TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#กล้องหน้ารถ” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
“แน็ก ชาลี” ตามหากล้องหน้ารถวิ่งผ่านหน้าบ้าน
แน็ก ชาลี ตามหากล้องหน้ารถวิ่งผ่านหน้าบ้าน หลังจากแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ สน. โชคชัย ไปแล้ว กรณีที่ บ้านของ แน็ก ชาลี ถูกยกเค้า โดยมีเครื่องดนตรีกว่า 40 ชิ้นหายไปกับปืน สะสม มีทะเบียนมากกว่า 100 กระบอก ล่าสุดเขาประกาศออกตามหา กล้องหน้ารถ ที่วิ่งผ่านหน้าบ้านเขา บริเวณ สะพานเล็ก หลังกองปราบ โชคชัยสี่ โดยโพสต์ว่าโจรยกเค้าบ้านครั้งนี้เอาไปหมดเลย แอร์ก็งัดเอาไป เขาโพสต์ว่า ช่วยหาภาพจากกล้องวงจรปิดในช่วง 7 วันก่อนและหลังที่เกิดเหตุ ช่วยด้วยครับงานนี้ เรียกว่าไม่เหลืออะไรเลย
ดาราเดลี่บันเทิง • 28 พ.ค. 68
อ่าน
"ใบเตย" ขอความช่วยเหลือภาพกล้องวงจรปิด กล้องหน้ารถ หลังคนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุ
วอนขอให้ปาฏิหาริย์สักครั้ง.... นักร้องสาว "ใบเตย อาร์สยาม" หรือ "ใบเตย สุธีวัน กุญชร" เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อคนในครอบครัว แฟนหนุ่มของน้องชาย ประสบอุบัติเหตุรถล้มหัวฟาดพื้น มีเลือดออกในสมอง หูและกะโหลกแตก ได้รับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ภาพจาก ig : luxx.c.t_ ภาพจาก ig : luxx.c.t_ ล่าสุด "ใบเตย" ได้โพสต์ขอความช่วยเหลือ พร้อมอัปเดตอาการแฟนของน้องชาย ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ว่า "ก่อนอื่นครอบครัวของเราขอบคุณทุกๆกำลังใจและทุกๆคนที่ส่งข้อความมาเรื่องประสบการณ์การรักษาระบบแพทย์ศัลยกรรมทางสมองนะคะ เป็นความหวังให้ครอบครัวใบเตยมากๆ ตอนนี้พี่ภูมิออกจากห้องผ่าตัดแล้วค่ะแต่ยังไม่ฟื้นขึ้นมา อาจจะต้องใช้เวลาและปาฏิหาริย์ ที่ขอให้เกิดขึ้นกับครอบครัวเราบ้าง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิดของพี่ภูมิตอนนี้ ทาง ตำรวจ สน. รัตนาธิเบศ ได้สันนิษฐานว่ารถจักรยานยนต์ได้ล้มลง แต่ทางใบเตย อยากเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างจากกล้องวงจรปิดทั้งหมด เพราะทางครอบครัวเรามีสันนิษฐานว่าบางทีพี่ภูมิอาจจะโดนรถชน หรือ รถเฉี่ยวชน ในส่วนของตรงนี้ใบเตยขอใช้กระบอกเสียงฝาก สน. รัตนาธิเบศ และเทศบาลนนทบุรี รับเรื่องดูกล้องวงจรปิดให้ใบเตยด้วยนะคะ เพราะทางเราไม่ทราบและไม่ได้เห็นเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ภูมิ ในวันที่เกิดเหตุ และถ้าพลเมืองดีคนที่เห็นเหตุการณ์และพบเจอพี่ภูมิที่ริมถนน งามวงศ์วาน แล้วโทรแจ้งกู้ภัยให้ไปส่งพี่ภูมิที่โรงพยาบาล และทีมกู้ภัยที่มาส่งพี่ภูมิที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า รบกวนติดต่อครอบครัวเรามาด้วยนะคะ ทางครอบครัวใบเตยอยากขอบคุณและอยากรู้รายละเอียดตรงสถานที่อุบัติเหตุและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นมากๆ (เหตุเกิดเมื่อเวลา เที่ยงคืนกว่าๆ ของวันที่4 ตรงถนนงามวงศ์วานค่ะ ) ทั้งนี้2 วันที่ผ่านมา ใบเตยและครอบครัวขอขอบคุณทีมแพทย์ผ่าตัดศัลยกรรมสมองของ รพ. พระนั่งเกล้ามากๆนะคะ ฝากช่วยพี่ชายหนูด้วย สุดท้ายนี้ใบเตยและครอบครัวขอบคุณทุกความห่วงใย ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทั้งในและนอกวงการ แฟนคลับที่ให้กำลังใจและช่วยเหลือครอบครัวเราทุกช่องทางนะคะ ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆค่ะ ตอนนี้รอแค่ปาฏิหาริย์ ขอให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราด้วย ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้น้อง @luxx.c.t_ กันด้วยนะคะ" ภาพจาก ig : bitoeyrsiam ภาพจาก ig : bitoeyrsiam และ โพสต์เพิ่มเติมอีกว่า "ตอนนี้พลเมืองดีที่พบเห็นเหตุการณ์และโทรแจ้งกู้ภัยได้ติดต่อมาแล้วนะคะ ตอนนี้ได้ทราบแล้วว่าพี่ภูมิโดนรถชนแล้วหนีไปค่ะ ตอนนี้ทางครอบครัวเราต้องเตรียมดูกล้องวงจรปิดและหาคนผิดมารับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ขอบคุณพลังโซเชียลมากๆ ที่ทำให้คนที่เห็นเหตุการณ์ติดต่อมาในทุกช่องทาง ฝากทุกหน่วยงานช่วยครอบครัวใบเตยด้วยนะคะ" ภาพจาก ig : bitoeyrsiam ภาพจาก ig : bitoeyrsiam ภาพจาก ig : bitoeyrsiam
TNN ช่อง16 • 6 พ.ค. 66
อ่าน
"ทนายเดชา" เผยคลิปกล้องหน้ารถแตงโม ไม่มีเสียง!!
หลังจากที่ คุณแม่ภนิดา ศิริยุทธโยธิน แม่ของนักแสดงสาวผู้ล่วงลับ "แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์" ได้ออกมาเผยว่า คุณแม่ดีใจและพอใจที่ปอกับโรเบิร์ต รับสารภาพ เขาก็เป็นลูกคุณแม่ เป็นลูกรัก เซอร์ไพรส์มาก ยอมรับว่าใจชื่นเรามาถูกทางแล้ว ที่สองคนนี้ตัดสินใจแบบนี้ วันนี้ได้ทักทายแซน กระติกปกติ แซนสวยนะวันนี้ ยันหลักฐานใหม่แน่นปึกบทสนทนากล้องหน้ารถชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น หลังให้บริษัทกู้ข้อมูลที่อ้างถูกลบไปคืนมา" ภาพจาก True insideภาพจาก True inside ภาพจาก True inside ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้โพสต์ข้อความ "คุณแม่แตงโมบอกมีหลักฐานใหม่กู้คลิปกล้องหน้ารถได้ จริงหรือไม่ อ่านคอมเมนต์ด้านล่างนี้" โดยทนายเดชาเผยว่า "ผมเคยเป็นทนายความให้แม่แตงโม 77 วันนานที่สุดในทนายความทุกคน กล้องหน้ารถแตงโมผมเคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่ามีแต่ภาพ ไม่มีเสียงแล้วผ่านการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานแล้ว มาวันนี้คุณแม่บอกว่ากู้ภาพได้จากกล้องหน้ารถ ผมก็งงเหมือนกันคุณแม่มีเทคนิคพิเศษอย่างไรเป็นเรื่องจริงหรือไม่อย่างไรคุณแม่ ก็ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาลเพราะพยานวัตถุชิ้นนี้เคยส่งตำรวจไปแล้ว การได้มาซึ่งพยานหลักฐานจะต้องเกิดขึ้นโดยชอบหรือได้มาโดยชอบจึงจะรับฟังลงโทษจำเลยได้นอกจากนี้ คลิปเสียงเป็นเพียงพยานบอกเล่ากฎหมายห้ามรับฟังให้เปรียบเทียบกับคดีหวย 30 ล้าน มีคลิปครูปรีชาจำนวนมากแต่ศาลไม่ได้นำไปตัดสินเลย ติดตามกันต่อไปว่าหลักฐานเด็ดของคุณแม่มีอยู่จริงหรือไม่และเหตุใดคุณแม่เพิ่งมาเปิดเผยวันนี้และยังไม่ได้มีการนำเสนอต่อ ศาลแต่อย่างใดผมจะติดตามมานำเสนอพี่น้องประชาชนต่อไปนะครับทนายคลายทุกข์" ภาพจาก facebook : ทนายคลายทุกข์ ภาพจาก facebook : ทนายคลายทุกข์ และยังบอกอีกว่า "ทราบข่าวมาว่าคุณแม่ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้วในทางอาญาและได้เข้าเป็นโจทก์ในทางแพ่งตามมาตรา 44/1 เพื่อเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2-6 ต่อไปอีก 40 ล้าน" "การที่คุณปอและคุณโรเบิร์ตรับสารภาพ และเยียวยาค่าเสียหายศาลท่านก็คงจะรอการลงโทษไม่ติดคุกหรอกครับและเป็นผลดีกับคุณแซนกับพวกที่เหลือจะได้ต่อสู้ว่าเป็นเพียงผู้โดยสารเรือคนขับเรือรับผิดไปแล้วโอกาสยกฟ้องก็มีสูงแต่ถึงอย่างไรขึ้นอยู่กับการสืบพยานของศาลว่าจะเชื่อโจทก์หรือจะเชื่อจำเลยศาลจะเป็นคนตัดสินนะครับว่าใครแพ้ชนะผมไม่ขอทำหน้าที่เป็นศาลให้ความรู้ทางกฎหมายถึงแนวทางในการต่อสู้คดีของทั้งสองฝ่าย" "หลายคนถามว่าคุณแม่มีโอกาสได้เงินอีก 40 ล้านไหมคำตอบคือคุณแม่ต้องนำสืบให้ได้ว่าคุณแซนกับพวก ประมาทแต่ถ้าสืบไม่ได้ศาลยกฟ้องคุณแม่ก็ไม่ได้แม้แต่บาทเดียวแต่ถ้าสืบได้ก็จะได้เงินส่วนจะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการนำสืบถึงความเสียหายว่านำสืบได้หรือไม่" "ส่วนเรื่องคดีฆาตกรรม ไม่มีหลักฐานนะครับอย่าไปหลงเชื่อ ที่มีคนปั่นกระแสในโซเชียลเพื่อสร้างความปั่นป่วนในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้นการจะกล่าวหาผู้อื่นว่าฆาตกรรมนั้นจะต้องมีหลักฐานรองรับไม่ใช่พูดลอยๆ" ภาพจาก facebook : ทนายคลายทุกข์ภาพจาก facebook : ทนายคลายทุกข์ภาพจาก facebook : ทนายคลายทุกข์ภาพจาก facebook : ทนายคลายทุกข์ภาพจาก facebook : ทนายคลายทุกข์ ภาพจาก True inside
TNN ช่อง16 • 3 มี.ค. 66
อ่าน
ระทึก กล้องหน้ารถจับภาพ นาที พ่วง 18 ล้อชนแบริเออร์ ทำหญิงกระเด็นร่วงหล่น
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 สิงหาคม สืบเนื่องจากเหตุการณ์ของวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมาผู้ใช้รถยนต์ที่สัญจรไปมา ถ.รังสิต-นครนายก (ขาออก) บริเวณหน้าตลาดนัด คลอง 8 ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มีกล้องหน้ารถยนต์ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าว ได้บันทึกคลิปวีดีโอ กับเหตุการณ์ฝนตกหนักถนนลื่น จนทำให้รถพ่วง 18 ล้อ ทะเบียน 62-5084 กทม. ตัวพ่วงทะเบียน 79-2138 กทม.ของ บจก.เอส.ซี.พี.โลจิสติกส์ ได้เสียหลักชนแบริเออร์เกาะกลางถนน ทำให้ภรรยา ที่นั่งโดยสารมาด้วยนั้น กระเด็นทะลุกระจกหน้ารถข้ามมายังอีกฝั่งถนนได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนขับรถ 18 ล้อคันดังกล่าว ทราบชื่อว่า นายบุญเทิง อินทจันทร์ อายุ 51 ปี และคนนั่งโดยสารมาทราบชื่อ นางสาวลำใย บุผาวาส อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่ทางมูลนิธิร่วมกตัญญูได้ส่งตัวผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 คนไปรักษาตัวที่ รพ.บางประกอกรังสิต 2 สอบถาม น.ส.ปภัสรา ดวงมาลา อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าวว่า ช่างเวลาประมาณ 15.20 น.ของวันที่ 1 สิงหาคม ตนได้รับแจ้งเหตุว่ามีรถพ่วง 18 ล้อเสียหลักชนแบริเออร์เกาะกลางถนนบริเวณหน้าตลาดนัดคลอง 8 ถนนรังสิต-นครนายก (ขาออก) ซึ่งฝนกำลังตกอยู่ทำให้ถนนลื่น รถ 18 ล้อคันเกิดเหตุ ได้ชนเข้ากับแทงแบริเออร์เกาะกลางถนน เป็นเหตุให้หญิงคนดังกล่าว กระเด็นออกมานอกรถจนได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิจึงรีบให้การช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วน ก็อยากฝากเตือนประชาชนที่ใช้ถนนรังสิต-นครนายก ให้ใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ในช่วงฝนตกเนื่องจากมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง
มติชน • 2 ส.ค. 65
อ่าน
เอาผิด5ข้อหา หนุ่มซิ่งเบนซ์แหกด่าน แจกกล้วยตร. ชนดับ3คนงาน กล้องหน้ารถเผยนาทีเกิดเหตุ
เอาผิด5ข้อหา หนุ่มซิ่งเบนซ์แหกด่าน แจกกล้วยตร. ชนดับ3คนงาน กล้องหน้ารถเผยนาทีเกิดเหตุ ขณะที่ผลตรวจยาเสพติดและแอลกอฮอล์ อยู่ระห่างรอผลจากรพ. จากการกรณีที่ นายฤทธิรงค์ มีโชคสม อายุ 49 ปี พนักงานเก็บค่าผ่านทางพิเศษ ขับรถเบนซ์ แหกด่านจุดตรวจ จุดสกัด ก่อนให้ของลับเจ้าหน้าที่ และพุ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนต้องโดดหลบ และไปเสียหลัก ชนคนงานทำสายไฟลงดิน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย และเสียชีวิต อีก 3 ราย บนถนน สาย 3126 ท่าอากาศยานอู่ตะเภา- ท่าเรือจุกเสม็ด กม.ที่ 6 ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ในช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 6 เม.ย.2565 ร.ต.อ.หญิง จิรญา ทองช้อย รองสว.(สอบสวน) สภ.สัตหีบ ได้แจ้งข้อหานายฤทธิรงค์เบื้องต้น ทั้งหมด 5 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ 2.พยายามทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ 3.ดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ 4.ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนและความปลอดภัยของผู้อื่น 5.ขับรถโดยความประมาทเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ขณะที่ผลตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติดในร่างกายนั้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรอผลตรวจเลือดจากทางแพททย์ หลังจากที่ เมื่อคืนหลังเกิดเหตุ ได้นำตัวนายฤทธิรงค์ ส่งตรวจที่รพ.สัตหีบ กม.10 ทั้งนี้จากการตรวจสอบกล้องหน้ารถของ นายฤทธิรงค์ พบว่า มีการขับรถ เข้ามาจุดตรวจจุดสกัด จำนวน 2 รอบ รอบแรกเจ้าหน้าที่ได้ให้สัญญานผ่านปกติ ก่อนจะมีการเร่งเครื่องและจอดรถกลางถนน ท้าทายเจ้าหน้าที่ และได้ไปยูเทิรน์กลับมาเข้าจุดตรวจ จุดสกัด ในรอบที่ 2 ก่อนจะเปิดกระจก ถามเจ้าหน้าที่มีหมายค้นไหม เจ้าหน้าที่จึงได้สั่งให้นำรถเก๋งชิดซ้าย เพื่อทำการตรวจค้นและตรวจวัดแอลกอฮอล์ ก่อนจะเร่งเครื่องฝ่าด่าน จนทำให้เจ้าหน้าที่กระโดดหลบหนีตาย ก่อนจะเร่งเครื่องไปจอดกลางถนนและเปิดกระจกให้ของลับ ก่อนจะเร่งเครื่องหลบหนีไป ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามไป ก่อนที่รถเก๋งจะขับรถด้วยความเร็วและหวาดเสียว และได้ไปเฉี่ยวชนรถประชาชนบนท้องถนน ก่อนที่รถจะข้ามเลนไปชนคนงานทำสายไฟเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ซึ่งขณะข้ามเลนไปชนคนงาน กล้องวงจรปิดไฟล์วีดีโอเสียหายไม่สามารถเปิดได้ ด้านชาวบ้านที่ขายของอยู่บริเวณจุดรถชน กล่าวว่าเห็นรถคันก่อเหตุขับหนีเจ้าหน้าที่มาด้วยความเร็ว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามมา ก่อนจะเสียหลักพุ่งข้ามเลนไปชนคนงานสายไฟ ฝั่งตรงข้ามจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ดังกล่าว
ข่าวสด • 6 เม.ย. 65
อ่าน
เพื่อนสนิท "แตงโม" เฉลยปมกล้องหน้ารถ!! เก็บเสียงได้จริงหรือไม่?
