รีเซต

ผลการค้นหา “#ภูเขาไฟ” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ภูเขาไฟยักษ์ที่เยลโลว์สโตน
ดู

ภูเขาไฟยักษ์ที่เยลโลว์สโตน

“ภูเขาไฟระเบิด” ภัยเงียบจากใต้พิภพ ระเบิดทีเดียวกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ
อ่าน

“ภูเขาไฟระเบิด” ภัยเงียบจากใต้พิภพ ระเบิดทีเดียวกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ

นักวิทยาศาสตร์ออกโรงเตือนทั่วโลกยังคงต้องจับตาและเตรียมรับมือกับปรากฏการณ์ ภูเขาไฟระเบิด ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้จะไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ผลกระทบที่ตามมาอาจรุนแรงและหลากหลาย ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สุขภาพ และสภาพอากาศของโลก.โดยทั่วไป การระเบิดของภูเขาไฟส่งผลกระทบในหลายด้าน ในระยะเริ่มต้น มักเกิด ลาวาไหล ซึ่งสามารถทำลายบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่เกษตรกรรมอย่างรุนแรง หากเกิดในพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง หรือใต้ทะเล อาจนำไปสู่การเกิด คลื่นสึนามิ ได้อีกด้วยนอกจากนี้ เถ้าถ่านและฝุ่นละอองจากการปะทุ ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทำให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจ การเดินทางถูกขัดขวาง การท่องเที่ยวหยุดชะงัก และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก โดยการระเบิดของภูเขาไฟมักปล่อยก๊าซ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ หากการระเบิดรุนแรงจนก๊าซนี้ลอยไปถึงชั้นสตราโตสเฟียร์ จะเปลี่ยนรูปเป็นอนุภาคเล็ก ๆ ที่สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศ ทำให้อุณหภูมิของโลกเย็นลงชั่วคราว.ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การระเบิดของ ภูเขาไฟทัมโบรา ในอินโดนีเซียเมื่อปี 1815 ซึ่งปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ราว 100 ล้านตันขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิโลกลดลงราว 0.4–0.7 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในซีกโลกเหนือ และทำให้ปีถัดมา (1816) กลายเป็น “ปีที่ไม่มีฤดูร้อน” เกิดภาวะผลผลิตการเกษตรตกต่ำ อาหารขาดแคลน และโรคระบาดตามมา อย่างไรก็ตาม การระเบิดของภูเขาไฟก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียว ในระยะยาว เถ้าถ่านจากภูเขาไฟสามารถ เพิ่มแร่ธาตุในดิน และช่วยฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมได้เช่นกัน นักวิทยาศาสตร์จึงเน้นย้ำว่า โลกยังคงมีความเสี่ยงต่อการระเบิดของภูเขาไฟในหลายพื้นที่ จำเป็นต้องมีระบบติดตาม การเตรียมความพร้อม และการแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่ออย่างมีประสิทธิภาพและลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด

จับตาภูเขาไฟ “ไอซ์แลนด์” ปะทุครั้งที่ 12 ในรอบ 4 ปี  สั่งอพยพด่วน!
อ่าน

จับตาภูเขาไฟ “ไอซ์แลนด์” ปะทุครั้งที่ 12 ในรอบ 4 ปี สั่งอพยพด่วน!

เกิดเหตุการณ์ภูเขาไฟปะทุบริเวณ “คาบสมุทรเรคยาเนส” ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ โดยมีลาวาสีส้มแดงพวยพุ่งออกมาจากปากปล่องอย่างรุนแรง เผาทำลายพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้ทางการเร่งดำเนินการอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่เสี่ยงใกล้จุดปะทุเหตุการณ์ปะทุครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในการระเบิดของภูเขาไฟหลายครั้งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยเฉพาะในพื้นที่คาบสมุทรเรคยาเนส ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง “เรคยาวิก” สร้างความวิตกกังวลในวงกว้าง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศจากภาพถ่ายที่เผยแพร่ผ่านสื่อท้องถิ่นและสื่อสังคมออนไลน์ สามารถเห็นลาวาร้อนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และไหลออกตามแนวรอยแยกบนพื้นดิน กระจายไปทั่วบริเวณภูเขาไฟ โดยหน่วยงานธรณีวิทยาของไอซ์แลนด์รายงานว่า การปะทุครั้งนี้มีความรุนแรงพอสมควร และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะยุติเมื่อใด ท่าอากาศยานนานาชาติเคฟลาวิก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของไอซ์แลนด์ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย และอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเที่ยวบินหากสถานการณ์แย่ลงในขณะเดียวกัน มีรายงานว่า มีการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง “บลูลากูน” (Blue Lagoon) รีสอร์ทสปาน้ำแร่ชื่อดังของประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้จุดปะทุ เช่นเดียวกับในเมือง “กรินดาวิค” (Grindavík) ที่เคยมีประชากรอาศัยอยู่เกือบ 4,000 คน แต่ในปัจจุบันแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง เนื่องจากความเสี่ยงจากทั้งภูเขาไฟและแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่นี้ไอซ์แลนด์ได้รับสมญานามว่าเป็น “ดินแดนแห่งน้ำแข็งและไฟ” เนื่องจากมีทั้งธารน้ำแข็งจำนวนมาก และยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟกว่า 130 ลูก ซึ่งบางลูกยังคงมีพลังอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่คาบสมุทรเรคยาเนสที่มีแนวรอยเลื่อนทางธรณีวิทยาสำคัญพาดผ่าน ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวใต้พื้นดินอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2021 ที่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลภูมิประเทศและการเคลื่อนไหวของแผ่นดินอย่างละเอียดในพื้นที่คาบสมุทรเรคยาเนส พบว่ามี การปะทุของภูเขาไฟเกิดขึ้นแล้วไม่ต่ำกว่า 12 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่งนักธรณีวิทยามองว่า เป็นสัญญาณของการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของเปลือกโลกในพื้นที่นี้ที่อาจดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่งแม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบคมนาคมหลักของประเทศ แต่ทางการยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด และเตรียมแผนรับมือเพิ่มเติมหากการปะทุยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง โดยประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้รับคำแนะนำให้อยู่ในความสงบ และติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด

