รีเซต

ผลการค้นหา “#พรุ่งนี้ค่อยลด” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ครม.ไฟเขียวคง VAT 7% ถึง ก.ย. 70 พยุงค่าครองชีพ
อ่าน

ครม.ไฟเขียวคง VAT 7% ถึง ก.ย. 70 พยุงค่าครองชีพ

#ทันหุ้น ครม.ไฟเขียวขยายเวลาVAT 7%อีก1ปีถึง30ก.ย. 70พยุงค่าครองชีพรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ออกไปอีก 1 ปีนางสาวรัชดากล่าวว่าสาระสำคัญของมาตรการดังกล่าวเป็นการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในวันที่30กันยายน2569ออกไปอีก1ปีเริ่มตั้งแต่1ตุลาคม2569ถึงวันที่30กันยายน2570โดยคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น)หรือร้อยละ7 (รวมภาษีท้องถิ่น)เป็นการชั่วคราวสำหรับการขายสินค้าการให้บริการและการนำเข้าทุกกรณี"การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ7จะช่วยลดผลกระทบจากภาระค่าครองชีพช่วยกระตุ้นการบริโภคของประชาชนซึ่งจะส่งผลให้ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยและการลงทุนภาคเอกชนภายในประเทศสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายรวมถึงช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่ดีในการประกอบกิจการให้แก่ภาคเอกชน"นางสาวรัชดากล่าว

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
อ่าน

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,585-1,600 จุด โดยยังมี Sentiment บวกจากต่างประเทศหลังเม็ดเงินยังไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตามตลาดตอบรับเชิงบวกต่อการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านไปแล้วพอสมควร ทำให้ความร้อนแรงจะลดลงจากช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานอกจากนี้ยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุม Fed สัปดาห์นี้ ซึ่งแม้ตลาดจะคาดว่ายังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% เช่นเดิม แต่โฟกัสหลักจะอยู่ที่ถ้อยแถลงครั้งแรกของเควิน วอร์ช ว่าโทนจะออกมาตึงตัวหรือผ่อนคลายอย่างไร ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้ม Bond Yield รวมถึงค่าเงิน ปัจจุบันตลาดประเมินความน่าจะเป็นที่ Fed จะต้องขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ลดลงต่ำกว่า 60% โดยได้อานิสงส์จากแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคา Commodity ที่ลดลง เรายังคงมุมมองและความคาดหวังเชิงบวกต่อแนวโน้มกระแสเงินทุนระยะกลาง-ยาวที่มีโอกาสพลิกกลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นไทยใน 2H26 จากแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่จะทยอยลดลง และค่าเงินบาทที่คาดกลับมาแข็งค่า เราเชื่อว่าตลาดจะยังทยอยเกิด Sector Rotation ออกจากกลุ่มพลังงานและ Commodity เข้าหากลุ่ม Domestic/Consumption และ Yield Sensitive เช่น ไฟแนนซ์ ขนส่ง โรงไฟฟ้าSPP ท่องเที่ยว ค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งยัง Laggard ตลาดมากให้มีโอกาสกลับมา Outperformกลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง กระทบจำกัดหรือได้อานิสงส์บวกหากสงครามผ่อนคลายหุ้นเด่นเดือน มิ.ย : BGRIM, CPALL, CRC, ERW, STAFSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUPหุ้นเด่นวันนี้ : OSP• ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19 บาท• เราเริ่มเห็น upside ต่อกำไรใน 2H26 จากผลบวกของไทยช่วยไทย และปัญหาพม่าเริ่มคลี่คลาย แนวโน้มกำไร 2Q26 อาจดีกว่าที่เคยคาดเล็กน้อย อาจแตะระดับ 1.03 พันลบ. -11.1% q-q,+1.8% y-y เดิมคาด -3% y-y จากผลบวกของไทยช่วยไทย• เราคาด OSP เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสงครามที่คลี่คลาย เป็นบวกต่อต้นทุนเริ่มทรงตัวและอาจปรับลงในระยะถัดไป ขณะที่อีกจุดเด่นคือ dividend yield ราว 6-7% ต่อปี• แนวรับ 15.10-15 บาท แนวต้าน 15.80-16 บาทด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นแตะ 1600 จุดอีกครั้ง หลังมีโอกาสที่สหรัฐฯ-อิหร่าน จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิง และตลาดเริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้น Tech กันอีกครั้ง โดยเรามองกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ ไว้ที่ 1580-1610 จุดปัจจัยในประเทศนายกรัฐมนตรีอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลไทยเตรียมกู้ยืมเงิน 200,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1.2% จากตลาดภายในประเทศทั้งหมด การกู้ยืมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการกู้ยืมฉุกเฉินมูลค่า 400,000 ล้านบาทที่กำลังเป็นที่ถกเถียง เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับมาตรการบรรเทาค่าครองชีพและการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนนายเอกนิติ นิติธันประภาส รมว.คลัง กล่าวว่า ไทยอาจปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 จากปัจจุบันที่ 1.6% หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลง โดยระบุว่ารัฐบาลจะยังคงระมัดระวังเนื่องจากความไม่แน่นอนทั่วโลกยังคงมีอยู่"พิพัฒน์" เร่งดันไทยเป็น Aviation Hub ในปี 72 ดึงข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์กึ่งกลางอาเซียน ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางขนส่งภูมิภาค คาดผู้โดยสารสุวรรณภูมิทะลัก พร้อมดันโครงการ East Expansion จ่อคิวเข้า ครม.BIG LOT: วันนี้พบการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานใหญ่ TTB มีมูลค่าสูงสุด 9,244.98 ล้านบาท จำนวนกว่า 4 พันล้านหุ้น ในราคาเฉลี่ย 2.26 บาท/หุ้นBEM หั่นค่าโดยสาร MRT สีน้ำเงินลง 1 บาท เดินทางไกลจ่ายสูงสุด 44 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 69 ถึง 2 ก.ค. 71ร้านอาหารไซส์ S วอนรัฐปรับเกณฑ์ "ไทยช่วยไทยพลัส" ให้ธุรกิจที่มียอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท เข้าร่วมได้ หลังยอดขายร่วงหนัก เพื่อช่วยอุ้มชูผู้ประกอบการในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีFund Flow และตลาดการเงินตลาดหุ้น (SET): นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 353 ล้านบาท (รวม SET และ MAI)ตลาดตราสารหนี้: วันนี้มีมูลค่าการซื้อขายรวม 93,048 ล้านบาท• ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ 32.54/59 บาท/ดอลลาร์ แกว่งตัวในกรอบแคบตามทิศทางภูมิภาค คาดกรอบการเคลื่อนไหวพรุ่งนี้ที่ 32.50 - 32.70 บาท/ดอลลาร์ปัจจัยต่างประเทศ• สถานการณ์ตะวันออกกลาง: สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ข้อตกลงดังกล่าวมีกำหนดลงนามในสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยแผน 14 ข้อ รวมถึงการขยายเวลาหยุดยิงและการเจรจาใหม่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ยังมีประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้อีกหลายประเด็น ข้อตกลงนี้ได้รับการตอบรับด้วยความโล่งใจในตลาดและในหมู่รัฐต่างๆ ในตะวันออกกลาง แต่ประเทศอิสราเอลไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงต้องตัดสินใจเกี่ยวกับขั้นตอนสุดท้ายและแก้ไขปัญหาที่ยังค้างอยู่หุ้น EM พุ่งรับข้อตกลง: หุ้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาพุ่งขึ้นใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หุ้นและสกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนาปรับตัวสูงขึ้น หลังราคาน้ำมันร่วงลงจากข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของตลาดพลังงานมุมมองราคาน้ำมันจาก JPMorgan: JPMorgan กล่าวว่าน้ำมันอาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับหุ้นได้ ราคาน้ำมันที่ร่วงลงอาจจุดชนวนการชุมนุมในวงกว้างที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่าน ราคาน้ำมันอาจร่วงลงสู่ระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เกิดขึ้นใหม่ จะช่วยปลดล็อกสินทรัพย์ที่ถูกแช่แข็งและเพิ่มอุปทานให้กับตลาดโลก วอร์ดกล่าวขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,580 – 1,590 แนวต้าน 1,600 – 1,610 คาดดัชนียังได้ปัจจัยหนุนหลังปัจจัยเสี่ยงด้านราคาพลังงานปรับลดลง ซึ่งส่งผลบวกต่อกำลังซื้อในประเทศ และปัจจัยช่วยหนุนกลุ่ม Domestic Play โดยนักลงทุนยังอาจรอประเมินผลการประชุมเฟดในวันพรุ่งนี้ แนะนำทยอยซื้อธีม De-escalation เช่น AOT, BA, BH, BDMS, MINT, CENTEL, ERW / กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุน GULF, GSPC, BGRIM, AMATA, WHA, WHAUP, CK, STECON / กลุ่ม Domestic Play เช่น CPALL, CRC, TTB, KTB, KTC คาดได้ประโยชน์จากกำลังซื้อเริ่มฟื้นตัวGPSC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 45.00 บาท) ได้ Sentiment บวกจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผ่อนคลายลง แต่ระยะสั้นแนวโน้มกำไร 2Q69 ลดลง กดดันจากต้นทุนก๊าซของโรงไฟฟ้า SPP ที่ปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามคาดผลกระทบบางส่วนจะได้รับการชดเชยได้จากโรงไฟฟ้า IPP เก็คโค่-วัน ที่จะกลับมาเดินเครื่อง-ขาดทุนจากต้นทุนถ่านหินลดลง และผลประกอบการของ Avaada ดีขึ้น ส่วนภาพในระยะยาวมีปัจจัยหนุนจากเม็ดเงินลงทุน data center ในประเทศไทยหนุนความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยร่าง PDP ฉบับใหม่ที่จะเปิดเผยใน 3Q69 เพิ่มโอกาสให้ GPSC จากการต่ออายุโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ที่กำลังจะหมดอายุออกไปเพื่อรองรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น เบืองต้นอิงจาก consensus คาดกำไรปี 69-70 ที่ 5.63 พันล้านบาท -12%YoY และ 6.26 พันล้านบาท +11%YoYCENTEL* (ซื้อ /ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 39.94 บาท) ธุรกิจโรงแรมมี Sentiment บวกจากสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงในตะวันออกกลาง ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารมีความคาดหวังจาก Multiple Effect หลังเดือน มิ.ย.69 เริ่มใช้จ่าย “ไทยช่วยไทยพลัส” และบอลโลก ด้านกำไรสุทธิ 1Q69 ของ CENTEL* อยู่ที่ 2,143 ลบ.(+186%YoY, +120% QoQ) มีแรงหนุนทั้งจากกำไรพิเศษการขายสินทรัพย์ของJV และจาก Core Operation ของ CENTEL* ที่ดีขึ้น โดย ธุรกิจโรงแรมมีปัจจัยบวกจากโรงแรมที่ Renovate เสร็จสิ้น ส่วนธุรกิจอาหาร SSSG ยัง +1% ผ่านแบรนด์คัตซึยะและคีอานิซึ่งเป็นที่นิยม ทั้งนี้ การดำเนินงานปกติใน 2Q69-3Q69 อาจชะลอตัวกดดันตามฤดูกาล แต่มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวเด่นใน 4Q69