หลายคนยังคงรอคอยความจริง เกี่ยวกับคดีของนักแสดงสาว "แตงโม นิดา" เหตุพลัดตกเรือสปีดโบ๊ทเสียชีวิตปริศนา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงตามสืบพยานและหาหลักฐาน เพื่อเตรียมแถลงปิดคดีดังกล่าวอีกครั้ง ล่าสุดหลายคนสงสัยถึงปมกล้องหน้ารถของแตงโม ในคืนวันเกิดเหตุ ว่าแท้จริงแล้วสามารถบันทึกเสียงได้จริงหรือไม่? ภาพจาก IG melonp.official ภาพจาก IG melonp.official ซึ่งก่อนหน้านี้ที่มีการตรวจสอบ ได้มีการเผยว่า กล้องหน้ารถของแตงโมนั้นไม่สามารถบันทึกเสียงได้ แต่ล่าสุดด้านเพื่อนสนิทของแตงโมอย่าง "ฮิปโป" ได้เผยกับทุบโต๊ะข่าว ว่า เราเคยคุยกันตั้งแต่แรก ๆ แล้ว ก่อนที่คดีมันจะยาวมาขนาดนี้ ในตอนนั้นอย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่า พี่ "โบ TK" ขับรถกลับมากับ "กระติก" ซึ่งจริง ๆ ถ้าอยากรู้ว่ามันมีอะไร ก็ต้องลองไปดูคลิปหน้ารถ เพราะจำได้ว่า เราขับรถให้โมบ่อย ๆ โมก็จะบอกว่ากล้องมันเก็บเสียงนะ อย่างไรก็ตาม คงต้องรอความจริงจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อแถลงคลี่คลายคดีนางเอกสาว "แตงโม นิดา" เสียชีวิตปริศนาอีกครั้ง ภาพจาก IG melonp.official ภาพจาก IG melonp.official
TNN ช่อง16 • 1 เม.ย. 65
อ่าน
ตำรวจยังสรุปไม่ได้! วง Playground ประกาศตามหาพยานในที่เกิดเหตุ หรือใครมีภาพกล้องหน้ารถ
ข่าวบันเทิงวันนี้ ช็อควงการบันเทิง กรณี ตุ้ย วัชระ ชัยพันธุ์ มือกีตาร์วง PLAYGROUND ขับรถ Honda adv 150 ชนท้ายรถกระป๊อ ที่จอดรับผู้โดยสาร เสียชีวิต ในที่เกิดเหตุ (23 มิ.ย. 2564) ซึ่งล่าสุดทางเพจ วง Playground ได้โพสต์ตามหาพยานในที่เกิดเหตุ หรือใครที่มีภาพจากกล้องหน้ารถ ขอให้นำมาเป็นหลักฐานในเหตุกาารณ์ครั้งนี้ ซึ่งตอนนี้ตำรวจยังไม่สามารถสรุปได้ ยังไม่สามารถสรุปได้ สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต ของ ตุ้ย มือกีตาร์วง Playground จากอุบัติเหตุขับรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อ Honda adv 150 ชนท้ายรถกระป๊อ ซึ่งล่าสุดทางเพจของวง ได้โพสต์ตามหาพยาน หรือใครที่มีภาพจากกล้องหน้ารถให้มาเป็นหลักฐานเพิ่มเติม โดยได้โพสต์ข้อความว่า ตามหาพยานในที่เกิดเหตุ จากเหตุการณ์ที่พี่ตุ้ยเสียชีวิตเมื่อเช้านี้จากอุบัติเหตุจากรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อ Honda adv 150 ทางตำรวจยังไม่สามารถสรุปได้ จึงต้องการพยานเพิ่มเติม รบกวนใครที่อยู่ในเหตุการณ์บนรถโดยสารหรืออยู่ในพื้นที่ตรงนั้นเมื่อเช้านี้ หรือจะมีภาพจากกล้องหน้ารถ ช่วงเช้าวันที่ 23 มิถุนายน เวลาประมาณ 7.50 จนถึง 8.00 โมงเช้าบริเวรหน้าศูนย์ซูซูกิ ขาเข้าเพชรเกษม ทางลาดตัดเข้ากัลบปพฤกษ์ **โดยเฉพาะนักศึกษาผู้หญิงท่านนึงที่พยายามจะช่วยพี่ตุ้ย รบกวนติดต่อกลับมาทางพวกเรา หรือส่งหลักฐานเพิ่มเติมให้ทีนะครับ ติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ 084-636-1700 (ทีมงาน ME RECORDS) ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ Playgroundขอขอบคุณรูปภาพจากอินสตราแกรม tuiplayground กดเลย community แห่งความบันเทิง 📸เมาท์ข่าวดารา กับเจ๊รุงรังขังรวมทั้งข่าว หนัง ซีรีส์ 🍿ละคร ดนตรี และศิลปินไอดอล 😍ที่คุณชื่นชอบ บนแอปทรูไอดี
ข่าวบันเทิง • 23 มิ.ย. 64
อ่าน
แฟนสาว EP$ON ขอผู้เห็นอุบัติเหตุ มีกล้องหน้ารถ ส่งข้อมูล หวังใช้เป็นหลักฐานสู้
หลังจากEP$ONหรือ เอฟ วุฒิชัย ไชยมี แร็พเปอร์หนุ่มประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์เสียหลักล้มจนได้รับบาดเจ็บหนัก ล่าสุดเมื่อคืนนี้ ( 5 ก.พ.) แฟนสาวของเอฟก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กArch Ji ว่า ตอนนี้อาการของเอฟดีขึ้นตามลำดับ ขณะเดียวกันก็ว่า เรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่ง***ที่อยากจะขอความกรุณาทุกท่านคือ.. คลิปวิดิโอกล้องหน้ารถ เพื่อใช้ในการเก็บเป็นหลักฐาน และ ข้อมูลในการดำเนินการทางกฏหมายค่ะขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ครบถ้วนมากพอซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยในเรื่องความเป็นธรรมเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาเอฟค่ะ **หากท่านไหนสัญจรบนถนนวิภาวดีรังสิต**(ขาเข้า กทม. ทางคู่ขนานถนนวิภาวดีรังสิต) บริเวณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย หลักกิโล 15/700 ถึง 15/600 พิกัดที่เกิดเหตุ 13.8545822,100.5656169 วันที่ 3 ก.พ. 64 (ตรงกับวันพุธ) ช่วงเวลาโดยประมาณ 09.50-10.40 แล้วมีคลิปที่เจอหรือพบเห็นอุบัติเหตุดังกล่าวขอความกรุณาช่วยส่งคลิปให้ทางเฟซบุคส่วนตัว Arch Ji ด้วยนะคะ
มติชน • 6 ก.พ. 64
อ่าน
ลีเดีย ไม่ติดใจเอาความ คู่กรณีถอยรถชนรถพ่อ โชคดีมีกล้องหน้ารถ-พยาน
ลีเดีย ไม่ติดใจเอาความ คู่กรณีถอยรถชนรถพ่อ โชคดีมีกล้องหน้ารถ คนขับรถเมล์ช่วยเป็นพยาน จากกรณีรถคุณพ่อของนักร้องสาว ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ ถูกรถคู่กรณีถอยชนระหว่างติดไฟแดง ซึ่งถูกเผยแพร่คลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์จากกล้องหน้ารถของคุณพ่อ โดย ลีเดีย ได้โพสต์ข้อความถึงเหตุการณ์ ระหว่างรถถอยชน ที่มีการไกล่เกลี่ยกัน ระหว่างคุณพ่อ และคู่กรณีที่มีความไม่พอใจ พูดจาเชิงข่มขู่เรียกร้องค่าเสียหาย จนพ่อของลีเดียพยายามจะเรียกประกัน และขอเช็กกล้องที่หน้ารถ จนมีรถเมล์สาธารณะออกมาเป็นพยานว่า รถของคู่กรณีที่เป็นฝ่ายชน ก่อนที่คู่กรณีจะบอกว่าไม่เป็นไร และรีบขับรถออกไป ลีเดีย เดือด! พ่อเจอคนกร่าง ชนเองยังให้รับผิดชอบ เปิดกล้องให้มงเลย โดย ลีเดีย ได้ให้สัมภาษณ์หลังมาร่วมงานเปิดต้นคริสต์มาส Robinson Magical Celebration บริเวณด้านหน้า ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2563 อัพเดตถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง ถามถึงเหตุการณ์รถคุณพ่อ? "ใช่ ในเรื่องประเด็นของคุณพ่อก็ตามที่ทุกคนเห็นในคลิป คือตัวเองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะว่าวันนั้นเป็นแค่คุณพ่อคุณแม่สองคนที่ขับรถอยู่ คือเรามารู้ตัวอีกทีนึง คือตอนที่เขากลับมาถึงบ้าน เขาก็บอกว่าพอดีเปิดกล้องให้หน่อย เปิดไม่ได้ ก็เลยให้น้องสาวเป็นคนเปิด แล้วก็เห็นตามคลิปแบบที่ทุกคนเห็น ซึ่งก็น่าตกใจ เพราะว่าเขาก็จอดอยู่ของเขาเฉยๆ เป็นอะไรที่น่ากลัวนิดนึง เพราะว่าเขาลงมาแล้วก็เรียกร้องเลย แล้วก็อารมณ์ขึ้นมาก ซึ่งเรารู้สึกว่าอย่างน้อยคุณพ่อคุณแม่ได้กลับมาบ้านแล้วก็ปลอดภัย เลยรู้สึกว่าทุกคนที่ขับรถควรจะต้องมีสติตลอดเวลา คือป๊าเนี่ยอาจจะแฮปปี้ร้องเพลง ออกนอกหน้าต่างแล้วก็ไม่ได้สังเกตอะไรเท่าไหร่ พอมารู้ตัวอีกที คือเราชนเขาหรอ ไม่รู้อย่างนี้ เลยรู้สึกว่าทุกคนที่ขับรถติดกล้องหน้ารถก็จะดีมาก แล้วก็ต้องมีสติเพราะว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ" ตัวเราเองตอนทราบข่าว รู้สึกตกใจไหม? "ก็แน่นอนคือแบบตกใจ ทำไมพ่อเดียเขาไม่ได้เป็นคนชน แล้วทำไมเขาลงมาแล้วแบบของขึ้นขนาดนั้น อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าเจตนาเขาคืออะไร แต่คือเราก็เห็นตามคลิปอย่างที่ทุกคนเห็นค่ะ" เราไม่ได้คิดจะดำเนินคดีอะไรใช่ไหม? "เดียก็มีถามคุณพ่อแล้ว คุณพ่อเขาก็บอกอยากจะอยู่แบบสงบๆไม่ได้อยากมีเรื่องกับใครหรอก เดียก็คิดว่าคุณพ่อคุณแม่ออกมาปลอดภัยก็พอแล้ว คือรถมันก็ไม่ได้เป็นอะไร" เราโชคดีที่พี่รถเมล์เขาก็มาช่วย? "ใช่ ต้องขอบคุณพี่รถเมล์ กล้องตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่เขาพยายามเปิด แต่ก็ยังเปิดไม่ได้ คือเขาก็บอกว่าเราชนเขา เขาเสียหายทั้งๆที่รถเขาจริงๆไม่มีรอยอะไรเลย คือรถเมล์เขาก็มาจอดข้างๆแล้วก็บอกว่า เฮ้ยไม่ใช่...เขาชนคุณ ไม่ใช่คุณชนเขา พ่อก็เลยแบบ เหรอ...โอเค เดี๋ยวไปเปิดกล้องดูก่อน เขาก็พยายามเปิด แต่ก็ยังเปิดไม่ได้" คือคุณพ่อยอมรับผิดตั้งแต่ตอนนั้นว่าตัวเองผิด? "ประเด็นคือตอนนั้นรถติดมากแล้วก็คุณพ่อก็เห็นลงไปดูแล้วว่ามันไม่ได้เป็นอะไร รถไม่ได้มีรอยอะไร แล้วคุณพ่อก็อยากรีบกลับบ้าน เพราะมันก็กลางคืนแล้ว เขาก็อยากกลับไปหาหลาน เลยรีบกลับไม่อยากให้มีเรื่องมีราว แต่ว่าฝั่งนู้นคือแบบ ไม่ได้ มันเสียหาย" พอเราโพสต์ไปเขามาติดต่อยัง มีฟีดแบ็กอะไรกลับมาไหม? "ก็ไม่ได้คุยอะไร" คือเรื่องจบไปตั้งแต่วันนั้น? "คือเรื่องก็จบหลังจากที่เดียบอกก็คือพอจะเรียกประกัน เขาก็บอกไม่เป็นไร ไปก่อนละกัน เราก็โอเคอย่างน้อยคุณพ่อคุณแม่กลับมาปลอดภัยค่ะ ดีที่พ่อยังใจเย็น เดียไม่รู้ว่าถ้าสมมติพ่อเดียร้อนขึ้นด้วยจะเกิดอะไรขึ้น เดียก็ไม่รู้ แต่ว่าคุณพ่อกลับมาปลอดภัยทั้งคู่ รถก็ไม่ได้เสียหายอะไร ไม่ได้คิดว่าจะดำเนินคดีอะไร" คนก็ชื่นชมคุณพ่อมากเหมือนกัน? "ถ้าอยู่ในสถานการณ์นั้น เดียคงบอกป๊าอย่าลงไป แต่เราไม่ได้อยู่ ก็ถือว่าโชคดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านี้" คุณพ่อไม่มีเงินติดตัวด้วย? "คุณพ่อก็มีเงินติดตัวแหละ แต่โดยปกติแล้วก็คงต้องเรียกประกัน แต่ก็ตามที่ทุกคนเห็นค่ะ" มีข้องใจไหม อยากจะควักเงินให้เขาไปก่อน? "เดียว่าในใจปะป๊าก็คงคิดว่าอยากจะเคลียร์ให้มันจบๆ แต่จริงๆแล้วรถมันไม่เป็นอะไร ก็ไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายค่าเสียหายอะไรยังไง เพราะว่ามันไม่ได้เป็นอะไรเลย ก็เรียกประกันดีกว่า แล้วเราก็ไม่ได้ผิดด้วย เราอยู่ของเราเฉยๆค่ะ" อยากจะบอกอะไรสังคมกับคนแบบนี้? "ต้องบอกว่าทุกคนต้องใช้ถนนร่วมกัน ฉะนั้นเราต้องมีสติตลอดเวลาแล้วก็คอยระวังเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดคาดมันเกิดขึ้นได้เสมอ โชคดีที่มีกล้อง แล้วก็โชคดีที่มีพี่ขับรถเมล์ช่วยอยู่เป็นพยานให้ค่ะ อยากจะฝากทุกคนว่ามีสติ ติดกล้องค่ะ ช่วยคุณได้" โควิดจะกลับมาอีกแล้ว? "โควิดน่ากลัวมาก จริงๆแล้วมันเป็นอะไรที่ทั่วโลกเขาก็ยังเจอปัญหานี้อยู่ แต่บ้านเราก็ถือว่ายังรับมือกับสถานการณ์ได้ดีอยู่ เพราะมันก็ไม่ได้แพร่ระบาดในหลักที่เยอะๆ เดียคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ตอนนี้คือใส่แมสก์ ระวังให้มากที่สุด ล้างมือบ่อยๆอย่าไปในที่คนเยอะ แอร์อัด ในช่วงโซเชียล ดิสแทนซิ่ง แล้วก็ทำตามไกด์ไลน์ที่มีมาตลอด เดียก็คิดว่าน่าจะช่วยได้ในระดับนึง" เราเคยเป็น มีโอกาสเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นได้มากกว่าคนอื่นไหม? "อันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นแล้วเนี่ย เป็นอีกได้มั้ย แต่ในทางทฤษฎีแล้วน่าจะเป็นอยู่ได้ ก็ไม่แน่ใจว่าตัวที่เป็นแอนติบอดี้ในร่างกายเรา มันจะยังสามารถสู้กับเชื้อโรคได้เร็วกับครั้งแรกที่เราติดหรือเปล่า ยังไงก็ต้องระวังค่ะ ไม่อยากติดรอบ 2 ค่ะ" ปีใหม่ต้องระวังตัวเองยังไงบ้าง? "ต้องระวังตัวเอง ตอนนี้ก็ใส่แมสก์ตลอด ล้างมือบ่อยๆ ฉีดแอลกอฮอล์ สเปรย์เจลทุกอย่าง ต้องระวังให้มากที่สุด แล้วก็ทำร่างกายเราให้แข็งแรง มีภูมิต้านทานให้ดีที่สุดตอนนี้ค่ะ" ปีใหม่มีแผนเที่ยวพกผ่อนหรือยัง? "ปีใหม่ก็น่าจะพาครอบครัวไปเที่ยว แต่ยังดูที่อยู่ว่าจะไปไหน เพราะลูกก็ปิดเทอมวันที่ 20 กว่าๆ ก็คงไปเที่ยว" ขอบคุณภาพ lydiasarunrat
ข่าวสด • 5 ธ.ค. 63
อ่าน
กล้องหน้ารถนาทีสลด 2 ผัวเมียขับ จยย.เฉี่ยวท้าย จยย.คันหน้าข้ามเลนประสานงากระบะดับคู่ (คลิป)
ชัยภูมิ – เปิดกล้องหน้ารถวินาทีสลด 2 สามีภรรยา ขับ จยย.มาด้วยความเร็วไปเฉี่ยวท้ายรถ จยย.คันหน้าล้ม ก่อนที่จะเสียหลักข้ามเลนพุ่งไปตัดหน้าประสานงาชนกับกระบะที่วิ่งสวนมาอย่างจัง ดับสลดคู่ 2 ศพ!เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา วันที่ 6 กรกฏาคม2563 ร.ต.อ.อัศวิน พรหมนอก รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชัยภูมิ รับแจ้งจาก 191 ตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ว่ามีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะเสียหลักข้ามเลนพุ่งไปชนกับรถกระบะที่วิ่งสวนมาจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย จุดเกิดอยู่บริเวณหน้าทางเข้าองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยต้อน ตำบลห้วยต้อน อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ถนนสายชัยภูมิ-อำเภอหนองบัวแดง จึงรุดไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์โรงพยาบาลชัยภูมิ และหน่วยกู้ภัยสว่างคุณธรรมชัยภูมิในที่เกิดเหตุพบผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ก่อนที่ทาง จนท.ได้เร่งให้การช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลชัยภูมิ ก่อนที่ผู้บาดเจ็บสาหัสทั้ง 2 ราย ซึ่งเป็น 2 สามีภรรยาจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อต่อมาคือ 1.) นายประยูร ศรีธรรม อายุ 61 ปี อาศัยบ้านเลขที่ 302 หมู่ที่ 3 ตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ส่วนผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย คือภรรยาชื่อนางบังอร ศรีธรรม อายุ 57 ปี อาศัยบ้านเลขที่ 128 หมู่ที่ 15 ตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ส่วนผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 1 รายชื่อ นายสุทธิวุฒิ ตันติวุฒธ์ อายุ 37 ปี อาศัยบ้านเลขที่ 107/1 หมู่ที่ 6 ตำบลเกาะสะบ้า อำเภอเทพา จังหวัดสงขลาซึ่งในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีแดง-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน นอนคว่ำอยู่กลางถนน ส่วนรถจักรยานยนต์อีก 1 คัน ที่พุ่งชนกับรถกระบะสภาพพังยับอยู่ไหล่ทาง ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน ขตก 538 หมวดจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งทราบต่อมารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นของ 2 สามีภรรยาที่เสียชีวิต ใกล้กันพบเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ สีบรอนด์ ป้ายทะเบียน บบ 6545 หมวดจังหวัดชัยภูมิ สภาพด้านหน้าพังยับจอดอยู่ไหล่ทางดังกล่าว โดยมีนายวุฒินันท์ กุลสุวรรณ อายุ 62 ปี อาศัยบ้านเลขที่357 หมู่ที่ 13 ตำบลหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ยืนรอให้การกับทางเจ้าหน้าที่สอบถามไปยังนายวุฒินันท์ กุลสุวรรณ คนขับรถกระบะ ให้การว่า ตนได้ขับรถออกจากตัวเมืองเพื่อที่จะกลับบ้านที่อำเภอหนองบัวแดง แต่ระหว่างทางมาถึงจุดเกิดเหตุตนได้สังเกตุเห็นรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกันก่อนที่จะเสียหลักข้ามเลนพุ่งมาชนรถกระบะของตนอย่างจัง จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาทั้ง 2 ราย ตนเองจึงรีบลงจากรถมาดู ก่อนรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือส่วนนายสุทธิวุฒิ ตันติวุฒธ์ ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ที่ขับ รถ จยย.มาถูก 2 สามีภรรยาขับมาเฉี่ยวชนท้ายรถ ก่อนที่จะเสียหลักข้ามเลนไปประสานงากับรถกระบะ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ขับรถจักรยานยนต์มาถึงจุดเกิดเหตุก่อนที่ตนจะชะลอรถเพื่อที่จะเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้าน ระหว่างนั้น 2 สามีภรรยาได้ขับมาด้วยความเร็ว ก่อนเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของตนและพุ่งข้ามเลนไปชนกับรถกระบะที่สวนทางมาอย่างจัง จนทำให้เกิดเหตุสลดดังกล่าวขึ้นด้าน ร.ต.อ.อัศวิน พรหมนอก รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชัยภูมิ หลังได้เข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง เพื่อหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ที่ยืนยันให้ชัดเจนอีกครั้งเพิ่มเติม ก่อนเดินทางไปดูอาการผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ พบว่าทั้ง 2 สามีภรรยานั้นทนพิษบาดแผลไม่ไหวได้เสียชีวิตระหว่างนำส่ง รพ.แล้ว ก่อนจะได้ติดต่อให้ญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนา ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จะได้รอรวบรวมพยายหลักฐานอีกครั้งเพื่อที่จะเชิญตัวมาสอบสวนพร้อมกับคนขับรถกระบะเพื่อหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ที่ชัดเจนต่อไป
77ข่าวเด็ด • 6 ก.ค. 63
อ่าน
กล้องหน้ารถบันทึกภาพระทึก เก๋งเบียดแซงแล้วเสียหลักประสานงาคันหน้าสนั่น
โซเชียลแชร์สนั่น เก๋งเบียดแซง แต่กลับเสียหลักหมุนไปชนประสานงารถคันที่สวนมาอย่างจัง พร้อมเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจ บาดเจ็บสาหัส 4 ราย วันที่ 25 มิ.ย. ภาพจากกล้องหน้ารถคันหนึ่ง ได้ถูกนำมาโพสต์ผ่านโลกโซเชียล ซึ่งเป็นภาพที่รถเก๋งสีขาว คาดว่าขับมาด้วยความเร็วสูง จากถนน 4 เลน แต่ไปเจอถนนข้างหน้าเป็นถนน 2 เลน แล้วพยายามเบียดรถคันที่มีกล้องหน้ารถที่ขับตามกันมาอย่างรวดเร็ว โดยมีรถอีกคันที่สวนมาอย่างกระชั้นชิด ทำให้เก๋งสีขาวรีบกลับเข้ามาในเลนซ้าย เพียงเสี้ยววินาที เก๋งคันสีขาว เสียหลักเหวี่ยงสะบัดเล็กน้อย ก่อนจะเข้าพุ่งชนรถกระบะที่วิ่งสวนมาอย่างจัง ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของรถคันที่มีกล้องหน้ารถที่เห็นเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะภาพที่เห็นรถเก๋งสีขาว ชนแล้วหมุน 2 รอบ ในสภาพที่ยับเยินเกือบทั้งคัน ส่วนรถกระบะสีดำที่ขับมาตามปกติถูกชนตกถนน ที่เกิดเหตุอยู่ที่ อ.โนนแดง จ.นครราชสีมา ห่างจากโรงพยาบาลโนนแดงประมาณ 2 กม.เหตุการณ์ครั้งนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งหมด 4 ราย เป็นหญิงที่นั่งมาในรถเก๋งสีขาว 3 ราย รถกระบะ 1 ราย ทั้งหมดถูกส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราช จ.นครราชสีมา เพราะอาการสาหัส
มติชน • 25 มิ.ย. 63
รีวิว 70mai A810 Lite กล้องหน้า 4K อัปเกรดใหม่ ถูกลง 2,000 บาท คุ้มกว่าเดิม
ราคาเปิดตัว 4,999 บาท
ExtremeIT • 3 วันที่แล้ว
อ่าน
หยุดโลกหมุน และภาพสั่น ด้วย 4 กล้อง Gimbal และ Action Cam ตัวเทพแห่งปี 2025 ถ่ายปุ๊บ สวยปั๊บ ไม่ง้อตัดต่อ!
ในปี 2025 ยุคที่ใครๆ ก็เป็น Content Creator ได้ การมีวิดีโอที่ นิ่ง และ คมชัด ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ทางรอด ไม่ว่าคุณจะเป็นสาย Vlog เดินกินเที่ยว, สายลุย Adventure, หรือแค่ถ่ายเก็บความทรงจำครอบครัว การแบกกล้องใหญ่พร้อมไม้กันสั่นอันเท่าแขนกลายเป็นอดีตไปแล้ว วันนี้เราได้รวบรวม 4 จตุรเทพ กล้องที่มีระบบกันสั่น (Gimbal) ทั้งแบบแมคคานิคและแบบดิจิทัลรุ่นล่าสุด ที่กำลังครองตลาดไทยในปี 2025 มาฝาก เพื่อให้คุณได้ ตัวจบ สำหรับการทำคอนเทนต์ที่ลื่นไหลระดับมืออาชีพครับ 1. DJI Osmo Pocket 3: ราชันย์แห่งการ Vlog ที่ยังไม่มีใครโค่นลง แม้จะเปิดตัวมาก่อน แต่ในปี 2025 DJI Osmo Pocket 3 ยังคงยืนหนึ่งในฐานะ กล้อง Gimbal แท้ๆ (Mechanical Gimbal) เพียงรุ่นเดียวที่ให้คุณภาพไฟล์ระดับกล้องโปรในขนาดเท่าแท่งสนีกเกอร์บาร์ จุดเด่นและฟีเจอร์ไม้ตาย: Gimbal 3 แกนของจริง: ต่างจากกล้องอื่นที่ใช้ซอฟต์แวร์ตัดขอบภาพเพื่อกันสั่น รุ่นนี้ใช้มอเตอร์ 3 แกนหมุนเลนส์จริงๆ ทำให้ได้ภาพที่นิ่งกริบที่สุดในโลกโดยไม่สูญเสียรายละเอียดภาพ เซนเซอร์ 1 นิ้ว: ใหญ่สะใจ ถ่ายในที่แสงน้อย (Low Light) ได้ดีที่สุดในกลุ่ม Night Vlog คือสว่างใส ไร้ Noise กวนใจ จอหมุนได้ 2 นิ้ว: แค่ดีดจอแนวนอน กล้องก็เปิดพร้อมถ่าย ดีดแนวตั้งก็พร้อมลง TikTok/Reels ทันที โฟกัสไวปานสายฟ้า: ระบบ Fast Pixel Focus จับหน้าคนแม่นยำมาก วางของโชว์หน้ากล้อง (Product Showcase) โฟกัสก็เข้าเป้าทันที เหมาะกับใคร: สาย Vlog, สายรีวิวสินค้า, Youtuber ที่เน้นคุณภาพไฟล์สูงสุด และถ่ายที่มืดบ่อย ราคาโดยประมาณ: ชุดมาตรฐาน: 18,900 บาท ชุด Creator Combo (แถมไมค์ DJI Mic 2 + ขาตั้ง): 24,000 บาท 2. DJI Osmo Action 5 Pro: ตัวจบสายแบตอึดและ Dynamic Range กว้าง คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของตลาด Action Cam ในปี 2025 รุ่นนี้มาพร้อมสโลแกน "Pro" ที่ไม่ได้ตั้งมาเล่นๆ เพราะอัดสเปกมาแบบจัดเต็ม จุดเด่นและฟีเจอร์ไม้ตาย: เซนเซอร์ Next-Gen 1/1.3 นิ้ว: แม้ขนาดจะเท่ารุ่นเก่า แต่เทคโนโลยีใหม่ให้ Dynamic Range กว้างถึง 13.5 Stops (ระดับเดียวกับกล้องโปร) เก็บรายละเอียดแสงเงาได้เนียนกริบ แบตเตอรี่ 4 ชั่วโมง: อึดที่สุดในตลาด! ถ่ายต่อเนื่องได้นาน 4 ชม. โดยไม่ต้องเปลี่ยนแบต ไม่ต้องพก Power Bank ให้เกะกะ HorizonSteady 360: ระบบกันสั่นดิจิทัลที่หมุนกล้องตีลังกา 360 องศา ภาพก็ยังตั้งตรงขนานกับพื้นโลก นิ่งเหมือนใช้ขาตั้งกล้อง Subject Tracking: ครั้งแรกของ Action Cam ที่มีระบบ AI ตามติดวัตถุ กดเลือกคนหรือรถ แล้วกล้องจะครอปภาพตามวัตถุนั้นให้อยู่กลางเฟรมเสมอ เหมาะกับใคร: สายลุย, นักดำน้ำ (ลงน้ำลึก 20 เมตรไม่ต้องใส่เคส), คนขี้เกียจเปลี่ยนแบต, สายท่องเที่ยวแบบ Adventure ราคาโดยประมาณ: ชุด Standard: 14,000 บาท ชุด Adventure Combo: 17,900 บาท 3. Insta360 Ace Pro 2: อัจฉริยะ AI ผสานพลังเลนส์ Leica เมื่อค่ายกล้อง 360 หันมาทำกล้องทรงปกติ โดยจับมือกับ Leica ผลลัพธ์คือกล้องที่ "ฉลาด" ที่สุดในปี 2025 จุดเด่นและฟีเจอร์ไม้ตาย: Dual AI Chip: ใช้ชิปประมวลผล 2 ตัวทำงานร่วมกัน ตัวหนึ่งจัดการภาพ ตัวหนึ่งจัดการกันสั่น ผลคือถ่ายวิดีโอ 8K ได้ลื่นไหล เลนส์ Leica SUMMARIT: ให้สีสันและมิติภาพที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ คมชัดระดับพรีเมียม PureVideo Low Light: โหมดถ่ายกลางคืนที่ใช้ AI ช่วยลด Noise แบบเรียลไทม์ สู้กับ Pocket 3 ได้สูสีมากในร่าง Action Cam Flip Screen 2.4 นิ้ว: จอพับขึ้นมาเซลฟี่ได้ขนาดใหญ่ มองเห็นตัวเองชัดเจน จัดเฟรมง่าย Pause Recording: ฟีเจอร์เด็ด! กดหยุดถ่ายชั่วคราวแล้วกดถ่ายต่อในไฟล์เดิมได้ ไม่ต้องมานั่งต่อไฟล์ทีหลังให้เสียเวลา เหมาะกับใคร: สาย Gadget ที่ชอบเทคโนโลยีล้ำๆ, คนชอบสีโทน Leica, และคนที่อยากได้กล้อง Action Cam ที่ถ่ายกลางคืนสวย ราคาโดยประมาณ: 16,000 - 19,000 บาท 4. GoPro Hero 13 Black: ราชาเลนส์เสริม และความไว้ใจได้ แม้จะไม่ได้เปลี่ยนดีไซน์มาก แต่ Hero 13 ในปี 2025 เน้นไปที่ความ "Pro" ในการปรับเปลี่ยนเลนส์ ซึ่งเป็นจุดขายที่ค่ายอื่นยังตามไม่ทัน จุดเด่นและฟีเจอร์ไม้ตาย: HB-Series Lenses: รองรับเลนส์เสริมอัจฉริยะ 3 แบบ (ขายแยก) คือ Macro Lens (ถ่ายระยะใกล้), Ultra Wide (กว้างสุดขอบโลก), และ Anamorphic (ถ่ายสัดส่วนหนังภาพยนตร์) ซึ่งพอใส่ปุ๊บ กล้องรู้ทันทีและปรับตั้งค่าให้เอง Magnetic Mounting: ในที่สุด GoPro ก็มีเมาท์แม่เหล็ก! ถอด-ใส่กับขาตั้งได้ใน 1 วินาที ไม่ต้องมานั่งหมุนน็อตอีกต่อไป HyperSmooth 6.0: ระบบกันสั่นที่ได้รับรางวัล Emmy Awards ยังคงทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม นิ่งหายห่วง GPS: นำระบบ GPS กลับมาแล้ว! สามารถใส่สติกเกอร์ความเร็ว แผนที่ หรือความสูงลงในวิดีโอได้ เหมาะกับใคร: แฟนพันธุ์แท้ GoPro, สาย Creative ที่อยากเล่นมุมภาพแปลกๆ (Macro/Cinematic), นักกีฬาที่ต้องการ GPS Data ราคาโดยประมาณ: 15,900 บาท (ไม่รวมเลนส์เสริม) บทสรุป: เลือกตัวไหนดี? ถ้าเน้นคุณภาพไฟล์สูงสุด และงาน Vlog นั่งคุย: ไป DJI Osmo Pocket 3 คือจบ เจ็บแต่คุ้ม เพราะกันสั่นแบบแมคคานิคยังไงก็เนียนกว่าดิจิทัล และเซนเซอร์ 1 นิ้วคือที่สุด ถ้าเน้นลุยน้ำ แบตอึด ถ่ายยาวๆ: ไป DJI Osmo Action 5 Pro แบต 4 ชั่วโมงคือ Game Changer ของจริง ถ้าเน้นความฉลาด AI และถ่ายกลางคืน: ไป Insta360 Ace Pro 2 ได้เลนส์ Leica และจอพับที่ใช้ง่าย ถ้าเน้นลูกเล่นเลนส์ และมุมมองแปลกใหม่: ไป GoPro Hero 13 Black คือสนามเด็กเล่นของคนมีความคิดสร้างสรรค์ ปี 2025 นี้ ไม่มีข้ออ้างสำหรับวิดีโอสั่นๆ อีกต่อไป เลือกอาวุธที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ แล้วออกไปสร้างคอนเทนต์ให้โลกจำกันจ้า!
