Reset

Search results for “#Xiaomi17T” - TrueID

Top Result
Watch
Shorts
Game
Privilege
Read
Get a 5,000 THB discount when you buy a Samsung Galaxy S26 Series with a package Use 10,000 TruePoints.
Privilege

Get a 5,000 THB discount when you buy a Samsung Galaxy S26 Series with a package Use 10,000 TruePoints.

ลูกค้าทรูใช้ 10,000 ทรูพอยท์รับส่วนลด 5,000 บาท เมื่อซื้อมือถือรุ่นที่ร่วมรายการ พร้อมแพ็กเกจ ที่ทรูช็อป ทรูแบรนด์ดิ้งช็อป ทรูสเฟียร์ สาขาที่ร่วมรายการ และทรูสโตร์รุ่นที่ร่วมรายการ SAMSUNG GALAXY S26 5G 12/256GBSAMSUNG GALAXY S26 5G 12/512GBSAMSUNG GALAXY S26+ 5G 12/256GBSAMSUNG GALAXY S26+ 5G 12/512GBSAMSUNG GALAXY S26 ULTRA 5G 12/256GBSAMSUNG GALAXY S26 ULTRA 5G 12/512GBSAMSUNG GALAXY S26 ULTRA 5G 16/1TBOppo Find N6 5GOppo Find X9 Ultra 5G(16+1TB)Oppo Find X9 Ultra 5G(12+512GB)Oppo Find X9s 5G(12+512GB)Oppo Find X9s 5G(12+256GB) "Vivo X300 Ultra 5G (16/1TB) Photo Kit SetVivo X300 Ultra 5G (16/1TB)Vivo X300 Ultra 5G (16/512)Vivo X300 FE 5G (12/512) Photo Kit SetVivo X300 FE 5G (12/256) Photo Kit SetVivo X300 FE 5G (12/512)Vivo X300 FE 5G (12/256)XIAOMI 17T PRO 5G 12/512GBXIAOMI 17T PRO 5G 12/256GBXIAOMI 17T 5G 12/512GBXIAOMI 17T 5G 12/256GB Oppo Reno 16 5G 12/256GBOppo Reno 16 5G 8/256GB SAMSUNG GALAXY Z FOLD 8 ULTRA 12/256GBSAMSUNG GALAXY Z FOLD 8 ULTRA 12/512GBSAMSUNG GALAXY Z FOLD 8 ULTRA 16/1TBSAMSUNG GALAXY Z FOLD 8 12/256GBSAMSUNG GALAXY Z FOLD 8 12/512GBSAMSUNG GALAXY Z FOLD 8 16/1TBSAMSUNG GALAXY Z FLIP 8 12/256GBSAMSUNG GALAXY Z FLIP 8 12/512GB เงื่อนไข 1. รหัสส่วนลด ใช้ได้กับการซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจ รุ่นที่ร่วมรายการเท่านั้น ที่ทรูช็อป ทรูแบรนด์ดิ้งช็อป ทรูสเฟียร์ สาขาที่ร่วมรายการ และทรูสโตร์2. ลูกค้าทรูใช้ 10,000 ทรูพอยท์ รับส่วนลด 5,000 บาท เมื่อซื้อมือถือรุ่นที่ร่วมรายการ พร้อมแพ็กเกจ(*สิทธิ์ส่วนลดจำนวนจำกัด)3. จำกัด 1 บัตรประชาชน / 1 สิทธิ์ / 1 โปรโมชั่น ตลอดระยะเวลาแคมเปญ4. ลูกค้านำรหัสที่ได้รับ จากการกดรับสิทธิ์ แสดงต่อเจ้าหน้าที่ ทรูช็อป ทรูสเฟียร์ สาขาที่ร่วมรายการ และทรูสโตร์ ก่อนการชำระเงิน เพื่อรับสิทธิ์ส่วนลด5. กดรับสิทธิ์ได้ผ่านแอปทรูไอดี กดรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่ 26 กุมภาพันธ์ 69 - 31 ต.ค.69 เท่านั้น (*โค้ดมีจำนวนจำกัด)6. เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีจำหน่าย ณ เวลานั้น)7. ลูกค้าไม่สามารถใช้ทรูพอยท์ของหมายเลขอื่นที่ไม่ได้จดทะเบียนภายใต้หมายเลขบัตรของลูกค้าเอง ในการรับสิทธิ์ส่วนลดแทนได้8. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้9. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้10. หากลูกค้ากดแลกสิทธิ์แล้ว ขอสงวนสิทธิ์การคืน TruePoint ทุกกรณี11.สิทธิพิเศษนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ผู้ใช้บริการจะต้องศึกษาข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมก่อนเลือกใช้บริการที่ทรูช็อป (ทุกสาขา) หรือโทร 1242

รีวิวจอเกมมิ่ง XIAOMI G27i เล่นเกม PC 165HZ PS5 120HZ ในราคา 4,XXX บาท

รีวิวจอเกมมิ่ง XIAOMI G27i เล่นเกม PC 165HZ PS5 120HZ ในราคา 4,XXX บาท

ใครที่กำลังหาจอเกมมิ่งเล่นเกมทำงานเล่นทั้ง PC และ คอนโซล PS5 / XBOX Series / Nintendo Switch เป็นจอความบันเทิงส่วนบุคคลขนาด 27 นิ้ว ลุงแมวได้ลองจอของ XIAOMI ชื่อรุ่นว่า G27i เป็นจอเล่นเกมโดยเฉพาะ โดยมีฟีเจอร์คือ - Refresh Rate ที่ 165HZ ถ้าต่อกับ PC และกับ PS5 ได้เฟรมได้สูงสุด 120 HZ ภาพนิ่งนวลตา - มีสองพอร์ตคือ HDMI 2.0 และ Display Port 1.4 และพอร์ตเสียง Audio Out สำหรับต่อลำโพง หูฟังได้ - เป็น Gaming Monitor เกรด เพราะฉะนั้นจะมีฟีเจอร์ปรับภาพเฉพาะสำหรับเกมแต่ละแนว การปรับความสว่างเพื่อเห็นคู่ต่อสู้ ปรับ Response Time ได้ สูงสุดที่ 1MS GTG - รองรับ Freesync แบบ Premium ทำให้หน้าจอไม่ฉีกขาดระหว่างเล่นเกม - สี โปร 8 Bit แม่นยำสูง SRGB 99% ใช้ทำงาน กราฟิกสีไม่เพี้ยน สีสันสดใส สีอิ่ม - รองรับ HDR 10 - 178 องศามุมมองกว้าง นั่งเล่นเกมทำงานได้หลายมุม - มีโหมด Low Blue Light ถนอมสายตา - ขาตั้งปรับได้ ประกอบง่าย น้ำหนักเบา ในกล่องมีตัวจอ ที่สามารถติดตั้งแบบ Wall Mounted ก็ได้ ตัวฐานเหล็ก คู่มือ สาย HDMI อุปกรณ์ติดตั้งมาให้ในกล่องเลย - ราคาดีมาก 4,790 บาท ใครตามหาจอราคาประหยัดเล่นเกมทำงาน PC PS5 ดูหนัง ท่องเว็บ น่าสนใจครับผม XIAOMI G27i . ดูรายละเอียดได้ที่ Shopee : https://bit.ly/47c7Hue Lazada : https://s.lazada.co.th/a.QUY #xiaomithailand #xiaomithailandstore #xiaomimonitor #xiaomimonitorG27i #XiaomiHomeAppliances

True customers get 5,000 THB discount when purchasing iPhone 17 series with a service package. with 10,000 TruePoints
Privilege

True customers get 5,000 THB discount when purchasing iPhone 17 series with a service package. with 10,000 TruePoints

Save ฿5000 @ True Move H Universal Communication ลูกค้าทรู ใช้ 10,000 ทรูพอยท์ รับส่วนลด 5,000 บาท เมื่อซื้อ iPhone 17 ทุกรุ่น พร้อมแพ็กเกจ ที่ทรูช็อป ทรูแบรนด์ดิ้งช็อป ทรูสเฟียร์ สาขาที่ร่วมรายการ และทรูสโตร์รุ่นที่ร่วมรายการiPhone 17iPhone 17 AiriPhone 17 ProiPhone 17 Pro Max เงื่อนไข 1. รหัสส่วนลด ใช้ได้กับการซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจ รุ่นที่ร่วมรายการเท่านั้น ที่ทรูช็อป ทรูแบรนด์ดิ้งช็อป ทรูสเฟียร์ สาขาที่ร่วมรายการ และทรูสโตร์2. ลูกค้าทรูใช้ 10,000 ทรูพอยท์ รับส่วนลด 5,000 บาท เมื่อซื้อมือถือ iPhone 17 / iPhone 17 Air / iPhone 17 Pro / iPhone 17 Pro Max พร้อมแพ็กเกจ (*สิทธิ์ส่วนลดจำนวนจำกัด)3. จำกัด 1 บัตรประชาชน / 1 สิทธิ์ / 1 โปรโมชั่น ตลอดระยะเวลาแคมเปญ4. ลูกค้านำรหัสที่ได้รับ จากการกดรับสิทธิ์ แสดงต่อเจ้าหน้าที่ ทรูช็อป ทรูสเฟียร์ สาขาที่ร่วมรายการ และกรอกโค้ดส่วนลดบนเว็บไซต์ทรูสโตร์ ก่อนการชำระเงิน เพื่อรับสิทธิ์ส่วนลด5. กดรับสิทธิ์ได้ผ่านแอปทรูไอดี กดรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่ 19 กันยายน 68 - 31 ต.ค.69 เท่านั้น (*โค้ดมีจำนวนจำกัด)6. เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีจำหน่าย ณ เวลานั้น)7. ลูกค้าไม่สามารถใช้ทรูพอยท์ของหมายเลขอื่นที่ไม่ได้จดทะเบียนภายใต้หมายเลขบัตรของลูกค้าเอง ในการรับสิทธิ์ส่วนลดแทนได้8. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้9. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้10. หากลูกค้ากดแลกสิทธิ์แล้ว ขอสงวนสิทธิ์การคืน TruePoint ทุกกรณี11.สิทธิพิเศษนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ผู้ใช้บริการจะต้องศึกษาข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมก่อนเลือกใช้บริการที่ทรูช็อป (ทุกสาขา) หรือโทร 1242

TAT TRUE CHUAN CHIM
Privilege

TAT TRUE CHUAN CHIM

-

เมื่อธุรกิจมือถือเริ่มอ่อนแรง Xiaomi กำลังเดิมพันอนาคตกับ EV และ AI
Read

เมื่อธุรกิจมือถือเริ่มอ่อนแรง Xiaomi กำลังเดิมพันอนาคตกับ EV และ AI

#ทันหุ้น-เมื่อธุรกิจมือถือเริ่มชะลอ Xiaomi กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จาก “แบรนด์มือถือคุ้มค่า” สู่บริษัทเทคโนโลยีที่มี EV และ AI เป็นแกนหลักในอนาคต งบ 4Q25 จึงไม่ใช่แค่ผลประกอบการรายไตรมาส แต่สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจน จากฮาร์ดแวร์ที่แข่งขันด้านราคา ไปสู่แพลตฟอร์มเทคโนโลยีระยะยาวข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าตัวเลข headline ของงบครั้งนี้ดูเหมือนจะ “ไม่ได้แย่” รายได้อยู่ที่ 116.9 พันล้านหยวน เติบโต 7.3%YoY แม้จะเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดตั้งแต่ปี 2023 แต่ก็ยังทำได้ตามที่ตลาดคาดไว้ ขณะที่กำไรสุทธิลดลง 24%YoY ซึ่งฟังดูแรง แต่ในเชิงความคาดหวังถือว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ประมาณ 10% ภาพรวมจึงออกมาในลักษณะที่เรียกว่า mixed คือไม่ได้ดีชัดเจน แต่ก็ไม่ได้แย่จนผิดหวัง อย่างไรก็ตาม หากเรามองลึกลงไปใน “โครงสร้างของกำไร” จะเห็นสัญญาณที่สำคัญมากกว่าตัวเลข headline หลายเท่าธุรกิจสมาร์ทโฟนซึ่งเคยเป็นหัวใจของ Xiaomi กำลังเผชิญแรงกดดันทั้ง ต้นทุนที่สูงขึ้นและยอดขายที่ชะลอ แม้บริษัทพยายามขยับสู่ตลาดพรีเมียมจนราคาขายเฉลี่ย (ASP) เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนชิปหน่วยความจำ (DRAM และ NAND) ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ผลกระทบทำให้ gross margin ลดลงเหลือ 8.3% จาก 12% ในปีก่อน ขณะที่ยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนหดตัว 11.5% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า สะท้อนการแข่งขันที่ยังรุนแรงและอุปสงค์ที่ไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิมสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “กำไรลดเพราะต้นทุนสูง” แต่สะท้อนว่า ธุรกิจหลักเดิมของ Xiaomi กำลังถูกบีบ margin อย่างมีนัยสำคัญ และอาจไม่ใช่เครื่องจักรทำกำไรเหมือนในอดีต นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนเริ่มโฟกัส “ธุรกิจใหม่” มากขึ้น โดยเฉพาะ EV ซึ่งกลายเป็นจุดสนใจหลักในงบไตรมาสนี้สิ่งที่น่าสนใจคือธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของ Xiaomi ไม่ได้แค่เติบโต แต่เริ่ม “พิสูจน์ตัวเอง” ในเชิง unit economics ได้แล้ว ใน 4Q25 บริษัทส่งมอบรถได้ถึง 145,115 คัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับ gross margin ที่สูงถึง 24.3% ซึ่งสูงกว่าธุรกิจมือถืออย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือธุรกิจ EV สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 1.1 พันล้านหยวน ในไตรมาสเดียว ส่งผลให้ทั้งปี 2568 พลิกมามีกำไรได้ที่ 900 ล้านหยวน จุดนี้ถือเป็น turning point ที่สำคัญ ที่ narrative ของ Xiaomi เปลี่ยนจาก “เผาเงินสร้างธุรกิจใหม่” เป็น “เริ่มสร้างกำไรจากธุรกิจใหม่แล้ว” โดยเป้าส่งมอบรถ 550,000 คันในปี 2569 และแผนบุกยุโรปปี 2570 สะท้อนการเดิมพันจริงจังกับ S-Curve ใหม่อย่าง EVในขณะเดียวกัน การลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะในรูปแบบของ Agentic AI ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดย Capex ที่เพิ่มเป็น 18.2 พันล้านหยวน ไม่ได้แค่ขยายการผลิต แต่เป็นการสร้าง ecosystem เชื่อมสมาร์ทโฟน รถยนต์ และ IoT เข้าด้วยกัน เพื่อ transform สู่ AI-driven platform ตามทิศทางบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่างไรก็ตาม ช่วงรอยต่อนี้เองทำให้หุ้น Xiaomi ยังไม่กลับเป็นขาขึ้น แม้ธุรกิจ EV จะมีอนาคต แต่ธุรกิจสมาร์ทโฟนซึ่งยังเป็นรายได้หลักถูกกดดันจากต้นทุน ขณะที่ EV ก็เผชิญสงครามราคาในจีน ทำให้ตลาดยังไม่มั่นใจว่าธุรกิจใหม่จะชดเชยการชะลอตัวของธุรกิจเดิมได้เร็วพอ ส่งผลให้หุ้นปรับฐานลงกว่า 40% จากจุดสูงสุดในเชิงโครงสร้าง Xiaomi จึงเหมือนมี “สองโลกในบริษัทเดียว” คือธุรกิจเดิมที่ถูกกดดันตามวัฏจักร กับธุรกิจใหม่ที่เติบโตสูงแต่ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง โดยนักลงทุนควรโฟกัสความสามารถในการ scale ธุรกิจ EV พร้อมรักษา margin ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง มากกว่าดูแค่กำไรระยะสั้นสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการเข้าถึงธีมการเติบโตนี้ ปัจจุบันสามารถลงทุนใน Xiaomi ได้ผ่าน DR อย่าง XIAOMI01 ซึ่งช่วยให้สามารถซื้อขายผ่านตลาดหุ้นไทยด้วยเงินบาทโดยไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศ ทำให้เข้าถึงหุ้นเทคโนโลยีจีนที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ง่ายขึ้นท้ายที่สุด Xiaomi ในวันนี้อาจไม่ใช่หุ้นที่มี story ชัดเจนในระยะสั้น แต่เป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงเดิมพันอนาคตว่าบริษัทจะสามารถเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ไปเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่มี EV และ AI เป็นแกนกลางได้หรือไม่ หากทำได้ upside ในระยะยาวอาจมีนัยสำคัญ

TAT TRUE CHUAN CHIM
Privilege

TAT TRUE CHUAN CHIM

-

ลูกค้าทรูห้ามพลาด ส่วนลด 60 บาท ที่ TrueCoffee พร้อมเช็กสาขาที่ร่วมรายการ
Read

ลูกค้าทรูห้ามพลาด ส่วนลด 60 บาท ที่ TrueCoffee พร้อมเช็กสาขาที่ร่วมรายการ

ลูกค้าทรูห้ามพลาด! รับส่วนลดทรูคอฟฟี่ 50% สำหรับเมนู Americano, Clear Matcha และ Boran พร้อมสิทธิ์พิเศษนำใบเสร็จแลกรับส่วนลด Accessories สูงสุด 60 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ เช่น Galaxy Watch7, Buds3 หรือเคส Baseus ที่ True Shop และ dtac Shop 28 สาขาที่กำหนด รีบเช็กเงื่อนไขและพิกัดด่วนเพื่อความคุ้มค่าที่สุด ลูกค้าทรูห้ามพลาด ส่วนลด 60 บาทที่ TrueCoffee พร้อมเช็กสาขาที่ร่วมรายการ ลูกค้าทรู รับส่วนลด 50% สำหรับเครื่องดื่มทรูคอฟฟี่ที่ร่วมรายการ (Americano (Hot/Iced) / Clear Matcha/ Boran) ทุกขนาด และนำใบเสร็จไปเป็นส่วนลด accessories ที่ทรู และ ดีแทค ช้อป คลิกเพื่อรับส่วนลดที่ร้าน TrueCoffee ได้ที่นี่ เงื่อนไข 1.โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี กดรับสิทธิ์ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์เท่านั้น งดรับสิทธิ์จากภาพถ่าย / ภาพบันทึกหน้าจอ ( Screenshot ) สิทธิพิเศษนี้สามารถใช้ได้ในช่วงวันที่กำหนดเท่านั้น สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้ สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ กรุณาแสดงรหัสที่ได้รับที่แคชเชียร์ก่อนใช้สิทธิ์ ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชั่นอื่น และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเงินทอนได้ เครื่องดื่มที่ร่วมรายการ : Americano (Hot/Iced) / Clear Matcha/ Boran ทุกขนาด สำหรับสิทธิพิเศษทรูคอฟฟี่ ส่วนลด 50% สำหรับเครื่องดื่มทรูคอฟฟี่ที่ร่วมรายการ สามารถใช้ได้ที่ ทรูคอฟฟี่ทุกสาขา ยกเว้น สาขาน่าน ลูกค้าสามารถนำใบเสร็จรับเงิน จากการซื้อเครื่องดื่มโปรโมชั่นนี้ที่ร้านทรูคอฟฟี่เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ (ใบเสร็จมีอายุการใช้งานภายใน 1 วัน) ไปแสดงเพื่อเป็นส่วนลดสำหรับซื้อสินค้า Accessories ที่ร่วมรายการได้ที่ True และ Dtac Shop ทั่วประเทศ ใบเสร็จทรูคอฟฟี่ 1 ใบเสร็จ ต่อการซื้อสินค้า Accessories ที่ร่วมรายการ 1 ชิ้น โดยรับส่วนลดสูงสุด 60 บาท เท่านั้น ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สาขาทรูคอฟฟี่ที่ร่วมรายการ ดังนี้ True Sphere Happy and Healthy Bike lane True Shop The Mall Bangkapi True Shop The Mall Bangkae True Shop Chamchuri Square True Shop Central World 4Fl. True Branding Shop Emsphere True Shop Emquartier True Shop Terminal 21 True Sphere Retail Branding Siam Paragon True Shop Central Festival East Ville True Shop Central Khonkaen True Shop Central Plaza Udonthani True Shop Central Rama 3 True Shop Central Ladprao True Shop Central Rama 2 True Shop The Mall Nakhonratchasima 3Fl True Shop Central Chaengwattana True Shop Central Pinklao 3Fl. True Shop Central Plaza Westgate True Shop Future Park Rangsit True Shop Mega Bangna True Branding Shop One Bangkok True Shop Central Festival Chiangmai True Shop Central Plaza Rayong True Shop Central Festival Hatyai True Shop Central Plaza Nakhonsithammarat True Shop Central Plaza Nakhonratchasima True Branding Shop CP Tower True Branding Shop Siam Square Soi 2 True Branding Shop Siam Square Soi 3 True Sphere Branding Shop Lotus North Ratchapruek True Branding Shop Central Embassy True Sphere Bluport Huahin True Sphere @ Icon Siam True Sphere Central Festival EastVille True Sphere Central Plaza Nakhonratchasima True Sphere Central West Gate True Sphere Central World True Sphere Emquartier True Sphere Future Park Rangsit True Sphere Mega Bangna True Kiosk The Eight Thonglor True Shop Seacon Square 2 True Branding Shop Dusit Central Park (New shopping mall) True Tower True Tower 28 floor Digital Park (Flagship) Digital Park Fl.1 Digital Park Fl.6 TDPK Phase 2 Fl.3 รายชื่อสินค้าที่ร่วมรายการ ดังนี้ BAND,SS,FIT3,GY BAND,SS,FIT3,PK BAND,SS,FIT3,SL WATCH,WATCH7 ULTRA,GRAY WATCH,WATCH7 ULTRA,SILVER WATCH,WATCH7 ULTRA,WHITE WATCH,WATCH7,44,GREEN WATCH,WATCH7,40,CREAM WATCH,WATCH7,40,GREEN WEAR,SS,BUD3 PRO,SILVER WEAR,SS,BUD3 PRO,WHITE WEAR,SS,BUD3,SILVER WEAR,SS,BUD3,WHITE SAMSUNG,WATCH8,44MM.BT,GRAPHITE SAMSUNG,WATCH8,40MM.BT,GRAPHITE SAMSUNG,WATCH8,40MM.BT,SILVER SAMSUNG,WATCH8 CLASSIC,BT,BLACK SAMSUNG,WATCH8 CLASSIC,BT,WHITE SAMSUNG,BUDS CORE,BLACK SAMSUNG,BUDS CORE,WHITE SAMSUNG,BUDS3 FE,BLACK SAMSUNG,BUDS3 FE,GRAY CASE,BASEUS,SLIM CLEAR,IP17 CASE,SUPLIFE,MAGNET RING,IP17AIR CASE,BASEUS,SLIM MAGNET,IP17P CASE,BASEUS,SLIM MAGNET,IP17PM FILM,BASEUS,ANTI RF LENS,IP17 FILM,BASEUS,ANTI RFLENS,IP17P17M บทความที่คุณอาจสนใจ แจกส่วนลด ชาตรามือ 2026 โปรโมชั่น เครื่องดื่ม ลูกค้าทรูสดชื่น! โปรโมชั่น อเมซอน Cafe Amazon รับส่วนลด 10 บาท เมนูเครื่องดื่ม 22 ร้านบุฟเฟ่ต์ โปรโมชั่นวันเกิด เดือนเกิด กินฟรี ส่วนลดจุกๆ 10 โปรโมชั่นชานมไข่มุก 1 แถม 1 พร้อมส่วนลด 2026 สดชื่นเคี้ยวหนึบ!