3 โบรกคาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน
อ่าน

3 โบรกคาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน

#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า SET INDEX บ่ายคาดติดแนวต้าน 1,583-1,586 จุด เข้าช่วง Sideways มีแนวรับ 1,570-1,574 จุด ขณะที่ภาพรายวันการฟื้นกลับจาก 1560 จุด ยังไม่เกิดการเปิด Upside-สถานการณ์ตะวันออกลางหาทางลงโดยทรัมป์ หลังจากอิหร่าน-อิสราเอล ส่งสัญญาณยุติการโจมตีเมื่อจันทร์ที่ผ่านมา และทรัมป์ประกาศหากอิสราเอลกลับไปทำสงครามกับอิหร่านอีกครั้ง อาจจะต้องทำโดยลำพัง กดราคาน้ำมันดิบ Brent ไม่พ้น 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กดดันหุ้นน้ำมันบ้านเรา-วันพุธนี้สหรัฐฯ ประกาศ CPI พ.ค. Consensus คาด Headline CPI จะเพิ่มขึ้น 4.2%YoY และ Core CPI จะปรับขึ้น 2.9%YoY หากออกมาตามคาดหรือสูงกว่า จะสอดคล้องรับกับตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร พ.ค. ที่สูงกว่าคาด แตะ172,000 ตำแหน่ง หนุนเฟด คงดอกเบี้ย Higher for Longer เพื่อกดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมาย 2% ล่าสุด FED Watch Tool คาดเฟดเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยใน ธ.ค. นี้ หรือปีหน้า แต่ความเป็นไปได้ยังต่ำกว่า 50%บล.เอเอสแอล ระบุว่าดัชนีช่วงเช้าปรับตัวขึ้นรีบาวด์กว่า 20 จุด ขานรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการเชิงบวก หลังอิสราเอลกับอิหร่านประกาศยุติการโจมตีตามแรงกดดันจากประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งผลให้ตลาดลดความกังวลต่อความเสี่ยง Supply Shock ด้านพลังงาน ส่งผลต่อ WTI-Brent ปรับตัวลงในช่วงเช้าวันนี้ นอกจากนี้ยังเห็นการฟื้นตัวของ DELTA ที่พยุงดัชนีตาม sentiment เชิงบวกจาก Semiconductor Index พุ่งขึ้น 5.6%อย่างไรก็ตามมองเพียงแค่เป็นปัจจัยบวกในระยะสั้น เพราะตลาดคาดว่า Headline CPI จะเร่งตัวขึ้นสู่ 4.2%YoY จาก 3.8% ในเดือนก่อน ขณะที่ Core CPI ขยับขึ้นสู่ 2.9% YoY สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย แม้เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรงจากตัวเลขจ้างงาน Nonfarm Payroll ที่ออกมาสูงถึง 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ภาพดังกล่าวทำให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักว่าเฟดอาจไม่มีการลดดอกเบี้ยในปีนี้ และเริ่มเพิ่มโอกาสต่อการขึ้นดอกเบี้ยช่วงปลายปีกลยุทธ์การลงทุน หากดัชนีสามารถปรับตัวยืนเหนือ 1,576-1,580 จุดได้มั่นคง จะเป็นโมเมนตัมบวก ลุ้นรีบาวด์กลับไปทดสอบแนวต้าน 1,592/1,600 จุดเป็นกรอบพิจารณาทำกำไรเล่นรอบบล.โกลเบล็ก ระบุว่า ดัชนีปรับตัวรีบาวด์ขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศหนุนนำโดยหุ้นกลุ่ม ETRON ประกอบกับคลายความกังวลเรื่องสงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐ อย่างไรก็ตามดัชนีในภาคเช้าปรับตัวขึ้นมาแรงเฉลี่ยใกล้เคียงกับตลาดหุ้นภูมิภาคแล้ว จึงคาดดัชนีในภาคบ่ายแกว่งตัวในกรอบ 1,575-1,585 จุดขณะที่ภาวะตลาดหุ้นภาคเช้าดัชนีเปิดโดดขึ้นในแดนบวกราว 13 จุด และแกว่ง sideway ในแดนบวกต่อเนื่อง แรงซื้อนำโดยหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์โดย DELTA บวก 20 บาท ส่งผลต่อดัชนีปรับขึ้น 19.7 จุด รีบาวด์ตามทิศทางหุ้นกลุ่มเทคฯ สหรัฐ แรงขายมาจากหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากข่าวในคืนที่ผ่านมาระบุว่าอิหร่านและอิสราเอลตกลงที่จะยุติการโจมตีส่งผลให้ดัชนีพักเที่ยงปิดตลาดที่ 1,581.84 จุด บวก 20.16 จุด หรือ 1.29% มูลค่าการซื้อขาย 42,614 ล้านบาท

คลังเตรียมเปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” 25 พ.ค.นี้
อ่าน

คลังเตรียมเปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” 25 พ.ค.นี้

#ทันหุ้น คลังเตรียมเปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” 25 พ.ค.นี้ จ่ายเดือนละ 1 พันบาท 4 เดือน รวม 4 พันบาท ให้เท่าเทียมทั้งผู้ถือบัตรคนจนและประชาชนทั่วไปรวม 43.2 ล้านคนพร้อมผสาน AI สร้างความมั่งคั่งให้คนตัวเล็ก ตั้งเป้าดีเดย์เริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานมันนี่เอ็กโป 2569 ว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมเปิดตัวโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” (Thai Chuey Thai Plus)ซึ่งเป็นการต่อยอดและรวมสิทธิจากโครงการคนละครึ่งและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าด้วยกันโดยมีกำหนดการเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนในวันที่25 พฤษภาคมนี้เพื่อเริ่มใช้สิทธิในวันที่1มิถุนายนเป็นต้นไปเขากล่าวว่าการรวมสิทธิและเกณฑ์การช่วยเหลือโครงการไทยช่วยไทยพลัสถูกออกแบบมาเพื่อลดความซ้ำซ้อนโดยการรวมฐานข้อมูลร้านค้าจากทั้งโครงการคนละครึ่งและร้านธงฟ้าเดิมเข้าเป็นฐานเดียวกันซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมแล้วประมาณ1.4ถึง1.5ล้านร้านค้าทั้งนี้ในส่วนของประชาชนสิทธิจะถูกแบ่งออกเป็น2กลุ่มหลักรวม 43.2 ล้านคนเพื่อให้เข้าถึงความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมได้แก่ กลุ่มแรก กลุ่มผู้มีรายได้น้อย คือ กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.2 ล้านคนจะได้รับวงเงินช่วยเหลือโดยไม่ต้องสมทบเงิน(ไม่ต้องจ่าย40/60)เนื่องจากเข้าใจถึงข้อจำกัดทางการเงินโดยเบื้องต้นคาดการณ์วงเงินอยู่ที่1,000 บาทต่อเดือน จากเดิมที่ได้รับ 300 บาทต่อเดือนกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มทั่วไปประมาณ 30 ล้านคนจะใช้รูปแบบการสมทบเงินเหมือนโครงการคนละครึ่งเดิมโดยหากใครที่เคยอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยแต่ปัจจุบันมีรายได้เพิ่มขึ้นเกินเกณฑ์ก็สามารถโยกมาใช้สิทธิในกลุ่มนี้ได้กลุ่มนี้จะได้รับเงิน 1,000 บาทต่อเดือน เมื่อใช้จ่ายรัฐจะออกให้ในสัดส่วน 60ประชาชนจ่าย 40ทั้งนี้ รัฐบาลวางแผนจะจ่ายเงินให้คนสองกลุ่มนี้เป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยแบ่งเป็น 2 เดือนแรก และ 2 เดือนหลัง โดยในช่วง2เดือนแรกจะใช้ฐานข้อมูลเดิมควบคู่ไปกับการเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้โอกาสกลุ่มที่ตกหล่นได้เข้าถึงสิทธิ“การแบ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆนี้เพื่อให้AIและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกระทรวงมหาดไทยสามารถตรวจสอบและทบทวนสิทธิรายได้ปัจจุบันของประชาชนได้อย่างรอบคอบเนื่องจากไม่ได้มีการปรับปรุงฐานข้อมูลมานานหลายปีสำหรับเกณฑ์การคัดเลือกยังคงอิงตามมติเดิมคือรายได้ไม่เกิน100,000บาทต่อปีและเกณฑ์ด้านสินทรัพย์อื่นๆเขากล่าวด้วยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสนี้ จะใช้AI เข้ามาช่วยเพิ่มความมั่งคั่งและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนถือเป็นสิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากเดิม คือ การนำเทคโนโลยี AIเข้ามาใช้ในแอปพลิเคชัน"ถุงเงิน"เพื่อช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อยโดย AIจะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ยอดขายและต้นทุนซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ว่าสินค้าชิ้นไหนขายดีรายรับ-รายจ่ายเป็นอย่างไรรวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลราคาวัตถุดิบ(เช่นเนื้อหมูเนื้อไก่เพื่อให้ร้านค้าบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้นเมื่อ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ต้นทุนให้พ่อค้าแม่ค้า จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อเนื่องจากรายได้ที่ถูกบันทึกและวิเคราะห์โดยAIจะถูกใช้เป็นหลักฐานทางการเงินเพื่อให้ร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันสามารถนำไปขอเงินกู้กับธนาคารของรัฐได้ง่ายขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงตามพฤติกรรมรายได้จริงช่วยลดปัญหาการพึ่งพิงเงินกู้นอกระบบขณะเดียวกัน ภาครัฐตั้งเป้าใช้โครงการนี้เป็นช่องทางในการสอนความรู้ด้านAIให้กับประชาชนทั่วประเทศเพื่อให้นำไปต่อยอดในการสร้างรายได้และอาชีพในอนาคตเขากล่าวด้วยว่า รัฐบาลไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะให้โครงการนี้เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นโครงการที่จะเข้ามาบรรเทาค่าครองชีพท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวนซึ่งรัฐบาลคาดหวังว่าการนำAIเข้ามาขับเคลื่อนจะช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวให้กับ"คนตัวเล็ก"และธุรกิจรายย่อยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

กบง.ไฟเขียวปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 ระยะ เริ่ม 5 บาทตั้งแต่ 24 เม.ย. 69
อ่าน

กบง.ไฟเขียวปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 ระยะ เริ่ม 5 บาทตั้งแต่ 24 เม.ย. 69

#ทันหุ้น-วันนี้ (23 เม.ย. 69) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน และดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานของประเทศในช่วงภาวะวิกฤตพลังงาน โดยให้ยกเลิกประกาศ กบง. ลงวันที่ 8 เมษายน 2569 และกำหนดอัตราปรับลดราคา ณ โรงกลั่นใหม่สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 เป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงวันที่ 24 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 5.00 บาทต่อลิตร และช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 3.00 บาทต่อลิตรการพิจารณามาตรการดังกล่าวเป็นผลจากการติดตามสถานการณ์ด้านราคาน้ำมันและต้นทุนการกลั่นอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากที่ กบง. มีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง 2.00 บาทต่อลิตร และได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นมา เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและลดราคาขายปลีกน้ำมันแก่ประชาชนจากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบจนเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในช่วงวันที่ 1–16 เมษายน 2569 พบว่า เมื่อพิจารณาตามหลักการที่คำนึงถึงต้นทุนส่วนเพิ่มจากสถานการณ์ผิดปกติช่วงวิกฤตพลังงาน อาทิ Crude Premium, Product Premium, War Risk Premium, ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ยังปรากฏผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่ 3.43 บาทต่อลิตร จึงเห็นควรนำผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม ภายใต้การคำนึงถึงความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของโรงกลั่นน้ำมันด้วยนอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ดำเนินการปรับปรุงแบบฟอร์มการรายงานข้อมูลจากโรงกลั่นน้ำมันให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถแยกรายละเอียดต้นทุนและองค์ประกอบต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนและแม่นยำมากขึ้น อันจะช่วยสนับสนุนการกำกับดูแลโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง“มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน เป็นการดูแลสมดุลระหว่างค่าครองชีพของประชาชนกับเสถียรภาพพลังงานของประเทศ โดยมุ่งบรรเทาภาระให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเดินหน้ามาตรการปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว โดยจะจัดทำและประกาศ กบง. เรื่อง การปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ฉบับที่ 2 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว

ธอส. ช่วยลูกค้า ผ่อน 1,000 ดอกเบี้ย 0% 3 เดือน
อ่าน

ธอส. ช่วยลูกค้า ผ่อน 1,000 ดอกเบี้ย 0% 3 เดือน

#ทันหุ้น ธอส.พร้อมเคียงข้างลูกค้าบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ–วิกฤตพลังงานผ่อนชำระเงินงวดเพียง1,000บาทต่อเดือนอัตราดอกเบี้ย0%นาน3เดือนดร.มหัทธนะอัมพรพิสิฏฐ์กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศแถบตะวันออกกลางที่ทำให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของลูกค้าปรับตัวสูงขึ้นธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐพร้อมเคียงข้างลูกค้าให้ผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไปให้ได้จึงเตรียมกรอบวงเงิน20,000ล้านบาทช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้โดยดำเนินการผ่านมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ(DC4)สำหรับลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ(SM)ที่กู้เงินกับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า1ปีให้ได้รับความช่วยเหลือนานสูงสุด1ปีเพื่อช่วยให้ลูกค้ากลับมามีความสามารถในการผ่อนชำระเงินงวดได้ตามปกติเพื่อรักษาบ้านของตนเองไว้ได้ต่อไปโดยมีรายละเอียดดังนี้เดือนที่1 – 3อัตราดอกเบี้ย0%ต่อปีและผ่อนชำระเงินงวดเพียง1,000บาทต่อเดือนเดือนที่4 - 6ลดเงินงวดผ่อนชำระโดยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย1.90% +100บาทเดือนที่7 -12ลดเงินงวดผ่อนชำระโดยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย2.90% +100บาทสำหรับลูกค้าที่ชำระเงินงวดเกินกว่าที่กำหนดเงินดังกล่าวจะถูกนำไปตัดดอกเบี้ยค้างชำระ(หากมี)และเมื่อผ่อนชำระครบตามเงื่อนไขให้ลูกค้ากลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญาเดิมต่อไป“ธอส.พร้อมทำหน้าที่เคียงข้างและช่วยประคับประคองลูกค้าในทุกช่วงเวลาเพื่อให้ลูกค้าเดินหน้าต่อไปได้ซึ่งมาตรการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการผ่อนชำระเงินงวดภายใต้แนวคิดBeyond Housing Bankที่เป็นมากกว่าการปล่อยกู้ธอส.คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้านที่อยู่เคียงข้างลูกค้าและเติบโตไปด้วยกัน”ดร.มหัทธนะกล่าวลูกค้าที่มีความประสงค์เข้าร่วมมาตรการสามารถลงทะเบียนผ่านApplication : GHB ALL BFRIENDตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่31ธันวาคม2569โดยสามารถแสดงหลักฐานการได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ/ธุรกิจ/การค้าหรือจากสภาวะทางเศรษฐกิจเพื่อประกอบการพิจารณาการเข้าร่วมมาตรการด้วยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่G H BANK Call Centerโทร. 0-2645-9000หรือFacebook Fanpageธนาคารอาคารสงเคราะห์และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่G H BANK Social Mediaทุกช่องทาง

