รีเซต

ผลการค้นหา “#มีได้เสียในพาทนี้!!!!!” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
Bithumb ชนะคดี! ศาลสั่งคืนเงิน หลังกดโอน Bitcoin ผิดแจกผู้ใช้
อ่าน

Bithumb ชนะคดี! ศาลสั่งคืนเงิน หลังกดโอน Bitcoin ผิดแจกผู้ใช้

#Bithumb #Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า Bithumb กระดานซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีของเกาหลีใต้ ได้รับรายงานว่าชนะคดีความในศาลชั้นต้นจำนวน 2 คดี ในการฟ้องร้องผู้ใช้งานเพื่อเรียกคืนผลประโยชน์จาก Bitcoin ที่ทางบริษัทได้โอนเข้าบัญชีของพวกเขาโดยผิดพลาด ศาลแขวงโซลกลางได้มีคำตัดสินให้ Bithumb ชนะคดีเมื่อวันพุธและวันพฤหัสบดี ใน 2 คดีจากการฟ้องร้องทั้งหมด 4 คดีต่อผู้ใช้งานที่นำ Bitcoin ซึ่งได้รับโอนโดยผิดพลาดไปขาย ตามรายงานของสำนักข่าว Chosun Biz คำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดีเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเงินจำนวน 194 ล้านวอน (140,000 ดอลลาร์) ในขณะที่คำตัดสินเมื่อวันพุธครอบคลุมข้อเรียกร้องเงินจำนวน 5 ล้านวอน (3,600 ดอลลาร์) ส่วนอีก 2 คดีความที่เรียกร้องเงินประมาณ 14.8 ล้านวอน (10,700 ดอลลาร์) และ 500 ล้านวอน (362,000 ดอลลาร์) ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา ทั้งสองคดีดำเนินการผ่านขั้นตอนการส่งคำคู่ความโดยวิธีปิดประกาศ (Service by public notice) เนื่องจากเอกสารของศาลไม่สามารถส่งถึงจำเลยได้ด้วยวิธีปกติ รายงานระบุ คำตัดสินที่มีการรายงานดังกล่าว ช่วยผลักดันความพยายามของ Bithumb ในการฟื้นฟูเงินคืนจากข้อผิดพลาดในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อกระดานซื้อขายได้โอน Bitcoin จำนวน 620,000 BTC เข้าบัญชีลูกค้าโดยผิดพลาด ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในขณะนั้น Bithumb ตามไล่ล่ารายได้จากการขาย Bitcoin Bithumb กล่าวว่า ข้อผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างกิจกรรมส่งเสริมการขายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อบริษัทวางแผนที่จะแจกรางวัลเป็นเงิน 620,000 วอน หรือประมาณ 420 ดอลลาร์ในขณะนั้น ให้กับผู้ใช้งานจำนวน 249 ราย แต่พนักงานได้เลือกหน่วยการชำระเงินผิดพลาดเป็น Bitcoin แทนที่จะเป็นเงินวอนเกาหลี และโอนเงินเข้าบัญชีของลูกค้าเป็นจำนวน 620,000 BTC ในเวลาต่อมา กระดานซื้อขายกล่าวว่า สามารถเรียกคืน Bitcoin กลับมาได้ 618,212 BTC หรือคิดเป็น 99.7% ของจำนวนที่โอนผิดพลาดไป อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานบางรายได้ขาย Bitcoin ที่ได้รับโอนผิดพลาดไปแล้วจำนวน 1,788 BTC ก่อนที่ Bithumb จะทำการอายัดบัญชีที่ได้รับผลกระทบ Bithumb ได้ยื่นฟ้องคดีลาภมิควรได้ (Unjust enrichment) จำนวน 4 คดีในเดือนมีนาคม ต่อผู้ใช้งานที่ขาย Bitcoin ที่ได้รับโอนผิดพลาดและไม่ยอมคืนเงินผลประโยชน์ที่ได้จากการขาย โดยมีรายงานว่าบริษัทกำลังเรียกร้องเงินสดจากการขายเหล่านั้นมากกว่าที่จะเรียกคืนเป็น Bitcoin FSS เริ่มกระบวนการลงโทษต่อข้อผิดพลาดของ Bithumb สำนักงานบริการกำกับดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้ (FSS) ได้ดำเนินการสอบสวน Bithumb เกี่ยวกับข้อผิดพลาดเรื่อง Bitcoin เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่ว่ากระดานซื้อขายสามารถโอน Bitcoin ที่ตนเองไม่ได้ถือครองอยู่จริงให้กับลูกค้าได้อย่างไร มีรายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลได้ส่งความเห็นจากการตรวจสอบไปยัง Bithumb เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการเริ่มต้นกระบวนการลงโทษอย่างเป็นทางการ แต่ยังไม่มีการประกาศบทลงโทษขั้นสุดท้ายออกมา Cointelegraph ได้ติดต่อไปยังคณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ (FSC) ซึ่งกำกับดูแล FSS เพื่อขอข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการสอบสวนและบทลงโทษที่อาจเกิดขึ้นต่อ Bithumb แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ณ เวลาที่ตีพิมพ์ข่าวนี้ Bithumb ยังเผชิญกับการตรวจสอบทางกฎหมายอื่นๆ ในปีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ได้เข้าบุกตรวจค้นสำนักงานของบริษัทในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนที่ไม่เกี่ยวข้องกันในข้อกล่าวหาเรื่องการเอื้อประโยชน์ในการจ้างงานที่มีสมาชิกรัฐสภา Kim Byung-ki เข้ามาเกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกัน บริษัทกำลังยื่นคัดค้านการสั่งพักใช้ใบอนุญาตทำงานบางส่วนเป็นเวลา 6 เดือนในอีกคดีหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยศาลในกรุงโซลได้สั่งชะลอการพักใช้ใบอนุญาตดังกล่าวในเดือนเมษายน ในระหว่างรอคำตัดสินจากการยื่นคัดค้านของ Bithumb ที่มา https://cointelegraph.com/news/bithumb-wins-suits-mistakenly-credited-bitcoin

AOT  ไตรมาส 3/2569 กำไรสุทธิ 4,441.68 ล้านบาท โต 14.93%
อ่าน

AOT  ไตรมาส 3/2569 กำไรสุทธิ 4,441.68 ล้านบาท โต 14.93%

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #AOT ไตรมาส 3/2569 กำไรสุทธิ 4,441.68 ล้านบาท โต 14.93%บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT รายงานกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทในไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2569 (เม.ย.-มิ.ย. 2569) อยู่ที่ 4,441.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.93% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้รายได้รวมลดลง 3.70% เหลือ 15,493.50 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากค่าใช้จ่ายรวมที่ลดลง 11.73% ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12.41% เป็น 6,017.92 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้นเพิ่มเป็น 0.31 บาทจาก 0.27 บาทในปีก่อนรายได้จากการขายและบริการลดลง 2.82% เหลือ 14,910.31 ล้านบาท โดยรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบินลดลง 7.96% เหลือ 7,258.67 ล้านบาท ขณะที่รายได้เกี่ยวกับกิจการการบินเพิ่มขึ้น 2.61% เป็น 7,651.64 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนรายได้การบินเพิ่มขึ้นเป็น 51% ของรายได้จากการขายและบริการทั้งหมดจาก 49% ในปีก่อนการเติบโตของรายได้การบินมาจากค่าบริการผู้โดยสารขาออกที่เพิ่มขึ้น 2.85% เป็น 6,074.90 ล้านบาท และค่าบริการสนามบินที่เพิ่มขึ้น 1.81% เป็น 1,379.17 ล้านบาท โดย AOT เริ่มเก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศอัตราใหม่สูงสุด 1,120 บาทต่อคนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 จากเดิม 730 บาทต่อคนด้านรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบินลดลงหลักจากรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่หดตัว 14.12% เหลือ 4,444.57 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากธุรกิจร้านค้าปลอดอากร ขณะที่รายได้เกี่ยวกับบริการเพิ่มขึ้น 4.24% เป็น 2,150.37 ล้านบาท จากค่าบริการระบบไฟฟ้าและระบบปรับอากาศที่สูงขึ้นรายได้อื่นลดลง 21.73% เหลือ 583.19 ล้านบาท เนื่องจากปีก่อนได้รับเงินชดเชยการใช้ประโยชน์อาคารของผู้ประกอบการรายหนึ่งที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็นรายการพิเศษ ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยการเลื่อนชำระเงินตามมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและสายการบินค่าใช้จ่ายรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หลังลูกหนี้การค้าไม่หมุนเวียนตามแผนฟื้นฟูกิจการรายหนึ่งชำระหนี้รวม 993.88 ล้านบาท นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายลดลง ส่วนต้นทุนทางการเงินลดลง 6.49% เหลือ 585.65 ล้านบาทสำหรับงวด 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 AOT มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท 14,812.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.86% จากปีก่อน แม้รายได้รวมลดลง 1.39% เหลือ 51,596.31 ล้านบาท โดยรายได้การบินเพิ่มขึ้น 2.72% เป็น 26,341.83 ล้านบาท ขณะที่รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบินลดลง 5.56% เหลือ 23,863.54 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.04 บาท เพิ่มจาก 1.00 บาทในปีก่อนAOT ระบุว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ปริมาณเที่ยวบินรวมเพิ่มขึ้น 0.61% เป็น 605,838 เที่ยวบิน และจำนวนผู้โดยสารรวมเพิ่มขึ้น 1.84% เป็น 99.03 ล้านคน อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่ายังมีความท้าทายในช่วงที่เหลือของปีจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งกระทบต้นทุนเชื้อเพลิงสายการบิน ราคาบัตรโดยสาร และการเดินทางของผู้โดยสารบางส่วน

SoftBank ฟันกำไร Intel มหาศาล! พยุงพอร์ตโตเกินคาด แม้ OpenAI แผ่ว
อ่าน

SoftBank ฟันกำไร Intel มหาศาล! พยุงพอร์ตโตเกินคาด แม้ OpenAI แผ่ว

#SoftBank #Intel #OpenAI #ทันหุ้น - สำนักข่าว CNBC รายงานว่า SoftBank เมื่อวันพฤหัสบดีได้รายงานกำไรสำหรับไตรมาสแรกของปีงบประมาณที่สูงกว่าความคาดหมายของตลาด โดยได้แรงขับเคลื่อนจากกำไรมหาศาลจากสัดส่วนการถือหุ้นใน Intel ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของมูลค่า ByteDance ช่วยสนับสนุนแผนก Vision Fundยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่นกล่าวว่า กำไรสุทธิสำหรับไตรมาสที่สิ้นสุดในเดือนมิถุนายนมีจำนวนรวม 3.473 แสนล้านเยน (2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งสูงกว่า 1.2023 แสนล้านเยนที่คาดการณ์โดยนักวิเคราะห์ ตามการประเมินของ LSEG อย่างไรก็ตาม นั่นคือการลดลงเกือบ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วSoftBank บันทึกกำไร 1.3 ตรีล้านเยน (1.3 ล้านล้านเยน) จากหุ้นของ Intel ผู้ผลิตชิปของสหรัฐฯ ที่ตนถือครองอยู่SoftBank ได้ประกาศการลงทุนมูลค่าราว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐใน Intel เมื่อปีที่แล้ว สิ่งนี้ช่วยให้แผนกการลงทุนของบริษัท ซึ่งแยกออกจาก Vision Fund บันทึกกำไรประจำแผนกได้ 1.05 ตรีล้านเยน (1.05 ล้านล้านเยน) หุ้นของ Intel ปรับตัวพุ่งขึ้นเกือบ 400% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมากองทุน Vision Funds ซึ่งรวบรวมการลงทุนครอบคลุมตั้งแต่ OpenAI ไปจนถึง ByteDance เจ้าของ TikTok มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรก ซึ่งขับเคลื่อนเป็นหลักจากการเพิ่มขึ้น 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในมูลค่าสัดส่วนการถือหุ้นของ SoftBank ในบริษัทจีนอย่าง ByteDance ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงในบริษัทต่างๆ เช่น PayPayส่วนธุรกิจ Vision Funds ของ SoftBank บันทึกกำไร 5.4 พันล้านเยน เมื่อเปรียบเทียบกับ 4.514 แสนล้านเยนเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว บริษัทกล่าวว่าตนไม่พบบันทึกกำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนใน OpenAIสิ่งนี้ขัดแย้งกับไตรมาสก่อนหน้า ที่ส่วนธุรกิจ Vision Funds ของบริษัทบันทึกกำไรเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกือบทั้งหมดขับเคลื่อนโดย OpenAIOpenAI ถูกลดความสำคัญลงSoftBank ได้ผูกพันตนเองที่จะลงทุนมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐใน OpenAI ซึ่งจะทำให้บริษัทมีสัดส่วนการเป็นเจ้าของประมาณ 13% ของบริษัท บริษัทกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ SoftBank กล่าวว่าเงินจำนวน 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในจำนวนนั้นได้รับการลงทุนไปแล้วอย่างไรก็ตาม บริษัทกล่าวว่าไม่ได้บันทึกกำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ OpenAISoftBank พยายามวางตำแหน่งตนเองให้อยู่ ณ ศูนย์กลางของการบูมของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านการลงทุนที่ครอบคลุมบริษัทต่างๆ เช่น OpenAI และบริษัทเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Armแต่นักลงทุนกำลังตรวจสอบการใช้จ่ายด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีอย่างหนักหน่วง และกำลังมองหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่จับต้องได้ ราคาหุ้นของ SoftBank ร่วงลงประมาณ 34% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทจะระดมทุนเดิมพันต่อไป รวมถึงการกระจุกตัวอย่างหนักของพอร์ตการลงทุนของบริษัทใน Arm และ OpenAISoftBank บันทึกผลขาดทุน 2.008 แสนล้านเยนในส่วนธุรกิจ AI computing ซึ่งขาดทุนกว้างขึ้นกว่าผลขาดทุน 3.24 หมื่นล้านเยนที่บันทึกไว้ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนธุรกิจนี้รวมถึงบริษัทชิปที่ตนเป็นเจ้าของ เช่น Arm, Graphcore และ Ampere SoftBank กล่าวว่ากำไรทรุดตัวลงเนื่องจากต้นทุนการวิจัยและพัฒนาที่สูงขึ้นในบริษัทเหล่านั้นในเดือนมิถุนายน Masayoshi Son ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SoftBank บอกกับ CNBC ว่าเขาไม่คิดว่าบริษัทมีการเปิดรับความเสี่ยง (Overexposed) ใน OpenAI มากเกินไป ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่นSon ยังได้อธิบายถึงการปฏิวัติ AI ว่าใหญ่กว่าการบูมของดอทคอมถึง 50 เท่า“นี่คือการปฏิวัติเทคโนโลยีและการตระหนักรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยเผชิญมา ดังนั้นนี่จึงเหมือนกับจุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต” Son กล่าวเสริมที่มา https://www.cnbc.com/2026/08/06/softbank-q1-earnings-intel-bytedance-stakes.html