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 21 ธ.ค. 68
อ่าน
แนะนำ "กล้อง 360 องศา" อุปกรณ์คู่ใจสายคอนเทนต์ รุ่นใหม่ปี 2025
เคยไหม? พลาดช็อตเด็ดเพราะเล็งไม่ทัน? กล้อง 360 องศาคือคำตอบสุดท้ายที่จะลบปัญหานั้นทิ้งไป! เจ้ากล้องมหัศจรรย์ตัวนี้คือเกมเชนเจอร์สำหรับวงการถ่ายภาพและวิดีโอ เพราะมันสามารถ เก็บภาพรอบทิศทาง (360 องศา) ได้ทั้งหมดด้วยการกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว ทำให้เราสามารถเลือกมุมมองที่ดีที่สุดได้ "ทีหลัง" ในขั้นตอนการตัดต่อ นี่คือเหตุผลว่าทำไมกล้อง 360 องศา ถึงเป็นอุปกรณ์ที่ต้องมีสำหรับสายท่องเที่ยว, วล็อกเกอร์, และนักผจญภัยทุกคน หัวใจหลักของมันคือเทคโนโลยี "Reframing" หรือการจัดเฟรมใหม่ หมายความว่า คุณถ่ายทุกอย่างที่อยู่รอบตัวคุณไว้ก่อน แล้วค่อยใช้แอปพลิเคชันเลือกตัด (Crop) วิดีโอในมุมมองปกติ (Flat Video) หรือมุมมองสุดล้ำอย่าง Tiny Planets (ภาพโลกกลม ๆ เล็ก ๆ) หรือ Fish Eye ได้ตามใจชอบ ทำให้คอนเทนต์ของคุณดูโดดเด่นและสร้างสรรค์กว่าใคร ๆ! สิ่งที่ควรรู้ก่อนทุ่มเงินซื้อกล้อง 360 องศา ก่อนจะควักกระเป๋าซื้อกล้องเทพ ๆ มาเป็นสตูดิโอพกพา มีบางเรื่องที่คุณต้องรู้ก่อน เพื่อให้ได้รุ่นที่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณที่สุด: 1. ความละเอียดสำคัญสุด (Resolution is Key) วิดีโอ: กล้อง 360 องศาที่ดีควรเริ่มที่ความละเอียด 5.7K เป็นอย่างต่ำ และถ้าเป็นไปได้ควรเลือกที่ 8K เลยยิ่งดี! เหตุผล: แม้กล้องจะถ่ายที่ 8K แต่เมื่อคุณเลือกมุมใดมุมหนึ่งออกมา (Reframing) ความละเอียดของมุมนั้นจะลดลงอย่างมาก ถ้าความละเอียดเริ่มต้นต่ำ ภาพสุดท้ายที่ได้ก็จะดูแตกหรือเบลอไม่คมชัด ภาพนิ่ง: ควรพิจารณาความละเอียดภาพนิ่งที่สูง เช่น 60 ล้านพิกเซลขึ้นไป เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดพอสำหรับการนำไปใช้ต่อหรือพิมพ์ 2. ดูที่ "ขนาดเซนเซอร์" ไม่ใช่แค่ตัวเลข MP เซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น (เช่น 1/2 นิ้ว หรือ 1 นิ้ว) จะช่วยให้กล้องรับแสงได้ดีขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้ภาพที่ถ่ายในที่แสงน้อย (Low Light) มีคุณภาพดีขึ้น ลด Noise และยังให้รายละเอียดที่ดีกว่าเดิม ซึ่งสำคัญมากสำหรับวล็อกเกอร์ที่ต้องถ่ายในร่มหรือตอนเย็น 3. ฟีเจอร์ AI คือผู้ช่วยชั้นยอด กล้อง 360 องศาในปัจจุบันมาพร้อมฟังก์ชัน AI ที่ชาญฉลาดมาก เช่น: PureShot/PureVideo: ใช้ AI ในการประมวลผลเพื่อเพิ่มคุณภาพของภาพและวิดีโอในสภาพแสงที่ท้าทาย Active HDR: ช่วยจัดการกับฉากที่มีความแตกต่างของแสงสูง (เช่น ฉากย้อนแสง) ทำให้รายละเอียดไม่หายไป Deep Track: ระบบติดตามวัตถุด้วย AI ที่จะล็อกเป้าหมายของคุณให้อยู่กลางเฟรมเสมอ แม้คุณจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็ตาม ทำให้การตัดต่อแบบ Reframe ง่ายขึ้นมาก 4. การกันน้ำและกันกระแทก (Durability) สำหรับสายลุยหรือสายแอดเวนเจอร์ ฟังก์ชันกันน้ำ กันฝุ่น กันกระแทก เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ กล้อง Action Cam 360 องศาส่วนใหญ่มักจะกันน้ำได้ที่ความลึกระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้คุณสามารถถ่ายกิจกรรมทางน้ำได้โดยไม่ต้องใส่เคสกันน้ำเพิ่ม 5. ระบบจัดเก็บและแบตเตอรี่ วิดีโอ 360 องศาความละเอียดสูงใช้พื้นที่จัดเก็บเยอะมาก! ควรเลือกกล้องที่รองรับ Micro SD Card ความจุสูง (เช่น 128GB หรือ 256GB ขึ้นไป) และควรมีความเร็วในการเขียน/อ่านสูงด้วย นอกจากนี้ แบตเตอรี่ควรมีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับการถ่ายวิดีโอต่อเนื่องได้ยาวนาน (เช่น Insta360 X5 บางรุ่นมีแบตเตอรี่ที่ถ่ายได้นานขึ้น) แนะนำกล้อง 360 องศาที่เปิดตัวในปี 2025 DJI Osmo 360 - ยกระดับกล้อง 360 องศา สู่คุณภาพวิดีโอ 8K ระดับมืออาชีพ! DJI ผู้เชี่ยวชาญด้านโดรนและอุปกรณ์กันสั่นระดับโลก ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดกล้อง 360 องศาอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว DJI Osmo 360 ที่มาพร้อมคำนิยามใหม่ของกล้องแอคชั่นแคมที่เน้นคุณภาพของภาพและวิดีโอเป็นหลัก! กล้องตัวนี้ไม่ใช่แค่กล้อง 360 องศาธรรมดา แต่คืออุปกรณ์สำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการความคมชัดสูงสุด พร้อมระบบที่เสถียรและใช้งานง่ายตามแบบฉบับของ DJI จุดขายสำคัญคือการนำเสนอความละเอียดวิดีโอ 360 องศาที่สูงถึง Native 8K (7680x3840) ที่ 30fps ซึ่งหมายความว่ามันบันทึกภาพ 8K จริง ๆ ทำให้เมื่อนำมา Reframing (เลือกมุมภาพ) แล้ว ภาพที่ได้ยังคงความคมชัดและรายละเอียดที่สูงมาก นอกจากนี้ รุ่น Pro ยังมาพร้อม เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว Square CMOS ซึ่งใหญ่กว่าเซนเซอร์ทั่วไป ทำให้รับแสงได้ดีขึ้น ลดสัญญาณรบกวน (Noise) และมีประสิทธิภาพโดดเด่นแม้ในสภาพแสงน้อย โดย DJI Osmo 360 เปิดตัวในประเทศไทยด้วยราคาเริ่มต้นที่ 14,290 บาท สำหรับชุด Standard Combo สิ่งที่ทำให้ DJI Osmo 360 แตกต่างอย่างชัดเจนจากคู่แข่งในตลาด คือการผนวกเทคโนโลยีหลักของ DJI เข้ามาอย่างลงตัว ระบบกันสั่น RockSteady 3.0 และ HorizonSteady ทำงานร่วมกันได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้วิดีโอมีความนิ่งราวกับใช้ Gimbal ตลอดเวลา แม้จะอยู่ในกิจกรรมที่สมบุกสมบันก็ตาม ฟีเจอร์ AI ที่น่าสนใจอย่าง ActiveTrack 3.0 ช่วยให้กล้องติดตามวัตถุได้อย่างแม่นยำ และฟังก์ชัน Invisible Selfie-Stick ที่เป็นเอกลักษณ์ของกล้อง 360 องศาก็ทำงานได้อย่างไร้ที่ติ ทำให้ภาพที่ได้ดูราวกับถ่ายจากโดรนส่วนตัวที่ตามติดคุณไปทุกที่ นอกจากนี้ ตัวกล้องยังมีความทนทานสูง ด้วยมาตรฐาน กันน้ำลึก 10 เมตร (IP68) โดยไม่ต้องใส่เคส และสามารถทนต่ออุณหภูมิต่ำถึง 20 องศาเซลเซียส DJI Osmo 360 ถูกวางตำแหน่งเป็น กล้อง 360 องศาคุณภาพระดับพรีเมียม ที่เน้นกลุ่มผู้สร้างคอนเทนต์ระดับกลางถึงมืออาชีพ การมีเซนเซอร์ใหญ่และวิดีโอ 8K ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการอัปเกรดคอนเทนต์ VR หรือวิดีโอแอคชั่นที่ต้องมีการ Reframing บ่อยๆ ให้ได้คุณภาพสูงสุด นอกจากนี้ การที่กล้องสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ในระบบนิเวศน์ของ DJI เช่น DJI Mic ได้อย่างราบรื่นผ่านแอปฯ DJI Mimo ยังช่วยให้ผู้ใช้จัดการงานตัดต่อและเสียงได้อย่างครบวงจร ทำให้ DJI Osmo 360 เป็นอุปกรณ์ที่สร้างมาเพื่อมอบความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพ และคุณภาพวิดีโอระดับสูงที่ไม่เป็นสองรองใครในตลาด Action Cam 360 องศา ณ ปัจจุบัน GoPro MAX2 - กล้อง 360 องศา 8K ตัวจริง ที่พร้อมลุยและไม่พลาดทุกช็อต! GoPro ได้ประกาศยกระดับมาตรฐานกล้อง 360 องศาให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว GoPro MAX2 ที่มาพร้อมคำนิยาม "True 8K 360 Video" ซึ่งเป็นจุดขายที่โดดเด่นและแตกต่างที่สุดในตลาด ณ ขณะนี้ กล้องรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อครีเอเตอร์สาย Action และนักผจญภัยที่ต้องการคุณภาพวิดีโอที่คมชัดที่สุด โดย MAX2 สามารถบันทึกวิดีโอ 360 องศาด้วยความละเอียด 8K ที่แท้จริง ซึ่งทำให้ได้ความละเอียดเพิ่มขึ้นถึง 21% เมื่อเทียบกับคู่แข่ง สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องทำ Reframing (เลือกมุมภาพ) ในภายหลัง เพราะแม้จะซูมหรือเลือกมุมออกมาเป็นวิดีโอปกติ ภาพสุดท้ายที่ได้ก็ยังคงมีรายละเอียดที่คมชัดและคุณภาพระดับมืออาชีพ นอกจากนี้ กล้องยังมีความสามารถในการถ่ายภาพนิ่ง 360 องศาความละเอียดสูงถึง 29MP อีกด้วย โดย GoPro MAX2 มีราคาเริ่มต้นที่ 17,500 บาท สิ่งที่ทำให้ MAX2 เหนือกว่ากล้อง 360 องศาอื่น ๆ คือการนำเสนอความสามารถระดับ Pro ที่ไม่เคยมีมาก่อนในกลุ่มกล้องผู้บริโภคทั่วไป ฟีเจอร์เด่นคือการรองรับ 10-Bit Color ในโหมด 8K ซึ่งสามารถบันทึกสีได้มากกว่าหนึ่งพันล้านสี ทำให้ภาพมีความสมจริงและสีสันเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น พร้อมบิตเรต (Bitrate) สูงสุดถึง 300Mbps ซึ่งเป็นบิตเรตที่สูงที่สุดสำหรับกล้อง 360 องศาในตลาดปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเอาใจผู้ใช้งานมืออาชีพด้วยการรองรับ GP-Log Encoding พร้อม LUTs (Look-Up Tables) สำหรับการเกรดสีในขั้นตอน Post-Production ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก MAX2 ยังคงมาพร้อมระบบกันสั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ GoPro อย่าง Max HyperSmooth ที่ทรงพลังที่สุด พร้อม 360 Horizon Lock ที่ล็อกระนาบภาพให้ตรงเสมอไม่ว่ากล้องจะเอียงหรือหมุนไปในทิศทางใดก็ตาม GoPro MAX2 ถูกสร้างมาเพื่อความทนทานและการใช้งานแบบ Action อย่างแท้จริง โดยเป็นกล้อง 360 องศาเดียวที่มาพร้อม เลนส์แบบบิดแล้วถอดเปลี่ยนได้ (Twist-and-Go Replaceable Lenses) ซึ่งทำจากกระจก Optical ที่แข็งแรงเป็นพิเศษ และหากเกิดความเสียหายจากการใช้งานหนัก คุณก็สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ด้วยมือเปล่าโดยไม่ต้องเปลี่ยนกล้องใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดขายด้านความคุ้มค่าและความทนทานที่สำคัญยิ่งกว่าคู่แข่ง นอกจากฟีเจอร์ 360 แล้ว MAX2 ยังสามารถถ่ายวิดีโอ Single-Lens แบบมุมมองกว้าง Max HyperView 180 ในความละเอียด 4K60 ได้อีกด้วย รวมถึงการถ่าย Super Slo-Mo ในโหมด 360 ที่ความละเอียด 4K100 ซึ่งช้ากว่าปกติถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีการอัปเกรดเสียงด้วยชุดไมโครโฟน 6 ตัว พร้อมการรองรับ Bluetooth Audio สำหรับการเชื่อมต่อไมค์ไร้สายหรือหูฟัง เพื่อการควบคุมด้วยเสียงและเสียงวล็อกที่ชัดเจน ทำให้ MAX2 เป็นกล้อง 360 องศาที่สมบูรณ์แบบที่สุดทั้งในด้านคุณภาพ ทนทาน และฟีเจอร์สำหรับครีเอเตอร์ยุคใหม่ Insta360 X5 - ผู้นำด้านคุณภาพ 8K และการตัดต่อ AI ที่ชาญฉลาดที่สุด! Insta360 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดกล้อง 360 องศาด้วยการเปิดตัว Insta360 X5 ซึ่งถูกยกให้เป็นกล้อง Flagship ที่มาพร้อมกับความสามารถในการถ่ายวิดีโอ 360 องศาที่คมชัดระดับ 8K กล้อง X5 ไม่ได้แค่เพิ่มความละเอียด แต่เป็นการยกระดับคุณภาพของภาพอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการใช้เซนเซอร์ขนาดใหญ่ถึง 1/1.28 นิ้ว และระบบชิปประมวลผล Triple AI Chip ที่ทำงานได้เร็วขึ้น 140% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ทำให้วิดีโอที่ออกมามีสีสันที่สมจริง ความคมชัดที่น่าทึ่ง และภาพที่สว่างสดใสแม้ในที่แสงน้อย โดยเฉพาะโหมด 360 PureVideo ที่ใช้ AI ในการลด Noise และเพิ่ม Dynamic Range สำหรับการถ่ายภาพกลางคืนหรือในที่แสงน้อยได้อย่างเหนือชั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Insta360 X5 เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการคุณภาพสูงสุด สำหรับราคาเปิดตัวในประเทศไทยของ Insta360 X5 เริ่มต้นที่ 18,900 บาท สิ่งที่ทำให้ Insta360 X5 โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน คือนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดความยุ่งยากในการใช้งานและเพิ่มความทนทานให้กับกล้อง รุ่นนี้มาพร้อมการออกแบบเลนส์ที่ สามารถถอดเปลี่ยนได้เอง (Fully Replaceable Lenses) ซึ่งหมายความว่าหากเลนส์เกิดความเสียหายจากการใช้งาน Action หนัก ๆ ผู้ใช้ก็สามารถ "แกะออกและใส่เลนส์ใหม่" ได้ทันทีด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องส่งเข้าศูนย์ซ่อมให้เสียเวลา นอกจากนี้ ตัวกล้องยังมีความทนทานสูงขึ้น 100% ในด้านการทนต่อการตกกระแทก และ กันน้ำลึกถึง 49 ฟุต (15 เมตร) ซึ่งดีกว่ารุ่นก่อนถึง 50% ทำให้ X5 เป็นกล้อง 360 องศาที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ตั้งแต่การขี่มอเตอร์ไซค์ การเล่นสกี ไปจนถึงการดำน้ำตื้น นอกจากนี้แบตเตอรี่ใหม่ขนาด 2400 mAh ยังใช้งานได้ยาวนานขึ้นถึง 54% (สูงสุด 208 นาทีในการบันทึกวิดีโอ) และรองรับ Hyper Charging ชาร์จเร็วถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 20 นาที หัวใจสำคัญที่แท้จริงของ Insta360 X5 คือระบบ AI Editing ที่ชาญฉลาดและการตัดต่อที่ง่ายดายในแอปพลิเคชัน FlowState Stabilization ยังคงเป็นระบบกันสั่นที่เชื่อถือได้มากที่สุด พร้อม 360 Horizon Lock ที่ล็อกระนาบภาพให้ตรงตลอดเวลา โดยผู้ใช้สามารถใช้ฟีเจอร์ Reframing เพื่อเลือกมุมที่ดีที่สุดได้ในภายหลังด้วยเครื่องมือ AI ในแอปฯ และสำหรับผู้ที่อยากได้วิดีโอพร้อมแชร์ทันที X5 ก็มี InstaFrame Mode ที่ช่วยสร้างวิดีโอ Flat (มุมมองปกติ) ที่จัดเฟรมให้อย่างสมบูรณ์แบบด้วย AI โดยไม่ต้องเสียเวลาตัดต่อเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ X5 ยังเพิ่มความสะดวกในการควบคุมด้วย Gesture Control และ Voice Control 2.0 ที่อัปเกรดใหม่ รวมถึง Twist to Shoot ที่ให้คุณหมุนไม้เซลฟี่เพื่อเริ่ม/หยุดบันทึกภาพได้ ทำให้ Insta360 X5 เป็นสุดยอดกล้อง Action Cam 360 องศา ที่ผสานคุณภาพวิดีโอ 8K, ความทนทานระดับ Action และความฉลาดของ AI Editing เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เชื่อว่าอ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ ชาว TrueID น่าจะมีกล้อง 360 องศาในใจบ้างแล้วใช่มั้ยครับ และมีคำแนะนำเพิ่มเติม อย่าลืมตรวจสอบ ความเข้ากันได้ของแอปพลิเคชัน กับระบบปฏิบัติการโทรศัพท์ของคุณ (iOS/Android) และดูรีวิวจากผู้ใช้งานจริงว่าแอปฯ มีความเสถียรและใช้งานง่ายหรือไม่ เพราะหัวใจของการใช้กล้อง 360 องศาคือ "แอปพลิเคชัน" สำหรับการตัดต่อและ Reframing นั่นเอง
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 11 พ.ย. 68
อ่าน
โทรศัพท์มือถือตัวท็อปสำหรับชาว TikTok ปี 2025 ไม่ใช่แค่โทรศัพท์ แต่คือ "สตูดิโอพกพา"!