รัฐบาลเคาะขึ้นราคาดีเซล 50 สตางค์ ก่อนค่อย ๆ ขยับเพดานไม่เกิน 33บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้น 1บาท, E20 ปรับลง 75 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้
อ่าน

รัฐบาลเคาะขึ้นราคาดีเซล 50 สตางค์ ก่อนค่อย ๆ ขยับเพดานไม่เกิน 33บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้น 1บาท, E20 ปรับลง 75 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้

#ทันหุ้น #2026 #SET #รัฐบาลเคาะขึ้นราคาดีเซล 50 สตางค์ ก่อนค่อย ๆ ขยับเพดานไม่เกิน 33บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้น 1บาท, E20 ปรับลง 75 สตางค์ มีผลพรุ่งนี้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน บอกว่า การประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก. ได้มีการขอขยับเพดานราคาน้ำมันดีเซลลงมาอยู่ที่ 33 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และใกล้เกคียงกีบประเทศมาเลเซียที่อยู่ที่ 32 บาท โดยกระทรวงพลังงานเตรียมทยอยปรับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร โดยจะมีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปในส่วนกลุ่มเบนซิน จะมีการปรับเปลี่ยนราคาในวันพรุ่งนี้ 1 บาทต่อลิตร ในขณะที่ E20 จะปรับลดลง 79 สตางค์ต่อลิตรนอกจากนี้ เตรียมดันไบโอดีเซล B10 และ B20 เป็นทางเลือกใหม่ เพิ่มเติมจาก B7 โดยจะมีราคาถูกกว่าเพื่อส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศและช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งจะขาย B20 ให้กับภาคอุตสากรรม ขนส่ง เกษตร และภาคก่อสร้าง ซึ่งจะมีจำหน่ายเฉพาะคลังน้ำมัน แต่คงต้องใช้เวลาสักระยะในการเตรียมการ

เช็กก่อนช้อป! 20 หุ้นจ่อ XD พรุ่งนี้
อ่าน

เช็กก่อนช้อป! 20 หุ้นจ่อ XD พรุ่งนี้

#ทันหุ้น - 20 หุ้นจ่อขึ้น XD พรุ่งนี้ (17 มี.ค.) นักลงทุนควรพิจารณาราคาหุ้นให้รอบคอบ แม้หลายบริษัทจ่ายปันผลน่าสนใจ นำโดย BH ปันผลรวม 9 บาท รวมปันผลพิเศษ แต่ราคาหุ้นอาจปรับลงตามกลไกหลังขึ้น XD ศึกษาข้อมูลและจังหวะลงทุนก่อนตัดสินใจADD XD หุ้นละ 0.09 บาทBH XD หุ้นละ 3.00 บาท หุ้นละ 6.00 บาท (ปันผลพิเศษ)BH-P XD หุ้นละ 3.00 บาท หุ้นละ 6.00 บาท (ปันผลพิเศษ)BIG XD หุ้นละ 0.01 บาทHPF XD หุ้นละ 0.133 บาทLALIN XD หุ้นละ 0.16 บาทMBK XD หุ้นละ 0.60 บาทMII XD หุ้นละ 0.15 บาทMNIT XD หุ้นละ 0.0330 บาทMNIT2 XD หุ้นละ 0.09 บาทMNRF XD หุ้นละ 0.03 บาทM-STOR XD หุ้นละ 0.110 บาทNVDA03 XD เบื้องต้นหน่วยละ 0.00017 บาทPYLON XD หุ้นละ 0.24 บาทSIRI XD หุ้นละ 0.08 บาทSONIC XD หุ้นละ 0.06 บาทTAIWANAI13 XD เบื้องต้นหน่วยละ 0.049435 บาทTAIWANHD13 XD เบื้องต้นหน่วยละ 0.375706 บาทTQR XD หุ้นละ 0.225 บาทWARRIX XD หุ้นละ 0.0563 บาทที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้อมูล ณ 16 มี.ค. 2569)“เช็กวัน XD ก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อไม่พลาดสิทธิรับเงินปันผล”

​บสย. ลดดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 5.25% ต่อปี มีผล 2 มี.ค. นี้
อ่าน

​บสย. ลดดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 5.25% ต่อปี มีผล 2 มี.ค. นี้

​#ทันหุ้น บสย. ลดดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 5.25% ต่อปี มีผล 2 มี.ค. นี้ ช่วยลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ลดภาระทางการเงิน พลิกฟื้นธุรกิจจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากระดับ 1.25% มาอยู่ที่ 1.00% ต่อปี โดยมีผลทันที เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว จากปัญหาเชิงโครงสร้าง เงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้น ประกอบกับสินเชื่อโดยรวมที่หดตัวต่อเนื่อง ทำให้สภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับผู้ประกอบการ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติมดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า บสย. ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.1% ต่อปี คงเหลือ 5.25% ต่อปี เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไปตลอดเวลาที่ผ่านมา บสย. ยืนหยัดในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะการลดภาระทางการเงิน เพื่อให้ SMEs สามารถประคับประคองธุรกิจ เดินหน้าต่อได้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน ที่เกิดจากการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวลดลง ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐ การ หดตัวของสินเชื่อโดยรวม และผลกระทบจากเหตุพิพาทชายแดนปัจจุบัน บสย. มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลม ผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” ลด ปลดหนี้ แก้หนี้ยั่งยืน พิเศษกลุ่มลูกหนี้ที่ต้องการ “ปลดหนี้” ปิดบัญชี ลดต้นสูงสุด 50% สำหรับลูกหนี้ “กลุ่มเปราะบาง” (หนี้คงเหลือไม่เกิน 2 แสนบาท) และลดต้นสูงสุด 40% สำหรับลูกหนี้ SMEs (หนี้คงเหลือมากกว่า 2 แสนบาท) ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปลดหนี้ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ส่วนลูกหนี้ที่ต้องการปรับโครงสร้างหนี้ บสย. มอบสิทธิประโยชน์หลากหลาย แบ่งตามความสามารถในการชำระหนี้ โดยชูจุดเด่น อาทิ ผ่อนเริ่มต้น 500 บาท ตัดต้นก่อนตัดดอก ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี มุ่งช่วยลูกหนี้ให้สามารถกลับมาเป็นลูกหนี้ปกติ และสามารถฟื้นฟูกิจการได้อีกครั้ง

IHL ออเดอร์คืนสนามรายได้โตไม่ต่ำ10%
อ่าน

IHL ออเดอร์คืนสนามรายได้โตไม่ต่ำ10%

#IHL #ทันหุ้น – IHL ออเดอร์ทยอยคืนสนาม ฟากผู้บริหาร “วศิน ดำรงสกุลวงษ์” ตั้งเป้ารายได้โตไม่ต่ำกว่า 10% ชี้โปรดักต์ไฮไลต์ “รองเท้า” มีลุ้นโตก้าวกระโดด ลูกค้าเรียงคิว ด้านเบาะรถยนต์คุมเกมทรงตัว โฟกัสไทย อาเซียนเป็นหลักนายวศิน ดำรงสกุลวงษ์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) หรือ IHL ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายหนังสำหรับเบาะรถยนต์ หัวเกียร์ มาลัย รวมถึงทำผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพรวมธุรกิจในปี 2569 คาดว่าจะมีความมั่นคงมากขึ้น หลังคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) เริ่มทยอยกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงภาวะปกติหรือเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 10% ปัจจัยหนุนหลักมาจากธุรกิจรองเท้าที่มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด จากการได้ลูกค้ารายใหม่เพิ่ม 2–3 รายเพิ่มสินค้าขณะที่ลูกค้าเดิมมีการเพิ่มจำนวนสินค้า (SKU) ใหม่มากขึ้นจากเดิม ส่วนธุรกิจเบาะรถยนต์คาดว่าจะทรงตัว โดยเน้นตลาดในประเทศและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก ซึ่งคาดว่ายอดขายในปี 2569 จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนอย่างไรก็ตาม บริษัทได้รับผลกระทบจากปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่า รวมถึงความกังวลของลูกค้าในปี 2568 เกี่ยวกับประเด็นการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ส่งผลให้ลูกค้าไม่ได้เร่งสต๊อกสินค้าเหมือนในอดีต แม้บริษัทจะมีการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากการมีทั้งการนำเข้าและส่งออก ทำให้ผลขาดทุนทางบัญชีจากค่าเงินไม่สูงมาก แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากลับส่งผลให้ตัวเลขรายได้ในงบการเงินดูชะลอลง โดยประเมินว่าเงินบาทควรเคลื่อนไหวในกรอบเฉลี่ย 33–35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐด้านโอกาสทางธุรกิจ บริษัทมองว่าไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้งในฐานะผู้นำเข้าวัตถุดิบและฐานการผลิต ส่งผลให้มีความได้เปรียบด้านความมั่นคงของซัพพลายและกำลังการผลิต จากการมีโรงงานหลายแห่งและศักยภาพในการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดลูกค้ายังให้ความสนใจให้บริษัทรับจ้างผลิตสินค้าสำเร็จรูป เช่น แจ็กเก็ตหนัง เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ แทนการส่งออกวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว เนื่องจากไทยมีข้อได้เปรียบด้านอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างอินเดีย ซึ่งถือเป็นโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ในอนาคต หากได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดรอเลือกตั้งขณะเดียวกัน ลูกค้าต่างชาติหลายรายยังอยู่ระหว่างรอความชัดเจนทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งในประเทศไทย เพื่อพิจารณาทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาการค้ากับสหรัฐ บริษัทแสดงความกังวลต่อประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หากดำเนินการอย่างรวดเร็วอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ โดยเห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนชีวิตของประชาชน รวมถึงเร่งปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ล่าช้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจและรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

3 โบรกฯ คาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน
อ่าน

3 โบรกฯ คาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน

#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า จีดีพีไตรมาส 3/68 ของสหรัฐ ขยายตัว 4.3% โตร้อนแรงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3/66 โดยสูงกว่า Consensus ที่ 3.3% และสูงกว่าไตรมาส 2/68 ที่ 3.8% และมีรายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก CB ธ.ค. อยู่ที่ 89.1 ต่ำกว่าคาดที่ 91.7 ส่งผลให้ทิศทางดอกเบี้ยจาก FED Watch Tool ยังให้น้ำหนักสูงถึง 85.6% ที่คาดว่าเฟด จะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.50% ในเดือน ม.ค. 69-กระทรวงการคลัง-ธปท.-ก.ล.ต. เตรียมมาตรการสกัดบาทแข็ง หลังพบธุรกรรมทองดันบาทแข็งสุดในภูมิภาค (+9.4%YTD, +4.2%MoM) โดยสัดส่วนขายดอลลาร์จากทองสูงถึง 45–62% ของแรงขายทั้งประเทศ จากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยวันละ 65,000 ลบ. สูงกว่าตลาดหุ้นไทย (ราว 42,000 ลบ.ต่อวัน)-มาตรการประกอบด้วย 1) บังคับแพลตฟอร์มรายงานธุรกรรมต่อกรมสรรพากร 2) พิจารณาเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับ Non-physical delivery 3) มาตรการของธปท. เช่นกำหนดเพดานวงเงินซื้อขายเพื่อสกัด Hot Money และมีการยืนยันตัวตน (KYC) คาดประกาศบังคับใช้ภายใน ม.ค.69 หากเงินบาทชะลอการแข็งค่า อาจเป็น Sentiment บวกต่อส่งออก/ท่องเที่ยว/โรงแรม ขณะที่มีการชี้แจงว่าการซื้อขาย USDTไม่มีนัยยะสำคัญต่อค่าเงิน-กระทรวงพาณิชย์เปิดแคมเปญ New Year Mega Sale 2026ระหว่าง 23 ธ.ค. 68 –31 ม.ค. 69 ลดราคาสินค้าและบริการสูงสุด 80% ทั่วประเทศ โดยมีผู้ประกอบการกว่า 250 รายเข้าร่วม และครอบคลุมสินค้ากว่าหมื่นรายการ ทั้งอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า บริการโรงแรม–สายการบิน และสินค้าเกษตร พร้อมจัดบูธจำหน่ายสินค้าชุมชนและชายแดนไทย–กัมพูชา คาดช่วยลดค่าครองชีพประชาชนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท บวกต่อค้าปลีกได้แก่หุ้น CPALL, CPAXT, CRC และ BJC ของตกแต่งบ้านได้แก่หุ้น DOHOME และ HMPRO ท่องเที่ยว–โรงแรมได้แก่หุ้น AOT, AAV, CENTEL, ERW, MINT-บ่ายคาด SET INDEX จะเคลื่อนไหวSideways อยู่ในกรอบ 1,264-1,278 จุดบล.เอเอสแอล ระบุว่าดัชนีช่วงเช้าแกว่งตัวออกด้านข้าง ปริมาณการซื้อขายชะลอลง ตามการเข้าใกล้วันหยุดปีใหม่ แม้ว่าเมื่อคืนจะได้ Sentiment เชิงบวกตลาดหุ้นสหรัฐทำนิวไฮ หลังรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/68 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด แต่ทั้งนี้ตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการในช่วงของวันคริสต์มาส ทำให้ขาดปัจจัยชี้นำจากต่างประเทศส่วนปัจจัยติดตามได้แก่ตัวเลขส่งออก พ.ย. ของไทย และสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าด้านการเมืองติดตามการประชุม GBC ที่จังหวัดจันทบุรี โดยวันที่ 24-26 ธ.ค.นี้จะเป็นการประชุมในระดับเลขานุกการเพื่อเตรียมร่างข้อตกลง และวันที่ 27 ธ.ค.จะเป็นการประชุมในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศกลยุทธ์การลงทุน ดัชนีแกว่งตัวออกด้านข้าง ระหว่างวันเน้นยืนที่แนวรับ 1,260/1,250 จุดไม่ควรต่ำกว่า ส่วนแนวต้านที่ 1,280/1,290 จุด ตามลำดับบล.โกลเบล็ก ระบุว่าดัชนียังแกว่งตัว Sideway ออกข้าง โดยมีแรงซื้อในหุ้น DELTA เป็นตัวพยุงตลาด ขณะที่แรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นตัวกดดันดัชนี กรอบดัชนีภาคบ่าย 1,265-1,280 จุดขณะที่ภาวะตลาดหุ้นภาคเช้าดัชนีเคลื่อนไหวผันผวน โดยมีแรงหนุนจาก Fund Flow ที่ไหลเข้ามา แรงซื้อนำโดยหุ้น DELTA ขณะที่มีแรงขายมากในหุ้นกลุ่มขนส่ง และพลังงาน เป็นปัจจัยกดดันดัชนีปรับตัวขึ้นได้อย่างจำกัด ทั้งนี้นักลงทุนจับตาการประชุม GBC ระหว่างไทยและกัมพูชา ส่งผลให้ดัชนีพักเที่ยงปิดตลาดที่ 1,270.34 จุด ลบ 0.77 จุด หรือ 0.06% มูลค่าการซื้อขาย 17,824.13 ล้านบาท