เก็งกำไรดัชนีหุ้นด้วย Futures ทำได้ทั้งตลาดขาขึ้น และขาลง
อ่าน

เก็งกำไรดัชนีหุ้นด้วย Futures ทำได้ทั้งตลาดขาขึ้น และขาลง

#ทันหุ้น-นักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยปี 69 คงจะมีความสุขกันถ้วนหน้า เพราะว่าตลาดหุ้นไทยในปีนี้ถือว่าเป็นปีที่สดใส แตกต่างจากเมื่อ 3 ปีก่อนหน้าที่ปรับตัวลงติดต่อกัน โดยนับตั้งแต่ต้นปี SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 28.9% ขณะที่ SET50 Index ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของหุ้นขนาดใหญ่ 50 ตัว และเป็นบริษัทชั้นนำระดับประเทศในหลากหลายอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น 29.9% (ณ วันที่ 31 ก.ค. 69)การเก็งกำไรหุ้นรายตัวน่าจะเป็นสิ่งที่นักเทรดหลายท่านคุ้นเคยเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี การเก็งกำไรดัชนีถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่าการซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งในตลาด TFEX ก็มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การเก็งกำไรดัชนีนั่นก็คือ SET50 Index Futuresโดยที่ SET50 Index Futures คือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับ SET50 Index โดยผู้ซื้อผู้ขายตกลงราคากันในวันนี้ แต่ส่งมอบและชำระราคากันในอนาคต สามารถเทรดได้ทั้งตลาดที่เป็นขาขึ้นหรือขาลง อีกทั้งยังไม่ต้องใช้เงินเต็มจำนวนเหมือนกับการซื้อสินค้าอ้างอิงโดยตรง (Leverage) ซื้อขายได้ง่าย ๆ ผ่านแอปตัวอย่างสัญลักษณ์สัญญาของ SET50 Index FuturesS50U26S50 -> ชื่อย่อของสินค้าU -> เดือนที่สัญญาหมดอายุ มี.ค. (H), มิ.ย. (M), ก.ย. (U), ธ.ค. (Z)26 -> ปี ค.ศ. ที่สัญญาหมดอายุตัวอย่าง นาย A คาดว่า SET50 Index มีโอกาสปรับตัวลง จึงเปิด Short S50U26 ที่ราคา 1,090 จุด จำนวน 1 สัญญา ต่อมาราคา S50U26 ปรับลงตามคาดมาที่ 1,070 จุด จึงปิดสถานะทำกำไร (สมมติหลักประกันขั้นต้น SET50 Index Futures อยู่ที่ 13,125 บาท/สัญญา และตัวอย่างไม่รวมค่าธรรมเนียมต่าง ๆ)นาย A เปิดสถานะ Short และราคาปรับตัวลงตามคาด จะได้กำไรเท่ากับ (1,090-1,070) x 200 x 1 = 4,000 บาท ซึ่งก็คือ ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับราคาซื้อ คูณกับขนาดสัญญาที่ 200 บาทต่อ 1 จุดดัชนี ขณะที่ผลตอบแทนเท่ากับ 4,000 / 13,125 = 30.5% สูงกว่าสินค้าอ้างอิงที่ปรับตัวลงเพียง (1,090-1,070) x 100 / 1,090 = 1.8%ข้อมูลจากทีม Futures and Options หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าการเทรด Futures สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนจากสินค้าอ้างอิงที่มีแนวโน้มปรับตัวลงได้ แตกต่างจากการเทรดสินค้าโดยทั่วไป เช่น หุ้น เป็นต้น ที่ต้องซื้อก่อนและคาดหวังให้หุ้นตัวนั้นปรับตัวขึ้น ถึงจะสร้างผลตอบแทนได้ ขณะที่ผลตอบแทนในรูปของเปอร์เซ็นต์อยู่ในระดับสูง เนื่องจากใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อขายสินค้าอ้างอิงโดยตรง (มี Leverage) อย่างไรก็ดี การเป็นสินค้าที่มี Leverage ก็เหมือนดาบสองคม ถ้าเทรดถูกทางสามารถให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ถ้าเทรดผิดทางก็ทำให้เกิดผลขาดทุนที่สูงได้เช่นกัน ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับการเทรดสินค้าอย่าง Futures คือ วินัยการ Stop Lossสำหรับนักลงทุนที่สนใจผลิตภัณฑ์อย่าง Futures รวมทั้งแนวคิดในการเทรดที่ดี สามารถศึกษาและเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงโดยมีรายละเอียดดังนี้วิธีเปิดบัญชีซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าลูกค้าหลักทรัพย์บัวหลวง สามารถสมัครเปิดบัญชีแบบออนไลน์ได้ง่าย ๆ ผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้1. ผ่านแอป Wealth Connex (เมนู Solution บัญชีซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า)2. ผ่านแอป Streaming (เมนู BLS Futures Options เปิดบัญชี)บุคคลทั่วไป เพียงเปิดบัญชีหุ้นออนไลน์ อนุมัติไว ง่าย ๆ ผ่านแอป Wealth Connex หลังจากนั้นสมัครเปิดบัญชีซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบออนไลน์ตามขั้นตอนข้างต้น หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเพียง คลิกที่นี่ https://www.bualuang.co.th/article/opentfexaccountbywealthconnex

“ชาล็อต” สู้คดีมาหลายปี ศาลตัดสินแบงค์ชดใช้ ได้เงินคืนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์
อ่าน

“ชาล็อต” สู้คดีมาหลายปี ศาลตัดสินแบงค์ชดใช้ ได้เงินคืนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ชาล็อต สู้คดีมาหลายปี ศาลตัดสินแบงค์ชดใช้ ได้เงินคืนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้เวลาต่อสู้คดีมานานหลายปี นักแสดงสาว ชาล็อต ออสติน ก็ได้รับข่าวดี เมื่อศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ธนาคารชดใช้เงิน 1 ล้านบาท จากกรณีถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินสูญกว่า 4 ล้านบาท ล่าสุดเจ้าตัวได้มาร่วมงาน IMPACT SPEED FEST 2026 ณ IMPACT Challenger Hall 23 เมืองทองธานี พูดถึงเรื่องนี้ว่า... ยังไม่ได้เลย หลายๆ คนก็จะบอกว่าเป็นดาราหรือเปล่าก็เลยได้ หนูจะบอกว่าไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร หรือเป็นใครก็ตามถ้าสมมุติเราได้รับความไม่เป็นธรรม สามารถจ้างทนายแล้วก็ฟ้องร้องได้จะถูกจะผิดก็ให้ศาลเป็นคนวินิจฉัยซึ่งเคสหนูก็ตั้งแต่วันที่โดนจนถึงทุกวันนี้เราก็มีการติดต่อกับทางทนาย แล้วก็ทำทุกอย่างถูกต้องตามกระบวนการกฎหมายทุกอย่างจริงๆ แล้วก็เสียค่าทนายเองทุกบาททุกสตางค์ ก็กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ก็มาเกือบสองปีที่เราสู้กันมา คือมันจะเป็นตามเรื่องกับทางตำรวจเองให้พี่ทนายช่วยดำเนินเอกสารไปที่ศาล ก็นานเหมือนกันศาลให้คำพิพากษาออกมาเราก็โอเคเราก็แฮปปี้ หนูพอใจแล้วเพราะว่าอย่างที่บอกตอนแรก หนูไม่ได้คิดเลยว่าจะได้เงินคืนเท่าไหร่ ขอแค่จับคนที่เขาทำมิจฉาชีพให้ได้ เพราะรู้สึกว่าเราเสียให้กับมิจฉาชีพ ไม่ได้เสียให้กับอย่างอื่นที่มันจะได้ประโยชน์อะไร ก็เลยอยากจะตามตัวให้เจอแค่นั้น แล้วพอดำเนินการไปเรื่อยๆ ก็มีคดีอาญาที่เราได้ฟ้องทั้งหมด 4 คน ที่เป็นจำเลยก็ตอนนี้ก็ถูกจำคุกไปแล้ว 6-7 ปี ก็คนที่แต่งตัวเป็นตำรวจตามที่เห็นคลิปจะโดนไปทั้ง หมด 7 ปีแล้วศาลก็แจ้งว่าให้คืนเงินทั้งหมด 4 ล้านเต็มจำนวน จากนั้นเราคุยกับทนาย ทนายก็แจ้งว่าเราสามารถจะฟ้องธนาคารได้ แต่ศาลให้คำพิพากษาว่ามันคือการประมาทร่วม ก็เลยได้คืนมา 1 ล้านบาท ในส่วน 4 ล้านอันนี้ต้องรอดูจากอีกเคสนึงตรงที่ว่าตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานที่จะจับทางเฮดสูงสุด ถ้าเคลียร์ตรงนัั้นได้ คดีสิ้นสุดเราก็ต้องมาดูว่า ถ้าสมมุติอายัดมาได้ 500 ล้าน ก็จะเฉลี่ยให้กับผู้เสียหายด้วย ก็อาจจะไม่ได้ครบตามจำนวนซึ่งหนูก็ถอดใจไปแล้ว แต่พอทนายให้สู้หนูก็โอเคก็สู้ต่อ ต้องรอดูทางธนาคารว่าเขาจะยืนอุธรณ์รึเปล่า ถ้ายื่นอุธรณ์ก็จะยืดเวลาไปอีกก็ต้องสู้ใหม่อีก หนูต้องอยู่กับกระ บวนการนี้เกือบสองปีเต็ม อย่างที่บอกว่าที่ถอดใจ เพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยอยากกลับมาพูดซ้ำๆ พอมันรีมายกลับไป แต่มันก็แบบไม่ได้ ตั้ง 4 ล้าน ได้คืนมาซักนึงก็ยังดี ขั้นตอนของหนูคือ พอหนูรู้ตัว หนูไปแจ้งตำรวจ แล้วก็นำใบไปหาตำรวจไซเบอร์ทำทุกวิถีทาง รวมไปถึงจ้างทนายด้วย อันนี้ก็หลายๆ คนคืออาจจะต้องจ้างทนายในการดำเนินคดีต่อไป แล้วก็จ้างเสร็จทนายเขาก็จะเรียกเราไปคุย ทำเอกสารอะไรต่างๆ ให้ความรู้กับเราว่าเราต้องทำยังไงบ้าง ถึงวันที่เราต้องไปขึ้นศาล ก็ไปให้คำปากคำกับศาล ก็พูดความจริงแต่ก็ขึ้นอยู่กับศาล ถ้าเขายื่นอุธรณ์ก็ไม่กังวล สู้ต่อ ถือเป็นบทเรียน และเคสตัวอย่าง...

ผู้บริหารฝ่ายจัดจำหน่ายของผู้สร้าง Baldur's Gate 3 มองว่าการหายไปของของเกมในรูปแบบแผ่นนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย!
อ่าน

ผู้บริหารฝ่ายจัดจำหน่ายของผู้สร้าง Baldur's Gate 3 มองว่าการหายไปของของเกมในรูปแบบแผ่นนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย!

หลังจาก Sony Interactive Entertainment ประกาศว่าจะยุติการผลิตเกม PlayStation แบบแผ่นในเดือนมกราคม 2028 เป็นต้นไปนั้น สร้างกระแสวิจารณ์อย่างมาก โดยไม่ใช่แค่แฟนเกมที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้เท่านั้น ทางคุณ Michael Douse หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่าย (Head of Publishing) ของ Larian Studios ผู้สร้างเกม Baldur's Gate 3 ก็ออกมาให้แสดงความคิดเห็นเช่นกันคุณ Michael Douse มองว่าการหายไปของของเกมในรูปแบบแผ่นนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เขายอมรับว่าการผลิตเกมแบบแผ่นมีต้นทุนสูง และเป็นตลาดสำหรับผู้เล่นเฉพาะกลุ่ม แต่ก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าเกินกว่าจะมองเป็นเพียงตัวเลขทางธุรกิจ"มันน่าใจหายจริง ๆ นี่คือทั้งความภาคภูมิใจและความสุขของผมอย่างแท้จริง ใช่...มันใช้เงินจำนวนมากในการผลิต ใช่...มันเป็นสินค้าสำหรับคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่มันโคตรเจ๋ง และมันทำให้ผู้คนมีความสุข""ผมแค่อยากให้ Sony อนุญาตให้มีบริษัทสักแห่งได้รับสิทธิ์ผลิตแผ่นเกมเป็นทางเลือกสำหรับนักสะสม เพราะตราบใดที่ยังมีเกมดิจิทัล ก็จะยังมีกลุ่มผู้เล่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องการสิ่งที่จับต้องได้เสมอ"แปลและเรียบเรียงจากhttps://www.thegamer.com

AOT โบรกมองอัตราค่า PSC ใหม่ช่วยลดผลกระทบผู้โดยสารที่ลดลง
อ่าน

AOT โบรกมองอัตราค่า PSC ใหม่ช่วยลดผลกระทบผู้โดยสารที่ลดลง

#AOT #ทันหุ้น-บล.พาย ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ AOT แนะนำ"ซื้อเก็งกำไร"ให้ราคาเป้าหมายที่ 64 บาท ในประเด็นการเริ่มเก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออกเส้นทางระหว่างประเทศ หรือ PSC ที่จะเริ่มใช้อัตราใหม่ที่ 1,120 บาทต่อคน จากเดิมที่ 730 บาทต่อคน โดยจะเริ่มเก็บวันที่ 20 มิ.ย.2569 ซึ่งมองว่าจะช่วยลดผลกระทบจากการชะลอตัวของผู้โดยสารระหว่างเทศลงได้สำหรับผลกระทบจากการปรับลดเที่ยวบินของสายการบินหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น เห็นได้จากจำนวนผู้โดยสารในเดือน เม.ย. -พ.ค. 2569 ลดลง 2% YoY ส่วนเที่ยวบินลดลง 4% YoY สำหรับแนวโน้มเดือน มิ.ย. คาดยังเห็นการลดลงต่อเนื่องหลังจากหลายสายการบินยังคงมีการปรับลดเที่ยวบิน การปรับลดดังกล่าว ทำให้ AOT มีการประเมินผู้โดยสารทั้งปี (ต.ค.68-ก.ย.69) จะมีจำนวนทรงตัวจากปีก่อนที่ระดับ 126 ล้านคน แม้ในช่วงครึ่งปีแรก(ต.ค.68-มี.ค.69) ผู้โดยสารจะโต 4% ก็ตาม อย่างไรก็ตามแม้ภาพรวมโดยสารจะลดลง แต่สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศในเดือน เม.ย.-พ.ค.2569 กลับเห็นการเพิ่มขึ้น 0.2% YoY ทำให้การปรับขึ้นค่าบริการ PSC จะช่วยลดผลกระทบในช่วงไตรมาส 3 /69 ลงได้บางส่วน และช่วยหนุนผลประกอบการไตรมาส 4/69 ให้เห็นการปรับตัวขึ้นฝ่ายวิจัยพาย คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3/69 ของ AOT ในเบื้องต้นมีโอกาสต่ำกว่าปีก่อน ตามจำนวนผู้โดยสาร และผลตอบแทนจาก King Power ในอัตราใหม่ แต่จะเห็นการปรับตัวขึ้นอย่างมากในไตรมาส 4/69 จากการใช้ PSC อัตราใหม่ ดังนั้นจึงยังคงประมาณการกำไรทั้งปี 2569 ที่ 17,898 ล้านบาท