ถ้าคุณกำลังจะลุยโลก TikTok อย่างจริงจังในปี 2025 โทรศัพท์มือถือของคุณจะหยุดเป็นแค่โทรศัพท์ธรรมดาไม่ได้อีกต่อไป! มันต้องเป็นได้ทั้ง ชุดกล้องถ่ายทำ (Camera Rig), ห้องตัดต่อวิดีโอ (Editing Suite), บูธเสียง (Sound Booth), และ สตูดิโอไลฟ์สด (Live Broadcast Studio) ในเครื่องเดียว การดูแค่สเปกตัวเลขดิบ ๆ จึงไม่พอแล้ว คุณต้องมีกล้องที่เก่งพอจะคุมแสงไม่ให้ไฮไลต์วอด (Blow out highlights) หรือไม่ทำให้ภาพมืดจนเสียรายละเอียด (Lose detail in low light) มีซอฟต์แวร์ที่เข้าใจขั้นตอนการทำงานสร้างสรรค์ และการเชื่อมต่อที่เสถียรสุด ๆ แม้ในระหว่างอัปโหลด และที่สำคัญที่สุดคือ... ทั้งหมดต้องใส่กระเป๋าเสื้อได้! นี่คือการเจาะลึกสมาร์ทโฟนตัวเด็ดที่สุดสำหรับครีเอเตอร์ TikTok ในปี 2025 โดยวัดจากสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ต่อการถ่ายทำ การตัดต่อ และการโพสต์คอนเทนต์ขณะเดินทาง 1. iPhone 17 Pro / 17 Pro Max: พลังการประมวลผลระดับสตูดิโอ จุดเด่น: สร้างมาเพื่อครีเอเตอร์สายจริงจังโดยเฉพาะ! iPhone 17 Pro และ Pro Max มาพร้อมระบบกล้อง 48MP สามตัว และเลนส์ Telephoto เจเนอเรชันใหม่ที่ซูมออปติคัลได้ถึง 8 เท่าที่ระยะ 200 มม. ซึ่งยอดเยี่ยมมากสำหรับการถ่ายวิดีโอแนว Portrait และ B-roll ที่มีสไตล์ กล้องหน้า 18MP ก็สุดล้ำด้วยการใช้เซนเซอร์สี่เหลี่ยมที่ช่วยให้ถ่ายวล็อกหรือเซลฟี่ออกมาดู กว้างแบบภาพยนตร์ (Cinematic-looking vlogs) สิ่งที่เหนือกว่า: ชิป A19 Pro ผสานกับ Neural Engine 16-core ประมวลผลวิดีโอ 4K 120fps Dolby Vision ได้สบาย ๆ โดยไม่ต้องกลัวเครื่องสะดุด และสามารถตัดต่อฟุตเทจความละเอียดสูงได้โดยตรงในแอปฯ ตัดต่อยอดนิยมอย่าง CapCut หรือ iMovie โดยระบบไม่ช้าลง ฟีเจอร์ Dual Capture ยังช่วยให้คุณบันทึกภาพจากกล้องหน้าและหลังพร้อมกันได้ทันที เหมาะสำหรับวล็อกเกอร์สายรีแอ็กชันและการเล่าเรื่อง ด้วยระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber และความจุสูงสุด 2TB ทำให้ iPhone รุ่นนี้มีประสิทธิภาพระดับสตูดิโอจริง ๆ 2. Google Pixel 10 Pro / Pro XL: AI อัจฉริยะช่วยงานเบื้องหลัง จุดเด่น: เหมาะกับครีเอเตอร์ที่อยากให้ซอฟต์แวร์ทำงานหนักแทนคุณ! แม้ชิป Tensor G5 อาจไม่ชนะเลิศในด้านการวัด Benchmark แต่ Google เน้นพัฒนาไปที่ประสิทธิภาพของกล้องเป็นหลัก ฟีเจอร์เด่นอย่าง Magic Cue, Auto Best Take, และ Camera Coach จะช่วยปรับปรุงฉากและให้คำแนะนำในการถ่ายภาพแบบเรียลไทม์ ทำให้คุณถ่ายวิดีโอออกมาดูดีได้โดยไม่ต้องคิดมาก สิ่งที่เหนือกว่า: กล้อง 48MP Pro Res Zoom รองรับการซูมดิจิทัลสูงสุด 100 เท่า พร้อมระบบกันสั่นที่นิ่งและเก็บรายละเอียดได้คมชัด กล้องหน้าก็จัดเต็มด้วยการถ่ายวิดีโอ 4K 60fps และฟีเจอร์อย่าง Cinematic Blur และ HDR10+ ที่เพิ่มความสวยงามระดับมืออาชีพให้คลิปของคุณ ที่น่าสนใจคือ Google เปิดตัว Pixelsnap ระบบอุปกรณ์เสริมแม่เหล็กที่รองรับการชาร์จไร้สาย 25W Qi2 และสามารถใช้กับกริปหรือกิมบอลได้ง่าย สร้าง Ecosystem ที่เป็นมิตรกับครีเอเตอร์อย่างแท้จริง 3. Samsung Galaxy S25 Ultra: เกรดสีและดีเทลระดับโปร จุดเด่น: ดีไซน์มาเพื่อครีเอเตอร์ที่มองว่าวิดีโอมือถือคืองานระดับมืออาชีพ! เซนเซอร์กล้องหลัก 200MP มอบฟุตเทจที่มีรายละเอียดสูงมาก และกล้อง Ultra-wide ใหม่ 50MP ที่ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้สะอาดตาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่เหนือกว่า: แอปพลิเคชันกล้องถูกอัปเกรดด้วยเครื่องมืออย่าง ProScaler สำหรับการประมวลผลภาพขั้นสูง และ Galaxy Log สำหรับการเกรดสีโดยตรงในกล้อง (In-camera color grading) ทำให้คุณสามารถรักษาโทนสีและสไตล์วิดีโอให้สม่ำเสมอได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีการซูมออปติคัลที่ระยะ 5 เท่าและ 10 เท่า เพื่อความยืดหยุ่นในการจัดเฟรม ชิป Snapdragon 8 Elite ขับเคลื่อน AI On-device และมาพร้อม Vapor Chamber ขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อป้องกันเครื่องร้อนเกินไป ทำให้คุณสามารถอัดวิดีโอติดต่อกันได้ยาวนานด้วยแบตเตอรี่ 5000mAh 4. Xiaomi 15 Ultra: ควบคุมด้วยมือและการรับรองมาตรฐานภาพยนตร์ จุดเด่น: ตอบโจทย์ครีเอเตอร์สายโปรที่ต้องการการควบคุมแบบแมนนวลเต็มรูปแบบและวิดีโอระดับ High-End! ใช้ระบบกล้องสี่ตัวที่มาพร้อมแบรนด์ Leica เซนเซอร์หลักมีขนาดใหญ่ถึง 1 นิ้ว และเลนส์ Telephoto 200MP HP9 รองรับการบันทึก 4K 120fps, 10-bit Log และมาตรฐานวิดีโอที่ได้รับการรับรองจาก ACES สิ่งที่เหนือกว่า: Xiaomi จัดชุดใหญ่ด้วย Photography Kit Edition ซึ่งเป็นกริปเสริมที่มีปุ่มชัตเตอร์, ที่วางนิ้วโป้ง, วงแหวนสำหรับใส่ฟิลเตอร์, และมีแบตเตอรี่ในตัว 2,000mAh ช่วยให้ครีเอเตอร์ทำงานต่อได้นานขึ้นในขณะถ่ายทำ ตัวโทรศัพท์ทำงานบนระบบ HyperOS ที่จัดการไฟล์วิดีโอขนาดใหญ่และงานตัดต่อที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่ทำ Mobile Filmmaking ในแบบสตูดิโอพกพา 5. vivo X200 Ultra: เน้นภาพเป็นหลักด้วยพลังชิปคู่ จุดเด่น: เป็นสมาร์ทโฟนที่ให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพเหนือสิ่งอื่นใด! มาพร้อมเซนเซอร์ Sony LYT-818 50MP สองตัว และเลนส์ Zeiss APO super-telephoto 200MP ที่ซูมออปติคัลได้ 200 มม. และใช้ ชิปประมวลผลภาพเฉพาะ (Custom Imaging Chips) สองตัว คือ VS1 และ V3+ ที่จัดการภาพทั้งก่อนและหลังการถ่าย ทำให้ประสิทธิภาพตอบสนองรวดเร็วแม้จะใช้โหมดวิดีโอที่ซับซ้อน สิ่งที่เหนือกว่า: รองรับ 4K 120fps, วิดีโอ Time-lapse, และชุด Teleconverter Kit ระดับมืออาชีพ นอกจากนี้ยังมีชุด Photographers Kit แยกต่างหากที่มาพร้อมคันโยกซูม (Zoom Lever), กริปชัตเตอร์, และแบตเตอรี่ 2300mAh ทำให้เป็นโทรศัพท์ที่ปรับเปลี่ยนได้สูงสำหรับการสร้างสรรค์คอนเทนต์สไตล์มืออาชีพ 6. iPhone 17 (รุ่นพื้นฐาน): ตัวเลือกง่าย ๆ แต่ได้ฟีเจอร์โปร จุดเด่น: เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับครีเอเตอร์สายไลฟ์สไตล์และวล็อกเกอร์ทั่วไปที่เน้นความง่ายแต่ได้คุณภาพระดับโปร! รุ่นพื้นฐานนี้ได้ฟีเจอร์ระดับ Pro มาหลายอย่าง เช่น หน้าจอ 6.3 นิ้วที่มาพร้อม ProMotion และ Always-On Display ชิป A19 ที่ยังคงมีพลังการประมวลผลระดับสูง กล้องหลักและ Ultra-wide เป็น 48MP ทั้งคู่ สิ่งที่เหนือกว่า: กล้องหน้า 18MP Center Stage ใหม่ที่ใช้ AI ในการติดตามใบหน้า, หมุนทิศทาง, และปรับเฟรมสำหรับการเซลฟี่แบบกลุ่มและวล็อกโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังรองรับ 4K HDR Video และ Dual Capture ทำให้ iPhone 17 เป็นตัวเลือกที่เบา เร็ว และใช้งานง่ายสำหรับทุกคนที่ต้องการสร้างคอนเทนต์คุณภาพสูงในชีวิตประจำวัน
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 5 พ.ย. 68
อ่าน
แนะนำ กล้องโพลารอยด์ รุ่นใหม่น่าใช้ในปี 2025
แม้ว่าตลาดกล้องถ่ายภาพจะก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไปมากแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีผู้ใช้บางกลุ่มที่ยังชอบเสพความคลาสสิคของการถ่ายภาพแบบเรโทร เช่นกล้องโพลารอยด์ ที่ถ่ายปุ๊ปได้ภาพปั๊ป พิมพ์ภาพได้ทันที และในปี 2025 นี้ก็ยังมีหลายรุ่นที่เปิดตัว และเป็นที่นิยม วันนี้ TrueID เรารวบรวมรุ่นทีน่าสนใจมาให้แล้วครับ ลองไปติดตามกันได้เลย Polaroid Flip: ย้อนยุคสุดคลาสสิก พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยในกล้องอินสแตนท์! เตรียมตัวให้พร้อมกับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบที่ทุกคนคุ้นเคย! Polaroid Flip กล้องอินสแตนท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวในช่วงกลางปี 2025 สร้างความฮือฮาด้วยดีไซน์แบบฝาพับสุดไอคอนิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกล้องรุ่นคลาสสิกอย่าง Polaroid OneStep 600 แต่สิ่งที่ทำให้ Flip แตกต่างและโดดเด่นจากกล้องโพลารอยด์รุ่นอื่น ๆ และคู่แข่งในตลาดคือการอัดแน่นเทคโนโลยีที่ทำให้การถ่ายภาพง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น มันคือกล้อง "Point-and-Shoot" ที่ดีที่สุด ด้วยจุดขายหลักคือ ระบบเลนส์ 4 โซนไฮเปอร์โฟกัสอัตโนมัติ (Auto-switching Hyperfocal 4-lens system) ทำงานร่วมกับ ระบบ Sonar Autofocus ที่จะช่วยวัดระยะวัตถุและปรับโฟกัสให้คมชัดโดยอัตโนมัติในทุกระยะ ตั้งแต่ใกล้ 40 ซม. จนถึงอินฟินิตี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งทำได้ยากในกล้องอินสแตนท์! นอกจากความคมชัดแล้ว Polaroid Flip ยังเหนือกว่าด้วย แฟลชในตัวที่ทรงพลังที่สุด เท่าที่ Polaroid เคยมีมา พร้อมระบบ วิเคราะห์ฉากอัตโนมัติ ที่จะช่วยเตือนเมื่อภาพมีแสงมากหรือน้อยเกินไป ทำให้โอกาสถ่ายเสียมีน้อยลงมาก แถมยังคงรักษาเสน่ห์แบบแอนะล็อกไว้เต็มเปี่ยมด้วยการใช้ฟิล์ม Polaroid i-Type และ 600 ขนาดเต็มแบบคลาสสิก ที่สำคัญคือ มันไม่ได้เป็นแค่กล้อง แต่เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth กับ Polaroid App เพื่อปลดล็อกโหมดสร้างสรรค์ที่ค่ายอื่นไม่มีให้ เช่น การตั้งค่าแบบแมนนวล (Manual Control) การถ่ายภาพซ้อน (Double Exposure) หรือโหมด Bulb ถ่าย Long Exposure ได้ยาวนานถึง 99 ชั่วโมง ซึ่งยกระดับให้ Flip เป็นมากกว่ากล้องโพลารอยด์ธรรมดา ราคาเปิดตัวของ Polaroid Flip ในไทยอยู่ที่ประมาณ 8,390 บาท ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนรักโพลารอยด์ที่ต้องการทั้งสไตล์คลาสสิกและฟีเจอร์สมัยใหม่ครบเครื่อง! Fujifilm instax WIDE Evo: ผสานความคลาสสิกของฟิล์ม WIDE เข้ากับความสนุกแบบดิจิทัล! Fujifilm ได้เปิดตัวกล้องอินสแตนท์สุดไฮบริด instax WIDE Evo ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ด้วยราคาเปิดตัว 12,990 บาท สำหรับใครที่หลงใหลในภาพถ่ายขนาดใหญ่แบบ instax WIDE แต่ก็อยากได้ความยืดหยุ่นในการเลือกรูปก่อนพิมพ์ เจ้าตัวนี้คือคำตอบ! จุดเด่นที่สุดคือการเป็น กล้องอินสแตนท์ไฮบริด หรือ "2 in 1" ที่ไม่เหมือนใครในซีรีส์ WIDE เพราะช่วยให้เราสามารถถ่ายภาพและเลือกพิมพ์เฉพาะรูปที่ถูกใจ หรือจะใช้เป็น "สมาร์ทโฟนปริ้นเตอร์" พิมพ์รูปจากมือถือก็ได้เช่นกัน ทำให้ไม่เปลืองฟิล์มไปกับรูปที่พลาดอย่างแน่นอน และสิ่งที่ทำให้กล้องรุ่นนี้แตกต่างจากกล้องอินสแตนท์ทั่วไปของค่ายอื่นคือการให้คุณ "สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ" ได้อย่างเต็มที่ด้วย 10 เอฟเฟกต์เลนส์ และ 10 เอฟเฟกต์ฟิล์ม พร้อม 6 รูปแบบฟิล์ม ที่สำคัญคือสามารถ ปรับระดับเอฟเฟกต์ ได้ถึง 100 รูปแบบ ทำให้ภาพที่ได้ไม่ซ้ำใคร มีความเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวสูงมาก ๆ ด้วยคอนเซ็ปต์ An Analog Spirit within a Digital System กล้อง instax WIDE Evo จึงกลายเป็นจุดขายที่โดดเด่นและแตกต่าง โดยผสานความเป็นกล้องดิจิทัลที่มาพร้อม เลนส์มุมกว้าง (Wide) ที่ช่วยเก็บภาพบรรยากาศได้เต็มตา และมีเซ็นเซอร์ขนาด 1/3 นิ้ว ความละเอียดสูง พร้อมช่องใส่ Micro SD Card ทำให้สามารถบันทึกภาพดิจิทัลเอาไว้ก่อนได้ ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ออกมาเป็นภาพฟิล์มขนาด WIDE ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของฟิล์ม Mini ธรรมดา นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สนุกๆ อย่างการเชื่อมต่อ Bluetooth ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อแชร์การตั้งค่าเอฟเฟกต์สุดโปรดกับเพื่อนๆ หรือดาวน์โหลดการตั้งค่าจากคนอื่นมาใช้ได้เลยทันที นี่คือสิ่งที่กล้องอินสแตนท์รุ่นอื่นทำไม่ได้ ทำให้ WIDE Evo เป็นมากกว่าแค่กล้องถ่ายแล้วพิมพ์ แต่เป็นอุปกรณ์ที่ให้เราสนุกกับการสร้างสรรค์และแชร์ภาพถ่ายได้อย่างไร้ขีดจำกัด! Leica SOFORT 2: กล้องอินสแตนท์ไฮบริดที่มาพร้อมความหรูหราเหนือกาลเวลา เตรียมตัวเป็นเจ้าของภาพถ่ายสุดชิคที่มีลายเซ็นต์ของ Leica ได้เลย! กล้อง Leica SOFORT 2 เป็นกล้องอินสแตนท์ไฮบริดที่ผสมผสานความคลาสสิกของแบรนด์เข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว โดยกล้องรุ่นนี้เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ พฤศจิกายน 2566 ด้วยราคาเปิดตัวที่ 22,900 บาท (ราคาอาจแตกต่างกันตามร้านค้า) สิ่งที่ทำให้ SOFORT 2 โดดเด่นและแตกต่างจากกล้องอินสแตนท์ทั่วไปในตลาดอย่างชัดเจนคือ "ดีไซน์ที่ประณีตและมินิมัลลิสต์" ตามแบบฉบับของ Leica ที่มาพร้อมเลนส์คุณภาพสูงอย่าง Leica Summar 1:2/2.4mm (เทียบเท่า 28 มม. ในกล้องฟิล์ม 35 มม.) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ ทำให้ภาพที่ได้มีมิติและคุณภาพที่เหนือกว่า กล้องตัวนี้ไม่ใช่แค่กล้องถ่ายรูป แต่เป็นแฟชั่นไอเทมที่สะท้อนรสนิยมอันหรูหราของผู้ใช้ และเป็นกล้อง "Hybrid Instant Camera" ที่ให้คุณเลือกถ่ายภาพดิจิทัลก่อนแล้วค่อยเลือกพิมพ์เฉพาะรูปที่สมบูรณ์แบบออกมาเป็นภาพฟิล์มขนาด Mini ทำให้คุณไม่พลาดทุกช็อตสำคัญและไม่ต้องกังวลเรื่องการสิ้นเปลืองฟิล์ม จุดขายสำคัญของ Leica SOFORT 2 คือการมอบความยืดหยุ่นและอิสระในการสร้างสรรค์ที่กล้องอินสแตนท์อื่นไม่มี ด้วยฟีเจอร์พิเศษอย่าง "Film Style" 10 รูปแบบ และ "Lens Effects" 10 รูปแบบ ที่ให้คุณสนุกกับการปรับแต่งภาพให้มีโทนสีและเอฟเฟกต์ที่หลากหลายตามสไตล์ของ Leica เอง ไม่ว่าจะเป็น Vignette, Soft Focus หรือ Double Exposure ที่สร้างสรรค์ได้ง่ายๆ ผ่านการใช้งานกล้อง สิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งคือความสามารถในการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Leica FOTOS ซึ่งช่วยให้คุณสามารถโอนภาพจากกล้อง Leica รุ่นอื่นๆ เข้ามาใน SOFORT 2 เพื่อสั่งพิมพ์เป็นภาพฟิล์มได้ทันที และยังสามารถเลือกภาพจากสมาร์ทโฟนมาพิมพ์ได้ด้วยเช่นกัน ทำให้ SOFORT 2 ทำหน้าที่เป็นเหมือน "เครื่องพิมพ์พกพา" สุดหรูที่เชื่อมโยงรูปถ่ายจากทุกอุปกรณ์ของ Leica เข้าด้วยกัน มอบประสบการณ์ถ่ายภาพและพิมพ์ภาพสำเร็จรูปที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ยังยกระดับคุณภาพของภาพถ่ายอินสแตนท์ให้มีกลิ่นอายของภาพถ่าย Leica อย่างแท้จริง Fujifilm Instax Mini 99: กล้องอนาล็อกสุดพรีเมียม ปลดปล่อยพลังแห่งสีสันอย่างอิสระ! เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับยุคใหม่ของกล้องอินสแตนท์แบบอนาล็อกระดับไฮเอนด์! Fujifilm ได้เปิดตัว Instax Mini 99 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเดือน เมษายน 2567 ด้วยราคาเปิดตัว 7,290 บาท กล้องรุ่นนี้สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนจากกล้อง Instax Mini รุ่นอื่นๆ ด้วยการมุ่งเน้นที่การควบคุมแบบ "อนาล็อกแท้ๆ" แต่มีฟีเจอร์ที่ยกระดับความสร้างสรรค์ไปอีกขั้น จุดเด่นที่สุดคือระบบ Color Effect Control ที่แตกต่างจากกล้องดิจิทัลไฮบริดทั่วไป เพราะ Mini 99 ใช้ ไฟ LED สี่ดวง ที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวกล้องเพื่อส่องแสงสีต่างๆ ลงบนฟิล์มโดยตรงในขณะที่ถ่ายภาพ ทำให้เกิดเอฟเฟกต์สีถึง 6 โทน เช่น Warm Tone, Light Blue หรือ Sepia ที่ให้ฟีลลิ่งแบบฟิล์มจริงๆ ไม่ใช่แค่การใส่ฟิลเตอร์ดิจิทัล! นอกจากนี้ยังมาพร้อมปุ่มหมุนปรับความสว่าง (Brightness Control) และวงแหวนปรับระยะโฟกัส (Focus Dial) ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและให้ความรู้สึกพรีเมียมตามแบบฉบับกล้องคลาสสิก ทำให้ผู้ใช้สามารถ "เล่นกับแสงและสี" ของภาพได้ด้วยมือตัวเองอย่างเต็มที่ สิ่งที่ทำให้ Instax Mini 99 แตกต่างจากคู่แข่งและรุ่นก่อนๆ คือการนำฟังก์ชันที่ปกติมีในกล้องฟิล์มระดับสูงมาไว้ในกล้องอินสแตนท์อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น โหมดวิกเนต (Vignette Switch) ที่สามารถควบคุมการเพิ่มขอบดำเพื่อเน้นจุดสนใจกลางภาพได้ด้วยมือ, โหมดหลอดไฟ (Bulb Mode) ที่สามารถเปิดชัตเตอร์ค้างได้นานสูงสุด 10 วินาทีเพื่อถ่ายภาพในเวลากลางคืนหรือสร้างสรรค์ภาพวาดแสง (Light Painting), และ โหมดถ่ายภาพซ้อน (Double Exposure) เพื่อรวมสองภาพเข้าด้วยกันอย่างง่ายดาย ตัวกล้องถูกออกแบบด้วยพื้นผิวคล้ายหนังด้าน (Matte Texture) และการเคลือบสีแบบ Hammertone ที่มอบสัมผัสระดับพรีเมียมและรูปลักษณ์แบบคลาสสิกที่สวยงามลงตัว นอกจากนี้ยังมีปุ่มชัตเตอร์สองปุ่มสำหรับถ่ายภาพแนวตั้งและแนวนอน และมีจุดยึดขาตั้งกล้อง ทำให้ Mini 99 เป็นกล้องอินสแตนท์ฟอร์แมต Mini ที่มอบอิสระในการสร้างสรรค์และคุณภาพของภาพถ่ายแบบอนาล็อกที่เหนือกว่าใครในตลาดได้อย่างแท้จริงครับ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 29 ต.ค. 68