ธารน้ำแข็งละลาย  เสี่ยงปลุกภูเขาไฟให้ตื่น
อ่าน

ธารน้ำแข็งละลาย เสี่ยงปลุกภูเขาไฟให้ตื่น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปิดประตูสู่ภัยคุกคามใหม่ที่โลกยังไม่พร้อมรับมือ นั่นคือ การปะทุของภูเขาไฟที่อาจเกิดจากการละลายของธารน้ำแข็ง การศึกษาที่นำเสนอในงานประชุมวิทยาศาสตร์ Goldschmidt โดยนักภูเขาไฟวิทยา Pablo Moreno-Yaeger จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน เผยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างธารน้ำแข็งที่กำลังละลายกับการฟื้นคืนชีพของภูเขาไฟที่สงบนิ่งมานาน เช่น ภูเขาไฟ Mocho-Choshuenco ในประเทศชิลี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ใต้ผืนธารน้ำแข็งโบราณในแถบพาตาโกเนียคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เตือนว่า ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในไอซ์แลนด์ และอาจขยายผลกระทบไปยังทวีปอื่น เช่น อเมริกาเหนือ รัสเซีย นิวซีแลนด์ และแม้แต่อเมริกาใต้ ผลพวงของการละลายของธารน้ำแข็งไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มระดับน้ำทะเล แต่รวมถึงการลดทอนแรงกดทับในเปลือกโลก ซึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนตัวของหินหนืด (แมกมา) และปลุกภูเขาไฟให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง น้ำแข็งที่ปกคลุมภูเขาไฟจำนวนมากทำหน้าที่เป็น “ฝาปิด” ธรรมชาติที่กดทับแมกมาไว้ใต้ผิวโลก แต่เมื่อโลกร้อนขึ้นและน้ำแข็งละลาย แรงกดนั้นจะหายไป เปลือกโลกจะยกตัวขึ้นเล็กน้อย ทำให้แมกมาสามารถไหลขึ้นสู่ผิวโลกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ แก๊สภายในแมกมาจะมีพื้นที่ในการขยายตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการปะทุของภูเขาไฟการศึกษาภูมิภาคพาตาโกเนียในอเมริกาใต้ตอนล่างพบว่าเมื่อประมาณ 18,000 ปีก่อน พื้นที่ดังกล่าวถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ แรงกดมหาศาลจากน้ำแข็งทำให้แมกมาที่สะสมตัวอยู่ใต้ผิวโลกต้องหยุดนิ่ง แต่เมื่อภูมิอากาศเปลี่ยน น้ำแข็งละลายและแรงกดลดลง ทำให้เกิดการยกตัวของแผ่นเปลือกโลก และเกิดการระบายก๊าซและแมกมาในที่สุด ซึ่งส่งผลให้ภูเขาไฟบางแห่งในอดีตเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงภูเขาไฟ Mocho-Choshuenco ในชิลีที่ปัจจุบันสงบนิ่ง เคยแสดงให้เห็นว่า กิจกรรมการปะทุของมันในอดีตมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการถอยร่นของธารน้ำแข็งในภูมิภาค แม้ว่าจะต้องใช้เวลาหลายพันปีกว่าการละลายของธารน้ำแข็งจะนำไปสู่การปะทุของภูเขาไฟ แต่อัตราการละลายในปัจจุบันโดยเฉพาะในพาตาโกเนีย กำลังเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้เปลือกโลกยกตัวเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการปะทุของภูเขาไฟจากผลของโลกร้อนไม่ใช่เพียงทฤษฎีในอนาคตอันไกลโพ้นอีกต่อไปไม่เพียงแค่ในพาตาโกเนีย ปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันยังถูกพบในไอซ์แลนด์ ซึ่งมีการสังเกตว่าภูเขาไฟมักจะปะทุถี่ขึ้นเมื่อธารน้ำแข็งถอยร่นลง ล่าสุด งานวิจัยยังเตือนถึงความเป็นไปได้ที่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในแถบแอนตาร์กติกา นิวซีแลนด์ และบางส่วนของรัสเซียและอเมริกาเหนือเช่นกันการปะทุของภูเขาไฟไม่ได้ส่งผลเฉพาะในพื้นที่ใกล้เคียง แต่ยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากเข้าสู่บรรยากาศโลก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งสามารถทำให้โลกร้อนขึ้นเร็วขึ้น วงจรนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "วงจรป้อนกลับเชิงบวก" ซึ่งหมายถึงเมื่อโลกร้อนขึ้น น้ำแข็งละลายมากขึ้น ส่งผลให้ภูเขาไฟปะทุมากขึ้น และปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น วนลูปไปไม่รู้จบแม้ว่าเราจะยังมีเวลา ก่อนที่หายนะในระดับนี้จะมาถึง แต่สิ่งที่สำคัญคือการตระหนักรู้ว่าโลกร้อนไม่ได้เพียงทำให้อากาศร้อนหรือพายุรุนแรงขึ้นเท่านั้น หากยังสามารถเปลี่ยนสมดุลของโลกในระดับธรณีวิทยาได้ด้วย ขณะนี้เราอาจยังควบคุมชะตากรรมของโลกได้ หากลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ก่อนที่ธรรมชาติจะตอบโต้กลับด้วยพลังที่เราไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป

“กระบี่ - ภูเก็ต”  ระวังสึนามิ  ภูเขาไฟใต้น้ำ ข่าวปลอมมาแรงอันดับ 1
อ่าน

“กระบี่ - ภูเก็ต” ระวังสึนามิ ภูเขาไฟใต้น้ำ ข่าวปลอมมาแรงอันดับ 1

“กระบี่ - ภูเก็ต” ระวังสึนามิ ภูเขาไฟใต้น้ำ ข่าวปลอมมาแรงอันดับ 1 รอบสัปดาห์กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยสถานการณ์ข่าวปลอมรายสัปดาห์ โดยข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด คือข่าวปลอมเกี่ยวกับ “ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ เฝ้าระวังสึนามิ และแผ่นดินไหวรุนแรงจากภูเขาไฟใต้น้ำ”
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริง โดยตรวจสอบแล้วไม่พบสัญญาณการปะทุของภูเขาไฟในบริเวณที่กล่าวถึง และไม่มีแผ่นดินไหวผิดปกติจากข้อมูลของ Global Volcanism Program หรือจากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหวของกรมอุตุนิยมวิทยาไทย ปฏิบัติการฝนหลวงไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับสองคือ “รัฐบาลใช้ฝนเทียมเพื่อสลายการชุมนุม” ซึ่งทางกระทรวงดีอีได้ประสานกับกรมฝนหลวงฯ แล้ว ยืนยันว่าไม่มีการปฏิบัติการใดในพื้นที่ชุมนุม โดยฝนหลวงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นมีเพียงภารกิจช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ลพบุรี เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์เท่านั้นตัวเลขข่าวปลอมพุ่ง ตรวจสอบกว่า 1 ล้านข้อความในช่วงวันที่ 4 -10 กรกฎาคม 2568 มีข้อความจากโซเชียลมีเดียกว่า 1,039,000 ข้อความเข้าสู่ระบบตรวจสอบของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ซึ่งต้องดำเนินการตรวจสอบจริง 638 ข้อความ และพบว่า 209 เรื่องเป็นข่าวที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ช่องทางที่พบเบาะแสมากที่สุด ได้แก่ Social Listening 606 ข้อความ, Line Official 29 ข้อความ และ Facebook อีก 3 ข้อความ 5 กลุ่มข่าวปลอมหลักที่ต้องเฝ้าระวังกระทรวงดีอีจำแนกข่าวปลอมที่พบออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่1. ข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐและความมั่นคงภายใน 98 เรื่อง2. ข่าวสินค้า สุขภาพ และบริการผิดกฎหมาย 31 เรื่อง3. ข่าวภัยพิบัติ 14 เรื่อง4. ข่าวด้านเศรษฐกิจ 7 เรื่อง5.ข่าวอาชญากรรมออนไลน์ 59 เรื่อง10 อันดับข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด1. ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ เฝ้าระวังสึนามิ และ แผ่นดินไหวรุนแรง ที่ภูเขาไฟใต้น้ำ2.รัฐบาลใช้ฝนเทียมสลายการชุมนุม3.คนชุมพร-นราธิวาสจะตายเป็นแสนเพราะสึนามิ4.แผ่นดินไหวในวงแหวนแห่งไฟ5.ผู้ว่าฯ 7 จังหวัดเตรียมอพยพประชาชน6.แผ่นดินไหวล้อมประเทศไทย7.คนต่างด้าวทำบัตรประชาชนได้แล้ว8.กัมพูชาห้ามไทยส่งยาให้ผู้ป่วยผ่านชายแดน9.ธนาคารออมสินให้กู้เงินออนไลน์ 70,000 บาท10.เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสนิทเจ้าของร้านอาหารจีน

“ธารน้ำแข็งละลาย” ภัยเงียบที่อาจจุดชนวน “ภูเขาไฟระเบิด” ทั่วโลก
อ่าน

“ธารน้ำแข็งละลาย” ภัยเงียบที่อาจจุดชนวน “ภูเขาไฟระเบิด” ทั่วโลก

ผลการศึกษาใหม่จากประเทศชิลีชี้ให้เห็นว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั่วโลกละลาย อาจกระตุ้นให้เกิดการปะทุของภูเขาไฟมากขึ้น และมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีน้ำแข็งปกคลุมหนาแน่น เช่น แอนตาร์กติกากลไกเบื้องหลังคือ เมื่อธารน้ำแข็งละลาย แรงกดดันที่เคยกดทับชั้นแมกมาใต้ดินจะลดลง ทำให้แมกมาสามารถขยายตัวและระเบิดขึ้นสู่ผิวโลกได้ง่ายขึ้น ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในไอซ์แลนด์มาแล้ว เนื่องจากเกาะตั้งอยู่บนแนวแผ่นเปลือกโลกที่เคลื่อนตัวตลอดเวลา แต่การศึกษาที่ชิลีถือเป็นครั้งแรก ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าการระเบิดภูเขาไฟลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นบนแผ่นดินด้วย ไม่จำกัดเพียงพื้นที่เกาะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา นำโดยนายปาโบล โมเรโน-ยาเกอร์ ได้ลงพื้นที่ตั้งแคมป์บริเวณเทือกเขาแอนดีส เพื่อศึกษาภูเขาไฟโมโช-โชชูเอนโก (Mocho-Choshuenco)ที่เคยถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งปาตาโกเนียหนาถึง1,500เมตรเมื่อช่วงยุคน้ำแข็ง พวกเขาใช้การวิเคราะห์ธาตุกัมมันตรังสีและแร่ธาตุในหินภูเขาไฟ เพื่อประเมินอายุและลักษณะการระเบิดของภูเขาไฟก่อน ระหว่าง และหลังยุคน้ำแข็ง ผลการวิเคราะห์พบว่า ระหว่างช่วงที่ภูเขาไฟถูกน้ำแข็งปกคลุม (ประมาณ 26,000–18,000 ปีก่อน) การระเบิดของภูเขาไฟถูกยับยั้งไว้ ทำให้แมกมาสะสมอยู่ใต้ดินลึกประมาณ 10–15 กิโลเมตร แต่เมื่อธารน้ำแข็งเริ่มละลายเมื่อราว 13,000 ปีก่อน ความดันที่เคยกดทับลดลง ก๊าซในแมกมาเริ่มขยายตัว ทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงมากขึ้นนอกจากนี้ ยังพบว่าองค์ประกอบของแมกมาเปลี่ยนแปลงไปหลังการละลายของน้ำแข็ง เนื่องจากแมกมาหลอมละลายหินเปลือกโลกขณะถูกกดทับ ทำให้แมกมามีความหนืดสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การปะทุมีแนวโน้มจะรุนแรงมากกว่าเดิมแม้ว่าไอซ์แลนด์จะมีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการละลายของธารน้ำแข็งกับภูเขาไฟ แต่งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์เดียวกันอาจเกิดขึ้นในแอนตาร์กติกาด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาไฟอย่างน้อย100ลูกซ่อนตัวอยู่ใต้แผ่นน้ำแข็งหนา และน้ำแข็งเหล่านี้มีแนวโน้มจะละลายหมดภายในศตวรรษนี้จากภาวะโลกร้อน นักวิจัยเตือนว่า หากเกิดการระเบิดภูเขาไฟต่อเนื่องในระดับโลก นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลอย่างคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ เพิ่มแรงขับเคลื่อนให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอีก เป็นวัฏจักรย้อนกลับ (feedback loop)ที่ทั้งอันตรายและยากจะควบคุมที่ผ่านมา งานวิจัยที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างภูเขาไฟกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังมีอยู่อย่างจำกัด แต่นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าการศึกษาในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต และเข้าใจวงจรการเปลี่ยนแปลงของโลกให้รอบด้านยิ่งขึ้น