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
อ่าน

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,545-1,560 จุด โดยตลาดยังคงคาดหวังเชิงบวกต่อความคืบหน้าการเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสหรัฐฯและอิสราเอลได้โจมตีเรืออิหร่านหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สะท้อนว่าการเจรจายังคงมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวอีกรอบ ปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้น 2% สู่ระดับ US$98 ต่อบาร์เรล ส่วน Bond Yield สหรัฐฯยืนทรงตัวหลังจากปรับลงในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนด้านปัจจัยในประเทศ ตัวเลขนำเข้า-ส่งออกไทยเดือน เม.ย. พุ่งขึ้นแรงกว่าคาด แต่ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะเป็นกว่า US$1 หมื่นล้าน ซึ่งยังเป็นปัจจัยลบต่อ GDP อย่างไรก็ตามภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคองจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเริ่มใช้จ่ายในเดือน มิ.ย.-ก.ย. หนุนกำลังซื้อในช่วงปลาย 2Q26 และชัดเจนขึ้นใน 3Q26 จากเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบราว 1.75 แสนลบ. กอปรกับสมมติฐานปัจจุบันที่คาดว่าสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานจะเริ่มทยอยผ่อนคลายลงใน 2H26 เรายังคาดหวังจะเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง โดยมีโอกาสเกิด Sector Rotation ออกจากกลุ่มที่ Outperform ช่วงก่อนหน้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ปิโตรเคมี เป็นต้น เข้าหากลุ่ม Domestic/Consumption Play Anti-Commodity และ Yield Sensitive เช่น ไฟแนนซ์ ขนส่ง โรงไฟฟ้า SPP ท่องเที่ยว ค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งยัง Laggard ให้กลับมา Outperform ได้กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง และได้อานิสงส์บวกหากสงครามผ่อนคลายหุ้นเด่นเดือน พ.ค : BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUPFSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUPหุ้นเด่นวันนี้ : CBG• ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท• เราคาดกำไรสุทธิ 2Q26 ของ CBG ฟื้นตัวเป็น 637 ลบ. +4% q-q หนุนจากยอดขายในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังและธุรกิจจัดจำหน่ายสุรา แม้รายได้ต่างประเทศยังถูกกดดันจากการหายไปของตลาดกัมพูชา รวมถึง margin ที่ลดลงจากต้นทุนอลูมิเนียมและก๊าซที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม SGA เริ่มดีขึ้นจาก utilization โรงงานที่สูงขึ้นและลูกค้า OEM ใหม่• ผู้บริหารเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่างประเทศเพื่อสร้าง growth driver ใหม่ทดแทนกัมพูชา ผ่านการขาย concentrate และให้ OEM ท้องถิ่นผลิต/จัดจำหน่ายใน UK, Afghanistan และจีน หากโมเดลนี้สำเร็จจะเป็นบวกต่อกำไรตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป• แนวรับ 41.25//39.50 บาท แนวต้าน 45//48 บาทด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะยังคงตอบรับทางบวกต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน แม้จะมีข่าวสหรัฐฯโจมตีเรือของอิหร่านเช้านี้ก็ตาม อีกตัวแปรหน้า คือความกังวลเงินเฟ้อที่ลดลง ตลาดหุ้นไทย เริ่มมีแรงซื้อกระจายกันไปในหลายๆกลุ่ม แม้หุ้นน้ำมัน จะเป็นผู้เสียประโยชน์จากข่าวเตรียมการหยุดยิงครั้งนี้ก็ตามปัจจัยในประเทศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" แห่ลงทะเบียนวันแรกทะลุ 23.7 ล้านคน ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. พบว่า มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 23,755,197 คน โดยเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,012,406 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่จำนวน 5,742,791 คน ตัวเลขนี้สะท้อนความเชื่อมั่นและจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรมไทยขาดดุลการค้าทำสถิติ: ผลจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลให้การนำเข้าราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขขาดดุลการค้าของไทยเดือน เม.ย. แตะ 10,021 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกว้างที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1991 โดยยอดการนำเข้าพุ่งขึ้นถึง 45% (41,604 ล้านดอลลาร์) สูงกว่าการคาดการณ์ ขณะที่การส่งออกขยายตัวที่ 23.1% (31,583 ล้านดอลลาร์)ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI): นายกฯ นำทีมไทยแลนด์หารือ 5 บริษัทยักษ์ฝรั่งเศส (Airbus, EssilorLuxottica, Imerys, Thales, IN Groupe) ผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต การเข้ามาของนักลงทุนต่างประเทศในรูปแบบ FDI จะหนุนภาพรวมการลงทุนของไทยให้สูงขึ้น โดยหุ้นที่ได้อานิสงส์เป็นลำดับต้นๆ คือกลุ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรม อาทิ WHA, AMATA, PIN, ROJNACCET ติด Cash Balance: ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศให้หุ้น CCET เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 1 (ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance) ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. - 15 มิ.ย. 2569Fund Flow และตลาดการเงิน: นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้น (SET+MAI) มูลค่า 857 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตลาดตราสารหนี้มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า (Net Buy) มูลค่า 1,104 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 5 ปี ปรับลดลงเล็กน้อยมาปิดที่ 1.76% ค่าเงินบาทปิดที่ 32.47 บาท/ดอลลาร์ โดยตลาดยังรอดูท่าทีการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ตลาดกระดานรายใหญ่ (BIG LOT) พบ KBANK-F มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดที่ 466.74 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 196.26 บาท/หุ้นปัจจัยต่างประเทศสถานการณ์ตะวันออกกลาง: สื่อในอิหร่านยืนยันว่า โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน และอับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เดินทางไปยังกาตาร์เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เช้าวันนี้ มีข่าว กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงการณ์ว่ากองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่าน โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานยิงขีปนาวุธและเรือที่พยายามวางทุ่นระเบิด (ทางตอนใต้ของเกาะ Larak) ……. ข่าวเช้านี้ หนุนราคาน้ำมันดิบ Brent ให้กลับขึ้นมาอีกครั้ง ที่ $97.8 / +1.6 เหรียญ หลังตลาดทราบข่าวการโจมตีครั้งนี้ทิศทางตลาดสหรัฐฯ และ Bond Yield: ตลาดสหรัฐฯ ปิดทำการไป 1 วัน และจะกลับมาเปิดซื้อขายในวันนี้ คาดว่าจะรับแรงบวกตามตลาดเอเชียและยุโรป แนวโน้มเงินเฟ้อที่จะลดลงหลังจบสงคราม จะกดให้ Bond Yield ปรับตัวลง ซึ่งจะเป็นบวกต่อการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มเติบโตและสินทรัพย์เสี่ยง แต่จะเป็นปัจจัยลบกดดันหุ้นสถาบันการเงินที่มีรายได้หลักจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM)Technical : BCH, KAMARTขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,530-1,540 แนวต้าน 1,560-1,580 แนะนำลงทุนใน Theme ที่เข้ากับมาตรการกระตุ้นของภาครัฐฯ อย่าง ค้าปลีก/ส่ง/ศูนย์การค้า CPAXT, CPN, CPALL, BJC, TNP, MOTHER อิเล็กฯ /นิคมฯ/สาธารณูปโภค CCET, KCE, HANA, SMT, AMATA, WHA, GULF, GPSC, WHAUP, EASTW การเงิน TIDLOR, MTC, SINGER, SGC, SCAPSTGT* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 11.80 บาท) บริษัทมีกำไร 1Q69 ที่ 384 ล้านบาท ฟื้นตัว QoQ จากขาดทุน 504 ล้านบาท รายได้รวม +4%QoQ จากการกลับมาผลิตได้ตามปกติภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ โดยปริมาณขาย +5%QoQ ราคาขายเฉลี่ยทุกผลิตภัณฑ์ +2%QoQ (ใน tern USD) ส่วน U-rate ขยับขึ้นมาที่ 84.2% ต้านต้นทุนขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ราคาน้ำยางธรรมชาติ/สังเคราะห์ปรับขึ้น แต่ราคา woodchips ลดลง SGA ลดลงจากไตรมาสก่อนที่มีค่าใช้จ่ายพิเศษจากความเสียหายน้ำท่วม แนวโน้มปี 69 บริษัทตั้งเป้าปริมาณขาย 40,000 ล้านชิ้น U-rate อยู่สูงกว่า 85% สนับสนุนจากลูกค้าเปลี่ยนจากถุงมือยางสังเคราะห์ที่มีราคาสูงมาเป็นถุงมือ NR แทน ปรับราคาขายขึ้นราว 35-40% ตั้งแต่เดือน พ.ค.สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบน้ำยางธรรมชาติที่ +30% ภาวะอุตสาหกรรมที่ oversupply ผ่อนคลายสู่สมดุลมากขึ้น (สัญญาณบวกจาก Inventory Rebuilding, U-rate ของอุตสาหกรรมทยอยปรับขึ้น, มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าของจีน, การปิดตัวของผู้ผลิตรายกลาง-รายเล็กจากต้นทุนที่สูง (พวกที่ใช้ LPG/NGV/น้ำมันเตา) และคนที่เน้นผลิตถุงมือยางสังเคราะห์) แนวโน้มกำไรปกติ 2Q69 ดีขึ้นต่อ ทั้งปี 69 consensus ตลาดคาดกำไร 1.19 พันล้านบาท พลิกจากปีก่อนที่ขาดทุน 109 ล้านบาทAWC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย Avg. IAA Consensus 2.62 บาท) ธุรกิจโรงแรมมี Sentiment บวกจากสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงในตะวันออกกลาง ส่วนกำไรสุทธิ 1Q69 ของ AWC อยู่ที่ 1,986 ลบ.(+1%YoY, +6%QoQ) RevPar ดีขึ้น QoQ ขณะที่ YoY มีแรงหนุนจากโรงแรมใหม่ 3 แห่ง และ Jurassic World: The Experience ธีมพาร์คของโครงการ เอเชียทีค ส่วนการดำเนินงานปกติในช่วง 2Q69 แม้จะเป็น Low Season แต่คาดหวังการฟื้นตัว YoY จากยอดจองของลูกค้าจีนและไทย ปัจจุบัน IAA Median Consensus วางกำไรสุทธิปี69 และ 70 ของ AWC* ที่6,273 ลบ.(-2%YoY) และ 6,503 ลบ.(+4%YoY) ตามลำดับ

TBN รุกดิจิทัล รายได้โต 20% แบ็กล็อกล้น
อ่าน

TBN รุกดิจิทัล รายได้โต 20% แบ็กล็อกล้น

#TBN #ทันหุ้น – TBN รุกโซลูชันดิจิทัลเต็มสูบ! ปักธงรายได้ปี 69 โต 15-20% หลังปรับกลยุทธ์สู่ Business Solution Sales เจาะลึก Pain Point ลูกค้า พร้อมชูแพลตฟอร์มเรือธง “End-to-End Lending” ลุยตลาดธนาคาร–ไฟแนนซ์ ตุน Backlog แน่น 284 ล้านบาท เล็งทยอยรับรู้อื้อนายปนายุ  ศิริกระจ่างศรี  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TBN ผู้นำด้าน Intelligent Digital Platform เปิดเผยถึง ทิศทางธุรกิจปี 2569 ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% จากปีก่อน โดยได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจจากการนำเสนอเทคโนโลยี สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันเชิงธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ (Business Solution Sales) ซึ่งมุ่งเน้นการวิเคราะห์ Pain Point และความเข้าใจเชิงลึกในแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อออกแบบโซลูชันแบบ Tailor-Made ที่ตอบโจทย์และสร้างผลลัพธ์ให้ลูกค้าได้โดยตรง@กางกลยุทธ์กลยุทธ์หลักในปีนี้ TBN จะมุ่งเจาะตลาดกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน (BFSI) ซึ่งยังคงมีความต้องการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยบริษัทฯ ได้นำเสนอแพลตฟอร์มเรือธง “End-to-End Lending” ซึ่งครอบคลุมกระบวนการสินเชื่อครบวงจร ตั้งแต่ระบบรับคำขออนุมัติสินเชื่อ (Loan Origination) การบริหารพอร์ตสินเชื่อ (Loan Management) ระบบติดตามทวงถามหนี้ (Debt Collection) ไปจนถึงการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPA)ด้วยจุดแข็งในการใช้แพลตฟอร์ม Low-code ผสานเข้ากับเทคโนโลยี AI ช่วยให้เราสามารถลดระยะเวลาพัฒนาระบบจากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งเพิ่มความคล่องตัวและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันให้กับองค์กรลูกค้า ปัจจุบันโซลูชัน End-to-End Lending ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีลูกค้ากลุ่มไฟแนนซ์ระดับประเทศใช้งานแล้ว 3-4 ราย และอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายโครงการนอกจากนี้ TBN ยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการ (MA) และการร่วมทุน (Joint Venture) กับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อเติมเต็ม Ecosystem และเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ อันจะเป็นการสร้าง New S-Curve ให้กับบริษัทสำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการรวม 86.92 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีผลขาดทุนสุทธิ 5.90 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัว ทำให้ลูกค้าบางกลุ่มชะลอการตัดสินใจลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ประกอบกับกระแสเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลต่อความต้องการของตลาด ขณะที่บริษัทยังคงมีโครงสร้างต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ในการเตรียมบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวในระยะยาว ซึ่งกดดันความสามารถในการทำกำไรในระยะสั้นแม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาด แต่เราได้เร่งดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด เพื่อให้ความสามารถในการทำกำไรกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว การมุ่งเน้น Solution ด้านสินเชื่อและบริหารหนี้ที่เป็นความเชี่ยวชาญหลักของเรา เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”นายปนายุ กล่าว@ตุนแบ็กล็อกทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 TBN ยังคงมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่แข็งแกร่งรวม 284 ล้านบาท แบ่งเป็น งานพัฒนาระบบดิจิทัลและที่ปรึกษา 31 ล้านบาท งานบำรุงรักษาระบบและสนับสนุนเทคโนโลยี 223 ล้านบาท และงานอื่นๆ อีก 30 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ภายในปีนี้ประมาณ 164 ล้านบาท และส่วนที่เหลือ 119 ล้านบาท จะรับรู้ในปีถัดไป

ก.ล.ต.ขอให้อัยการฟ้องผู้กระทำผิด 4 รายกรณีสร้างราคาหุ้น TRITN
อ่าน

ก.ล.ต.ขอให้อัยการฟ้องผู้กระทำผิด 4 รายกรณีสร้างราคาหุ้น TRITN

#ทันหุ้น-สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้พนักงานอัยการฟ้องผู้กระทำความผิด 4 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น TRITN เพื่อขอให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดตามที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) ได้มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่ง มาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดรวม 4 ราย ในกรณีสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้นของบริษัท ไทรทัน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (TRITN) โดยกำหนดให้ชำระเงินตามมาตรการลงโทษทางแพ่งรวม 34,379,151 บาท (ค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด) และกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับผู้กระทำความผิดทั้ง 4 ราย เป็นเวลา 14 เดือน 11 เดือน (จำนวน 2 ราย) และ 9 เดือน แล้วแต่กรณี รวมทั้งห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 28 เดือน 22 เดือน (จำนวน 2 ราย) และ 18 เดือน แล้วแต่กรณีทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดทั้ง 4 ราย ไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ซึ่งพิจารณาได้ว่า ผู้กระทำความผิดทั้ง 4 ราย ไม่ยินยอมที่จะระงับคดีในชั้น ก.ล.ต.ดังนั้น ก.ล.ต. จึงมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีผู้กระทำความผิดทั้ง 4 ราย ต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง โดยให้ชำระเงินรวมทั้งสิ้น 40,923,541.40 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งกำหนดระยะเวลาห้ามผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย ซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติอนึ่ง ก.ล.ต. ได้นำส่งการดำเนินการดังกล่าวต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

BAFS ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 151.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%
อ่าน

BAFS ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 151.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #BAFS ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 151.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BAFS ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เทียบกับไตรมาส 1/2568 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม 967 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากกลุ่มธุรกิจ Utilities ลดลงจากรายได้ค่าจัดเก็บน้ำมันและค่าบริการขนส่งน้ำมันภาคพื้นดินที่ลดลง ตามปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ของโครงการ NBPT ที่ชะลอตัวอย่างไรก็ตาม รายได้ที่ลดลงดังกล่าวได้รับการชดเชยจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจ Aviation ตามปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มธุรกิจ Power ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์EBITDA ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 532.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจ Aviation ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นตามปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานที่ขยายตัวขณะเดียวกัน บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานรวม (ไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) ลดลง 2% จากต้นทุนขายของรถเติมน้ำมันอากาศยานที่ลดลงตามรายได้จากการขาย รวมถึงค่าใช้จ่ายซ่อมแซมและบำรุงรักษาที่ลดลงด้านต้นทุนทางการเงินสุทธิลดลง 10% จากการทยอยชำระคืนเงินกู้แก่สถาบันการเงิน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ส่งผลให้ไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 151.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.22 บาท และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 14%เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รายได้รวมเพิ่มขึ้น 2% ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 18% ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% มาอยู่ที่ 313 ล้านบาทกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากขาดทุนสุทธิ 31 ล้านบาทในไตรมาส 4/2568 มาเป็นกำไรสุทธิ 152 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 ขณะที่กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 0.22 บาท จากขาดทุนต่อหุ้น 0.08 บาทในไตรมาสก่อนEBITDA เพิ่มขึ้น 38% จากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 533 ล้านบาท ส่วน EBITDA ที่ไม่รวมรายการพิเศษอยู่ที่ 533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการและประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้นต่อเนื่อง

“ช่องวัน” จ่อฟ้องปมดราม่า “หงสาวดี” บิดเบือนข้อเท็จจริง ยันรับฟังและหาทางออกทุกฝ่าย
อ่าน

“ช่องวัน” จ่อฟ้องปมดราม่า “หงสาวดี” บิดเบือนข้อเท็จจริง ยันรับฟังและหาทางออกทุกฝ่าย

ช่องวัน จ่อฟ้องปมดราม่า หงสาวดี บิดเบือนข้อเท็จจริง ยันรับฟังและหาทางออกทุกฝ่าย จากกรณีแบนหงสาวดีจนหลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากมาย ตามที่มีข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดช่องวันได้โพสต์แถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่ได้มีกระแสในสื่อสังคมโซเซียลเกี่ยวกับซีรีส์เรือง หงสาวดี ที่เกิดขึ้นในขณะนี้...บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นและข้อชี้แนะที่มีต่อกระแสดังกล่าวในทุกๆ ด้าน โดยบริษัทฯ ยินดีรับฟังและหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกที่ดีให้กับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม หากบริษัทฯ พบว่า มีการใช้ข้อความที่ไม่เป็นความจริง หยาบคาย รวมถึงการแสดงความคิดเห็นที่สร้างความเกลียดชัง บิดเบือนข้อเท็จจริง มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ทำให้เกิดความเสียหาย

“สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น” ร่ายยาวความในใจ 5 ปี ถูกเอาเปรียบจนครอบครัวพัง
อ่าน

“สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น” ร่ายยาวความในใจ 5 ปี ถูกเอาเปรียบจนครอบครัวพัง

สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น ร่ายยาวความในใจ 5 ปี ถูกเอาเปรียบจนครอบครัวพัง ทำเอาแฟนๆ สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อนักร้องชื่อดัง สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น โพสต์แฉวีรกรรมถูกเอารัดเอาเปรียบตลอด 5 ปีเต็ม ทำชีวิตครอบครัวพังทลาย เจ้าตัวพรั่งพรูความเจ็บปวดหลังถูกตราหน้าว่าโกง พร้อมทิ้งท้ายข้อความชวนสงสัยถึงเบื้องหลัง โดยระบุว่า ถ้าผมโกงคุณผมก็รวยสิครับ มีพระธรรมในใจเหมือนที่สอนผมสิ นี่ตัวเองรวยเอาๆ เเละยังมาทำเหมือนกับว่าถูกกระทำ พวกคุณมันก็เเค่หาเงินจากเด็ก เอาเงินจากเด็ก ให้เด็กทำงาน ตลอด 5 ปีมานี้ผมทำไรบ้าง ผมมอบความรัก ดูแลพวกคุณชีวิตผมก็ให้คุณได้ คุณมันมองผมเเค่สินค้าชิ้นนึง ชีวิตผมครอบครัวผมพัง ผมเสียอะไรไปเยอะ เดินร้องไห้ริมถนน มันเศร้ากว่าร้องไห้ในบ้านราคาหลายสิบล้านที่คุณอยู่ หลายเท่านะ #ชีวิตไม่เเน่นอน #hustle

“จุง อาเชน” มอบหมายให้ทนายและผู้แทน นำคุณแม่ เข้าแจ้งความ หลังถูกหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาในโซเชียล
อ่าน

“จุง อาเชน” มอบหมายให้ทนายและผู้แทน นำคุณแม่ เข้าแจ้งความ หลังถูกหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาในโซเชียล

จุง อาเชน มอบหมายให้ทนายและผู้แทน นำคุณแม่ เข้าแจ้งความ หลังถูกหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาในโซเชียล การโพสต์ข้อความใส่ร้าย ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นบนโลกออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องที่จะถูกมองข้าม เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 นายเจนธรรม สุขีถาน ทนายความ และผู้แทนโดยชอบธรรม นำคุณแม่ของ จุง อาเชน ไอย์ดึน เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เรียบร้อยแล้ว เพื่อดำเนินคดีกับผู้ใช้บัญชีบนแอปพลิเคชัน X ที่โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ พาดพิง และดูถูกเหยียดหยามการประกอบวิชาชีพของ จุง อาเชน ไอย์ดึน ต่อสาธารณชน การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง ทนายความ และผู้แทน รวมถึงคุณแม่ยืนยันชัดเจนว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิด ทุกราย ทุกบัญชี อย่างถึงที่สุด ทั้งนี้ ขอฝากเตือนไปยังผู้ที่ยังคงโพสต์ข้อความในลักษณะดังกล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์มีผลทางกฎหมาย ผู้กระทำผิดสามารถถูกติดตามและดำเนินคดีได้ไม่ว่าจะใช้บัญชีนิรนามหรือไม่ก็ตาม