อ่าน
จิ๋วแต่แจ๋ว! เปิดตัว DJI Osmo Nano กล้อง Action Cam ตัวเทพที่เล็กเท่าหัวแม่มือ
ทุกคนคงคุ้นเคยกับกล้อง Action Camera ที่ถ่ายได้มันส์สุดเหวี่ยง แต่ก็ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ก็ยังใหญ่และเทอะทะเกินกว่าจะ "ซ่อน" หรือ "ติด" ไปได้ทุกที่ใช่ไหมครับ? ลืมภาพกล้องใหญ่ ๆ ไปได้เลย เพราะล่าสุด DJI ได้เปิดตัวนวัตกรรมที่มาปฏิวัติวงการ Vlogging และ Content Creation นั่นคือ DJI Osmo Nano! Osmo Nano ไม่ใช่แค่กล้องแอคชันที่เล็กที่สุด แต่ยังอัดแน่นด้วยสเปคระดับโปรที่ท้าชนรุ่นใหญ่ได้อย่างสบาย ๆ ด้วยดีไซน์แบบโมดูลาร์ที่ฉีกกฎเดิม ๆ ทำให้กล้องตัวนี้กลายเป็นอาวุธลับที่ครีเอเตอร์ต้องมีติดตัว วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกซอกทุกมุมของเจ้าจิ๋วตัวนี้กัน เล็กกว่าที่คิด แต่สเปคใหญ่กว่าที่ฝัน จุดเด่นอันดับหนึ่งของ Osmo Nano คือขนาดตัวกล้องหลัก (Camera) ที่เล็กจิ๋วสุด ๆ โดยมีน้ำหนักเพียงแค่ 52 กรัม เท่านั้น! มันเล็กพอที่จะติดไว้บนปกเสื้อ, หมวกกันน็อก, หรือแม้แต่ปลอกคอสัตว์เลี้ยงของคุณได้อย่างแทบไม่รู้สึกถึงน้ำหนัก หัวใจของความอเนกประสงค์นี้คือ ดีไซน์แบบแม่เหล็กสองด้าน (Dual-Sided Magnetic Design) ทำให้ตัวกล้องหลักสามารถถอดออกจาก Vision Dock (แท่นหน้าจออเนกประสงค์) ได้อย่างง่ายดาย ทำให้คุณสามารถติดตั้งกล้องในมุมมองสุดสร้างสรรค์ที่กล้องทั่วไปทำไม่ได้! จุดที่อัปเกรดใหม่: พลังของเซนเซอร์ 1/1.3 นิ้ว ถึงตัวจะเล็ก แต่คุณภาพไม่เล็กตาม! นี่คือสิ่งที่ทำให้ Osmo Nano แตกต่างจากกล้องจิ๋วรุ่นอื่น ๆ ในตลาด เซนเซอร์ขนาด 1/1.3 นิ้ว: นี่คือขนาดเซนเซอร์ "Next Gen" ที่ใหญ่กว่ากล้องแอคชันรุ่นเล็กทั่วไปอย่างชัดเจน ซึ่งหมายถึงการ เก็บแสงได้ดีขึ้น และมอบ คุณภาพของภาพที่คมชัด แม้ในสภาพแสงน้อย วิดีโอ 4K/60fps และ Slow Motion ระดับโปร: Osmo Nano รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที และยังทำ Slow Motion ได้ถึง 4K/120fps และ FHD/240fps สำหรับการเก็บภาพช้าแบบดราม่า ภาพนิ่ง 35MP: สามารถถ่ายภาพนิ่งความละเอียดสูงถึง 35 ล้านพิกเซล (68805160) ทำให้ภาพคมชัดและมีรายละเอียดสูงมาก สี 10-bit D-Log M: สำหรับมืออาชีพที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับสี (Color Grading) กล้องนี้รองรับ 10-bit D-Log M color profile ซึ่งช่วยปลดล็อกโทนสีและความยืดหยุ่นระดับ HDR ให้กับการทำคอนเทนต์ของคุณ ฟีเจอร์กันสั่นที่มั่นคงดุจภูผา DJI ไม่เคยทำให้ผิดหวังเรื่องกันสั่น! Osmo Nano มาพร้อมกับ: RockSteady 3.0: ระบบกันสั่นอิเล็กทรอนิกส์ (EIS) เจเนอเรชันล่าสุดที่ช่วยให้วิดีโอราบรื่นแม้ในกิจกรรมที่โลดโผนที่สุด HorizonBalancing: ระบบที่ช่วยรักษาระดับเส้นขอบฟ้าให้ตรงอยู่เสมอ แม้กล้องจะเอียงไปถึง 30 ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าวิดีโอจะเอียงหรือต้องเสียเวลามาปรับแก้มุมมองในภายหลัง Vision Dock: แท่นควบคุมอัจฉริยะ นี่คือ "คู่หู" ที่เปลี่ยน Osmo Nano ให้กลายเป็นกล้อง Vlog ที่สมบูรณ์แบบ หน้าจอสัมผัส OLED 1.96 นิ้ว: Vision Dock มาพร้อมหน้าจอสัมผัสที่สว่างสดใส (ความสว่างสูงสุด 800 nits) ช่วยให้คุณสามารถดูภาพ Live View และตั้งค่าต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องพึ่งโทรศัพท์ แบตเตอรี่เสริม (Extended Battery Life): เมื่อใช้ร่วมกับ Vision Dock กล้องสามารถใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุดถึง 200 นาที (ราว 3 ชั่วโมง) ทำให้การถ่ายวิดีโอขนาดยาวไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป กันน้ำและกันละออง: ตัวกล้องหลัก กันน้ำลึก 10 เมตร (โดยไม่ต้องใส่เคสเสริม) ส่วน Vision Dock นั้นมีคุณสมบัติ กันละอองน้ำ IPX4 ทำให้ไม่ต้องกลัวฝนตกปรอย ๆ ฟีเจอร์พิเศษที่ไม่เหมือนใคร (The Unique Selling Points) Hands-Free Shooting (การถ่ายแบบไร้มือ): ด้วยดีไซน์แม่เหล็กและขนาดที่เล็ก ทำให้คุณสามารถติดตั้งกล้องไว้ที่ใดก็ได้ เพื่อบันทึกภาพแบบ POV (Point-of-View) ที่น่าสนใจที่สุด Gesture Motion Control: ควบคุมกล้องได้ง่ายขึ้นด้วยการเคลื่อนไหว! สามารถสั่งเริ่มถ่ายหรือหยุดถ่ายได้ด้วยการ พยักหน้า หรือ แตะกล้องเบา ๆ ทำให้การถ่ายเซลฟี่หรือ Vlogging ยามเดินทางสะดวกขึ้นมาก ซึ่งจะใช้ได้เมื่ออยู่ในโหมดอัตโนมัติ Sports Dashboard: ฟีเจอร์นี้จะช่วยเพิ่มข้อมูลเชิงลึกของการผจญภัยลงในวิดีโอของคุณ (Overlay) เช่น ข้อมูลความเร็วหรือระยะทาง ทำให้คอนเทนต์ Action ของคุณน่าสนใจยิ่งขึ้น หน่วยความจำในตัว (Built-in Storage): ตัวกล้องมีหน่วยความจำภายในให้เลือก 64GB หรือ 128GB และยังรองรับการ์ด microSD เพิ่มเติมได้สูงสุด 1TB ทำให้เริ่มใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องซื้อเมมโมรีการ์ดแยก DJI Osmo Nano เหมาะสำหรับใคร? Vlogger/Content Creator สายลุย: ที่ต้องการคุณภาพระดับโปร 4K/60fps ในตัวกล้องที่พกพาไปได้ทุกที่ สายท่องเที่ยว/Hands-Free: ผู้ที่ชอบเก็บภาพแบบ POV ในขณะที่มือยังว่าง (เช่น ปีนเขา ขี่จักรยาน หรือเดินสำรวจตลาด) นักกีฬา Extreme: ที่ต้องการกล้องที่สามารถติดในมุมที่อันตรายหรือยากจะเข้าถึง ด้วยคุณสมบัติกันน้ำและกันสั่นที่ยอดเยี่ยม ผู้ใช้งานใน Ecosystem ของ DJI: สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน DJI Mimo เพื่อการตัดต่ออย่างรวดเร็ว (One-Tap Editing) และการเชื่อมต่อไร้สายความเร็วสูง Wi-Fi 6.0 ราคาวางจำหน่ายในประเทศไทย DJI Osmo Nano วางจำหน่ายในรูปแบบ Standard Combo ซึ่งประกอบด้วยตัวกล้องและ Vision Dock โดยมีราคาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในประเทศไทยดังนี้: DJI Osmo Nano Standard Combo (64GB): ฿9,300 บาท DJI Osmo Nano Standard Combo (128GB): ฿10,700 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชันและตัวแทนจำหน่ายในประเทศ) Osmo Nano คือคำตอบของครีเอเตอร์ที่ต้องการความเล็กเบา แต่ไม่ประนีประนอมกับคุณภาพ นี่คือกล้องแอคชันที่จะพาคุณไปสู่มุมมองใหม่ ๆ ในการเล่าเรื่องของเพื่อนๆ ครับ! Credit : dji.com
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 9 ต.ค. 68
อ่าน
เจาะลึก DJI Mini 5 Pro: โดรนจิ๋วเซ็นเซอร์ยักษ์รุ่นแรกของโลก ที่โปรต้องมี!
สวัสดีครับเหล่าครีเอเตอร์สายฟ้าและนักผจญภัยทุกคน! วันนี้เรามีข่าวใหญ่มาเขย่าวงการโดรนระดับโลกอีกครั้ง เมื่อ DJI ผู้นำด้านเทคโนโลยีโดรนและกล้อง ได้เปิดตัว "ราชันย์คนใหม่" แห่งโดรนขนาดเล็ก นั่นคือ DJI Mini 5 Pro! โดรนจิ๋วขนาดเท่าฝ่ามือรุ่นนี้ ไม่ได้แค่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่คุ้นเคย แต่ยังอัดแน่นด้วยสเปกและฟีเจอร์ที่เรียกว่า "อัปเกรดแบบก้าวกระโดด" จนได้รับฉายาว่าเป็น "All-in-One Mini Camera Drone" ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในตลาด! Mini 5 Pro ทลายทุกข้อจำกัดของโดรนน้ำหนักเบา (ต่ำกว่า 250 กรัม) ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ระดับโปร และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะเก็บภาพความทรงจำอันล้ำค่าได้อย่างสวยงามและปลอดภัยกว่าที่เคย ที่สุดแห่งการอัปเกรด: จุดแข็งที่ทำให้ Mini 5 Pro แตกต่าง! สิ่งที่ทำให้ DJI Mini 5 Pro สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโดรนขนาดเล็ก คือการนำเทคโนโลยีระดับเรือธงมาใส่ไว้ในบอดี้ที่พกพาสะดวก ดังนี้: 1. ภาพถ่ายระดับโปรด้วยเซ็นเซอร์ 1 นิ้ว (Worlds First!) เซ็นเซอร์ CMOS ขนาด 1 นิ้ว 50MP: นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด! Mini 5 Pro เป็นโดรนขนาดเล็ก (Mini Near-250g) รุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว (1-inch large CMOS sensor) ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแสงน้อย เช่น ภาพพระอาทิตย์ตกดินหรือภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืน (Nightscape) วิดีโอ 4K/60fps HDR 10-bit: รองรับการบันทึกวิดีโอ HDR ที่ 4K/60fps โดยมี Dynamic Range สูงถึง 14 สต็อป ทำให้เก็บรายละเอียดในฉากที่มีความเปรียบต่างสูงได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น รายละเอียดของเมฆยามพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก โหมด Slow-Motion และสี D-Log M/HLG: รองรับวิดีโอสโลว์โมชันที่ 4K/120fps สำหรับงาน Post-production ที่ยืดหยุ่น และสามารถบันทึกวิดีโอ 10-bit ด้วยการเข้ารหัส H.265 ในโหมดสี D-Log M และ HLG ซึ่งช่วยเพิ่มความสว่างและรายละเอียดในฉากกลางคืนในเมืองได้มากขึ้น 2. บินมั่นใจกว่าเดิมด้วยระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางรอบทิศทาง (Omnidirectional Sensing) Nightscape Omnidirectional Obstacle Sensing: ยกระดับความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้นด้วย เซ็นเซอร์หลายตัวและ LiDAR ด้านหน้า ทำให้โดรนสามารถตรวจจับและหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้รอบทิศทาง แม้ในสภาวะแสงน้อยหรือระหว่างการบินในเวลากลางคืนในเมือง Nighttime RTH และ Non-GNSS RTH: ระบบ Return-to-Home (RTH) ในเวลากลางคืนได้รับการปรับปรุงให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย LiDAR ในการตรวจจับอาคารสูง นอกจากนี้ยังสามารถจดจำเส้นทางการบิน (Memorize flight paths) เพื่อกลับสู่จุดขึ้นบินได้อย่างปลอดภัย แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณดาวเทียม (Non-GNSS) เช่น การขึ้นบินจากระเบียงห้องพัก 3. ฟีเจอร์พิเศษ: ปลดล็อกอิสระการเคลื่อนไหวของกล้อง! Mini 5 Pro ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์งานสร้างสรรค์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโดรนขนาดเล็ก True Vertical Shooting (ถ่ายแนวตั้งจริง): สามารถถ่ายภาพและวิดีโอแนวตั้งได้จริงทันทีจากตัวกล้อง โดยไม่ต้องครอปภายหลัง ทำให้ภาพพร้อมสำหรับการลงโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว Gimbal Roll Rotation 225: หัวกิมบอล (Gimbal) รองรับการหมุนในแกน Roll ได้กว้างถึง 225 องศา ซึ่งให้อิสระในการเคลื่อนไหวของกล้องที่ยืดหยุ่นและไดนามิกอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อทำงานร่วมกับโหมดอัจฉริยะอย่าง QuickShot Rotate หรือ Timelapse ก็จะทำให้การสร้างสรรค์วิดีโอหมุนๆ ดูน่าตื่นเต้นทำได้ง่ายขึ้น ActiveTrack 360 อัปเกรดใหม่: ระบบติดตามเป้าหมายถูกพัฒนาให้ดีขึ้น ปลอดภัย และเสถียรยิ่งขึ้น สามารถตรวจจับสถานการณ์แบบสปอร์ต (Sports scenarios) และเลือกโหมดการติดตามที่เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าคุณจะวิ่งอยู่ริมหาดหรือปั่นจักรยานบนทางคดเคี้ยว โดรนก็จะติดตามได้อย่างสมดุล 4. อุปกรณ์และการใช้งาน: สะดวก รวดเร็ว เชื่อมต่อโลกโซเชียล แบตเตอรี่อัจฉริยะ (Intelligent Flight Battery): ให้เวลาบินสูงสุดที่ 36 นาที ซึ่งเพียงพอสำหรับการเก็บภาพยนตร์สั้นหรือภาพนิ่งในพื้นที่กว้างๆ Off-State QuickTransfer: สามารถถ่ายโอนไฟล์ภาพและวิดีโอได้ที่ความเร็วสูงถึง 100 MB/s ผ่าน Wi-Fi 6 โดยไม่ต้องเปิดโดรนหรือรีโมทคอนโทรล เพียงแค่สั่งการผ่านแอป DJI Fly ภายในระยะ Bluetooth โหมดอัจฉริยะ: ยังคงมาพร้อมฟีเจอร์คู่ใจสายครีเอเตอร์อย่าง MasterShots (เทมเพลตการเคลื่อนไหวกล้องระดับสูง), QuickShots (Dronie, Circle, Helix, Rocket, Boomerang, Asteroid), และ Free Panorama ที่ช่วยให้ได้ผลงานระดับมืออาชีพง่ายขึ้น DJI Mini 5 Pro เหมาะสำหรับใคร? DJI Mini 5 Pro ถือเป็นโดรนที่ "เกิดมาเพื่อยกระดับงานสร้างสรรค์" อย่างแท้จริง จึงเหมาะกับ: ครีเอเตอร์และนักทำวิดีโอ (Prosumers): ที่ต้องการคุณภาพของภาพสูงระดับโปร (เซ็นเซอร์ 1 นิ้ว) แต่ยังต้องการความคล่องตัวในการพกพาไปทุกที่ นักเดินทางและ Vlogger: ที่ต้องการโดรนน้ำหนักเบา (ไม่ต้องลงทะเบียนในหลายประเทศ) แต่มีฟีเจอร์ความปลอดภัยสูงสำหรับการบินกลางคืนหรือในเมือง ผู้ที่ต้องการภาพแนวตั้งคุณภาพสูง: เพื่อนำไปลงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแนวตั้ง (TikTok, Reels, Shorts) ได้ทันที ราคาเปิดตัวในประเทศไทย รุ่น/ชุดอุปกรณ์ ราคาเปิดตัว DJI Mini 5 Pro (Standard Set) 25,690 บาท DJI Mini 5 Pro Fly More Combo (DJI RC-N3) 31,690 บาท DJI Mini 5 Pro Fly More Combo (DJI RC 2) DJI Mini 5 Pro Fly More Combo Plus (DJI RC 2) 34,990 บาท 37,390 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามตัวแทนจำหน่ายและโปรโมชัน) DJI Mini 5 Pro ไม่ได้เป็นเพียงแค่โดรนขนาดเล็ก แต่คือการประกาศศักดาของเทคโนโลยีที่ไร้ขีดจำกัด ทำให้การสร้างสรรค์ภาพถ่ายและวิดีโอระดับมืออาชีพไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่โดรนขนาดใหญ่อีกต่อไป! หากคุณกำลังมองหาโดรนที่รวมความเบา, ความแรง, และความปลอดภัยไว้ในเครื่องเดียว นี่อาจเป็นคำตอบสุดท้ายที่เพื่อนๆ กำลังตามหาก็เป็นได้! Credit : dji.com
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 3 ต.ค. 68
อ่าน
สารพัดสีสันของไฟหน้ารถ เลือกแบบไหนให้ถูกใจและถูกกฎหมาย!
ชาวรถซิ่งสายมุ้งมิ้งและสายคุณพ่อบ้านทั้งหลาย เคยสงสัยกันไหมครับว่าเวลาขับรถตอนกลางคืน ทำไมเราถึงเห็นไฟหน้ารถแต่ละคันมีสีสันไม่เหมือนกัน? บางคันก็สว่างจ้าจนแสบตา บางคันก็ออกเหลืองนวลๆ ชวนง่วงนอน และบางคันก็เจ๋งจนเป็นสีฟ้าหรือม่วงเลยทีเดียว! เรื่องไฟหน้าไม่ได้มีแค่ความสวยงามนะครับ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและกฎหมายอย่างที่เราคาดไม่ถึงเลย วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าไฟหน้ารถแต่ละสีมีความพิเศษอย่างไร ควรเลือกแบบไหนให้เหมาะสมกับตัวเอง และที่สำคัญ...เลือกยังไงไม่ให้ถูกตำรวจโบก! ไฟหน้าสีขาวจั๊วะแสงสว่างแห่งอนาคต! ถ้าพูดถึงเทรนด์ไฟหน้ารถยนต์ในยุคนี้ คงต้องยกให้ ไฟหน้าสีขาว ที่กำลังมาแรงสุดๆ ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะในระบบ LED และ HID (Xenon) ที่ให้แสงสว่างคมชัดและมีสีขาวนวลตาเหมือนแสงแดดช่วงกลางวัน ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ตอนกลางคืนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังช่วยให้รถของคุณดูทันสมัยและหรูหราขึ้นอีกด้วย ข้อดี: ความสว่างที่เหนือกว่า ทำให้มองเห็นเส้นทางและสิ่งกีดขวางได้ชัดเจนในระยะไกล, ให้ความรู้สึกพรีเมียมและทันสมัย, ช่วยให้สีของวัตถุที่ส่องสว่างดูใกล้เคียงกับสีจริงมากขึ้น ข้อเสีย: หากใช้หลอดไฟที่สว่างเกินไปหรือไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้แสงฟุ้งกระจายจนแยงตาผู้ขับขี่ที่สวนทางมาได้ง่ายๆ และในสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ เช่น ตอนฝนตกหนักหรือหมอกลงจัด แสงสีขาวจ้าอาจสะท้อนกับละอองน้ำจนกลายเป็นม่านแสง ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลง ไฟหน้าสีเหลืองอมส้ม...เพื่อนแท้ในทุกสภาพอากาศ! นี่คือสีมาตรฐานที่เราคุ้นเคยกันดีจากหลอดไฟแบบ Halogen ที่แม้จะดูเชยไปหน่อย แต่เรื่องประสิทธิภาพในสภาพอากาศเลวร้ายนั้นต้องยกนิ้วให้เลยครับ! แสงสีเหลืองมีความยาวคลื่นที่ยาวกว่า ทำให้แสงไม่กระจายตัวเมื่อตกกระทบกับฝนหรือหมอก จึงช่วยให้เรามองเห็นเส้นทางได้ชัดเจนกว่าแสงสีขาว แถมยังเป็นมิตรกับดวงตาของเพื่อนร่วมทาง เพราะแสงไม่จ้าจนเกินไป ข้อดี: ให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมเมื่อฝนตกหรือมีหมอกลง, แสงไม่แยงตาผู้ขับขี่ที่สวนทาง, ราคาไม่แพง และหาซื้อได้ง่าย ข้อเสีย: ความสว่างโดยรวมน้อยกว่าหลอด LED หรือ HID, ทำให้รถดูไม่ทันสมัยเท่าที่ควร แล้วไฟสีอื่นๆ ล่ะ? ถูกกฎหมายไหม? มาถึงคำถามที่หลายคนอยากรู้...แล้วถ้าเราอยากใส่ไฟหน้าสีฟ้า สีม่วง หรือสีอื่นๆ ที่มันดูสวยงามและไม่ซ้ำใครล่ะ? คำตอบคือ "ผิดกฎหมายแน่นอน 100%" ครับ! ตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าไฟหน้ารถต้องมีสี "สีขาว" หรือ "สีเหลืองอ่อน" เท่านั้น การใช้ไฟหน้าสีฟ้าหรือสีอื่นนอกจากที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีโทษปรับ เนื่องจากแสงจากไฟสีเหล่านี้จะไปรบกวนการมองเห็นและสร้างอันตรายให้กับผู้ขับขี่ที่ใช้ถนนร่วมกันได้ครับ เคล็ดลับเลือกความสว่างให้พอดี ไม่แยงตาใคร! รู้จักค่า K (Kelvin): ค่า K คือค่าที่ใช้วัดอุณหภูมิสีของแสงครับ ยิ่งค่าน้อยแสงจะยิ่งออกโทนเหลืองอมส้ม (เช่น 3,000K) และยิ่งค่ามากแสงจะยิ่งออกโทนขาวหรืออมฟ้า (เช่น 6,000K ขึ้นไป) ไฟที่ถูกกฎหมายและเหมาะกับการใช้งานควรมีค่า K อยู่ในช่วง 4,300K - 6,000K เท่านั้น ไม่ใช่แค่ความสว่าง (Lumen): หลายคนเข้าใจว่ายิ่งค่าลูเมน (Lumen) เยอะเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ความจริงคือถ้าโคมไฟไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กระจายแสงได้ดี การใช้หลอดไฟที่มีลูเมนสูงก็จะทำให้แสงฟุ้งและแยงตาชาวบ้านอย่างรุนแรง ทางที่ดีที่สุดคือเลือกใช้หลอดไฟที่ได้มาตรฐานและติดตั้งจากร้านที่เชี่ยวชาญ เพื่อให้แสงอยู่ในระดับที่ปลอดภัยครับ สรุปแล้ว การเลือกไฟหน้าไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งตัวเราเองและเพื่อนร่วมถนนด้วยครับ การเลือกใช้ไฟหน้า สีขาว หรือ สีเหลืองอ่อน ที่มีค่าความสว่างเหมาะสม นอกจากจะช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ของคุณดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการเคารพกฎหมายและแสดงถึงความรับผิดชอบในการใช้รถใช้ถนนร่วมกันอีกด้วยครับ! Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 18 ก.ย. 68
อ่าน
กล้องติดรถยนต์ 4K รุ่นใหม่น่าใช้ คมชัดสูงกว่า ปลอดภัยมากขึ้น
กล้องติดรถยนต์ความละเอียด 4K กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2025 ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้มีหลายรุ่นที่เปิดตัวพร้อมฟีเจอร์ที่น่าสนใจ และนี่คือกล้องติดรถยนต์ 4K ขึ้นไปที่เป็นรุ่นใหม่และน่าจับตามองในตอนนี้ครับ 70mai 4K A800SE Photo Credit : 70mai.co.th 70mai Dash Cam 4K A800SE รุ่นใหม่ล่าสุดเป็นกล้อง 4K ที่คุ้มค่าและเข้าถึงง่าย เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสความคมชัดระดับพรีเมียมในราคาที่ไม่แพงเกินไป กล้องรุ่นนี้สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K แท้ (38402160 พิกเซล) ที่ 30 เฟรมต่อวินาที ซึ่งช่วยให้เก็บรายละเอียดสำคัญ เช่น ป้ายทะเบียนรถ หรือป้ายจราจรได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังรองรับเทคโนโลยี HDR เพื่อปรับสมดุลแสงในสถานการณ์ที่มีแสงจ้าหรือย้อนแสง และมีเทคโนโลยี Super Night Vision ที่ช่วยให้บันทึกภาพในเวลากลางคืนได้อย่างคมชัดแม้ในสภาพแสงน้อย นอกจากความสามารถด้านการบันทึกภาพแล้ว กล้องรุ่นนี้ยังโดดเด่นเรื่องความปลอดภัยด้วย ระบบบันทึกเหตุฉุกเฉินแบบมีบัฟเฟอร์ ที่สามารถบันทึกเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ 3 นาที และหลังเกิดเหตุอีก 30 วินาที เพื่อให้มีหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ คลิปเหล่านี้จะถูกจัดเก็บในโฟลเดอร์พิเศษและป้องกันการเขียนทับโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการอัปเกรดที่น่าสนใจ เช่น การใช้ Supercapacitor แทนแบตเตอรี่เพื่อความทนทานในอุณหภูมิสูง, การควบคุมด้วยเสียง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่, และรองรับการ์ด microSD สูงสุด 512GB พร้อม Wi-Fi 6 และโหมด USB flash drive ที่ช่วยให้โอนย้ายข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น ราคาที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน: เริ่มต้นที่ 3,999 บาท DDPAI Z50 Dual Photo Credit : ddpai.com DDPAI Z50 Dual กล้องติดรถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมความสามารถด้านการถ่ายภาพที่โดดเด่น ด้วยกล้องหน้าความละเอียดสูง 8MP ที่ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX415 ทำให้บันทึกภาพในระดับ 4K ที่คมชัดทุกรายละเอียด พร้อมเลนส์ 7 ชิ้นและรูรับแสงกว้าง F1.75 นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีภาพ Realcube ที่ทำให้ภาพคมชัดและมีสีสันที่สมจริง และเทคโนโลยี NightVIS ที่ช่วยให้การบันทึกภาพในเวลากลางคืนชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถบันทึกภาพได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง (กล้องหน้า 4K + กล้องหลัง 1080P) โดยที่กล้องหน้ามีมุมกว้าง 140 และกล้องหลังมีมุมกว้าง 125 และยังสามารถหมุนได้ถึง 360 ในด้านความปลอดภัย กล้องมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS ที่จะแจ้งเตือนเมื่อรถคันหน้าออกตัว และยังมีระบบบันทึกฉุกเฉิน ที่จะสลับไปใช้แฟลชสำรองเพื่อซ่อมแซมไฟล์ที่เสียหายเมื่อการ์ดหน่วยความจำมีปัญหา เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่พลาดการบันทึกเหตุการณ์สำคัญ นอกจากนี้ยังใช้ Supercapacitor แทนแบตเตอรี่ ทำให้ทนทานต่อความร้อนสูงและมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น รองรับการ์ดหน่วยความจำสูงสุด 128G และสามารถเชื่อมต่อกับแอป DDPAI เพื่อดูภาพและตั้งค่าได้อย่างสะดวก ราคาที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน: ราคาประมาณ 4,999 บาท 70mai 4K Omni Dash Cam X800 Photo Credit : 70mai.co.th 70mai 4K Omni Dash Cam X800 กล้องติดรถยนต์ 70mai Omni 4K โดดเด่นด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เริ่มจากการออกแบบให้หมุนได้ 360 องศา ด้วยเซ็นเซอร์ Hall Effect ทำให้บันทึกภาพได้รอบทิศทางโดยไม่มีจุดบอด เหมาะสำหรับการบันทึกภาพทั้งเหตุการณ์บนท้องถนนและการทำ vlog ขณะเดินทาง ตัวกล้องใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX678 และโปรเซสเซอร์ Quad-core 12nm ที่ทรงพลัง ทำให้บันทึกวิดีโอความคมชัด 4K ที่แท้จริงได้อย่างราบรื่นถึง 60 เฟรมต่อวินาที ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในความเร็วสูงหรือต้องการภาพระดับมืออาชีพ กล้องรุ่นนี้ก็ตอบโจทย์ได้อย่างไร้ที่ติ นอกจากนี้ยังรองรับฟังก์ชัน Dual Channel ที่สามารถบันทึกทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน โดยมีเทคโนโลยี HDR ในกล้องทั้งสองตัวเพื่อภาพที่คมชัดในทุกสภาพแสง นอกจากคุณภาพของภาพแล้ว 70mai Omni 4K ยังมาพร้อมฟีเจอร์อัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้งาน เช่น AI Motion Detection 2.0 ที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ และ การบันทึกฉุกเฉินแบบบัฟเฟอร์ ที่จะบันทึกเหตุการณ์สำคัญ 10 วินาทีก่อนเกิดเหตุ และ 20 วินาทีหลังจากนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่พลาดหลักฐานสำคัญ นอกจากนี้ยังมี การเชื่อมต่อ 4G LTE เพื่อให้คุณสื่อสารกับรถได้จากทุกที่, Wi-Fi 6 ที่ช่วยให้ดาวน์โหลดไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว, การควบคุมด้วยเสียง ในหลายภาษา และฟีเจอร์ MaiX In-Car AI Mate ที่มาพร้อมสติกเกอร์น่ารักๆ ช่วยสร้างสีสันระหว่างการเดินทาง กล้องรุ่นนี้จึงไม่ใช่แค่กล้องติดรถยนต์ แต่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำให้การขับขี่ปลอดภัยและสนุกสนานยิ่งขึ้น ราคาที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน: เริ่มต้นที่ 8,999 บาท Aston Ultimate X Wifi Pro 4K Photo Credit : aston1.com กล้องติดรถยนต์ Aston Ultimate X WiFi Pro เป็นกล้องติดรถยนต์ที่โดดเด่นในเรื่องคุณภาพความคมชัด โดยกล้องหน้าสามารถบันทึกภาพได้ในระดับ 4K (3840x2160P) พร้อมเซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX 415 ทำให้ได้ภาพที่คมชัดและเก็บรายละเอียดสำคัญได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นป้ายทะเบียนหรือเหตุการณ์บนท้องถนน นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้องหลังที่บันทึกภาพได้ในระดับ Full HD (1920x1080P) และมีมุมมองกว้างถึง 140 องศา ทำให้ครอบคลุมการบันทึกทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถ อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของกล้องรุ่นนี้คือการเชื่อมต่อ WiFi ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูภาพเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ หรือดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอผ่านแอปพลิเคชัน RoadCam บนสมาร์ทโฟนได้โดยตรงทั้งระบบ iOS และ Android ทำให้การจัดการไฟล์วิดีโอเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย โดยไม่ต้องถอดเมมโมรี่การ์ดออกมา นอกจากนี้ยังใช้ Supercapacitor แทนแบตเตอรี่ ทำให้มีความปลอดภัยสูงและทนทานต่ออุณหภูมิความร้อนในรถได้ดีกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป ทั้งยังรองรับการ์ด SD Card สูงสุด 128 GB และมีระบบบันทึกภาพฉุกเฉินเมื่อเกิดการชน (G-Sensor) ทำให้มั่นใจได้ว่าหลักฐานสำคัญจะไม่สูญหาย และที่สำคัญ รุ่นนี้เน้นความคุ้มค่า ฟีเจอร์เยอะในราคาเข้าถึงง่ายมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ราคาที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน: ประมาณ 2,790 บาท IROAD Dashcam X10 Photo Credit : iroadthailand.com ปิดท้ายกันด้วยกล้องระดับพรีเมี่ยม IROAD Dashcam X10 กล้องติดรถยนต์ที่โดดเด่นด้วยการบันทึกภาพคมชัดระดับ 4K UHD (3840x2160P) ที่ 30 เฟรมต่อวินาที โดยใช้เซ็นเซอร์ภาพ Sony Starvis ที่ช่วยให้ได้ภาพที่สว่างและคมชัดทั้งกลางวันและกลางคืน มุมมองกล้อง 165 องศาสุดกว้าง นอกจากนี้ยังสามารถรองรับการบันทึกภาพจากกล้องหลังเซ็นเซอร์ Sony 145 องศา ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถ นอกจากคุณภาพของภาพแล้ว ยังมีฟีเจอร์ความปลอดภัยที่น่าสนใจ เช่น ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS ที่ช่วยแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDWS), เตือนเมื่อเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป (FCWS) และเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (FVDW) ทำให้การขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟังก์ชันการบันทึกขณะจอดรถ (Parking Mode) ที่มีระบบ Time-lapse ช่วยให้บันทึกภาพได้นานขึ้นโดยไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บ และยังรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi เพื่อให้ผู้ใช้สามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอผ่านสมาร์ทโฟนได้โดยตรง มีระบบ Intelligent NIGHT VISION ปรับแสงอัตโนมัติ ภาพคมชัดแม้เวลากลางคืน และที่สำคัญ มีระบบ LBP ตัดไฟอัตโนมัติ ตัดการใช้ไฟจากแบตฯอัตโนมัติ เมื่อตัวกล้องตรวจพบว่าแบตฯ อ่อน ราคาที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน: ประมาณ 18,990 บาท และนี่ก็เป็นกล้องหน้ารถความละเอียดสูงระดับ 4K ที่พวกเรา TrueID ได้รวบรวมเอาไว้ให้ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชันนะครับ ใครที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมกันได้ ยุคนี้คนใจร้อนเยอะ ติดกล้องไว้ อุ่นใจกว่าจ้า
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 24 ส.ค. 68
อ่าน
ทำความรู้จัก DJI Osmo 360 กล้อง Action Camera 360 องศารุ่นแรกของบริษัท ที่ฉีกมาตราฐานเดิมๆ
โดยทั่วไปแล้ว เราจะรู้จัก DJI ในด้านความเป็นผู้นำระดับโลกด้านโดรนและเทคโนโลยีกล้องสำหรับครีเอเตอร์ ล่าสุดได้สร้างเสียงฮือฮาครั้งใหม่ด้วยการเปิดตัว DJI Osmo 360 ซึ่งเป็นกล้อง 360 ตัวแรกของแบรนด์ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ล้ำหน้าและท้าทายมาตรฐานเดิมๆ ของตลาดอย่างสิ้นเชิง การมาถึงของ Osmo 360 ครั้งนี้เป็นการปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง เพราะเป็นกล้อง 360 ตัวแรกของโลกที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ภาพขนาด 1-นิ้ว 360 ที่ทำให้คุณภาพของภาพคมชัดที่สุดในตลาด และยังเป็นกล้อง 360 ตัวแรกที่สามารถถ่ายวิดีโอแบบพาโนรามาได้ในความละเอียดสูงถึง 8K/50fps ทำให้ทุกรายละเอียดคมชัดและน่าทึ่งอย่างไม่เคยมีมาก่อน หนึ่งในความลับเบื้องหลังคุณภาพระดับนี้คือเซ็นเซอร์ภาพ HDR แบบสี่เหลี่ยมที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการถ่ายภาพ 360 องศาโดยตรง ทำให้ใช้พื้นที่เซ็นเซอร์ได้เต็มที่ถึง 25% เมื่อเทียบกับเซ็นเซอร์แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าทั่วไป ไม่เพียงแต่ได้ภาพคุณภาพสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังใช้พลังงานน้อยลงด้วย Osmo 360 ยังคงเป็นเจ้าเดียวที่สามารถถ่ายวิดีโอ 8K/30fps ได้ต่อเนื่องนานถึง 100 นาที ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่ในวงการ นอกจากนี้ขนาดพิกเซลที่ใหญ่ขึ้นถึง 2.4m หรือใหญ่เป็นสองเท่าของมาตรฐานอุตสาหกรรม ยังช่วยให้กล้องเก็บรายละเอียดของภาพได้มากขึ้น ลดสัญญาณรบกวน และมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในสภาพแสงน้อย นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สุดสร้างสรรค์อย่าง ไม้เซลฟี่ล่องหน (Invisible Selfie Stick) ทำให้ไม้เซลฟี่หายไปจากวิดีโอ 360 องศาได้อย่างไร้รอยต่อโดยไม่ต้องแก้ไข ทำให้เหมือนมีคนกำลังตามถ่ายคุณอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายวิดีโอ Slow Motion ที่ความละเอียด 4K/100fps และเก็บภาพนิ่งแบบ Ultra-clear ได้สูงถึง 120 ล้านพิกเซล Osmo 360 ยังมาพร้อมฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย เช่น การควบคุมด้วยท่าทาง (Gesture Control) และ การควบคุมด้วยเสียง (Voice Control) รวมถึงระบบกันสั่นที่ล้ำสมัยอย่าง HorizonSteady ที่ช่วยให้ภาพนิ่งสนิทไม่ว่าจะหมุนกล้องไปทิศทางใด และ RockSteady 3.0 ที่ช่วยลดการสั่นไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพในโหมดกล้องแอคชั่น ความสามารถของกล้องตัวนี้ไม่ได้จำกัดแค่การถ่ายแบบ 360 องศาเท่านั้น แต่ยังสามารถสลับไปใช้งานในโหมดกล้องแอคชั่นแบบเลนส์เดี่ยวได้โดยไม่ต้องหยุดการบันทึก ให้วิดีโอที่คมชัดระดับ 5K/60fps ในมุมกว้างพิเศษ 155 นอกจากนี้ยังสามารถเปิดโหมด Boost Video เพื่อให้ได้มุมมองที่กว้างขึ้นถึง 170 และวิดีโอ 4K/120fps ที่ลื่นไหล ด้านการออกแบบ Osmo 360 ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกในการพกพา ด้วยน้ำหนักเพียง 183 กรัม และมีหน่วยความจำภายในขนาด 105GB พร้อมแบตเตอรี่ที่สามารถบันทึกวิดีโอ 8K/30fps ได้ต่อเนื่องถึง 100 นาที และสามารถขยายเวลาใช้งานได้อีก 180 นาทีด้วยอุปกรณ์เสริม Osmo 360 Battery Extension Rod ที่สำคัญยังสามารถทำงานได้ดีในสภาพอากาศหนาวเย็นถึง -20C นอกจากนี้ DJI ยังคงสร้างระบบนิเวศของอุปกรณ์เสริมที่ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมในซีรีส์ Osmo Action หรือการเชื่อมต่อไมโครโฟนไร้สาย DJI ได้โดยตรง 2 ตัวโดยไม่ต้องใช้ตัวรับ ทำให้ได้คุณภาพเสียงระดับสตูดิโออีกด้วย ราคาจำหน่ายในประเทศไทย DJI Osmo 360 มีวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย โดยมี 2 แพ็กเกจให้เลือกดังนี้เลย ใครที่สนใจลองสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายกันได้เลยจ้า ซึ่งราคาอาจแตกต่างกันไปแล้วแต่โปรโมชันในแต่ละช่วงครับ Osmo 360 Standard Combo (ราคาเริ่มต้น: ประมาณ 14,290 บาท) Osmo 360 Adventure Combo (ราคาเริ่มต้น: ประมาณ 18,090 บาท) Photo Credit : dji.com
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 24 ส.ค. 68
อ่าน
ข้อแนะนำ การขับขี่กลางคืน หรือในสภาพอากาศที่เลวร้าย
การขับขี่ในเวลากลางคืนหรือในสภาพอากาศเลวร้ายมีความเสี่ยงสูงกว่าการขับขี่ในเวลากลางวันและสภาพอากาศปกติอย่างมากครับ เนื่องจากทัศนวิสัยที่จำกัดและสภาพถนนที่อาจไม่เอื้ออำนวย การเตรียมตัวและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อความปลอดภัยของตัวเราและผู้ร่วมใช้ถนน ลองมาดูกันครับว่าเราควรทำอย่างไรบ้าง 1. การเตรียมรถให้พร้อม (ก่อนออกเดินทาง) ระบบไฟส่องสว่าง สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่เราควรตรวจสอบก็คือระบบไฟส่องสว่างรอบคัน โดยควรตรวจสอบไฟหน้า ไม่ว่าจะเป็น ไฟสูง-ไฟต่ำ ต้องทำงานปกติ สว่างเท่ากัน ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และไม่เสื่อมสภาพจนเหลืองขุ่น ตรวจสอบไฟท้าย ไฟเบรก ไฟหรี่ ไฟเลี้ยว ไฟถอย และไฟส่องป้ายทะเบียน ต้องทำงานปกติและสว่างชัดเจน นอกจากนี้ยังควรทำความสะอาดโคมไฟ ทั้งโคมไฟหน้าและไฟท้ายต้องสะอาด ไม่มีคราบฝุ่นหรือโคลนเกาะ เพื่อให้แสงสว่างเต็มที่ และไฟตัดหมอก (ถ้ามี) ก็ควรตรวจสอบว่าใช้งานได้ปกติ และควรใช้เมื่อมีหมอกหรือฝนตกหนักจัดเท่านั้น แต่ไม่ควรเปิดพร่ำเพรื่อ เพราะจะทำให้เพื่อนร่วมทางมองถนนได้ลำบาก ยางรถยนต์ ต่อมาที่ควรตรวจสอบก็คือยางรถยนต์ โดยควรดูดอกยาง ตรวจสอบความลึกของดอกยาง ต้องไม่สึกหรอมากเกินไป เพื่อการยึดเกาะถนนที่ดีในสภาพเปียก รวมถึงลมยาง ควรเติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด (ตรวจสอบที่ข้างประตูฝั่งคนขับหรือคู่มือรถ) ที่ปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจก ควรตรวจสอบใบปัดน้ำฝนว่าไม่แข็งกระด้างหรือขาด ปัดน้ำได้สะอาด ไม่เป็นรอยปื้น และน้ำฉีดกระจก ก็ควรเติมน้ำฉีดกระจกให้เต็มถัง เพื่อช่วยทำความสะอาดคราบสกปรกบนกระจกหน้ารถ กระจกมองข้าง/กระจกมองหลัง กระจกมองข้าง และกระจกมองหลัง ควรทำความสะอาดให้ใส และปรับให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดก่อนการขับขี่ทุกครั้ง 2. ข้อแนะนำการขับขี่เวลากลางคืน ในการขับขี่รถตอนกลางคืนนั้น ควรขับขี่ด้วยความเร็วที่ลดลงกว่าปกติ เพื่อให้มีเวลาตอบสนองต่อสิ่งที่ไม่คาดคิดมากขึ้น รวมไปถึงควรเปิดไฟหน้าให้เหมาะสม ในเส้นทางที่มีรถสวน หรือมีรถตามหลัง ให้ใช้ไฟต่ำเสมอ เพื่อไม่ให้แสงไปรบกวนสายตาของผู้อื่น และใช้ไฟสูงเมื่อจำเป็น โดยใช้ไฟสูงเมื่อไม่มีรถสวนทาง หรือไม่มีรถคันหน้าในระยะใกล้ และรีบหรี่ไฟต่ำทันทีเมื่อมีรถสวนมา หรือมีรถคันหน้า เพื่อความปลอดภัยของผู้อื่น นอกจากนี้ ควรรักษาความสะอาดของกระจก ทั้งกระจกหน้าและกระจกหลัง รวมถึงกระจกมองข้าง ต้องสะอาดอยู่เสมอ เพื่อทัศนวิสัยที่ดีที่สุด ระวังรถที่จอดข้างทาง บางครั้งอาจมีรถจอดเสียข้างทางโดยไม่มีไฟส่องสว่างหรือสัญญาณเตือน และควรเพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้า ในเวลากลางคืน การมองเห็นระยะทางและวัตถุทำได้ยากขึ้น ควรเพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ ระวังสัตว์และคนเดินเท้า ในเวลากลางคืน คนเดินเท้าหรือสัตว์อาจมองเห็นได้ยาก ควรขับขี่ด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการมองแสงไฟโดยตรง พยายามหลีกเลี่ยงการมองแสงไฟจากรถที่สวนทางมาโดยตรง เพราะจะทำให้สายตาพร่ามัวชั่วขณะ ควรหันสายตาไปมองเส้นแบ่งเลนด้านซ้ายแทน และไม่ควรขับขี่เมื่อรู้สึกง่วง หากรู้สึกง่วง ให้จอดพักในที่ปลอดภัยทันที การขับขี่ทั้งที่ง่วงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง 3. ข้อแนะนำการขับขี่ในสภาพอากาศเลวร้าย (ฝนตกหนัก, หมอกจัด, พายุ) ในการขับขี่ในสภาพอากาศที่เลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก หมอกจัด หรือมีพายุ เราควรลดความเร็วลงอย่างมาก สภาพถนนลื่นจากน้ำฝนหรือทัศนวิสัยจำกัดจากหมอกและพายุ ทำให้ต้องลดความเร็วลงมากกว่าปกติ เพื่อให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น เปิดไฟหน้าและไฟท้าย แม้จะเป็นช่วงกลางวันที่มีฝนตกหนักหรือหมอกจัด ก็ควรเปิดไฟหน้า (ไฟต่ำ) และไฟท้าย เพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นรถของเราได้ชัดเจน และใช้ไฟตัดหมอก (ถ้าจำเป็น) หากมีหมอกหนาจัด หรือฝนตกหนักมากจนมองไม่เห็นระยะไกล ให้เปิดไฟตัดหมอกหน้า (และหลังถ้ามี) ไฟตัดหมอกออกแบบมาให้ส่องต่ำและไม่ฟุ้ง เพื่อช่วยให้มองเห็นทาง และเพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นเราได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรเปิดไฟตัดหมอกเมื่อไม่มีหมอกหรือฝนหนัก เพราะจะรบกวนสายตาผู้อื่น เพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้า ในสภาพถนนเปียก ระยะเบรกจะยาวขึ้น ควรเพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้นเป็นสองเท่าหรือสามเท่า หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน ควรเบรกและเลี้ยวด้วยความนุ่มนวล เพื่อป้องกันรถเสียหลักจากการลื่นไถล (Hydroplaning) รวมถึงควรใช้เกียร์ต่ำในบางสถานการณ์ เช่น การขับลงเนินที่ลื่น หรือเมื่อต้องการควบคุมความเร็วในสภาพถนนที่ไม่ดี การใช้เกียร์ต่ำจะช่วยให้เครื่องยนต์หน่วงความเร็วได้ ทำให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญ อย่าขับตามรถคันใหญ่ใกล้เกินไป รถบรรทุกหรือรถบัสอาจจะกระเด็นน้ำหรือโคลนขึ้นมาบดบังทัศนวิสัยของคุณ และถ้าหากสภาพอากาศเลวร้ายมากจนไม่สามารถมองเห็นทางได้อย่างปลอดภัย (เช่น พายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง หมอกหนาจัดจนมองไม่เห็นรถคันหน้า) ให้จอดพักรถในที่ปลอดภัย เช่น ปั๊มน้ำมัน หรือจุดพักรถ รอให้สภาพอากาศดีขึ้นแล้วค่อยเดินทางต่อ ห้ามจอดพักรถบนไหล่ทางที่มืดและไม่มีไฟส่องสว่างเด็ดขาด ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอครับ การขับขี่อย่างระมัดระวังและไม่ประมาทคือกุญแจสำคัญในการเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 3 ส.ค. 68