มหันตภัยระดับโลก ภูเขาไฟนับร้อยทำไมเสี่ยงระเบิดจากวิกฤตโลกเดือด?
อ่าน

มหันตภัยระดับโลก ภูเขาไฟนับร้อยทำไมเสี่ยงระเบิดจากวิกฤตโลกเดือด?

โลกเดือด ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำไมเสี่ยงทำให้ภูเขาไฟทั่วโลกระเบิด สะเทือนแผ่นดินข้อมูลน่าตื่นตระหนกนี้ มาจากงานศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งวิสคอนซิน ที่ชี้ว่า โลกของเรามีภูเขาไฟหลายร้อยแห่งที่ฝังตัวอยู่ลึกลงไปใต้ธารน้ำแข็ง ทั้งในแอนตาร์กติกา นิวซีแลนด์ และแถบอเมริกาเหนือ ธารน้ำแข็งนี่เองที่ทำหน้าที่กดทับไม่ให้ภูเขาไฟเหล่านี้ปะทุ แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น ทำให้ธารน้ำแข็งละลายจนเบาบางลง นั่นจึงทำให้เกิดความเสี่ยงที่ภูเขาไฟหลายร้อยแห่งนี้ จะปะทุหรือระเบิดได้อันที่จริง นักวิทยาศาสตร์เคยนำเสนอทฤษฎีอันน่ากลัวนี้ มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970หลักการนั้นไม่ซับซ้อน คือ น้ำหนักของธารน้ำแข็งกดทับชั้นเปลือกโลก ดังนั้น เมื่อธารน้ำแข็งเบาบางลง นั่นจึงทำให้ก๊าซและหินเหลวใต้พิภพขยายตัว จนอาจนำไปสู่ภูเขาไฟระเบิดได้และมันไม่ใช่เป็นการทำนายเท่านั้น แต่เคยเกิดขึ้นแล้ว เพราะเมื่อ 1 หมื่นปีก่อน กระบวนการเดียวกันนี้เกิดขึ้น และนำมาสู่ภูมิประเทศของไอซ์แลนด์ในปัจจุบันสำหรับงานศึกษาชิ้นนี้ ได้ใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ตรวจสอบภูเขาไฟอย่างน้อย 6 แห่งในพื้นที่ทางใต้ของชิลี เพื่อตรวจดูว่า ธารน้ำแข็งเหล่านี้ มีปฏิกิริยาต่อการละลายของแผ่นน้ำแข็งปาตาโกเนียอย่างไร พวกเขาพบว่า ย้อนไป 18,000-26,000 ปีก่อน ในจุดสูงสุดของยุคน้ำแข็ง แผ่นน้ำแข็งขนาดยักษ์ได้กดทับพลังใต้พิภพเอาไว้ ทำให้ภูเขาไฟไม่ปะทุออกมาแต่เมื่อแผ่นน้ำแข็งละลาย พลังที่ถูกกดทับไว้ ก็ปะทุออกมาอย่างรุนแรงที่น่าสนใจคือ ความเสี่ยงเกิดภูเขาไฟทั่วโลกปะทุ จากการละลายของธารน้ำแข็ง คือ โลกของเรามีภูเขาไฟ 245 ที่ยังคุกกรุ่นอยู่ ลึกลงไปใต้น้ำแข็ง 5 กิโลเมตร

“อินโดนีเซีย” ยกระดับเตือนภัย ภูเขาไฟจ่อปะทุ 2 ลูก
อ่าน

“อินโดนีเซีย” ยกระดับเตือนภัย ภูเขาไฟจ่อปะทุ 2 ลูก

สำนักข่าวอันทาราของอินโดนีเซียรายงานข่าวว่า ภูเขาไฟ "ดูโคโน" (Dukono) ของอินโดนีเซียปะทุวานนี้ (4 ก.ค.68) ทางสำนักธรณีวิทยาอินโดนีเซียรายงานว่า ส่งเถ้าถ่านขึ้นบนท้องฟ้าความสูงประมาณ 1,100 เมตร โดยภูเขาไฟลูกนี้มีความสูงอยู่ที่ 2,187 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล นับเป็นการปะทุครั้งที่ 2 ในรอบกว่า 10 วัน หลังปะทุครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา และพ่นเถ้าควันหนาทึบลอยไปทางทิศตะวันออกไม่ขาดสาย “ดูโคโน” ตั้งอยู่บนเกาะฮัลมาเฮรา ทางตะวันออกของประเทศ นับเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังมีพลังที่มีความเคลื่อนมากสุดในบรรดาภูเขาไฟที่ยังมีพลังทั้งหมดในอินโดนีเซียที่มีอยู่ราว 130 ลูก โดยเกิดการปะทุบ่อยครั้งตั้งแต่ปี 1933 เป็นต้นมา หรือตั้งแต่เมื่อ 92 ปีก่อนขณะเดียวกัน เว็บข่าว Anewz รายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศยกระดับเตือนภัยภูเขาไฟอีกลูก คือ ภูเขาไฟ "อิเล เลโวโตลอค" (Ile Lewotolok) ทางใต้ของอินโดนีเซีย จากระดับ 2 เป็นระดับ 3 หลังจากภูเขาไฟลูกนี้มีความเคลื่อนไหวมากขึ้นอย่างน่ากลัวตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.

“ญี่ปุ่น” เฝ้าระวัง  ภูเขาไฟ "ชินโมเอะดาเกะ"  อาจปะทุแม็กมา หลังปะทุครั้งแรกในรอบ 7 ปี
อ่าน

“ญี่ปุ่น” เฝ้าระวัง ภูเขาไฟ "ชินโมเอะดาเกะ" อาจปะทุแม็กมา หลังปะทุครั้งแรกในรอบ 7 ปี

นักภูเขาไฟวิทยาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภูเขาไฟของรัฐบาลญี่ปุ่น กำลังติดตามเฝ้าระวังภูเขาไฟ "ชินโมเอะดาเกะ" อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเป็นไปได้ที่อาจเกิดการปะทุของแม็กมา โดยภูเขาไฟลูกนี้ยังคงปะทุอย่างต่อเนื่องมานาน 10 วันติดแล้ว ตั้งแต่ระเบิดครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่นับเป็นการระเบิดครั้งแรกในรอบ 7 ปีตั้งแต่ปี 2018สถานการณ์ล่าสุดวานนี้ (2 ก.ค.) ชินโมเอะดาเกะได้ปะทุพ่นกลุ่มเถ้าภูเขาไฟสูง 2,800 เมตร หรือ 2.8 กิโลเมตรเหนือปากปล่องภูเขาไฟ ทางสำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) เตือนอาจมีหินภูเขาไฟตกลงมา วัสดุภุเขาไฟ (pyroclastic) อาจไหลออกไปกินพื้นที่รัศมี 3 กิโลเมตรจากภูเขาไฟ อย่างไรก็ตาม ระดับเตือนภัยที่ภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ ยังคงเดิมอยู่ที่ระดับ 3 จากทั้งหมด 5 ระดับคณะกรรมการวิจัยภูเขาไฟของรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประชุมกัน ผู้เชี่ยวชาญภูเขาไฟรายงานต่อที่ประชุมว่า นับตั้งแต่เกิดระเบิดเมื่อ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ชินโมเอะดาเกะได้ปล่อยก๊าซภูเขาไฟหลายชนิดออกมาจำนวนมาก และมีความเคลื่อนไหวที่เปลือกโลกบ่งชี้ว่า เกิดการสะสมตัวของแม็กมาบริเวณใต้ดินในระดับลึก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เถ้าภูเขาไฟยืนยันว่า ยังไม่ได้เกิดการปะทุใหม่ของแม็กมาแต่อย่างใด สถานการณ์ภูเขาไฟดังกล่าวในขณะนี้ ยังไม่ถึงขั้นต้องเรียกประชุมฉุกเฉินด้านชิมิสึ ฮิโรชิ ประธานคณะกรรมการชุดนี้ ระบุว่า การประเมินสถานการณ์ภูเขาไฟชิโมเอะดาเกะดังกล่าว เป็นการประเมินของเขาเพียงคนเดียว และยืนยันว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่ชิโมเอดาเกะในขณะนี้ ยังไม่ใช่การปะทุของแม็กมา จำเป็นต้องเฝ้าติดตามอย่างระมัดระวังเพื่อประเมินว่า การสะสมตัวของแม็กมาใต้ภูเขาไฟลูกนี้ เกิดการเร่งตัวมากขึ้นหรือไม่สำหรับภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ เป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลัง ตั้งอยู่บนภูเขาคิริชิมา ทอดตัวข้าม 2 จังหวัดคือคาโงชิมาและมิยาซากิ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น