เปิดโผหุ้นได้-เสียผลประโยชน์ หลังสหรัฐชะลอโจมตีโรงไฟฟ้าออกไป 5 วัน
อ่าน

เปิดโผหุ้นได้-เสียผลประโยชน์ หลังสหรัฐชะลอโจมตีโรงไฟฟ้าออกไป 5 วัน

#ทันหุ้น-บล.ดาโอ(ประเทศไทย) ระบุว่าสหรัฐได้ประกาศชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าในอิหร่านออกไปอีก 5 วัน หลังจากครบระยะเวลา 48 ชั่วโมงที่ทรัมป์ประกาศจะโจมตี ซึ่งฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นลบต่อแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้น ซึ่งวานนี้ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลง 10.9% เป็น 99.9 เหรียญต่อบาร์เรล สะท้อนสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าราคาน้ำมันจะยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูงต่อไปจากการสู้รับที่ยังดำเนินอยู่**สำหรับหุ้นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันอ่อนตัวลงได้แก่(+) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง: เนื่องจากมีต้นทุนน้ำมันคิดเป็นราว 1-2% รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอาจส่งผลให้ต้นทุนวัสดุอื่นๆ ลดลงด้วย CK (ซื้อ/เป้า23.00 บาท)(+) กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน: ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมีโอกาสลดแรงกดดันต่อสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาด OR (ซื้อ/เป้า 18.00 บาท) และ PTG (ซื้อ/เป้า 11.50 บาท)(+) EPG (ซื้อ/เป้า 4.20 บาท) แนวโน้มกำไรสุทธิปี 2569 จะยังเติบโตดี แม้มี downside จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ EPG มีการล็อคราคาต้นทุนวัตถุดิบล่วงหน้า 3-6เดือน ช่วยลดความเสี่ยง ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง -23% MTD ทำให้ valuation น่าสนใจปัจจุบันเทรดที่ PBV ที่ราว 0.6 เท่า(+) GPSC (Bloomberg consensus 44.50 บาท) รายได้ gas-linked คิดเป็น 70% สามารถ pass through ค่าก๊าซที่สูงขึ้นได้ ขณะที่ค่า ft มีเเนวโน้มถูกปรับขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดเเย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงเเรง -31% MTD ท าให้ valuation น่าสนใจ(+) OSP (ซื้อ/เป้า 20.00 บาท) ต้นทุนพลังงาน 2% of COGS ผู้บริหารมองว่าหากราคาน้ำมันใกล้เคียงสงครามยูเครน-รัสเซีย จะกระทบ GPM 1% อีกทั้ง OSP มีการรวมศูนย์การผลิตมาที่อยุธยา ท าให้ผลกระทบน้ำมันจำกัดเบื้องต้น ประเมินกำไรปกติไตรมาส 1/69 เติบโต YoY, QoQ หนุนโดย 1) รายได้รวมขยายตัว YoY, QoQ จากรายได้ domestic beverage ที่โตต่อเนื่อง และ International Beverage ขยายตัว, 2) GPM ขยายตัว YoY, QoQ จาก efficiency ที่ดีขึ้นมองเป็นลบต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น คาดราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลลบต่อหุ้นน้ำมัน (โดยเฉพาะพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น)ส่วนหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วย(-) กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น: เชื่อว่า PTTEP จะได้รับผลกระทบจากราคาขายน้ำมันเฉลี่ย (liquid ASP) ที่ปรับตัวลดลงแรง ในขณะที่ โรงกลั่นน่าอาจจะเห็นกำไรจากสต๊อก (stock gain) ที่เป็นไปได้ที่ลดลง ทั้งนี้แนะนำ PTTEP (ถือ/เป้า 120.00 บาท), SPRC (ถือ/เป้า 7.50 บาท), TOP (ซื้อ/เป้า 50.00 บาท) และ BCP (ซื้อ/เป้า 40.00 บาท)

หุ้น TOP ดีดขึ้น ดาโอ มุมมองเชิงบวกเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ
อ่าน

หุ้น TOP ดีดขึ้น ดาโอ มุมมองเชิงบวกเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ

#TOP #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาปรับขึ้น 6.18% โบรกเกอร์ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ หลังมองว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมาสะท้อนสงครามตะวันออกกลางไปมากแล้ว ขณะที่มีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจมากขึ้น ซึ่งมองว่าแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ที่ทรงตัวในระดับสูงความเคลื่อนไหวราคาหุ้น TOP อยู่ที่ 47.25 บาท บวก 2.75 บาท หรือ 6.18% มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 756.07 ล้านบาทบล.ดาโอ(ประเทศไทย) ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำในหุ้น TOP เป็นซื้อ จากเดิมแนะนำถือ โดยยังคงราคาเป้าหมายที่ 50 บาท มองว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมา 17% นับตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง จึงเชื่อว่าราคาได้สะท้อน crude supply risk ไปมากแล้วฝ่ายวิจัยดาโอ มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มธุรกิจของ TOP จากแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ที่ทรงตัวในระดับสูงหลังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ขณะที่ เชื่อว่าบริษัทสามารถที่จะลดความเสี่ยงการจัดหาน้ำมันดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าบริษัทจะได้ประโยชน์จากแนวโน้ม crack spread ที่ทรงตัวสูงโดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ กึ่งหนักกึ่งเบา (middle distillates) จากอุปทานขัดข้อง (supply shortage) หลังเกิดสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา(US)-อิหร่านนอกจากนี้ ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูง เชื่อว่า TOP จะบันทึกกำไรจากสต๊อก (stock gain net of NRV) ได้ในไตรมาส 1/69 ซึ่งน่าจะมากพอที่จะชดเชยผลขาดทุนที่เป็นไปได้จากเครื่องมือทางการเงิน (hedging loss)และเชื่อว่าความเสี่ยงจากการจัดหาน้ำมันดิบ (crude supply risk) ได้ลดลงแล้ว โดเชื่อว่าบริษัทได้ทำการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นเพื่อทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้อย่างเพียงพอ และคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตราใช้กำลังการกลั่น (refinery run rate) ในระดับสูงได้ฝ่ายวิจัยดาโอ คงประมาณการกำไรปกติของ TOP ในงวดปี 2569 อยู่ที่ 9.3 พันล้านบาท และปี 2570 อยู่ที่ 1.03 หมื่นล้านบาท เทียบกับปี 2568 ที่ 4.9 พันล้านบาท โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้ 1) Refinery runrate ที่สูงขึ้น 2) ค่าการกลั่นตลาด (market GRM) ที่ดีขึ้น และ 3) ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง

แชทบอทมรณะ? OpenAI ระสํ่ารับ IPO เจอคดีฉาว ChatGPT กล่อมเด็กฆ่าตัวตาย!
อ่าน

แชทบอทมรณะ? OpenAI ระสํ่ารับ IPO เจอคดีฉาว ChatGPT กล่อมเด็กฆ่าตัวตาย!

#OpenAI #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก CNBC ได้ระบุว่า ในเอกสารที่มีลักษณะคล้ายหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) OpenAI ระบุว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ Microsoft อาจเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจ โดยแจ้งต่อนักลงทุนว่าบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่รายนี้มีส่วนรับผิดชอบต่อ "ส่วนแบ่งจำนวนมหาศาลของเงินทุนและทรัพยากรการคำนวณ (Compute) ของเรา"OpenAI ได้รวมหัวข้อ "ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม" และ "ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา" ไว้ในเอกสารทางการเงิน ซึ่งสำนักข่าว CNBC ได้รับชม โดยเอกสารนี้ถูกแบ่งปันให้กับผู้ที่คาดว่าจะเป็นนักลงทุนในการระดมทุนรอบสร้างสถิติครั้งล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้ว OpenAI ประกาศระดมทุน 1.1 แสนล้านดอลลาร์จากพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึง Amazon, Nvidia และ SoftBank โดยบริษัทกำลังร่วมมือกับพันธมิตรด้านการธนาคารเพื่อรับเงินสมทบเพิ่มเติมอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์จากกลุ่มนักลงทุนที่กว้างขึ้น ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับข้อตกลงดังกล่าว แหล่งข่าวระบุว่าการระดมทุนในส่วนนี้มีกำหนดจะปิดตัวลงภายในสิ้นเดือนมีนาคม แต่ขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากรายละเอียดเป็นความลับความเสี่ยงที่ OpenAI เน้นย้ำเป็นเพียงการชิมลางของสิ่งที่จะปรากฏในเอกสารยื่นขอ IPO ในอนาคต ในขณะที่บริษัทเตรียมตัวเปิดตัวในตลาดสาธารณะอย่างเร็วที่สุดภายในปีนี้ นอกจากความสัมพันธ์กับ Microsoft แล้ว OpenAI ยังระบุถึงความเสี่ยงอื่นๆ เช่น รายจ่ายฝ่ายทุนจำนวนมหาศาล การพึ่งพาทรัพยากรการคำนวณ คดีความที่กำลังดำเนินอยู่กับ xAI ของ Elon Musk และโครงสร้างที่ผิดปกติในฐานะบริษัทมหาชนเพื่อสาธารณประโยชน์ (Public Benefit Corporation) ซึ่งมีบริษัทแม่คือ OpenAI FoundationOpenAI ก่อตั้งขึ้นในฐานะแล็บวิจัยที่ไม่แสวงหากำไรในปี 2015 แต่มีการเติบโตเชิงพาณิชย์อย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่เปิดตัว ChatGPT สู่สาธารณะในปลายปี 2022 ปัจจุบัน ChatGPT มีผู้ใช้งานรายสัปดาห์ถึง 900 ล้านคน และบริษัทสร้างรายได้ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025เมื่อเดือนที่แล้ว นักลงทุนตีมูลค่าบริษัทไว้ที่ 7.3 แสนล้านดอลลาร์ โดย Microsoft เป็นผู้สนับสนุนมาตั้งแต่ปี 2019 และได้รับข้อตกลงในช่วงแรกจาก OpenAI ในการย้ายบริการบางส่วนไปใช้ระบบคลาวด์ Azure ของ Microsoft แต่เพียงผู้เดียว โดยรวมแล้ว Microsoft ลงทุนใน OpenAI ไป 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และในช่วงที่มีการปรับโครงสร้างบริษัทเมื่อเดือนตุลาคม Microsoft เปิดเผยว่าการถือหุ้น 27% ในส่วนที่แสวงหากำไรขององค์กรมีมูลค่าสูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์OpenAI ระบุในเอกสารที่หมุนเวียนในกลุ่มนักลงทุนว่า ผลการดำเนินงานจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนาความสัมพันธ์กับพันธมิตรรายอื่นเพิ่มเติมจาก Microsoft ประสบความสำเร็จ"หาก Microsoft แก้ไขหรือยุติความเป็นพันธมิตรเชิงพาณิชย์กับเรา หรือหากเราไม่สามารถขยายพันธมิตรทางธุรกิจให้หลากหลายได้สำเร็จ ธุรกิจ โอกาส ผลการดำเนินงาน และสถานะทางการเงินของเราอาจได้รับผลกระทบในทางลบ" บริษัทเขียนระบุโฆษกของ OpenAI กล่าวในแถลงการณ์ว่า "นี่เป็นการเปิดเผยปัจจัยเสี่ยงตามมาตรฐานทางกฎหมาย ไม่เกี่ยวข้องกับหนังสือชี้ชวน IPO ใดๆ""ถ้อยคำในลักษณะนี้ถูกใช้มานานหลายปีแล้ว" โฆษกกล่าว "Microsoft ยังคงเป็นพันธมิตรระยะยาวที่สำคัญ"แม้ OpenAI และ Microsoft จะมีความผูกพันที่แน่นแฟ้น แต่ทั้งสองต่างแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อแย่งชิงผู้ใช้ในตลาด Generative AI ที่กำลังเติบโต ในปี 2024 Microsoft ได้เพิ่มชื่อ OpenAI ลงในรายชื่อคู่แข่งในรายงานประจำปี ซึ่งเป็นรายชื่อที่รวมถึง Amazon, Apple, Google และ Meta มานานหลายปี และเมื่อปีที่แล้ว OpenAI ได้หันไปหาผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่น เช่น CoreWeave, Google และ Oracle เพื่อรองรับความต้องการที่ล้นหลามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และกฎหมายแม้ Microsoft จะได้หัวข้อข่าวของตัวเองในการเปิดเผยความเสี่ยง แต่นั่นไม่ใช่บริษัทเดียวที่ OpenAI เอ่ยชื่อOpenAI ตั้งข้อสังเกตว่าต้องใช้ทรัพยากรการคำนวณจำนวนมหาศาลในการฝึกฝนและรันโมเดล AI และการขาดแคลนชิปทั่วโลกอาจสร้างความเสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OpenAI กล่าวว่าหากซัพพลายเออร์ชิปอย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาค (ซึ่งเป็นการสื่อถึงความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวัน) OpenAI อาจเผชิญกับ "การหยุดชะงักอย่างรุนแรง" ในห่วงโซ่อุปทานบริษัทยังระบุว่าคาดว่าจะมีการใช้จ่ายฝ่ายทุนและพันธสัญญาที่สำคัญสำหรับ "การคำนวณ บริการดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง" ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Microsoft, Nvidia, AMD และ Broadcomณ เดือนธันวาคม OpenAI ระบุว่าบริษัทมีภาระผูกพันค่าใช้จ่ายด้านการคำนวณโดยประมาณอยู่ที่ 6.65 แสนล้านดอลลาร์จนถึงปี 2030 ตามที่ระบุในเอกสาร พร้อมเสริมว่า "ความต้องการด้านการคำนวณของเรานั้นไม่หยุดนิ่งและอาจขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ"นอกจากนี้ยังมีรายการคดีความทางกฎหมายที่ยาวเหยียดและขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โดย OpenAI เตือนนักลงทุนว่าการฟ้องร้องที่กำลังดำเนินอยู่อาจเป็นปัญหาเนื่องจากประเด็นลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ รวมถึงข้อพิพาทด้านการจ้างงานและสัญญา ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว และเรื่องอื่นๆบริษัทให้รายละเอียดเกี่ยวกับคดีความ 3 คดีที่ยื่นฟ้องโดย Elon Musk ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI หรือบริษัท xAI ของเขา ซึ่งตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ SpaceX หลังจากการควบรวมกิจการเมื่อเดือนที่แล้ว Musk ลาออกจาก OpenAI ในปี 2018 หลังจากพยายามโน้มน้าวให้ผู้บริหารควบรวมกิจการกับ Tesla ทั้งสองฝ่ายต่อสู้ทางกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2024 โดยคดีแรกคาดว่าจะเริ่มการพิจารณาในเดือนหน้าOpenAI ยังระบุด้วยว่ามีการฟ้องร้องอย่างน้อย 14 คดีในศาลรัฐและศาลรัฐบาลกลางของแคลิฟอร์เนีย โดยผู้ใช้ ChatGPT หรือสมาชิกในครอบครัว ที่กล่าวหาว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นต้นเหตุของ "อาการป่วยทางจิตที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย การเสียชีวิต หรือการบาดเจ็บอื่นๆ"คดีฟ้องร้องการตายโดยละเมิดคดีแรกถูกยื่นในแคลิฟอร์เนียเมื่อปีที่แล้วโดย Matt และ Maria Raine พ่อแม่ของ Adam Raine วัย 16 ปี ผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายหลังจากมีรายงานว่า ChatGPT สนับสนุนให้เขาปลิดชีพตัวเอง"เรากำลังทบทวนคดีเหล่านี้ โดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและความพยายามเพิ่มเติมของเรา รวมถึงลักษณะที่ซับซ้อนของสาเหตุของอาการป่วยทางจิต" OpenAI ระบุในเอกสารมีชื่อหนึ่งที่หายไปอย่างเห็นได้ชัดในหัวข้อปัจจัยเสี่ยงของ OpenAI นั่นคือ Sam Altmanซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งรายนี้เป็นหน้าตาของบริษัทมานานและเคยตกอยู่ในข้อพิพาทมากมาย ในช่วงปลายปี 2023 Altman ถูกบอร์ดบริหารไล่ออกอย่างกะทันหันโดยระบุว่าขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ แต่แล้วก็ถูกดึงกลับมาในอีกไม่กี่วันต่อมาเนื่องจากแรงกดดันจากพนักงานและนักลงทุน OpenAI ยอมรับในเอกสารว่า "ความสำเร็จของบริษัทและการดำเนินธุรกิจของเราขึ้นอยู่กับบุคลากรหลัก (Key Personnel)" แต่ไม่ได้ระบุชื่อ Altman หรือเพื่อนร่วมงานคนใดเป็นการเฉพาะที่มา https://www.cnbc.com/2026/03/23/openai-risk-factors-microsoft-reliance-elon-musk-and-xai-lawsuits.html?__source=iosappshare%7Cjp.naver.line.Share

ดูดวงไพ่ยิปซีรายสัปดาห์ ช่วงวันที่  16 -22 มีนาคม 2569 โดย อ.เมธี ศิษย์ อ.ขุนทอง ณ อยุธยา
อ่าน

ดูดวงไพ่ยิปซีรายสัปดาห์ ช่วงวันที่ 16 -22 มีนาคม 2569 โดย อ.เมธี ศิษย์ อ.ขุนทอง ณ อยุธยา

