเจ้าใหญ่ รายใหญ่เท่านั้นเช่นเดียวกับล่าสุดที่กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก NETA หนึ่งในรถอีวีที่ขายดีในเมืองไทย จนกระทั่งเจอกับมรสุมทางธุรกิจ มีปัญหาด้านการเงิน และล่าสุด คือ ล้มละลายอย่างเป็นทางการแล้ว ที่ประเทศจีน ตามรายงานของ CCTV สื่อทางการรัฐบาลจีน เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2025 โดยรายงานยังระบุอีกด้วยว่า ศูนย์ให้บริการและโชว์รูม NETA หลายแห่งในนครเซี่ยงไฮ้ได้ปิดตัวลงแบบเงียบ ๆด้วยเช่นกันประวัติ เนต้า NETANETA ผู้ก่อตั้ง คือ “ฟาง หยุ่นโจว”(Fang Yunzhou) ภายใต้บริษัท Hozon New Energy Automobile Co., Ltd. หรือที่รู้จักกันในชื่อ Hozon Auto ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% จากประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 ในมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน จากความร่วมมือระหว่างเป่ยจิง ซิโนไฮเทค( Beijing Sinohytec )(บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์) และสถาบันเจ้อเจียง แหยงซี เดลต้า รีเจียน (Zhejiang Yangtze Delta Region) มหาวิทยาลัยชิงหวา Tsinghua บริษัทมีวิสัยทัศน์หลัก คือ “การสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้” ก่อนหน้านี้ จาง หย่ง (Zhang Yong) อดีตซีอีโอของ Hozon Auto เคยกล่าวเอาไว้ว่า NETA ไม่ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก แต่จะเน้นการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่มีความทันสมัย ราคาที่เข้าถึงได้ และประสิทธิภาพสูงปี 2018 บริษัทก็ได้เปิดตัว NETA N01 รถยนต์รุ่นแรกอย่างเป็นทางการ และได้เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติใน Silicon Valley ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นก็มีการพัฒนารุ่นใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้ไปเปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมในประเทศเยอรมนี ศูนย์ออกแบบในเมือง Turin ประเทศอิตาลี รวมไปถึงในปี 2021 มีการเปิดตัว NETA S ซีดานไฟฟ้ารุ่นแรกของค่าย ซึ่งเคลมว่าสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลถึง 1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มนอกจากเปิดตัวรถรุ่นใหม่ทุกปีแล้ว บริษัทยังได้ขยายโรงงานผลิตรถยนต์ในจีนเพิ่ม 3 แห่ง ในมณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซี และหนานหนิงเขตกวางสี กำลังการผลิตสูงสุด 250,000 คันต่อปีเมื่อประสบความสำเร็จในจีนแล้ว บริษัทก็เริ่มบุกตลาดโลก โดยภูมิภาคแรกที่บริษัทเลือกไปก็คือ อาเซียน โดยมีประเทศไทยก็เป็นประเทศแรก เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และได้เข้าสู่ไทยในชื่อ บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมกับเปิดตัว NETA V เป็นรุ่นแรก ซึ่งสร้างความฮือฮาด้วยราคาที่ว้าวตลาด กับการเปิดตัวที่ 549,000 บาท พร้อมกับจัดตั้งศูนย์บริการ 24 แห่ง ทั่วประเทศในปีแรกNETA ได้เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ในปี 2023 โดยมีกำลังผลิต 20,000 คันต่อปี เพื่อจำหน่ายในไทยและในตลาดอาเซียน โดยในปี 2024 NETA ได้เริ่มผลิต NETA V-II (รุ่นปรับปรุงของ Neta V) จากโรงงานในประเทศไทย และเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทยและในปี 2023 เนต้าสามารถทำยอดขายในไทยได้ถึง 12,777 คัน ขึ้นแท่นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดเป็นอันดับสองในประเทศไทย รองจาก BYD แต่ถัดมาเพียงแค่ปีเดียวหรือ ในปี 2024 อีวีจีนเจอกับมรสุมทั้งสงครามราคา และสถานการณ์หนี้เสียในไทย ทำให้ยอดขายของ NETA ลดลงเกือบครึ่ง เหลือ 7,969 คัน ขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินท่วมหัว ยอดขายของเนต้าเข้าสู่สถานการณ์วิกฤต จากตัวเลขสูงสุดเมื่อปี 2022 ขายได้ทะลุ 152,000 คัน ถัดมาปี 2023 ยอดขายลดลงเหลือ 127,500 คัน และในปีที่แล้ว ปี 2024 หายไปเกือบครึ่ง คือเหลือเพียงแค่ 60,000 คัน และในเดือนมกราคม 2025 ที่ผ่านมายอดขายของเนต้าลดเหลือแค่ 110 คัน เท่านั้นสื่อของจีนรายงานว่าบริษัทแม่ของ Neta อย่าง Hozon Auto เองก็ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปีในจีน โดยปี 2021 ขาดทุน 4.84 พันล้านหยวน (2.3 หมื่นล้านบาท), ปี 2022 ขาดทุน 6.67 พันล้านหยวน (3.17 หมื่นล้านบาท) และปี 2023 ขาดทุน 6.87 พันล้านหยวน (3.27 หมื่นล้านบาท) ส่วนเงินสำรองอยู่ที่ 2.83 พันล้านหยวน (1.34 หมื่นล้านบาท)จากปัญหาภายนอกยังมีปมความขัดแย้งภายในองค์กร สื่อรายงานว่า เนต้าเจอกับยอดขายที่ค่อย ๆ ลดลงเพราะสงครามราคา และส่งผลทำให้ซีอีโอของเนต้า จางหย่ง ต้องลาออกจากตำแหน่ง ในปี 2024 และมี ฟาง หยุ่นโจว (Fang Yunzhou) ผู้ก่อตั้งและประธานของ NETA Auto เข้ามารับตำแหน่งแทน