จับตาแผ่นดินไหวถี่ทั่วเอเชีย ภูเขาไฟใต้น้ำเสี่ยงระเบิดหรือไม่? ไทยควรเฝ้าระวังแต่ไม่ตื่นตระหนก
อ่าน

จับตาแผ่นดินไหวถี่ทั่วเอเชีย ภูเขาไฟใต้น้ำเสี่ยงระเบิดหรือไม่? ไทยควรเฝ้าระวังแต่ไม่ตื่นตระหนก

ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นกรกฎาคมนี้ เกิดเหตุแผ่นดินไหวถี่ในหลายพื้นที่ของเอเชีย ทั้งในญี่ปุ่น หมู่เกาะนิโคบาร์ของอินเดีย รวมถึงอินโดนีเซีย เมียนมา และเวียดนาม สร้างความกังวลถึงความเสี่ยงต่อเหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และผลกระทบจากภูเขาไฟใต้น้ำในภูมิภาค“ญี่ปุ่น”แผ่นดินไหวเกือบ900ครั้งใน12วันสำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม เกิดแผ่นดินไหวแบบกลุ่ม (Earthquake Swarm) ในบริเวณ หมู่เกาะโทการะ ทางตอนใต้ของประเทศ รวมแล้วกว่า 877 ครั้ง โดยในวันนี้ (2 ก.ค.) เวลา 15.26 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.5 แมกนิจูด ความลึก 10 กิโลเมตร ส่งผลให้ หมู่บ้านโทชิมะ จังหวัดคาโงชิมะ ได้รับผลกระทบแม้ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง แต่รัฐบาลญี่ปุ่นได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก และได้เร่งปรับแผนรับมือ “แผ่นดินไหวขนาดใหญ่” ที่อาจเกิดขึ้นบริเวณ ร่องลึกนันไก (Nankai Trough) ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสำหรับ “ร่องลึกนันไก” เป็นแนวเปลือกโลกยาว 800 กิโลเมตร ที่มีแนวโน้มเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ทุก 100–200 ปี โดยครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี 2489 ล่าสุดรัฐบาลได้ปรับความน่าจะเป็นของการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในพื้นที่นี้ภายใน 30 ปี ข้างหน้า จาก 75% เป็น 82% พร้อมออกมาตรการใหม่ด้านการเตือนภัยและอพยพประชาชน หมู่เกาะนิโคบาร์ – อินเดีย เกิดแผ่นดินไหว54ครั้งในรอบสัปดาห์ เสี่ยงภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดขณะเดียวกัน กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยาไทย รายงานว่า ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา (26 มิ.ย. – 2 ก.ค.) บริเวณ หมู่เกาะนิโคบาร์ ประเทศอินเดีย เกิดแผ่นดินไหวแล้วถึง 54 ครั้ง ขนาดตั้งแต่ 3.4 – 4.8 แมกนิจูด โดยเฉพาะวันที่ 26 มิถุนายน เกิดมากที่สุดถึง 24 ครั้ง ภายในเวลาไม่ถึง 21 ชั่วโมง พื้นที่นี้อยู่ห่างจากชายฝั่ง 6 จังหวัดอันดามันของไทย ได้แก่ ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง สตูล และภูเก็ต เพียง 470–480 กิโลเมตรด้านผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล โพสต์เตือนผ่านสื่อโซเชียลว่า มีความเป็นไปได้ที่ภูเขาไฟใต้น้ำในแนวเดียวกันจะระเบิด แต่ไม่มีใครสามารถระบุชี้ชัดได้ว่าจะเกิดเวลาใด โดยเมื่อมีแผ่นดินไหวถี่ ๆ ในบริเวณนั้นขนาด 4 ขึ้นไป อาจเกิดการเคลื่อนของแมกมาแต่ยังไม่ได้ชี้ชัดว่าจะต้องเกิดระเบิดจึงต้องจับตาใกล้ชิดต่อไป โดยล่าสุดเหตุสึนามิที่เกิดจากภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดเมื่อปี 15 มกราคม 2565 เป็นภูเขาไฟใต้น้ำที่ตองกา ซึ่งภูเขาไฟใต้น้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในตองกาและอีกหลายประเทศ ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิสูง 20 เมตร ส่วนภูเขาไฟใต้น้ำในอันดามัน จุดที่เกิดการไหวถี่ ๆ ห่างจากพังงา 470-480 กิโลเมตร หากเกิดการระเบิดที่จุดนั้น อาจเกิดสึนามิระดับน่าห่วงได้ เพราะน้ำค่อนข้างลึก หากระเบิดแรงจะมีมวลน้ำจำนวนมากถูกผลักออกมาให้กลายเป็นคลื่น โดยอาจสูงมากกว่าตึก 3 ชั้นและอาจสูงมากสุดถึงตึก 7-8 ชั้น เนื่องจากอยู่ใกล้ไทยมากกว่าจุดที่เคยเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2547 คลื่นจึงอาจเข้าถึงฝั่งเร็วกว่านั้น ซึ่งในปี 2547 ประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวไว้ แต่ไม่ควรตื่นตระหนัก ทั้งการซ้อมเตือนภัย การซ้อมอพยพ เพื่อให้ทราบกรณีหากเกิดเหตุฉุกเฉินต้องดำเนินการอย่างไร และสามารถตรวจสอบดเส้นทางหนีภัยได้ และเตือนว่าอย่าเชื่อข่าวลือ และให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานหรือ นักวิชาการที่เชื่อถือได้ อินโดนีเซีย-เมียนมา-เวียดนาม เกิดแผ่นดินไหวรายวันในวันเดียวกัน (2 ก.ค.68) ยังมีรายงานแผ่นดินไหวอีกหลายจุดในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่อินโดนีเซีย: เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.8 บริเวณหมู่เกาะสุมาตราเหนือ ลึก 56 กม.เวียดนาม: แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เวลา 01.41 น. ลึก 10 กม.เมียนมา: เกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งต่อเนื่อง โดยรุนแรงที่สุดขนาด 4.1 เวลา 02.01 น.เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึง ความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาที่ถี่และต่อเนื่อง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีรายงานเหตุรุนแรงในไทย แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะชายฝั่งอันดามัน เตรียมความพร้อมอยู่เสมอ ทั้งการฝึกซ้อมอพยพ ตรวจสอบเส้นทางหนีภัย และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ พร้อมหลีกเลี่ยงการแชร์ข่าวลือที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง โดยเฉพาะข่าวลือเกี่ยวกับ “คำทำนายแผ่นดินไหวจากการ์ตูนญี่ปุ่น” ที่อ้างว่าจะเกิดแผ่นดินไหวในวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 ซึ่งทางการญี่ปุ่นและนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ไม่สามารถทำนายวัน เวลา และขนาดของแผ่นดินไหวได้แม่นยำได้ขนาดนั้นการเกิดแผ่นดินไหวถี่ในหลายประเทศถือเป็นสัญญาณที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งอันดามันของไทยที่อยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางความเคลื่อนไหว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เตรียมตัวอย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก และรับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ภูเขาไฟปะทุรุนแรง! ต้องยกเลิกเที่ยวบินสู่บาหลี
อ่าน