อ่าน
Aprilia เปิดตัวระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะใหม่ในซูเปอร์ไบค์
เมื่อโลกของยานยนต์พัฒนาไปไกล รถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะซูเปอร์ไบค์ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ล่าสุด บริษัท Aprilia ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ชื่อดังจากอิตาลี ได้เปิดตัวระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและตอบสนองราวกับเป็นผู้ช่วยร่วมทาง จักรยานยนต์ที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้นวัตกรรมใหม่นี้ใช้เซ็นเซอร์ออนบอร์ดร่วมกับอัลกอริทึมซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่ได้แบบเรียลไทม์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลทุก 2 มิลลิวินาที ไม่ว่าจะเป็นมุมเอียงของรถ การหันเห ท่าทางการใช้คันเร่ง ไปจนถึงการเลือกเกียร์ ระบบสามารถปรับการทำงานของเบรก ABS, ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน และระบบป้องกันการยกล้อหน้าได้ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริงเทคโนโลยีนี้ถูกรวมอยู่ในชุด Race Pack รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากประสบการณ์ในสนามแข่ง MotoGP พร้อมด้วยโมดูล GPS, คันเร่งไฟฟ้าแบบ Ride-by-Wire และหน่วยวัดความเฉื่อย (IMU) แบบ 6 แกนนอกจากนี้ ยังสามารถควบคุมและตั้งค่าระบบทั้งหมดได้ผ่านแอปพลิเคชัน MIA ของ Aprilia บนสมาร์ทโฟน โดยเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth หรือ Wi-Fiจุดเด่นของจักรยานยนต์รูปแบบใหม่จุดเด่นอีกอย่างคือความสามารถในการปรับระดับการช่วยเหลือแต่ละจุดของสนามแข่ง ด้วยการใช้ข้อมูล GPS ที่ซิงก์กับระบบ MIA ทำให้สามารถเพิ่มแรงฉุดลากในโค้ง และลดการแทรกแซงบนทางตรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเร่งความเร็วได้อย่างแม่นยำระบบมาตรฐานที่มาพร้อมกับแพ็คเกจประกอบด้วยระบบเบรกเครื่องยนต์ 3 ระดับระบบควบคุมล้อหน้ายก 3 ระดับ พร้อม AIระบบควบคุมการยึดเกาะถนนที่ไวต่อการเอียง 8 ระดับAprilia ระบุว่า การใช้ “แมปตามมุมโค้ง” นี้สามารถลดแรงต้านอากาศลงได้ถึง 6% และลดแนวโน้มการยกล้อหน้าขึ้นถึง 8% เมื่อเทียบกับรุ่นปี 2024 ส่งผลให้รถมีความเสถียรและทำเวลาต่อรอบได้ดีขึ้น ระบบนี้เปิดให้ใช้งานแล้วในรุ่นปี 2025 ของ Aprilia RSV4 และ Aprilia Tuono V4 เท่านั้นในตอนนี้ แม้จะยังไม่แพร่หลายไปถึงรถจักรยานยนต์ทั่วไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือก้าวสำคัญของเทคโนโลยีสองล้อในอนาคต
TNN ช่อง16 • 21 ก.ค. 68
อ่าน
กฎหมายจราจรใหม่ ที่ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ต้องรู้ ในปี 2025
ในปี 2568 (หรือ 2025) มีการปรับปรุงกฎหมายจราจรที่สำคัญหลายข้อ ซึ่งผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ทุกคนควรทราบ เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการถูกปรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการเกี่ยวกับการสวมหมวกกันน็อกที่เข้มงวดขึ้นอย่างชัดเจน และมีค่าปรับที่ค่อนข้างเข้มงวด ดังนั้นลองมาดูกฎหมายใหม่ที่ควรทราบที่พวกเราทีมงาน TrueID รวบรวมมา ดังนี้เลย 1. การสวมหมวกกันน็อก (เริ่มบังคับใช้ 1 มิถุนายน 2568): ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารต้องสวมหมวกกันน็อก: เป็นกฎหมายที่เน้นย้ำและบังคับใช้อย่างจริงจังทั่วประเทศ โทษปรับหนักขึ้น: ผู้ขับขี่ไม่สวมหมวกกันน็อก: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (จากเดิมไม่เกิน 500 บาท) ผู้โดยสารไม่สวมหมวกกันน็อก: ผู้ขับขี่จะถูกปรับเพิ่มเป็น 2 เท่า (หมายความว่า หากผู้โดยสารไม่สวมหมวก ผู้ขับขี่จะโดนปรับสูงสุด 4,000 บาท ซึ่งรวมค่าปรับของตนเองและของผู้โดยสาร) เป้าหมาย: โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อรณรงค์ให้มีการสวมหมวกกันน็อก 100% เพื่อลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศีรษะหากเกิดอุบัติเหตุ โดยจะมีการบังคับใช้บนถนนสายสำคัญ ถนนที่มีการฝ่าฝืนบ่อยครั้ง ถนนที่มีอุบัติเหตุบ่อย และถนนที่มีสถานศึกษา 2. การเพิ่มอัตราโทษปรับสำหรับความผิดอื่นๆ: นอกจากนี้ ยังมีการปรับเพิ่มอัตราโทษปรับสำหรับความผิดจราจรหลายข้อ เพื่อให้เกิดความตระหนักและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังนี้: ขับเร็วเกินกำหนด / ฝ่าไฟแดง / ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับสูงสุด 4,000 บาท (จากเดิมไม่เกิน 1,000 บาท) ขับย้อนศร / จอดรถในที่ห้ามจอด / ไม่สวมหมวกนิรภัย (สำหรับมอเตอร์ไซค์): ปรับสูงสุด 2,000 บาท (จากเดิมไม่เกิน 500 บาท) ขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย/ความเดือดร้อนของผู้อื่น (ขับขี่หวาดเสียว/ประมาท): จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 - 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (จากเดิมจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 2,000 - 10,000 บาท) เมาแล้วขับ: ครั้งแรก: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 - 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี: จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับ 50,000 - 100,000 บาท 3. กฎหมายจราจรที่ยังคงสำคัญและต้องปฏิบัติตาม: การมีใบอนุญาตขับขี่: ต้องมีใบขับขี่ที่ถูกต้องและไม่หมดอายุ และพกติดตัวขณะขับขี่เสมอ ความเร็วตามกฎหมายกำหนด: มอเตอร์ไซค์ทั่วไป: ไม่เกิน 80 กม./ชม. มอเตอร์ไซค์ขนาด 400 ซีซีขึ้นไป (Bigbike): ไม่เกิน 100 กม./ชม. (บนทางปกติ) การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่: เว้นแต่จะใช้อุปกรณ์เสริม (เช่น หูฟังบลูทูธ, Speakerphone) โดยไม่ขัดขวางการขับขี่ ขับขี่ในเลนที่กำหนด: รถจักรยานยนต์ต้องขับขี่ในเลนซ้ายสุด หรือช่องทางเดินรถด้านซ้ายสุด เว้นแต่มีสิ่งกีดขวาง หรือเป็นทางเดินรถทางเดียว การให้สัญญาณ: ต้องให้สัญญาณมือ/แขน หรือไฟสัญญาณล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 เมตร ก่อนเลี้ยว เปลี่ยนเลน หรือหยุดรถ การบรรทุกของ/ผู้โดยสาร: ห้ามบรรทุกของเกิน 50 กิโลกรัม ห้ามนั่งซ้อนท้ายเกิน 1 คน (รวมผู้ขับเป็น 2 คน) การขับขี่บนทางเท้า: ห้ามขับขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันควร มีโทษปรับ คำแนะนำสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ในปี 2025: สวมหมวกกันน็อกตลอดเวลา: ทั้งตัวคุณและคนซ้อน หมวกกันน็อกต้องได้มาตรฐานและสวมใส่อย่างถูกวิธี (คาดสายรัดคางให้แน่น) ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด: โดยเฉพาะเรื่องความเร็ว สัญญาณไฟจราจร และการหยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งาน: เบรก ไฟส่องสว่าง ยางรถยนต์ ต้องอยู่ในสภาพดีเสมอ มีสติและไม่ประมาท: การขับขี่อย่างมีสติและระมัดระวัง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันอุบัติเหตุ การปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนและลดอุบัติเหตุ ขอให้ผู้ขับขี่ทุกคนใส่ใจและปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด รับรองว่าคุณและคนที่คุณรักจะปลอดภัยบนท้องถนนแน่นอนครับ Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 17 ก.ค. 68
อ่าน
6 สมาร์ทโฟน ที่ถ่ายรูปสวยที่สุด ณ ปัจจุบัน สายถ่ายภาพไม่ควรพลาด
เทคโนโลยีการถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟนในปัจจุบันพัฒนาไปมากจริงๆ ครับ โดยมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จากระบบกล้องมิเรอร์เลสระดับไฮเอนด์ไปใช้อีกด้วย และโทรศัพท์กล้องที่ดีที่สุดในปี 2025 ไม่ได้แค่เพิ่มเมกะพิกเซลให้กับกล้องเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมเลนส์ซูมปริทรรศน์ เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ ชิปประมวลผลภาพแยกเฉพาะ และแม้แต่อุปกรณ์เสริมระดับมืออาชีพให้ใช้เพิ่มเติมอีกด้วย ดังนั้นหากเพื่อนๆ สนใจการถ่ายภาพอย่างจริงจังบนสมาร์ทโฟน นี่คือสมาร์ทโฟน 6 รุ่นที่ควรอยู่ในลิสต์ของเพื่อนๆ ครับ iPhone 16 Pro และ 16 Pro Max Apple ได้เปิดตัว iPhone 16 Pro และ iPhone 16 Pro Max ซึ่งถึงแม้ดีไซน์ภายนอกภายใต้ตัวเครื่องไทเทเนียมอาจไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่ภายในได้รับการพัฒนาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ ระบบกล้องที่ได้รับการปรับปรุงอย่างประณีตที่สุด ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับเลนส์เทเลโฟโต้ 5x ระยะ 120 มม. ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการซูมระยะไกลให้กับ iPhone 16 Pro รุ่นเล็กได้อย่างที่เคยขาดหายไป นอกจากนี้ ระบบกล้องสามตัวยังใช้เซ็นเซอร์หลัก "ฟิวชัน" (fusion) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Quad-pixel เจเนอเรชันที่สอง ช่วยให้ถ่ายภาพ ProRAW 48 ล้านพิกเซลได้โดยไม่มีชัตเตอร์ล่าช้า และกล้องอัลตร้าไวด์ก็ได้รับการอัปเกรดเป็นเซ็นเซอร์ 48 ล้านพิกเซล พร้อมรองรับการถ่ายภาพมาโคร ความโดดเด่นที่แท้จริงของระบบกล้อง iPhone 16 Pro และ Pro Max อยู่ที่ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาไปอีกขั้น โดยเพิ่มความสามารถในการบันทึกวิดีโอ Slo-mo 4K@120fps และรองรับการบันทึก Spatial Audio ที่ให้มิติเสียงสมจริงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบเสียง "Studio Mix" ที่ใช้ Machine Learning ในการแยกเสียงพูดออกจากเสียงรบกวนรอบข้าง ทำให้เสียงพูดชัดเจนและโดดเด่น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สร้างเนื้อหา (Content Creators) ด้วยการผสานรวมกันระหว่างฮาร์ดแวร์ที่ได้รับการปรับปรุงและซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ทำให้ iPhone 16 Pro และ 16 Pro Max มอบประสบการณ์การถ่ายภาพและวิดีโอที่เหนือกว่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานระดับมืออาชีพและผู้ที่หลงใหลในการสร้างสรรค์เนื้อหาได้อย่างครบถ้วน Xiaomi 15 Ultra Xiaomi 15 Ultra ได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่มีระบบกล้องที่ล้ำสมัยและครบเครื่องที่สุดในปัจจุบัน ด้วยฮาร์ดแวร์ที่จัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์หลัก Leica ขนาด 1 นิ้ว ความละเอียด 50MP, เลนส์อัลตร้าไวด์, เลนส์เทเลโฟโต้แบบลอยตัว 3X และเลนส์ Periscope ซูม 200MP ที่น่าทึ่ง ทำให้มันเป็นเหมือน "มีดพกสวิส" สำหรับการถ่ายภาพในมือถือ สิ่งที่ทำให้ Xiaomi 15 Ultra แตกต่างคือชุดเครื่องมือสำหรับงานภาพยนตร์ (cinematography toolkit) ที่มาพร้อมกับความสามารถในการบันทึกวิดีโอ 4K@120fps จากเลนส์เทเลโฟโต้ 100 มม., การบันทึกวิดีโอ 10-bit Log บนเลนส์ทุกตัว และยังเป็นสมาร์ทโฟน Android เครื่องแรกที่ได้รับการรับรอง ACES (Academy Color Encoding System) ซึ่งรับประกันความแม่นยำของสีระดับมืออาชีพ นอกจากนี้ Xiaomi ยังมีชุดอุปกรณ์เสริมสำหรับถ่ายภาพที่มาพร้อมกริปชัตเตอร์จริง, ตัวยึดฟิลเตอร์ และแบตเตอรี่เสริม 2000mAh เพื่อยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพไปอีกขั้น Samsung Galaxy S25 Ultra Galaxy S25 Ultra ยังคงยึดสูตรสำเร็จที่คุ้นเคย ทั้งจอใหญ่ยักษ์ ปากกา S Pen คู่ใจ และชุดกล้องหลัง 4 ตัวสุดอลังการ แต่รอบนี้ Samsung จัดหนัก ขัดเกลาให้มันปังกว่าเดิมไปอีกขั้น! โดยพระเอกของงานยังคงเป็น กล้องหลัก 200MP ที่ถ่ายภาพได้คมชัดสุดๆ ขนาบข้างด้วยกล้องอื่นๆ ที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น กล้อง Ultra-wide 50MP เก็บภาพมุมกว้างได้สะใจ, กล้อง Telephoto 3x ซูมภาพบุคคลหรือวัตถุระยะกลางได้คมชัด และกล้อง Periscope Telephoto 50MP (ตัวที่สอง) ตัวนี้แหละทีเด็ด! ซูม Optical 5x ได้แบบเนียนๆ แถมลากยาวไปถึง Space Zoom 100x เลยนะ! ถึงแม้ว่าการประมวลผลภาพของ Samsung จะยังคงเน้นสีสันที่สดใสจัดจ้านเป็นเอกลักษณ์ แต่ด้วยการปรับปรุง ISP (Image Signal Processor) ล่าสุด ทำให้ช่องว่างในเรื่อง Dynamic Range (ช่วงความต่างของแสง) และ ประสิทธิภาพในที่แสงน้อย แคบลงอย่างเห็นได้ชัด! นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกวิดีโอ 8K@30fps และ 4K@60fps ได้จากทุกเลนส์เลยนะ! และยังคงเป็นหนึ่งในมือถือที่ทำได้ดีที่สุดเมื่อพูดถึง การเพิ่มรายละเอียดด้วย AI อีกด้วย! คือถ่ายอะไรก็สวยคม ไม่ต้องคิดเยอะ! vivo X200 Ultra vivo กำลังซุ่มพัฒนาระบบกล้องมือถือที่จัดว่าดีที่สุดในตลาดอย่างเงียบๆ และ vivo X200 Ultra ตัวนี้เนี่ย บอกเลยว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของพวกเขาเลย! ซึ่ง X200 Ultra มาพร้อมฮาร์ดแวร์กล้องที่จัดเต็มสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น เซ็นเซอร์คู่ 50MP Sony LYT-818 สำหรับกล้องหลักและกล้องอัลตร้าไวด์ คือเก็บรายละเอียดได้คมชัดทั้งมุมกว้างและภาพทั่วไป และเลนส์ Periscope Telephoto 200MP HP9 สุดอลังการ ที่มาพร้อมเลนส์ Zeiss APO optics และระบบปริซึมแบบใหม่ คือซูมได้ไกลแบบไม่เสียรายละเอียด! แต่ทีเด็ดของจริงที่ทำให้ X200 Ultra เหนือกว่าใครคือ ชิปประมวลผลภาพคู่ (Dual Imaging Chips) ประกอบด้วย ชิป VS1 ที่รับหน้าที่จัดการพรีโปรเซสซิ่งภาพ (Preprocessing) และชิป V3+ ที่รับผิดชอบงานหนักในการเรนเดอร์ภาพขั้นสุดท้าย (Final Image Rendering) การทำงานร่วมกันของชิปภาพคู่นี้ ทำให้ได้ภาพและวิดีโอที่มีคุณภาพระดับโปร นอกจากนี้ยังมี วิดีโอสโลว์โมชันสไตล์ภาพยนตร์ 4K@120fps ถ่ายช็อต Slow-mo ได้เนียนกริบ คมชัดระดับโรงหนัง! หรือจะเป็น วิดีโอ 10-bit log สำหรับสายโปรที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับแต่งสีในขั้นตอนหลังการผลิต และยังมีชุดอุปกรณ์เสริมสำหรับช่างภาพครบชุด มาพร้อมกริปที่ถอดได้, ปุ่มปรับซูม, และแบตเตอรี่เสริม! นี่ไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือธรรมดาๆ แล้วนะ แต่มันคือ ชุดอุปกรณ์กล้องพกพา ที่บังเอิญรันระบบ Android ได้ต่างหาก! ถ้าคุณเป็นสายถ่ายภาพที่จริงจัง Vivo X200 Ultra คือตัวเลือกที่ต้องมีในลิสต์แน่นอน! Pixel 9 Pro XL Pixel 9 Pro XL ของ Google อาจไม่ได้โชว์สเปกฮาร์ดแวร์กล้องที่หวือหวา แต่ภาพถ่ายที่ได้นั้นกลับน่าประทับใจอย่างยิ่ง! ด้วยการผสานรวมชิปประมวลผล Tensor G4 เข้ากับแนวคิดที่เน้น AI เป็นอันดับแรก ทำให้ Pixel สามารถถ่ายภาพที่สวยงามได้โดยผู้ใช้ไม่ต้องปรับแต่งอะไรมากนัก กล้องประกอบด้วยเซ็นเซอร์หลัก 50MP GNK, กล้องอัลตร้าไวด์ 48MP และกล้องเทเลโฟโต้ 5x ความละเอียด 48MP ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างภาพที่สมดุล มีรายละเอียดคมชัด และมีช่วง Dynamic Range ที่กว้าง ประสบการณ์ซอฟต์แวร์ของ Pixel 9 Pro XL นั้นเต็มไปด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้การถ่ายภาพง่ายขึ้นและได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เช่น Best Take ที่ช่วยรวมภาพถ่ายหมู่ให้ใบหน้าของทุกคนออกมาดูดีที่สุดโดยอัตโนมัติ, Magic Editor ที่ให้คุณย้ายหรือปรับแต่งวัตถุในภาพได้หลังการถ่าย และ Real Tone ที่ยังคงเป็นผู้นำในการแสดงสีผิวที่หลากหลายได้อย่างแม่นยำและสมจริง นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังรองรับการบันทึกวิดีโอ 4K@60fps จากเลนส์ทุกตัว ซึ่งเหมาะสำหรับผู้สร้างสรรค์เนื้อหาที่ต้องการคุณภาพวิดีโอสูง จุดเด่นอีกอย่างของ Pixel 9 Pro XL คือการรับประกัน อัปเดตซอฟต์แวร์ยาวนานถึง 7 ปี ทั้งระบบปฏิบัติการและแพตช์ความปลอดภัย ทำให้มั่นใจได้ว่าโทรศัพท์จะทันสมัยและปลอดภัยไปอีกนาน การรวมกันของฮาร์ดแวร์ที่เชื่อถือได้ ซอฟต์แวร์ AI อัจฉริยะ และการสนับสนุนระยะยาว ทำให้ Pixel 9 Pro XL เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่เน้นคุณภาพของภาพถ่ายและประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลด้วย AI OPPO Find X8 Pro OPPO Find X8 Pro อาจจะไม่ได้เป็นสมาร์ทโฟนที่ถูกพูดถึงมากนัก แต่ศักยภาพของมันนั้นเกินคาดไปไกลมาก โดยเฉพาะในด้านกล้องถ่ายภาพ ระบบกล้องหลัง 4 ตัว 50MP ที่พัฒนาร่วมกับ Hasselblad มาพร้อมเซ็นเซอร์หลัก LYT-808, เลนส์อัลตร้าไวด์ความละเอียดสูง และเลนส์ Periscope Telephoto คู่ ที่หนึ่งในนั้นสามารถซูมได้ 6 เท่า การร่วมมือกับ Hasselblad ทำให้ Find X8 Pro โดดเด่นเรื่องการเรนเดอร์ภาพบุคคลและการปรับแต่งสีที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่แกะกล่อง นอกจากนี้ยังรองรับการซูมดิจิทัลสูงสุดถึง 120x ด้านหน้าจอ Find X8 Pro ใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ที่นับเป็นหนึ่งในหน้าจอที่ดีที่สุดในตลาด ด้วยความสว่างสูงสุดที่น่าทึ่งถึง 4500 nits ทำให้การมองเห็นในสภาพแสงจ้าเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยม ในส่วนของความสามารถด้านวิดีโอ ตัวเครื่องรองรับ Dolby Vision และมีระบบกันสั่นที่ยอดเยี่ยม ช่วยให้การบันทึกวิดีโอมีคุณภาพสูงและนิ่งมาก โดยรวมแล้ว OPPO Find X8 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่องสำหรับผู้ที่มองหากล้องถ่ายภาพคุณภาพสูงและหน้าจอที่โดดเด่น ด้วยฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลังและการประมวลผลภาพที่ยอดเยี่ยม ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกหนึ่งรุ่นครับ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 17 ก.ค. 68
อ่าน
ช่างรถอิตาลี DIY รถยนต์ EV ที่แคบที่สุดในโลก ! ขับได้จริง วิ่งไกลสุด 25 กม./รอบชาร์จ
อันเดรีย มารัซซี (Andrea Marazzi) ช่างรถยนต์และเจ้าของกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ในอิตาลี นำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่ได้จากการดัดแปลงรถยนต์เก่าให้มีขนาดหน้ากว้างแคบที่สุดในโลก และเตรียมยื่นเรื่องจดบันทึกลงสถิติของกินเนส เวิลด์ เรกคอร์ด (Guinness World Record) ในฐานะรถยนต์ที่หน้าแคบที่สุดในโลก (World's narrowest car) ด้วย ข้อมูลรถ EV ที่แคบที่สุดในโลกจากช่างอิตาลีรถคันดังกล่าวมีพื้นฐานโครงสร้างตัวถังมาจากรถยนต์แบรนด์ เฟียต แพนด้า (FIAT Panda) รุ่นปี 1993 ที่ดัดแปลงใหม่ด้วยการขึ้นโครงรถที่มีความกว้างเพียง 50 เซนติเมตร ก่อนใช้ชิ้นส่วนเดิมของตัวรถมาประกอบเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นรถแบบที่นั่งเดียว ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์พร้อมติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ความเร็วสูงสุดที่ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับการปั่นจักรยาน และมีระยะทางวิ่งไกลสุด 25 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จแม้ว่าจะเป็นการดัดแปลง แต่ตัวรถยังมีองค์ประกอบหลักต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เช่น ไฟหน้า ไฟเลี้ยว 2 ข้าง ล้อ 4 ล้อ ซึ่งยังเป็นล้อที่ใช้กับ FIAT Panda ดั้งเดิม ส่วนภายในรถยนต์ EV ประกอบไปด้วยเบาะโดยสารขนาดเล็ก เบรกมือ ก้านเหล็กแทนคันเร่ง พร้อมพวงมาลัยแบบ 3 ก้าน และมีกระจกบังลมด้านหน้าและหน้าต่างรถที่หมุนขึ้น - ลง ด้วยมือ รวมถึงกระจกข้างทั้ง 2 ฝั่งสำหรับสังเกตรอบตัวรถ ที่มารถ EV ที่แคบที่สุดในโลกจากช่างอิตาลีเดิมทีแล้ว FIAT Panda 1993 เป็นรถยนต์ขนาดเล็กแบบ 3 ประตู ทรงแฮชแบ็ก (Hatchback) มีความกว้าง 1494 มิลลิเมตร ซึ่ง Andrea Marazzi ที่เดิมใช้รถยนต์รุ่นนี้ในชีวิตประจำวัน ตัดสินใจดัดแปลงด้วยการย่อตัวรถให้มีขนาดเพียง 50 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 ใน 3 ของความกว้างเดิมของตัวรถ โดยตั้งใจที่จะเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ กว่าร้อยละ 99 ของตัวรถคันเดิมเอาไว้ รวมไปถึงหลังคา ประตู และรูปทรงของตัวรถ และใช้เวลากว่า 12 เดือน ในการดัดแปลงจนเสร็จสมบูรณ์ปัจจุบัน Marazzi กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับ Guinness World Record เพื่อตรวจสอบข้อมูลก่อนเพื่อบันทึกสถิติว่าเป็นรถที่แคบที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม รถยนต์ EV คันนี้ไม่สามารถใช้ขับบนถนนตามกฎหมายของอิตาลีได้ โดยผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับรถสามารถติดตามได้ที่ช่อง @tutti_pazzi_per_marazzi บนแพลตฟอร์ม TikTok, Instagram และ YoutubeView this post on InstagramA post shared by tutti pazzi per marazzi (@tutti_pazzi_per_marazzi)
TNN ช่อง16 • 3 ก.ค. 68
อ่าน
Tesla Robotaxi แท็กซี่ไร้คนขับจากเทสลา พบปัญหาระบบไร้คนขับ หลังเริ่มทดสอบให้บริการในรัฐเท็กซัส !