เพื่อแก้สถานการณ์ไปก่อนแต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะยิ่งดำดิ่ง เพราะซีอีโอคนใหม่ต้องการจะทุ่มสุดตัวด้วยเดิมพันครั้งสุดท้าย คือ มุ่งไปที่การลุยตลาดต่างประเทศ แต่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทมองว่าเสี่ยงเกินไป และต้องการให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างหนี้สินอย่างจริงจัง มากกว่าการเผาผลาญงบ กลายเป็นความขัดแย้งยิ่งใหญ่ในระดับนโยบาย และทำให้องค์กรไม่สามารถเดินหน้าได้ รายงานข่าวระบุว่าหลังจากบริษัทขาดสภาพคล่อง พนักงานของ NETA ในจีนก็ไม่ได้รับเงินเดือนอีกเลยนับตั้งแต่ปลายปี 2024 และมีการประท้วงเรียกร้องเงินเดือนค้างจ่าย พร้อมด้วยการปลดพนักงานครั้งใหญ่ คือ เกือบครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมดข่าวเรื่องวิกฤตของเนต้าเริ่มหลุดและย้ำชัดออกมามากขึ้น เช่น การฟ้องร้องของบริษัทโฆษณาในจีน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพราะมีการค้างชำระค่าบริการกว่า 5 ล้านหยวน (ราว 27 ล้านบาท ) ทั้งที่เป็นบริษัทระดับพันล้านเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักของสภาพคล่องบริษัท ก่อนที่จะมีมีข้อมูลรายงานระบุว่าบริษัท Hozon Auto มีหนี้สินสะสมเกือบ 1 หมื่นล้านหยวน ( 4.56 หมื่นล้านบาท) ทำให้เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องและขาดทุนอย่างหนัก จนนำไปสู่การล้มละลายอย่างเป็นทางการในวันนี้นั่นเอง สงครามราคาอีวีจีน หวั่นบานปลายสู่วิกฤตสื่อต่างประเทศรวมถึงสื่อของจีน รายงานว่าทางการจีนได้ส่งสัญญาณว่าต้องการจะหยุดสงครามราคาในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยต้องการจะสร้างสมดุลระหว่างส่งเสริมการแข่งขัน กับการป้องกันการทำลายตัวเองของอุตสาหกรรม ผ่านการออกคำเตือน และกำหนดให้ค่ายรถต่าง ๆ ต้องชำระหนี้ซัพพลายเออร์ภายใน 60 วัน หลังจากพบว่าอุตสาหกรรมรถอีวีของจีนตอนนี้กำลังเผชิญกับสถานการณ์ เงินทุนหมุนเวียนติดลบ ทำให้ซัพพลายเออร์ต้องแบกหนี้ค้างชำระนานกว่า 200 วัน นอกจากนี้ยังจะมาลดความเสี่ยงของอุตสาหกรรม ที่อาจจะรุนแรงลุกลามไปไกลเหมือนกับวิกฤต Evergrande หรือวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นในจีนก่อนหน้านี้ได้ล่าสุดสำหรับประเทศไทย จนถึงตอนนี้ ณ เดือนกรกฎาคม NETA Auto (Thailand) ยังคงยืนยันว่าการดำเนินงานและธุรกิจในประเทศไทยต่อไปและยืนยันไม่ได้รับผลกระทบจากการที่บริษัทแม่ที่ล้มละลายในจีน แต่กระทบหนักสุดคงเป็นเจ้าของรถ NETA กว่า 22,000 คัน รวมไปถึงการฟ้องร้องจากผู้เสียหายหลายราย ขณะที่ทางสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ก็ยืนยันกำลังติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด รวมไปถึงปมด้านมาตรการภาษี เนื่องจากเนต้าได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการ EV 3.0 โดยมีข้อผูกพันว่าจะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 19,000 คัน ภายใน สิ้นปี 2568 แต่ข้อมูลล่าสุด ณ กลางปี 2568 ระบุว่า NETA Auto Thailand ได้ผลิตรถไปได้เพียงแค่กว่า 4,000 คัน เท่านั้น
TNN ช่อง16 • 16 ก.ค. 68
อ่าน
เป็นหนี้ 10,000 ล้านหยวน จากดาวรุ่งสู่ "ล้มละลาย" NETA รถไฟฟ้าสัญชาติจีน l World Wide Wealth
โลกของรถยนต์ได้เปลี่ยนแปลงไป หลังจากจีนได้ส่งอีวีหรือยานยนต์ไฟฟ้าลงมาแข่งขันในตลาดรถทั่วโลก จากท้ายแถวมาสู่คู่แข่งเบอร์ 1 ที่แม้กระทั่งค่ายญี่ปุ่นที่เคยเป็นเจ้าตลาดก็ยังพ่ายแพ้ไปแล้วหลายยี่ห้อ และสิ่งหนึ่งที่ทำให้อีวีจากจีนโดดเด่นและแซงหน้าได้ ต้องยอมรับว่าคือราคา สงครามราคาดุเดือดเลือดพล่าน เริ่มจากจีนแผ่นดินใหญ่และลุกลามมายังตลาดทั่วโลก อีวีจีนพากันแข่งขายถูก หั่นราคาเป็นว่าเล่น ล่าสุดที่กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก เนต้าNETAหนึ่งในรถอีวีที่ขายดีในเมืองไทย จนกระทั่งเจอกับมรสุมทางธุรกิจ มีปัญหาด้านการเงิน และล่าสุด คือ ล้มละลายอย่างเป็นทางการแล้ว ที่ประเทศจีน ตามรายงานของ CCTVสื่อทางการรัฐบาลจีน เมื่อวันที่19มิถุนายน2025โดยรายงานยังระบุอีกด้วยว่า ศูนย์ให้บริการและโชว์รูมNETAหลายแห่งในนครเซี่ยงไฮ้ได้ปิดตัวลงแบบเงียบๆ ด้วยเช่นกัน สื่อของจีนรายงานว่าบริษัทแม่ของNeta อย่างHozon Auto เองก็ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปีในจีน โดยปี2021 ขาดทุน4.84 พันล้านหยวน (2.3 หมื่นล้านบาท), ปี2022 ขาดทุน6.67 พันล้านหยวน (3.17 หมื่นล้านบาท) และปี2023 ขาดทุน6.87 พันล้านหยวน (3.27 หมื่นล้านบาท) ส่วนเงินสำรองอยู่ที่2.83 พันล้านหยวน (1.34 หมื่นล้านบาท)จากปัญหาภายนอกยังมีปมความขัดแย้งภายในองค์กร สื่อรายงานว่า เนต้าเจอกับยอดขายที่ค่อย ๆ ลดลงเพราะสงครามราคา
TNN ช่อง16 • 15 ก.ค. 68
อ่าน
ทิศทางตลาด EV จีน จุดเปลี่ยนหรือแค่พักหายใจ?