เปิดดวงไพ่ยิปซี รายสัปดาห์ ช่วงวันที่ 16 -22 มีนาคม 2569 สัปดาห์นี้คนเกิดวันไหนที่ "ช้าๆได้พร้าเล่มงาม" และดวงคนเกิดวันอื่นๆ จะดีด้านใดกันบ้าง หรือมีประเด็นอะไรต้องระวังเป็นพิเศษ มา ดูดวงรายสัปดาห์ กับ อ.เมธี ศิษย์ อ.ขุนทอง ณ อยุธยา 0915945646 กันเลยได้ มีคำทำนายมาให้ครบ! สำหรับคนเกิดทั้ง 7 วัน ทั้ง ดวงการงาน ดวงการเงิน ดวงความรัก และ ดวงสุขภาพ ดูดวงไพ่ยิปซีรายสัปดาห์ ช่วงวันที่ 16 -22 มีนาคม 2569โดย อ.เมธี ศิษย์ อ.ขุนทอง ณ อยุธยา ดวงรายสัปดาห์คนที่เกิดวันจันทร์ วันจันทร์: ไพ่ อัศวินดาบ (Knight of Swords) คำทำนาย: นักรบผู้กล้าหาญ มีทักษะ มีความกล้า มีความคล่องแคล่ว ข้อเสียคือความเกลียดชัง ความโกรธเคือง ความขัดแย้ง ลักษณะนิสัย: คุณเป็นคนมุทะลุ ทรนง เชื่อมั่นในตัวเอง มีอัตตา มีทิฐิ (มีความเป็นตัวของตัวเองมาก) การงาน: จะสำเร็จจากการต่อสู้ฝ่าฟัน การงานของคุณ จะเหมาะกับต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ หรือมีการขนส่งแล้วจะดี ภาพรวมเรื่องงานคุณจะฝ่าฟันเรื่องงานสำเร็จ สู้ๆ ลุยๆ เเล้วจะชนะครับ การเงิน: สู้ได้ครับในช่วงนี้ เเต่เหนื่อยยาก ลำบากหน่อย เรื่องเงินในช่วงนี้ควรตรงไปตรงมานะครับ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับเงิน เจรจาแบบตรงไปตรงมาแล้วจะสำเร็จ ความรัก: ลดความมั่นใจของตัวเองลง ลดความทรนง ลงบ้างนะครับ ควรใจเย็นๆ ค่อยๆคิด ค่อยๆคุยกัน เเล้วจะดีครับ คนโสด ถ้าอยากมีคู่เข้ามา ควรเปิดใจและให้อภัย หรือลดทิฐิลงมานะครับ สุขภาพ: ช่วงนี้เเข็งเเรงดีครับ (คนที่ป่วยอยู่ก็จะดีขึ้นครับ) ระวังเรื่องของการหกล้ม หรือจากอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆนะครับ จากการใจร้อนรีบร้อนเกินไป เลขประจำไพ่: 36 39 369 ---------------------------------------- ดวงรายสัปดาห์คนที่เกิดวันอังคาร วันอังคาร: ไพ่ ราชาถือไม้ (King of Wands) คำทำนาย: ราชาเเแห่งงาน เป็นคนซื่อสัตย์ มีสติ อัธยาศัยดี ใจกว้าง เป็นมิตรเเละตามใจ ลักษณะนิสัย: คุณเป็นคนขยันทำงานเเละซื่อสัตย์ในงานที่รักมาก การงาน: ขอเเค่คุณซื่อสัตย์กับงานทึ่ทำ เชื่อมั่นศรัทธา กับงานที่คุณทำอยู่ ชีวิตคุณประสบความสำเร็จเเน่นอนครับ ให้คุณมีเสรีภาพ คุณเป็นคนเก่งงาน มั่นใจในความคิดของตัวคุณเอง การงานถ้าคุณได้ทำงานที่ตนเองรักและชอบที่จะทำ มักจะทำได้ดีและสำเร็จครับ การเงิน: จะมีเงินมากขึ้นจากงานที่คุณเชื่อมั่นเเละทำอยู่ (หรืองานที่คุณหลงไหล) จะร่ำรวยได้ครับไพ่ใบนี้ ความรัก: คุณเป็นคนไม่สนใจเรื่องความรักสักเท่าไหร่ ถ้ามีคู่อยู่เเล้ว คุณจะสนใจเเต่เรื่องงานเท่านั้น (ควรเเบ่งเวลาให้คู่รักบ้างนะครับ เพื่อความสัมพันธ์ที่ดี เเละยาวนาน) สุขภาพ: ระวังโรคเกี่ยวกับออฟฟิตซินโดม ระวังโรคเกี่ยงกับกระดูกสันหลัง เเละต้นคอนะครับ ควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีทุกปีนะครับ เลขประจำไพ่: 78 79 89 289 789 ---------------------------------------- ดวงรายสัปดาห์คนที่เกิดวันพุธ วันพุธ: ไพ่ 8 ไม้ (8 of Wands) คำทำนาย: การสื่อสาร ความก้าวหน้า การเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น คำทักทาย: การงาน การเงินของคุณ เกี่ยวกับการสื่อสารไหมครับ ไพ่ใบนี้จะมีความสำเร็จเกิดขึ้นนะครับ การงาน: บางอย่างก็ต้องรอครับ ทุกอย่างมีจังหวะของมัน รีบมากจะเสียงานนะครับ ช้าๆได้พร้าเล่มงามครับ แต่ในทุกๆวันให้คุณอย่าหยุดนิ่งทำมันต่อไปอย่าหยุดรับรองครับสำเร็จแน่นอน 100% การเงิน: ไม่ขาดมือครับ (ตอนนี้อยู่ในเกณฑ์พอใช้ครับ) อนาคตจะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอนนะครับ ถ้าท่านทำงานที่ท่านรักอยู่อย่างไม่หยุดนิ่ง และไม่ยอมแพ้ ความรัก: เรื่อยๆครับไม่มีปัญหารุนแรงอะไรมากมาย จะดีขึ้นได้ด้วยการพูดคุยกันครับ เปิดใจคุยกัน ส่วนคนโสด จะมีคนเข้ามาชอบคนเรื่อยๆนะครับ คุณก็เป็นคนฝ่ายเลือก (เลือกดีๆนะครับยังไม่ต้องรีบร้อนอะไร) สุขภาพ: ปานกลางครับ ไม่มีอะไรน่ากังวลในช่วงนี้ ส่วนคนที่ทำงานออฟฟิต ระวังโรค office syndrome นะครับ (นั่งนานปวดหลัง ปวดคอ ครับ) ส่วนคนที่ป่วยอยู่ก็จะกลับมาดีกันได้ เลขประจำไพ่: 58 89 ---------------------------------------- ดวงรายสัปดาห์คนที่เกิดวันพฤหัสบดี วันพฤหัสบดี: ไพ่ 7 ไม้ (7 of Wands) คำทำนาย: น้ำท่วมปาก กำลังต่อสู้ การเอาชนะอุปสรรค การโดนรุกราน การป้องกันตนเอง คำทักทาย: ช่วงนี้การงานการเงินหรือความรักของคนค่อนข้างถาโถมเข้ามา คุณรู้สึกหนักใจในเรื่องนี้ใช่ไหมครับ กดดัน การงาน: ต่อสู้ฝ่าฟัน ลุยๆๆ เหนื่อยเเต่ก็สำเร็จนะครับ เดือนนี้เหนื่อยหน่อยนะ งานรุม บริหารเวลาดีๆ รับรองสำเร็จผลครับ การเงิน: สู้ได้ครับ บริหารจัดการเงินของคุณให้ดีๆ คิดจะลงทุนอะไร ลงทุนได้ครับ หนักแน่นนะครับอย่าอ่อนไหว ชัดเจนกับการลงทุนหรือสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่แล้วคุณจะสำเร็จแล้วเงิน ความรัก: เป็นความรักที่ต้องต่อสู้ฝ่าฟันนะครับ เเต่ผลลัพธ์คือสำเร็จนะครับ อย่าท้อไปเสียก่อนนะ สุขภาพ: เเข็งเเรงดีครับ ถ้าบางคนตัองต่อสู้กับโรคภัย จะหายป่วย หรือไม่ก็ดีขึ้นได้ครับ เลขประจำไพ่: 71 77 79 ---------------------------------------- ดวงรายสัปดาห์คนที่เกิดวันศุกร์ วันศุกร์: ไพ่ พระราชินีถือดาบ (Queen of Swords) คำทำนาย: นางพญาหิมะผู้เคร่งขรึม รู้สถานการณ์ทุกอย่าง เฉียบแหลม ผู้ซ่อนอารมณ์ของตัวเองเก่ง ฉลาด ลักษณะนิสัย: คุณเป็นคนตรง คุณเป็นคนค่อนข้างทรนง เอาเเต่ใจ เชื่อมั่นในตัวเองมาก การงาน: คุณทำงานธุรกิจส่วนตัวไหมครับ หรือถ้าทำงานประจำ คุณก็เป็นหัวหน้าใช่ไหม ต้องอดทนต่อสู้กับงานอย่างยืดหยัดในความเป็นตัวเอง ไม่ต้องสนใจงานอื่นที่ตนเองไม่ได้รัก การเงิน: สู้ได้เเบบตรงไปตรงมา เจรจาด้วยความตรงไปตรงมา ไม่มีลับลมคมในเเล้วคุณจะสำเร็จ ในเรื่องการเงิน ครับ ความรัก: คุณค่อนข้างทรนง เอาเเต่ใจ ลดทิฐิลงบ้าง เเล้วความรักจะไปได้ด้วยดีครับ ส่วนคนโสด มีดวงโสดต่อไปใน 3 เดือนนี้ครับ สุขภาพ: เเข็งเเรงดีครับ คนที่มีปัญหาสุขภาพก็จะดีขึ้น เลขประจำไพ่: 21 29 289 ---------------------------------------- ดวงรายสัปดาห์คนที่เกิดวันเสาร์ วันเสาร์: ไพ่ Devil (ไพ่ซาตาน) คำทำนาย: ปีศาจ กุหลาบที่โหดร้าย เครื่องธุรกิจสีเทา ความซ่อนเร้น หมกเม็ด ตัณหาราคะเรื่องเพศ เเรงกระตุ้นที่ไม่สามารถควบคุมได้ ด้านมืดที่ถูกปลดปล่อยออกมา คำเตือน: ช่วงนี้คุณทำอะไรต้องระวังและใช้สติให้มากที่สุด เพราะจะมีเรื่องผิดศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องได้ง่ายๆ หลอกล่อให้คุณเป็นคนไม่ดีได้ การงาน: ระวังเรื่องเอกสารสัญญารัดกุมและรอบคอบเข้าไว้ครับ ระวังโดนโกง ไว้ใจใครไม่ได้จริงๆครับช่วงนี้ (ยิ่งเพื่อนรักหรือคนใกล้ตัวต้องยิ่งระวังครับ ระวังเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดนะครับ) พูดถึงเรื่องงานไพ่ใบนี้เหมาะกับคนที่ทำงานธุรกิจสีเทา งานผิดศีลเช่นการพนัน ขายอาวุธ ร้านเหล้า ธุรกิจที่เกี่ยวกับการดูเเลเพศตรงข้าม เป็นต้น ถึงจะรวยครับ (อย่าลืมทำบุญมากๆ ทำบุญบ่อยๆนะครับ ถ้าจะทำงานประเภทนี้) การเงิน: เสี่ยงถูกโกง เช็คเด้ง ห้ามให้ใครยืมเงิน เเละระวังหมดเงินไปกับเรื่องเลวร้าย หมดเงินหมดทองกับการหักห้ามใจในเรื่องความชั้วร้ายของตัวเองไม่ได้ เเละสิ่งที่ไม่ดีต่างๆนาๆจะเข้ามาล่อตาล่อใจเยอะ (สิ่งผิดศีลธรรมต่างๆทั้งนั้นครับ) ความรัก: ระวังได้ไปเป็นชู้ชาวบ้าน หรือไปผิดลูกผิดเมียเขานะครับ (วิธีเเก้คนที่มีคู่ที่ดีอยู่เเล้วควรรักเดียวใจเดียวครับ มั่นคง ซื่อตรง ซื่อสัตย์ ไม่โกหก ดีสุดครับ) ส่วนคนโสด ระวังคนที่มีเจ้าของเเล้ว เข้ามายุ่งกับคุณนะครับในช่วงนี้ สุขภาพ: โรคผิวหนัง โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โรคพิษสุราเรื้อรัง วิธีแก้เคล็ด: เข้าวัด เข้าโบสถ์ ฟังธรรม อยู่ในศีลในธรรม ครับ เลขประจำไพ่: 68 86 88 168 888 ---------------------------------------- ดวงรายสัปดาห์คนที่เกิดวันอาทิตย์ วันอาทิตย์: ไพ่ 8 เหรียญ (8 of Pentacles) คำทำนาย: การทำงานและความสามารถด้วยตนเอง ความรักในการทำงาน กิจการใหม่ ผลลัพธ์ที่เป็นบวก บรรลุในธุรกิจของตัวเอง คำทักทาย: ตอนนี้คุณมีโครงการจะทำอะไรใหม่ๆเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการเงินใช่ไหมครับ (บางคนอาจจะต่อยอดจากธุรกิจที่มีอยู่แล้วก็ได้) การงาน: จะดีขึ้นเรื่อยๆนะครับ นับจากนี้ จะโอกาสใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตนะครับ คุณเป็นคนขยันทำมาหากินคุณไม่มีวันแพ้แน่นอน การเงิน: ดีขึ้นตามลำดับนะครับ ทำต่อไปครับอย่าหยุดนิ่งรวยแน่นอนคนอย่างคุณ การเงินจะดีขึ้นกว่าวันนี้แน่นอนครับ ความรัก: จะสามารถพัฒนา ความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นได้นะครับ ค่อยๆสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกันไปเรื่อยๆนะครับ เป็นความรักที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอย่าทิ้งกันตอนลำบาก ส่วนคนโสด ถ้ามีคนเข้ามาก็ค่อยๆพัฒนาความสัมพันธ์กันไปเรื่อยๆนะครับ ดูความจริงใจของเขาครับว่าเขาจะดีกับเราขึ้นไปเรื่อยๆไหม สุขภาพ: สุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดีครับไม่มีปัญหาอะไร ระวังเรื่องแค่ทำงานหนักเกินไปจะทำให้เกิดโรคจากการพักผ่อนน้อยได้ (ถ้าคนที่ป่วยอยู่ก็จะดีขึ้นครับ) เลขประจำไพ่: 68 89 ขอบคุณเนื้อหาจากอ.เมธี ศิษย์ อ.ขุนทอง ณ อยุธยา 0915945646 ไอดีไลน์ @metee1 รู้จัก อ.เม มากขึ้น ดูประวัติได้ที่http://www.metee456.com