ระบบโรโบแท็กซี่ (Robotaxi) หรือบริการแท็กซี่ไร้คนขับจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเทสลา ประสบปัญหาด้านการขับขี่ด้วยระบบไร้คนขับ หลังจากที่อีลอน มัสก์ (Elon Musk) CEO ของเทสลา (Tesla) แถลงเปิดการทดสอบเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ในบางพื้นที่ของรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ยานพาหนะของ Robotaxiโดยรถยนต์พลังงานไฟที่ใช้ทำ Robotaxi ไม่ได้เป็นรุ่น ไซเบอร์แคบ (Tesla Cybercab) ที่เคยเปิดตัวก่อนหน้านี้ แต่เป็นการนำรถยนต์ Tesal รุ่น Model Y ที่ผลิตขายอยู่ในปัจจุบันมาใช้งานแทน ซึ่งภายในห้องโดยสารของ Robotaxi จะไม่แตกต่างจาก Model Y ปกติอย่างไรก็ตาม หน้าจอกลางสำหรับผู้โดยสารแถวหลังได้รับการปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้เป็นหน้าจอข้อมูลการเดินทางสำหรับการทำระบบแท็กซี่ไร้คนขับ เช่น การบอกเส้นทางในการบริการ หรือการให้กดออกคำสั่งเพิ่มเริ่มการเดินทาง โดยยังคงความสามารถในการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันเพื่อความบันเทิง เช่น สปอติฟาย (Spotify) ยูทูบ (Youtube) หรือระบบสตรีมมิงอื่น ๆ เอาไว้ ปัญหาของระบบ Robotaxiจุดเด่นของ Robotaxi คือการนำระบบไร้คนขับที่พัฒนาโดย Tesla เองทั้งหมด ซึ่งมีรากฐานเดียวกันกับระบบ Full Self Driving (FSD Beta systems) ของรถเทสลา ซึ่งในบรรดาผู้ร่วมทดสอบต่างแสดงความสนใจและมีเสียงชื่นชมต่อระบบ Robotaxi ที่ทดสอบให้บริการรวมถึงบันทึกวิดีโอภายในห้องโดยสารระหว่างนั่ง Robotaxi ด้วยอย่างไรก็ตาม ซีเอ็นบีซี (CNBC) สื่อชื่อดังในสหรัฐฯ รายงานอ้างถึงข้อมูลบางส่วนจากผู้ร่วมทดสอบ Robotaxi ว่าพบลักษณะการขับขี่ของระบบ FSD ที่เป็นอันตรายในบางสถานการณ์ เช่น การขับรถสวนเลน การเบรกกระทันหันระหว่าง ที่ขับผ่านพื้นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเปิดสัญญาณไซเรนบนรถไว้">CNBC ได้ติดต่อไปทางเทสลาเพื่อขอความคิดเห็น แต่ทางบริษัทยังไม่ได้ให้ความเห็นกับสื่อในประเด็นดังกล่าว ในขณะที่องค์กรบริหารความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐอเมริกา (National Highway Traffic Safety Administration - NHTSA) ได้รับทราบเรื่องเพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมแล้วทั้งนี้ Tesla Robotaxi ยังอยู่ในช่วงทดสอบในกลุ่มเล็ก ๆ โดยใช้รถ Tesla Model Y ทั้งหมด 10 คัน ซึ่งช่วงแรกจะเชิญอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) บางกลุ่มและให้บริการแบบจำกัดพื้นที่และช่วงเวลา โดยมีราคาค่าโดยสารเหมาจ่ายที่ 4.20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 139 บาท">
TNN ช่อง16 • 24 มิ.ย. 68
อ่าน
“Apple” พัฒนากล้องจาก iPhone ติดรถแข่ง “F1” ถ่ายทำหนังจากสนามแข่งจริง !
Apple สร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการภาพยนตร์ด้วยการใช้เทคโนโลยีกล้องของ iPhone มาพัฒนาเป็นกล้องแบบพิเศษ เพื่อใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ เอฟวัน เดอะ มูฟวี่ (F1 The Movie) ที่เกี่ยวกับการแข่งขันรถแข่งสูตรหนึ่ง โดยออกแบบให้กล้องมีขนาดเล็ก สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อนำไปติดตั้งบนรถแข่ง เก็บภาพฟุตเทจบรรยากาศจากสนามการแข่งขันจริง นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาที่ว่า กล้องถ่ายภาพยนตร์ทั่วไป มีขนาดใหญ่เกินไปที่จะติดตั้งบนรถแข่งฟอร์มูลาวัน (Formula One) ที่จะต้องวิ่งด้วยความเร็วสูง และอาจจะไปรบกวนการไหลเวียนของอากาศที่อาจทำให้รถวิ่งได้ช้าลง รวมถึงกล้องถ่ายภาพยนตร์แบบทั่วไป ยังไม่สะดวกในการติดตั้งในบริเวณที่ผู้กำกับต้องการ เพื่อให้ได้มุมมองของนักแข่งทีมวิศวกรรมของ Apple จึงแก้ปัญหานี้ ด้วยการแยกโมดูลการออกอากาศ (broadcast module) จากรถ F1 ซึ่งออกแบบใช้เพื่อบันทึกภาพความละเอียดต่ำสำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขัน โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะติดอยู่ด้านหลังคนขับ ข้างช่องรับอากาศของเครื่องยนต์ และแทนที่ด้วยกล้องที่บริษัทพัฒนาขึ้นจากชิ้นส่วนของกล้อง iPhone ซึ่งออกแบบมาเป็นอย่างดีให้มีน้ำหนักและรูปร่างตามข้อจำกัด ติดตั้งได้โดยไม่รบกวนโครงสร้างรถสำหรับสเปกของกล้องพิเศษนี้ไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่สื่อต่างประเทศคาดว่าใช้ชิปประมวลผล A17 Pro ที่ใช้ใน iPhone 15 Pro ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ของ iPhone และมีกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซลซึ่งได้มาจากโมเดลของ iPhone รุ่นนี้เช่นกัน ซึ่งทางทีมวิศวกรได้สร้างขึ้นใหม่ให้ทนต่อแรงกระแทก แรงสั่นสะเทือนโดยระบบกล้องแบบพิเศษนี้สามารถบันทึกภาพแบบ โปรเรส (ProRes) ที่ช่วยรักษาคุณภาพของภาพวิดีโอได้ดี และยังพัฒนาให้รองรับสีตามระบบมาตรฐานการผลิตภาพยนตร์ ช่วยให้ผู้สร้างทำการปรับระดับสีขั้นสูงในขั้นตอนหลังการถ่ายทำได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งกล้องที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้ ได้นำไปใช้ในการเก็บภาพบรรยากาศการแข่งขันจริงของสนามแข่ง F1 ที่บางส่วนถ่ายทำในระหว่างการแข่งขันที่เมือง อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงในสนามอื่น ๆ โดยทีมสร้างจะถ่ายทำฟุตเทจเหล่านี้บนสนามแข่งในช่วงพักสั้น ๆ ระหว่างการแข่งขันสำหรับภาพยนตร์เรื่อง F1 The Movie เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักแข่งรถสูตร 1 รับบทโดย แบรด พิตต์ กำกับโดยโจเซฟ โคซินสกี้ ผู้กำกับจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ท็อปกัน มาร์เวอริก รวมถึงยังได้แชมป์โลก 7 สมัย ลูอิส แฮมิลตัน ทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ ดูแลด้านความสมจริงของการแข่งขัน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในประเทศไทย วันที่ 26 มิถุนายนนี้
TNN ช่อง16 • 23 มิ.ย. 68
อ่าน
เทคนิคเลือกกล้องวงจรปิด เลือกแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งาน
การเลือกกล้องวงจรปิด (CCTV) ไม่ใช่แค่ซื้อมาติดก็จบนะ! เพราะกล้องแต่ละแบบก็มีฟังก์ชันและจุดเด่นที่แตกต่างกันไป การเลือกให้ถูกกับการใช้งานของเราจะช่วยให้ได้ระบบที่คุ้มค่า ปลอดภัย และตรงกับความต้องการมากที่สุด วันนี้พวกเราทีมงาน TrueID จะมาเจาะลึกเทคนิคการเลือกกล้องวงจรปิด พร้อมแนะนำว่าแต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์ไหนบ้าง 1. ประเภทของกล้องวงจรปิด: เลือกตามการเชื่อมต่อ กล้องวงจรปิดหลักๆ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามวิธีการส่งสัญญาณและบันทึกภาพ ตามนี้เลย 1.1 กล้องวงจรปิดระบบอนาล็อก (Analog Camera) การทำงาน: ส่งสัญญาณภาพแบบอนาล็อกผ่านสาย Coaxial (สาย RG6) ไปยังเครื่องบันทึก DVR (Digital Video Recorder) เพื่อแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัลและบันทึก ข้อดี: ราคาถูก: เหมาะสำหรับคนงบจำกัด หรือต้องการติดจำนวนเยอะๆ ติดตั้งง่าย: ไม่ซับซ้อน ช่างทั่วไปก็ติดตั้งได้ สัญญาณเสถียร: ส่งสัญญาณผ่านสายโดยตรง ทำให้สัญญาณไม่ค่อยมีปัญหาหลุดหรือกระตุก ข้อเสีย: ความละเอียดจำกัด: ส่วนใหญ่ความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ Full HD (1080P) หรือ 5MP ซึ่งอาจไม่คมชัดเท่าระบบ IP สายเยอะ: ต้องเดินสาย Coaxial และสายไฟแยกต่างหาก ทำให้ดูยุ่งเหยิง ยุ่งยากสำหรับบุคคลทั่วไป ฟังก์ชันจำกัด: ไม่มีฟังก์ชันอัจฉริยะ (AI) เหมือนกล้อง IP เหมาะกับการใช้งาน: บ้านพักอาศัยทั่วไป: ที่เน้นบันทึกภาพเพื่อดูเหตุการณ์ย้อนหลัง ไม่ได้ต้องการความคมชัดสูงมาก ร้านค้าขนาดเล็ก: ที่ต้องการติดกล้องพื้นฐานเพื่อสอดส่องทั่วไป งบประมาณจำกัด: เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเมื่อมีงบน้อย 1.2 กล้องวงจรปิดระบบ IP (IP Camera / Network Camera) การทำงาน: ส่งสัญญาณภาพแบบดิจิทัลผ่านสาย LAN (Ethernet Cable) หรือ Wi-Fi ไปยังเครื่องบันทึก NVR (Network Video Recorder) หรือบันทึกลง SD Card โดยตรง ข้อดี: ความละเอียดสูง: เริ่มต้นที่ Full HD ไปจนถึง 4K, 8K หรือมากกว่า ให้ภาพที่คมชัด เก็บรายละเอียดได้ดี ฟังก์ชันอัจฉริยะ (AI): มีฟีเจอร์ล้ำๆ เช่น ตรวจจับความเคลื่อนไหว, ตรวจจับบุคคล/ยานพาหนะ, นับจำนวนคน, จดจำใบหน้า, ตรวจจับเสียงผิดปกติ และแจ้งเตือนผ่านมือถือได้ทันที ติดตั้งยืดหยุ่น: บางรุ่นรองรับ PoE (Power over Ethernet) ส่งทั้งไฟและข้อมูลในสาย LAN เส้นเดียว ทำให้เดินสายง่ายขึ้น หรือบางรุ่นเป็น Wireless (Wi-Fi) ติดตั้งง่ายกว่าเดิม ไม่ต้องเดินสายเยอะ ดูออนไลน์ง่าย: เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยตรง ทำให้ดูภาพจากมือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่ทุกเวลา ข้อเสีย: ราคาสูงกว่า: แพงกว่ากล้องอนาล็อก โดยเฉพาะรุ่นที่มีฟังก์ชัน AI เยอะๆ ต้องมีความรู้ด้านเครือข่าย: การตั้งค่าและแก้ปัญหาอาจซับซ้อนกว่า อาจมีปัญหาเรื่องความเสถียรของสัญญาณ: หากระบบเครือข่ายไม่ดี หรือ Wi-Fi ไม่แรงพอ อาจทำให้ภาพกระตุกหรือหลุดได้ เหมาะกับการใช้งาน: บ้านพักอาศัยยุคใหม่: ที่ต้องการความคมชัดสูง ฟังก์ชัน AI แจ้งเตือน หรือดูภาพออนไลน์ได้ง่าย ธุรกิจขนาดใหญ่/ออฟฟิศ/โรงงาน: ที่ต้องการระบบที่ทันสมัย เก็บรายละเอียดได้ดี และมีฟังก์ชันวิเคราะห์ข้อมูล (เช่น การนับจำนวนคนเข้าออก) ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยสูง: ต้องการการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ และภาพหลักฐานที่คมชัด 2. คุณสมบัติของกล้องที่ควรพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นกล้องอนาล็อกหรือ IP ก็ควรดูคุณสมบัติเหล่านี้เพิ่มเติม เพื่อให้ตรงกับการใช้งานให้มากที่สุด ตามนี้จ้า ความละเอียดของภาพ (Resolution): Full HD (1080P): มาตรฐานทั่วไป พอใช้สำหรับการดูเหตุการณ์ 2K (1440P) / 4MP: คมชัดขึ้น เริ่มเก็บรายละเอียดได้ดีขึ้น 4K (2160P) / 8MP ขึ้นไป: คมชัดสูงมาก เหมาะกับการเก็บรายละเอียดใบหน้า ป้ายทะเบียนรถ หรือพื้นที่กว้างๆ การมองเห็นในเวลากลางคืน (Night Vision): Infrared (IR): กล้องส่วนใหญ่มีอินฟราเรด มองเห็นภาพขาวดำในที่มืดสนิท Starlight/ColorVu/Full-Color: เทคโนโลยีที่ช่วยให้มองเห็นภาพสีในเวลากลางคืนได้ดีขึ้น แม้ในที่แสงน้อย (แต่ต้องมีแสงสว่างรอบๆ เล็กน้อย) เหมาะกับจุดที่ต้องการรายละเอียดสีสัน มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น (IP Rating): IP66: ป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์ และกันน้ำฉีดได้ทุกทิศทาง เหมาะสำหรับติดตั้งภายนอกอาคาร IP67/IP68: ป้องกันได้ดียิ่งขึ้น กันน้ำได้นานขึ้น (กันน้ำท่วมขัง) มุมมองภาพ (Field of View / Lens): เลนส์ Fixed: มุมมองภาพคงที่ (เช่น 90-110 องศา) เลนส์ Vari-focal: ปรับมุมมองภาพได้ (ซูมเข้า/ออกด้วยมือ) เลนส์ Motorized-zoom: ปรับมุมมองภาพและซูมผ่านแอปพลิเคชันได้ (สะดวกกว่า) กล้อง PTZ (Pan/Tilt/Zoom): หมุนกล้องได้ 360 องศา ก้มเงยได้ และซูมได้หลายเท่า เหมาะสำหรับพื้นที่กว้างๆ ที่ต้องการสอดส่องหลายจุด ระบบเสียง (Audio): ไมโครโฟนในตัว: บันทึกเสียงรอบข้างได้ ลำโพงในตัว: สามารถพูดโต้ตอบกับคนที่อยู่หน้ากล้องได้ (Two-way audio) เหมาะสำหรับกล้องที่ติดในบ้าน คุยกับคนที่บ้าน (บางคนใช้คุยกับสัตว์เลี้ยงที่บ้านด้วยนะ) หรือไว้สื่อสารกับพนักงานส่งของ เป็นต้น 3. ฟังก์ชันพิเศษ (เน้น AI และความสะดวก) ตรวจจับความเคลื่อนไหว (Motion Detection): แจ้งเตือนเมื่อมีคนหรือวัตถุเคลื่อนไหวผ่านหน้ากล้อง ตรวจจับบุคคล/ยานพาหนะ (Human/Vehicle Detection): AI แยกแยะได้ว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวคือคนหรือรถ ลดการแจ้งเตือนผิดพลาดจากสัตว์หรือใบไม้ การแจ้งเตือน (Notifications): ส่งการแจ้งเตือนเข้ามือถือทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ บันทึกลงคลาวด์ (Cloud Storage): เก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ ปลอดภัย แม้กล้องจะถูกทำลายหรือถูกขโมย (อาจมีค่าบริการรายเดือน) บันทึกลง SD Card: กล้องบางรุ่นรองรับการบันทึกลง SD Card โดยตรง ไม่ต้องมีเครื่องบันทึก เหมาะสำหรับกล้องตัวเดียว หรือจุดที่ไม่ต้องการบันทึกตลอดเวลา รองรับการเชื่อมต่อกับ Smart Home: บางรุ่นสามารถเชื่อมต่อกับระบบบ้านอัจฉริยะ เช่น Google Home, Amazon Alexa ได้ เป็นต้น สรุป: เลือกแบบไหนดี? ต้องการประหยัดงบ เน้นพื้นฐาน: เลือก กล้องอนาล็อก (Analog Camera) ความละเอียด Full HD ต้องการความคมชัดสูง ฟังก์ชันฉลาดๆ แจ้งเตือนเรียลไทม์ และสะดวกในการดูออนไลน์: เลือก กล้อง IP Camera ความละเอียด 2K - 4K ขึ้นไป (ถ้ามีงบจัดฟังก์ชัน AI ไปเลย) ติดตั้งภายนอกอาคาร: ต้องมี IP Rating สูงๆ (IP66 ขึ้นไป) เพื่อกันน้ำกันฝุ่นจากสภาพแวดล้อม ต้องการภาพสีในตอนกลางคืน: มองหากล้องที่มีเทคโนโลยี Starlight/ColorVu/Full-Color อยากดูภาพรวมพื้นที่กว้างๆ ได้หมด: พิจารณา กล้อง PTZ ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองสำรวจพื้นที่ที่จะติดตั้ง ดูว่ามีแสงสว่างเพียงพอไหม ต้องการซ่อนกล้องหรือโชว์ ตำแหน่งที่ติดตั้งสามารถเดินสายได้สะดวกแค่ไหน และที่สำคัญคือ งบประมาณ ของเราด้วยนั่นเองจ้า Photo Credit : AI Generated
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 18 มิ.ย. 68
อ่าน
“Renault” เปิดตัว “รถกู้ภัยแห่งอนาคต” ผสานโดรน AI นวัตกรรมเพื่อหน่วยฉุกเฉิน
เรโนลต์ (Renault) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส และ ซอฟต์แวร์ เรพับบลิก (Software République) พันธมิตรทางนวัตกรรมด้านซอฟต์แวร์และบริการเพื่อยานยนต์และการเดินทาง เปิดตัวรถต้นแบบ เรโนลต์ วิชัน โฟร์เรสคิว (Renault Vision 4Rescue) ในงาน วีว่าเทค (VivaTech) งานประชุมเทคโนโลยีประจำปีที่เน้นด้านนวัตกรรมและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 11-14 มิถุนายนที่ผ่านมา รถคันนี้พัฒนาจากรถยนต์ เรโนลต์ โฟร์-อีเทค (Renault 4 E-Tech) ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า โดยได้รวมเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของหน่วยฉุกเฉิน เพื่อทำหน้าที่เป็นเสมือน “หน่วยบัญชาการเคลื่อนที่”จุดเด่นคือการติดตั้งเสาอากาศในตัวที่รองรับทั้งสัญญาณ 5G และ Wi-Fi ทำให้รถสามารถกระจายสัญญาณการสื่อสารได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานล่ม อีกทั้งยังติดตั้งโดรนไร้คนขับระยะไกลสามารถสั่งการให้บินขึ้นได้โดยตรง และเชื่อมต่อกับระบบภายในทั้งหมดเพื่อรองรับการทำงานในสภาพพื้นที่สมบุกสมบัน รถคันนี้ได้รับการปรับแต่งช่วงล่างให้สูงขึ้น และเพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา พร้อมลุยได้ทุกสถานการณ์ ภายนอกรถโดดเด่นด้วยการออกแบบที่สะท้อนถึงยานพาหนะฉุกเฉินอย่างชัดเจน ด้วยเครื่องหมายสีที่มองเห็นได้ง่าย สติ๊กเกอร์สะท้อนแสง และหมายเลขฉุกเฉินขนาดใหญ่ภายในรถถูกออกแบบมาเพื่อฟังก์ชันการทำงานเป็นหลัก โดยพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายกลายเป็นพื้นที่สั่งการ พร้อมหน้าจอความละเอียดสูงถึงสองจอ มีโต๊ะทำงานแบบพับเก็บได้ และช่องเก็บอุปกรณ์ที่ปลอดภัยสำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ทุกสิ่งเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของรถ ทำให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์สื่อสาร เช่น แท็บเล็ต วิทยุ และแล็ปท็อป จะมีพลังงานใช้ตลอดเวลาขณะเคลื่อนที่ ตัวโดรนที่ใช้งานยังติดตั้งเทคโนโลยี เอดจ์ เอไอ (Edge AI) ทำให้โดรนสามารถประมวลผลวิดีโอได้แบบเรียลไทม์ ช่วยระบุสิ่งสำคัญต่าง ๆ เช่น เปลวไฟ ผู้ประสบภัย หรือพื้นที่อันตรายได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลไปวิเคราะห์นอกสถานที่เรโนลต์ วิชัน โฟร์เรสคิว (Renault Vision 4Rescue) ถูกออกแบบมาให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่กว้างขึ้น ซึ่งเรโนลต์เชื่อว่าจะเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับการรับมือเหตุฉุกเฉินในอนาคต อย่างไรก็ตามตอนนี้ก็ยังคงเป็นเพียงรถต้นแบบ และยังไม่มีแผนการผลิตในเชิงพาณิชย์">
TNN ช่อง16 • 16 มิ.ย. 68
ดูเพิ่มเติม