รัฐบาลจีนเริ่มแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าถึงเวลาต้องหยุดการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังราคาลดลงต่อเนื่องและจำนวนผู้ผลิตที่มากเกินจำเป็นเริ่มส่งผลเสียต่อความมั่นคงของทั้งอุตสาหกรรมนโยบายอุตสาหกรรมของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เร่งการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดผู้ผลิตหน้าใหม่จำนวนมากเกินกว่าที่ตลาดจะรองรับได้ ในขณะที่ยอดขายโดยรวมยังคงเติบโต สัญญาณของภาวะอุปทานล้นตลาดและการแข่งขันที่ไม่มีจุดหมายก็เริ่มชัดเจนมากขึ้นBYD ผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีน รายงานว่ายอดขายในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 31 เป็น 2.1 ล้านคัน โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน ส่วนที่เหลือเป็นรถไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก หลังบริษัทเลิกผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปตั้งแต่ปี 2022 อย่างไรก็ตาม เมื่อ BYD ประกาศลดราคาครั้งใหญ่เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งครอบคลุมรถมากกว่า 20 รุ่น บริษัทก็ถูกวิจารณ์โดยตรงจากคู่แข่งอย่าง Great Wall Motors โดยประธานบริษัทกล่าวว่า หากแนวโน้มการแข่งขันยังดำเนินต่อไป อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าอาจต้องเผชิญวิกฤตเหมือนที่เกิดขึ้นกับภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยยกตัวอย่างกรณีของ Evergrande ที่ล้มละลายและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมBYD ออกมาตอบโต้ในทันที โดยผู้บริหารระดับสูง Li Yunfei แสดงความไม่พอใจและโพสต์ข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของบริษัท พร้อมระบุว่า ความเห็นของประธาน Great Wall Motors เป็นการกล่าวอ้างที่ไร้เหตุผลและสร้างความเข้าใจผิดหลังจากนั้นไม่นาน สมาคมผู้ผลิตรถยนต์จีน (CAAM) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และพัฒนาตลาดอย่างยั่งยืน โดยชี้ว่าการลดราคาครั้งใหญ่ของผู้ผลิตรายหนึ่งได้สร้างความตื่นตระหนกในตลาด และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามราคารอบใหม่กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ก็ประกาศเช่นกันว่าจะเร่งจัดระเบียบการแข่งขันที่เรียกว่า “Involution” ซึ่งหมายถึงการแข่งขันที่ไร้เป้าหมาย ไม่สร้างคุณค่า และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมในเดือนต่อมา ผู้ผลิตรถยนต์ 17 ราย รวมถึง BYD ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันว่าจะชำระเงินให้ซัพพลายเออร์ภายใน 60 วัน ซึ่งถือเป็นความพยายามหนึ่งในการลดแรงกดดันทางการเงินต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน และลดการแข่งขันที่ไม่ยั่งยืน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์จำนวนมากเลื่อนการชำระเงินให้ซัพพลายเออร์ออกไปหลายเดือน โดยบางรายใช้วิธีออกตั๋วเงินระยะสั้นแทนการจ่ายเงินสด ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์อย่าง Evergrande ใช้ และเมื่อล้มละลาย ก็ทิ้งให้ซัพพลายเออร์ถือเอกสารที่ไม่มีค่าCui Dongshu เลขาธิการสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีนกล่าวว่า ข้อตกลงการชำระเงินภายใน 60 วัน เป็นสัญญาณชัดเจนจากรัฐบาลที่ต้องการหยุดการแข่งขันแบบ Involution และลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะล้มละลายแบบโดมิโนแม้ความเคลื่อนไหวล่าสุดจะสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการควบคุมสถานการณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังจับตาว่ามาตรการเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใดในการยุติสงครามราคา และพลิกแนวโน้มราคาลงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่แข่งขันดุเดือดJing Yang ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์จาก Fitch Ratings ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนความพยายามของภาครัฐและเอกชนในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความมั่นคงของตลาด โดยยังต้องติดตามต่อว่า ความต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในไตรมาสถัด ๆ ไปจะเป็นอย่างไรการที่จีนเริ่มเข้ามาควบคุมสงครามราคาถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจพลิกเกมของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งแม้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็เริ่มเผยให้เห็นรอยร้าวจากการแข่งขันที่ไม่มีจุดจบ ในยุคที่โลกกำลังจับตาจีนในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ความยั่งยืนอาจกลายเป็นคำตอบสำคัญที่สุดของการเดินเกมครั้งนี้
TNN ช่อง16 • 14 ก.ค. 68
อ่าน
"Xiaomi" เตรียมลุยตลาดรถโลก หลังยอดขายในจีนแซง "Tesla" l การตลาดเงินล้าน
Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ของจีนซึ่งหันมารุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทจะเริ่มพิจารณาการจำหน่ายรถยนต์นอกประเทศจีนตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป โดยในระหว่างนี้จะยังคงให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการในตลาดภายในประเทศเป็นหลักLei Jun ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เปิดเผยในระหว่างการถ่ายทอดสดเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ความต้องการที่แข็งแกร่งของรถรุ่น SU7 และ YU7 ทำให้บริษัทจำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรทั้งหมดเพื่อรักษาเสถียรภาพของสายการผลิตในประเทศทั้งนี้ Xiaomi เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ปี 2027 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นไปได้สำหรับการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดต่างประเทศสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น SU7 ซึ่งเป็นซีดานรุ่นแรกของบริษัท มียอดขายรายเดือนที่เหนือกว่า Tesla Model 3 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะที่ YU7 ซึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ SUV เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และสามารถกวาดยอดสั่งจองได้อย่างล้นหลามถึงระดับหนึ่งในช่วงเวลาเพียง 18 ชั่วโมงแรก กระแสตอบรับที่ร้อนแรงของ YU7 ทำให้ลูกค้าหลายรายได้รับแจ้งว่าจะต้องรอการส่งมอบรถนานกว่าหนึ่งปี ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจในโลกออนไลน์เป็นวงกว้าง โดยมีรายงานจากสำนักข่าว Reuters เมื่อวันอังคารว่า ความล่าช้าในการส่งมอบรถกลายเป็นประเด็นร้องเรียนหลักล่าสุดเกิดกระแสข่าวลือว่ามีลูกค้าบางรายสามารถ "จ่ายเงินเพิ่ม" เพื่อแซงคิวและได้รับรถก่อนคนอื่น ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่ผู้ที่สั่งจองตามระบบปกติอย่างไรก็ตาม Xiaomi ได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวชัดเจน โดยระบุว่าไม่มีนโยบายให้ลูกค้าจ่ายเงินนอกระบบเพื่อเร่งคิวส่งมอบ พร้อมเตือนให้ผู้บริโภคระวังการหลอกลวงจากบุคคลที่อ้างตัวเป็นพนักงานหรือมีสิทธิพิเศษในการจัดคิวขณะเดียวกัน บริษัทได้ชี้แจงว่า ระบบการส่งมอบที่เร็วขึ้นมีอยู่จริงภายใต้เงื่อนไขการสั่งซื้ออย่างเป็นทางการ โดยลูกค้าสามารถเลือกชำระมัดจำในอัตราสูง 40,000 หยวน หรือประมาณ 180,612 บาท ซึ่งเป็นเงินมัดจำแบบไม่สามารถขอคืนได้ เพื่อแลกรับสิทธิ์การส่งมอบรถเร็วกว่าผู้ที่เลือกชำระมัดจำ 20,000 หยวน หรือประมาณ 90,306 บาท แต่สามารถขอคืนเงินได้ภายใน 7 วันเงื่อนไขนี้ถือเป็นทางเลือกที่บริษัทประกาศอย่างชัดเจนตั้งแต่เปิดรับจอง SU7 และเป็นแนวทางเดียวที่ส่งผลต่อลำดับคิวการส่งมอบโดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินพิเศษในรูปแบบอื่นใด ทั้งนี้ สื่อจีนรายงานว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มียอดจอง SU7 และ YU7 สะสมรวมกันเกิน 5 แสนคัน ทำให้โรงงานของ Xiaomi ต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่อง และยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาการส่งมอบที่เร็วขึ้นสำหรับผู้จองใหม่จากแนวโน้มที่เกิดขึ้น Xiaomi ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีนในเวลาอันสั้น และความสำเร็จนี้อาจเป็นก้าวแรกสู่การขยายสู่ตลาดโลกในอนาคตอันใกล้
TNN ช่อง16 • 4 ก.ค. 68
อ่าน
EV จีนยอดขายยุโรปพุ่งสวนทาง "Tesla" เร่งแก้เกม l การตลาดเงินล้าน
ผู้ผลิตรถยนต์จีนยังคงยึดพื้นที่ในตลาดยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการรายงานล่าสุด เดือนพฤษภาคม พบว่า สามารถครองส่วนแบ่งยอดขายในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 10 เดือน อีกด้วยนำโดย บีวายดี และ เอ็มจี ของ SAIC Motor (เอสเอไอซี มอเตอร์) ที่มีส่วนแบ่งของยอดขาย คิดเป็นสัดส่วนเกินร้อยละ 9 ทั้งในกลุ่มรถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าล้วน และตามข้อมูลของบริษัทวิจัย ดาต้าฟอร์ซ (Dataforce) ยังพบว่า ยอดจดทะเบียนระยนต์แบรนด์จีนในยุโรป ซึ่งรวมกับรถรุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายในด้วย พุ่งสูงถึงร้อยละ 5 เป็นครั้งแรกสเตลลา ลี (Stella Li) ผู้บริหารของ บีวายดี กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว บอกว่า ตัวเลขยอดขายล่าสุดนี้ ยืนยันได้ว่าผู้ผลิตรถยนต์จีนประสบความสำเร็จอย่างมากในการเจาะตลาดรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยยุโรปถือเป็นภูมิภาคสำคัญที่สุดของผู้นำในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าของจีน ซึ่งการเติบโตในยุโรปส่วนใหญ่นั้น มาจากรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริด ที่ผู้ผลิตจีนต่างใช้จุดแข็งทั้งหมดที่ตัวเองมี ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี แบตเตอรี่ และซอฟต์แวร์ ทำให้ปัจจุบันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ากลับมาอยู่ในระดับเดียวกับเมื่อกลางปี 2024 ก่อนที่สหภาพยุโรป (อียู) จะกำหนดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจากจีน เนื่องจากการสอบสวนของ อียู ที่พบว่าเงินสนับสนุนจากรัฐบาลปักกิ่ง ช่วยให้ผู้ผลิตจีนได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า รถยนต์ไฮบริดซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของ อียู นั้น มีการเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น คือจากเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว มีส่วนแบ่งตลาดอยู่เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น แต่เพียง 1 ปีต่อมา แบรนด์เหล่านี้กลับมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริด อยู่ที่ร้อยละ 12 และรถไฮบริดอยู่ที่ร้อยละ 7เฟลิเป้ มูนอซ (Felipe Munoz) นักวิเคราะห์จาก จาโต้ ไดนามิคส์ (Jato Dynamics) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านยานยนต์ ให้ข้อมูลว่า เอ็มจี ซึ่งเป็นแบรนด์รถสปอร์ตที่มีต้นกำเนิดจากอังกฤษ ปัจจุบันมีบริษัทแม่เป็นของรัฐบาลจีน ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าในอัตราร้อยละ 45 จึงตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมใหม่ (ปรับกลยุทธ์ใหม่) ด้วยการมุ่งเน้นไปที่โซลูชันที่ใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ โดยลดการขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนลง และหันไปเน้นทำตลาดในกลุ่มรถไฮบริดแทนส่วน บีวายดี ยังคงโดดเด่นและเพิ่มยอดขายได้ แม้จะมีภาษีนำเข้า และปัจจุบันบริษัทกำลังมุ่งเป้าไปที่กลุ่มรถที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยรุ่น ดอลฟิน เซิร์ฟ (Dolphin Surf) ซึ่งเป็นรถวิ่งในเมือง และรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก แอตโต 2 (Atto 2) ดังนั้น มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของ อียู แทนที่จะหยุดการขยายตัวของแบรนด์จีนเหล่านี้ แต่กลายเป็นว่ายิ่งเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์ต่างๆ เช่น บีวายดี ปรับกลยุทธ์และเน้นเปิดตัวรถยนต์รุ่นที่มีราคาย่อมเยาในกลุ่มรถเริ่มต้นแทนอย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของรถแบรนด์จีนในตลาดยุโรป ต่างจาก เทสลา ของ อีลอน มัสก์ มีสัญญาณที่ไม่ดีนัก ซึ่งยอดขายรถยนต์โดยรวมในตลาดยุโรปหดตัวต่อเนื่อง ทำให้ ล่าสุด มีรายงานว่า มัสก์ จะเข้ามารับหน้าที่ดูแลยอดขายในตลาดยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกาา แทนผู้บริหารคนก่อนหน้าที่ลาออกไป บลูมเบิร์ก รายงานว่า โอมีด อัฟชาร์ (Omead Afshar) รับผิดชอบการขายและการผลิตของ เทสลา ในอเมริกาเหนือ และยุโรป และเพิ่งลาออกเมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้ มัสก์ และ ทอม จู (Tom Zhu) ซึ่งเป็นรองประธานอาวุโส กำลังแบ่งหน้าที่ในการบริหารจัดการ เพื่อฟื้นฟูธุรกิจหลังจากไตรมาส 2 เทสลา มียอดส่งมอบรถ ลดลงต่อเนื่องโดยแหล่งข่าวเผยว่า มัสก์ จะดูแลตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่วน จู ซึ่งอยู่ที่จีน จะยังคงดูแลยอดขายเทสลาในเอเชีย และเข้ารับหน้าที่การผลิตสำหรับตลาดทั่วโลกการที่ มัสก์ ให้ความสำคัญกับตลาดยุโรป เป็นที่น่าสังเกตุว่าเขาจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร จากที่ก่อนหน้านี้ เขาเคยบอกว่า ยุโรปคือจุดอ่อนที่สุดของเทสลาและเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกับตัวเลขล่าสุด โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ของบริษัทฯ ทั่วยุโรปเมื่อเดือนพฤษภาคม ลดลงไปร้อยละ 28 ซึ่งลดลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน และระยะ 5 เดือนแรกของปีนี้ ยอดจดทะเบียน ลดลงไปแล้วถึงร้อยละ 37ปัจจัยหลักมาจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน นำโดย บีวายดี ได้รับความนิยมมากขึ้น ขณะเดียวกัน เกี่ยวกับชื่อเสียงของ มัสก์ เองก็มีส่วนทำให้ยอดขายของ เทสลา ลดลงด้วย ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า มัสก์ ถูกมองในแง่ลบในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหลัก ๆ ในยุโรป ที่รวมถึงเยอรมนี และสหราชอาณาจักร และการที่เขาสนับสนุนพรรคการเมืองและผู้สมัครฝ่ายขวาในยุโรป ยังก่อให้เกิดการประท้วงและก่อเหตุวุ่นวายในหลายประเทศในยุโรปรวมถึงกรณีล่าสุด หลังจากการให้คำมั่นว่าจะหันกลับมาให้ความสำคัญกับ เทสลา อีกครั้ง และบทบาทในหน่วยงาน ดอจ (DOGE) ก็สิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง มัสก์ และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเริ่มแย่ลงอย่างรวดเร็ว กรณีล่าสุด มัสก์ จุดชนวนความขัดแย้ง ด้วยการโจมตีแพ็คเกจภาษี และการใช้จ่ายมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดี รวมถึงการเรียกร้องให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองที่สาม ด้วยนอกจากนี้ เทสลา ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ล่าสุด โดยมียอดส่งมอบรถยนต์จำนวนกว่า 384,000 คัน ลดลงถึงร้อยละ 14 เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ที่ลดลงไปร้อยละ 13 โดยมียอดส่งมอบจำนวนกว่า 336,000 คัน ขณะที่มียอดผลิตจำนวน 410,244 คันนั่นสะท้อนให้เห็นว่า เทสลา ยังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่ขายรุ่นใหม่และราคาจับต้องได้ รวมถึงปฏิกิริยาทางการเมือง ต่อตัว อีลอน มัสก์อย่างไรก็ดี รายงานดังกล่าวไม่ได้แยกยอดขายเป็นรายรุ่นของรถ และไม่ได้แยกตามรายภูมิภาค มีข้อมูลเพียงว่า รุ่นยอดนิยมที่ขายดีคือ Model 3 และ Model Y ที่มียอดผลิตรวมกันทั้งหมด 396,835 คัน และมียอดขายรวมกันจำนวน 373,728 คันอย่างไรก็ตาม เป็นตัวเลขต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประมาณการไว้ โดยตามประมาณการของนักวิเคระห์ที่จัดทำโดย บลูมเบิร์ก คาดว่า ไตรมาส 2 สิ้นสุดเดือนมิถุนาย เทสลา จะส่งมอบรถยนต์ได้ประมาณ 389,400 คัน ซึ่งจะลดลงประมาณร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วและคาดว่าทั้งปี 2025 เทสลา จะส่งมอบรถยนต์ได้ประมาณ 1 ล้าน 6 แสน 5 หมื่นคัน ซึ่งลดลงร้อยละ 8 จากปีที่แล้ว ที่ส่งมอบรถยนต์ได้เป็นจำนวน 1.79 ล้านคันในปีที่แล้วด้านนักวิเคราะห์ในตลาดวอลล์สตรีท กล่าวว่า หาก มัสก์ ต้องการบรรลุเป้าหมายให้ เทสลา กลับมาเติบโตได้ในปีนี้ จะต้องมีการส่งมอบรถเทสลาให้ได้มากกว่า 1 ล้านคันในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
TNN ช่อง16 • 3 ก.ค. 68
อ่าน
วิกฤต "รถมือสองศูนย์ไมล์" คืออะไร ใครได้-ใครเสีย ?