เดือดจัด!! 'คอนเต้' เปิดใจหลังเกมนาโปลีดวลจุดโทษแพ้โคโม่ ตกรอบโคปปาฯ
อ่าน

เดือดจัด!! 'คอนเต้' เปิดใจหลังเกมนาโปลีดวลจุดโทษแพ้โคโม่ ตกรอบโคปปาฯ

อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือของ นาโปลี กล่าวเปิดใจโดยอธิบายถึงอารมณ์โมโหของเขาที่มีต่อผู้ตัดสินหลังจากที่ทีมตกรอบ โคปปา อิตาเลีย หลังดวลจุดโทษพ่าย โคโม่ 6-7 หลังเสมอในเวลา 90 นาที 1-1 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายศึก โคปปา อิตาเลีย แต่สิ่งที่เขาเน้นย้ำยิ่งกว่าคือวิกฤตอาการบาดเจ็บ โดยระบุว่า "เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เราเผชิญ ถือว่าเรามีฤดูกาลที่ดีอย่างน่าเหลือเชื่อแล้ว" นาโปลี ทำได้เพียงเสมอกับ โคโม่ 1-1 ใน 90 นาที ซึ่งเป็น มาร์ติน บาตูริน่าสังหารจุดโทษให้ โคโม่ ออกนำไปก่อน แต่ในครึ่งหลัง นาโปลี ทวงประตูคืนได้จากการยิงของ อันโตนิโอ แวร์การ่า ในเกมนี้มีประเด็นให้ถกเถียงซึ่งเกิดขึ้นในนาทีที่ 50 เมื่อ จาโคโบ รามอน โชคดีที่ไม่ได้รับใบเหลืองที่สองจากการทำฟาวล์ ราสมุส ฮอยลุนด์ บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ขณะที่บางส่วนมองว่าจังหวะฟาวล์ตั้งแต่ใบเหลืองแรกของ รามอน นั้นรุนแรงจนควรเป็นใบแดงโดยตรงด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นการขัดขวางโอกาสการทำประตูที่ชัดเจน หลังเกมทาง อันโตนิโอ คอนเต้ กล่าวกับ Sport Mediaset โดยถูกถามถึงการตัดสินในเกมนี้ ซึ่งกล่าวว่า อย่าเอาแต่พูดเรื่องผู้ตัดสินเลย เพราะยังไงก็ต้องมีคนบ่นอยู่เรื่อยๆ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ฤดูกาลที่ดีสำหรับกรรมการและ VAR ผมหวังว่าพวกเขาจะหาทางปรับปรุงสถานการณ์ได้ ความจริงก็คือทุกคนต่างพากันบ่นกันหมด ทั้งโค้ช นักเตะ และแฟนบอล ดังนั้นวงการกีฬาจำเป็นต้องพัฒนาและปรับปรุง เพราะในขณะที่เราพัฒนาทีมของเรา ร็อคคี่ ก็ต้องพัฒนาทั้งกรรมการและเจ้าหน้าที่ VAR ด้วย" มันไม่ดีต่อฟุตบอล และไม่ดีต่อพวกเราเลย เกมนี้การต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งเป็น โรเมลู ลูกากู และ สตานิสลาฟ โลบ็อตก้า สองนักเตะของ นาโปลี ที่ยิงจุดโทษพลาด ผมต้องให้เครดิตกับลูกทีม เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ต้องเจอกับ โคโม่ ที่มีขุมกำลังครบมือและได้พักมาเต็มๆ 10 วัน คอนเต้ กล่าวต่อ เราเพิ่งผ่านเกมกับ เจนัว มาเมื่อ 3 วันก่อน ซึ่งในเกมนั้นเราต้องเล่นด้วยตัวผู้เล่น 10 คน และต้องเสียนักเตะจากอาการบาดเจ็บไปอีกคนอย่าง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ซึ่งสำคัญกับทีมเราอย่างมาก สำหรับประเด็นที่ทัพ อัซซูร่า ร่วงตกรอบทั้งเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และล่าสุดคือ โคปปา อิตาเลีย รอบ 8 ทีมสุดท้าย ทาง คอนเต้ กล่าวว่า ผมทำได้แค่ชื่นชมนักเตะเหล่านี้ เพราะเรากำลังผลักดันตัวเองจนเกินขีดจำกัด เรามีทรัพยากรที่จำกัดอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงพอต่อความทะเยอทะยานที่เราควรมีในฤดูกาลนี้ แต่ลูกทีมก็ทำได้ดีเยี่ยมอย่างน่าเหลือเชื่อ โคโม่ได้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ส่วนเราคว้าแชมป์ซูเปอร์คัพและแชมป์เซเรียอาได้ในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา มันน่าผิดหวัง แต่ด้วยขุมกำลังที่มีตอนนี้ โค้ชคนไหนมาคุมก็ลำบากทั้งนั้น ผมขอขอบคุณแฟนๆ ที่เห็นถึงความพยายามที่เราทุ่มเทลงไปในเกมการแข่งขันกับโคโม่ แม้จะมีอุปสรรคมากมายแต่เราก็เกือบจะได้เข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศแล้ว เมื่อถูกถามว่าการที่เหลือเพียงเกมในศึก กัลโช่ เซเรีย อา ให้โฟกัสในแต่ละสัปดาห์ จะทำให้เขาสัญญาได้ไหมว่า นาโปลี จะกลับไปท้าชิงสคูเด็ตโต้กับ อินเตอร์ มิลาน และจะหาสาเหตุได้หรือไม่ว่าทำไมถึงมีนักเตะบาดเจ็บเยอะขนาดนี้? ซึ่ง คอนเต้ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ช่างเป็นคำถามที่ไร้สาระสิ้นดี คุณจะไปคาดการณ์อาการบาดเจ็บของ ดิ ลอเรนโซ่ หรือ ลูกากู ที่เอ็นฉีกขาด หรือ เดอ บรอยน์ ที่เอ็นขาข้างเดิมที่เคยผ่าตัดมีปัญหา หรือ กิลมอร์ ที่ต้องผ่าตัดและพักหลายเดือนได้ยังไง? สิ่งที่เราทำได้คือไปที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วสวดมนต์ซะ เพราะอาการบาดเจ็บแบบนี้มันกินเวลายาวไปทั้งฤดูกาล เมื่อนักเตะสำคัญ 6-7 คนต้องพักนานหลายเดือน มันบีบให้คนเดิมๆ ต้องลงเล่นตลอดเวลาจนเกิดปัญหากับ แม็คโทมิเนย์ และ ราห์มานี่ ผมไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเคยเกิดขึ้นกับสโมสรอื่น แถมผมยังได้รับแจ้งว่าเราทำอะไรไม่ได้เลยในตลาดซื้อขาย เราได้เด็กดาวรุ่งมาสองคนเพื่อช่วยงานเท่านั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เราทำในฤดูกาลนี้มันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมากเมื่อดูจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องสคูเด็ตโต้ เรามีแต้มตามหลังอยู่ 9 แต้ม และมีปัญหาใหญ่ขนาดนี้ แต่คุณยังมาพูดเรื่องสคูเด็ตโต้เนี่ยนะ? พอกันที ทั้ง อินเตอร์, มิลาน, โรม่า, ยูเวนตุส หรือแม้แต่โคโม่... เรากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่? เราต้องจริงจังทั้งในการถามและการประเมิน ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องตลกไปหมด คอนเต้กล่าวทิ้งท้ายด้วยอารมณ์โมโหอย่างเห็นได้ชัด ข่าวที่เกี่ยวข้อง โปรแกรมบอลวันนี้ ตารางบอลวันนี้ พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด สรุปผลบอล ผลบอลเมื่อคืน เช็กผลบอล ผลบอลสดวันนี้

THAI  บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” เป้า 11.30 บาท
อ่าน

THAI  บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” เป้า 11.30 บาท

#ทันหุ้น #2026 #SET #THAI บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” เป้า 11.30 บาท(-) THAI (BUY, TP THB11.30) สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม THAI: แนวโน้มกำไรปกติ 4Q25 ลดลง q-q, y-yแนวโน้มกำไรปกติ 4Q25 คาดลดลงทั้ง q-q และ y-y ต่ำกว่าคาด จากการบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงานในรูปแบบค่าตอบแทนพิเศษครั้งเดียว ราว 1.0 พันลบ. และการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงเครื่องบินเป็น 5.0 พันลบ. จาก 3Q25 ที่ 3.5 พันลบ. กดดัน operating profit margin ทั้งนี้ บริษัทจะบันทึกรายได้จากการกลับรายการภาษีราว 1.0 พันลบ. จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีของโครงการลงทุนที่ยังมีอยู่ เข้ามาช่วยชดเชยบางส่วนด้านการดำเนินงาน 4Q25 คาดว่า passenger yield จะปรับเพิ่มขึ้น q-q แต่ลดลง y-y จากฐานสูงปีก่อน และผลของเงินบาทแข็งค่า มีเพียงเส้นทางออสเตรเลียที่เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เส้นทางเอเชียและยุโรป การปรับลด cabin factor ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. สะท้อนการบริหารจัดการ capacity เพื่อรักษาระดับ passenger yield มากกว่าการกระตุ้นปริมาณผู้โดยสารในปี 2026 THAI จะรับมอบเครื่องบินใหม่รวม 20 ลำ (A321 จำนวน 16 ลำ และ B787 จำนวน 4 ลำ) ทำให้จำนวนฝูงบินเพิ่มเป็น 99 ลำ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน เช่น ค่าเสื่อมราคาและค่าซ่อมบำรุง เพิ่มขึ้นโดยหลักในช่วง 2H26 ขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงานยังตั้งเป้าควบคุมไม่ให้เกิน 13% ของรายได้ (ปี 2025: 11%)กรณีศาลยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งเปิดทางให้บอร์ดชุดใหม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการตัดสินคดี ทั้งนี้ สำหรับธุรกรรมสำคัญของ THAI เช่น การเช่าเครื่องบิน B787 เพิ่ม 10 ลำ หลักการดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากบอร์ดชุดเดิมแล้ว โดยบอร์ดชุดใหม่ได้นำมติที่มีอยู่ไปดำเนินการต่อ ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนต่อการดำเนินงานในระยะสั้นในวันที่ 4 ก.พ. 2026 ผู้ถือหุ้นที่ติด Silent period จะสามารถขายได้ไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นที่ถูกล็อก (6.6 พันล้านหุ้น จาก 2.64 หมื่นล้านหุ้น) ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหุ้น THAI ที่ซื้อขายได้ในตลาดเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 30% ของหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด จากปัจจุบันที่ 6.7% นั้น เมื่อพิจารณาว่ากลุ่มสหกรณ์ที่ถือหุ้นอยู่ราว 24% และกระทรวงการคลัง (39%) มีแนวโน้มถือหุ้นต่อ คาดว่าแรงขายหลักจะมาจากผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ต้องการสภาพคล่อง ส่งผลให้แรงกดดันต่อราคาหุ้นน่าจะอยู่ในวงจำกัด

ค้นหาหุ้นไทยได้อานิสงส์ศาลสหรัฐฯ เตรียมตัดสินคดีภาษีทรัมป์
อ่าน

ค้นหาหุ้นไทยได้อานิสงส์ศาลสหรัฐฯ เตรียมตัดสินคดีภาษีทรัมป์

#ทันหุ้น - นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX เครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุ หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกจับตา เชื่อว่าน่าจะมีเรื่องของคดีนโยบายเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่าชอบด้วยกฎหมายว่าชอบด้วยกฎหมาย "อำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉิน" (IEEPA) หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐฯ มีกำหนดประกาศคำวินิจฉัยต่อหลายคดีใหญ่ ซึ่งอาจรวมถึงคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรดังกล่าว (อย่างไรก็ดี ศาลไม่ได้ประกาศล่วงหน้าว่าจะมีคำวินิจฉัยในคดีใดบ้าง) ซึ่งระหว่างที่ผู้เขียนเขียนคอลัมน์นี้ ยังไม่ทราบเช่นกันว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาหรือไม่ ในเบื้องต้น เราประเมินคำตัดสินเป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้1. ประธานาธิบดีทรัมป์ แพ้คดี : ศาลฯ ตัดสินว่าการใช้อํานาจภายใต้ IEEPA เพื่อเก็บภาษีศุลกากรของทรัมป์ เกินขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ทําให้ภาษีที่เก็บไปเป็นโมฆะ และให้ส่งคืนเงินภาษีมูลค่า 1.33 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.6 ล้านล้านบาท) มองจะส่งผลบวกเชิงจิตวิทยาระยะสั้นต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่ว โลก โดยระยะสั้น Fund Flow มีแนวโน้มไหลออกจากสหรัฐไปสู่ตลาด ÉM รวมทั้งตลาดหุ้นไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มในช่วงก่อนหน้า จะถูกปลดล็อคเรื่องกําแพงภาษีที่กดดันศักยภาพทํากําไร โดยเฉพาะหุ้นที่มีการส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐ ส่วนค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าลง และ Bond Yield มีแนวโน้มลดลงจากความเสี่ยงเงินเฟ้อลดลง แต่อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไปยังมีความเสี่ยงว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ อาจเปลี่ยนไปใช้กฏหมายอื่นแทนเพื่อเก็บภาษีได้ อาทิ การใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ รวมทั้งมาตรา 301, มาตรา 232 และมาตรา 338 ซึ่งจะยังกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกต่อไป2. ประธานาธิบดีทรัมป์ ชนะคดีหรือตัดสินแบบจํากัดขอบเขต : ศาลฯ ตัดสินว่าทรัมป์ มีอํานาจเต็มตามกฎหมาย IEEPA ในการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเพื่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจ หรือ สามารถเก็บภาษีได้ในบางกรณีแต่ไม่ได้ในวงกว้าง หรือให้มีผลเฉพาะในอนาคต แต่ไม่ต้องคืนภาษีที่เก็บไปแล้ว มองจะสร้างความผิดหวังและส่งผลลบเชิงจิตวิทยาระยะสั้นต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก แต่จะมีแรงขายออกไม่มาก เนื่องจากมองตลาดดูดซับความเสี่ยง (Price in) ไว้แล้ว ในช่วงแรกที่ทรัมป์ประกาศจะเก็บภาษีเมื่อ เม.ย. 2568 โดยมองช่วงสั้น SET มี Downside ที่น่าสนใจให้เข้าสะสมสําหรับการลงทุนอยู่ที่ระดับ 1,230+/- และยังคงเป้าหมาย SET ปี 2569 ที่ 1,350-1450 จุด คิดเป็น PER 14-16 เท่ากลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นสําหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง และคาดศาลสูงสุดสหรัฐจะตัดสินให้ทรัมป์แพ้คดีตามตลาดคาด แนะนํา “เก็งกําไรรอบสั้น” สําหรับหุ้นที่คาดจะได้ Sentiment บวกเชิงจิตวิทยาระยะสั้นหรือปลดล็อกจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐ ก่อนทรัมป์จะหาทางเก็บภาษีจากกฎหมายใหม่ อาทิ กลุ่มนิคม (AMATA WHA FTREIT) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (TU ITC) กลุ่มยาง (STA STGTNER) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE)ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนํา “ทยอยซื้อสะสมในช่วงที่ตลาดผันผวน” ใน 2 ธีมที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) หุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่ผันผวนต่ํา ผลการดําเนินงานต้านทานความเสี่ยงภายนอกได้หรือรายได้อิงในประเทศเป็นหลัก อีกทั้งยังมีศักยภาพจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ แนะนํา ADVANC BDMS CPALL TRUE และ 2) หุ้นปันผลคุณภาพดี (High Dividend) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตระยะสั้น โดยคาดจะมีเงินปันผลจ่ายจากกําไรปี 2568 หลังหักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% แนะนํา AP BAM KBANK SAT TLI

PSL กำไร Q3 ลดลง 9.83% แตะ 252 ล้านบาท แม้เพิ่มจำนวนเรือเฉลี่ยในการดำเนินงาน
อ่าน

PSL กำไร Q3 ลดลง 9.83% แตะ 252 ล้านบาท แม้เพิ่มจำนวนเรือเฉลี่ยในการดำเนินงาน

PSL กำไร Q3 ลดลง 9.83% แตะ 252 ล้านบาท แม้เพิ่มจำนวนเรือเฉลี่ยในการดำเนินงาน#ทันหุ้น #PSL บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 (9M/2568) โดยมีกำไรสุทธิรวม 68.84 ล้านบาท ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 94.35% เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิรวม 1,218.90 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปี 2567 เนื่องจากภาวะตลาดการขนส่งสินค้าที่อ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้หลักลดลง ขณะที่บริษัทฯ ยังเผชิญกับผลกระทบจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมากการวิเคราะห์ตัวเลขสำคัญ (YoY/Growth Analysis):1. ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรก ปี 2568 (9M/2568 vs 9M/2567)กำไรสุทธิรวมลดลงรุนแรง (-94.35% YoY): กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 68.84 ล้านบาท ลดลงถึง 1,150.06 ล้านบาทจากปีก่อนรายได้เดินเรือสุทธิลดลง (-20% YoY): รายได้จากการเดินเรือสุทธิ (Net Freight Revenue) ลดลงประมาณ ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลกำไร การลดลงนี้เกิดจาก ภาวะตลาดการขนส่งสินค้าที่อ่อนตัวลง แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการเพิ่มจำนวนเรือโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการดำเนินงานจาก 37 ลำ เป็น 40 ลำ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Loss): บริษัทฯ รับรู้ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 102.67 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าที่เทียบเท่าในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐของหนี้สินสกุลเงินบาท โดยเป็นผลจากการ แข็งค่าของสกุลเงินบาท เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐตัวเลขสำคัญ (9M)9M/68 (ล้านบาท)9M/67 (ล้านบาท)YoY Change (%)กำไรสุทธิรวม68.841,218.90-94.35%รายได้เดินเรือสุทธิN/A (ลดลง 20%)N/A-20.00%ขาดทุน FX(102.67)N/A(รายการสำคัญ)กำไรจากการขายเรือ25.53N/A(กำไรพิเศษ)ค่าใช้จ่ายที่ลดลง: ในด้านบวก บริษัทฯ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินเรือลง 3% และค่าใช้จ่ายในการบริหารลง 49.08 ล้านบาท เนื่องมาจาก การแข็งค่าของเงินบาท เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และการลดลงของค่าตอบแทนผันแปรต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 26.69 ล้านบาท (+21.68% Implicit): ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นจาก การเพิ่มขึ้นของเงินกู้และหุ้นกู้2. ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 (Q3/2568 vs Q3/2567)กำไรสุทธิรวมลดลงเล็กน้อย (-9.83% YoY): กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 252.39 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 279.90 ล้านบาทในปีก่อน การลดลงนี้เกิดจากขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 11.94 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 6.20 ล้านบาทรายได้เดินเรือสุทธิเพิ่มขึ้น (+1% YoY): รายได้จากการเดินเรือสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เนื่องจาก จำนวนเรือโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นการควบคุมค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 23.47 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่ลดลงและการแข็งค่าของเงินบาทบทสรุปการเปลี่ยนแปลง: แม้ว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 จะค่อนข้างทรงตัวและแสดงสัญญาณการเติบโตของรายได้ (จากจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้น) แต่ผลประกอบการ 9 เดือนแรกแสดงถึงความท้าทายที่รุนแรงของบริษัทฯ จากภาวะตลาดขนส่งสินค้าที่ซบเซาสรุปรายละเอียดทั้งหมดปิดท้าย: ประเด็นหลักและมุมมองการลงทุนสรุปประเด็นหลัก (Key Takeaways):กำไร 9M ดิ่งแรง: กำไรสุทธิรวม 9M/68 ลดลง 94.35% เหลือ 68.84 ล้านบาทปัจจัยกดดันหลัก: ภาวะตลาดขนส่งสินค้าที่อ่อนตัว ทำให้รายได้เดินเรือสุทธิลดลง 20% และ ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 102.67 ล้านบาท จากการแข็งค่าของเงินบาทสวนทางด้วยกองเรือ: PSL ยังคงเดินหน้าขยายกองเรือเป็น 40 ลำ ณ สิ้น Q3/68 เทียบกับ 37 ลำใน 9M/67Q3 เริ่มทรงตัว: กำไรสุทธิ Q3 ลดลงเพียง 9.83% สวนทางกับไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้เดินเรือสุทธิ Q3 โต 1% จากจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้นต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่ม: ค่าใช้จ่ายทางการเงิน 9M/68 เพิ่มขึ้น 26.69 ล้านบาท จากภาระเงินกู้และหุ้นกู้ที่เพิ่มขึ้น