Honkai: Star Rail ประกาศอัปเดตสเปกอุปกรณ์เตรียมพร้อมต้อนรับการมาของเวอร์ชัน 4.0
Read

Honkai: Star Rail ประกาศอัปเดตสเปกอุปกรณ์เตรียมพร้อมต้อนรับการมาของเวอร์ชัน 4.0

ในปีนี้นั้นเหล่าผู้บุกเบิกก็เตรียมตัวที่จะได้ก้าวเข้าสู่ Honkai: Star Rail เวอร์ชัน 4.0 พร้อมกับไปเยือนดาวใหม่อย่าง Planarcadia กันแล้ว! ซึ่งในการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการอัปเดตเนื้อหาและประสิทธิภาพของเกมในเวอร์ชันต่อไปนั้น ทาง HoYoverse ก็ได้ออกมาประกาศอัปเดตสเปกอุปกรณ์ที่รองรับและสเปกที่แนะนำของตัวเกม Honkai: Star Rail เพิ่มแล้ว!ทั้งนี้อ้างอิงจากโพสต์ใน HoYoLAB นั้นก็ได้มีการระบุว่า อุปกรณ์ที่ต่ำกว่าสเปกที่รองรับขั้นต่ำนั้น"อาจจะยัง"สามารถเข้าสู่ตัวเกมได้แต่ความเสถียรในการเล่นอาจจะลดลง โดยผู้เล่นอาจจะประสบปัญหาต่าง ๆ เช่น เกมค้าง เกมขัดข้อง เป็นต้นสเปกที่แนะนำใหม่สำหรับตัวเกม Honkai: Star Rail เวอร์ชัน 4.0PCอุปกรณ์: Intel® Core™ i7/RAM 16GB/การ์ดจอแยก การ์ดจอ Nvidia GeForce GTX1060 6GB หรือสูงกว่าระบบ: Windows 10 64-bit ขึ้นไปDirectX เวอร์ชัน: 11Androidอุปกรณ์: อุปกรณ์ Android ที่ใช้ SoC ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือสูงกว่า Snapdragon 870 (Adreno 650), Dimensity 1300 (Mali-G77 MC9) หรือ Kirin 9000 (Mali-G78 MP24)RAM: 6GB ขึ้นไประบบ: Android 9 ขึ้นไปiOSอุปกรณ์: iPhone 11 ขึ้นไปiPad (รุ่นที่ 9 ปี 2021 ชิป A13) หรือสูงกว่าiPad mini (รุ่นที่ 6 ปี 2021 ชิป A15) หรือสูงกว่าiPad Pro 11 นิ้ว (รุ่นที่ 3 ปี 2021 ชิป M1) หรือสูงกว่าระบบ: iOS 13.0 ขึ้นไปสเปกที่รองรับใหม่สำหรับตัวเกม Honkai: Star Rail เวอร์ชัน 4.0PCอุปกรณ์: Intel® Core™ i5/RAM 8GB/การ์ดจอแยก การ์ดจอ Nvidia GeForce GTX1050 หรือสูงกว่าระบบ: Windows 10 64-bit ขึ้นไปDirectX เวอร์ชัน: 11Androidอุปกรณ์: อุปกรณ์ Android ที่ใช้ SoC ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือสูงกว่า Snapdragon 835 (Adreno 540), Dimensity 720 (Mali-G57 MC3) หรือ Kirin 810 (Mali-G52 MP6)RAM: 4GB ขึ้นไประบบ: Android 9 ขึ้นไปความเข้ากันได้: ไม่รองรับ GPU สถาปัตยกรรม PowerVR ทั้งหมด ยกเว้น Imagination D-SeriesiOSอุปกรณ์iPhone 8 Plus หรือสูงกว่าiPad (รุ่นที่ 7 ปี 2019 ชิป A10) หรือสูงกว่าiPad Pro 10.5 นิ้ว (ปี 2017 ชิป A10X) หรือสูงกว่าระบบ: iOS 13.0 ขึ้นไปอุปกรณ์ที่รองรับ PlayStation®PlayStation®5ที่มา : hoyolab

แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน มกราคม 2569
Read

แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน มกราคม 2569

สวัสดีปีใหม่เพื่อนๆ ชาว True ID ทุกท่าน ปีใหม่ปีนี้ มาเริ่มต้นกันด้วยมือถือเปิดตัวใหม่ในช่วงเดือนที่ผ่านมากันครับ ซึ่งเริ่มต้นปีแบบนี้ ใครที่กำลังมองหามือถือเครื่องใหม่ไว้ประจำกาย บอกเลยว่ามีที่น่าสนใจมากมายหลายรุ่นกันเช่นเคย แต่จะมีรุ่นไหนน่าสนใจกันบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยครับ Xiaomi 17 Ultra เริ่มกันที่ Xiaomi 17 Ultra ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการถ่ายภาพบนมือถือด้วยการเปิดตัวชุดกล้องหลัง 3 ตัวที่ร่วมพัฒนากับ Leica ซึ่งเป็นจุดเด่นหลักที่ปฏิวัติวงการ โดยมีกล้อง Periscope Telephoto ความละเอียดสูงถึง 200MP (เซ็นเซอร์ Samsung HPE) ที่รองรับ การซูมแบบออปติคัลต่อเนื่อง (Continuous Optical Zoom) และกล้องหลัก 50MP เซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว Light Fusion 1050L ที่ใช้เทคโนโลยี LOFIC เพื่อเพิ่ม Dynamic Range อย่างมหาศาล ขณะที่ด้านประสิทธิภาพถูกขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตเรือธงแห่งปีอย่าง Snapdragon 8 Elite Gen 5 SoC และระบบปฏิบัติการ HyperOS 3.0 ที่มาพร้อมฟีเจอร์ AI ที่ฉลาดล้ำ นอกจากนี้ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนขนาดใหญ่ถึง 6,800mAh ซึ่งถือเป็นความจุที่ไม่เคยมีมาก่อนในรุ่น Ultra พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบมีสาย 90W และไร้สาย 50W ทำให้มั่นใจได้ทั้งพลังงานและความเร็วในการประมวลผล นอกจากรุ่นมาตรฐานแล้ว Xiaomi 17 Ultra Leica Edition ยังสร้างความฮือฮาด้วยการเสริมฟีเจอร์ที่เน้นประสบการณ์การถ่ายภาพแบบคลาสสิกด้วย "วงแหวนซูมแบบกลไก" (Mechanical Zoom Ring) ติดตั้งอยู่รอบโมดูลกล้อง ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับความยาวโฟกัส ค่าแสง และ White Balance ได้ด้วยการหมุนเหมือนกล้อง Leica M-series จริง ๆ พร้อมดีไซน์แบบทูโทนและโลโก้ Leica สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ด้านหน้าจอใช้ M10 AMOLED LTPO ขนาด 6.9 นิ้ว แบบจอเรียบ ที่โดดเด่นด้วยความสว่างสูงสุดถึง 3,500 nits และได้รับการปกป้องด้วยกระจก Xiaomis Dragon Crystal Glass 3.0 ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ปิดท้ายด้วยการรองรับการเชื่อมต่อที่สมบูรณ์แบบ ทั้ง Wi-Fi 7, Bluetooth 6.0, และฟีเจอร์สำคัญอย่าง การสื่อสารผ่านดาวเทียม (Satellite Communication) ทำให้ Xiaomi 17 Ultra เป็นมากกว่าสมาร์ทโฟน แต่เป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพระดับมืออาชีพที่ครบวงจร อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้ยังเพิ่งเปิดตัวในประเทศจีนครับ ดังนั้นอาจต้องลุ้นว่าจะมีเข้าไทยหรือไม่ และจะมีราคาเท่าไหร่ แต่ที่เปิดตัวในจีนจะเริ่มต้นอยู่ที่ 6,999 หยวน หรือราวๆ 33,xxx บาท Honor Win Series Honor Win Series (ประกอบด้วย Honor Win และ Honor Win RT) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนเกมมิ่งด้วยการรวมสเปกระดับ "ที่สุด" ไว้ในดีไซน์ที่พรีเมียม โดยเน้นที่ขุมพลังหลักและการระบายความร้อนที่เหนือชั้น ซึ่งรุ่น Honor Win ใช้ชิปเซ็ตเรือธง Snapdragon 8 Elite Gen 5 ในขณะที่รุ่น Win RT ใช้ Snapdragon 8 Elite พร้อม RAM LPDDR5X Ultra และหน่วยความจำ UFS 4.1 สูงสุด 1TB ทั้งสองรุ่นติดตั้ง ระบบระบายความร้อนแบบพัดลมแอคทีฟ (Active Cooling Fan) ที่โมดูลกล้องด้านหลัง ซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 25,000 RPM ในโหมด 'Rage Mode' เพื่อควบคุมความร้อนและป้องกันประสิทธิภาพตก (Thermal Throttling) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด. จุดเด่นด้านการแสดงผลและพลังงานถูกอัดแน่นไม่แพ้กัน ทั้งสองรุ่นมาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.83 นิ้ว ความละเอียด Full-HD+ ที่มีอัตรารีเฟรชเรทสูงถึง 185Hz และความสว่างสูงสุดที่พุ่งไปถึง 6,000 nits รวมถึงเทคโนโลยี PWM Dimming 5,920Hz เพื่อถนอมสายตาขณะเล่นเกมเป็นเวลานาน ที่สำคัญที่สุดคือการติดตั้งแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนขนาดใหญ่ถึง 10,000mAh ในทั้งสองรุ่น ทำให้เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนเรือธงที่มีแบตเตอรี่อึดที่สุดในตลาด พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบมีสาย 100W และชาร์จไร้สาย 80W ในรุ่น Honor Win นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68/IP69/IP69K และการเชื่อมต่อ Wi-Fi 7. แม้จะเน้นการเล่นเกม แต่ Honor Win ก็ไม่ทิ้งเรื่องกล้อง โดยรุ่น Win มาพร้อมชุดกล้องหลังสามตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP, กล้อง Telephoto 50MP ที่ซูมได้ 3x และกล้อง Ultrawide 12MP พร้อมกล้องหน้า 50MP สำหรับรุ่น Win RT ที่มีราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายกว่ามาก (เริ่มต้นราว 13,000 บาท) จะตัดกล้อง Telephoto ออกไป ซึ่งกลยุทธ์การตลาดนี้เป็นการสร้าง "Hyper-Performance Flagship" ที่เน้นความอึดของแบตเตอรี่ การควบคุมความร้อน และประสิทธิภาพสุดขั้ว เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์มาให้ผู้ใช้ที่คำนึงถึงงบประมาณได้สัมผัส ทั้งคู่เป็นอีกรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวในจีนครับ ดังนั้นตอนนี้ยังต้องรอลุ้นราคาไทยต่อไป โดยราคาเปิดตัวในจีน Honor Win (รุ่นท็อป) เริ่มต้นที่ 3,999 หยวน (ประมาณ 19,300 บาท) และ Honor Win RT (รุ่นรอง) มีราคาเริ่มต้นที่ 2,699 หยวน (ประมาณ 13,000 บาท) OPPO A6 Series OPPO A6 Series ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะสมาร์ตโฟนที่มอบประสบการณ์ "สมูทเกินต้าน ทนทานทุกดาเมจ" โดยชูจุดเด่นด้านความทนทานและการใช้งานที่ยาวนานในราคาสุดคุ้มค่า เริ่มต้นเพียง 3,499 บาท เท่านั้น ซีรีส์นี้ประกอบด้วย 4 รุ่นย่อย ได้แก่ OPPO A6 5G, OPPO A6, OPPO A6x 5G และ OPPO A6x ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่ครอบคลุมและทนทานต่อสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ. หัวใจหลักของความทนทานใน OPPO A6 Series คือ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่สูงสุด 7,000mAh ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 5 ปี พร้อมเทคโนโลยีชาร์จไว 45W SUPERVOOC เพื่อให้ใช้งานได้ตลอดวันโดยไม่สะดุด นอกจากนี้ยังมาพร้อมมาตรฐานการทนน้ำทนฝุ่นสูงสุดถึงระดับ IP69 มอบความมั่นใจในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม ด้านความบันเทิง หน้าจอให้ประสบการณ์ที่ลื่นไหลด้วยอัตรารีเฟรช 120Hz และมีความสว่างพิเศษคมชัดทุกการเคลื่อนไหว อีกทั้งยังมาพร้อมระบบระบายความร้อน SuperCool VC เพื่อรักษาเฟรมเรตให้คงที่เมื่อเล่นเกมหนัก ๆ แม้จะมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ตัวเครื่องก็ยังถูกออกแบบให้ น้ำหนักเบา บางเฉียบ และมีดีไซน์ที่ดูดีสไตล์แฟลกชิป. OPPO A6 Series มีการแบ่งรุ่นและความจุอย่างชัดเจนเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มในราคาที่แตกต่างกัน โดยรุ่น OPPO A6x ที่มาพร้อมตัวเลือกความจุเริ่มต้น 4+64GB มีราคาเริ่มต้นเพียง 3,499 บาท ในขณะที่รุ่นที่รองรับ 5G อย่าง OPPO A6x 5G เริ่มต้นที่ 4,999 บาท, OPPO A6 ราคาเริ่มต้น 5,999 บาท และรุ่น OPPO A6 5G (รุ่นท็อป) ราคา 6,999 บาท ด้วยสเปกที่เน้นความอึด ความสมูท และความทนทานในระดับราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ OPPO A6 Series เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาสมาร์ตโฟนที่คุ้มค่า คุ้มราคา และพร้อมลุยในทุก ๆ วัน vivo Y31 5G vivo Y31 5G สมาชิกใหม่ล่าสุดที่เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ตโฟน 5G ระดับกลางในประเทศไทย ด้วยการเน้นย้ำที่ ความทนทานรอบด้าน อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในซีรีส์นี้ ตัวเครื่องผ่านมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับท็อป IP68 และ IP69 ซึ่งหมายความว่าสามารถทนน้ำลึก 1.5 เมตร ได้นานถึง 30 นาที และยังผ่านการรับรองความทนทานในระดับทหาร (Military-Grade) รวมถึงได้รับคะแนนกันกระแทกระดับ 5 ดาวจาก SGS อีกด้วย ยกระดับการปกป้องขึ้นไปอีกขั้นด้วยการครอบทับหน้าจอด้วยกระจก Guardian ที่ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนเป็นพิเศษ แม้จะเน้นความทนทาน แต่สเปกภายในก็ยังตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 4 Gen 2 รองรับ 5G บนระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 15 (บนพื้นฐาน Android 15) พร้อมตัวเลือก RAM 8GB ที่มาคู่กับ ROM 128GB หรือ 256GB นอกจากความอึดของตัวเครื่องแล้ว vivo Y31 5G ยังมาพร้อมกับพลังงานที่ยาวนาน ด้วยแบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่ถึง 6,500mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 44W ผ่านสาย ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างวัน ส่วนหน้าจอแสดงผลเป็นแบบ LCD กว้าง 6.68 นิ้ว ความละเอียด HD+ ที่ให้อัตรารีเฟรชเรทสูงถึง 120Hz และมีความสว่างสูงสุด 1,000nits พร้อมระบบเสียงลำโพงคู่สเตอริโอที่สามารถปรับความดังได้ถึง 400% ในด้านการถ่ายภาพ มาพร้อมกล้องหลัง 2 ตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียด 50MP และกล้องหน้า 8MP vivo Y31 5G วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว โดยมีให้เลือก 2 สีสวยงาม คือ Jade Green และ Pearl White ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 7,999 บาท สำหรับรุ่น (8GB+128GB) และ 8,999 บาท สำหรับรุ่น (8GB+256GB)

แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน ธันวาคม 2568
Read

แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน ธันวาคม 2568

ส่งท้ายปลายปี 2568 ที่ปีนี้ตลาดมือถือจัดว่าเดือดทะลุปรอท โดยเฉพาะสมาร์ตโฟนหน้าจอพับได้ที่ปีนี้เริ่มได้รับเสียงตอบรับมากขึ้นอย่างมาก ทำให้หลายแบรนด์หันมาพัฒนาอย่างจริงจังตามหลังค่ายจากเกาหลีที่ออกตัวแรง แซงไปหลายทางโค้งแล้ว จนมียอดขายนำหน้าไปไกลแล้ว แต่กลับมาที่เรื่องมือถือเปิดตัวใหม่ในเดือนธันวาคมของเรากันดีกว่า เดือนนี้ก็ถือว่ามีมือถือหลายรุ่นที่น่าสนใจเปิดตัวกันมาก แต่จะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย vivo X300 Series รุ่นแรกไปดูกันที่สมาร์ตโฟนสายพันธุ์ "กล้องโทรได้" อย่าง vivo X300 Series ที่เปิดตัวพร้อมกันสองรุ่นคือ vivo X300 และ vivo X300 Pro ที่มาพร้อมเทคโนโลยีกล้องที่โดดเด่นจาก ZEISS และแต่ละรุ่นมีจุดที่น่าสนใจดังนี้ vivo X300 Pro มาดูกันที่รุ่นพี่ vivo X300 Pro กันก่อน ถ้ากำลังมองหามือถือที่มาพร้อมคำว่า "สุดจัด" ในด้านกล้องและสเปคแบบไม่เกรงใจใคร ต้องนี่เลย vivo X300 Pro ที่ยกขบวนชุดเลนส์ ZEISS ระดับโปรมาแบบครบเครื่อง เริ่มตั้งแต่กล้องหลักที่จัดเซนเซอร์ Sony LYT-828 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซลมาให้แบบเต็มๆ ไม่นับรวมกล้องหน้าและกล้องอัลตราไวด์ที่ความละเอียด 50 ล้านพิกเซลเท่ากัน ซึ่งใช้เซนเซอร์ ISOCELL JN1 ตัวเทพอีกด้วย แต่ที่ต้องยกให้เป็นพระเอกตัวจริงของรุ่นนี้คือ กล้องเทเลโฟโต้พลังซูม 200 ล้านพิกเซล! ที่บ้าพลังใช้เซนเซอร์ ISOCELL HPB ขนาดใหญ่ถึง 1/1.4 นิ้ว รับประกันความคมชัดแบบทะลุโลก จับคู่กับระบบไฟแฟลชสว่างพิเศษเหมือนรุ่นพี่ X200 Ultra ให้ภาพถ่ายออกมาสวยมีมิติ ไม่ว่าจะซูมไกลแค่ไหนก็คมกริบ ไม่ต้องกลัวภาพแตก นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์ภาพและเสียงระดับพรีเมียมผ่านหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ที่มาพร้อมเทคโนโลยี 8T LTPO และวัสดุ Q10 Plus ให้สีสันสดใส ความละเอียดคมชัดถึง 1,260 x 2,800 พิกเซล พร้อมอัตรารีเฟรช 120Hz ที่โคตรลื่นไหล แถมยังรองรับมาตรฐาน HDR10+, HDR Vivid และ Dolby Vision เปลี่ยนมือถือของคุณให้เป็นโรงภาพยนตร์ส่วนตัวได้เลย ไม่เพียงแต่กล้องที่โหดจัด แต่เรื่องประสิทธิภาพภายในก็แรงแซงทางโค้ง ด้วยขุมพลังชิปเรือธง MediaTek Dimensity 9500 ที่ทำงานประสานกับ ชิปประมวลผลภาพ V3+ โดยเฉพาะ ทำให้การใช้งานแอปพลิเคชันหนักๆ การเล่นเกมกราฟิกโหด หรือการจัดการความร้อนเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด และแน่นอนว่าช่วยให้การถ่ายภาพและวิดีโอมีคุณภาพสูงสุดแบบมืออาชีพสุดๆ ส่วนใครที่กังวลเรื่องแบตเตอรี่บอกเลยว่าลืมไปได้เลย เพราะ X300 Pro อัดแบตเตอรี่ความจุสะใจถึง 6,510mAh (เยอะกว่ารุ่นมาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด) รองรับการชาร์จไวด้วยสาย 90W และชาร์จไร้สาย 40W เติมพลังได้ไวทันใจ ไม่ต้องกลัวแบตหมดระหว่างวัน ทั้งหมดนี้ถูกบีบอัดอยู่ในตัวเครื่องที่บางเฉียบเพียง 7.99 มม. น้ำหนักกำลังดีที่ 226 กรัม แถมยังทนทานสุดๆ ด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 และ IP69 เรียกได้ว่า สเปคเทพขนาดนี้ ใส่ความอึด ความแรง ความสวยงามมาครบแบบไม่กั๊กจริงๆ vivo X300 Pro มีราคาเปิดตัว 39,999 บาท แต่ถ้ากำลังเบื่อมือถือจอใหญ่ยักษ์ที่ต้องใช้สองมือจับแล้วล่ะก็ ต้องหันมามอง vivo X300 ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ "เล็กแต่แจ๋ว" โดยแท้จริง เพราะรุ่นนี้คือการพัฒนาต่อยอดมาจาก X200 Pro Mini ปีที่แล้ว ทำให้มันกลายเป็นสมาร์ทโฟนไซซ์กะทัดรัดที่อัดแน่นด้วยสเปคระดับโปรแบบไม่กั๊ก เริ่มตั้งแต่หน้าจอ AMOLED 8T LTPO ขนาด 6.31 นิ้ว ที่ใช้พาเนล Q10 Plus ของ BOE ให้ภาพคมชัดสะใจด้วยความละเอียด 2640 x 1216 พิกเซล แถมยังลื่นไหลสุดๆ ด้วยรีเฟรชเรท 120Hz สู้แดดได้สบายเพราะสว่างสูงสุดถึง 4,500 นิต! รองรับ HDR ครบเครื่อง พร้อมเซนเซอร์สแกนนิ้วมือแบบอัลตราโซนิคสุดล้ำใต้จอ นอกจากนี้ยังมาพร้อมขุมพลัง Dimensity 9500 ที่ถูกปรับจูนมาแบบก้าวกระโดด ทำให้ประสิทธิภาพ CPU แบบซิงเกิลคอร์ดีขึ้น 32% และจัดการพลังงานในงานหนักดีกว่าเดิมถึง 37% ผสานพลังกับ ชิปประมวลผลภาพ V3+ โดยเฉพาะ ทำให้การเล่นเกมและการใช้งานทั่วไปลื่นไหลไม่มีสะดุด แถมยังประหยัดพลังงานจากการใช้ NPU ได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 56% เลยทีเดียว แต่ที่น่าทึ่งที่สุดคือกล้อง! ถึงจะตัวเล็กแต่ ชุดกล้องหลังกลับอัปเกรดความละเอียดกล้องหลักไปถึง 200 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์ ISOCELL HPB ขนาด 1/1.4 นิ้ว รูรับแสงกว้าง f/1.68 ให้ภาพคมชัดสุดๆ แถมยังมีกล้อง Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล (เซนเซอร์ Sony LYT-602) และกล้อง Ultrawide 50 ล้านพิกเซล (เซนเซอร์ ISOCELL JN1) ที่ให้คุณภาพเดียวกับกล้องหน้า ทำให้การถ่ายภาพทุกรูปแบบออกมาเพอร์เฟกต์ ส่วนเรื่องความอึดก็หายห่วง เพราะรุ่นนี้ยัดแบตเตอรี่มาให้ถึง 6,040mAh พร้อมรองรับการชาร์จเร็วทั้งแบบมีสาย 90W และไร้สาย 40W พร้อมพอร์ต USB-C 3.2 Gen 1 ให้การโอนถ่ายข้อมูลเร็วปรื๋อ แถมยังมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับท็อป IP68 + IP69 ลำโพงคู่เสียงกระหึ่ม และขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุด OriginOS 6 บนพื้นฐาน Android 16 เรียกว่า vivo X300 เป็นม้ามืดที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "ขนาด" ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในโลกสมาร์ทโฟนอีกต่อไป! vivo X300 มีราคาเปิดตัว 31,999 บาท iQOO 15 iQOO 15 นี่ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาเพื่อ "ทุบ" ทุกสถิติของวงการเกมมิ่งโฟน! พระเอกเบอร์หนึ่งคือหน้าจอ 2K Samsung Everest Display ขนาด 6.85 นิ้ว ที่ร่วมกันพัฒนากับ Samsung Display โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นจอ 2K LEAD OLED รุ่นแรกของโลกที่ใช้พาเนลวัสดุ M14 จุดที่ทำให้ต้องอ้าปากค้างคือความสว่างสูงสุด (HDR) ที่พุ่งทะลุไปถึง 6,000 นิต! เรียกว่าสว่างขนาดนี้ ดูคอนเทนต์ HDR10+ หรือ Dolby Vision กลางแดดเปรี้ยงก็ยังเห็นชัดแจ๋ว แถมยังฉลาดสุดๆ ด้วยระบบตรวจจับแสงสามทิศทางที่ปรับความสว่างอัตโนมัติได้แม่นยำแม้ในสภาพแสงซับซ้อน นอกจากนี้ยังเอาใจสายเกมเมอร์หนักมาก ด้วยรีเฟรชเรท 144Hz และอัตราการตอบสนองการสัมผัสสูงถึง 3200Hz ให้การตอบสนองรวดเร็วเหนือแสง พร้อมเทคโนโลยีถนอมสายตา Eye Comfort 2.0 และหน้าจอกันแสงสะท้อนพิเศษ ทำให้คุณเล่นเกมได้ยาวๆ โดยไม่ต้องกลัวตาเสียหรือพลาดทุกวินาทีสำคัญ แต่ความแรงที่แท้จริงอยู่ที่ขุมพลังภายใน เพราะ iQOO 15 จัดหนักด้วยชิปเซ็ตใหม่ล่าสุด Snapdragon 8 Elite Gen 5 ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรม 3nm สูตร All Big Core (2+6) ความเร็วประมวลผลสูงสุด 4.6GHz ประกบคู่กับหน่วยความจำ LPDDR5X Ultra (9600 Mbps) และพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.1 ทำให้คะแนน AnTuTu ทะยานไปถึง 4.38 ล้านคะแนน! ไม่เท่านั้น iQOO ยังเสริมทัพด้วยชิปกราฟิก Q3 ที่พัฒนาเอง พร้อมเทคโนโลยี Ray Tracing, Super Resolution และ Frame Boost ให้คุณรันเกม AAA ความละเอียด 2K ที่ 144fps ได้แบบเต็มสูบ ไม่ต้องกลัวร้อน เพราะมีระบบระบายความร้อน Ice Dome Cooling System ที่มาพร้อมแผ่น VC ขนาดใหญ่และกราไฟต์สองชั้น ครอบคลุมพื้นที่กว่า 14,000 ตร.มม. ซึ่งเคลมว่าเล่น Genshin Impact ต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง เครื่องยังร้อนสูงสุดแค่ 39.3C เท่านั้น! แบตเตอรี่ก็อึดถึง 7,000mAh พร้อมชาร์จไว 100W (มีสาย) และ 40W (ไร้สาย) แถมยังมีโหมด Direct Power Supply ลดความร้อนขณะชาร์จไปเล่นเกมไปได้อีก นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้องหลังที่อัปเกรดแบบยกชุด ทั้งกล้องหลัก 50MP เซนเซอร์ Sony IMX921 พร้อม OIS และกล้อง Periscope Telephoto 50MP ที่ซูมดิจิทัลได้ถึง 100 เท่า โดยใช้ระบบเลนส์สามชั้น Prisma M-shaped และ Large Model AI Enhancement ช่วยให้ภาพถ่ายของคุณคมชัดและสวยสดแบบโปร บอกเลยว่า iQOO 15 เครื่องนี้คือ "สัตว์ประหลาด" ที่เกิดมาเพื่อครองบัลลังก์เกมมิ่งโฟนอย่างแท้จริง! iQOO 15 ราคาเปิดตัวเริ่มต้นที่ 29,900 บาท Poco F8 Series อีกหนึ่งซีรีส์ที่น่าสนใจซึ่งเปิดตัวในช่วงเดือนที่ผ่านมาคือ Poco F8 Series ที่ประกอบไปด้วย Poco F8 Ultra และ Poco F8 Pro ซึ่งเป็นตระกูลที่คนชอบความคุ้มต้องหลงรักเช่นเคยครับ เพราะเป็นรุ่นที่ไม่กั๊กสเปกในราคาสบายกระเป๋า โดยมีจุดที่น่าสนใจดังนี้เลย POCO F8 Pro มาแล้ว! POCO F8 Pro สมาร์ทโฟนที่เกิดมาเพื่อสายคุ้มค่าและสาย Performance โดยแท้จริง! ดีไซน์ภายนอกถือว่ากินขาด ด้วยหน้าจอ AMOLED ขอบแบนขนาด 6.59 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz ที่มาพร้อมความสว่างสูงสุดเฉพาะจุดถึง 3,500 นิต ใช้พาเนล M10 ระดับพรีเมียม ให้ภาพคมชัดสีสันจัดจ้านสะใจ พร้อมกับตัวเครื่องที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ด้วยฝาหลังกระจกขึ้นรูปชิ้นเดียว ผสานกับเฟรมตัวเครื่องที่มีมุมโค้งมนเล็กน้อย ทำให้สัมผัสในการจับถือดีกว่าเดิมมาก น้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม และบางแค่ 8 มม. มีให้เลือกถึงสามสีสุดเท่ ทั้ง Titanium Silver, Blue และ Black แถมยังปลดล็อกได้รวดเร็วทันใจด้วยเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบอัลตราโซนิกใต้หน้าจอเลยทีเดียว ส่วนเรื่องความแรงนั้นไม่ต้องเป็นห่วง เพราะ POCO F8 Pro เลือกใช้ชิปเซ็ตเรือธงตัวแรงแห่งปีอย่าง Snapdragon 8 Elite ที่กวาดคะแนน AnTuTu ไปได้กว่า 3.2 ล้านคะแนน! ประสิทธิภาพระดับนี้เปิดเกม AAA ที่ความละเอียดสูงก็ทำได้สบายๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เพราะมีระบบระบายความร้อนสุดล้ำ 3D Triple-layer IceLoop cooling system ที่เคลมว่าระบายความร้อนได้ดีกว่าเดิมถึง 40%! นอกจากจะแรงแล้วยังโคตรอึด ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 6,210mAh ที่ POCO กล้าเคลมว่าสามารถใช้งานโทรสายสนทนาต่อเนื่องได้นานกว่า 56 ชั่วโมง และถ้าแบตหมดก็หายห่วง เพราะมีเทคโนโลยี 100W HyperCharge ที่ชาร์จจาก 1% ถึง 50% ได้ในเวลาเพียง 16 นาทีเท่านั้น! แถมยังใจดีให้ชาร์จย้อนกลับได้อีก 22.5W ปิดท้ายด้วยชุดกล้องหลัง 3 ตัว นำโดยกล้องหลัก 50MP (เซนเซอร์ Light Fusion 800 พร้อม OIS) กล้อง Telephoto 50MP ที่ซูมแบบ Lossless ได้ถึง 5 เท่า และกล้อง Ultrawide 8MP มุมมอง 120 องศา เรียกได้ว่า POCO F8 Pro เป็นมือถือที่ "ครบเครื่อง แรงเร็ว และแบตอึด" ที่สุดอีกรุ่นในตลาดตอนนี้! Poco F8 Pro เปิดตัวด้วยราคา 17,990 บาท POCO F8 Ultra บอกเลยว่า POCO F8 Ultra เกิดมาเพื่อเป็นราชาแห่งความแรงและพรีเมียมตัวจริง! ถึงแม้จะเป็นร่างที่รีแบรนด์มาจาก REDMI K90 Pro Max แต่สเปคที่ยกมาคือจัดเต็มแบบไม่มีกั๊ก ด้วยดีไซน์ใหม่ที่หรูหราสะดุดตา มีให้เลือกสองสีสุดคลาสสิกอย่าง Denim Blue และ Black ส่วนหน้าจอคือที่สุดของความฟิน ด้วยพาเนล AMOLED ขนาดใหญ่ถึง 6.9 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz เพื่อการเล่นเกมและเสพคอนเทนต์ที่ลื่นไหลระดับเทพ ความสว่างของหน้าจอก็สุดขั้ว โดยความสว่างสูงสุดเฉพาะจุดพุ่งไปถึง 3,500 นิต และสว่างทั่วทั้งจอที่ 2,000 นิต แถมยังรองรับมาตรฐาน HDR10+ และ Dolby Vision ครบเครื่อง ให้คุณดื่มด่ำกับสีสันที่สดใสและคอนทราสต์ที่สมจริงในทุกสภาพแสง หัวใจหลักที่ทำให้ F8 Ultra ลื่นไหลราวสายน้ำคือชิปเซ็ตเรือธงตัวใหม่ล่าสุด Snapdragon 8 Elite Gen 5 ที่มีความเร็วประมวลผลสูงถึง 4.6GHz ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับหน่วยความจำมาตรฐาน LPDDR5X และ UFS 4.1 ระดับท็อป ก็พร้อมชนกับทุกเกมและทุกแอปพลิเคชันที่ต้องใช้การเรนเดอร์หนักๆ ได้อย่างสบายๆ แถมยังเสริมทัพด้วยชิปประมวลผลภาพ VisionBoost D8 ที่ช่วยให้กราฟิกภายในเกมไหลลื่นและแสดงผลภาพแบบ HDR ได้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น! ส่วนเรื่องกล้องก็ไม่น้อยหน้า จัดกล้องหลังมาให้ถึง 3 ตัว ความละเอียด 50MP ทั้งหมด นำโดยกล้องหลักเซนเซอร์ Light Fusion 950 พร้อม OIS และกล้อง Periscope Telephoto ที่ซูมออปติคัลได้ไกลถึง 5 เท่า ให้ภาพถ่ายคมชัดทุกระยะ ปิดท้ายด้วยแบตเตอรี่สุดอึด 6,500mAh พร้อมชาร์จเร็วสะใจทั้งแบบมีสาย 100W และไร้สาย 50W แถมยังมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 รองรับ Wi-Fi 7 และ Bluetooth 5.4 ครบถ้วนทุกการเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะมองมุมไหน POCO F8 Ultra ก็คือสมาร์ทโฟนระดับ Ultra ที่เกิดมาเพื่อครองใจเกมเมอร์และสายพรีเมียมอย่างแท้จริง! POCO F8 Ultra เปิดตัวด้วยราคา 24,990 บาท HONOR X9d 5G HONOR X9d 5G มือถือที่ไม่ได้เน้นแค่ความสวย แต่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ "โคตรทน" ชนิดที่ว่าเครื่องอื่นทำไม่ได้! ดีไซน์ภายนอกยังคงเอกลักษณ์โมดูลกล้องทรงกลมอันโดดเด่น มีให้เลือกสามสีสุดยั่ว ทั้ง Reddish Brown, Sunrise Gold และ Midnight Black แต่ความลับที่แท้จริงอยู่ที่ความแกร่งระดับมหากาฬ ด้วยการออกแบบที่เน้นความทนทานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกระจกกันกระแทกแบบหลายชั้น (Multilayer Cushioning Design) ที่เสริมชั้นดูดซับแรงกระแทกเข้าไปอีก ทำให้เครื่องนี้ได้รับการรับรอง Triple-resistant จาก SGS พร้อมรับมือกับการตกจากที่สูงถึง 2.5 เมตร! แถมยังเป็นมือถือสายลุยที่แท้ทรู เพราะมาพร้อมมาตรฐาน IP6X ป้องกันฝุ่นละเอียดระดับทรายและฝุ่นก่อสร้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ และที่พีคกว่าคือมาตรฐาน IPX9K ที่ทนต่อการกระเซ็นของน้ำ ฝน และน้ำแรงดันสูงได้สบายๆ ทำให้คุณพกพาไปลุยได้ทุกสถานการณ์โดยไม่ต้องกังวล นอกจากจะอึดถึกทนแล้ว สเปคภายในก็จัดเต็มแบบไม่ยอมใคร เริ่มจากหน้าจอ AMOLED ความละเอียด 1.5K ขนาด 6.79 นิ้ว ที่มีขอบบางเฉียบเพียง 1.3 มม. ให้พื้นที่การมองเห็นแบบเต็มตา ที่สำคัญคือความสว่างสูงสุดของหน้าจอที่พุ่งทะลุไปถึง 6,000 นิต! พร้อมเทคโนโลยี HONOR Eye Comfort Display ทำให้การใช้งานกลางแจ้งหรือดูคอนเทนต์ HDR เป็นไปอย่างคมชัด สดใส และสบายตา ส่วนขุมพลังมาจากชิปเซ็ตใหม่ล่าสุด Snapdragon 6 Gen 4 (4nm) ที่ทั้งแรงขึ้น 11% (CPU) และ 29% (GPU) แถมยังทำงานร่วมกับระบบระบายความร้อน VC Ice ของ HONOR ที่จัดการความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนแบตเตอรี่คือไฮไลท์ที่ต้องปรบมือให้ดังๆ เพราะให้ความจุมาถึง 8,300mAh! ที่ HONOR กล้าเคลมว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุดถึง 3 วัน โดยที่แบตเตอรี่จะไม่เสื่อมประสิทธิภาพในระยะเวลา 6 ปี พร้อมชาร์จเร็ว 66W HONOR Supercharge นอกจากนี้ชุดกล้องหลัง 108MP พร้อม OIS และฟีเจอร์ AI สุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็น AI Eraser, AI Eyes Open และ AI Cutout ก็พร้อมเปลี่ยนคุณให้เป็นโปรด้านการถ่ายภาพได้อย่างง่ายดาย ทำให้ HONOR X9d 5G เป็นมือถือที่ครบเครื่องทั้งความทนทานสุดขั้ว ประสิทธิภาพที่ลื่นไหล และแบตเตอรี่ที่อึดระดับตำนาน! HONOR X9d 5G เปิดตัวด้วยราคา 11,990 บาท realme C85 5G อีกหนึ่งรุ่นที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหามือถือที่ไม่ได้แค่ "อึด" แต่คือ "โคตรอึดระดับตำนาน" แถมแบตเตอรี่ก็มหาศาลใช้ได้ข้ามวันข้ามคืน ต้องกรี๊ดให้กับ realme C85 5G ตัวนี้เลย! เริ่มกันที่หน้าจอ LCD ขนาด 6.8 นิ้ว ที่มาพร้อมรีเฟรชเรท 144Hz ลื่นไหลไม่แพ้ใคร แถมยังสู้แดดได้สบายเพราะความสว่างสูงสุดถึง 1,200 นิต พร้อมเทคโนโลยี DC Dimming ช่วยถนอมสายตาให้คุณเล่นได้ยาวๆ สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นแบบไร้คู่แข่งคือความทนทานสุดขั้ว เพราะมันผ่านมาตรฐานกันกระแทกระดับทหาร MIL-STD 810H! ไม่ว่าจะตกกระแทกก็รอด แถมยังกันน้ำกันฝุ่นจัดเต็มทั้ง IP69K, IP69, IP68 และ IP66 จะโดนฝน โดนละอองน้ำ หรือจะเผลอทำตกน้ำลึก 6 เมตรนาน 30 นาที ก็ยังใช้งานได้ต่อ! สำหรับแบตเตอรี่ก็จัดหนักด้วยความจุ 7,000mAh ที่ realme เคลมว่าถ้าใช้งานไปแล้ว 12 ชั่วโมง แบตเตอรี่ยังเหลือถึง 50% และรับประกันอายุการใช้งานยาวนานถึง 6 ปี! พร้อมรองรับชาร์จไว 45W และมีระบบ Bypass Charging ที่ช่วยลดความร้อนขณะเล่นเกมไปชาร์จไป และยังสามารถใช้ชาร์จย้อนกลับให้อุปกรณ์อื่นได้อีก 6.5W เรียกได้ว่าอึด แกร่ง และใจกว้างสุดๆ ไปเลย ส่วนประสิทธิภาพการทำงานนั้นหายห่วง ด้วยขุมพลังชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 6300 ที่พร้อมให้คุณใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างราบรื่น จับคู่กับ RAM 8GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุด 256GB ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ realme UI 6.0 บนพื้นฐาน Android 15 ในส่วนของกล้องก็ไม่น้อยหน้า ถึงแม้จะมีกล้องหลังตัวเดียวความละเอียด 50MP เซนเซอร์ Sony IMX852 แต่ก็ให้ภาพที่คมชัดสวยงามเกินราคา พร้อมกล้องหน้า 8MP และรองรับการถ่ายวิดีโอ 1080p ที่ 30fps แถมยังมาพร้อมฟีเจอร์ AI สุดล้ำ AI Edit Genie เหมือนกับรุ่นพี่ ทำให้คุณสามารถแก้ไขรูปภาพด้วย AI ได้อย่างครบครัน จะลบวัตถุที่ไม่ต้องการ หรือปรับภาพให้ดูดีขึ้นก็ทำได้ง่ายๆ ในพริบตา นอกจากนี้ยังมาพร้อมลำโพงเดี่ยวที่รองรับการเพิ่มเสียงระดับ 400% และเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มข้างตัวเครื่อง ทำให้ realme C85 5G เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ทั้งอึด ถึก ทน และแบตเตอรี่อยู่ได้นานจนลืมที่ชาร์จไปเลย! realme C85 5G เปิดตัวด้วยราคา 6,999 บาท HUAWEI nova 14 Series HUAWEI nova 14 Series ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน โดยเปิดตัวมาทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ HUAWEI nova 14 Ultra, nova 14 Pro และ nova 14 แต่สำหรับในไทยจะมีวางจำหน่ายเฉพาะ 2 รุ่นหลังเท่านั้น โดยมีจุดเด่นด้านดีไซน์ที่สวยหรูดูพรีเมียม และด้านการถ่ายภาพอันเป็นจุดเด่นของค่ายนี้อยู่แล้ว ซึ่งแต่ละรุ่นมีรายละเอียดดังนี้ HUAWEI nova 14 Pro HUAWEI nova 14 Pro รุ่นนี้กลับมาเขย่าวงการสมาร์ทโฟนอีกครั้งด้วยดีไซน์สุดล้ำและสเปคที่เน้นการถ่ายภาพและประสบการณ์พรีเมียม! ตัวเครื่องยังคงความบางเบาและโดดเด่นตามสไตล์ nova แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือหน้าจอ OLED ที่คมชัด สีสันสดใสจัดจ้านเต็มตา พร้อมอัตรารีเฟรชเรท 120Hz ที่ทำให้การปัดนิ้วหรือเล่นเกมไหลลื่นไม่มีสะดุด และแน่นอนว่ารุ่นนี้มักจะมาพร้อมเทคโนโลยี Kunlun Glass ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อรอยขีดข่วนและการตกกระแทก ทำให้มือถือของคุณสวยทนทานนานกว่าใคร! ส่วนเรื่องพลังงานก็หายห่วง เพราะรุ่น Pro ย่อมมาพร้อมแบตเตอรี่ 5500mAh ที่อึดกว่าเดิมและเทคโนโลยี HUAWEI SuperCharge 100W ที่ชาร์จเร็วทันใจ ไม่ต้องรอนานให้เสียอารมณ์ และคาดว่ามาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นที่อัปเกรดขึ้น ให้คุณใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ แต่ทีเด็ดที่ทำให้สาวกโซเชียลต้องตาลุกวาวคือ ชุดกล้องหน้าที่ยกเครื่องใหม่ทั้งหมด! HUAWEI มักจะใส่กล้องหน้าแบบ Dual Camera มาในรุ่น Pro พร้อมฟีเจอร์ที่เรียกว่า "ซูมได้" ด้วยเลนส์ Ultra-wide และเทคโนโลยี Auto-Focus ที่ทำให้คุณเซลฟี่ได้อย่างคมชัดทุกระยะ 50MP+8MP แถมยังซูมภาพหมู่ได้แบบไม่ตกขอบ ส่วนกล้องหลังนั้นก็ไม่ยอมแพ้ คาดว่าจะมาพร้อมเซนเซอร์ความละเอียดสูงระดับ 50MP ขึ้นไป พร้อมระบบประมวลผลภาพ XMAGE ที่ช่วยให้ภาพถ่ายกลางคืนหรือภาพ Portrait สวยมีมิติยิ่งกว่าเดิม! ด้านขุมพลังก็คาดว่าจะใช้ชิปเซ็ต Kirin 8020 ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในซีรีส์นี้ ทำให้การเล่นเกมและการใช้งานแอปพลิเคชันหนักๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ก็ถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ได้อย่างเต็มที่ มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็ว ฉลาด และเชื่อมต่อกับ Ecosystem ของ HUAWEI ได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้ HUAWEI nova 14 Pro ไม่ใช่แค่มือถือ แต่คืออุปกรณ์คู่ใจที่พร้อมให้คุณสร้างสรรค์คอนเทนต์และใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัวที่สุด! HUAWEI nova 14 Pro เปิดตัวที่ราคา 18,990 บาท HUAWEI nova 14 HUAWEI nova 14 กลับมาพร้อมความลงตัวที่ทุกคนรักในซีรีส์ nova นั่นคือดีไซน์ที่ดูดีมีสไตล์ ตัวเครื่องบางเบาจับถนัดมือ และสีสันสดใสที่สะท้อนความเป็นแฟชั่นโฟนได้อย่างชัดเจน! รุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอคุณภาพสูงแบบ OLED ที่ให้สีสันที่สดใสและความดำที่ลึกสมจริง ขนาดกำลังดีสำหรับการใช้งานทั่วไป พร้อมอัตรารีเฟรชเรท 120Hz ทำให้การไถฟีดโซเชียลหรือดูวิดีโอเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด แถมยังมาพร้อมระบบปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือใต้หน้าจอเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ส่วนเรื่องพลังงานก็ไว้ใจได้ ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 5500 mAh เพียงพอต่อการใช้งานตลอดวัน พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว HUAWEI SuperCharge 100W ที่จะช่วยเติมพลังกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเฝ้าเครื่องชาร์จนานๆ ทำให้ HUAWEI nova 14 เป็นเพื่อนร่วมทางที่พร้อมไปกับคุณได้ทุกที่อย่างมีสไตล์และไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด หัวใจสำคัญของ HUAWEI nova 14 อยู่ที่ประสิทธิภาพกล้องและการประมวลผลที่ฉลาดขึ้น! คาดการณ์ว่ารุ่นนี้จะมาพร้อมกับกล้องหลังหลักความละเอียดสูงถึง 50MP ที่ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพ XMAGE อันเป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ย ทำให้ภาพถ่ายของคุณไม่ว่าจะเป็นวิวทิวทัศน์หรือภาพอาหารก็สวยคมชัด มีมิติ และเก็บรายละเอียดในที่แสงน้อยได้ดีเยี่ยม ส่วนกล้องหน้าก็จัดความละเอียดมาให้สูงถึง 50MP ที่เน้นการถ่ายเซลฟี่ให้ผิวสวยเนียนและเป็นธรรมชาติที่สุด ส่วนเรื่องการประมวลผลก็หายห่วง เพราะรุ่นนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Kirin 8000 ที่มอบความเร็วและความเสถียรสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอปพลิเคชัน การเล่นเกมเบาๆ หรือการสลับไปมาระหว่างหลายแอปพลิเคชัน ก็ทำได้อย่างราบรื่นไม่มีสะดุด ด้วยระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ที่ได้รับการปรับปรุงให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ทำให้ HUAWEI nova 14 เป็นสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสมดุลระหว่างแฟชั่น ประสิทธิภาพกล้องที่เชื่อถือได้ และความคุ้มค่าอย่างลงตัว! HUAWEI nova 14 เปิดตัวที่ราคา 14,990 บาท Infinix HOT 60i 5G Infinix Hot 60i 5G เปิดตัวมาเขย่าตลาดด้วยราคาสุดเบาหวิว แต่สเปคที่ให้มานั้นเกินราคาไปมากโขเลยทีเดียว! หัวใจหลักคือการประมวลผลด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 6400 5G ที่ทำให้การใช้งานไหลลื่นไม่มีสะดุด รองรับสัญญาณ 5G ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูวิดีโอ หรือสลับแอปพลิเคชันก็ทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ นอกจากความแรงแล้ว สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นคือ แบตเตอรี่ความจุ 6,000mAh ที่อึดแบบสุดๆ Infinix เคลมว่าสามารถโทรสนทนาได้นานกว่า 41 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง! และแม้จะรองรับการชาร์จ 18W แต่อย่างน้อยก็มีฟีเจอร์ชาร์จย้อนกลับผ่านสายให้เพื่อนๆ ได้อีกด้วย ตัวเครื่องมาพร้อมดีไซน์ฝาหลังที่ดูพรีเมียมเกินราคา แถมยังมีความทนทานต่อฝุ่นและน้ำในระดับ IP64 ให้คุณใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกลัวละอองน้ำหรือฝุ่นเข้า ส่วนประสบการณ์การใช้งานก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ด้วยหน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.75 นิ้ว ที่มาพร้อมอัตรารีเฟรชเรทสูงถึง 120Hz ทำให้ทุกการปัดและการสัมผัสเป็นไปอย่างสมูทและรวดเร็ว แม้ว่าความละเอียดจะเป็น HD+ แต่ก็ให้ความสว่างสูงสุดที่ 670 นิต ทำให้ใช้งานกลางแจ้งได้ในระดับที่น่าพอใจ ดีไซน์กล้องหน้าแบบติ่งหยดน้ำ พร้อมกล้องหน้า 5MP และกล้องหลังความละเอียด 50MP รูรับแสง f/1.6 ที่มีโหมดถ่ายภาพและฟีเจอร์ AI ช่วยแก้ไขรูปภาพให้สวยงามอย่างครบครัน ที่สำคัญคือให้หน่วยความจำมาถึง RAM 8GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลถึง 256GB ซึ่งสามารถเพิ่ม microSD Card ได้สูงสุดถึง 2TB เลยทีเดียว พร้อมพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. ที่ยังคงมีมาให้ และระบบปฏิบัติการ XOS 15.1 บนพื้นฐาน Android 15 ทำให้ Infinix Hot 60i 5G เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ สำหรับคนที่ต้องการมือถือ 5G สเปคดี แบตอึด และราคาคุ้มค่าที่สุดในงบประมาณห้าพันนิดๆ! Infinix Hot 60i 5G เปิดตัวที่ราคา 5,199 บาท Samsung Galaxy Tab A11+ 2025 และปิดท้ายด้วยแท็บเล็ตโทรได้อย่าง Samsung Galaxy Tab A11+ ที่บอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่แท็บเล็ตธรรมดา แต่เป็นมัลติฟังก์ชันสุดคล่องตัวที่สามารถ โทรออก รับ-ส่ง SMS และ OTP ได้ครบจบในเครื่องเดียว เหมือนเป็นมือถือจอใหญ่เลยทีเดียว! ดีไซน์ตัวเครื่องก็ทำออกมาได้พรีเมียมทันสมัย บางเบา พกพาสะดวก พร้อมหน้าจอใหญ่เต็มตาถึง 11 นิ้ว เพื่อการเรียน การทำงาน และความบันเทิงที่เต็มอิ่ม ส่วนเรื่องความอึดนั้นหายห่วง เพราะรุ่นนี้จัดแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 7,040mAh มาให้ใช้งานกันยาวๆ ต่อเนื่องไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด แถมยังรองรับระบบชาร์จเร็ว 25W Fast Charging ที่ช่วยลดเวลาในการรอชาร์จไปได้เยอะมาก ที่สำคัญที่สุดคือ Samsung ใจป้ำสุดๆ ด้วยการ รับประกันอัปเดตซอฟต์แวร์ (OS) สูงสุดถึง 7 เวอร์ชัน และอัปเดตความปลอดภัยต่อเนื่องนานถึง 7 ปี! มั่นใจได้เลยว่าซื้อไปแล้วจะใช้งานได้ยาวนานหลายปีแบบไม่ตกเทรนด์แน่นอน Galaxy Tab A11+ ไม่ได้มีดีแค่ความอึดและอายุยืนยาวเท่านั้น แต่ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์ระดับเรือธงที่พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานแท็บเล็ตของคุณไปอีกขั้น! ตัวเครื่องทำงานบน One UI 8 บนพื้นฐาน Android 16 ตั้งแต่แกะกล่อง พร้อมรองรับฟีเจอร์เด็ดอย่าง Samsung DeX รุ่นล่าสุด ที่เปลี่ยนแท็บเล็ตให้กลายเป็นหน้าจอเดสก์ท็อปเพื่อการทำงานแบบมัลติทาสก์ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าเดิมหลายเท่า นอกจากนี้ยังตามเทรนด์ AI ได้ทัน ด้วยการใส่ฟีเจอร์สุดล้ำอย่าง Gemini และ Circle to Search with Google มาให้ใช้ได้ทันที เพิ่มความสะดวกสบายในการค้นหาและจัดการข้อมูลได้อย่างฉลาดขึ้นไปอีกขั้น! ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือความบันเทิง รุ่นนี้ก็พร้อมจัดเต็มให้คุณแบบเต็มอรรถรส ด้วยอัตรารีเฟรชหน้าจอ 90Hz ที่ลื่นไหล และระบบลำโพงถึง 4 ตัว ให้เสียงรอบทิศทางเต็มอิ่มทุกการรับชมและเล่นเกม ด้วยสเปคที่ครบเครื่องขนาดนี้ พร้อมราคาที่คุ้มค่าและโปรโมชันเปิดตัวสุดพิเศษ บอกเลยว่านี่คือแท็บเล็ตที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว! Samsung Galaxy Tab A11+ เปิดตัวด้วยราคา 9,990 บาท (5G) และ 7,990 บาท (Wi-Fi) และย้ำอีกเช่นเคย ใครที่สนใจรุ่นไหน สามารถไปสัมผัสเครื่องจริงพร้อมส่วนลดโดนใจกันได้ที่ True Shop ทุกสาขาใกล้บ้านเลย สำหรับวันนี้ก็ต้องขอจบการแนะนำเพียงเท่านี้ จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ :)