"รถมือสองศูนย์ไมล์" รถใหม่จากโรงงานกลายเป็นมือสองได้อย่างไร?รถมือสอง ปกติต้องผ่านมือคนขับมาก่อนถึงจะเรียกว่ามือสองได้ แต่ไม่ใช่สำหรับประเทศจีน ล่าสุดเกิดดราม่า รถมือสองศูนย์ไมล์ เพราะเป็นรถใหม่ป้ายแดง ไม่มีใครขับ แต่โดนประทับตราเป็นมือสอง แล้วเอาไปขายต่อ ถามว่าทำไปเพื่ออะไร ได้อะไรจากเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้ยังเป็นปมดราม่า เพราะไม่มีค่ายรถเจ้าไหนออกมายอมรับ ว่าเกิดขึ้นจริง ข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อุตสาหกรรมรถยนต์จีนกำลังถูกแฉ หรือเปิดโปงว่า มีการบิดเบือนตัวเลขยอดขายมาหลายปี ผ่านตลาดมืดในประเทศ เรียกว่าขบวนการ รถมือสองศูนย์ไมล์ซึ่งหมายถึงการเอารถใหม่ๆป้ายแดงที่เพิ่งออกจากสายการผลิต เอาไปจดทะเบียนว่าเป็นรถมือสอง ทั้งๆที่ ยังไม่มีใครซื้อ ยังไม่มีใครใช้งาน หรือขับ แบบที่ไมล์หน้ารถไม่กระดิก หรือเป็นศูนย์ไมล์ จากนั้นก็ส่งออกไปขายตามตลาดต่างประเทศ เช่น รัสเซีย เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง โดยผู้ส่งออกจะซื้อรถคันนั้นโดยตรงจากผู้ผลิตหรือดีลเลอร์ จากนั้นจดทะเบียนรถด้วยป้ายทะเบียนจีน และทันทีที่จดทะเบียนเสร็จ ก็ประกาศสถานะรถคันนั้นเป็น “รถมือสอง”สิ่งที่ได้ ก็คือ ทำให้เจ้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เหล่านี้ในจีน มียอดขายที่เติบโตพุ่งแรงและได้กำจัดรถยนต์ที่ขายไม่ออกภายในตลาดในประเทศได้ด้วยแม้กระทั่งสื่อของจีนเองยังทนไม่ไหวออกมาประณามขบวนการขายรถมือสองปลอมของค่ายรถในจีนโดยคนที่ออกโรงครั้งนี้ ก็คือ พีเพิล เดลี (People’s Daily) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์จากพรรคคอมมิวนิสต์จีน เผยแพร่บทบรรณาธิการ วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยตีข่าวเรียกร้อง ขอให้บรรดาผู้ผลิตยานยนต์จีนยกเลิกการขาย รถมือสองเลขไมล์เป็นศูนย์ เป็นการแข่งขันอย่างไม่ยุติธรรม บิดเบือนข้อมูลยอดขาย เป็นผลเสียกับตลาดรถ ทั้งมือหนึ่งและมือสองด้วย และยังอาจมีผลกระทบหนักลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นหายนะของอุตสาหกรรมทั้งประเทศได้ทั้งนี้ ขบวนการ รถมือสองปลอม เป็นผลมาจากสงครามราคาในประเทศจีน อย่างที่เรารู้กันว่ามีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด มีการหั่นราคากันอย่างร้อนแรง ซึ่งสื่อจีน ได้เรียกร้องให้บรรดาค่ายรถเลิกสนใจแต่ตัวเลขยอดขาย แล้วขอให้หันมาพัฒนาเทคโนโลยีกับการบริการแทน รวมไปถึงแนะนำให้คนซื้อหรือผู้บริโภคเอง ก็ควรเลิกสนใจแต่ราคา แต่ควรกลับมาดูที่คุณภาพของสินค้าและบริการหลังการขายด้วยอย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนขณะนี้ เป็นผลพวงมาจากสภาพเศรษฐกิจในประเทศจีนเองด้วย กำลังซื้อในประเทศที่กำลังอ่อนแอ แถมยังเจอกับสงครามการค้า ภาษีทรัมป์ซ้ำเติมเข้าไปอีก บรรยากาศการค้าขายในประเทศตอนนี้จึงเต็มด้วยสงครามราคา สินค้าแทบทุกอย่างตั้งแต่ของกินยันของใช้พากันลดกระหน่ำ เพื่อเรียกลูกค้า เพราะสินค้าในประเทศล้นตลาด ขณะที่การส่งออกก็กำลังถูกกีดีกันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯแน่นอนว่าสงครามราคาส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนด้วยเช่นกัน และกระทบอย่างหนัก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีค่ายรถมากมายหลากหลายที่เปิดตัว และต้องแข่งกันแย่งลูกค้า ทำยอดขายให้ได้ตามเป้าที่วางไว้การนำรถใหม่ที่ค้างสต็อกมาลดราคาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ ที่บรรดาค่ายรถจีนมองว่ามีประสิทธิภาพในการระบายสินค้า โดยมีลูกค้าจากทั้งในและนอกประเทศต่างให้ความสนใจ เพราะได้ส่วนลดที่มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่อาจไม่ทราบถึงข้อเสียที่อาจติดมาด้วยพีเพิลส์ เดลี ระบุว่า สำหรับคนขาย อาจมาช่วยลดสินค้าค้างสต็อกได้ในระยะสั้นๆ แต่ก็ทำให้ได้กำไรน้อยลง และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดทุนด้วย แถมยังไปกระทบกับการลงทุนเพื่อคุณภาพสินค้าและการสร้างนวัตกรรม นับเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน บริษัทจะอ่อนแอ และยังเป็นการละเมิดสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริโภคอีกด้วยส่วนลูกค้าหรือผู้ซื้อที่คิดได้ของถูกก็อาจต้องเจอกับของแถมที่ซ่อนมาด้วย เช่น สิทธิประโยชน์ทางกฎหมายของการมีรถมือหนึ่ง แบตเตอรี่ที่อาจเสื่อมสภาพ และขายต่อไม่ได้ราคาทั้งนี้กระแสวิจารณ์ในจีนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากประธานบริษัท "Changan" ฉางอัน ก็ได้ออกเรียกร้องให้มีปราบปรามการส่งออกรถมือสองปลอม เพราะอาจทำลายภาพลักษณ์แบรนด์จีนในต่างประเทศได้ เรื่องใหญ่ระดับชาติ "จีน" ทางออกอยู่ตรงไหน ? เรื่องใหญ่ขนาดนี้ และสื่อจีนก็ออกข่าวครึกโครม หมายความว่าทางการจีนรู้ปมปัญหานี้แล้ว