ซะงั้น!! มาดริด ไม่ลงโทษ 'วินิซิอุส' โวยโดนเปลี่ยนออกศึก เอล กลาซิโก้
อ่าน

ซะงั้น!! มาดริด ไม่ลงโทษ 'วินิซิอุส' โวยโดนเปลี่ยนออกศึก เอล กลาซิโก้

วินิซิอุส จูเนียร์ แนวรุกทีมชาติบราซิลของเรอัล มาดริด แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจหลังถูก ชาบี อลอนโซ่ กุนซือของทีมเปลี่ยนตัวออกจากสนามในเกมที่พบกับบาร์เซโลน่า ช่วงนาทีที่ 72 โดยส่ง โรดรีโก้ เพื่อนร่วมชาติลงสนามมาเล่นแทน โดยในระหว่างที่เดินออกจากสนาม วินิซิอุส จูเนียร์ ไม่แม้กระทั่งจะสบตากับ ชาบี อลอนโซ่ และบ่นตลอดทางที่เดินลงไปในอุโมงค์ ก่อนจะกลับมานั่งข้างสนาม และมีเหตุการณ์ที่เขาปะทะคารมกับฝั่งซุ้มม้านั่งสำรองของบาร์เซโลน่า จนได้รับใบเหลือง ล่าสุด ESPN สื่อดังของต่างประเทศเปิดเผยว่าแหล่งข่าวยืนยัน บอร์ดบริหารสโมสรรเรอัล มาดริด จะไม่ลงโทษใดใดกับ วินิซิอุส จูเนียร์ จากพฤติกรรมที่เจ้าตัวไม่พอใจหลังโดนเปลี่ยนตัวอกจากสนามในศึกเอล กลาซิโก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา(26 ต.ค. 68) โดยในรายงานะบุว่าความสัมพันธ์ของ อลอนโซ่ กับ วินิซิอุส ได้รับผลกระทบ และทั้งสองคนได้พูดคุยกันแบบตัวต่อตัว หลังจากที่ทีมกลับมาซ้อมในวันพุธ ซึ่งในระดับบอร์ดบริหารเลือกที่จะไม่ออกบทลงโทษกับแข้งรายนี้ แต่ก็เปิดกว้างให้ อลอนโซ่ มีอิสระในการตัดสินใจทางเทคนิคได้ตามที่เห็นสมควร ในขณะที่โฆษกประจำสโมสรเรอัล มาดริด ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นถึงประเด็นนี้ เมื่อได้รับการติดต่อจาก ESPN โดยให้เหตุผลว่าเรื่องวินัยเป็นเรื่องภายในสโมสร สำหรับ วินิซิอุส จูเนียร์ เจ้าของตำแหน่งรองบัลลงดอร์ ปี 2024 และผู้ที่ได้รางวัลเดอะเบสต์ของฟีฟ่า ถูกกุนซืออย่าง อลอนโซ่ ตัดชื่อออกจากตัวจริงในฤดูกาลนี้ไปแล้วถึง 3 เกม ในขณะที่การเจรจาสัญญาฉบับใหม่ยังไม่คืบหน้าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยสัญญาปัจจุบันของเขาจะหมดลงในปี 2027

SIMAT ชนะคดีฟ้อง NT บุ๊กกำไรพิเศษทันที 98 ล.
อ่าน

SIMAT ชนะคดีฟ้อง NT บุ๊กกำไรพิเศษทันที 98 ล.

#SIMAT #ทันหุ้น – SIMAT จ่อบันทึกกำไรพิเศษ 98 ล้านบาท ในไตรมาสสุดท้าย หลังชนะคดีฟ้อง NT ชี้ศาลสุดท้ายถือเป็นสิ้นสุดเบ็ดเสร็จ แย้มเตรียมรู้ผลประมูลงานกว่า 40 ล้านบาท โครงการจ้างเหมามินิบัสไฟฟ้าต่อยอดรายได้ประจำ ดันผลงานครึ่งหลังดีต่อเนื่อง                นายบุญเลิศ  เอี้ยวพรชัย  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซแมท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SIMAT เปิดเผยว่า บริษัทได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึงคำพิพากษาชนะคดี ซึ่งจะส่งผลให้ SIMAT รับรู้รายการพิเศษในงบการเงิน                ทั้งนี้ตามที่บริษัทได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อเรียกค่าเสียหายจำนวน 448.45 ล้านบาท จากบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งเป็นคู่กรณีในคดีซึ่งผิดสัญญาไม่ดำเนินการตรวจรับและไม่ปฏิบัติตามสัญญาเช่าใช้โครงข่ายใยแก้วนำแสงพร้อมอุปกรณ์ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้สัญญาลงวันที่ 10 มิถุนายน 2554 และวันที่ 13 มิถุนายน 2554** บุ๊กเงินเข้าทันที Q4 โดยก่อนหน้านี้ ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 247/2561 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2562 ให้คู่กรณีชดใช้เงินจำนวน 53.23 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี รวมถึงคืนหนังสือค้ำประกันธนาคารและชดใช้ค่าธรรมเนียมของหนังสือค้ำประกันธนาคารปีละ 143,005.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัท ต่อมา เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.950/2568 พิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ต้องชดใช้เงินจำนวน 53.23 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5% ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2556 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตรา 5% ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น รวมถึงชดใช้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันธนาคารปีละ 143,005.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562                “SIMAT ชนะคดีขั้นอุทรณ์ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งตามกฎหมายถือว่าสิ้นสุดแล้ว รวมตัวเลข ได้ 98 ล้านบาท ซึ่งเราหวังจะได้เงินโดยเร็วบันทึกเป็นกำไรทั้งก้อนตั้งแต่ไตรมาส 4 นี้เลย” นายบุญเลิศ กล่าว@ลุ้นคว้างานเพิ่ม นอกจากนี้ บริษัทมีแนวทางหารายได้โดยเน้นเพิ่มสัญญาบริการระยะยาวมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนต่อองค์รวมธุรกิจ และล่าสุดบริษัทกำลังจะทราบผลการยื่นประมูลเสนอราคาจ้างเหมาบริการรถมินิบัสปรับอากาศระบบพลังงานไฟฟ้า ซึ่งบริษัทมั่นใจจะได้รับเลือกจากคุณสมบัติความพร้อมและราคาที่เป็นธรรม ประเมินเป็นมูลค่างานที่คาดว่าจะได้มากกว่า 40 ล้านบาท สัญญาระยะเวลา 5 ปี โดยหากมีการประกาศผลขั้นสุดท้ายอย่างเป็นทางการแล้วบริษัทจะแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อเผยแพร่เป็นสาธารณะต่อไป การประมูลงานใหม่ๆ นี้สอดคล้องกับแนวทางมองหาโอกาสใหม่ในการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ และเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเทคโนโลยีรวมถึงบุคลากรเพื่อรับมือกับโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ เน้นกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจมีแก่นความสามารถหลักดีและมีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่ง โดยได้วางตำแหน่งทางการตลาดโดยไม่เน้นราคาต่ำ แต่เน้นการให้บริการที่ดีและสินค้ามีคุณภาพสูง                สนับสนุนให้แนวโน้มครึ่งหลังของปีนี้คาดผลดำเนินงานจะไม่ต่างจากครึ่งปีแรกที่ทำได้ 508.58 ล้านบาท โดยยังไม่นับรวมผลดีกำไรพิเศษ เนื่องจากลักษณะการรับรู้รายได้ในงานเป็นแบบสม่ำเสมอ ส่วนการเติบโตในภาพรวมทั้งปีคาดหวังรายได้จะดีขึ้นจากปี 2567 ที่มีรายได้รวม 921.18 ล้านบาท

BTS กสิกรไทย มองกรณีศาลปกครองกลางตัดสินให้กทม.ชำระหนี้ 1.1 หมื่นลบ.
อ่าน

BTS กสิกรไทย มองกรณีศาลปกครองกลางตัดสินให้กทม.ชำระหนี้ 1.1 หมื่นลบ.

#BTS #ทันหุ้น-บล.กสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)หรือ BTS ที่สื่อรายงานว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้กรุงเทพมหานคร และกรุงเทพธนาคม ชำระหนี้เดินรถของ BTS สายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงเดือน มิ.ย. 2564 ถึง ต.ค. 2565 จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยภายใน 180 วัน ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็น"บวก"ต่อ BTS ในแง่อารมณ์ของตลาด แต่มีมุมมองเป็น"กลาง"ในแง่ปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจากได้รวมการคืนหนี้ก้อนนี้ในประมาณการแล้วฝ่ายวิจัยกสิกรไทยคาดว่า กรุงเทพฯ และกรุงเทพธนาคมจะยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุดจะใช้เวลาตัดสินเร็วกว่าคดีก่อนที่ใช้เวลา 1 ปีหลังจากยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเนื้อหาคดีเหมือนกับคดีครั้งก่อนกลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำถือหุ้น BTS ให้ราคาเป้าหมายที่ 4.90 บาท โดยคาดว่า BTS จะได้รับชำระหนี้ OM จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 (ประมาณเม.ย. 2568-มี.ค. 2569) ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของฝ่ายวิจัย และจะทยอยได้รับชำระอีกปีละ 5,000 ล้านบาทต่อจากนั้น การชำระหนี้ครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน แต่จะช่วยสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้นราคาหุ้น BTS เช้านี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ 3.10 บาท ลบ 0.06 บาท หรือ 1.90% ระหว่างวันราคาได้ปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 3.18 บาท และต่ำสุดที่ 3.08 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 161.61 ล้านบาท

AOT เอเซียพลัส มองหลังมีกระแสข่าวเล็งขึ้นค่า PSC กลับมาอีกครั้ง
อ่าน

AOT เอเซียพลัส มองหลังมีกระแสข่าวเล็งขึ้นค่า PSC กลับมาอีกครั้ง

#AOT #ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าเมื่อวานนี้สื่อได้รายงานว่า กพท. เตรียมเสนอกมธ.ขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก หรือ PSC ที่ 100 บาทต่อคน ทั้งผู้โดยสารระหว่างประเทศ (เดิม 730 บาทเป็น 830 บาทต่อคน) และในประเทศ (เดิม 130 บาทเป็น 230 บาทต่อคน) อย่างไรก็ตามจากการสอบถามไปยัง IR AOT ทางบริษัทฯ กล่าวว่ายังไม่ได้ทำหนังสือยื่นผลการศึกษาเรื่องการขึ้น PSC ไปยัง กพท.ฝ่ายวิจัยมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าว น่าจะมาจากผลการศึกษาของ กพท. เห็นควรให้ปรับขึ้น 100 บาท แต่ผลการศึกษาของ AOT อาจสูงกว่า 100 บาท โดยเฉพาะในส่วนของผู้โดยสารระหว่างประเทศ (ตลาดและฝ่ายวิจัยคาดหวังการขึ้น 150 -200 บาทต่อคน)ทั้งนี้ ประมาณการกำไรปกติของฝ่ายวิจัย ยังไม่ได้รวมผลบวกจากการขึ้น PSC และฝั่งลบจากรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ ที่มีโอกาสเผชิญกับการให้ส่วนลดกับคู่ค้าหลักอย่าง King power ซึ่งคาดทั้ง 2 ประเด็น น่าจะได้บทสรุปไม่เกิน ต.ค. นี้ โดยประมาณการปัจจุบันกำไรปกติปี 2569 – 71 อยู่ที่ 2.1 –2.4 หมื่นล้านบาท (สูงกว่า BB Consensus ที่ 1.8 –2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้รวมผลของการให้ส่วนลดกับ Duty free แล้ว)โดยกรณีที่ฝ่ายวิจัยกำหนดให้สมมติฐาน PSC ของผู้โดยสารระหว่างประเทศขึ้น 150 บาทต่อคน และในประเทศ 100 บาทต่อคน ในขณะที่รายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ ต่ำลงจากสมมติฐาน 25% ภาพรวมด้วยสัดส่วนรายได้ PSC สูงกว่ารายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ สุทธิแล้วกำไรฯ ปี 2569 - 2574 จะสูงขึ้นจากประมาณการปัจจุบันเฉลี่ยราว 10% (ผลต่อกำไรฯ ปี 2569 ยังขึ้นอยู่กับวันที่ทั้ง 2 ตัวแปร ถูกปรับไปใช้อัตราใหม่)หากในระยะถัดไป ฝ่ายวิจัยมีการปรับเพิ่มกำไรฯ ตามกรณีข้างต้น จะทำให้ FV (อิง DCFบน FCFF ปี 2569 -74) อยู่ในระดับไม่เกิน 45 บาท (เทียบเท่า PER ที่ 27 เท่า)**ให้ราคาเป้าหมาย 41 บาท/หุ้นฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ระบุว่า ประเด็นการเตรียมขึ้น PSC ไม่ใช่ประเด็นใหม่ จึงไม่น่าใช่ประเด็นใหม่ในการขับเคลื่อนราคาหุ้น โดยในมุมฝ่ายวิจัยประเมินแรงหนุนของราคาหุ้นระยะสั้นต่อจากนี้ น่าจะมาจากการใกล้ Golden week และราคาหุ้น YTD ยังติดลบ 33% เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มท่องเที่ยวติดลบเพียง 18% YTD แนะนำลดน้ำหนักลงทุน หากราคาดีดตัวเกิน 45 บาท โดยแนะนำถือ ให้ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 41 บาทต่อหุ้น

คนในเท็กซัสฟ้อง MARA Holdings ปมเหมือง Bitcoin ส่งเสียงดังจนป่วย! ชาวบ้านเผย “อยู่เหมือนตกนรกทั้งเป็น”
อ่าน

คนในเท็กซัสฟ้อง MARA Holdings ปมเหมือง Bitcoin ส่งเสียงดังจนป่วย! ชาวบ้านเผย “อยู่เหมือนตกนรกทั้งเป็น”