ภูเขาไฟปะทุรุนแรง! ต้องยกเลิกเที่ยวบินสู่บาหลี

เว็บไซต์ของสนามบินนานาชาติบาหลี แจ้งเที่ยวบินระหว่างประเทศหลายเที่ยว จากอินเดีย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ที่มุ่งหน้ามายังเกาะบาหลี ต้องยกเลิกไปเนื่องจากการปะทุของภูเขาไฟ สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ยกเลิกเที่ยวบิน 4 เที่ยวระหว่างสนามบินเดนปาซาร์ ในบาหลีกับสิงคโปร์ และสายการบินสกู๊ต สายการบินต้นทุนต่ำของกลุ่มสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ก็ยกเลิกเที่ยวบินไปยังเกาะบาหลี และเกาะลอมบก ที่อยู้ใกล้เคียงกันด้วย ขณะที่เจ็ตสตาร์ สายการบินราคาประหยัดในเครือของสายการบินควอนตัส ของออสเตรเลีย ยกเลิกเที่ยวบินช่วงเช้าจากออสเตรเลียไปยังเกาะบาหลีและคาดว่า เที่ยวบินในช่วงบ่ายจะล่าช้ากว่ากำหนดการเดินทางขณะเดียวกัน รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งปิดสนามบินฟรานซิสคัส ซาเวริอุส เซดา (Fransiskus Xaverius Seda) ในเมืองเมาเมเร ตั้งแต่วันพุธจนถึงวันพฤหัสบดีเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร หลังจากภูเขาไฟ เลโวโทบี ลากิ-ลากิ (Mount Lewotobi Laki-laki) ปะทุในวันอังคาร พ่นเถ้าถ่านขึ้นท้องฟ้าสูง 11 กิโลเมตร ทำให้หน่วยงานด้านภูเขาไฟของอินโดนีเซียต้องยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับสูงสุด และภูเขาไฟก็ปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงเช้าของวันนี้ พุ่นเถ้าลาวาเป็นเมฆสู่ท้องฟ้า และเถ้าถ่านร่วงลงปกคลุมบ้านเรือนชาวบ้านและถนนแถบชนบท การปะทุของภูเขาไฟยังทำให้ทางการท้องถิ่นต้องอพยพประชาชนหลายสิบคนในสองหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟ ที่เพิ่งปะทุแบบไม่รุนแรง 8 ครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ก่อน และพ่นเถ้าถ่านสูง 3-5.5 กิโลเมตรในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักงานภูเขาไฟวิทยาของอินโดนีเซียยังแจ้งเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมบริเวณ 7 กิโลเมตรรอบๆ ภูเขาไฟอย่างน้อยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม การปะทุของภูเขาไฟเลโวโตบี ลากิ-ลากิ ทำให้เที่ยวบินโดยสารจำนวนมากที่จะบินเข้าไปยังเกาะบาหลีต้องยกเลิกและล่าช้า รวมถึงสายการบินเจ็ตสตาร์และแควนตัส แอร์เวย์สของออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และอพยพหลายพันคน เมื่อภูเขาไฟปะทุในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

ภูเขาไฟ “เลโวโตบี” ปะทุ อินโดฯยกระดับเตือนภัยสูงสุด หวั่นลาวาทะลักซ้ำ
อ่าน

ภูเขาไฟ “เลโวโตบี” ปะทุ อินโดฯยกระดับเตือนภัยสูงสุด หวั่นลาวาทะลักซ้ำ

สำนักงานภูเขาไฟวิทยาของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ภูเขาไฟ "เลโวโตบี ลากิ-ลากิ" ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะฟลอเรส จังหวัดนูซา เต็งการาตะวันออก ได้เกิดการปะทุอย่างรุนแรง โดยพ่นเถ้าถ่านพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึง 11 กิโลเมตร ส่งผลให้ทางการต้องยกระดับการแจ้งเตือนภัยภูเขาไฟสู่ระดับสูงสุด ซึ่งถือเป็นระดับที่อันตรายที่สุด เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ลาวาจะไหลทะลักออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟข้อมูลจากนายมูฮัมหมัด วาฟิด หัวหน้าสำนักงานภูเขาไฟวิทยา ระบุว่า ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ปากปล่องภูเขาไฟในรัศมีอย่างน้อย 7 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัยจากเถ้าถ่าน ลาวา และวัสดุภูเขาไฟอื่น ๆ ที่อาจปะทุขึ้นมาอีก ภูเขาไฟ “เลโวโตบี ลากิ-ลากิ” มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ โดยเกิดการปะทุถึง 8 ครั้งในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พ่นเถ้าถ่านสูงระหว่าง 3 ถึง 5.5 กิโลเมตรทั้งนี้ ภูเขาไฟลูกดังกล่าวเคยสร้างความเสียหายมาแล้วในอดีต โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การปะทุของภูเขาไฟทำให้เที่ยวบินจำนวนมากที่มุ่งหน้าเข้าสู่เกาะบาหลีต้องถูกยกเลิกหรือดีเลย์ โดยเฉพาะสายการบินเจ็ตสตาร์และแควนตัส แอร์เวย์สของออสเตรเลีย ขณะที่ในเดือนพฤศจิกายนปีก่อน การปะทุรุนแรงของภูเขาไฟลูกนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภูเขาไฟจำนวนมาก เนื่องจากตั้งอยู่บน “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ซึ่งเป็นแนวที่มีแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นมาบรรจบกัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและการระเบิดของภูเขาไฟบ่อยครั้ง และยังคงเป็นภัยธรรมชาติที่ประชาชนในภูมิภาคนี้ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป

ภูเขาไฟ "คิลาเว" ปะทุอีก พ่นลาวาสีแดงส้ม สูง100 เมตร
อ่าน

ภูเขาไฟ "คิลาเว" ปะทุอีก พ่นลาวาสีแดงส้ม สูง100 เมตร

เปิดภาพภูเขาไฟ "คิลาเว" ในรัฐฮาวายของสหรัฐฯ หลังสำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือยูเอสจีเอส รายงานภูเขาไฟคิลาเวปะทุครั้งใหม่เมื่อวานนี้ (11 มิ.ย.68) เวลา 11.57 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับ 4.57 น. วันนี้ (12 มิ.ย.68) ตามเวลาในไทย ภูเขาไฟคิลาเวได้พ่นลาวาสีแดงส้มเป็นน้ำพุออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟ มีระดับความสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าราว 100 เมตร (330 ฟุต)ขณะที่ยูเอสจีเอสรายงานข่าวอยู่นั้น คิลาเวยังไม่หยุดการปะทุล่าสุด และลาวาก็ถูกพ่นออกมา ส่วนคิลาเวจะปะทุอีกนานเท่าใดนั้น ทางยูเอสจีเอสให้ข้อมูลว่า การปะทุของคิลาเวส่วนใหญ่ที่ผ่านมา มักจะเกิดขึ้นอยู่นานราว 1 วันหรือน้อยกว่านั้น สำหรับคิลาเวเป็นภูเขาไฟใหญ่อันดับ 2ของรัฐฮานอย และเป็นภูเขาไฟที่มีพลังมากที่สุดลูกหนึ่งในโลก ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวายซึ่งเป็นพื้นที่ปิด คิลาเวเคยปะทุรุนแรงเมื่อ 4 ปีก่อนในปี 2019

เตือนภูเขาไฟระเบิด พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม. “กัวเตมาลา” อพยพชาวบ้านกว่า 500 คน
อ่าน

เตือนภูเขาไฟระเบิด พ่นเถ้าถ่านสูง 6 กม. “กัวเตมาลา” อพยพชาวบ้านกว่า 500 คน

สถาบันแผ่นดินไหว ภูเขาไฟและอุตุนิยมแห่งชาติกัวเตมาลา (INSIVUMEH) รายงาน ภูเขาไฟ "ฟูเอโก" ระเบิดเมื่อวันพุธที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา พ่นลาวาและและวัสดุร้อนสูง 7 กิโลเมตร และพ่นเถ้าถ่านสูง 6 กิโลเมตร (6,000 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเลด้านศูนย์ประสานงานการลดภัยพิบัติแห่งชาติกัวเตมาลา (CONRED) รายงานว่า รัฐบาลกัวเตมาลาประกาศเตือนภัยภูเขาไฟระเบิดระดับสีส้ม และสั่งอพยพประชาชนออกจากหลายเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาไฟฟูเอโก มีประชาชนอพยพทิ้งบ้านแล้วกว่า 500 คน เข้าไปพักพิงในศูนย์พักพิงชั่วคราว ด้านกระทรวงศึกษาธิการกัวเตมาลาสั่งปิดเรียนในพื้นที่ภูเขาไฟ ทางสถาบันแผ่นดินไหว ภูเขาไฟและอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ฟูเอโกจะพ่นลาวาและเถ้าถ่านนานถึง 40 ชั่วโมง และเถ้าภูเขาไฟอาจลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าถึงระดับความสูง 3-7 กิโลเมตร (3,000-7,000 เมตร) ซึ่งเป็นระดับความสูงที่จะกระทบกับเครื่องบิน