ซึ่งข้อมูลมีหลายทาง สื่อจีนบอกว่ารัฐบาลกำลังหาทางแก้ไข แต่ในมุมสื่อตะวันออกก็อ้างว่ารัฐบาลท้องถิ่นของจีนเองนั่นแหละ แอบทำและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้พีเพิล เดลี สื่อของจีนยังรายงานและระบุอีกด้วยว่ารัฐบาลจีนได้รับรู้ถึงปัญหาดังกล่าว และพยายามหาทางควบคุมแก้ไข โดยบอกว่ามีมาตรการหลายอย่างที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง เพื่อคุมความเสถียรภาพในตลาด มีการเรียกผู้บริหารจากบริษัทยานยนต์หลายแห่งเข้าประชุมหลายครั้ง พูดคุยในหลายประเด็น รวมถึง รถมือสองเลขไมล์ศูนย์ ด้วย ทั้งยังกำชับให้บรรดาผู้บริหารควบคุมตนเอง ไม่ขายรถในราคาต่ำกว่าราคาทุน รวมถึงลดราคาให้เหมาะสม ทั้งนี้การสอบสวนดังกล่าวของทางการเกิดขึ้น หลังจากมีรายงานว่าบีวายดี (BYD) อีจีเบอร์หนึ่งของจีน ได้นำตลาดด้วยการลดราคารถยนต์กว่า 34% ในรถยนต์ 22 รุ่นอย่างไรก็ตามข้อมูลน่าสนใจจากสื่อนอกประเทศจีน เช่น สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานถึงปมเรื่องนี้ โดยอ้างอิงข้อมูลจากตรวจสอบเอกสารของรัฐบาล และการไปสัมภาษณ์ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ พบว่า การส่งออกและการขายรถมือสองปลอม อาจจะมีรัฐบาลท้องถิ่นมาเกี่ยวข้อง เพื่อปั่นยอดให้ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลกลาง เพื่อสนองนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจากการตรวจสอบเอกสารนโยบายและรายงานของสื่อรอยเตอร์พบว่ามีรัฐบาลท้องถิ่นอย่างน้อย 20 แห่ง รวมถึงมณฑลสำคัญอย่างกวางตุ้งและเสฉวน ที่ประกาศสนับสนุนการส่งออกรถมือสองระยะทางเป็นศูนย์มาตรการสนับสนุนที่ว่านี้ ประกอบไปด้วย การเพิ่มโควต้าทะเบียนรถสำหรับการส่งออก การเร่งคืนภาษี การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งออก และการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจเพื่อกระตุ้นการส่งออกรถมือสองปลอมแนวทางสนับสนุนของรัฐบาลท้องถิ่นนี้อาจดูขัดแย้งกับหลักเศรษฐกิจทั่วไป แต่สำหรับระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนรวมศูนย์ของจีน การเร่งตัวเลขยอดขายและการจ้างงานช่วยเพิ่มโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง หรือได้รับงบประมาณเพิ่มเติม ขณะที่หากไม่บรรลุเป้าหมาย อาจถูกลงโทษทางวินัยหรือถูกลดตำแหน่งนอกจากนี้การซื้อขายรถมือสองปลอมนี้ยังช่วยปั่นตัวเลข GDP ให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะนับทั้งมูลค่าการซื้อและการขายของรถคันเดียว ส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่นพยายามดึงดูดบริษัทเหล่านี้มาตั้งกิจการในพื้นที่ตนเองรอยเตอร์ยังชี้อีกว่าปัญหานี้สะท้อนให้ว่า อุตสาหกรรมรถยนต์จีน ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก อาจจะกำลังผลิตรถเกินความต้องการภายในประเทศ นำไปสู่สงครามราคาที่ต่อเนื่องและจะถูกกล่าวหาได้ว่ามีการ “ทุ่มตลาด” รถยนต์จีนในต่างประเทศขณะที่ "ซิง เล่ย" ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา AutoXing ในสหรัฐฯกล่าวว่าพฤติกรรมนี้อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติตั้งข้อสงสัยต่อยอดขายของผู้ผลิตรถยนต์จีน เพราะไม่มีใครรู้ว่ายอดขายจริงมีเท่าไหร่ หรือเกิดจากการที่ปั่นตัวเลขกันแน่ มีมากแค่ไหนทั้งนี้ทางการจีนได้เริ่มเปิดทางให้ส่งออกรถมือสองได้อย่างถูกกฎหมาย นับตั้งแต่ปี 2562 มาถึงปัจจุบันนี้มีผู้ค้าเข้าร่วมระบบนี้นับพันราย โดยปีที่ผ่านมา 2567 มีรถยนต์มือสองที่จีนส่งออก 436,000 คัน และประมาณ 90% เป็นรถมือสองศูนย์ไมล์ จับตา "ตลาดรถจีน" ทั้งในประเทศและต่างประเทศดูเหมือนว่าตอนนี้ค่ายของจีนกำลังเจอกับศึกหนัก ทั้งในและนอกประเทศ ขณะที่ทางการจีนก็พยายามงัดทุกยาแรงออกมาใช้ เช่น มาตรการรถเก่าแลกใหม่ ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในประเทศได้ดียอดขายรถในประเทศจีนในช่วงต้นปีที่ผ่าน ได้แรงส่งจากโครงการรถเก่าแลกใหม่ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ 2568มียอดขายรวม 6.97 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 8.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด พุ่งขึ้น 33.9% เมื่อเทียบรายปี คิดเป็นสัดส่วน 50.8% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดของเดือนเมษายน ข้อมูลทางการชี้ว่า โครงการของรัฐบาลที่ให้เงินอุดหนุนการเปลี่ยนรถเก่าเป็น NEV ในอัตราที่สูงกว่ารถยนต์สันดาป มีรถเข้าร่วมแล้ว 2.71 ล้านคัน (ข้อมูล ณ วันที่ 24 เม.ย.) โครงการนี้ช่วยพยุงความเชื่อมั่นผู้บริโภคชาวจีน ท่ามกลางการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อการค้าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจขณะเดียวกัน ยอดส่งออกรถยนต์ในเดือนเม.ย.ลดลง 2.2% จากปีก่อนหน้า ต่อเนื่องจากเดือนมี.ค.ที่ลดลง 8% ตามข้อมูลของ CPCAสำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่และน่ากลัวกว่าที่คิด จับตากันว่าทางการจีนจะจัดการอย่างไร