คนในเท็กซัสฟ้อง MARA Holdings ปมเหมือง Bitcoin ส่งเสียงดังจนป่วย! ชาวบ้านเผย อยู่เหมือนตกนรกทั้งเป็น หลายครอบครัวในเมือง Granbury รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองดัลลัส กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรงจากเสียงรบกวนที่เกิดจากฟาร์มเหมือง Bitcoin ขนาดใหญ่ของบริษัท MARA Holdings ที่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน โดยบางครอบครัวอาศัยอยู่ห่างจากเหมืองเพียงไม่ถึงหนึ่งไมล์เท่านั้น ในวิดีโอที่เผยแพร่โดยองค์กร More Perfect Union นักข่าว Dan Lieberman ได้สัมภาษณ์ชาวบ้านหลายรายที่เล่าถึงความทุกข์จากเสียงรบกวนอย่างต่อเนื่อง บางคนถึงขั้นใช้คำว่า ตกนรกทั้งเป็น เพราะเสียงไม่เคยเงียบเลยแม้แต่วันเดียว มันไม่เคยหยุดเลย... อาการปวดหัวก็ไม่เคยหาย ชายชรารายหนึ่งกล่าวพร้อมเสียงรบกวนจากฟาร์มเหมืองที่ได้ยินชัดเจนในคลิป ฟาร์มเหมืองนี้เดิมถูกสร้างโดยบริษัท Compute North ในปี 2022 ก่อนจะล้มละลายและถูก MARA Holdings เข้าซื้อกิจการในเดือนมกราคม 2024 Mandy DeRoche ทนายความจาก Earthjustice ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมให้ข้อมูลว่า เสียงจากเหมืองนี้แตกต่างจากเสียงรถบรรทุกหรือเสียงในเมืองทั่วไป เพราะเป็นเสียงคลื่นความถี่ต่ำที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง เมื่อเดือนตุลาคม 2024 ชาวบ้านหลายคนยื่นฟ้องบริษัท MARA โดยกล่าวว่าเสียงดังทำให้เกิดปัญหาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสุขภาพ รวมถึงทำให้อาการของผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรงขึ้น บางคนถึงกับเข้าโรงพยาบาล บางรายเล่าว่าม้าเลี้ยงของพวกเขาตายจากความเครียดที่เกิดจากเสียงรบกวน ในขณะที่ MARA ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีนี้ ล่าสุดบริษัทเพิ่งประกาศแผนขายหุ้นแปลงสภาพมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะใช้บางส่วนซื้อ Bitcoin เพิ่มเข้าพอร์ต ปัจจุบัน MARA ถือ Bitcoin ไว้ประมาณ 50,000 BTC คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์ กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามว่าการทำเหมืองคริปโตจะส่งผลต่อการเมืองสหรัฐฯ อย่างไร โดยก่อนหน้านี้ MARA และผู้บริหารเหมืองคริปโตหลายรายเคยเข้าพบอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนที่เขาจะออกนโยบายหนุนเหมือง Bitcoin อย่างเปิดเผยในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 หนึ่งในชาวเมืองที่เคยสนับสนุนทรัมป์ถึงกับออกปากว่า ผมไม่ได้เกลียด Bitcoin หรอกนะ แต่สิ่งที่มันทำกับคนในเมืองนี้... มันไม่มีใครใส่ใจเลยต่างหาก อ้างอิง : cointelegraph.com ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/mara-texas-bitcoin-mining-noise-lawsuit Binance จับมือ Circle เปิดทางให้ USYC เป็นหลักประกันการเทรด พร้อมเชื่อมโลกการเงินแบบ Onchain Binance ประกาศผนึกกำลังกับ Circle ในการนำ USYC ซึ่งเป็นสินทรัพย์แบบ Yield-bearing หรือสินทรัพย์สร้างรายได้ มาใช้เป็น หลักประกันนอกตลาด (Off-exchange collateral) สำหรับลูกค้าสถาบันที่ซื้อขายอนุพันธ์ (derivatives) บนแพลตฟอร์ม Binance ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Circle ซึ่งเป็นผู้สร้าง USDC Stablecoin และเคยมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับคู่แข่งของ Binance อย่าง Coinbase แต่ในวันนี้ Circle ได้ขยายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เข้าสู่ Binance อย่างเป็นทางการ USYC คืออะไร? USYC คือกองทุนตลาดเงินที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน (tokenized money market fund) ซึ่งคล้ายกับกองทุน BUIDL ของ BlackRock โดยมีการถือครองหลักทรัพย์รัฐบาลสหรัฐฯ ผ่าน reverse repo และมีมูลค่าทรัพย์สินบนบล็อกเชนราว 686 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก RWA.xyz ประโยชน์ของ USYC สำหรับนักลงทุน: สามารถนำมาใช้เป็น หลักประกันการเทรดอนุพันธ์บน Binance ได้ เชื่อมต่อกับ USDC ได้แบบ แทบจะทันที ทำให้สามารถสลับระหว่าง เงินสดแบบโทเคน และ พันธบัตรรัฐบาล ได้อย่างลื่นไหล Circle ยังประกาศว่า USYC จะ ถูกออกบน BNB Chain โดยตรง ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงโลก Onchain ได้ง่ายขึ้น Catherine Chen หัวหน้าฝ่าย Binance VIP Institutional กล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และมีประสิทธิภาพด้านเงินทุนสำหรับนักลงทุนสถาบัน การผสาน USYC เข้ากับสภาพแวดล้อมการซื้อขายของ Binance จึงเป็นก้าวสำคัญต่ออนาคตของตลาดทุน Circle ขยายอาณาจักรสู่อุตสาหกรรมโทเคน เบื้องหลังการได้มาซึ่ง USYC คือการที่ Circle เข้าซื้อ Hashnote ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้าน tokenization ที่ได้รับการบ่มเพาะโดย Cumberland Labs โดยไม่เปิดเผยมูลค่าการซื้อขาย Circle และ Binance เริ่มร่วมมือกันอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ USDC ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย บนผลิตภัณฑ์และบริการของ Binance มากขึ้น นอกจากนี้ยังถือเป็นการเสริมแกร่งให้กับสินทรัพย์ในคลังของ Binance ด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม:Circle เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีสัญลักษณ์ CRCL และราคาหุ้นล่าสุดอยู่ที่ประมาณ $191.84 เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่ IPO อ้างอิง : theblock.co ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/binance-circle-usyc-onchain-collateral Strategy อัดฉีดเพิ่ม 2 พันล้านดอลลาร์! เตรียมซื้อ Bitcoin เพิ่มเติมในคลังบริษัท บริษัท Strategy ที่เปลี่ยนตัวเองจากบริษัทธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูลมาเป็นบริษัทลงทุนใน Bitcoin ได้ประกาศเพิ่มวงเงินการเสนอขายหุ้น preferred stock เป็น 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากแผนเดิมที่ตั้งไว้ 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อระดมทุนสำหรับซื้อ Bitcoin เพิ่ม หุ้น preferred series A ภายใต้ชื่อ Perpetual Stretch ถูกตั้งราคาที่ 90 ดอลลาร์ต่อหุ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดีตามเวลาสหรัฐฯ โดยให้เงินปันผลเริ่มต้นที่ 9% ตามรายงานของ Bloomberg ซึ่งอ้างแหล่งข่าววงใน ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน Bloomberg เคยเปิดเผยว่า Strategy เตรียมออกหุ้น preferred จำนวน 5 ล้านหุ้น โดยวางราคาขายไว้ระหว่าง 9095 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยมีธนาคารและสถาบันการเงินขนาดใหญ่เป็นผู้จัดจำหน่ายหลัก ได้แก่ Morgan Stanley, Barclays, TD Securities และ Moelis Co. แม้จะมีข่าวการเพิ่มวงเงินหุ้น preferred แต่หุ้นสามัญของ Strategy ที่ซื้อขายในตลาดภายใต้สัญลักษณ์ MSTR ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ที่ราว 413 ดอลลาร์ในวันเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น MSTR พุ่งขึ้นกว่า 37% ตั้งแต่ต้นปี 2025 และพุ่งกว่า 146% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 116 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่โดดเด่นเหนือกว่าดัชนี SP 500 และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศที่โตเฉลี่ยราว 17% ในช่วงเวลาเดียวกัน MSTR โตเพราะ Bitcoin ไม่น่าแปลกใจที่ราคาหุ้นของ Strategy ขยับตามราคา Bitcoin อย่างใกล้ชิด เพราะบริษัทนี้ถือ BTC เป็นสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดาบริษัทมหาชนทั่วโลก ปัจจัยที่หนุนราคาหุ้นและ BTC คือการเข้ามาของนักลงทุนสถาบันผ่าน ETF แบบ spot รวมถึงการได้รับการอนุมัติทางกฎหมายในหลายประเทศ และความสนใจของบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการใช้ BTC เป็นทุนสำรองระยะยาว ก่อนหน้านี้ Cointelegraph รายงานว่า Strategy เพิ่งเพิ่ม Bitcoin เข้าพอร์ตอีก 740 ล้านดอลลาร์ หลัง BTC ทะลุระดับ 122,000 ดอลลาร์ บริษัทอื่นเริ่มถือ BTC ตาม จากข้อมูลล่าสุด บริษัทมหาชน 100 แห่งแรกที่ถือ Bitcoin ร่วมกันถือ BTC รวมกว่า 917,599 เหรียญ โดย Strategy เพียงรายเดียวครองถึง 66% ของจำนวนนี้ บริษัทล่าสุดที่เข้าร่วมคลื่นการสะสม Bitcoin คือ Quantum Solutions บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ในญี่ปุ่น ที่ประกาศแผนจะซื้อ BTC เพิ่ม 3,000 เหรียญภายในปีหน้า โดยมองว่า BTC คือ เครื่องมือทุนสำรองระยะยาวเชิงกลยุทธ์ ฝั่งบริษัทขุด Bitcoin เองก็เริ่มสะสม BTC มากขึ้นเช่นกัน โดย MARA Holdings ขึ้นแท่นเป็นผู้ถือ BTC มากเป็นอันดับสองที่ 50,000 เหรียญ รองจาก Strategy ขณะที่บริษัทขุดรายอื่นอย่าง Riot Platforms, CleanSpark และ Hut 8 ก็ติดอยู่ในกลุ่ม 11 อันดับแรกของบริษัทที่ถือ Bitcoin สูงสุด อ้างอิง : cointelegraph.comที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/strategy-raises-2b-to-buy-more-bitcoin

หุ้นไทยเสี่ยงหลุด 1,000 จุด  ”ทรีนีตี้“เตือนจับตา  ภัยการเมือง–ภาษีสหรัฐ
อ่าน

หุ้นไทยเสี่ยงหลุด 1,000 จุด ”ทรีนีตี้“เตือนจับตา ภัยการเมือง–ภาษีสหรัฐ

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึง ทิศทางตลาดหุ้นในครึ่งหลัง ปี 2568 ว่าขึ้นอยู่กับความชัดเจนของปัจจัยการเมืองภายในประเทศ และการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าต่างๆ เป็นสำคัญทั้งนี้ หากสุดท้ายแล้วประธานาธิบดีทรัมป์ ตัดสินใจให้เวลาประเทศคู่ค้าต่างๆในการเจรจาไปถึงวันที่ 1 สิงหาคม มองว่า Risk sentiment ทั่วโลกจะยังคงถูกประคับประคองได้อยู่ ในทางกลับกัน หากสุดท้ายแล้วสหรัฐฯไม่พอใจกับข้อตกลงการค้าที่แต่ละประเทศเสนอมา และตัดสินใจยกระดับการเก็บภาษีการค้าขึ้นสู่ระดับที่เคยประกาศไว้ จะเป็น Negative sentiment ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นแต่ละประเทศ โดยระดับความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บลดหลั่นกันไป นายณัฐชาต กล่าวว่า หากมองไปตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ยังคงมั่นใจว่าจุดต่ำสุดเดิมของ SET Index รอบก่อนหน้านี้ที่ 1,050 จุด จะยังเป็นแนวรับสำคัญที่ไม่หลุด ตราบใดที่ภาษีศุลกากรที่ไทยถูกสหรัฐฯเรียกเก็บอยู่ในอัตราไม่เกิน 36% และพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ยังไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกเลื่อนการพิจารณาหรือตีตกไป แต่หากการเจรจาการค้าไม่คืบจนทำให้ไทยถูกเก็บภาษีสูงกว่า 36% หรือร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งอาจจะด้วยรัฐบาลกลับมามีเสียงข้างน้อย มีการยุบสภาก่อน หรือมีการทำรัฐประหาร มองว่าแนวรับสำคัญของ SET Index จะถูกกดลงไปอยู่แถวระดับ 1,000 จุดได้ เสถียรภาพการเมืองล่าสุดยังไม่มีความเสี่ยงมากนัก แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินรับคำร้อง และให้นายกฯ หยุดปฎิบัติหน้าที่ แต่งานบริหารยังคงสามารถเดินหน้าต่อไป พร้อมกับครม.ชุดใหม่ มองไปข้างหน้าการเมืองอาจยังมีผลกระทบอยู่บ้าง แต่ตราบใดที่สภาฯชุดนี้ยังคงทำงานต่อไปโดยมี พ.ร.บ.งบประมาณฯเป็นที่ตั้ง มองจะเป็นเพียงลักษณะของ Noise ที่เข้ามากระทบด้าน Sentiment มากกว่าและหากยังไม่มีการยุบสภาในช่วงนี้ มองจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น เนื่องจากความดำรงอยู่ของรัฐบาลน่าจะเป็นบวกต่อการเดินทางไปเจรจาการค้ากับทางสหรัฐฯ มากกว่าในกรณีที่เป็นรัฐบาลรักษาการ มองไปข้างหน้า หากเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาลที่ราว 260 เสียงยังคงยืนหยัดอยู่ได้ น่าจะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ยังคงพอไปได้อยู่ โดยจุดชี้ชะตาสำคัญก็คือช่วงของการโหวตกฎหมายสำคัญในสภา เช่น ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 เป็นต้นนายณัฐชาต กล่าวว่า จากสถานการณ์ล่าสุด ประเมินแนวโน้มการเติบโตของ GDP ปีนี้ที่ราว 2% เนื่องจากในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยได้ตัวช่วยในเรื่องของภาคการส่งออกที่มีการเร่งตัว (Frontload) จากคำสั่งซื้อที่เข้ามาก่อนที่จะมีความไม่แน่นอนทางด้านภาษีการค้า ทั้งนี้ จีดีพีไทยจะโตไม่ถึง 2% นั้น จะต้องเกิดความเสี่ยงอยู่ 2 ด้าน ได้แก่1. การประกาศเก็บภาษี Reciprocal tariff ของสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยในระดับสูง เช่น 20% ขึ้นไป ในกรณีนี้มองกลุ่มหุ้นที่จะมีความ Sensitive ได้แก่ กลุ่มหุ้นส่งออก และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น2. พัฒนาการของปัจจัยการเมืองไทยที่เป็นไปในทิศทางเชิงลบมากขึ้นจนนำมาสู่เงื่อนเวลาของพ.ร.บ.งบประมาณที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก ณ วันนี้ เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยแทบจะดับหมดทุกเครื่องแล้ว หากการใช้จ่ายภาครัฐยังคงขาดตอนไปอีก จะทำให้ Downside ของเศรษฐกิจไทยเปิดกว้างมากขึ้นได้ ในกรณีนี้มองกลุ่มหุ้นที่จะมีความ Sensitive ได้แก่ กลุ่มหุ้น Domestic ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุน เป็นสำคัญประเมินกรอบการแกว่งตัวของ SET Index ในช่วงที่เหลือของปี 2568 ที่ 1050-1180 จุด ส่วนในกรณีที่มี Surprise ทั้งในฝั่ง Upside และ Downside กรอบการลงทุนอย่างกว้างจะอยู่ที่ 1000-1270 จุด คำแนะนำการลงทุน แนะนำใช้กลยุทธ์ “ขึ้นขาย - ลงซื้อ” ตามกรอบดัชนีแนวต้าน-แนวรับที่กำหนดไว้ สำหรับความคาดหวังทางด้าน Fund flow จากต่างประเทศนั้น มองเม็ดเงินจากกลุ่มกองทุน Active funds อาจจะยังยากอยู่ ในช่วงเวลาที่ปัจจัยกระตุ้นทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการเติบโตของผลกำไร ยังไม่ชัดเจนนัก แม้ Valuation ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม อย่างไรก็ดี ในฝั่งของเม็ดเงินจากกองทุน Passive funds นั้น อาจพอคาดหวังได้บ้าง หากในช่วงถัดไป ตลาดหุ้นไทยเริ่มหยุดการปรับตัว Underperform ของตนเอง เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นได้ โดยล่าสุดน้ำหนักของหุ้นไทยในดัชนี MSCI EM ได้ปรับลดลงต่ำกว่า 1% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางด้านกลุ่มหุ้นแนะนำประจำไตรมาส 3 นี้ ประเมินว่าจะไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น และพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 จะผ่านการพิจารณาไปได้ตาม Timeline เดิม มองไปยังกลุ่มหุ้น Domestic ที่ราคาตกลงมาแรงมีความน่าสนใจ แต่เพื่อความปลอดภัย จึงแนะนำ Selective ไปยังกลุ่มหุ้นที่มีคุณลักษณะ Defensive ไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสื่อสาร โรงพยาบาล ค้าปลีกจำเป็น และโรงไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้ เราขอเลือกผู้เล่นในแต่ละกลุ่มที่เป็น Big player ซึ่งครอง Market share ในระดับสูง มี Valuation ปัจจุบันอยู่ในโซนต่ำ นอกจากนั้นบางตัวยังเห็นการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสวนทางกับตลาด และมี Upside potential จากราคาเป้าหมาย Consensus สูงสุดใกล้เคียงกับระดับประวัติการณ์อีกด้วย โดยสรุป หุ้น Top pick ที่เราเลือกมาสำหรับการลงทุนประจำไตรมาส 3 นี้ ได้แก่ ADVANC, BDMS, CPALL และ GULF แนะ DCA ทองคำ แนวรับ 3300-3120 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ด้าน นายกมลชัย พลอินทวงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำโลกไม่ควรหลุดแนวรับที่ 3,120 แต่หากหลุดลงมา Downside จะเปิดไปที่แนวรับ $3,000 +/- ได้ แนะนำให้นักลงทุน ลงทุนแบบ DCA ที่บริเวณ $3,300-3,120 มองว่าแนวต้านของทองคำโลกปลายปีนี้จะอยู่ที่บริเวณ $3,500 - 3,700สำหรับราคาทองคำไทย มองว่า Under-perform ทองคำโลกมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว หากจะลงทุนให้กรอบแนวรับที่ 49,000-50,000 บาท และกรอบแนวต้านที่ 54,450-56,700 บาท ทั้งนี้ หากเทียบราคาทองคำโลกเป็นทองคำไทยจะต้องพิจารณาถึงค่าเงินบาท ณ เวลานั้นด้วยเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นตัวของ SET50 ในครึ่งปีหลัง และแนวโน้มการ Rebound ของค่าเงินบาทนายเดชธนา ฟางสะอาด ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า มองครึ่งปีหลังดัชนี SET50 Index มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว และมีโอกาสกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นอีกครั้ง โดยมีสัญญาณยืนยัน คือการที่ดัชนีสามารถทะลุแนวต้านสำคัญ (Breakout) บริเวณ 740 จุด ขึ้นไปได้อย่างแข็งแกร่ง เงื่อนไขสำคัญสำหรับภาพการฟื้นตัวนี้ คือดัชนีไม่ควรสร้างจุดต่ำสุดใหม่ (New Low) ที่ต่ำกว่าบริเวณ 685 จุด เพื่อรักษากรอบ และโมเมนตัมเชิงบวก สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวหลักในระยะกลาง คาดว่าจะอยู่ในช่วง 665-805 จุด กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้หาจังหวะเข้าซื้อ (Long) เมื่อมีสัญญาณการกลับตัวขึ้น ณ บริเวณแนวรับที่สำคัญ ทั้งนี้ คาดว่าดัชนี SET50 Index Futures จะมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกันด้านภาพรวมและกลยุทธ์ USD/THB: มองค่าเงินบาท (USD/THB) ในช่วงครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มที่จะเกิดการฟื้นตัวทางเทคนิค (Rebound) โดยมีโอกาสปรับตัวขึ้นเพื่อทดสอบโซนแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 34.50 - 35.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากผ่านไปได้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มการอ่อนค่าระลอกใหม่ เงื่อนไขสำคัญของภาพการฟื้นตัวนี้ คืออัตราแลกเปลี่ยนไม่ควรปรับตัวลงไปต่ำกว่าฐานแนวรับสำคัญที่บริเวณ 32.10 - 32.20 บาทสำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินทิศทางค่าเงินบาท ควรพิจารณาแนวโน้มของ ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) และราคาทองคำ ควบคู่กันไป เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของ USD/THB อย่างมีนัยสำคัญ