ภูเขาไฟเอตนา ปะทุพ่นเถ้าถ่านขึ้นสู่ท้องฟ้า
อ่าน

ภูเขาไฟเอตนา ปะทุพ่นเถ้าถ่านขึ้นสู่ท้องฟ้า

สถาบันธรณีฟิสิกส์และภูเขาไฟแห่งชาติของอิตาลี เผยภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดแบบไทม์แลปส์ ที่แสดงให้เห็นภูเขาไฟเอตนา บนเกาะซิซิลี กำลังปะทุเมื่อวานนี้ (2 มิ.ย.) พ่นกลุ่มควันและเถ้าถ่านขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามที่ทางสถาบันระบุ กลุ่มควันดังกล่าวน่าจะเกิดจากการพังถล่มของพื้นที่ด้านเหนือของปากปล่องทางตะวันออกเฉียงใต้ของภูเขาไฟสำนักงานป้องกันภัยพลเรือนในซิซิลี แนะนำนักไต่เขาหลีกเลี่ยงการขึ้นยอดภูเขาไฟลูกนี้ จนกว่าจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การปะทุ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของสนามบินคาตาเนียที่อยู่ใกล้เคียง โดยนายกเทศมนตรีของเมือง กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม และว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ภูเขาไฟ "คันลาออน" ปะทุ  พ่นเถ้าถ่านสูง 3 กิโลเมตร
อ่าน

ภูเขาไฟ "คันลาออน" ปะทุ พ่นเถ้าถ่านสูง 3 กิโลเมตร

สถาบันภูเขาไฟและแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ (Phivolcs) ออกแถลงการณ์รายงานภูเขาไฟระเบิด เมื่อเวลาเช้ามืดวันนี้ (13 พ.ค.) เวลา 2.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับเวลา 01.55 น. วันนี้ตามเวลาในไทย ภูเขาไฟคันลาออน ในเมืองลา คาสเตลลานา จังหวัดเนโกรส ออคซิเดนทัล เกิดการระเบิดระดับปานกลางที่บริเวณยอดสูงสุดของภูเขาไฟ โดยพ่นเถ้าถ่านสีเทาขึ้นสูงบนท้องฟ้าราว 3 กิโลเมตร เป็นระยะเวลานานประมาณ 5 นาที ทำให้เถ้าภูเขาไฟลอยไปทางทิศตะวันตก และยังมีกระแสหนาแน่นของวัสดุร้อนจากภูเขาไฟ (pyroclastic : PDCs) ไหลออกจากปล่องภูเขาไฟ ลงไปตามไหล่ภูเขาทางด้านทิศใต้ด้วย และเสียงระเบิดของภูเขาไฟได้ยินในอย่างน้อย 4 เมืองในจังหวัดเนกรอส ออคซิเดนทัลทั้งนี้ ทางการฟิลิปปินส์ ยังคงมีการประกาศเตือนภัยระดับ 3 จากทั้งหมด 5 ระดับ ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับ ภูเขาไฟคันลาออน ตั้งอยู่บนเกาะเนโกรส (Negros Island) และเป็นส่วนหนึ่งของ“วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งเป็นเขตรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นสถานที่เกิดภูเขาไฟและแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดทั่วโลก ภูเขาไฟแห่งนี้เคยปะทุมาหลายครั้งแล้ว แต่แต่ละครั้งก็ยังคงทำให้เมืองใกล้เคียงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ การปะทุครั้งนี้ไม่ได้มาพร้อมกับลาวาไหล แต่มันได้พ่นเถ้าถ่านและก๊าซขึ้นไปบนท้องฟ้า และผู้เชี่ยวชาญกำลังเฝ้าติดตามกิจกรรมเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด

ภูเขาไฟปะทุ! ฟิลิปปินส์ประกาศยกระดับเตือนภัย พ่นเถ้าถ่านสูง 4.5 กม.
อ่าน

ภูเขาไฟปะทุ! ฟิลิปปินส์ประกาศยกระดับเตือนภัย พ่นเถ้าถ่านสูง 4.5 กม.

เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ประกาศยกระดับการเตือนภัยภูเขาไฟบูลูซาน (Bulusan) ในจังหวัดซอร์โซกอน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมะนิลาในวันนี้ (28 เม.ย.) หลังเกิดการพ่นเถ้าถ่านขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึง 4.5 กิโลเมตรสถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ (Phivolcs) ได้ปรับเพิ่มระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 1 จากทั้งหมด 5 ระดับ หลังภูเขาไฟปะทุขึ้นเมื่อเวลา 04:36 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยการปะทุดังกล่าวกินเวลานานถึง 24 นาทีสถาบันฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า เถ้าถ่านจากการปะทุครั้งนี้พุ่งสูงถึง 4.5 กิโลเมตร ก่อนเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกถึงตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้หมู่บ้านโดยรอบถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านบางส่วน นอกจากนี้ สถาบันฯ เปิดเผยว่า ได้ยินเสียงดังกึกก้องนานประมาณ 15 นาทีก่อนการปะทุ และเตือนว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทุเพิ่มเติม และขอให้ประชาชนระมัดระวัง พร้อมห้ามเข้าใกล้เขตอันตรายภายในรัศมี 4 กิโลเมตรจากปล่องภูเขาไฟสถาบันฯ ยังแนะนำให้สายการบินและเจ้าหน้าที่การบินพลเรือนหลีกเลี่ยงการบินใกล้ยอดภูเขาไฟเพื่อความปลอดภัย ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์มีภูเขาไฟที่ยังมีพลัง (Active Volcano) ทั้งหมด 24 ลูก นอกจากภูเขาไฟบูลูซานแล้ว ภูเขาไฟมายอน (Mayon) ในจังหวัดอัลเบย์ และภูเขาไฟตาอัล (Taal) ใกล้กรุงมะนิลาก็ยังคงอยู่ในระดับเตือนภัย 1 เช่นเดียวกัน ขณะที่ภูเขาไฟกานลาออน (Kanlaon) อยู่ในระดับเตือนภัย 3 ซึ่งหมายความว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการปะทุรุนแรง

โลกร้อน ธารน้ำแข็งละลาย ทำแผ่นดินไหว-ภูเขาไฟปะทุ ถี่ขึ้น
อ่าน

โลกร้อน ธารน้ำแข็งละลาย ทำแผ่นดินไหว-ภูเขาไฟปะทุ ถี่ขึ้น

ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่อง โลกร้อนขึ้น..ทำให้เกิดแผ่นดินไหวถี่ขึ้น..ระวังตัวด้วย ! โดยในโพสต์ ดร.สนธิ อ้างอิงถึงงานวิยจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโคโลราโดแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่อความถี่ของการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งอาจหมายถึง "สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปสามารถเปลี่ยนแปลงวงจรแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุได้" Climate change could lead to increase in earthquakes and volcanic eruptionsนักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดได้ทำการวิเคราะห์เทือกเขาซานเกรเดคริสโตทางตอนใต้ของรัฐโคโล ราโด ซึ่งเป็นเทือกเขาที่มีรอยเลื่อนที่ยังมีพลังและเคลื่อนตัวอยู่ตามแนวขอบด้านตะวันตกของรัฐ โดยผลการศึกษาบ่งชี้ว่ารอยเลื่อนดังกล่าวจะถูกยึดไว้ภายใต้แรงกดทับของธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็ง และเมื่อน้ำแข็งละลาย รอยเลื่อนก็จะยิ่งเคลื่อนตัวมากขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่ากิจกรรมแผ่นดินไหวตามรอยเลื่อนอาจเพิ่มขึ้นเมื่อธารน้ำแข็งเคลื่อนตัว จากสาเหตุที่โลกร้อนขึ้น ส่งผลทำให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วยิ่งขึ้น ดร.สนธิ ระบุในโพสต์ด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่พบในบันทึกทางธรณีวิทยาหลายเท่า โดย Cece Hurtado ผู้เขียนคนแรกซึ่งเป็นผู้นำการศึกษานี้ในฐานะวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทกล่าวว่า “เราพบเห็นสิ่งนี้ในธารน้ำแข็งบนภูเขาที่ละลายอย่างรวดเร็วในอลาสก้า หิมาลัยและเทือกเขาแอลป์ ในภูมิภาคเหล่านี้หลายแห่งยังมีรอยเลื่อนและการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกอย่างต่อเนื่อง และงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้น้ำแข็งและน้ำเปลี่ยนแปลงและเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกอย่างต่อเนื่อง อาจพบการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนและแผ่นดินไหวบ่อยขึ้น

ภูเขาไฟ 3 ลูก ใน 3 ประเทศ ปะทุขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
อ่าน

ภูเขาไฟ 3 ลูก ใน 3 ประเทศ ปะทุขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

สำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS รายงานการปะทุของภูเขาไฟ “คิลาเว” ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐฮาวาย ปะทุขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (22 เม.ย.) โดยปล่องภูเขาไฟขนาดเล็กบริเวณปล่องเหนือและปล่องใต้พ่นลาวาขึ้นสู่ท้องฟ้าสูง 200 เมตร ซึ่งนับเป็นการระเบิดเป็นครั้งที่ 18 ในรอบ 4 เดือน ตั้งแต่ภูเขาไฟลูกนี้เริ่มปะทุขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่ผ่านมาส่วนในวันเดียวกัน ที่เมืองคาตาเนีย บนเกาะซิซิลีของประเทศอิตาลี มีรายงานการปะทุของภูเขาไฟ “เอตนา” พ่นลาวาสีแดงคล้ายกับน้ำพุที่บริเวณปากปล่องภูเขาไฟ รวมถึงเถ้าถ่านจำนวนมากถูกพ่นขึ้นสู่ท้องฟ้า ภูเขาไฟเอตนาในอิตาลีเป็นภูเขาไฟที่มีพลังมากที่สุดในยุโรป มักเกิดระเบิดขึ้นบ่อยครั้งแต่ไม่ค่อยเป็นอันตราย การปะทุของภูเขาไฟคิลาเว และภูเขาไฟเอตนา มีชื่อเรียกลักษณะของการปะทุเป็นแบบ “ตรอมโบเลียน” นอกจากนี้ยังมีรายงานการปะทุของภูเขาไฟโปอาส ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงซานโฮเซ เมืองหลวงคอสตาริกา 50 กิโลเมตร เมื่อวันจันทร์ที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยสำนักภูเขาไฟฯ ของคอสตาริกา พบเถ้าถ่านและกลุ่มควันจำนวนมากถูกพ่นออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟขึ้นสู่ท้องฟ้า ความสูงกว่า 3 กิโลเมตร นานถึง 6 นาที ก่อนหน้านี้มีการประกาศเตือนภัยภูเขาไฟในระดับสีส้ม หรือระดับ 3 จากทั้งหมด 4 ระดับ แต่จากการปะทุครั้งล่าสุดยังไม่ได้ยกระดับคำเตือนภูเขาไฟเพิ่มขึ้นภูเขาไฟโปอาสมีความเคลื่อนไหวมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ทางการต้องออกคำเตือนนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้กับภูเขาไฟเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ก็ไม่ได้มีคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่ใกล้เคียง

เที่ยวญี่ปุ่น ปีนภูเขาไฟฟูจิต้องรู้! กฎใหม่ปี 2025 สำหรับนักท่องเที่ยว
อ่าน

เที่ยวญี่ปุ่น ปีนภูเขาไฟฟูจิต้องรู้! กฎใหม่ปี 2025 สำหรับนักท่องเที่ยว

เชื่อว่าการปีนภูเขาฟูจิที่ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประสบการณ์ที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่ตั้งแต่ฤดูกาลปีนเขาปี 2025 เป็นต้นไป มีกฎระเบียบใหม่ที่นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องรู้ และปฏิบัติตาม เพื่อความปลอดภัย และการจัดการจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ดังต่อไปนี้ครับ กฎใหม่ปี 2025 ปีนภูเขาไฟฟูจิต้องรู้! ปี 2025 การปีนฟูจิจะมีกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการดูแลสิ่งแวดล้อมบนภูเขา ภูเขาฟูจิจะเปิดให้ปีนได้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมไปจนถึงวันที่ 10 กันยายน 2025 ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเหมาะสม และเส้นทางปลอดภัยสำหรับการเดินเท้า นักท่องเที่ยวสามารถเลือกปีนภูเขาไฟฟูจิได้ผ่าน 4 เส้นทางหลัก ได้แก่ เส้นทางโยชิดะ (Yoshida Trail) จังหวัดยามานาชิ เส้นทางสุบาชิริ (Subashiri Trail) จังหวัดชิซูโอกะ เส้นทางโกเทมบะ (Gotemba Trail) จังหวัดชิซูโอกะ เส้นทางฟูจิโนะมิยะ (Fujinomiya Trail) จังหวัดชิซูโอกะ สำหรับเส้นทางโยชิดะ จ.ยามานาชิ เริ่มมีการเก็บค่าธรรมเนียม เป็นจำนวนเงิน 4,000 เยน/คน/ครั้งและจำกัดจำนวนผู้ปีนเขาที่ 4,000 คนต่อวัน จำเป็นต้องลงทะเบียนเพื่อขอรับใบอนุญาตเข้าปีนเขาล่วงหน้า สำหรับเส้นทางสุบาชิริ โกเทมบะ และฟูจิโนมิยะ จ.ชิสุโอกะ ลงทะเบียนล่วงหน้า และเพื่อความปลอดภัยจำเป็นต้องเรียนรู้กฎระเบียบและข้อปฏิบัติ รวมถึงทำแบบทดสอบก่อนเริ่มปีนจริง เริ่มมีการเก็บค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนเงิน 4,000 เยน/คน/ครั้งไม่มีการจำกัดจำนวนผู้ปีนเขา นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นปีนเขาได้ตามปกติ แต่ตั้งแต่ 14:00 น. ไปจนถึง 03:00 น. ของวันถัดไป จะอนุญาตเฉพาะผู้ที่มีใบจองที่พักล่วงหน้าบนภูเขาเท่านั้น จุดประสงค์ของข้อกำหนดนี้คือเพื่อป้องกันการเร่งปีนขึ้นภูเขาในเวลากลางคืนโดยไม่มีการพัก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้าและสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง นักท่องเที่ยวที่มีแผนจะปีนภูเขาไฟฟูจิในปีนี้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากแหล่งทางการ เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและอุปกรณ์ รวมถึงปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ====================

“ภูเขาไฟระเบิด 5 แห่ง -รอยเลื่อนแก่งคร้อ”  ข่าวปลอม - ข้อมูลคาดเคลื่อน
อ่าน

“ภูเขาไฟระเบิด 5 แห่ง -รอยเลื่อนแก่งคร้อ” ข่าวปลอม - ข้อมูลคาดเคลื่อน

ข่าวปลอมภัยพิบัติระบาด “ภูเขาไฟระเบิด 5 แห่ง -รอยเลื่อนแก่งคร้อ”กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในสัปดาห์นี้คือกรณี “เตรียมรับมือภูเขาไฟระเบิด 5 แห่งในประเทศไทย” ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยอ้างถึงภูเขาไฟในจังหวัดราชบุรี ขอนแก่น สุโขทัย กาฬสินธุ์ และบุรีรัมย์ ว่าอาจเกิดการระเบิดได้ แต่กรมอุตุนิยมวิทยายืนยันว่า ประเทศไทยไม่มีภูเขาไฟมีพลัง (Active Volcano) ที่สามารถระเบิดได้ในปัจจุบัน ประชาชนยังวิตกภัยพิบัติหลังเกิดแผ่นดินไหวซึ่งการแพร่กระจายของข้อมูลดังกล่าวมาจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้กระทรวงดีอีเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลวงที่สร้างความตื่นตระหนก พร้อมเน้นให้ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันผลกระทบจากข่าวปลอมที่บิดเบือนข้อเท็จจริง “รอยเลื่อนแก่งคร้อ” อีกหนึ่งข้อมูลบิดเบือนนอกจากนี้ ยังมีข้อมูลคลาดเคลื่อนในโซเชียลที่กล่าวอ้างว่า “จังหวัดชัยภูมิและขอนแก่นมีรอยเลื่อนแก่งคร้อที่อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหว” ซึ่งกรมทรัพยากรธรณียืนยันว่า “รอยเลื่อนแก่งคร้อ” เป็นรอยเลื่อนในอดีต ไม่ใช่รอยเลื่อนมีพลัง และไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวรุนแรงประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับรอยเลื่อนหรือแผ่นดินไหวได้ที่เว็บไซต์กรมทรัพยากรธรณี www.dmr.go.thหรือสายด่วน 0-2621-9615 เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม.