แนะนำ หูฟังบลูทูธน่าใช้ อัปเดตช่วงปลายปี 2025
Read

แนะนำ หูฟังบลูทูธน่าใช้ อัปเดตช่วงปลายปี 2025

ช่วงปลายปีแบบนี้ ใครที่กำลังมองหาหูฟังบลูทูธรุ่นใหม่ใช้ ลองมาลิสต์นี้เลยครับ ที่พวกเรา True ID คัดมาแล้วทั้งแบบ In-Ear และแบบครอบหู Over-Ear โดยจะมีรุ่นไหนน่าสนใจกันบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย หูฟังบลูทูธน่าใช้แบบ In-Ear Sony WF-1000XM5 บอกเลยว่าใครที่เคยบ่นว่ารุ่นก่อนใหญ่เทอะทะ ตอนนี้ Sony จัดให้แบบจัดเต็ม! เจ้า WF-1000XM6 ตัวนี้มาพร้อมขนาดและน้ำหนักที่เล็กลงมาก ทำให้สวมใส่สบายหูได้ยาวนานตลอดวันโดยไม่รู้สึกอึดอัด แต่ถึงตัวจะเล็ก พลังเสียงไม่เล็กตาม! ด้วยขุมพลังชิป Integrated Processor V2 ตัวใหม่ล่าสุด ทำให้โหมดตัดเสียงรบกวน (ANC) ก้าวขึ้นไปยืนอยู่ระดับ Top Tier ของตลาด หายห่วงเรื่องเสียงรบกวนรอบข้างไปได้เลย ขณะที่โหมดฟังเสียงรอบข้าง (Ambient Mode) ก็ยังทำได้เยี่ยมยอด ให้เสียงที่เป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกเหมือนมีอะไรอุดหู แถมยังคุยโทรศัพท์ชัดเจนขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะมีการจัดการเสียงรบกวนขณะคุยที่ดีขึ้นด้วย! แบตเตอรี่ก็อึดสุด ๆ ฟังต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมง และรวมกับเคสชาร์จก็อยู่ได้ยาวถึง 24 ชั่วโมง พร้อมเทคโนโลยี Fast Charge ชาร์จแค่ 3 นาที ก็ใช้งานต่อได้อีกตั้ง 60 นาที แถมยังชาร์จไร้สายได้อีกด้วย! นอกจากความสามารถพื้นฐานที่โคตรเทพแล้ว XM6 ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นหลายเท่าตัว เริ่มจาก Multipoint Pairing ที่เชื่อมต่อพร้อมกันได้ 2 อุปกรณ์ สลับไปมาระหว่างมือถือกับโน้ตบุ๊กได้แบบไม่มีสะดุด และรองรับการฟังเพลงระดับ Hi-Res Audio ผ่าน Codec สุดเจ๋งอย่าง LDAC และ LC3 พร้อมเทคโนโลยี DSEE Extreme ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงเพลงทั่วไปให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น แถมยังรองรับระบบเสียงรอบทิศทาง 360 Reality Audio อีกต่างหาก! ตัวหูฟังมาพร้อม Dynamic Driver X ขนาด 8.4 mm. ที่ให้คุณภาพเสียงสุดยอด และมีฟังก์ชันสุดล้ำอย่าง Speak to Chat (หยุดเพลงเมื่อเราพูด), Adaptive Sound Control และการสั่งงานแบบ Gestures โดยใช้ท่าทางของศีรษะ! ตัวหูฟังยังทนทานด้วยมาตรฐานกันน้ำ IPX4 และที่เจ๋งสุด ๆ คือวัสดุที่ใช้ทำหูฟังและกล่องยังมาจากวัสดุรีไซเคิลด้วยนะ! MARSHALL Minor IV Black เตรียมตัวพบกับความร็อกที่มาในขนาดเล็กกะทัดรัด! Marshall Minor IV ไม่ได้มาแค่ดีไซน์สุดคูลสไตล์แอมป์กีตาร์ แต่ยังมาพร้อมคุณภาพเสียงที่ทรงพลังและเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับ Marshall ที่แฟน ๆ คุ้นเคย ทีมวิศวกรได้ปรับจูนเสียงอย่างชาญฉลาด ให้โทนเสียงที่ โดดเด่น สมดุล และเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะฟังเพลงแนวไหนก็เพลินจนวางไม่ลง และที่สำคัญคือแบตเตอรี่ที่อึดขึ้นกว่าเดิมมาก! ตัวหูฟังสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 7 ชั่วโมง และเมื่อรวมกับเคสชาร์จสุดเท่ ก็ใช้งานได้รวมกันถึง 30 ชั่วโมง ทำให้คุณฟังเพลงได้ข้ามวันข้ามคืนแบบสบาย ๆ แถมยังมีฟังก์ชัน ชาร์จไว ที่ถ้าคุณรีบ แค่ชาร์จทิ้งไว้ 15 นาที ก็พร้อมใช้งานต่อได้อีกถึง 3 ชั่วโมง! นอกจากเรื่องเสียงและความอึดของแบตเตอรี่แล้ว Minor IV ยังถูกออกแบบมาใหม่ให้สวมใส่สบายหูยิ่งกว่ารุ่นก่อนหน้า พร้อมลุยไปกับคุณได้ทุกที่ด้วยมาตรฐานกันน้ำ IPX4 ไม่ว่าจะเหงื่อออกหรือฝนตกปรอย ๆ ก็เอาอยู่ การควบคุมก็ง่ายแสนง่ายด้วยระบบสัมผัสที่สามารถใช้หูฟังข้างเดียวควบคุมเพลงและการโทรศัพท์ได้อย่างอิสระ แถมยังมีระบบหยุด/เล่นเพลงอัตโนมัติเมื่อคุณถอดหรือสวมใส่หูฟัง! พิเศษสุด ๆ คือคุณสามารถปรับแต่ง โปรไฟล์เสียงและ EQ ได้อย่างละเอียดผ่านแอปพลิเคชัน และมีฟีเจอร์เด็ดอย่าง Battery Preservation ที่ช่วยลดการใช้งานแบตเตอรี่เพื่อยืดอายุการใช้งานหูฟังของคุณให้ยาวนานขึ้นไปอีก นับเป็นหูฟังไร้สายที่ตอบโจทย์ทั้งสายฟังเพลงจริงจัง และสายแฟชั่นที่รักความสะดวกสบายอย่างแท้จริง! Edifier W200T รุ่นนี้เป็นหูฟัง True Wireless ที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับประสิทธิภาพได้อย่างลงตัว! Edifier W200T มาในดีไซน์แบบ Fusion ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยการใช้พื้นผิวคล้ายหนังตัดกับการชุบโลหะ ทำให้ดูมีระดับและพรีเมียมเกินราคา แถมยังออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์และมีน้ำหนักเบา ทำให้สวมใส่สบายหูได้ยาวนานตลอดวันแบบไม่เมื่อยล้า ส่วนเรื่องเสียงไม่ต้องพูดถึง! เจ้าตัวนี้มาพร้อม ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 13 มม. ที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดี ให้คุณเพลิดเพลินกับเสียงเพลงคุณภาพสูงได้ตามใจชอบ และสำหรับสายคุยโทรศัพท์หายห่วงได้เลย เพราะมีไมโครโฟนในตัวพร้อมเทคโนโลยี ตัดเสียงรบกวน AI ที่จะทำให้เสียงพูดของคุณคมชัดเจนแจ๋ว แม้จะคุยในที่ที่มีเสียงรบกวนก็ตาม! ความสามารถพิเศษของ W200T ยังรวมไปถึงความสะดวกสบายในการใช้งานที่มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุด ด้วย Bluetooth V5.4 ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อเสถียรและสตรีมเสียงได้แบบไร้รอยต่อ และฟีเจอร์เด็ดอย่าง Multipoint Pairing ที่ให้คุณเชื่อมต่ออุปกรณ์พร้อมกันได้ 2 เครื่อง ทำให้คุณสลับไปฟังเพลงจากมือถือแล้วมารับสายจากโน้ตบุ๊กได้อย่างง่ายดายแบบทันที! แบตเตอรี่ก็อึดไม่แพ้ใคร เพราะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 6 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรวมเคสชาร์จแล้วก็ใช้งานได้รวม 32 ชั่วโมง แถมยังพร้อมลุยทุกสถานการณ์ด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 อีกด้วย! ที่สำคัญคือคุณสามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ, EQ, และฟังก์ชันเสริมได้อย่างอิสระผ่านแอปพลิเคชัน EDIFIER ConneX ได้เลย! HUAWEI FreeBuds SE 3 บอกเลยว่างานนี้ Huawei ไม่ได้มาเล่น ๆ! FreeBuds SE 3 มาพร้อมดีไซน์ที่หรูหราและไม่เหมือนใคร ด้วยเคสชาร์จที่ผสมผสานระหว่าง หนังสังเคราะห์เนื้อละเอียดเข้ากับโลหะ ให้สัมผัสที่ล้ำสมัยและดูพรีเมียมสุด ๆ โดยมีให้เลือกทั้งสีเบจและสีดำ แต่ถึงเคสจะหรูหรา ตัวหูฟังกลับเบาสบายอย่างเหลือเชื่อ แต่ละข้างมีน้ำหนักเพียง 3.8 กรัม เท่านั้น และถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์อย่างพิถีพิถันจากฐานข้อมูลช่องหูจริงกว่า 10,000 ช่อง ทำให้สวมใส่ได้พอดีคล่องตัวเหมือนไม่ได้ใส่! ด้านพลังเสียงก็จัดเต็มไม่แพ้ใคร ด้วย ไดรเวอร์ขนาด 10 มม. ที่ให้เสียงที่คมชัดและมี เบสที่หนักแน่นสะใจ ตอบโจทย์ทั้งการฟังเพลง ดูหนัง หรือแม้แต่เล่นเกมที่ต้องการการซิงค์เสียงและภาพที่ไร้รอยต่อผ่าน Bluetooth 5.4 ที่เสถียรสุด ๆ ความอึดของแบตเตอรี่ก็เป็นอีกจุดที่น่าทึ่ง เพราะสามารถใช้งานรวมกับเคสได้นานถึง 42 ชั่วโมง! หรือถ้าคุณรีบ แค่ชาร์จไวเพียง 10 นาที ก็สามารถฟังเพลงต่อได้อีกถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว! การเชื่อมต่อก็ง่ายแสนง่าย แค่เปิดเคสใกล้โทรศัพท์ก็จะมีการแจ้งเตือนการจับคู่อัตโนมัติทันที หรือถ้าต้องการเชื่อมต่อแบบแมนนวลก็แค่กดปุ่มที่ด้านล่างเคสค้างไว้ 2 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถสั่งการทุกอย่างได้ที่ปลายนิ้วของคุณด้วยเซ็นเซอร์สัมผัสที่ว่องไว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเพลง รับสาย หรือเรียกผู้ช่วยเสียง และไม่ต้องกังวลเรื่องเหงื่อหรือละอองน้ำ เพราะเจ้า FreeBuds SE 3 ผ่านมาตรฐานทนฝุ่นและน้ำกระเซ็นระดับ IP54 ที่พร้อมลุยไปกับคุณทุกกิจกรรมอย่างแน่นอน! Xiaomi Redmi Buds 6 Pro สัมผัสประสบการณ์ฟังเพลงที่ก้าวกระโดดไปอีกขั้นกับ Redmi Buds 6 Pro หูฟังที่ออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อให้สวมใส่สบาย กระชับเข้ากับหูได้อย่างลงตัว แต่ความพีคอยู่ที่พลังเสียง เพราะนี่คือหูฟังที่ได้รับการรับรอง Hi-Res Audio Wireless และรองรับโค้ดเสียง LDAC ที่สูญเสียคุณภาพเสียงต่ำพิเศษ ทำให้คุณเพลิดเพลินกับคุณภาพเสียงอันยอดเยี่ยมราวกับนั่งฟังในสตูดิโอ! ความลับของเสียงอันสมบูรณ์แบบนี้อยู่ที่การออกแบบ ไดรเวอร์สามตัวแบบโคแอกเชียล (Coaxial) สุดล้ำ ที่เพิ่มไดรเวอร์พายโซอิเล็กทริกความถี่สูงเข้ามา ทำให้เสียงแหลมมีรายละเอียดสุดคมชัดและเสียงมีความลึกมากขึ้น! แถมยังสามารถปรับแต่งเสียงและ EQ ได้อย่างอิสระผ่านการปรับจูนเชิงลึกของ Xiaomi Acoustics Lab อีกด้วย นอกจากพลังเสียงที่กระหึ่มแล้ว Buds 6 Pro ยังมาพร้อมการตัดเสียงรบกวนที่เหนือระดับ ด้วยเทคโนโลยี Active Noise Cancellation (ANC) สูงสุดถึง 55dB และแบนด์วิดท์กว้างพิเศษ 4kHz ที่ปรับตัวได้แบบเรียลไทม์ถึง 16,000 ครั้งต่อวินาที ทำให้คุณเข้าสู่โลกส่วนตัวได้อย่างแท้จริงไม่ว่าสถานการณ์ไหนจะวุ่นวายแค่ไหน! ด้านการสื่อสารก็คมชัดด้วยไมโครโฟน 3 ตัวพร้อม AI ตัดเสียงรบกวน ที่ช่วยลดเสียงลมได้แม้ขณะเดินทางด้วยความเร็วสูง และไม่ต้องห่วงเรื่องแบตเตอรี่ เพราะใช้งานได้นานสูงสุดถึง 9.5 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรวมกับเคสชาร์จแล้วก็อึดได้ยาวถึง 36 ชั่วโมง แถมยังชาร์จไวแค่ 5 นาที ก็ฟังเพลงได้ถึง 2 ชั่วโมง! ตัวเคสยังดูหรูหราด้วยการเคลือบ Excimer ขั้นสูงที่ให้สัมผัสดุจไหม และมีแถบไฟแสดงแบตเตอรี่แบบใหม่ที่เข้าใจง่าย พร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 ที่พร้อมลุยไปกับทุกจังหวะชีวิต! หูฟังบลูทูธน่าใช้แบบ Over-Ear Sony WH-1000XM6 Sony WH-1000XM6 หูฟังไร้สายแบบครอบหูที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่พับเก็บได้สะดวก พกพาง่าย แต่พลังไม่ธรรมดา! พระเอกของรุ่นนี้คือระบบ Adaptive Noise Cancelling (ANC) ที่โคตรอัจฉริยะ สามารถปรับระดับการตัดเสียงรบกวนตามสภาพแวดล้อมที่คุณอยู่แบบเรียลไทม์ ทำให้คุณได้สัมผัสกับเสียงคุณภาพสูงแบบเต็ม ๆ โดยไม่มีเสียงรอบข้างมารบกวน ไม่ว่าจะอยู่ในออฟฟิศวุ่น ๆ หรือบนเครื่องบินก็ตาม และถ้าต้องใช้คุยโทรศัพท์หายห่วงได้เลย! เพราะ XM6 มาพร้อมกับเทคโนโลยี ไมโครโฟนบีมฟอร์มอัจฉริยะ ที่ช่วยแยกเสียงพูดของคุณออกจากเสียงรบกวนได้อย่างแม่นยำ ทำให้คุณได้ยินเสียงคู่สนทนาชัดเจนเสมอแม้ในที่ที่คนพูดกันเยอะ และยังสามารถกดปิดเสียง (Mute) ได้ทันทีจากตัวหูฟังด้วยนะ! นอกจากจะเป็นหูฟังสำหรับคนฟังเพลงและคนทำงานแล้ว XM6 ยังเป็นเพื่อนซี้ของสายเกมมิ่งและคนชอบความสะดวกสบาย ด้วยการรองรับ ระบบเสียงบลูทูธรุ่นใหม่ ที่ให้ความหน่วงต่ำเป็นพิเศษ (Low Latency) ทำให้การเล่นเกมและการดูหนังราบรื่นไร้รอยต่อ และยังมาพร้อมฟีเจอร์ Multipoint Connection ที่ช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลายจุดพร้อมกันและสลับอัตโนมัติได้อย่างไม่สะดุด! ความเจ๋งยังไม่หมดแค่นี้ เพราะแม้แบตเตอรี่จะใกล้หมด คุณก็สามารถ ฟังเพลงและชาร์จไปพร้อมกันได้ เพียงแค่เสียบสาย USB ก็ฟังต่อได้ทันที และถ้าคุณรีบสุด ๆ แค่ชาร์จเพียง 3 นาที ก็สามารถฟังเพลงต่อได้นานถึง 1 ชั่วโมง! ทำให้ Sony WH-1000XM6 เป็นหูฟังที่เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่การประชุมออนไลน์ยันการเสพงานเพลงระดับพรีเมียม! BO Beoplay H95 Bang Olufsen ฉลองความยิ่งใหญ่ 95 ปีแห่งความเป็นเลิศด้านเสียง ด้วยหูฟังรุ่นพิเศษ Beoplay H95 ที่ถูกรังสรรค์มาเพื่อมอบประสบการณ์การฟังที่ดีที่สุดในทุกมิติ! ตัวหูฟังคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสวยงามและประสิทธิภาพ ด้วยการเลือกใช้วัสดุระดับ High-end ตั้งแต่หน้าปัดอะลูมิเนียมที่ควบคุมด้วยระบบสัมผัสได้อย่างแม่นยำ ไปจนถึงเอียร์บัดหุ้มด้วย หนังแกะแท้ ที่นุ่มนวลและสามารถถอดออกด้วยระบบแม่เหล็กได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเผยให้เห็นการออกแบบภายในที่สวยงาม หูฟังตัวนี้ขับเคลื่อนด้วย ไดร์เวอร์ไทเทเนียมขนาด 40 มม. ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ พร้อมระบบประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (DSP) ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ BO ซึ่งวิศวกรเสียงระดับท็อปได้บรรจงสร้างสรรค์ให้ถ่ายทอด เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ Bang Olufsen ให้คุณดื่มด่ำได้ทุกที่ทุกเวลา แน่นอนว่าหูฟังระดับพรีเมียมขนาดนี้ต้องมาพร้อมฟีเจอร์ที่เหนือกว่า! Beoplay H95 มอบพื้นที่ส่วนตัวให้คุณได้ทุกที่ด้วยระบบ Adaptive Active Noise Cancelling (ANC) อัจฉริยะ ที่ปรับลดเสียงรบกวนตามสภาพแวดล้อมของคุณแบบเรียลไทม์ ทำให้คุณสามารถดื่มด่ำกับเสียงเพลงหรือความเงียบได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังรองรับ Bluetooth 5.1 และ Codecs คุณภาพสูงอย่าง aptX Adaptive ให้การเชื่อมต่อที่เสถียรและเสียงที่คมชัด โดยมาพร้อมไมโครโฟนรวมถึง 8 ตัว (4 สำหรับคุย และ 4 สำหรับ ANC โดยเฉพาะ) และคุณยังสามารถปรับแต่ง EQ เสียงได้ตามใจชอบผ่านแอปฯ Bang Olufsen ได้อีกด้วย! แถมยังรับประกันยาวนานถึง 3 ปี และมาพร้อมกับเคสอะลูมิเนียมสุดหรู อุปกรณ์ครบชุด รวมถึง Flight Adaptor สำหรับสายเดินทาง บอกเลยว่านี่คือหูฟังที่มากกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่คือ งานฝีมือชิ้นเอก ที่คู่ควรแก่การครอบครอง! JBL Tune 720BT หูฟังที่ออกแบบมาเพื่อสายเบสตัวจริง! JBL Tune 720BT คือหูฟังไร้สายแบบครอบหูที่มาพร้อมกับเอกลักษณ์เสียง JBL Pure Bass อันโด่งดัง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเสียงที่ใช้ขับเคลื่อนในสถานที่จัดคอนเสิร์ตชื่อดังทั่วโลก! รับประกันได้เลยว่าคุณจะได้สัมผัสกับเสียงเบสที่ทรงพลัง นุ่มลึก และเร้าใจแบบเต็ม ๆ แต่ถึงจะพลังเสียงจะหนักแน่น ตัวหูฟังกลับมี น้ำหนักเบา และสามารถ พับเก็บได้ง่าย ทำให้สะดวกสุด ๆ ในการพกพาไปฟังเพลงได้ทุกที่ทุกเวลา การเชื่อมต่อก็ทำได้แบบราบรื่นไม่มีสะดุด ด้วยเทคโนโลยี Bluetooth 5.3 ล่าสุดที่ช่วยให้สตรีมเสียงคุณภาพสูงจากสมาร์ทโฟนได้อย่างเสถียรไร้สายให้ยุ่งยาก ความน่าทึ่งที่ทำให้ Tune 720BT โดดเด่นกว่าใครคือเรื่องของแบตเตอรี่! มันมาพร้อมความอึดระดับตำนานที่สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 76 ชั่วโมง ต่อการชาร์จเต็มเพียงครั้งเดียว! ฟังได้ต่อเนื่องข้ามวันข้ามสัปดาห์แบบไม่ต้องหาปลั๊กให้วุ่นวายเลยทีเดียว นอกจากความอึดแล้ว หูฟังตัวนี้ยังเปิดโอกาสให้คุณเป็นเจ้าของเสียงด้วยตัวเอง! คุณสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน JBL Headphones ฟรี เพื่อเข้าไป ปรับแต่งโปรไฟล์เสียงและ EQ ให้เข้ากับรสนิยมการฟังเฉพาะตัวของคุณได้อย่างง่ายดาย แถมยังสามารถจัดการการโทร, ควบคุมเพลง, และปรับระดับเสียงได้จากปุ่มควบคุมที่อยู่บนเอียร์คัพโดยตรง ทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกสบายสุด ๆ ครับ! Soundcore by Anker Q20i Soundcore Q20i หูฟังบลูทูธแบบครอบหูที่จัดเต็มทุกฟังก์ชัน! หัวใจหลักของเจ้าตัวนี้คือ Hybrid Active Noise Cancelling สุดเทพ ที่ใช้ไมโครโฟนถึง 4 ตัว (ทั้งภายในและภายนอก) ทำงานประสานกันเพื่อตรวจจับและลดเสียงรบกวนภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดถึง 90%! ไม่ว่าคุณจะนั่งเครื่องบิน, อยู่ในรถเมล์ หรือรถไฟ ก็สามารถดำดิ่งสู่โลกส่วนตัวได้ทันที! ด้านคุณภาพเสียงก็ไม่เป็นรองใคร เพราะมาพร้อม ไดนามิกไดรเวอร์ขนาดใหญ่ถึง 40 มม. ที่ให้รายละเอียดเสียงคมชัดระดับ Hi-Res (เมื่อต่อสาย AUX) และยังมีเทคโนโลยี BassUp อันเป็นเอกลักษณ์ที่จะมากระตุ้นให้พลังเบสของคุณกระหึ่มถึงใจสุด ๆ ไปเลย! ความเจ๋งยังไม่หมดแค่นั้น! Q20i มาพร้อมแบตเตอรี่ที่อึดถึกทนทานชนิดที่ฟังข้ามวันข้ามคืนได้สบาย ๆ โดยใช้งานในโหมดปกติได้นานถึง 60 ชั่วโมง (หรือ 40 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC) แถมยังรองรับ Fast Charging ชาร์จแค่ 5 นาที ก็ฟังต่อได้ยาว ๆ ถึง 4 ชั่วโมง! และสำหรับสายมัลติทาสก์ต้องถูกใจฟีเจอร์ Dual-Connections ที่ให้คุณเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ 2 เครื่องพร้อมกันผ่าน Bluetooth 5.0 และสามารถสลับไปมาระหว่างการฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์กับการรับสายโทรศัพท์ได้อย่างง่ายดายแบบอัตโนมัติ! นอกจากนี้ คุณยังสามารถดาวน์โหลดแอปฯ Soundcore เพื่อปรับแต่งเสียง EQ ได้ตามใจชอบ (มี EQ สำเร็จรูปให้เลือกถึง 22 แบบ) สลับโหมด ANC/Transparency ได้ง่าย ๆ หรือแม้แต่เปิดเสียง White Noise ในแอปฯ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายอีกด้วย! Bose Quietcomfort Headphones เป็นเจ้าของจังหวะเพลงของคุณเองด้วย Bose QuietComfort Headphones หูฟังครอบหูที่มาพร้อมกับชื่อเสียงระดับตำนานด้านการตัดเสียงรบกวน! เจ้าตัวนี้จะใช้พลังเสียงคุณภาพสูง (High-Fidelity Audio) ผสานกับระบบ Legendary Noise Cancellation อันเป็นเอกลักษณ์ของ Bose เพื่อผนึกคุณออกจากสิ่งรบกวนภายนอก ให้คุณได้ดื่มด่ำกับจังหวะเพลงของคุณได้อย่างเต็มที่! คุณสามารถเลือกโหมดการใช้งานได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็น Quiet Mode ที่ตัดเสียงโลกภายนอกออกไปจนหมด, Aware Mode ที่เปิดรับเสียงรอบข้างให้คุณได้ยินทุกอย่างอย่างชัดเจน, หรือจะสร้าง Custom Mode ผสมผสานเสียงภายนอกตามความต้องการเฉพาะหน้าของคุณผ่านแอปฯ Bose Music ก็ทำได้ง่าย ๆ นอกจากฟังก์ชันเทพ ๆ แล้ว ดีไซน์ของ QuietComfort ยังเป็นเอกลักษณ์และขึ้นชื่อเรื่อง ความสบายที่ยาวนาน ด้วยฟองน้ำหูฟังที่นุ่มนิ่มโอบอุ้มหูของคุณ ทำให้คุณสามารถฟังเพลงโปรดได้ยาวนานต่อเนื่อง ไม่ต้องกังวลว่าเพลงจะจบกลางคัน เพราะหูฟังรุ่นนี้มาพร้อมแบตเตอรี่สุดอึดที่ให้คุณใช้งานได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมง ต่อการชาร์จเต็มเพียงครั้งเดียว เหมาะสำหรับเพลย์ลิสต์มาราธอนสุดโปรดของคุณเลย! และสำหรับสายที่ชอบปรับจูนเสียง คุณก็สามารถ "คุมจังหวะ" และ "ดรอปเบส" ได้เองตามใจชอบ ด้วยฟังก์ชัน Adjustable EQ ที่ให้คุณปรับเบส, แหลม, และความสมดุลของเสียงกลางได้อย่างอิสระผ่านแอปฯ นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์เด็ดอย่าง SimpleSync Technology ที่ให้คุณเชื่อมต่อหูฟังกับ Bose Smart Soundbar ที่บ้านเพื่อดูรายการโปรดแบบส่วนตัวโดยไม่ต้องกลัวเสียงดังรบกวนคนอื่น! และถ้าคุณต้องการการเชื่อมต่อแบบสายสัญญาณ หูฟังยังรองรับสาย Audio Cable พร้อมไมโครโฟนในตัว ให้คุณได้ฟังเสียงที่คมชัดได้แม้ไม่ต้องใช้ Bluetooth!