3 โบรกฯ คาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน
อ่าน

3 โบรกฯ คาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน

#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ความตึงเครียดเวเนซุเอลา–สหรัฐฯ โดยเฉพาะการสกัดเรือบรรทุกน้ำมันและสัญญาณทางทหาร จะสร้าง Geopolitical Premium ให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นในกรอบ +2% ถึง +5% ชั่วคราว (BRENT และ WTI) เนื่องจากความเสี่ยงอุปทาน ส่งผลให้เกิดแรงเก็งกำไรในหุ้น PTTEP, PTT, TOP, SPRC, OR และ PTG แต่ถ้าไม่มีการปิดล้อมเต็มรูปแบบหรือปะทะจริง ผลกระทบจะจำกัดและผันผวนระยะสั้น-คืนวันนี้เวลา 20.30 น. รอดูตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 3/68 ของสหรัฐฯ Consensus คาดโต 2.6%QoQ สูงกว่าไตรมาส 2/68 ที่ 2.1% กรณีออกมาตามคาดหรือสูงกว่า จะส่งผลชั่วคราวต่อคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ย ขณะที่ล่าสุด FED Watch Tool คาด ม.ค. 2569 เฟดลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ลงสู่ 3.50%-พรุ่งนี้คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) จะร่วมประชุมเพื่อหารือการตรวจสอบการหยุดยิง หลังเมื่อวาน รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาใช้ความอดกลั้นสูงสุดและยุติการสู้รบทุกรูปแบบโดยเร็วที่สุด พร้อมผลักดันกลไกทวิภาคีเพื่อฟื้นฟูสันติภาพชายแดน กรณีหยุดยิงได้จริงในเชิงปฏิบัติ จะเกิดแรงซื้อกลับในหุ้น CBG, OSP, OR, BCH, BH, CHG, PR9, SCC และ SCCC-เงินบาทแข็งค่าสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี เช้านี้แตะ 31.09 บาท ขณะที่ 13.30 น. ปลัดกระทรวงการคลังผู้ว่าแบงก์ชาติ- เลขาธิการ ก.ล.ต. ตั้งโต๊ะแถลงมาตรการสกัดบาทแข็ง อาจจะมีมาตรการกำกับดูแลควบคุมธุรกรรม FX และพิจารณามาตรการภาษีเพื่อชะลอแรงซื้อขายทองคำที่กระทบต่อเงินบาทที่แข็งค่าในอัตราเร่ง ระยะสั้นคาดช่วง 30.50-31 บาทเป็นแนวที่จะมีการอ่อนค่ากลับ หุ้นได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าได้แก่หุ้น HANA, DELTA, KCE, TU, ITC, CPF, AOT, AAV, CENTEL, ERW, MINT, AWC, BCH, BH และ BDMS-บ่ายคาด SET INDEX จะเคลื่อนไหวSideways อยู่ในกรอบ 1,266-1,280 จุดบล.เอเอสแอล ระบุว่าดัชนีช่วงเช้าแกว่งตัวอิงทางบวก โดยมีแรงซื้อกลับหุ้นบิ๊กแคป จากความคาดหวัง Santa Claus Rally รวมถึงแรงหนุนหุ้นพลังงานน้ำมัน หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตามมีแรงขายทำกำไรในหุ้น DELTA ออกมากดดันตลาดราว 5 จุด ด้านปริมาณการซื้อขายชะลอลง ตามการเข้าใกล้วันหยุดปีใหม่ โดยตลาดสหรัฐเองก็จะปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาสกลางสัปดาห์ด้านปัจจัยการเมืองในประเทศ ติดตาม กกต.ประชุมเตรียมจัดเลือกตั้ง สส.และออกเสียงประชามติกลยุทธ์การลงทุน ดัชนีปรับตัวขึ้น ระหว่างวันมีแนวต้านที่ 1,280 จุด หากผ่านยืนแนวต้านถัดไปที่ 1,290 จุด ส่วนแนวรับที่ 1,270/1,260 จุดไม่ควรต่ำกว่าบล.โกลเบล็ก ระบุว่าดัชนียังแกว่งตัว Sideway ออกข้าง โดยยังขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนตลาด ประกอบกับมีวันหยุดเทศกาลคริสต์มาสช่วงปลายสัปดาห์ กรอบดัชนีภาคบ่ายอยู่ที่ 1,265-1,280 จุดขณะที่ภาวะตลาดหุ้นภาคเช้าดัชนีเคลื่อนไหวในแดนบวก จากเงินบาทแข็งค่า หนุน Fund Flow นักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามา โดยมีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มพลังงาน ค้าปลีก และขนส่ง เป็นปัจจัยหนุน อย่างไรก็ตามมีแรงขายทำกำไรในหุ้น DELTA หลังวานนี้ปรับตัวขึ้นแรง เป็นปัจจัยกดดันดัชนีปรับตัวขึ้นได้อย่างจำกัด ส่งผลให้ดัชนีพักเที่ยงปิดตลาดที่ 1,272.34 จุด บวก 2.66 จุด หรือ 0.21% มูลค่าการซื้อขาย 17,693.20 ล้านบาท

AOT โบรกฯ มองยุบสภาไม่กระทบการปรับขึ้นค่า PSC
อ่าน

AOT โบรกฯ มองยุบสภาไม่กระทบการปรับขึ้นค่า PSC

#AOT #ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ AOT เกี่ยวกับการปรับขึ้นค่า PSC ซึ่งกบร.อนุมัติไปแล้วนั้น ตามขั้นตอนจะต้องเสนอให้รมว.คมนาคมลงนาม แต่เนื่องจากมีการยุบสภา การลงทุนจะลงนามที่มีผลผูกพันอาจจะต้องรอรัฐบาลใหม่หรือไม่ หากมีการเสนอเข้ามาก็จะเสนอไปที่ ครม. เพื่อให้สอบถาม กกต. ว่าสามารถลงนามประกาศปรับค่า PSC ได้หรือไม่ฝ่ายวิจัย ระบุว่า ตามที่เคยนำเสนอว่าหลังยุบสภา โดยรมว.รักษาการ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 169 ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีครม. ใหม่ แต่การบริหารจะมีข้อจำกัด 4 ข้อ ซึ่งมี 2 ข้อที่เกี่ยวข้องคือ 1.) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการที่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อรัฐบาลชุดถัดไป เว้นแต่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปีและ 2.) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้งและไม่กระทำอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบของ กกต.ฝ่ายวิจัยมองว่า การขึ้น PSC ไม่ได้เกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี และได้รับความเห็นชอบจาก กบร. ไปก่อนหน้ายุบสภาแล้วนั้น จึงมองว่าโอกาสลงนามยังมีอยู่ทั้งนี้ กรณีที่การลงนามของ รมว. คมนาคม ช้าออกไปเพราะปัจจัยทางการเมืองย่อมมีผลกระทบต่อประมาณการปี 2569 (สมมติฐานรับรู้ PSC ใหม่ 6 เดือนตั้งแต่ เม.ย. 69) แต่จาก Timeline การเลือกตั้งช่วง ก.พ. 2569 รวมระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล จึงประเมินผลต่อประมาณการปี 2570 (ต.ค. 69 – ก.ย. 70) ซึ่งเป็นปีแรกที่รับรู้ผลบวกจากการขึ้น PSC เต็มปียังดูจำกัด ตามความเห็นฝ่ายวิจัยโดย ราคาหุ้นอาจมีแรงกดดัน หลังปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้า แต่น้ำหนักหลักของราคาเหมาะสมอยู่ตั้งแต่ปี 2570 (ราคาเหมาะสม ปี 2570 เบื้องต้นไม่เกิน 63 บาท) อยู่ฝั่งซื้อ เมื่อราคาย่อตัวนอกจากนี้กลุ่มท่องเที่ยว ยังมีแรงหนุนจากโอกาสในการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนมาไทยในปีหน้าเพราะฐานต่ำในปีนี้ ซึ่งหุ้นใหญ่ในกลุ่มฯ ที่ให้คำแนะนำ Outperform ได้แก่ CENTEL และ MINT (RevPar โรงแรม EU ต.ค. - พ.ย. บวก Mid single digit ประเมินบวกต่อการขยายตัวของกำไรฯ เชิง YoY งวดไตรมาส 4/68 )

3 โบรกฯ คาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน
อ่าน

3 โบรกฯ คาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน

#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ทิศทางดอกเบี้ยของเฟด ในปี 2569 คาดอย่างน้อยปรับลง 1 ครั้งในเดือน ม.ค. โดยล่าสุด FED Watch Tool ให้น้ำหนัก 75.6% ดังนั้นตามดูรายงานเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หากอ่อนแอกว่าคาด จะยิ่งยืนยันโอกาสปรับลงดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น คืนนี้ 20.30 น. การจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน พ.ย. คาดที่ 50,000 ตำแหน่ง, อัตราการว่างงาน พ.ย. คาดทรงตัวที่ 4.4%, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการเดือน ธ.ค. และ 18 ธ.ค. Headline CPI และ Core CPI พ.ย. คาด 3.1%YoY และ 3.0%YoY รวมทั้งจำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก-พรุ่งนี้ กนง. น่าจะลดดอกเบี้ย 0.25% ลงสู่ 1.25% ตามคาด จากเศรษฐกิจไทยที่สุ่มเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Technical Recession หากจีดีพีไตรมาส 4/68 โตติดลบติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 (3Q68 GDP โต -0.6%QoQ) บวกต่อหุ้นอิงดอกเบี้ยขาลงได้แก่หุ้น MTC, SAWAD, TIDLOR, AEONTS, AP, SC, SIRI, LH และ SPALI-กำหนดการเลือกตั้งอาทิตย์ 8 ก.พ. 2569 ทำให้ SET INDEX มี Downsideจำกัด คาดแนวรับ 1,230-1,247 จุดเป็นฐานที่จะทรงตัวถึงเด้งกลับ และคาดหวัง Election Rally ตามสถิติ SET INDEX จะฟื้นได้ราว 2–5% หลังเลือกตั้ง 5–8 เดือน-ช่วง Election Rally 1. BANK– ได้ประโยชน์จากคาดลดดอกเบี้ยต่อเนื่องหลังเลือกตั้ง 2.CONSUMP ได้แก่หุ้นCPALL, HMPRO, DOHOME และ GLOBAL – แรงหนุนมาตรการรัฐช่วงหาเสียง 3. กลุ่ม COMMU ได้แก่หุ้น ADVANC, TRUE 4.กลุ่ม FIN ได้แก่หุ้น MTC, SAWAD, TIDLOR และ AEONTS – แรงหนุนจากแผนลดดอกเบี้ย กระตุ้นการใช้จ่ายหลังเลือกตั้ง5. ENERG, 6.กลุ่ม CONMAT, CONS - แรงหนุนงบลงทุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่หุ้น GULF, WHA, AMATA, BGRIM-คนละครึ่งเฟส 2 ยุติ หลังเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ กกต.ยืนยันว่า ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ ที่จำกัดอำนาจของครม. ที่พ้นจากตำแหน่ง-บ่ายคาด SET INDEX วิ่ง 1,255-1,272 จุดบล.เอเอสแอล ระบุว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรง มองเป็นการพักฐาน จากปัจจัยลบต่างประเทศ โดยรอข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ เช่นตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร และดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI พ.ย. เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดขณะที่ปัจจัยภายในประเทศรับแรงกดดันจากแรงขายหุ้น DELTA ที่ตลาดมองว่า overvalued รวมถึง Fund flow ที่ไหลออกจากหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสู่กลุ่ม value มากขึ้น ตามความกังวลในฟองสบู่ AI ปัจจัยต่อมาคือรอผลการประชุมกนง.ในวันพรุ่งนี้ ที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.25% , กระทรววการคลังประเมินเบื้องต้นโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ต้องยุติไป เนื่องจากเข้าสู่การพิจารณาในครม.ไม่ทันก่อนยุบสภา กระทบต่อกำลังซื้อที่ขาดความต่อเนื่องในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้ากลยุทธ์การลงทุน ดัชนีย่อตัวลงหลุด EMA 5-10 วันที่ 1,263-64 จุดเป็นโมเมนตัมลบ ระยะสั้นมีโอกาสทดสอบแนวรับถัดไปที่ 1,260-54 จุดเป็นกรอบพิจารณาเล่นรอบ แนวต้านทดสอบ 1,264/1,274 จุดบล.โกลเบล็ก ระบุว่า ดัชนีปรับตัวลงพักฐานจากวานนี้ที่ปรับตัวขึ้นแรง โดยดัชนียังขาดปัจจัยใหม่เข้ามากระทบทำให้ปรับตัวขึ้นได้จำกัด มองกรอบดัชนีภาคบ่าย 1,250-1,267 จุดขณะที่ภาวะตลาดหุ้นภาคเช้าดัชนีปรับตัวลงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ โดยมีแรงขายหลักจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย DELTA ซึ่งกดดันดัชนีราว -9.3 จุด และมีแรงขายเพิ่มเติมจากหุ้นกลุ่มพลังงาน และค้าปลีก ส่งผลให้ดัชนีพักเที่ยงปิดตลาดที่ 1,261.03 จุด ลบ 12.37 จุด หรือ 0.97% มูลค่าการซื้อขาย 16,638.44 ล้านบาท