TNN ช่อง16 • 2 ก.ค. 68
อ่าน
"รถมือสองปลอม" คืออะไร ? ปั่นยอดขาย ป่วนตลาดจีน l World Wide Wealth
"รถมือสองศูนย์ไมล์"ได้อะไร คำตอบคือได้ยอด ได้เงินอุดหนุนจากทางการแต่เรื่องนี้ยังเป็นปมดราม่า เพราะไม่มีค่ายรถเจ้าไหนออกมายอมรับว่าเกิดขึ้นจริง ข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อุตสาหกรรมรถยนต์จีนกำลังถูกแฉ หรือเปิดโปงว่า มีการบิดเบือนตัวเลขยอดขายมาหลายปี ผ่านตลาดมืดในประเทศ เรียกว่าขบวนการ รถมือสองศูนย์ไมล์ ซึ่งหมายถึงการเอารถใหม่ๆป้ายแดงที่เพิ่งออกจากสายการผลิต เอาไปจดทะเบียนว่าเป็นรถมือสอง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครซื้อ ยังไม่มีใครใช้งาน หรือขับ แบบที่ไมล์หน้ารถไม่กระดิก หรือเป็นศูนย์ไมล์ จากนั้นก็ส่งออกไปขายตามตลาดต่างประเทศ สิ่งที่ได้ ก็คือ ทำให้เจ้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เหล่านี้ในจีนมียอดขายที่เติบโตพุ่งแรงและได้กำจัดรถยนต์ที่ขายไม่ออกภายในตลาดในประเทศได้ด้วยแม้กระทั่งสื่อของจีนเองยังทนไม่ไหว ออกมาประณามขบวนการขายรถมือสองปลอมของค่ายรถในจีน โดยคนที่ออกโรงครั้งนี้ ก็คือ พีเพิล เดลี (People’s Daily) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์จากพรรคคอมมิวนิสต์จีน เผยแพร่บทบรรณาธิการ วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยตีข่าวเรียกร้อง ขอให้บรรดาผู้ผลิตยานยนต์จีนยกเลิกการขาย รถมือสองเลขไมล์เป็นศูนย์ เป็นการแข่งขันอย่างไม่ยุติธรรม บิดเบือนข้อมูลยอดขาย เป็นผลเสียกับตลาดรถ ทั้งมือหนึ่งและมือสองด้วย และยังอาจมีผลกระทบหนักลุกลามบานปลายจนกลายเป็นหายนะของอุตสาหกรรมทั้งประเทศได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนขณะนี้ เป็นผลพวงมาจากสภาพเศรษฐกิจในประเทศจีนเองด้วย กำลังซื้อในประเทศที่กำลังอ่อนแอ แถมยังเจอกับสงครามการค้า ภาษีทรัมป์ซ้ำเติมเข้าไปอีก บรรยากาศการค้าขายในประเทศตอนนี้จึงเต็มด้วยสงครามราคา สินค้าแทบทุกอย่างตั้งแต่ของกินยันของใช้พากันลดกระหน่ำ เพื่อเรียกลูกค้า เพราะสินค้าในประเทศล้นตลาด ขณะที่การส่งออกก็กำลังถูกกีดีกันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
TNN ช่อง16 • 1 ก.ค. 68
อ่าน
ยอดจองถล่ม! "Xiaomi YU7" ผลิตไม่ทัน ลูกค้ารอนานข้ามปี l การตลาดเงินล้าน
Xiaomi ผู้ผลิตเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน กำลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หลังจากเปิดตัว Xiaomi YU7 รถ SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของบริษัทไปเมื่อไม่นานนี้ โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดให้จอง โดยเพียง 3 นาทีแรกหลังเปิดระบบสั่งจองออนไลน์ Xiaomi ได้รับคำสั่งจองล่วงหน้ามากกว่า 200,000 คัน โดยในจำนวนนี้มีกว่า 120,000 รายที่ชำระเงินมัดจำแบบไม่สามารถขอคืนได้ ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของผู้บริโภคอย่างจริงจังภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ยอดจองพุ่งทะลุ 289,000 คัน และหลังผ่านไป 18 ชั่วโมง Xiaomi รายงานว่ามีคำสั่งซื้อแบบยืนยันแล้วถึง 240,000 คัน ซึ่งเกินขีดความสามารถในการผลิตต่อปีของบริษัทในปัจจุบันอย่างชัดเจน ผลจากความต้องการที่สูงเกินคาด ทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากต้องเผชิญกับระยะเวลารอรับรถที่ยาวนาน โดยเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Xiaomi ระบุว่า:YU7 รุ่นเริ่มต้น ต้องรอประมาณ 56–59 สัปดาห์YU7 Pro รุ่นกลาง ต้องรอ 50–53 สัปดาห์YU7 Max รุ่นท็อป รอประมาณ 37–40 สัปดาห์โดยเฉพาะ YU7 รุ่นพื้นฐาน ซึ่งมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 253,800 หยวน ประมาณ 1.28 ล้านบาท เป็นรุ่นที่มีความต้องการสูงที่สุด จึงกลายเป็นรุ่นที่มีระยะเวลารอคอยนานที่สุด ขณะที่รุ่น Pro และ Max ซึ่งมีราคาสูงกว่าเล็กน้อย ก็ยังต้องใช้เวลารอไม่น้อยเช่นกันเพื่อช่วยลดภาระทางการเงินของลูกค้า Xiaomi เปิดทางเลือกการผ่อนชำระแบบยืดหยุ่น ตั้งแต่ 12 ถึง 60 เดือน โดยสามารถวางเงินดาวน์ได้ในช่วงระหว่างร้อยละ 15 ถึงร้อยละ 85 ของราคารถแม้ Xiaomi จะมีแผนขยายกำลังการผลิตให้สามารถรองรับการผลิตรถยนต์ได้ถึง 350,000 คันภายในปี 2025 แต่ในระยะสั้น บริษัทยังคงต้องเร่งจัดการกับอุปสรรคด้านโลจิสติกส์และความคาดหวังของลูกค้าอย่างเร่งด่วนทั้งนี้ ระยะเวลารอรับรถที่ระบุไว้เป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้น และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์จริงในกระบวนการผลิตและจัดส่ง
TNN ช่อง16 • 1 ก.ค. 68
ดูเพิ่มเติม