แท็บเล็ต จอเล็กน่าใช้ เน้นพกพาสะดวก 2025
Read

แท็บเล็ต จอเล็กน่าใช้ เน้นพกพาสะดวก 2025

ถึงช่วงปลายปี 2025 แบบนี้ นอกจากจะมีสมาร์ทโฟนสเปกดีๆ ที่น่าใช้เปิดตัวหลายรุ่นแล้ว ยังมีแท็บเล็ตเปิดตัวด้วยเช่นกันหลายรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่มีขนาดหน้าจอเล็กกว่า 10 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดใกล้เคียงกับหนังสือ ทำให้สามารถถือใช้งานได้ง่าย เหมาะสำหรับพกพาไปใช้งาน อ่านข่าว เล่นโซเชียล เล่นเกม รวมถึงใช้ดูคลิปดูซีรีส์ ดังนั้นวันนี้ True ID เรามาดูแท็บเล็ตจอเล็กที่น่าสนใจในช่วงนี้กันครับ Xiaomi Pad Mini Xiaomi Pad Mini ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแท็บเล็ตขนาดกะทัดรัดที่อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพระดับเรือธง โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ขนาดหน้าจอ 8.8 นิ้ว ซึ่งสะดวกต่อการพกพาและสามารถจับถือด้วยมือเดียวได้ง่าย แต่หัวใจหลักคือชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9400+ ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรม 3 นาโนเมตรอันล้ำสมัย พร้อมหน่วยความจำชนิด LPDDR5X และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล UFS 4.1 ทำให้การันตีถึงความรวดเร็วและลื่นไหลในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอปพลิเคชันหนัก ๆ การทำงานแบบมัลติทาสก์ หรือการเล่นเกมที่ต้องการกราฟิกสูง โดยมีตัวเลือก RAM/ROM ให้เลือกตั้งแต่ 8GB+256GB ไปจนถึงรุ่นสูงสุด 12GB+512GB จุดเด่นสำคัญอีกประการคือหน้าจอความละเอียดสูงถึง 3K (403 PPI) ขนาด 8.8 นิ้ว ที่ให้ภาพคมชัดและรายละเอียดสมบูรณ์แบบ ทั้งยังรองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 165Hz เพื่อประสบการณ์การรับชมที่ราบรื่นยิ่งกว่า นอกจากนี้ Pad Mini ยังให้ความสำคัญกับการใช้งานยาวนานด้วยแบตเตอรี่ความจุ 7500mAh และระบบชาร์จเร็ว 67W HyperCharge ที่ช่วยให้ชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการแท็บเล็ตขนาดเล็กแต่มีขุมพลังมหาศาล ซึ่ง ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 12,990 บาท สำหรับรุ่น 8GB + 256GB REDMI Pad SE 8.7 4G REDMI Pad SE 8.7 4G ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแท็บเล็ตขนาดเล็กราคาประหยัดที่เน้นการพกพาและความบันเทิง โดยมีจุดเด่นหลักคือหน้าจอขนาด 8.7 นิ้ว ซึ่งไม่เล็กจนเกินไปสำหรับการรับชมสื่อ และยังคงสะดวกต่อการพกพา ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio G85 พร้อม RAM 4GB หรือ 6GB และหน่วยความจำ 64GB หรือ 128GB ซึ่งรองรับการเพิ่ม Micro SD ได้ ทำให้มีพื้นที่จัดเก็บเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกมที่ไม่หนักมาก และจุดที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นคือความสามารถในการเชื่อมต่อ 4G LTE ซึ่งช่วยให้สามารถโทรศัพท์และใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่โดยไม่ต้องพึ่ง Wi-Fi นอกจากประสิทธิภาพที่คุ้มค่าตัวแล้ว ด้านความบันเทิงก็ไม่เป็นรองใครด้วยหน้าจอความละเอียดระดับ HD+ และอัตรารีเฟรช 90Hz ที่มอบประสบการณ์การเลื่อนที่ราบรื่นกว่าแท็บเล็ตในระดับเดียวกัน พร้อมทั้งมีลำโพงคู่เพื่อเสียงที่ชัดเจน ในส่วนของแบตเตอรี่มาพร้อมความจุ 6650 mAh ที่ให้พลังงานเพียงพอสำหรับการใช้งานตลอดวัน แม้จะรองรับการชาร์จเพียง 10W ก็ตาม โดย REDMI Pad SE 8.7 4G มีราคาเปิดตัวเริ่มต้น 3,299 บาท สำหรับรุ่นความจุ 4GB + 64GB ซึ่งถือเป็นแท็บเล็ตที่คุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการอุปกรณ์สำหรับความบันเทิงและการพกพาในราคาที่เข้าถึงง่าย HONOR Pad X7 HONOR Pad X7 4G ถูกวางตำแหน่งให้เป็นแท็บเล็ตขนาดเล็กราคาเข้าถึงได้ แต่มีความโดดเด่นในการใช้งานที่ยืดหยุ่น โดยมาพร้อมหน้าจอแสดงผล IPS-LCD ขนาด 8.7 นิ้ว ความละเอียด 1340x800 พิกเซล ที่รองรับอัตรารีเฟรช 90Hz เพื่อความลื่นไหลในการใช้งานทั่วไป และได้รับการรับรองด้านการลดแสงสีฟ้าเพื่อการถนอมสายตา ตัวเครื่องใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 680 (6 นาโนเมตร) เป็นขุมพลังหลัก พร้อมตัวเลือก RAM 4GB และ ROM 128GB ซึ่งสามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุดถึง 1TB ทำให้มีพื้นที่จัดเก็บเพียงพอต่อการใช้งานและดาวน์โหลดสื่อความบันเทิงต่าง ๆ จุดเด่นสำคัญของรุ่นนี้คือการรองรับเครือข่าย 4G LTE เต็มรูปแบบ ที่ทำให้สามารถใส่ซิมเพื่อโทรออกและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้มีลักษณะกึ่งแท็บเล็ตกึ่งสมาร์ทโฟนที่มีจอขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังให้ความจุแบตเตอรี่ที่น่าพอใจถึง 7,020mAh ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานตลอดวัน และรองรับการชาร์จไว 10W พร้อมฟีเจอร์เด่นด้านซอฟต์แวร์ เช่น Google Gemini และ Circle to Search ซึ่งช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับ โดย HONOR Pad X7 4G มีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 4,299 บาท ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการแท็บเล็ตที่พกพาง่ายและเชื่อมต่อ 4G ได้ Samsung Galaxy Tab A11 LTE Samsung Galaxy Tab A11 LTE ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแท็บเล็ตเพื่อความบันเทิงและการใช้งานในชีวิตประจำวันในราคาที่เข้าถึงได้ โดยมีจุดเด่นที่หน้าจอขนาดใหญ่ 8.7 นิ้ว แบบ TFT LCD พร้อมความละเอียดระดับ 1340 x 800 ที่มอบประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์และสื่อต่าง ๆ ได้อย่างเต็มตา ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 695 ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้สำหรับการใช้งานทั่วไป การท่องเว็บ และการเล่นเกมเบา ๆ โดยมาพร้อมกับ RAM ขนาด 4GB และพื้นที่จัดเก็บ 128GB ซึ่งสามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ได้สูงสุดถึง 1TB ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่จัดเก็บข้อมูล นอกจากหน้าจอที่กว้างและประสิทธิภาพที่เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว Galaxy Tab A11 ยังโดดเด่นด้วยการรองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE ทำให้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องพึ่ง Wi-Fi และมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 5100 mAh ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานยาวนานตลอดวัน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบที่บางเบา มีกล้องหลัก 8MP และกล้องหน้า 5MP สำหรับวิดีโอคอลล์ ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 6,490 บาท สำหรับรุ่น 4GB + 128GB LTE ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการแท็บเล็ตจอใหญ่พร้อมฟังก์ชันครบครันในราคาที่คุ้มค่า Lenovo Legion Tab Gen 3 Lenovo Legion Tab Gen 3 เป็นแท็บเล็ตเกมมิ่งขนาดเล็กที่อัดแน่นด้วยสเปกระดับเรือธง เพื่อตอบโจทย์คอเกมที่ต้องการความแรงสูงสุดในขนาดที่พกพาสะดวก โดยมีหัวใจหลักคือชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8 Gen 3 ที่มอบประสิทธิภาพการประมวลผลที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน ผสานกับ RAM ขนาด 12GB (LPDDR5x) และหน่วยความจำภายใน 256GB (UFS 4.0) ทำให้สามารถเล่นเกมที่มีกราฟิกหนักหน่วงและรันแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นเฉพาะตัวสำหรับเกมเมอร์ เช่น ระบบระบายความร้อนขั้นสูง Legion Coldfront และมอเตอร์สั่นคู่ (Dual X-axis motor) ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกม ด้านความบันเทิงและการแสดงผล Legion Tab Gen 3 มาพร้อมหน้าจอ PureSight ขนาด 8.8 นิ้ว ความละเอียด 2.5K (2560x1600) ที่มีอัตรารีเฟรชสูงถึง 165Hz และความสว่างสูงสุด 900 นิต ทำให้ภาพคมชัด สดใส และลื่นไหลเป็นพิเศษ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความได้เปรียบด้านความเร็วในการตอบสนอง และเสริมประสบการณ์ด้วยลำโพงคู่ Superliner พร้อมระบบ Dolby Atmos เพื่อเสียงที่สมจริง ขณะที่แบตเตอรี่มีความจุ 6,550mAh และรองรับการชาร์จเร็ว 45W (หรือ 68W ตามข้อมูลบางแหล่ง) พร้อมฟีเจอร์ Bypass Charging ที่เป็นมิตรกับผู้เล่นเกม โดยมีราคาเปิดตัวในไทยเริ่มต้นที่ 20,990 บาท REDMAGIC Astra REDMAGIC Astra เป็นแท็บเล็ตเกมมิ่งระดับเรือธงที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมบนมือถือ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8 Elite (รุ่นที่ปรับปรุงจาก Snapdragon 8 Gen 3) ซึ่งเป็นขุมพลังที่แรงที่สุดในตลาดปัจจุบัน ผสานกับ RAM LPDDR5X ขนาด 16GB และพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.0 ขนาด 512GB ทำให้แท็บเล็ตรุ่นนี้สามารถประมวลผลเกมที่มีความต้องการสูงได้อย่างไม่มีสะดุด และมีระบบระบายความร้อนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจะยังคงทำงานได้ดีภายใต้ภาระหนักอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เด่นด้านเกมมิ่ง เช่น ปุ่มทริกเกอร์ไหล่คู่ (Shoulder Triggers) ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและการควบคุมในเกม FPS และเกมต่อสู้ ด้านการแสดงผล REDMAGIC Astra มาพร้อมหน้าจอ Mini LED ขนาด 12.1 นิ้ว ความละเอียด 3K (2560x1600) ที่มีความสว่างสูงสุดถึง 1,200 นิต และอัตรารีเฟรชสูงสุด 165Hz มอบภาพที่คมชัด สีสันสดใส และการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลเป็นพิเศษ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่นเกมและรับชมสื่อความบันเทิง นอกจากนี้ยังติดตั้งลำโพงสเตอริโอ 4 ตัวพร้อมระบบ DTS:X Ultra สำหรับเสียงที่สมจริง ขณะที่แบตเตอรี่มีความจุขนาดใหญ่ถึง 10,000 mAh และรองรับระบบชาร์จเร็ว 80W เพื่อให้เกมเมอร์กลับเข้าสู่สนามรบได้อย่างรวดเร็ว โดยราคาเปิดตัวในไทยอยู่ที่ 29,999 บาท นับเป็นแท็บเล็ตที่ครบเครื่องสำหรับสายเกมเมอร์ตัวจริง Apple iPad Mini 7 (2024) และปิดท้ายสำหรับใครที่มองหาแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ iOS ตอนนี้ก็ต้องเป็น Apple iPad Mini 7 (2024) ที่แม้จะเป็นรุ่นปีที่แล้ว แต่สเปกก็ยังถือว่าเหลือๆ ใช้งานได้อีกหลายปี โดย Apple iPad Mini 7 (2024) ยังคงโดดเด่นในฐานะแท็บเล็ตขนาดกะทัดรัดที่อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพระดับสูง โดยมาพร้อมกับการอัปเกรดที่สำคัญที่สุดคือขุมพลังจากชิปเซ็ต Apple A17 Pro (Hexa Core) ที่เร็วสุดแรง ทำให้สามารถรองรับการทำงานหนัก การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการเล่นเกมที่ใช้กราฟิกสูงได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ยังมีหน่วยความจำ RAM 8GB และตัวเลือกพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุด 512GB แท็บเล็ตรุ่นนี้ยังเป็นอุปกรณ์ที่เพียบพร้อมสำหรับความคิดสร้างสรรค์ด้วยการรองรับ Apple Pencil Pro และ Apple Pencil (USB-C) อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับ iPadOS 18 และการรองรับ Apple Intelligence สำหรับสเปกอื่น ๆ ยังคงยอดเยี่ยมด้วยหน้าจอ Liquid Retina ขนาด 8.3 นิ้ว ความละเอียด 1488 x 2266 พิกเซล ที่ให้ภาพคมชัดและสีสันสมจริงด้วยขอบเขตสีกว้างแบบ P3 และเทคโนโลยี True Tone พร้อมทั้งมีกล้องหลัง Wide 12MP ที่รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K และกล้องหน้า 12MP พร้อมคุณสมบัติ Center Stage ที่ช่วยให้การวิดีโอคอลมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น นอกจากนี้รุ่น Wi-Fi + Cellular ยังรองรับการเชื่อมต่อ 5G ที่เร็วสุดขั้ว โดย ราคาเปิดตัวเริ่มต้นในไทยอยู่ที่ 17,900 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi ความจุ 128GB

realme GT 8 Pro : ปฏิวัติกล้องมือถือด้วย Ricoh GR และดีไซน์ "โมดูลาร์" ที่ถอดเปลี่ยนได้
Read

realme GT 8 Pro : ปฏิวัติกล้องมือถือด้วย Ricoh GR และดีไซน์ "โมดูลาร์" ที่ถอดเปลี่ยนได้

ยุคใหม่ของเรือธง: ประสิทธิภาพสูงสุดและเอกลักษณ์ด้านภาพถ่าย realme ได้ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด realme GT 8 Pro อย่างเป็นทางการในประเทศจีนสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นมากกว่าการอัปเกรดประจำปี แต่เป็นการประกาศสงครามในตลาดพรีเมียมด้วยนวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน realme GT 8 Pro ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการ "ที่สุด" ของประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับ "สไตล์" ที่แตกต่างและประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพ หัวใจหลักด้านประสิทธิภาพของ GT 8 Pro คือชิปเซ็ตเรือธงแห่งยุคอย่าง Qualcomm Snapdragon 8 Elite Gen 5 Extreme Edition ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรม 3nm ซึ่งมาพร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 840 และ RAM LPDDR5X สูงสุด 16GB พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.1 สูงสุด 1TB ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีพลังประมวลผลที่ทรงพลังที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ณ ขณะนี้ นอกจากนี้ realme ยังเพิ่มชิปประมวลผลกราฟิก (Graphic Chip) ที่ออกแบบเองอย่าง R1 เพื่อช่วยเสริมการทำงานของ GPU และยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมและการแสดงผลให้ลื่นไหลยิ่งขึ้น จุดเด่นด้านสเปกเด่นที่เหนือกว่า: หน้าจอ: LTPO AMOLED ขนาด 6.79 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (3136x1440px) อัตรารีเฟรชเรท 144Hz ความสว่างสูงสุดเฉพาะจุดสูงถึง 7,000 nits แบตเตอรี่: ความจุขนาดมหึมา 7,000mAh (แบบ Si/C Dual-cell) รองรับชาร์จไวมีสาย 120W และชาร์จไร้สาย 50W การป้องกัน: มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68/IP69 จุดที่แตกต่าง: Ricoh GR และเกาะกล้องที่ "ถอดเปลี่ยนได้" สิ่งที่ทำให้ realme GT 8 Pro โดดเด่นเหนือเรือธงอื่นในตลาดคือฟีเจอร์ที่เน้นการปรับแต่งและประสบการณ์การถ่ายภาพ ซึ่งเป็นจุดที่ realme สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งที่มักจะเน้นเพียงกำลังซูมหรือความละเอียดพิกเซลเท่านั้น การถ่ายภาพระดับ Ricoh GR realme ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Ricoh (แบรนด์กล้องคอมแพคระดับตำนาน) เพื่อปรับจูนกล้องหลักของ GT 8 Pro ให้มีเอกลักษณ์ กล้องหลักมีความละเอียด 50MP (เซนเซอร์ 1/1.56 นิ้ว, f/1.8 พร้อม OIS) ซึ่งได้รับการปรับแต่งโทนภาพ (Tuned) โดย Ricoh เพื่อให้ได้ "ลายเซ็นต์" ของภาพถ่ายสไตล์ Ricoh GR ที่โดดเด่นเรื่องคอนทราสต์จัดจ้าน สีสันสมจริง และความสมบูรณ์แบบสำหรับ Street Photography โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีโหมดโทนภาพเอกลักษณ์ของ Ricoh GR ให้เลือกถึง 5 แบบ (เช่น Positive, Negative, High-contrast Black White) ชุดกล้องหลังเสริมที่ทรงพลัง: กล้อง Periscope Telephoto 200MP: (เซนเซอร์ ISOCELL HP5 1/1.56 นิ้ว, OIS) รองรับการซูม Optical 3x และ Lossless Zoom สูงสุด 12x กล้อง Ultra-wide 50MP: มุมมอง 116 องศา นวัตกรรมการออกแบบ: โมดูลกล้องที่ถอดเปลี่ยนได้ (Swappable Camera Island) realme GT 8 Pro เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของแบรนด์ที่มาพร้อม โมดูลกล้องที่ถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งมีสลักเกลียว Torx สองตัวสำหรับยึด นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการนำแนวคิด "โมดูลาร์ไรเซชั่น" มาสู่ผู้บริโภคอย่างจริงจัง การปรับแต่งสไตล์: ผู้ใช้สามารถซื้อโมดูลดีไซน์ต่าง ๆ (ทรงสี่เหลี่ยม, ทรงกลม, ทรงหุ่นยนต์) มาเปลี่ยนได้เอง เพื่อให้เข้ากับสไตล์ในแต่ละวัน การสนับสนุน DIY: realme ได้เปิดไฟล์โมเดล 3mf ให้ผู้ใช้สามารถ พิมพ์ 3 มิติ โมดูลเกาะกล้องในแบบที่ตนเองออกแบบได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนนักประดิษฐ์ (Maker) ได้สร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน realme GT 8 Pro ถูกวางตำแหน่งให้เป็น "เรือธงนักฆ่าระดับพรีเมียม (Premium Flagship Killer)" ที่มีสเปกเทียบเท่ากับสมาร์ทโฟนระดับสูงสุดของตลาด แต่มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าอย่างชัดเจน โดยสรุปแล้ว realme GT 8 Pro ไม่ได้เพียงแต่เสนอสเปกที่ "แรง" แต่ยังเสนอ "ความอิสระในการปรับแต่ง" และ "ประสบการณ์การถ่ายภาพที่มีเอกลักษณ์" ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญอย่างมาก การผสานกันระหว่างพลังของ Snapdragon 8 Elite Gen 5, แบตเตอรี่ 7,000mAh และลายเซ็นต์ Ricoh GR ทำให้ GT 8 Pro เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นทั้งในเกมและการสร้างสรรค์ภาพถ่าย realme GT 8 Pro เปิดตัวในประเทศจีนด้วยราคาที่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้รับ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 3,999 หยวน หรือประมาณ 18,000 บาท ซึ่งราคาขายจริงในประเทศไทยอาจมีการปรับเพิ่มเล็กน้อยจากภาษีและค่าใช้จ่ายในการนำเข้า และ GT 8 Pro เตรียมวางจำหน่ายในตลาดโลกเร็วๆ นี้ (คาดว่าเดือนพฤศจิกายน) ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในตลาดเรือธงทั่วโลกอย่างแน่นอนครับ Credit : realme