MINT เอเซียพลัส มองซื้อหุ้นคืน 500 ลบ.มีมูลค่าเหมาะสม
อ่าน

MINT เอเซียพลัส มองซื้อหุ้นคืน 500 ลบ.มีมูลค่าเหมาะสม

#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ซึ่งได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ภายในวงเงิน 500 ล้านบาท หรือจำนวนไม่เกิน 23 ล้านหุ้น หรือ 0.41% กำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2568 ถึง 2 มิ.ย. 2569ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส จึงมองว่า ภายใต้แผนขยายธุรกิจในอนาคตให้น้ำหนักไปในรูปแบบ Asset-lightภาพรวมจึงมองว่ามูลค่าการซื้อหุ้นคืนเหมาะสม แม้ว่าวงเงินซื้อหุ้นคืนข้างต้นไม่สูง แต่ฝ่ายวิจัยมองว่าบริษัทฯ ต้องการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่าราคาหุ้นปัจจุบันถูกเกินไปตามมุมมองของผู้บริหาร (PER ซื้อขาย 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย Pre-COVID ราว 35 เท่า)กลยุทธ์การลงทุน ยังคงคำแนะนำ Outperform จากปัจจัยหนุนเชิงมหภาค หลังค่าเงินบาท เทียบยูโร QTD อ่อนค่า 4% ช่วยให้กำไรปกติของโรงแรมในยุโรปงวดไตรมาส 4/68 ดีขึ้นในรูปเงินบาท ประกอบกับค่าพลังงานในยุโรปปรับลงต่อเนื่อง จะดีต่อมาร์จิ้นของโรงแรมในยุโรปปีหน้าราคาหุ้น MINT ช่วงบ่ายเคลื่อนไหวอยู่ที่ 21.80 บาท บวก 0.40 บาท หรือ 1.87% มีมูลค่าการซื้อขาย 475.36 ล้านบาท

หุ้นพลังงาน มุมมอง “ดาโอ” หลัง OFFO ประกาศลดน้ำมันเบนซิน-ดีเซล
อ่าน

หุ้นพลังงาน มุมมอง “ดาโอ” หลัง OFFO ประกาศลดน้ำมันเบนซิน-ดีเซล

#ทันหุ้น - บล.ดาโอ ระบุวานนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (OFFO) ได้พิจารณาสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลก และให้ความสำคัญกับการดูแลภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน จึงสั่งให้มีการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลง Bt0.5/litre และน้ำมันเบนซินลง Bt0.3/litre โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค.2568 ทั้งนี้ การลดราคาดีเซลดังกล่าว นับเป็นการปรับลดต่อเนื่องจากเมื่อต้นเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา (3 ต.ค.) โดยลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลง Bt0.5/litre จาก Bt31.44/litre เป็น Bt30.94/litre สำหรับประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil fuel fund) ณ วันที่ 19 ต.ค.2568 ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดย Oil fuel fund ติดลบอยู่ที่ 1.48 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 2.69 หมื่นล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 4.17 หมื่นล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้า Oil fuel fund ประเภทน้ำมันเบนซินในครั้งนี้ จะทำให้รายรับของน้ำมันเบนซินลดลงเหลือประมาณวันละ 83.17 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 92.79 ล้านบาท ขณะที่รายรับจากกลุ่มน้ำมันดีเซลยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ประมาณวันละ 61.70 ล้านบาทเท่าเดิม (ที่มา: Energy News Center, Infoquest)ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อยต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน จากแนวโน้มราคาขายปลีกน้ำมันที่ลดลงมาน่าจะส่งผลให้อุปสงค์การใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสูงขึ้นได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าแนวโน้มค่าการตลาดน้ำมัน (marketing margin) จะทรงตัว HoH ใน 2H68E จากแรงกดดันที่น้อยลงจากฐานะ Oil fuel fund ที่ดีขึ้นและราคาขายหน้าโรงกลั่น (ex-refinery) ที่อ่อนตัวลงตามราคาน้ำมันดิบอย่างไรก็ดี ปริมาณขายผลิตภัณฑ์น้ำมันน่าจะอ่อนตัวลง QoQ ใน Q3/68E ตามอุปสงค์ที่ลดลงในช่วงฤดูฝน ฝ่ายวิจัยยังคงน้ำหนักการลงทุน "เท่ากับตลาด" สำหรับกลุ่มพลังงานและคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มโรงกลั่น ซึ่งน่าที่จะเห็นผลประกอบการปกติฟื้นตัว QoQ ใน Q3/68E ตามแนวโน้มผลขาดทุนจากสต๊อก (stock loss net of NRV) ที่เป็นไปได้ที่ลดลง โดยฝ่ายวิจัยมีคำแนะนำสำหรับหุ้นโรงกลั่น ดังนี้ SPRC (ซื้อ/เป้า 6.00 บาท) และ BCP (ซื้อ/เป้า 34.00 บาท), TOP (ถือ/เป้า 33.00 บาท) ในขณะที่ กลุ่มค้าปลีกน้ำมันฝ่ายวิจัยมีคำแนะนำ คือ OR (ถือ/เป้า 12.50 บาท) และ PTG (ถือ/เป้า 8.80 บาท)

KGI จัด 2 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน
อ่าน

KGI จัด 2 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน

#ทันหุ้น – บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จัด 2 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ KGI จัด 2 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ให้เป้า Consensus 3.05 บาท โดย 1) ประเมินรูปแบบราคา Sideway up ประเมินแนวรับ 2.08 บาท / แนวต้าน 2.16 – 2.22 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 2.3 บาท (Stop loss 1.98 บาท) 2) ประเมิน Sentiment บวกจาก โครงการโซลาร์ชุมชน (ผ่าน ครม. เศรษฐกิจแล้ว) ฝ่ายวิจัยประเมินโครงการโซลาร์ชุมชน จะช่วยหนุนยอดขายอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ขณะที่ Consensus คาดกำไรปี 2569 จะกลับมาโต +10% YoY จากการเริ่มรับรู้รายได้โครงการที่ทยอย COD 3) Valuation ยังไม่แพง PBV 1.35 เท่า (-1 SD) Forward PE 11 เท่า Dividend yield 4.6%หุ้น KTC ให้เป้าพื้นฐาน 38 บาท โดย 1) ประเมินรูปแบบราคา Sideway สร้างฐานรอสัญญาณ Break กรอบฯ ประเมินแนวรับ 30 บาท / แนวต้าน 31.5 – 33.5 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 36 บาท (Stop loss 29.25 บาท) 2) ประเมินคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นมาก + ต้นทุนดอกเบี้ยขาลง ประมาณการฯมี Upside จากผลการดำเนินงาน Q3/68 คุณภาพสินทรัพย์ของ KTC* ดีขึ้นมาก ลด Credit cost ลง ส่งผลให้แนวโน้มประมาณการฯ Q4/68 – 2569 มี Upside ขณะที่คาดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และคาดมาตรการกระตุ้นการบริโภคอื่นๆ (คล้าย ช้อปดีมีคืน) จะหนุนการเติบโตยอดสินเชื่อบัตรเครดิต … คาดสัปดาห์หน้า Fed ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% หนุน Sentiment การลงทุนหุ้นกลุ่ม Non-bank 3) Valuation ถูก Forward PE 10 เท่า (-1.75 SD) Dividend yield 4.9%

คลังชี้คนละครึ่ง-เพิ่มเงินคนจน ดันบริโภคเอกชนเพิ่มเกือบ1%
อ่าน

คลังชี้คนละครึ่ง-เพิ่มเงินคนจน ดันบริโภคเอกชนเพิ่มเกือบ1%

#คลัง #ทันหุ้น – คลังประเมิน “คนละครึ่ง-เพิ่มเงินคนจน” หนุนบริโภคภาคเอกชนเพิ่มเกือบ 1% ธุรกิจค้าปลีก-อาหารเครื่องดื่ม-เอสเอ็มอีรับอานิสงส์ สรรพากรได้ภาษีเพิ่ม 6 พันล้านบาท ชงมาตรการเข้าครม.อังคารนี้แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเผยว่า กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัสและการเพิ่มเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยเพิ่มการบริโภคภาคเอกชนได้ราว 0.87% หรือเกือบ 1% จากเม็ดเงินที่ใส่เข้าไปในระบบ 6.7 หมื่นล้านบาท*กระตุ้นการบริโภคทั้งนี้ ผลจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐดังกล่าว จะทำการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากกรณีฐาน ( Baseline) โดยมาจากผลของการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.35% และมาตรการคนละครึ่ง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.52% ขณะที่ทั้ง 2 มาตรการนี้ จะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นราว 0.3%โดยเม็ดเงินจะกระจายตัวสู่เศรษฐกิจฐานรากเป็นหลัก ดังนั้น ภาคเศรษฐกิจที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากทั้งสองมาตรการดังกล่าวและมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภาคการค้าปลีก (โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย), กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มบริการส่วนบุคคล ซึ่งครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ในวงกว้างนอกจากนี้ มาตรการคนละครึ่งและการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไปกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย จะทำให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยคาดว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้เพิ่มขึ้นจากใช้จ่ายดังกล่าวราว 6 พันล้านบาท โดยมีสมมติฐานการคำนวณจากฐานการบริโภคภาคเอกชนประมาณการที่ 10 ล้านล้านบาท และอัตรา VAT 7%ทั้งนี้ จากการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมนี้ คาดว่า การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวที่ 3.1% ต่อปี ในช่วงคาดการณ์ที่ 2.6% ถึง 3.6%)*33 ล้านคนรับอานิสงส์สำหรับมาตรการคนละครึ่งพลัสและการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ 33 ล้านคน แบ่งเป็น 1.ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน ที่จะได้รับเงินเพิ่มอีก 1,700 บาทต่อคน เมื่อรวมกับที่ได้รับต่อเดือน 300 บาท รวมเป็น 2,000 บาทต่อคน โดยสามารถใช้เงินซื้อสินค้าในร้านค้าธงฟ้าของกระรวงพาณิชย์ จะทยอยซื้อหรือซื้อครั้งเดียว 2 พันบาทก็ได้ แต่ต้องใช้ให้หมดภายธันวาคมนี้2.ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี 9 ล้านคน จะได้รับวงเงิน จากโครงการคนละครึ่ง วงเงินคนละ 2 พันบาท โดยรัฐออกให้ 50% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน โดยต้องใช้จ่ายให้หมดภายธันวาคมนี้3.ประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี มี 11 ล้านคน ได้รับวงเงินใช้จ่ายคนละ 2,400 บาท โดยรัฐออกให้ 50% แต่ไม่เกิน200บาทต่อวัน ต้องใช้จ่ายให้หมดภายในธันวาคมนี้ทั้งนี้ โครงการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครม.ได้อนุมัติโครงการไปแล้วเมื่อวันอังคารที่ 30 กันยายนนี้ ส่วนโครงการคนละครึ่ง ที่จะเข้าครม.ในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ และจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน 20-26 ตุลาคม และประชาชนจะเริ่มใช้โครงการนี้ได้ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้นั้น เม็ดเงินที่จะใช้รวมกันราว 6.7 หมื่นล้านบาท ส่วนร้านร้านที่จะเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 15 ตุลาคมจนถึงจบโครงการในเดือนธันวาคมนี้สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เตรียมผลักดันออกมาในระยะนี้ คือ โครงการคนละครึ่งพลัส วงเงินดำเนินการรวม 6.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การดำเนินการผ่านการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านราย วงเงิน 22,000 ล้านบาท โดยจะใช้เม็ดเงินจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท คาดว่าเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ วันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 ขณะที่ร้านค้าลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 โดยสามารถลงทะเบียนได้จนกว่าจะจบโครงการ และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคม จนถึงสิ้นเดือน ธันวาคม 2568เบื้องต้นคาดว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวได้เพียง 0.3% แต่จากการเร่งผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการบริโภค โดยเฉพาะคนละครึ่งพลัส และการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการ จะช่วยทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเป็นบวกเพิ่มอีก 0.2-0.4% ขณะเดียวกันยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง การเร่งรัดการเบิกจ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และท้องถิ่น เชื่อว่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจโตใกล้เคียงอีก 0.7% ดังนั้นจึงมั่นใจว่า เมื่อรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 จะโตเกิน 1%

BTS กสิกรไทย มองกรณีศาลปกครองกลางตัดสินให้กทม.ชำระหนี้ 1.1 หมื่นลบ.
อ่าน

BTS กสิกรไทย มองกรณีศาลปกครองกลางตัดสินให้กทม.ชำระหนี้ 1.1 หมื่นลบ.