ภูเขาไฟ “เอตนา” ปะทุพ่นเถ้าถ่านและลาวาขึ้นฟ้ากลางดึก ยังไม่มีการยกระดับคำเตือน
อ่าน

ภูเขาไฟ “เอตนา” ปะทุพ่นเถ้าถ่านและลาวาขึ้นฟ้ากลางดึก ยังไม่มีการยกระดับคำเตือน

ภูเขาไฟ "เอตนา" ในอิตาลีระเบิดเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 11 เม.ย.ตามเวลาท้องถิ่น พ่นเถ้าถ่านและน้ำพุลาวาขนาดเล็กแบบสตรอมโบเลียน ( bursts of Strombolian activity ) ที่บริเวณปากปล่องภูเขาไฟที่มีชื่อว่า "เซาธ์อีสท์ เครเตอร์" (Southeast Crater) น้ำพุลาวามองเห็นเป็นสะเก็ดไฟสีแดงอย่างชัดเจนท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดด้านสถาบันธรณีฟิสิกส์และภูเขาไฟแห่งชาติของอิตาลี หรือ INGV รายงานว่า แรงสั่นสะเทือนในภูเขาไฟเอตนาได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว และล่าสุดทาง INGV ยังคงตรวจพบแหล่งที่มาของแรงสั่นสะเทือน จากข้างใต้ปล่องเซาธ์อีสท์ เครเตอร์อยู่ ที่บริเวณความสูง 2,900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ล่าสุด แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวกำลังเริ่มลดระดับลงแล้ว แต่ INGV ยังเตือนว่า ยังถือว่าแรงสั่นสะเทือนข้างใต้ภูเขาไฟ ยังคงอยู่ในระดับรุนแรงอยู่ในขณะนี้ด้านหน่วยงานสังเกตการณ์และแจ้งเตือนภัยภูเขาไฟต่อการบิน หรือ VONA ระบุว่า ไม่มีการยกระดับคำเตือนภัยภูเขาไฟเอตนาต่อเครื่องบิน โดยยังคงอยู่ในระดับสีส้มตามเดิม และสนามบินนานาชาติวินเซนโซ เบลลินี ในคาตาเนียของอิตาลี ก็ยังคงเปิดทำการตามปกติ

ภูเขาไฟ “ซากุระจิมะ” ปะทุ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้าสูง 2,600 เมตร ประกาศเตือนภัยระดับ 3
อ่าน

ภูเขาไฟ “ซากุระจิมะ” ปะทุ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้าสูง 2,600 เมตร ประกาศเตือนภัยระดับ 3

สำนักข่าวMinami Nippon Shimbun ของญี่ปุ่นรายงานว่า เมื่อเวลา 15.24 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้ (5 เม.ย.) ภูเขาไฟ “ซากุระจิมะ” ตั้งอยู่ที่จ.คาโงชิมะ ทางตอนใต้ของภูมิภาคคิวชู เกิดปะทุกขึ้นและพ่นเถ้าถ่านขึ้นสู่ท้องฟ้า ความสูง 2,600 เมตร เขม่าควันลอยปกคลุมท้องฟ้าจำนวนมาก แต่ไม่มีเศษหินตกกระจาย ซึ่งครั้งนี้นับเป็นการปะทุครั้งที่ 54 ของภูเขาไฟซากุระจิมะที่เกิดขึ้นในปีนี้ โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นได้ยกระดับแจ้งเตือนภัยเป็นระดับ 3 จากทั้งหมด 5 ระดับ จำกัดการเข้าถึงบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ภูเขาไฟซากุระจิมะ เป็นหนึ่งในภูเขาไฟมีพลังที่ยังคงปะทุอยู่เป็นประจำ ความสูง 1,117 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ในอ่าวคาโงชิมะ และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาสัมผัสธรรมชาติอันสวยงามย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.67 ที่ผ่านมา ภูเขาไฟซากุระจิมะเคยปะทุขึ้นรุนแรง พ่นเถ้าถ่านขึ้นท้องฟ้าสูงถึง 3,400 เมตร มาแล้ว การปะทุครั้งนั้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและความเสียหาย

การค้นพบใหม่ “เถ้าภูเขาไฟ” ทำให้สมองกลายเป็นแก้วดำ คล้ายหินออบซิเดียน
อ่าน

การค้นพบใหม่ “เถ้าภูเขาไฟ” ทำให้สมองกลายเป็นแก้วดำ คล้ายหินออบซิเดียน

นักมานุษยวิทยาทางนิติเวชจากมหาวิทยาลัย Napoli Federico II ในอิตาลี พบว่า “เถ้าภูเขาไฟ” ที่ตกใส่มนุษย์ ทำให้มนุษย์เสียชีวิตทันที และทำให้สมองของมนุษย์กลายหินสีดำคล้ายหินออบซิเดียน Pier Paolo Petrone นักมานุษยวิทยาทางนิติเวชจากมหาวิทยาลัย Napoli Federico II ในอิตาลี ได้ทำการศึกษาศพของชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตบนเตียงในเมืองโบราณเฮอร์คิวเลเนียม หลังเกิดเหตุภูเขาไฟวิสุเวียสในอิตาลีปะทุเมื่อปี 79 จนทำให้เมืองเฮอร์คิวเลเนียมและปอมเปอี ล่มสลายลงทันทีนักมานุษยวิทยาได้ค้นพบกับหินออบซิเดียนอยู่ภายในกะโหลกศีรษะของศพชายคนดังกล่าว และเชื่อว่า “เถ้าภูเขาไฟ” ที่ตกลงมาใส่เมืองอย่างกะทันหัน ทำให้ชายคนนี้เสียชีวิตทันที และสมองของเขาถูกเปลี่ยนไปเป็นหินสีดำคล้ายหินออบซิเดียนโดยสิ่งที่พบในกระโหลกของชายคนนี้คือ “หินสีดำ” ที่มีพื้นผิวมันวาว คล้ายกับหินออบซิเดียน หินแก้วธรรมชาติที่มีต้นกำเนิดจากภูเขาไฟ สีดำและมันเงาเกิดขึ้นจากการเย็นตัวของลาวาอย่างรวดเร็ว แต่หินสีดำที่พบในกระโหลกของมนุษย์ ต่างจากหินออบซิเดียน ตรงที่มันมีความเปราะบางมาก และพังทลายหรือแตกตัวได้ง่ายกว่า คล้ายกับแก้ว หลังตรวจสอบหินดังกล่าวแบบเชิงลึก พบว่ามันมีส่วนประกอบของโปรตีนและกรดไขมันที่พบได้ทั่วไปในเนื้อเยื่อสมองของมนุษย์ โดยระบบประสาทส่วนกลางทั้งหมดยังคงสภาพดีเป็นพิเศษ แสดงให้เห็นเซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายเส้นใยหนาแน่นที่เรียกว่าแอกซอนจากการค้นพบดังกล่าวสรุปได้ว่า ชายผู้นี้น่าจะเสียชีวิตจาก “เถ้าภูเขาไฟ” ที่มีความร้อนสูงและสามารถเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วได้ เนื่องจากหินสีดำที่ค้นพบนี้ เกิดขึ้นจากกระบวนการพิเศษ ที่ทำให้สารอินทรีย์ในสมองสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูงมากอย่างรวดเร็ว อย่างน้อย 510 องศาเซลเซียส และเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา หินที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนี้ทำให้สามารถเก็บรักษาเนื้อเยื่อสมองและโครงสร้างจุลภาคของสมองได้อย่างสมบูรณ์ผู้เสียชีวิตแทบไม่รู้สึกตัวหรือทันได้ทรมานด้วยซ้ำ จากการโดนเถ้าภูเขาไฟตกใส่…ข้อมูล japannews.yomiuri.co.jp/

ภูเขาไฟไอซ์แลนด์ปะทุ ลาวาทะลัก ทำแผ่นดินแยก
อ่าน

ภูเขาไฟไอซ์แลนด์ปะทุ ลาวาทะลัก ทำแผ่นดินแยก

เกิดเหตุภูเขาไฟปะทุในไอซ์แลนด์ เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ลาวาไหลออกมาเป็นเปลวไฟสีแดงฉานตลอดแนวทางไหล และทำให้พื้นดินเกิดรอยแยกเป็นทางยาวถึง 1.2 กิโลเมตร คุกคามเมืองประมง "กรินดาวิค" และสปาธรรมชาติชื่อดัง "บลู ลากูน" ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟด้านสำนักอุตุนิยมวิทยาไอซ์แลนด์ (IMO) รายงานว่า การระเบิดของภูเขาไฟทำให้เกิดแผ่นดินแยกหลายจุด ลาวาทะลุแนวกั้นที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันเมืองกรินดาวิค ส่งผลให้ท่อส่งน้ำร้อนในเมืองได้รับความเสียหาย ประธานสภาเมืองกรินดาวิคระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นปัญหาร้ายแรง และเมืองกำลังเผชิญอันตรายจากลาวาที่อาจไหลเข้าสู่ย่านที่อยู่อาศัย ก่อนที่ภูเขาไฟจะปะทุ มีรายงานแผ่นดินไหวหลายครั้งใกล้ปล่องภูเขาไฟ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวออกจากเมืองกรินดาวิค รวมถึงสปาหรู "บลู ลากูน" ล่วงหน้าหลายชั่วโมง ตำรวจประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอันตราย อย่างไรก็ตามแม้ว่าภูเขาไฟจะระเบิดในช่วงเช้า แต่ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน การเคลื่อนไหวของมันเริ่มลดลง ขณะที่การจราจรทางอากาศในไอซ์แลนด์ไม่ได้รับผลกระทบไอซ์แลนด์ตั้งอยู่บน "สันเขามิด-แอตแลนติก" (Mid-Atlantic Ridge) ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกสองแผ่น และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภูเขาไฟยังมีพลังมากถึง 33 ลูก โดยเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่นี้