Rust Mobile ประกาศเลื่อนกำหนดการเปิดทดสอบ Closed Beta ครั้งที่ 1 ไปเป็นเดือนธันวาคมนี้
Read

Rust Mobile ประกาศเลื่อนกำหนดการเปิดทดสอบ Closed Beta ครั้งที่ 1 ไปเป็นเดือนธันวาคมนี้

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศจะเปิดทดสอบ Closed Beta รอบแรกสำหรับตัวเกม Rust Mobile ไป ล่าสุดนั้นก็มีข่าวอัปเดตมาบอกต่อสำหรับคนที่รอคอยกันแล้ว! โดยในประกาศนั้นทางทีมงานก็ได้มีการเผยว่าจะขอทำการเลื่อนการทดสอบ Closed Beta รอบแรก จากเดือนพฤศจิกายนไปเป็นธันวาคมแทน!Update on the 1st Closed Beta.Check the post for what’s changing — and what’s next.#RustMobile pic.twitter.com/STzPtq9ZFq— Rust Mobile (@play_rustmobile) October 31, 2025 ใจความสำคัญจากประกาศด้านบนมีดังนี้เดิมทีพวกเรามีแผนที่จะเริ่มต้นการทดสอบขนาดใหญ่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตามหลังจากการทดสอบและการรีวิวภายในแล้ว พวกเราก็ได้ตัดสินใจที่จะเลื่อนการทดสอบออกไปเป็นเดือนธันวาคมแทน เพื่อที่จะให้มั่นใจว่าประสบการณ์ครั้งแรกนี้นั้นจะมีความเสถียรและสมบูรณ์ระหว่างการทดสอบภายใน เราค้นพบว่ายังมีหลายส่วนที่ยังต้องได้รับการปรับปรุง เช่น ความเสถียรของเซิร์ฟเวอร์ในขณะที่มีการใช้งานจำนวนมาก ความเข้ากันได้ระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญหาในด้านการแปลภาษา แม้ว่าปัญหาเหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในระดับที่ทำให้การทดสอบไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่พวกเราก็อยากที่จะปรับปรุงมันให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้ตัวเกมได้มีมาตรฐานที่สูงกว่าเดิมในส่วนของ Beta ที่กำลังจะมาถึงนี้ ตัวเกมจะมาพร้อมด้วยโหมดอย่างน้อย 2 โหมด ให้เหล่า survivors เลือกเล่นตามความชอบของตัวเอง พวกเราอดใจรอไม่ไหวที่จะแบ่งปันพวกมันกับคุณในตอนที่ทุกอย่างพร้อมในอีกไม่กี่อาทิตย์ที่จะถึงนี้ พวกเราจะทำการแชร์คลิป gameplay footage ของจริง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นตัวเกมแบบใกล้ชิดมากขึ้น ขอบคุณสำหรับความอดทนและการสนับสนุนของพวกคุณ เรากำลังก้าวเข้าใกล้เป้าหมายของเราทีละก้าวแล้ว!ทั้งนี้นอกจากในส่วนของการประกาศเลื่อนแล้วนั้น ก็ยังมีการเผย FAQ อัปเดตสำหรับ CBT ออกมาด้วย1st Closed Beta FAQ Update is here.All you need to know about the 1st Closed Beta.Full FAQ below.#RustMobile https://t.co/ulQKeCLCwB pic.twitter.com/xw5En5vbwG— Rust Mobile (@play_rustmobile) October 31, 2025 สรุปใจความสำคัญจาก FAQ ออกมาได้ดังนี้การทดสอบจะเริ่มขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมแต่รอการประกาศเพิ่มเติมจากช่องทางทางการอีกทีเปิดทดสอบนานประมาณ 2 สัปดาห์ด้วยกัน (อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง)ในครั้งนี้จะเปิดให้ทดสอบใน อเมริกาเหนือ , ยุโรป และเอเชียการทดสอบในครั้งนี้จะรองรับภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน(อักษรจีนตัวเต็ม) และไทยด้วยกันแพลตฟอร์มที่เปิดให้ทดสอบคือ Android และ iOSAndroid ผ่าน Google PlayiOS ผ่าน TestFlightผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ในการทดสอบจะต้องเข้าไปลงทะเบียนที่หน้าเว็บไซต์ทางการเพื่อลุ้นเป็นผู้โชคดีในการรับสิทธิ์หรือที่นี่ผู้ที่ได้รับเลือกจะได้รับการแจ้งเตือนผ่านเมล์ที่ใช้ในการลงทะเบียนก่อนการทดสอบจะเริ่มข้อมูลทาง Technical Infoสเปคอุปกรณ์Android: Android 10 หรือสูงกว่า, Snapdragon 730 / Dimensity 1000 / Kirin 810 หรือสูงกว่าiOS : iOS 15 ขึ้นไป, ชิป A14 Bionic หรือรุ่นที่ใหม่กว่าStorage: 20GB free spaceMemory: 6GB RAMข้อมูลทุกอย่างระหว่างการทดสอบจะถูกลบหลังสิ้นสุดการทดสอบการทดสอบครั้งนี้จะไม่มีคอนเทนต์ที่ต้องจ่ายเงิน (Paid Content)จะมีโหมดการเล่นให้ลองกันอย่างค่ำ 2 โหมด (รอการประกาศทางการจากทีมงานอีกที)survivors สามารถจับทีมได้สูงสุด 4 คนต่อทีมในเวอร์ชันนี้สำหรับรายละเอียดฉบับเต็มและอื่น ๆ นั้นสามารถเข้าไปดูได้ ที่นี่

Samsung Galaxy XR ปฏิวัติโลกเสมือนด้วยพลัง AI ในราคาที่กล้าท้าชน!
Read

Samsung Galaxy XR ปฏิวัติโลกเสมือนด้วยพลัง AI ในราคาที่กล้าท้าชน!

Samsung ได้เปิดตัวอุปกรณ์ Extended Reality (XR) ที่ทั่วโลกจับตาอย่าง Samsung Galaxy XR อย่างเป็นทางการในช่วง ปลายเดือนตุลาคม 2568 ในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ โดยประกาศราคาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการที่ 1,799.99 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อแปลงเป็นเงินไทยโดยประมาณแล้วจะอยู่ที่ 60,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการประกาศศักดาครั้งสำคัญของ Samsung และพันธมิตรอย่าง Google และ Qualcomm ในการเข้าสู่สนามรบ Mixed Reality ที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยมีมา Galaxy XR ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นมากกว่าแว่นตาเสมือนจริง แต่เป็นประตูสู่การปฏิวัติการทำงาน การสื่อสาร และความบันเทิงในรูปแบบใหม่ ด้วยการผสานโลกดิจิทัลเข้ากับโลกจริงได้อย่างไร้รอยต่อ สิ่งที่น่าสนใจคือ Samsung ได้เลือกแนวทางที่แตกต่างจากคู่แข่งรายใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศแบบเปิดด้วยพลัง AI ที่ทรงพลังเจาะลึกสเปกและฟีเจอร์ ความคมชัดระดับ 8K และพลังแห่ง Gemini AIหัวใจสำคัญที่ทำให้ Galaxy XR กลายเป็นที่พูดถึงคือสเปกที่จัดเต็มและฟีเจอร์สุดล้ำที่ผสานเทคโนโลยีชั้นนำเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จุดเด่นด้านสเปก : จอภาพที่เหนือกว่า Galaxy XR สร้างมาตรฐานใหม่ด้านความคมชัดด้วยการใช้จอแสดงผล Micro-OLED ความละเอียดสูงถึง 3,552 x 3,840 พิกเซลต่อข้าง ทำให้มีความละเอียดภาพรวมสูงถึง 27 ล้านพิกเซล ซึ่งใกล้เคียงกับความละเอียดระดับ 8K ที่ความหนาแน่น 4,032 PPI มอบภาพที่คมชัด สมจริง และสีสันที่ลุ่มลึก (95% DCI-P3) ขอบเขตการมองเห็นกว้าง 109 องศาในแนวนอน และใช้ชิปเซ็ตที่ออกแบบมาโดยเฉพาะอย่าง Qualcomm Snapdragon XR2+ Gen 2 ที่มีการระบุว่ามีประสิทธิภาพ CPU และ GPU สูงกว่ารุ่นมาตรฐานที่ใช้ในคู่แข่ง ฟีเจอร์พิเศษ : พลังแห่ง Android XR และ Gemini AI Galaxy XR คืออุปกรณ์แรกที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android XR ที่พัฒนาร่วมกับ Google จุดนี้คือความแตกต่างที่สำคัญที่สุด เนื่องจาก Android XR คือแพลตฟอร์มแบบเปิดที่อนุญาตให้แอปพลิเคชัน Android ทั่วไปสามารถรันได้ทั้งหมดทันที หมายความว่าผู้ใช้งานจะมีคลังแอปพลิเคชันพร้อมใช้งานตั้งแต่แกะกล่อง ซึ่งต่างจากระบบปิดของคู่แข่งที่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ การผสานรวม Gemini AI เข้ากับระบบอย่างลึกซึ้ง ทำให้ Galaxy XR ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย AI ที่ชาญฉลาดที่สุด ผู้ใช้สามารถสั่งการด้วยเสียง การมองเห็น หรือท่าทาง เพื่อขอให้ Gemini นำทางใน Google Maps (ในมุมมอง 3 มิติเสมือนจริง), ค้นหาข้อมูล, หรือจัดการงานต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ จุดที่แตกต่างจากคู่แข่ง : การใช้งานจริงและความสบาย ดีไซน์และความสบาย : Galaxy XR ถูกออกแบบโดยเน้นหลักสรีรศาสตร์ มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุล และมีน้ำหนักเพียง 545 กรัม (เบากว่า Apple Vision Pro ที่หนักประมาณ 650 กรัม) ทำให้สวมใส่ได้สบายในระยะยาว และมีแผ่นบังแสงแบบถอดได้ ฮาร์ดแวร์ติดตาม : มาพร้อมกล้องติดตามถึง 6 ตัว สำหรับการติดตามการเคลื่อนไหวของโลกภายนอก, กล้องติดตามดวงตา 4 ตัว ภายใน, เซ็นเซอร์วัดความลึก และรองรับ Wi-Fi 7 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อล่าสุด การวิเคราะห์ตลาดและการวางตำแหน่งของ Galaxy XR Samsung Galaxy XR ถูกวางตำแหน่งไว้ในกลุ่ม Premium-Accessible XR หรืออุปกรณ์ XR ระดับพรีเมียมที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า เมื่อพิจารณาจากภูมิทัศน์ของตลาดอุปกรณ์ XR ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่ง จะมีจุดที่น่าสนใจดังนี้ เทียบกับ Apple Vision Pro : Galaxy XR ท้าชน Apple ด้วยกลยุทธ์ "สเปกสูงในราคาครึ่งเดียว" (Price Aggression) แม้ Vision Pro จะเน้นไปที่ประสบการณ์ในระบบปิดที่สมบูรณ์แบบ แต่ Galaxy XR ชนะขาดในด้าน ความละเอียดหน้าจอรวม (27MP เทียบกับ 23MP ของ Vision Pro) และที่สำคัญที่สุดคือ การเข้าถึงแอปพลิเคชัน Android ที่มีอยู่แล้วนับล้าน ซึ่งทำให้มีประโยชน์ใช้สอยทันทีที่เปิดเครื่อง เทียบกับ Meta Quest 3 : Galaxy XR อยู่ในระดับที่สูงกว่า Meta Quest 3 อย่างชัดเจน โดยมาพร้อม จอ Micro-OLED ที่คมชัดกว่ามาก (27MP เทียบกับ 2064x2208 พิกเซลต่อข้าง), ชิปที่เร็วและแรงกว่า (XR2+ Gen 2 vs. XR2 Gen 2) และ RAM ที่มากกว่าถึงสองเท่า (16GB) ทำให้ Samsung มุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ที่ต้องการประสบการณ์ XR คุณภาพสูงทั้งในด้าน Productivity, Media Consumption และ Gaming ระดับพรีเมียม ที่ Quest 3 ยังไปไม่ถึง โดยสรุปแล้ว Samsung Galaxy XR ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ทางเลือกที่ถูกกว่า Apple แต่เป็น ทางเลือกที่ดีที่สุดในระบบ Android XR ที่ผสานฮาร์ดแวร์ระดับพรีเมียมเข้ากับพลังของ Gemini AI และความยืดหยุ่นของแพลตฟอร์ม Android ทำให้มันเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันเทคโนโลยี XR ให้ก้าวเข้าสู่ตลาดหลักได้อย่างแท้จริง โดยเป็นอุปกรณ์ที่สร้างมาเพื่อผู้บริโภคที่ต้องการเทคโนโลยีล้ำสมัยโดยไม่ทุ่มเงินสูงถึงระดับอัลตร้าพรีเมียม Credit : Samsung

13 แท็บเล็ตน่าใช้ ในงาน Thailand Mobile Expo 2025
Read

13 แท็บเล็ตน่าใช้ ในงาน Thailand Mobile Expo 2025

เตรียมตัวให้พร้อม! มหกรรมมือถือที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี Thailand Mobile Expo 2025 กำลังจะกลับมาเขย่าวงการอีกครั้ง พบกับกองทัพสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรุ่นใหม่ล่าสุดเกือบ 100 รุ่นจากทุกแบรนด์ชั้นนำ ที่ยกขบวนมาให้เลือกสรรครบทุกความต้องการ พร้อมจัดหนักด้วย โปรโมชั่นสุดพิเศษ ดีลสุดคุ้ม และสำหรับใครที่กำลังมองหาแท็บเล็ตเครื่องใหม่ วันนี้ TrueID เรารวบรวมรุ่นที่น่าสนใจที่จะเจอได้ในงานนี้มาให้แล้วครับ ลองมาดูกันว่ารุ่นไหนจะโดนใจเพื่อน ๆ มากที่สุด iPad รุ่น 11 นิ้ว 2025 (ชิป A16) iPad รุ่น 11 นิ้ว 2025 (ชิป A16) เป็นแท็บเล็ตที่โดดเด่นในฐานะแท็บเล็ตที่ คุ้มค่าและมากความสามารถ ด้วยขุมพลัง ชิป A16 ที่เร็วและทรงประสิทธิภาพ ทำให้การสร้างสรรค์หรือการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นบน จอภาพ Liquid Retina ขนาด 11 นิ้ว ที่สดใส พร้อมยกระดับการประชุมออนไลน์ด้วย กล้องหน้า 12MP พร้อม Center Stage ในแนวนอน และรองรับการเชื่อมต่อที่รวดเร็วผ่าน Wi-Fi 6 อีกทั้งยังรองรับการใช้งานร่วมกับ Apple Pencil (USB-C) และ Apple Pencil (รุ่นที่ 1) ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่ครบเครื่องทั้งด้านขนาด ประสิทธิภาพ และคุณสมบัติพื้นฐาน ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย **iPad A16 มีราคาเปิดตัวเริ่มต้น 12,900 บาท Samsung Galaxy Tab S11 Ultra (14.6 นิ้ว) Samsung Galaxy Tab S11 Ultra (14.6 นิ้ว) ได้รับการออกแบบให้เป็นแท็บเล็ตระดับ Ultra-Premium ที่ บางเฉียบเพียง 5.1 มม. แต่ทรงพลังเหนือระดับ ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว Dynamic AMOLED 2X ที่สว่างและคมชัดยิ่งขึ้น (สูงสุด 1,600 นิต) พร้อม Galaxy AI อันทรงพลังที่ช่วยสรุปเนื้อหาที่ซับซ้อนและสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างง่ายดาย ตอบโจทย์การทำงานแบบมืออาชีพด้วย Samsung DeX และ S Pen ทรงหกเหลี่ยม รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์การจดบันทึกและการจัดการแอปที่รวดเร็ว ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับทั้งการทำงาน การสร้างสรรค์ และความบันเทิงระดับสูงสุด **Samsung Galaxy Tab S11 Ultra (14.6 นิ้ว) ราคาเปิดตัว 46,900 บาท Samsung Galaxy Tab S10 Lite 5G Samsung Galaxy Tab S10 Lite 5G ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแท็บเล็ตที่ คุ้มค่าและรองรับการเชื่อมต่ออนาคต โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ หน้าจอ TFT ขนาด 10.9 นิ้ว ที่ให้มุมมองกว้างสำหรับการรับชมสื่อและทำงาน, ขับเคลื่อนด้วยชิป Octa-Core ที่ความเร็วสูงสุด 2.4GHz พร้อม RAM 6GB และความจุ 128GB, โดดเด่นด้วยการรองรับ S Pen สำหรับการจดบันทึกและสเก็ตช์ภาพได้อย่างเป็นระเบียบ, และที่สำคัญคือรองรับการเชื่อมต่อ 5G ทำให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วทันใจ, ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 8000mAh ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน **Samsung Galaxy Tab S10 Lite 5G ราคาเปิดตัว 15,990 บาท Xiaomi Pad Mini Xiaomi Pad Mini คือแท็บเล็ตที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ กะทัดรัดขนาด 8.8 นิ้ว ถือมือเดียวได้ง่าย ทำให้พกพาสะดวก แต่ยังคงอัดแน่นด้วยประสิทธิภาพระดับสูงจากชิป MediaTek Dimensity 9400+ กระบวนการผลิต 3nm และขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Xiaomi HyperOS เสริมด้วย หน้าจอความละเอียด 3K อัตรารีเฟรชสูงสุด 165Hz ที่ให้ภาพลื่นไหลคมชัด พร้อมรองรับ Xiaomi Focus Pen ที่ให้ความหน่วงต่ำ และมีฟีเจอร์ AI ที่ล้ำสมัยมากมาย เช่น Google Gemini และ AI Writing เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งหมดนี้มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 7500mAh และระบบชาร์จเร็ว 67W HyperCharge ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่ครบเครื่องทั้งความแรงและความสะดวกในการพกพา **Xiaomi Pad Mini ราคาเปิดตัว 12,990 บาท Xiaomi Pad 7 Xiaomi Pad 7 เป็นแท็บเล็ตที่เน้นมอบ ประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับทั้งความบันเทิงและการทำงาน ด้วยขุมพลัง ชิปเซ็ต Snapdragon 7+ Gen 3 ที่รวดเร็วทันใจ, มาพร้อม หน้าจอคมชัด 3.2K อัตรารีเฟรชสูงถึง 144Hz และรองรับ HDR ความสว่างสูงสุด 800 nits มอบประสบการณ์ภาพที่สวยงามดื่มด่ำ, เสริมด้วย ลำโพงสี่ตัว รองรับ Dolby Atmos เพื่อเสียงรอบทิศทาง, ทั้งยังขับเคลื่อนด้วย Xiaomi HyperOS ที่มาพร้อมฟีเจอร์ Xiaomi HyperAI สำหรับการทำงานอย่างชาญฉลาดในโหมด Workstation, และมี แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 8850mAh พร้อมระบบ 45W เทอร์โบชาร์จ ที่ชาร์จได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นแท็บเล็ตที่ครบเครื่องสำหรับทุกกิจกรรม **Xiaomi Pad 7 ราคาเปิดตัว 10,990 บาท Redmi Pad 2 Redmi Pad 2 เป็นแท็บเล็ตที่มอบประสบการณ์ความบันเทิงได้อย่าง คุ้มค่าและจัดเต็ม ด้วย หน้าจอ 11 นิ้ว ความละเอียด 2.5K ที่คมชัดระดับคริสตัล พร้อมอัตรารีเฟรช 90Hz AdaptiveSync ที่ลื่นไหลและมีฟีเจอร์ จอถนอมสายตา ที่ผ่านการรับรองจาก TV Rheinland ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio G100-Ultra ที่ให้ประสิทธิภาพที่ทรงพลังสำหรับการใช้งานประจำวันและการเล่นเกม, รองรับ ลำโพงสี่ตัว พร้อม Dolby Atmos เพื่อเสียงที่ดื่มด่ำสมจริง, ทั้งยังมาพร้อมกับ แบตเตอรี่ความจุสูง 9000mAh ที่ใช้งานได้ยาวนาน และดีไซน์ตัวเครื่อง โลหะแบบชิ้นเดียว ที่ให้สัมผัสหรูหราเกินราคา **Redmi Pad 2 ราคาเปิดตัว 4,999 บาท OPPO Pad SE OPPO Pad SE ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ความบันเทิงและการใช้งานในครอบครัวที่ สบายตาและยาวนาน โดดเด่นด้วย หน้าจอขนาด 11 นิ้ว ความละเอียด 1920x1200 อัตรารีเฟรช 90Hz ที่ให้ภาพคมชัดลื่นไหล และมีฟีเจอร์ หน้าจอถนอมสายตา ที่ผ่านการรับรองจาก TV Rheinland, มาพร้อม ลำโพง 4 ตัวขนาดใหญ่ พร้อมเทคโนโลยี Omnibearing Sound Field เพื่อเสียงที่ดื่มด่ำ, ขับเคลื่อนด้วย แบตเตอรี่ความจุสูง 9340mAh และรองรับชาร์จไว 33W SUPERVOOC ทำให้ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 11 ชั่วโมง, อีกทั้งยังรวม Google Gemini ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ และ โหมดจัดแต่งพิเศษสำหรับเด็ก พร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อและแชร์ข้อมูลกับอุปกรณ์อื่นได้อย่างง่ายดาย **OPPO Pad SE ราคาเปิดตัว 5,999 บาท HUAWEI MatePad SE 11" HUAWEI MatePad SE 11" เป็นแท็บเล็ตที่โดดเด่นด้วย ดีไซน์โลหะแบบยูนิบอดี้ ที่บางเพียง 6.9 มม. และเบา 475 กรัม ทำให้พกพาสะดวกและทนทาน, มาพร้อม หน้าจอถนอมดวงตา 11 นิ้ว HUAWEI FullView Display ความละเอียด FHD+ ที่ผ่านการรับรองจาก TV Rheinland ว่าลดแสงสีฟ้าและไม่มีการกระพริบของหน้าจอ, ให้ประสบการณ์ด้านเสียงที่ดื่มด่ำด้วย ลำโพงสี่ตัว ที่ปรับแต่งโดยเทคโนโลยี HUAWEI Histen 9.0, รองรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนานด้วย แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 7,700 mAh และชาร์จเร็ว 22.5 W, อีกทั้งยังมีฟีเจอร์อัจฉริยะสำหรับการทำงานแบบมัลติทาสกิ้ง เช่น Multi-Window และ การทำงานร่วมกันหลายหน้าจอ กับ PC, รวมถึงรองรับ HUAWEI M-Pen lite และมี Kids Corner สำหรับเด็กอีกด้วย **HUAWEI MatePad SE 11" ราคาเปิดตัว 5,490 บาท HUAWEI MatePad Pro 12.2 HUAWEI MatePad Pro 12.2 เป็นแท็บเล็ตเรือธงที่เน้นการ ปลดปล่อยประสิทธิภาพและการสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพ ด้วย จอแสดงผล Tandem OLED PaperMatte ขนาด 12.2 นิ้ว ที่มีความสว่างสูงสุดถึง 2,000 nits ความละเอียดสูง และให้สัมผัสการเขียนเหมือนกระดาษ พร้อมการป้องกันแสงสะท้อน, ตัวเครื่องมีดีไซน์ที่ บางเพียง 5.5 มม. และมีน้ำหนักเบา, มอบประสบการณ์การทํางานระดับเดสก์ท็อปด้วยแอป PC-level WPS Office 3 และฟีเจอร์มัลติทาสก์อย่าง Live-Multitask ที่สามารถเปิดหน้าต่างได้สามบาน, รองรับการใช้งานร่วมกับ HUAWEI M-Pen lite และ HUAWEI Glide Keyboard ได้อย่างลงตัว, และมาพร้อมแอป GoPaint ที่มีแปรงวาดภาพสีน้ำมัน 3 มิติใหม่ล่าสุด ช่วยให้เข้าถึงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างง่ายดาย **HUAWEI MatePad Pro 12.2 ราคาเปิดตัว 27,990 บาท HONOR Pad X9a HONOR Pad X9a เป็นแท็บเล็ตที่โดดเด่นด้านประสบการณ์ความบันเทิงและดีไซน์ โดยมาพร้อม หน้าจอ HONOR Fullview Display ขนาดใหญ่ 11.5 นิ้ว ที่มีขอบจอบาง, ความละเอียด 2.5K และ อัตรารีเฟรชสูง 120Hz เพื่อภาพที่คมชัดและลื่นไหล, ตัวเครื่องมีดีไซน์แบบ โลหะบางเบา และขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Qualcomm 6nm Snapdragon 685 พร้อมระบบปฏิบัติการ MagicOS 9.0, มี ลำโพง 4 ตัว เพื่อประสบการณ์เสียงที่ดื่มด่ำ, และรองรับการใช้งานยาวนานด้วย แบตเตอรี่ 8300mAh พร้อมชาร์จเร็ว 35 วัตต์ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ ได้รับการรับรองแสงสีฟ้าต่ำและ Flicker-free จาก TV Rheinland เพื่อการใช้งานที่สบายตา **HONOR Pad X9a ราคา 8,499 บาท HONOR Pad 10 HONOR Pad 10 เป็นแท็บเล็ตที่เน้น ประสบการณ์ภาพและเสียงระดับพรีเมียม ด้วย หน้าจอถนอมสายตาขนาด 12.1 นิ้ว ความละเอียด 2.5K ที่มีอัตรารีเฟรช 120Hz พร้อมเทคโนโลยีปกป้องสายตาที่ได้รับการรับรองจาก TV Rheinland และมี ลำโพง 6 ตัว พร้อม HONOR Spatial Audio เพื่อประสบการณ์เสียงรอบทิศทางที่ดื่มด่ำ, ขับเคลื่อนด้วย ชิปเซ็ต Snapdragon 7 Gen 3 ที่เร็วแรง, มี แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 10100mAh พร้อมชาร์จเร็ว 35W ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน, และมาพร้อมกับดีไซน์แบบ Steller Ring บน ตัวเครื่องโลหะที่เบาบาง 6.29 มม. ทำให้เป็นแท็บเล็ตที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำงานและความบันเทิง **HONOR Pad 10 ราคา 12,490 บาท Infinix XPAD 20 Pro Infinix XPAD 20 Pro เป็นแท็บเล็ตพรีเมียมที่เน้นประสบการณ์การใช้งานที่ครบเครื่อง โดยมีจุดเด่นหลักคือ หน้าจอ IPS LCD ขนาดใหญ่ 12 นิ้ว ความละเอียด 2K (1200 x 2000 พิกเซล) พร้อมอัตรารีเฟรช 90Hz ที่ให้ภาพคมชัดและลื่นไหล และได้รับการรับรองจาก TV Rheinland ในการถนอมสายตา, ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio G100 Ultimate ที่เน้นประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน, มาพร้อม ลำโพง 4 ตัว รอบทิศทางพร้อมเทคโนโลยี DTS Audio เพื่อคุณภาพเสียงระดับโรงภาพยนตร์, ตัวเครื่องดีไซน์แบบ Unibody โลหะที่บางเฉียบเพียง 6.58 มม., รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ด้วยการเชื่อมต่อ 4G LTE และ Dual SIM, และมีแบตเตอรี่ความจุ 8,000 mAh พร้อมรองรับชาร์จไว 18W, นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Infinix AI เพื่อช่วยในการทำงานอย่างชาญฉลาด เช่น AI Note-Taking และผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะ **Infinix XPAD 20 Pro ราคา 6,499 บาท TCL NXTPAPER 14 TCL NXTPAPER 14 มีจุดเด่นอยู่ที่ หน้าจอ 2.4K ขนาด 14.3 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี NXTPAPER 3.0 ที่ออกแบบมาเพื่อสุขภาพดวงตาโดยเฉพาะ ด้วยการให้ประสบการณ์เหมือนหน้ากระดาษจริง (E-Paper) ที่มีฟิลเตอร์กรองแสงสีฟ้าต่ำและพื้นผิวแบบแมตต์ช่วยลดแสงสะท้อน, สามารถสลับไปมาระหว่าง 3-in-1 VersaView (โหมด Ink Paper, Color Paper และ Regular) เพื่อการอ่านที่สบายตา, ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล MediaTek Helio G99 (6 นาโนเมตร), มี RAM 8GB พร้อมการขยายเพิ่ม 8GB (รวมเป็น 16GB) และ ROM 256GB, และมาพร้อมกับ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 10,000mAh รองรับระบบ PD ชาร์จเร็ว 33W ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานและรองรับการชาร์จย้อนกลับให้กับอุปกรณ์อื่นได้ **TCL NXTPAPER 14 ราคา 12,990 บาท นี้เป็นเพียงบางส่วนของแท็บเล็ตที่จะมาร่วมจัดดีลจัดโปรในงานนี้ และราคาที่เห็น เป็นราคาเปิดตัวเท่านั้นครับ ในงานจะมีส่วนลดพร้อมของแถมอีกมากมายแน่นอน และอย่าลืมว่า นี่คืองานใหญ่ครั้งสุดท้ายของปีที่คุณไม่ควรพลาดเด็ดขาด! มาเจอกันได้ตั้งแต่วันที่ 23-26 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ เดินทางก็ง่ายแสนง่ายด้วยรถไฟฟ้า MRT ใครที่กำลังหาแท็บเล็ตเครื่องใหม่ มากันได้จ้า