#BTS #ทันหุ้น-บล.กสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)หรือ BTS ที่สื่อรายงานว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้กรุงเทพมหานคร และกรุงเทพธนาคม ชำระหนี้เดินรถของ BTS สายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงเดือน มิ.ย. 2564 ถึง ต.ค. 2565 จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยภายใน 180 วัน ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็น"บวก"ต่อ BTS ในแง่อารมณ์ของตลาด แต่มีมุมมองเป็น"กลาง"ในแง่ปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจากได้รวมการคืนหนี้ก้อนนี้ในประมาณการแล้วฝ่ายวิจัยกสิกรไทยคาดว่า กรุงเทพฯ และกรุงเทพธนาคมจะยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุดจะใช้เวลาตัดสินเร็วกว่าคดีก่อนที่ใช้เวลา 1 ปีหลังจากยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเนื้อหาคดีเหมือนกับคดีครั้งก่อนกลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำถือหุ้น BTS ให้ราคาเป้าหมายที่ 4.90 บาท โดยคาดว่า BTS จะได้รับชำระหนี้ OM จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 (ประมาณเม.ย. 2568-มี.ค. 2569) ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของฝ่ายวิจัย และจะทยอยได้รับชำระอีกปีละ 5,000 ล้านบาทต่อจากนั้น การชำระหนี้ครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน แต่จะช่วยสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อราคาหุ้นราคาหุ้น BTS เช้านี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ 3.10 บาท ลบ 0.06 บาท หรือ 1.90% ระหว่างวันราคาได้ปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 3.18 บาท และต่ำสุดที่ 3.08 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 161.61 ล้านบาท

SCB FM มอง Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ แต่เงินบาทจะแข็งค่าอีกไม่มาก
อ่าน

SCB FM มอง Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ แต่เงินบาทจะแข็งค่าอีกไม่มาก

SCB FM มอง Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ แต่เงินบาทจะแข็งค่าอีกไม่มาก เพราะตลาด Price-in การลดดอกเบี้ยของ Fed และ กนง. ไว้แล้ว#ทันหุ้น #SCB #Fed นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส สายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) มีมติ 11-1 ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายไปที่ 4.00-4.25% หลังจากที่คงดอกเบี้ยมาต่อเนื่องในการประชุม 5 ครั้งหลังสุดในปีนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงชัดเจน แม้เงินเฟ้อจะสูงขึ้นจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า นอกจากนี้ Fed ได้ปรับ Dot plot ลง โดยส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยต่ออีก 50 bps ในปีนี้ ซึ่งมากกว่าใน Dot plot ครั้งก่อน (เมื่อเดือน มิ.ย.) ที่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยอีกเพียง 25 bps สำหรับในปี 2026 และ 2027 Fed ส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยอีกปีละ 25 bps และคงประมาณการดอกเบี้ยในระยะยาว (Long-run neutral rate) ที่ 3.0%สำหรับโทนโดยรวมจากการประชุมนั้น ผลการตัดสินนโยบายไม่ Dovish เท่าที่ตลาดคาดไว้ คือคณะกรรมการไม่ได้ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยแรงเท่าที่ตลาด Price-in ทำให้ US Treasury yields ปรับสูงขึ้นเล็กน้อย ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้น ราคาทองคำปรับลดลง และเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อย อีกประเด็นที่น่าสนใจจากการประชุมรอบนี้ คือการที่นาย Stephen Miran ซึ่งถูกแต่งตั้งโดย Trump ได้เข้าร่วมประชุม FOMC เป็นครั้งแรก และโหวตให้ลดดอกเบี้ยถึง 50 bps ในการประชุมครั้งนี้ และจะลดดอกเบี้ยไปถึง 2.75-3.00% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นมุมมองที่ Dovish กว่าคณะกรรมการคนอื่น ๆ ค่อนข้างมากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะลดดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ (ครั้งละ 25 bps) สอดคล้องกับมุมมองตลาดที่ให้โอกาสเกือบ 90% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยได้อีก 50 bps ในปีนี้ และ Price-in ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปีหน้า การที่เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในปีนี้มากขึ้น แม้ว่าจะปรับประมาณการเศรษฐกิจดีขึ้น สะท้อนว่าคณะกรรมการมีมุมมองการดำเนินนโยบาย (Reaction function) ที่ Dovish มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ คือเฟดให้น้ำหนักต่อตลาดแรงงานที่อ่อนแอมากกว่าประเด็นเงินเฟ้อ และนโยบายการเงินต้องผ่อนคลายมากกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้สำหรับมุมมองค่าเงินบาท มองว่าเงินบาทอาจอยู่ในกรอบ 31.50-32.00 ในช่วง 1 เดือนนี้ เนื่องจาก มองว่าการ Price-in ของตลาดค่อนข้างเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอลงแต่ยังไม่ถึงขั้นภาวะ Recession ดังนั้น US Treasury yields น่าจะไม่ลงต่ออีกนัก อย่างไรก็ดี หากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอ่อนแอลงอีก และอัตราว่างงานสหรัฐฯ ปีนี้สูงขึ้นไปเหนือ 4.5% ก็อาจทำให้ Yields ลงต่อแรงอีกได้ และจะทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า กดดันให้บาทแข็งค่าต่ำกว่าระดับ 31.50 ต่อดอลลาร์สหรัฐได้สำหรับแรงกดดันจากปัจจัยอื่น เช่น ราคาทองคำ และเงินทุนเคลื่อนย้ายสู่ตลาดบอนด์ไทย นายวชิรวัฒน์ มองว่าแรงกดดันเริ่มลดลงแล้ว หลังราคาทองคำเริ่มเผชิญแนวต้านในระยะสั้น (Treasury yields ที่กลับมาสูงขึ้นส่งผล Downside ต่อราคาทองคำ) และเงินทุนเคลื่อนย้ายเริ่มไหลออกจากตลาดบอนด์ไทยในบางวันสำหรับระยะกลางถึงยาว มองว่าแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อเงินบาทจะยังอยู่ แต่เงินบาทน่าจะไม่แข็งค่าไปจากระดับปัจจุบันมากนัก โดยมองกรอบสิ้นปีที่ราว 31.00-32.00 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและเครื่องชี้ เช่น การส่งออก และการบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มชะลอลงต่อได้ในช่วงที่เหลือของปี อีกทั้ง ยังมีความเสี่ยงที่ไทยจะถูก Moody’s ปรับลด Credit rating ลงในช่วงปลายปีนี้หรือปีหน้า (ปัจจุบันอยู่ที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+) หลังไทยเพิ่งถูกปรับ Outlook ลงจาก Stable มาที่ Negative เมื่อเดือน เม.ย. 2025สำหรับปัจจัยต่างประเทศ มองว่าดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังอ่อนค่าต่อเนื่องได้ถึงปีหน้า จึงจะยังทำให้เงินบาทอยู่ในโซนแข็งค่าต่อได้ ตามทิศทาง De-dollarization ของนักลงทุนโลก และ Easing cycle ของ Fed ที่น่าจะดำเนินได้ต่อเนื่องถึงปีหน้าด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือ 5-year yields ปรับสูงขึ้น 14 bps ส่วน 10-year yields ปรับสูงขึ้น 25 bps, และ 30-year yields ปรับสูงขึ้นถึง 30 bps ก่อนที่ล่าสุดจะปรับลดลงมาบางส่วน สาเหตุที่ Yields สูงขึ้นและ Curve ชันขึ้น (Steepen) มาจากการเทขายของทั้งนักลงทุนในประเทศโดยเฉพาะกลุ่มสถาบัน และนักลงทุนต่างชาติบางส่วน หลังช่วงที่ผ่านมา Bond yields ไทยต่ำและ curve flatten ไปมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอีกทั้ง Auction demand ช่วงที่ผ่านมายังออกมาต่ำ และนักลงทุนบางส่วนเริ่มปรับมุมมองดอกเบี้ยนโยบายของไทย ในระยะต่อไป นายวชิรวัฒน์มองว่า Yields ไทยอาจทรงตัวในระยะสั้น โดยตลาดได้ price-in การลดดอกเบี้ยของ กนง. ในช่วง 2026H1 ไปที่ต่ำกว่า 1% เล็กน้อย ซึ่ง SCB FM มองว่าเหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ หาก กนง. ยังไม่ลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. ก็อาจทำให้ Yields กลับมาสูงขึ้นอีกได้

AOT เอเซียพลัส มองหลังมีกระแสข่าวเล็งขึ้นค่า PSC กลับมาอีกครั้ง
อ่าน

AOT เอเซียพลัส มองหลังมีกระแสข่าวเล็งขึ้นค่า PSC กลับมาอีกครั้ง

#AOT #ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าเมื่อวานนี้สื่อได้รายงานว่า กพท. เตรียมเสนอกมธ.ขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก หรือ PSC ที่ 100 บาทต่อคน ทั้งผู้โดยสารระหว่างประเทศ (เดิม 730 บาทเป็น 830 บาทต่อคน) และในประเทศ (เดิม 130 บาทเป็น 230 บาทต่อคน) อย่างไรก็ตามจากการสอบถามไปยัง IR AOT ทางบริษัทฯ กล่าวว่ายังไม่ได้ทำหนังสือยื่นผลการศึกษาเรื่องการขึ้น PSC ไปยัง กพท.ฝ่ายวิจัยมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าว น่าจะมาจากผลการศึกษาของ กพท. เห็นควรให้ปรับขึ้น 100 บาท แต่ผลการศึกษาของ AOT อาจสูงกว่า 100 บาท โดยเฉพาะในส่วนของผู้โดยสารระหว่างประเทศ (ตลาดและฝ่ายวิจัยคาดหวังการขึ้น 150 -200 บาทต่อคน)ทั้งนี้ ประมาณการกำไรปกติของฝ่ายวิจัย ยังไม่ได้รวมผลบวกจากการขึ้น PSC และฝั่งลบจากรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ ที่มีโอกาสเผชิญกับการให้ส่วนลดกับคู่ค้าหลักอย่าง King power ซึ่งคาดทั้ง 2 ประเด็น น่าจะได้บทสรุปไม่เกิน ต.ค. นี้ โดยประมาณการปัจจุบันกำไรปกติปี 2569 – 71 อยู่ที่ 2.1 –2.4 หมื่นล้านบาท (สูงกว่า BB Consensus ที่ 1.8 –2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้รวมผลของการให้ส่วนลดกับ Duty free แล้ว)โดยกรณีที่ฝ่ายวิจัยกำหนดให้สมมติฐาน PSC ของผู้โดยสารระหว่างประเทศขึ้น 150 บาทต่อคน และในประเทศ 100 บาทต่อคน ในขณะที่รายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ ต่ำลงจากสมมติฐาน 25% ภาพรวมด้วยสัดส่วนรายได้ PSC สูงกว่ารายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ สุทธิแล้วกำไรฯ ปี 2569 - 2574 จะสูงขึ้นจากประมาณการปัจจุบันเฉลี่ยราว 10% (ผลต่อกำไรฯ ปี 2569 ยังขึ้นอยู่กับวันที่ทั้ง 2 ตัวแปร ถูกปรับไปใช้อัตราใหม่)หากในระยะถัดไป ฝ่ายวิจัยมีการปรับเพิ่มกำไรฯ ตามกรณีข้างต้น จะทำให้ FV (อิง DCFบน FCFF ปี 2569 -74) อยู่ในระดับไม่เกิน 45 บาท (เทียบเท่า PER ที่ 27 เท่า)**ให้ราคาเป้าหมาย 41 บาท/หุ้นฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ระบุว่า ประเด็นการเตรียมขึ้น PSC ไม่ใช่ประเด็นใหม่ จึงไม่น่าใช่ประเด็นใหม่ในการขับเคลื่อนราคาหุ้น โดยในมุมฝ่ายวิจัยประเมินแรงหนุนของราคาหุ้นระยะสั้นต่อจากนี้ น่าจะมาจากการใกล้ Golden week และราคาหุ้น YTD ยังติดลบ 33% เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มท่องเที่ยวติดลบเพียง 18% YTD แนะนำลดน้ำหนักลงทุน หากราคาดีดตัวเกิน 45 บาท โดยแนะนำถือ ให้ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 41 บาทต่อหุ้น

BBL เมย์แบงก์ มองเทรด P/BV ต่ำสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ เป็นจังหวะสะสม
อ่าน

BBL เมย์แบงก์ มองเทรด P/BV ต่ำสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ เป็นจังหวะสะสม

#ทันหุ้น-บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) แนะนำหุ้นธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BBL ระบุว่าหุ้นซื้อขายที่P/BV ต่ำประมาณ 0.5 เท่า ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ แม้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ที่ 6.0% ต่ำกว่าคู่แข่ง แต่ถือว่าเป็นหุ้น ที่ยัง laggard ที่ยังมีโอกาสฟื้นตัวได้อีกมากฝ่ายวิจัยเมย์แบงก์ ระบุอีกว่า ผู้บริหาร BBL ยังคงเป้า NIM ที่ 2.8% ขณะที่การลงทุนของธนาคารยังมีขนาดใหญ่สุดในกลุ่ม(มากกว่า 1 ล้านล้าบาท) จากอัตราส่วน LDR เพียง 85% ซึ่งถือว่าปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงกลยุทธ์การลงทุน ราคาหุ้นปรับตัวลงมาพอสมควร มองเป็นจังหวะสะสมลงทุน ให้แนวต้านที่ 157.5-158 บาท ส่วนแนวรับที่ 150/148 บาทราคาหุ้น BBL ช่วงบ่ายเคลื่อนไหวอยู่ที่ 153.50 บาท ลบ 0.50 บาท หรือ 0.32% มีมูลค่าการซื้อขาย 820.65 ล้านบาท

SAWAD เมย์แบงก์ คาดกำไรกลับมาเร่งตัว แนวโน้มดบ.ขาลง-เร่งปล่อยสินเชื่อ
อ่าน

SAWAD เมย์แบงก์ คาดกำไรกลับมาเร่งตัว แนวโน้มดบ.ขาลง-เร่งปล่อยสินเชื่อ

#SAWAD #ทันหุ้น-บล.เมย์แบงก์(ประเทศไทย) แนะนำหุ้นบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ SAWAD เชื่อว่ากำไรมีโอกาสกลับมาเร่งตัวได้อีกครั้ง ผสานกับราคาหุ้นที่ Underperform กลุ่ม สะท้อนราคาที่ตอบรับความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว มองเป็นโอกาสสะสมลงทุน โดยมองว่าแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง และแผนเร่งปล่อยสินเชื่อในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามคาดว่ากำไรไตรมาส 2/68 จะลดลง 14% YoY และลดลง 2% QoQ อยู่ที่ระดับ 1.12 พันล้านบาท โดนกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลลดง จากการบริหารสินเชื่อเชิงรุกน้อยลง รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น กลยุทธ์การลงทุน มองว่าราคาหุ้น SAWAD กลับมาฟื้นตัวในระยะสั้น แข็งแกว่าตลาด สะท้อนโอกาสการเข้าสู่รอบฟื้นตัว จึงแนะนำสะสมลงทุนให้แนวต้านที่ 21.00/22.00 บาท ส่วนแนวรับที่ 19.80-20.00 บาท

ทองโลกยังเป็นขาขึ้น  ดอลลาร์อ่อนค่า  เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัว
อ่าน

ทองโลกยังเป็นขาขึ้น ดอลลาร์อ่อนค่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัว

ทองโลกยังคงเป็นขาขึ้น หลังจากได้รับแรงหนุนสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่า จากการที่ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.1% ในปีนี้เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และบั่นทอนการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในขณะที่การกล่าวสุนทรพจน์ของนาย เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ในการประชุมเกี่ยวกับกรอบเงินกองทุนสำหรับธนาคารขนาดใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ไม่ได้กล่าวถึงนโยบายการเงินของเฟด เนื่องจากเฟดเริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน ในวันที่ 29-30 ก.ค.อย่างไรก็ตาม รมว.คลังสหรัฐฯ สก๊อตต์ เบสเซนต์ ได้ประกาศเมื่อคืนนี้ว่า “สหรัฐฯ ได้ก้าวไปสู่ระดับใหม่กับจีนแล้ว ซึ่งเป็นระดับที่สร้างสรรค์มากโดยในขณะนี้ มีกำหนดการเจรจาการค้ากับ รมว.คลังจีนในวันจันทร์ - อังคารหน้าที่สวีเดน ซึ่งถือเป็นการเจรจารอบที่ 3 เพื่อหารือการขยายกำหนดเส้นตายภาษีการค้าจากเดิมวันที่ 12 ส.ค.” แต่ทว่าทางฝั่งของอินเดียมีโอกาสน้อยลงที่จะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ก่อนเส้นตายวันที่ 1 ส.ค. ขณะที่ทรัมป์ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่น ลดภาษีนำเข้าจาก 25% เหลือ 15% ทางด้านกองทุนฯ SPDR ซื้อทอง 7.74 ตัน รวมสุทธิ 954.8 ตัน ราคาทองโลกกราฟราย 4 ชั่วโมง แสดงถึงแรงซื้อที่สูงและอาจมีการย่อตัวระยะสั้น จึงประเมินว่าหากทองโลกย่อตัวไม่หลุดแนวรับที่ 3,400 ดอลลาร์ ทองโลกอาจอยู่ในระยะขาขึ้นที่แข็งแกร่ง โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 3,450 ดอลลาร์คืนนี้เวลา 21.00 น. สหรัฐฯ ประกาศตัวเลขยอดขายบ้านมือสอง เดือน มิ.ย. (ล้านยูนิต) ราคาทองโลกอยู่ในระยะขาขึ้น แนะนำใช้กลยุทธ์รอเข้าซื้อสะสมจากแนวรับที่ระดับ 3,400 ดอลลาร์ และขายทำกำไรหากราคาขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 3,450 ดอลลาร์ แต่หากราคาหลุดแนวรับที่ 3,375 ดอลลาร์ แนะนำขายตัดขาดทุนไปก่อนราคาทองในประเทศเป็นขาขึ้นตามทองโลก แต่ค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง จึงแนะนำรอเข้าซื้อสะสมแนวรับที่ระดับ 51,900 บาท และขายทำกำไรหากราคาทดสอบแนวต้านที่ 52,400 บาท แต่หากราคาหลุดแนวรับที่ 51,650 บาทลงไป แนะนำขายตัดขาดทุน

เงินบาทเช้านี้ 16 กรกฎาคม 2568 “อ่อนค่าลง” เปิดตลาด 32.58 บาท/ดอลลาร์
อ่าน

เงินบาทเช้านี้ 16 กรกฎาคม 2568 “อ่อนค่าลง” เปิดตลาด 32.58 บาท/ดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.70 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในกรอบ 32.39-32.61 บาทต่อดอลลาร์) ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดจากเดิมผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ เป็น เฟดมีโอกาสราว 74% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ เดือนมิถุนายน ที่ออกมาสูงขึ้นสู่ระดับ 2.7% (+0.3%m/m) สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ 2.6% (+0.1%m/m)ทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดอาจยังไม่เร่งรีบปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรอประเมินผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อให้แน่ชัด ซึ่งภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดในช่วงคืนที่ผ่านมาเช่นกันสำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้อีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BI อาจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 5.25% เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้ในช่วงนี้ ตามจังหวะการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้แรงหนุนจากทั้งการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯแต่การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัดก่อน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ที่จะรับรู้ในช่วงวันพฤหัสฯ นี้ และเรามองว่า หากจะทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดเพิ่มเติม

รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเอกชนรับผลกระทบภาษีตอบโต้สหรัฐ
อ่าน

รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเอกชนรับผลกระทบภาษีตอบโต้สหรัฐ

รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเอกชนรับผลกระทบภาษีตอบโต้สหรัฐ โดยรมว.คลังมอบกกร.เร่งสรุปผลกระทบต่อภาคธุรกิจก่อนออกมาตรการภายในวันศุกร์นี้ #ทันหุ้น นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยภายหลังการหารือกับกกร.ว่า กระทรวงการคลังเตรียมรวบรวมปัญหาของภาคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์ เพื่อสรุปแนวทางการช่วยเหลือ โดยให้กกร.เร่งสรุปเสนอต่อกระทรวงการคลังภายในวันศุกร์นี้ ทั้งนี้ ขณะนี้ การเจรจาภาษีกับสหรัฐนั้น อยู่ในกระบวนการทำงาน ที่ต้องมีการเจรจาต่อเนื่อง ก่อนที่จะถึงวันที่ 1 ส.ค.นี้ ดังนั้น ในระหว่างนี้ เราต้องเตรียมทางออก สำหรับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในกรณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ออกมาดี หรือดีปานกลางก็ตาม เราจำเป็นต้องมาดูว่าจะกระทบใครบ้าง เขากล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เรามองแบบกว้างๆว่า มาตรการภาษีทรัมป์ จะกระทบผู้ส่งออก แต่ในครั้งนี้เราลงรายละเอียด เนื่องจากมาตรการภาษีของทรัมป์ อัตราภาษีจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับแต่ละชนิดของสินค้าและ Local Content ที่อยู่ในสินค้าแต่ละชนิด ทั้งนี้ภาคเอกชน จะทยอยส่งข้อมูลผลกระทบมาให้ตนพิจารณาภายในวันศุกร์นี้ ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมกับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังช่วงบ่ายวันนี้(9ก.ค.)ระบุว่า ทางสภาหอฯมีความกังวลและห่วงว่า การเจรจาภาษีตอบโต้ระหว่างไทยกับสหรัฐจะไม่จบ และจะทำให้ไทยโดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่ 36% ซึ่งถือว่า เป็นอัตราที่แรงไป ทั้งนี้ เราคาดหวังว่า สหรัฐจะคิดอัตราภาษีไทยในอัตราที่ต่ำกว่าการเก็บภาษีจากเวียดนาม เพราะไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐน้อยกว่าเวียดนามมาก โดยเวียดนามเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงถึง 1.2 แสนล้านเหรียญ ขณะที่ ไทยเกินดุลการค้าแค่ 4 หมื่นล้านเหรียญ นอกจากนี้ เรายังหวังว่า ไทยจะได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง

หุ้นไทยเสี่ยงหลุด 1,000 จุด  ”ทรีนีตี้“เตือนจับตา  ภัยการเมือง–ภาษีสหรัฐ
อ่าน

หุ้นไทยเสี่ยงหลุด 1,000 จุด ”ทรีนีตี้“เตือนจับตา ภัยการเมือง–ภาษีสหรัฐ

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึง ทิศทางตลาดหุ้นในครึ่งหลัง ปี 2568 ว่าขึ้นอยู่กับความชัดเจนของปัจจัยการเมืองภายในประเทศ และการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าต่างๆ เป็นสำคัญทั้งนี้ หากสุดท้ายแล้วประธานาธิบดีทรัมป์ ตัดสินใจให้เวลาประเทศคู่ค้าต่างๆในการเจรจาไปถึงวันที่ 1 สิงหาคม มองว่า Risk sentiment ทั่วโลกจะยังคงถูกประคับประคองได้อยู่ ในทางกลับกัน หากสุดท้ายแล้วสหรัฐฯไม่พอใจกับข้อตกลงการค้าที่แต่ละประเทศเสนอมา และตัดสินใจยกระดับการเก็บภาษีการค้าขึ้นสู่ระดับที่เคยประกาศไว้ จะเป็น Negative sentiment ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นแต่ละประเทศ โดยระดับความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บลดหลั่นกันไป นายณัฐชาต กล่าวว่า หากมองไปตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ยังคงมั่นใจว่าจุดต่ำสุดเดิมของ SET Index รอบก่อนหน้านี้ที่ 1,050 จุด จะยังเป็นแนวรับสำคัญที่ไม่หลุด ตราบใดที่ภาษีศุลกากรที่ไทยถูกสหรัฐฯเรียกเก็บอยู่ในอัตราไม่เกิน 36% และพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ยังไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกเลื่อนการพิจารณาหรือตีตกไป แต่หากการเจรจาการค้าไม่คืบจนทำให้ไทยถูกเก็บภาษีสูงกว่า 36% หรือร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งอาจจะด้วยรัฐบาลกลับมามีเสียงข้างน้อย มีการยุบสภาก่อน หรือมีการทำรัฐประหาร มองว่าแนวรับสำคัญของ SET Index จะถูกกดลงไปอยู่แถวระดับ 1,000 จุดได้ เสถียรภาพการเมืองล่าสุดยังไม่มีความเสี่ยงมากนัก แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินรับคำร้อง และให้นายกฯ หยุดปฎิบัติหน้าที่ แต่งานบริหารยังคงสามารถเดินหน้าต่อไป พร้อมกับครม.ชุดใหม่ มองไปข้างหน้าการเมืองอาจยังมีผลกระทบอยู่บ้าง แต่ตราบใดที่สภาฯชุดนี้ยังคงทำงานต่อไปโดยมี พ.ร.บ.งบประมาณฯเป็นที่ตั้ง มองจะเป็นเพียงลักษณะของ Noise ที่เข้ามากระทบด้าน Sentiment มากกว่าและหากยังไม่มีการยุบสภาในช่วงนี้ มองจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น เนื่องจากความดำรงอยู่ของรัฐบาลน่าจะเป็นบวกต่อการเดินทางไปเจรจาการค้ากับทางสหรัฐฯ มากกว่าในกรณีที่เป็นรัฐบาลรักษาการ มองไปข้างหน้า หากเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาลที่ราว 260 เสียงยังคงยืนหยัดอยู่ได้ น่าจะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ยังคงพอไปได้อยู่ โดยจุดชี้ชะตาสำคัญก็คือช่วงของการโหวตกฎหมายสำคัญในสภา เช่น ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 เป็นต้นนายณัฐชาต กล่าวว่า จากสถานการณ์ล่าสุด ประเมินแนวโน้มการเติบโตของ GDP ปีนี้ที่ราว 2% เนื่องจากในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยได้ตัวช่วยในเรื่องของภาคการส่งออกที่มีการเร่งตัว (Frontload) จากคำสั่งซื้อที่เข้ามาก่อนที่จะมีความไม่แน่นอนทางด้านภาษีการค้า ทั้งนี้ จีดีพีไทยจะโตไม่ถึง 2% นั้น จะต้องเกิดความเสี่ยงอยู่ 2 ด้าน ได้แก่1. การประกาศเก็บภาษี Reciprocal tariff ของสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยในระดับสูง เช่น 20% ขึ้นไป ในกรณีนี้มองกลุ่มหุ้นที่จะมีความ Sensitive ได้แก่ กลุ่มหุ้นส่งออก และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น2. พัฒนาการของปัจจัยการเมืองไทยที่เป็นไปในทิศทางเชิงลบมากขึ้นจนนำมาสู่เงื่อนเวลาของพ.ร.บ.งบประมาณที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก ณ วันนี้ เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยแทบจะดับหมดทุกเครื่องแล้ว หากการใช้จ่ายภาครัฐยังคงขาดตอนไปอีก จะทำให้ Downside ของเศรษฐกิจไทยเปิดกว้างมากขึ้นได้ ในกรณีนี้มองกลุ่มหุ้นที่จะมีความ Sensitive ได้แก่ กลุ่มหุ้น Domestic ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุน เป็นสำคัญประเมินกรอบการแกว่งตัวของ SET Index ในช่วงที่เหลือของปี 2568 ที่ 1050-1180 จุด ส่วนในกรณีที่มี Surprise ทั้งในฝั่ง Upside และ Downside กรอบการลงทุนอย่างกว้างจะอยู่ที่ 1000-1270 จุด คำแนะนำการลงทุน แนะนำใช้กลยุทธ์ “ขึ้นขาย - ลงซื้อ” ตามกรอบดัชนีแนวต้าน-แนวรับที่กำหนดไว้ สำหรับความคาดหวังทางด้าน Fund flow จากต่างประเทศนั้น มองเม็ดเงินจากกลุ่มกองทุน Active funds อาจจะยังยากอยู่ ในช่วงเวลาที่ปัจจัยกระตุ้นทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการเติบโตของผลกำไร ยังไม่ชัดเจนนัก แม้ Valuation ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม อย่างไรก็ดี ในฝั่งของเม็ดเงินจากกองทุน Passive funds นั้น อาจพอคาดหวังได้บ้าง หากในช่วงถัดไป ตลาดหุ้นไทยเริ่มหยุดการปรับตัว Underperform ของตนเอง เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นได้ โดยล่าสุดน้ำหนักของหุ้นไทยในดัชนี MSCI EM ได้ปรับลดลงต่ำกว่า 1% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางด้านกลุ่มหุ้นแนะนำประจำไตรมาส 3 นี้ ประเมินว่าจะไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น และพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 จะผ่านการพิจารณาไปได้ตาม Timeline เดิม มองไปยังกลุ่มหุ้น Domestic ที่ราคาตกลงมาแรงมีความน่าสนใจ แต่เพื่อความปลอดภัย จึงแนะนำ Selective ไปยังกลุ่มหุ้นที่มีคุณลักษณะ Defensive ไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสื่อสาร โรงพยาบาล ค้าปลีกจำเป็น และโรงไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้ เราขอเลือกผู้เล่นในแต่ละกลุ่มที่เป็น Big player ซึ่งครอง Market share ในระดับสูง มี Valuation ปัจจุบันอยู่ในโซนต่ำ นอกจากนั้นบางตัวยังเห็นการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสวนทางกับตลาด และมี Upside potential จากราคาเป้าหมาย Consensus สูงสุดใกล้เคียงกับระดับประวัติการณ์อีกด้วย โดยสรุป หุ้น Top pick ที่เราเลือกมาสำหรับการลงทุนประจำไตรมาส 3 นี้ ได้แก่ ADVANC, BDMS, CPALL และ GULF แนะ DCA ทองคำ แนวรับ 3300-3120 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ด้าน นายกมลชัย พลอินทวงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำโลกไม่ควรหลุดแนวรับที่ 3,120 แต่หากหลุดลงมา Downside จะเปิดไปที่แนวรับ $3,000 +/- ได้ แนะนำให้นักลงทุน ลงทุนแบบ DCA ที่บริเวณ $3,300-3,120 มองว่าแนวต้านของทองคำโลกปลายปีนี้จะอยู่ที่บริเวณ $3,500 - 3,700สำหรับราคาทองคำไทย มองว่า Under-perform ทองคำโลกมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว หากจะลงทุนให้กรอบแนวรับที่ 49,000-50,000 บาท และกรอบแนวต้านที่ 54,450-56,700 บาท ทั้งนี้ หากเทียบราคาทองคำโลกเป็นทองคำไทยจะต้องพิจารณาถึงค่าเงินบาท ณ เวลานั้นด้วยเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นตัวของ SET50 ในครึ่งปีหลัง และแนวโน้มการ Rebound ของค่าเงินบาทนายเดชธนา ฟางสะอาด ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า มองครึ่งปีหลังดัชนี SET50 Index มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว และมีโอกาสกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นอีกครั้ง โดยมีสัญญาณยืนยัน คือการที่ดัชนีสามารถทะลุแนวต้านสำคัญ (Breakout) บริเวณ 740 จุด ขึ้นไปได้อย่างแข็งแกร่ง เงื่อนไขสำคัญสำหรับภาพการฟื้นตัวนี้ คือดัชนีไม่ควรสร้างจุดต่ำสุดใหม่ (New Low) ที่ต่ำกว่าบริเวณ 685 จุด เพื่อรักษากรอบ และโมเมนตัมเชิงบวก สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวหลักในระยะกลาง คาดว่าจะอยู่ในช่วง 665-805 จุด กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้หาจังหวะเข้าซื้อ (Long) เมื่อมีสัญญาณการกลับตัวขึ้น ณ บริเวณแนวรับที่สำคัญ ทั้งนี้ คาดว่าดัชนี SET50 Index Futures จะมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกันด้านภาพรวมและกลยุทธ์ USD/THB: มองค่าเงินบาท (USD/THB) ในช่วงครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มที่จะเกิดการฟื้นตัวทางเทคนิค (Rebound) โดยมีโอกาสปรับตัวขึ้นเพื่อทดสอบโซนแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 34.50 - 35.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากผ่านไปได้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มการอ่อนค่าระลอกใหม่ เงื่อนไขสำคัญของภาพการฟื้นตัวนี้ คืออัตราแลกเปลี่ยนไม่ควรปรับตัวลงไปต่ำกว่าฐานแนวรับสำคัญที่บริเวณ 32.10 - 32.20 บาทสำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินทิศทางค่าเงินบาท ควรพิจารณาแนวโน้มของ ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) และราคาทองคำ ควบคู่กันไป เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของ USD/THB อย่างมีนัยสำคัญ

"พิชัย" โต้ข่าว สหรัฐฯเก็บภาษีไทย 18-36%  ยันยังไม่มีข้อสรุป เร่งทำข้อเสนอใหม่ส่งก่อนเส้นตาย
อ่าน

"พิชัย" โต้ข่าว สหรัฐฯเก็บภาษีไทย 18-36% ยันยังไม่มีข้อสรุป เร่งทำข้อเสนอใหม่ส่งก่อนเส้นตาย

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าได้มีการหารือกับคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐฯ เพื่อหารือการปรับปรุงข้อเสนอตามที่ได้ประชุมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่า กระแสข่าวว่าไทยจะถูกจัดเก็บอัตราภาษีที่ 18 – 36% ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ปัจจุบันทีมประเทศไทยยังไม่ได้ข้อสรุปว่า อัตราภาษีที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บจากประเทศไทยนั้นจะอยู่ที่เท่าไหร่ โดยการตัดสินใจอัตราภาษีทั้งหมดนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ จะแจ้งผลภาษีอย่างเป็นทางการและแจ้งพร้อมกัน ขอให้รอผลอย่างเป็นทางการเท่านั้นสำหรับข้อเรียกร้องที่ต้องการให้เปิดเผยประเด็นการพูดคุย ตนต้องเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า การพูดคุยทุกวันนี้และทุกนาที เป็นการเจรจากับทุกทีมที่เกี่ยวข้องทั้งของสหรัฐฯ และไทย ซึ่งยังถือเป็นชั้นความลับที่เปิดเผยไม่ได้ตามข้อตกลงและมารยาทการเจรจา เพราะมีข้อเจรจาที่ยังต้องพิจารณากันอีก แต่ยืนยันได้ว่า คณะทำงานปักธงเจรจาโดยยึดผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ ข้อตกลงจะต้อง Win-win และยั่งยืนกับทั้งสองประเทศ ซึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังก็คือการทำให้ภาคเศรษฐกิจ ภาคประชาชนของประเทศไทยยังคงแข่งขันได้บนเวทีโลก “ผมคิดว่าการที่ทางสหรัฐฯมาคุยกับทีมประเทศไทยเป็นสัญญาณที่ชี้ไปในทางบวก สหรัฐฯ ยังเปิดโอกาสทำงานร่วมกับเราเพื่อหาจุดลงตัวของทั้ง 2 ประเทศ และในการประชุมวันนี้ หลังจากที่เราได้พูดคุยกับทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรมกระทรวงการต่างประเทศกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ฯลฯแล้ว ทีมไทยแลนด์จะได้จัดเตรียมข้อเสนอที่ปรับใหม่กลับไปให้สหรัฐฯ ก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 นี้ เราหวังว่าสหรัฐฯ จะนำไปพิจารณาจัดทำอัตราภาษีที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย”สำหรับการคาดการณ์เหตุการณ์หลังวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นเส้นตายของทางสหรัฐฯ นั้น ตนเชื่อว่าการทำงานจะยังต้องคุยกันต่อเนื่องเพื่อได้ออกมาเป็นตัวสัญญาฉบับสุดท้าย และในหลายๆประเทศเองก็มีกระบวนการที่จะต้องอนุมัติกันภายในต่อเนื่องซึ่งหวังว่าในช่วงนั้นจะได้อัตราภาษีที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยต่อเนื่องจนกว่าการเจรจาลงรายละเอียดจะแล้วเสร็จ แน่นอนว่า อัตราภาษีที่เราคาดหวัง คือต้องต่ำที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยยังคงแข่งขันได้

ทองโลกพักฐาน แนะซื้อสะสม แนวรับ 3,333 ดอลลาร
อ่าน

ทองโลกพักฐาน แนะซื้อสะสม แนวรับ 3,333 ดอลลาร

ราคาทองโลกปรับตัวขึ้น 19.6 ดอลลาร์ จากการที่ดอลลาร์อ่อนค่า สืบเนื่องมาจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้เน้นย้ำในงานเสวนาธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส มีใจความว่า เฟดอาจใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นหากปธน.ทรัมป์ไม่ได้ประกาศแผนเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง และพาวเวลไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ โดยกล่าวว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจในขณะที่เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา มีรายงานว่าตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ ปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจลดเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาร่างกฎหมายงบประมาณสหรัฐฯ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงที่ฉิวเฉียด และขณะนี้ได้ถูกส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอการอนุมัติในขั้นตอนสุดท้ายก่อนปธน.ทรัมป์จะลงนามบังคับใช้ตามกฎหมาย ด้านกองทุนฯ SPDR ขายทอง 0.57 ตัน รวมสุทธิ 947.66 ตัน เมื่อคืนราคาทองโลกมีการไต่ระดับขึ้นทดสอบราคา 3,365 ดอลลาร์ แต่ยังไม่ผ่าน จึงประเมินว่าระยะสั้นราคาทองโลกอาจมีการย่อตัว โดยมีแนวรับที่ระดับราคา 3,333 ดอลลาร์ คืนนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐฯ มีการเปิดเผยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิ.ย. , อัตราการว่างงาน เดือนมิ.ย. , ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเทียบรายเดือน เดือนมิ.ย. และ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และเวลา 21.00 น. สหรัฐฯ มีการเปิดเผย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของ ISM เดือนมิ.ย ราคาทองโลกมีการพักฐานหลังจากไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 แนะนำใช้กลยุทธ์รอเข้าซื้อสะสมจากแนวรับที่ระดับ 3,333 ดอลลาร์และขายทำกำไรหากราคาขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 3,365 ดอลลาร์ แต่หากราคาหลุดแนวรับที่ 3,315 ดอลลาร์ แนะนำขายตัดขาดทุนราคาทองในประเทศยังคง Sideway จากการที่ทองโลกกลับตัวเป็นขาขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 แนะนำใช้กลยุทธ์เชิงรับทยอยเข้าสะสมที่ระดับ 50,900 บาท และตัดขาดทุนหากราคาหลุดแนวรับที่ 50,600 บาทลงไป