True dtac 5G x TrueID บุก gamescom asia x Thailand Game Show อัปเวลความมันส์ที่คุณต้องลอง
Read

True dtac 5G x TrueID บุก gamescom asia x Thailand Game Show อัปเวลความมันส์ที่คุณต้องลอง

เตรียมพร้อมระเบิดความมันส์ทั่วประเทศ ทรู คอร์ปอเรชั่น ชวนคอเกมมารวมตัวที่บูธ True dtac 5G x TrueID ภายในงาน Gamescom asia x Thailand Game Show 2025 เสิร์ฟแพ็กใหม่ PlayCup Combo ที่ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์โดยเฉพาะ จัดเต็มความคุ้มในแพ็กเดียว ด้วยเน็ต ไม่อั้นสำหรับ 15 เกมดังยอดนิยม รับเน็ต 3GB ในราคาเพียง 179 บาทต่อ 30 วัน สมัครง่าย ๆ ผ่าน True App, TrueMoney หรือกด *900*7740# โทรออก พร้อมปลดปล่อยความสนุกไม่รู้จบ ไปกับ TrueID Game Hub ร่วมเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่จะได้ทดลองใช้งานฟีเจอร์ TrueID Game Hub สุดยอดคลังเกมสุดฮิต กว่าหลายร้อยเกม คอเกมตัวจริงห้ามพลาด รวมถึงโปรโมชั่นสุดพิเศษจาก True Online กับ AI Tech Package ใหม่ เน็ตบ้านแรง 1 Gbps/1 Gbps พร้อม AI Network จัดสรรสปีดตามไลฟ์สไตล์ของทุกคนในบ้าน เพียง 799 บ./เดือน รับเร้าเตอร์ 2 ตัว + ซิม 20 GB + VIU Premium และ ส่วนลด 15% เติมเกมบน Gaming Nation ยกขบวนความสนุกมาให้เกมเมอร์ได้มันส์กันตลอด 3 วันเต็ม พร้อมกิจกรรมบนเวที ของรางวัลมากมาย และสิทธิพิเศษเฉพาะในงานเท่านั้น ที่บูธ True dtac 5G x TrueID (C2) ในงาน gamescom asia x Thailand Game Show ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ปลดปล่อยความสนุกไม่รู้จบ ไปกับ TrueID Game Hub พบกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทีม eArena, IamSometimes, Jamezconer, แป้ง ZBing Z., เซียนโอ๊ตโต๊ะ และ ซาโม่คุง ครัววุ่นไม่พัก! มาร่วมภารกิจสุดวุ่นวายกับ แป้ง ZBing Z. ในเกม Overcooked 2 ใครที่ชอบความฮา ความป่วน และความมันส์ ห้ามพลาดเด็ดขาด! วันที่ 17 ตุลาคม เวลา 17:00 - 18:00 น. พิเศษ! ลุ้นเป็น 10 ผู้โชคดีถ่ายรูปโพลารอยด์คู่กับ แป้ง zbing z. พร้อมลายเซ็นภายในงาน โอกาสใกล้ชิดแบบนี้ ห้ามพลาดเด็ดขาด! กับกิจกรรม Meet Greet eArena Team วันที่ 18 ตุลาคม เวลา 13:00 - 14:00 น. พบกับสองสตรีมเมอร์สุดฮอต อย่าง เซียนโอ๊ตโต๊ะ และ ซาโม่คุง ที่จะพาคุณท่องโลก Roblox ยอดเกมสุดล้ำแห่งอนาคต วันที่ 18 ตุลาคม เวลา 15:00 - 16:00 น. ศึกเดือด Valhalla กำลังลุกเป็นไฟ! ร่วมพิสูจน์ไปกับสองดูโอ้ โปเต้ Iamsometimes และ เจมส์ Jamezconer วันที่ 19 ตุลาคม เวลา 16:00 - 17:00 น. พบกับศึกแห่งศักดิ์ศรีกับฟุตบอลแมตช์หยุดโลก ระหว่าง ป้อมปืนปลอม ปะทะเดือด พี่โหนด วันที่ 19 ตุลาคม เวลา 16:30 - 17:00 น. พร้อม Gimmick สุดสนุกอิ่มท้อง Snack up! Power up! ด้วยของว่างจาก CP และเครื่องดื่มจาก True Coffee ฟรี! ภายในงาน สัมผัสประสบการณ์ความมันส์ขั้นสุด! เล่นเกมจาก Blacknut Cloud Gaming และ CP Gaming ได้อย่างลื่นไหล ผ่านสมาร์ตโฟนประสิทธิภาพแรง iQOO เล่นมันส์ไม่มีสะดุด! พิเศษ! ลงทะเบียนทดลอง TrueID Game Hub Beta Version วันนี้ รับฟรี Free Access 1 เดือนเต็ม (15 ธ.ค. 2025 15 ม.ค. 2026) คลิกเลย! https://bit.ly/4oipQO7 ตอกย้ำความเป็น No.1 ของเกมเมอร์ ต้อง True Gaming กับ กิจกรรมสุดพิเศษ ที่บูท ทรู-ดีแทค กิจกรรม 5G Super Lane Challengeสัมผัสประสบการณ์ความแรงระดับสุดกับเน็ตเลนพิเศษเล่นเกมสุดมันส์จาก Blacknut Cloud Gaming แบบลื่นไม่มีสะดุด! พร้อมลุ้นรับของรางวัลพิเศษ และโปรโมชั่นสุดคุ้ม เมื่อเครื่องพร้อมเบอร์กับแพ็กเกจ 5G Super Gamer กิจกรรม Pay to Winแค่ผูกบัญชีกับ True|dtac Pay ภายในงาน รับฟรี! ของพรีเมียมสุดชิค และลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษอีกมากมาย กิจกรรม Meet Greet กับทีม eArena และ EA Boysใกล้ชิดกับนักแข่งและอินฟลูเอนเซอร์สุดฮอตจากทีม eArena ถ่ายรูปโพลารอยด์พร้อมลายเซ็นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ! ลุ้นรับของรางวัลใหญ่!ร่วมสนุกกิจกรรมในบูท ลุ้นเป็นเจ้าของ เก้าอี้เกมมิ่ง No.1 True Gaming จาก Secretlab มูลค่า 20,000 บาท จำนวน 1 รางวัล โปรโมชั่นพิเศษจาก True OnlineAI Tech Package ใหม่! เน็ตบ้านแรง 1 Gbps/1 Gbps พร้อม AI Network จัดสรรสปีดตามไลฟ์สไตล์ของทุกคนในบ้าน เพียง 799 บ./เดือน รับเร้าเตอร์ 2 ตัว + ซิม 20 GB + VIU Premium และ ส่วนลด 15% เติมเกมบน Gaming Nation พบกันได้ที่บูท Truedtac 5G x TrueID หมายเลข C2 ภายในงาน Gamecom Asia x Thailand Game Show 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 1719 ตุลาคม 2568 นี้เท่านั้น!

เคส iPhone 17 CaseClub ดีไซน์พรีเมียม ปกป้องครบ จบในที่เดียว
Read

เคส iPhone 17 CaseClub ดีไซน์พรีเมียม ปกป้องครบ จบในที่เดียว

เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นกับฟีเจอร์และดีไซน์ใหม่ ๆ ของ iPhone 17 กันอยู่แน่นอน และพอได้เครื่องมาอยู่ในมือแล้ว สิ่งแรกที่ต้องตามหาก็คือเคสที่จะมาช่วยปกป้องเพื่อนคู่ใจเครื่องใหม่ของคุณ แต่จะดีกว่าไหม? ถ้าเคสที่คุณเลือกใช้ ไม่ได้มีดีแค่การปกป้อง แต่ยังมาพร้อมดีไซน์สุดพรีเมียมที่ช่วยเสริมให้ iPhone ของคุณดูโดดเด่นยิ่งขึ้น? ถ้าคุณกำลังมองหาเคสโทรศัพท์ที่ตอบโจทย์ครบทุกด้านแบบนี้อยู่ล่ะก็ เรามี Case iPhone 17 จาก CaseClub มาแนะนำกัน บอกเลยว่า ครบ จบ ในที่เดียวแน่นอนน! เคสไอโฟน 17 ของ CaseClub มีกี่ประเภท เพราะเรารู้ว่าไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน CaseClub เลยออกแบบเคสไอโฟน 17 มาให้เลือกหลากหลายประเภท เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของคุณได้ดีที่สุด ได้แก่ เคสใส อย่างที่เห็นกันว่าไอโฟน 17 Series ที่ออกมานั้น มีสีสันใหม่ ๆ ที่สวยจนใจเจ็บจริงๆ! โดยเฉพาะสี Cosmic Orange หรือไอโฟนสีส้มคอสมิก ที่เสริมตัวเครื่องให้ดูโดดเด่นมีชีวิตชีวา เคสใสจาก CaseClub จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยปกป้องเครื่องของคุณจากรอยขีดข่วนและการตกกระแทก โดยที่ไม่ต้องซ่อนความงามของสีเครื่องเลยแม้แต่น้อย เคส Magsafe เติมเต็มประสบการณ์การใช้งาน iPhone 17 ของคุณให้สมบูรณ์แบบไปอีกขั้นกับเคส iPhone 17 ที่รองรับ Magsafe ด้วยวงแม่เหล็ก N52 คุณภาพสูง ทำให้สามารถติดแน่นกับอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแท่นชาร์จไร้สาย Power Bank หรือกระเป๋าเก็บบัตรได้อย่างง่ายดาย ดูดติดแน่นปึ้ก ไม่ต้องกลัวหลุดเลย เพิ่มสไตล์ที่เป็นคุณด้วยเคส Magsafe ขอบสีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว สีชมพูและสีฟ้า ช่วยเสริมสไตล์ให้ iPhone 17 ของคุณโดดเด่นไม่เหมือนใคร เคสกระจก ยกระดับความหรูหราให้ iPhone ของคุณไปอีกขั้นด้วยเคสกระจก ที่ให้สัมผัสเรียบหรู เงางามดุจคริสตัล ด้านหลังเป็นกระจกนิรภัย ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้ดีเป็นพิเศษ ช่วยให้เคสของคุณดูใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ เหมาะสำหรับคนที่ชอบความพรีเมียมและอยากให้โทรศัพท์ดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร เคส iPhone 17 จาก CaseClub ดียังไง? ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ iPhone 17 Case ของ CaseClub ยังอัดแน่นไปด้วยคุณภาพและฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องอย่างแท้จริง วัสดุคุณภาพ ปกป้องรอบด้าน เราคัดสรรวัสดุเกรดพรีเมียม ทั้ง Hybrid TPU ที่มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยดูดซับแรงกระแทกบริเวณขอบเครื่อง และ PC ที่แข็งแรงทนทานบริเวณด้านหลัง พร้อมยกขอบสูงรอบเลนส์กล้องและหน้าจอ ป้องกันการสัมผัสกับพื้นผิวโดยตรง มั่นใจได้เลยว่า iPhone 17 ของคุณจะปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ดีไซน์สวยหรู บางเบา พกพาง่าย ถึงจะเน้นเรื่องการปกป้อง แต่เราก็ไม่ลืมเรื่องดีไซน์ เคสทุกชิ้นถูกออกแบบมาให้มีขนาดพอดีกับตัวเครื่อง บางเบา ไม่เทอะทะ ทำให้คุณยังคงสัมผัสได้ถึงความพรีเมียมของ iPhone และพกใส่กระเป๋าได้อย่างสะดวกสบาย รองรับ MagSafe และอุปกรณ์เสริม เคสส่วนใหญ่ของเราถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งาน MagSafe ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะชาร์จไร้สายหรือใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ก็ทำได้อย่างไม่มีสะดุด ไม่ต้องถอดเคสเข้า ๆ ออก ๆ ให้วุ่นวาย ออกแบบเคสได้ในสไตล์ของคุณ เบื่อไหมกับเคสดีไซน์เดิม ๆ ที่ซ้ำกับคนอื่น? ที่ CaseClub เข้าใจดีว่าทุกคนมีความเป็นตัวเอง จึงเปิดโอกาสให้คุณสามารถสร้างสรรค์เคสในแบบที่เป็นคุณได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ชื่อ เพิ่มข้อความเก๋ ๆ หรือแม้กระทั่งพิมพ์ภาพถ่ายความทรงจำดี ๆ ลงบนเคส เพียงเท่านี้คุณก็สามารถมีเคสไอโฟน 17 ที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก ไม่ซ้ำใครและบ่งบอกสไตล์ของคุณได้ชัดเจนที่สุด เลือก Case iPhone 17 ที่ดีที่สุด ต้องที่ CaseClub เท่านั้น การเลือกเคสดี ๆ สักชิ้นก็เหมือนกับการลงทุนเพื่อความสบายใจ เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้ และถ้าคุณกำลังมองหา Case iPhone 17 ที่เพอร์เฟกต์ทั้งในเรื่องดีไซน์ที่สวยงาม การปกป้องที่ไว้ใจได้ และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน บอกเลยว่าไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกล เพราะ CaseClub ได้รวบรวมทุกสิ่งที่คุณต้องการมาไว้ในที่เดียวแล้ว เตรียมตัวปกป้อง iPhone 17 ของคุณด้วยเคสที่ดีที่สุดจากเรา! เลือกชมและเป็นเจ้าของเคสไอโฟน 17 จาก CaseClub ได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์ https://www.caseclub.in.th/thหรือช้อปได้ที่ CaseClub ทุกสาขา รวมถึงติดตามโปรโมชันพิเศษได้ที่ Facebook และ Instagram ของเรา แล้วคุณจะรู้ว่าเคสที่ใช่... อยู่ใกล้แค่คลิกเดียว!

แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน ตุลาคม 2568
Read

แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน ตุลาคม 2568

ปี 2568 เดินทางมาถึงเดือนตุลาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่าเข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ สมาร์ตโฟนมากมายหลายรุ่นต่างถูกเปิดตัวออกมามากมายหลายรุ่น และแทบจะครบทุกช่วงราคาตั้งแต่เรือธงไปจนถึงรุ่นราคาประหยัดสบายกระเป๋าครับ มาดูกันครับว่ามือถือเปิดตัวใหม่ประจำเดือนตุลาคม 2025 จะมีรุ่นไหนน่าสนใจกันบ้าง ไปติดตามกันได้เลย iPhone 17 Series ในที่สุด Apple ก็ได้เปิดตัว iPhone 17 Series ซึ่งประกอบไปด้วย iPhone 17 Pro Max, 17 Pro และรุ่นน้องเล็ก iPhone 17 ซึ่งเป็นเรือธงสาย iOS ที่หลายคนรอคอย โดยแต่ละรุ่นมีจุดที่น่าสนใจดังนี้ iPhone 17 Pro และ 17 Pro Max iPhone 17 Pro และ 17 Pro Max คือที่สุดของสมาร์ทโฟนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้ใช้งานระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ ด้วยการออกแบบที่เน้นประสิทธิภาพและนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด จุดเด่น อยู่ที่การใช้ชิปเซ็ตใหม่ล่าสุด A19 Pro ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม 6-core GPU และ Neural Accelerators ขั้นสูง ที่มอบพลังประมวลผลสูงสุดสำหรับการใช้งานหนักและเร่งความเร็วด้วยฮาร์ดแวร์ Ray Tracing โดยรุ่น Pro มาพร้อมจอภาพ Super Retina XDR ขนาด 6.3 นิ้ว ขณะที่รุ่น Pro Max มีจอใหญ่ถึง 6.9 นิ้ว ทั้งคู่ติดตั้งพอร์ต USB-C ที่รองรับมาตรฐาน USB 3 ซึ่งทำให้การถ่ายโอนข้อมูลรวดเร็วกว่าเดิมถึง 20 เท่า เหมาะอย่างยิ่งกับเวิร์คโฟลว์ของผู้สร้างคอนเทนต์ การออกแบบตัวเครื่องอะลูมิเนียม Unibody ที่เพรียวบางยังช่วยเสริมให้การใช้งานแบตเตอรี่เหนือชั้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดย ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 43,900 บาท จุดขายที่แท้จริงของ iPhone 17 Pro Series คือความสามารถด้านภาพยนตร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปฏิวัติวงการ กล้องหลังติดตั้งระบบ 48MP Pro Fusion Camera System เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงเลนส์ Telephoto ที่สามารถซูมแบบออปติคัลได้ถึง 8 เท่า พร้อมฟีเจอร์วิดีโอระดับสตูดิโออย่างการบันทึก ProRes RAW, Apple Log 2 และ Dolby Vision 4K ที่ 120 fps นอกจากนี้ ระบบยังถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับ Apple Intelligence โดยเฉพาะ ทำให้สามารถใช้ฟีเจอร์อัจฉริยะต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพด้วย AI หรือการแปลภาษาแบบสด (Live Translation) ด้วยความล้ำหน้าด้านกล้อง ประสิทธิภาพการประมวลผล และการเชื่อมต่อความเร็วสูง ทำให้ iPhone 17 Pro และ Pro Max เป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับนักธุรกิจ ผู้สร้างภาพยนตร์ และทุกคนที่ต้องการเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดจาก Apple iPhone 17 iPhone 17 ถูกเปิดตัวในฐานะสมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่มอบประสบการณ์และคุณสมบัติระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น จุดเด่นที่ชัดเจนคือการยกระดับครั้งใหญ่ด้านจอภาพ ด้วยจอ Super Retina XDR ขนาด 6.3 นิ้วที่มาพร้อมเทคโนโลยี ProMotion 120Hz และความสว่างสูงสุดถึง 3,000 นิต ซึ่งเดิมมีเฉพาะในรุ่น Pro เท่านั้น ผสานกับดีไซน์ที่ทนทานยิ่งขึ้นด้วยกระจกหน้า Ceramic Shield 2 และยังคงเอกลักษณ์ด้วย Dynamic Island ที่ทำงานอย่างชาญฉลาด หัวใจหลักของเครื่องคือชิปเซ็ต A19 ใหม่ล่าสุด ที่มอบประสิทธิภาพ CPU ที่เร็วขึ้นสูงสุด 50% และ GPU ที่เร็วขึ้นสูงสุด 2.1 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้ iPhone 17 ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อสำหรับการเล่นเกม การใช้งานแอปพลิเคชันที่หนักหน่วง และการประมวลผล AI ต่างๆ โดย ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 29,900 บาท สำหรับรุ่นเริ่มต้น 256GB ที่ให้ความจุเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ส่วนสำคัญที่ทำให้ iPhone 17 เป็นจุดขาย คือการผสมผสานฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ล้ำหน้า เริ่มจากระบบกล้องถ่ายภาพ 48MP Dual Fusion ที่ให้ภาพถ่ายความละเอียดสูงเป็นพิเศษ พร้อมความสามารถด้านเทเลโฟโต้ 2 เท่าคุณภาพระดับออปติคัล และกล้องหน้า Center Stage 18MP ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการปรับเฟรมภาพอย่างชาญฉลาด นอกจากนี้ iPhone 17 ยังทำงานบน iOS 26 ซึ่งรองรับ Apple Intelligence อย่างเต็มรูปแบบ ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันด้วยฟีเจอร์อย่าง Visual Intelligence และ Live Translation ด้านพลังงานมาพร้อมแบตเตอรี่ที่อึดทน ใช้งานได้ตลอดวัน (เล่นวิดีโอนานขึ้นสูงสุด 11 ชั่วโมง) ทำให้ iPhone 17 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มีความเสถียร ประสิทธิภาพสูง กล้องสวย และเทคโนโลยีล่าสุดครบครัน โดยไม่ต้องจ่ายในราคาของรุ่น Pro Xiaomi 15T Series Xiaomi ได้เปิดตัวสมาร์ตโฟนสเปคคุ้มค่าระดับกลาง แต่ให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมเกินราคาอย่าง Xiaomi 15T Series ที่ประกอบด้วย 2 รุ่น คือ Xiaomi 15T Pro และ Xiaomi 15T โดยมีจุดที่น่าสนใจดังนี้ Xiaomi 15T Pro Xiaomi 15T Pro คือสมาร์ทโฟนเรือธงที่เน้นการมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมรอบด้าน โดยมี กล้องถ่ายภาพ เป็น จุดขาย ที่โดดเด่นที่สุด ด้วยระบบกล้องสามตัวที่พัฒนาร่วมกับ Leica ที่ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP ที่ใช้เซนเซอร์ Light Fusion 900 และเลนส์ Telephoto ระดับมือโปร 5x เซนเซอร์ 50MP ที่สามารถซูมได้สูงสุดถึง 100 เท่า พร้อมเลนส์ออปติคอล Summilux อันเลื่องชื่อของ Leica ทำให้ภาพถ่ายคมชัด เก็บรายละเอียดได้ครบทุกช่วงระยะโฟกัส ด้าน ฟีเจอร์เด่น ด้านประสิทธิภาพถูกขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตระดับเรือธง MediaTek Dimensity 9400+ กระบวนการผลิต 3nm ที่ให้การตอบสนองที่ลื่นไหลแม้ในการประมวลผลแอปพลิเคชันที่หนักหน่วงและการเล่นเกมกราฟิกสูง ผสานกับ RAM LPDDR5X และพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.1 ทำให้เครื่องทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง โดยรุ่นความจุเริ่มต้นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยคือ 12GB + 512GB มีราคาเปิดตัวที่ 21,990 บาท อีกหนึ่ง จุดเด่น ที่สำคัญคือประสบการณ์การรับชมที่เหนือระดับจากหน้าจอถนอมสายตาขนาดใหญ่พิเศษ 6.83 นิ้ว ความละเอียด 1.5K ที่มาพร้อม อัตรารีเฟรช 144Hz ขอบจอบางเฉียบ และขีดความสามารถในการป้องกันดวงตาหลายมิติ รวมถึงเทคโนโลยี Flicker-Free ที่ช่วยให้การใช้งานเป็นธรรมชาติและสบายตาตลอดวัน นอกจากนี้ Xiaomi 15T Pro ยังมาพร้อมการจัดการพลังงานที่ยอดเยี่ยม ด้วยแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตระกูล T-Series ที่มอบความอึดที่ใช้งานได้ยาวนานในดีไซน์ที่ยังคงความเพรียวบาง โดยใช้ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ Xiaomi Surge T1S Tuner ที่พัฒนาขึ้นเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อทั้ง Wi-Fi, Bluetooth, GPS และสัญญาณมือถือ ทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มองหาเรือธงที่โดดเด่นทั้งด้านกล้องถ่ายภาพ, ประสิทธิภาพระดับสูงสุด และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน Xiaomi 15T Xiaomi 15T ถูกนำเสนอในฐานะสมาร์ทโฟนที่มอบประสิทธิภาพระดับเรือธงในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างยิ่ง โดยมี จุดเด่น คือการผสานพลังประมวลผลอันทรงพลังเข้ากับเทคโนโลยีกล้องระดับโลกของ Leica หัวใจหลักของเครื่องคือชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8400 Ultra ที่ถูกปรับแต่งมาเป็นพิเศษ (Customized) เพื่อมอบการทำงานที่รวดเร็วและเสถียรสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเล่นเกมหนักๆ พร้อมหน่วยความจำ RAM LPDDR5X และพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.0 ซึ่งรับประกันความลื่นไหลในทุกสถานการณ์ อีกหนึ่ง ฟีเจอร์เด่น คือหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.83 นิ้ว ที่รองรับ อัตรารีเฟรช 120Hz และความสว่างสูงสุดถึง 3,200 nits ทำให้การแสดงผลคมชัดและสู้แสงได้ดีเยี่ยม ตอบโจทย์การเป็นสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าในทุกมิติ โดยมีราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยสำหรับรุ่นความจุ 12GB + 256GB คือ 15,990 บาท จุดขาย หลักของ Xiaomi 15T คือประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพที่ได้รับการยกระดับด้วยความร่วมมือกับ Leica ซึ่งประกอบด้วยระบบกล้องสามตัว: กล้องหลัก 50MP ที่ใช้เซนเซอร์ Light Fusion 800, กล้อง Telephoto 50MP ที่รองรับการซูมแบบออปติคัล 2 เท่า และกล้อง Ultra-wide 12MP นอกจากนี้ยังมาพร้อมซอฟต์แวร์พิเศษอย่าง โหมดถ่ายภาพสตรีท Leica ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บภาพช่วงเวลาสั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ พร้อมมอบสไตล์และระยะโฟกัสแบบคลาสสิกของ Leica ขณะที่ด้านแบตเตอรี่ติดตั้งขนาด 5,500 mAh ซึ่งมอบความอึดที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน และทำงานบนระบบปฏิบัติการ HyperOS 2 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ในอีโคซิสเต็มของ Xiaomi ทำให้ 15T เป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่องสำหรับผู้ที่ต้องการกล้องสวย ประสิทธิภาพแรง และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ไว้ใจได้ realme 15 Series 5G สำหรับใครที่มองหาสมาร์ตโฟนระดับกลาง เน้นถ่ายรูปสวยในงบนี้ realme 15 Series 5G ก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจครับ โดยซีรีส์นี้มีทั้งหมด 3 รุ่น ดังนี้ realme 15 Pro realme 15 Pro 5G ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่มอบประสบการณ์ที่ทรงพลังและยั่งยืน โดยมี จุดขาย หลักคือการผสานประสิทธิภาพระดับสูงเข้ากับแบตเตอรี่ที่ใหญ่พิเศษ รุ่นนี้มาพร้อมกับชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 7 Gen 4 ที่ใช้สถาปัตยกรรม 4nm มอบขุมพลังที่เหนือกว่าสำหรับการเล่นเกมและการทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ และยังโดดเด่นด้วย ฟีเจอร์เด่น ด้านพลังงานด้วยแบตเตอรี่ความจุ massive 7000mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็ว 80W Ultra Charge ที่ทำให้ใช้งานได้ยาวนานตลอดวันและชาร์จกลับได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่จอแสดงผลเป็นแบบ 144Hz HyperGlow 4D Curve+ ขนาด 6.8 นิ้ว ที่มีความสว่างสูงสุดถึง 6500 nit ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนแม้กลางแจ้ง กล้องหลังหลักติดตั้งเซนเซอร์ Sony IMX896 50MP พร้อม OIS และกล้องหน้า 50MP ที่รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 60fps ได้ทุกเลนส์ รวมถึงฟีเจอร์ AI Party Mode ที่ช่วยให้การถ่ายภาพในงานปาร์ตี้คมชัดและสว่างสะดุดตา โดย ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 14,999 บาท สำหรับรุ่นความจุ 12GB + 256GB ทำให้ realme 15 Pro 5G เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความครบเครื่องทั้งสเปค, กล้อง และแบตเตอรี่ที่อึดทนเป็นพิเศษในราคาที่คุ้มค่า realme 15 realme 15 5G ถูกวางตำแหน่งเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มอบความคุ้มค่าสูงสุด ด้วยการเน้น จุดเด่น ด้านประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ หัวใจหลักของเครื่องคือชิปเซ็ต Dimensity 7300+ 5G ขนาด 4nm ที่มอบพลังการประมวลผลที่เร็วและเสถียรสำหรับการเล่นเกมและการใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง ฟีเจอร์เด่น ที่สำคัญที่สุดคือแบตเตอรี่ 7000mAh ที่ใหญ่พิเศษ (massive battery) ซึ่งทำงานร่วมกับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W Ultra Charge ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 2 วันต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว ตัวเครื่องยังคงดีไซน์ที่บางเฉียบเพียง 7.66 มม. พร้อมหน้าจอ AMOLED 144Hz ขนาด 6.77 นิ้ว ที่ให้ภาพลื่นไหลและมีสีสันสดใส และไม่น้อยหน้าด้านการถ่ายภาพ ด้วยกล้องหลัก 50MP พร้อมเซนเซอร์ Sony IMX882 และ OIS รวมถึงกล้องหน้า 50MP ที่รองรับฟีเจอร์ AI ครบเครื่อง เช่น AI Party Mode สำหรับการถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างคมชัด จึงทำให้ realme 15 5G เป็น จุดขาย สำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ทรงพลัง แบตอึด และมีฟีเจอร์ AI ครบครันในราคาสุดคุ้ม โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 12,999 บาท สำหรับรุ่นความจุ 12GB + 256GB realme 15T realme 15T 5G ถูกนำเสนอในฐานะน้องเล็กสุดของซีรีส์ที่ยังคงรักษามาตรฐานระดับสูงในราคาที่เข้าถึงได้ โดยมี จุดเด่น ที่เน้นความทนทานของแบตเตอรี่และมาตรฐานการกันน้ำ/กันฝุ่นระดับสูง หัวใจสำคัญคือ ฟีเจอร์เด่น ที่ไม่เป็นรองใคร ได้แก่ แบตเตอรี่ความจุใหญ่พิเศษ 7000mAh ที่ทำให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว 60W Fast Charging แม้จะเป็นรุ่นเล็ก แต่ realme 15T ยังมาพร้อมกับจอแสดงผล AMOLED 4000nit ขนาด 6.57 นิ้ว ที่มีอัตรารีเฟรช 120Hz เพื่อการแสดงผลที่สว่างสดใสและลื่นไหล และใช้ชิปเซ็ต Dimensity 6400 Max 5G สำหรับการใช้งานที่รวดเร็วทันใจ นอกจากนี้ยังชู จุดขาย ด้านการถ่ายภาพด้วยกล้อง AI ความละเอียด 50MP ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง และมีความโดดเด่นเป็นพิเศษด้วยมาตรฐานการกันน้ำและกันฝุ่นสูงสุดถึง IP66/IP68/IP69 ซึ่งมอบความมั่นใจในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 9,999 บาท สำหรับรุ่นความจุ 8GB + 256GB ทำให้ realme 15T เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่อึดทน ฟีเจอร์ครบ และมีราคาประหยัดครับ OPPO A6 Pro 5G OPPO A6 Pro 5G ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ทนทาน แบตเตอรี่อึด และมีประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้เป็นอันดับแรก จุดเด่น ที่สำคัญที่สุดของรุ่นนี้คือความทนทานในทุกสภาวะ ด้วยการรับรองมาตรฐานกันน้ำและกันฝุ่นในระดับสูงสุดถึง IP69, IP68 และ IP66 รวมถึงมาตรฐานความทนทานทางทหาร MIL-STD-810H ฟีเจอร์เด่น ที่ถูกเน้นย้ำคือพลังงานที่ยาวนานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6,500mAh (หรือ 7,000mAh ในบางข้อมูล) พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W SUPERVOOC Flash Charge ที่ชาร์จเต็มได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมาพร้อมหน้าจอ AMOLED 120Hz Ultra Bright Display ขนาด 6.57 นิ้ว ที่ให้ภาพสว่างคมชัดแม้กลางแจ้ง และชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 6300 5G (ในไทย) ที่มอบประสิทธิภาพที่เสถียรสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเล่นเกมผ่านระบบระบายความร้อน SuperCool VC System กล้องหลักความละเอียด 50MP พร้อม AI สำหรับการแก้ไขภาพที่ชาญฉลาดเป็นอีกหนึ่ง จุดขาย สำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนระดับกลางที่ทนทานเป็นพิเศษและมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 9,999 บาท สำหรับรุ่นความจุ 8GB + 256GB Redmi 15C Redmi 15C ถูกเปิดตัวมาเพื่อเป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่เน้นความคุ้มค่าและความอึดในการใช้งานเป็นหลัก โดยมี จุดเด่น ที่สำคัญที่สุดคือแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 6000mAh ที่รองรับการชาร์จเร็ว 33W Fast Charging ทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดกลางคัน ฟีเจอร์เด่น ที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือหน้าจอขนาดใหญ่เต็มตา 6.9 นิ้ว ความละเอียด HD+ พร้อมอัตรารีเฟรช 120Hz AdaptiveSync ซึ่งให้ประสบการณ์การรับชมที่ลื่นไหลและคมชัดกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio G81-Ultra ที่มอบประสิทธิภาพการทำงานที่ราบรื่นสำหรับการใช้งานทั่วไปและการเล่นเกมเบา ๆ รวมถึงมาพร้อมกล้องหลัก 50MP AI Camera และการทำงานบนระบบปฏิบัติการใหม่ Xiaomi HyperOS 2 ที่เพิ่มความลื่นไหลและฟีเจอร์ AI ที่น่าสนใจ จุดขาย หลักของ Redmi 15C จึงอยู่ที่การรวมกันของจอขนาดใหญ่ แบตเตอรี่ที่อึดทน และสเปคที่เกินราคา โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 3,499 บาท สำหรับรุ่นความจุ 6GB + 128GB POCO C85 POCO C85 เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่ชูโรงด้วยสเปคที่เกินคุ้มในราคาประหยัดอย่างชัดเจน จุดเด่น ที่สำคัญที่สุดคือการมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่เต็มตาถึง 6.9 นิ้ว ที่รองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz AdaptiveSync ทำให้การแสดงผลภาพมีความลื่นไหลเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน ขณะที่ ฟีเจอร์เด่น ยังเน้นไปที่ความอึดของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6000mAh ที่รองรับการชาร์จเร็ว 33W พร้อมด้วยประสิทธิภาพจากชิปเซ็ต MediaTek Helio G81-Ultra ซึ่งทำให้การใช้งานทั่วไปและการเล่นเกมเบาๆ เป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังมีกล้องหลัก 50MP AI Camera และทำงานบนระบบปฏิบัติการใหม่ Xiaomi HyperOS 2 จุดขาย ของ POCO C85 คือการมอบประสบการณ์ "จอใหญ่ 120Hz แบตอึด" ที่ครบเครื่องในราคาเข้าถึงง่าย โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 3,299 บาท สำหรับรุ่นความจุ 6GB + 128GB (ซึ่งมีราคาโปรโมชั่นช่วงเปิดตัวที่ ฿3,099) nubia Focus 2 5G nubia Focus 2 5G ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่เน้นความสามารถด้านการถ่ายภาพในราคาย่อมเยา จุดเด่น ที่เป็นหัวใจหลักและเป็น จุดขาย ชูโรงของรุ่นนี้คือชุดกล้องหลัง 108MP AI Camera ที่มาพร้อมระบบ Neovision AI Photography System และฟีเจอร์ AI ด้านการถ่ายภาพอันหลากหลาย เช่น 3X Lossless Zoom, AI Super Star Trail, AI Sport Snapshot และการรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K ซึ่งเหนือกว่าสมาร์ทโฟนในระดับราคาเดียวกัน ฟีเจอร์เด่น อื่น ๆ ประกอบด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว ความละเอียด HD+ ที่ให้อัตรารีเฟรชสูง 120Hz และมีความสว่างสูงสุดถึง 1000nits, ชิปเซ็ต Unisoc T8100 5G ที่รองรับเครือข่าย 5G และมี RAM สูงสุดถึง 20GB (ด้วยเทคโนโลยี Dynamic RAM) พร้อม ROM 256GB ให้หน่วยความจำที่เพียงพอสำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5000mAh พร้อมชาร์จเร็ว 22.5W ทำให้ nubia Focus 2 5G เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการมือถือกล้องคมชัด มีสเปคครบเครื่อง และรองรับ 5G ในงบประมาณจำกัด โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 5,499 บาท สำหรับรุ่น 8GB+256GB สุดท้ายหากเพื่อนๆ สนใจมือถือรุ่นใหม่รุ่นไหน สามารถไปสัมผัสเครื่องจริงและรับโปรโมชันดีๆ กันได้ที่ True Shop ทุกสาขาได้เลยครับ

ศึกเรือธงแห่งปี 2025 ใครคือราชาตัวจริง? เจาะลึกการเปรียบเทียบสมาร์ทโฟนตัวท็อป
Read

ศึกเรือธงแห่งปี 2025 ใครคือราชาตัวจริง? เจาะลึกการเปรียบเทียบสมาร์ทโฟนตัวท็อป

ในโลกของสมาร์ทโฟนระดับ "เรือธง" การแข่งขันไม่เคยหยุดนิ่ง ปี 2025 นี้ ถือเป็นยุคที่เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกฝังลึกเข้าไปในฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้สมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เข้าใจบริบทชีวิตของเราได้อย่างแท้จริง บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกและเปรียบเทียบสุดยอดสมาร์ทโฟนเรือธงจากค่ายยักษ์ใหญ่ ที่ต่างก็งัดไม้เด็ดทั้งด้านประสิทธิภาพ การถ่ายภาพ และฟีเจอร์พิเศษมาประชันกัน เพื่อเฟ้นหาว่าใครคือราชาแห่งสมาร์ทโฟนตัวจริง iPhone 17 Pro Max: นิยามใหม่ของความเป็นมืออาชีพด้วยพลัง AI และกล้องซูม 8 เท่า iPhone 17 Pro Max คือที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนที่ถูกสร้างมาเพื่อผู้ใช้งานระดับมืออาชีพที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดในทุกด้าน จุดเด่นหลักคือจอภาพ Super Retina XDR ProMotion ขนาด 6.9 นิ้ว ที่ใหญ่และสว่างที่สุดเท่าที่เคยมีมาถึง 3,000 nits พร้อมดีไซน์ตัวเครื่องแบบ Unibody อะลูมิเนียมที่มาพร้อมการระบายความร้อนด้วย Vapor Chamber เพื่อคงประสิทธิภาพสูงสุดของระบบประมวลผลใหม่ล่าสุด ชิป A19 Pro ที่มี RAM 12GB โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน AI ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย Apple Intelligence ซึ่งทำให้เกิดฟีเจอร์พิเศษด้านการทำงานอัจฉริยะบนอุปกรณ์ เช่น การสร้างภาพและการแปลภาษาแบบเรียลไทม์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่วนกล้องถ่ายภาพได้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยระบบกล้องหลัง 48MP แบบ Fusion ทั้งสามเลนส์ (Wide, Ultra Wide, Telephoto) โดยมีฟีเจอร์ซูม Optical คุณภาพระดับมืออาชีพสูงสุด 8 เท่า และกล้องหน้า 18MP พร้อม Center Stage ทำให้ iPhone 17 Pro Max เหมาะสมกับช่างภาพ, ครีเอเตอร์, นักเล่นเกม, และผู้บริหารที่ต้องการอุปกรณ์ระดับแฟล็กชิปที่รวมเอาขุมพลัง, นวัตกรรม, และความทนทานไว้ในเครื่องเดียวเพื่อการใช้งานที่ยาวนานที่สุดในบรรดา iPhone Samsung Galaxy S25 Ultra: ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟน AI สำหรับมือโปรพร้อมกล้อง 200MP และ S Pen Samsung Galaxy S25 Ultra คือนิยามใหม่ของสมาร์ทโฟนแฟล็กชิปที่ผสานพลังการประมวลผลขั้นสูงสุดเข้ากับนวัตกรรม AI อย่างเต็มรูปแบบ จุดเด่นคือดีไซน์พรีเมียมด้วยเฟรมไทเทเนียมที่แข็งแกร่ง และจอ Dynamic LTPO AMOLED 2X ขนาด 6.9 นิ้ว พร้อมฟีเจอร์พิเศษอย่างปากกา S Pen ในตัวสำหรับการสร้างสรรค์และเพิ่ม Productivity อย่างแม่นยำ โดยทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล Snapdragon 8 Elite for Galaxy ซึ่งปรับแต่งมาเพื่อประสิทธิภาพและการเล่นเกมที่เหนือกว่า พร้อมรองรับ Galaxy AI และ Google Gemini ที่ให้ความสามารถอัจฉริยะในการสรุปเนื้อหาจากแอปพลิเคชันหรือวิดีโอด้วยคำสั่งเสียง ส่วนกล้องถ่ายภาพระดับสุดยอดมาพร้อม AI ProVisual Engine โดยมีกล้องหลักความละเอียด 200MP และชุดเลนส์ Quad Camera ที่ประกอบด้วยเลนส์ Ultra-Wide 50MP และ Periscope Telephoto 50MP (5x Optical Zoom) ทำให้เป็นเครื่องที่เหมาะสมกับช่างภาพ, ครีเอเตอร์, ผู้ใช้งานระดับองค์กรที่ต้องการเครื่องมือ Productivity ที่ครบเครื่อง และผู้ที่ต้องการสุดยอดเทคโนโลยีในระบบปฏิบัติการ Android OnePlus 13: ขุมพลัง Snapdragon 8 Elite พร้อมกล้อง Hasselblad 50MP และแบตเตอรี่ 6,000 mAh OnePlus 13 คือสมาร์ทโฟนเรือธงที่มอบความสมดุลระหว่างพลังการประมวลผลและอายุการใช้งานที่ยาวนาน จุดเด่นที่ก้าวกระโดดคือแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6,000 mAh (Glacier Battery) พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 100W และการป้องกันระดับ IP68/IP69 ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล Snapdragon 8 Elite (หรือ Gen 4) รุ่นล่าสุด เพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการเล่นเกมและการใช้งานหนัก ๆ พร้อม RAM ที่มากถึง 16GB ฟีเจอร์พิเศษที่โดดเด่นคือหน้าจอ LTPO AMOLED 2K+ ขนาด 6.82 นิ้ว ที่มีความสว่างสูงสุด 4,500 nits และเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบอัลตราโซนิกใต้จอ ในส่วนของ AI นั้นมีการผสานความสามารถต่าง ๆ เข้ากับ OxygenOS 15 เช่น AI Detail Boost, AI Unblur และ Circle to Search เพื่อช่วยในการจัดการภาพถ่ายและข้อมูล กล้องถ่ายภาพระดับมืออาชีพพัฒนาร่วมกับ Hasselblad มาพร้อมชุดกล้องหลัง Triple Camera ความละเอียด 50MP ครบทุกระยะ รวมถึงเลนส์ Periscope 3x Optical Zoom ที่ถ่ายทอดสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับ Power User, เกมเมอร์, ช่างภาพที่เน้นคุณภาพและความแม่นยำของสี และผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มีแบตเตอรี่อึดทนทานที่สุดในตลาดแฟล็กชิป Xiaomi 15 Ultra: สุดยอดสมาร์ทโฟนกล้อง Leica 200MP พร้อมขุมพลัง Snapdragon 8 Elite และนวัตกรรม AI Xiaomi 15 Ultra คือสุดยอดสมาร์ทโฟนที่มุ่งเน้นการถ่ายภาพอย่างแท้จริงด้วยจุดเด่นที่ระบบกล้อง Leica ระดับโปรครบชุด ซึ่งรวมถึงเซนเซอร์หลักขนาด 1 นิ้ว (Sony LYT-900) และ ฟีเจอร์พิเศษ เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียดสูงถึง 200MP เพื่อการซูมระยะไกลที่คมชัด ขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล Snapdragon 8 Elite (3nm) รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มอบประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือชั้นที่สุด พร้อมจอ AMOLED 2K+ ขนาด 6.73 นิ้วที่สว่างเป็นพิเศษ ตัวเครื่องทำงานบน HyperOS 2.0 ซึ่งผสานพลัง AI ภายใต้ชื่อ Xiaomi HyperAI สำหรับฟีเจอร์อัจฉริยะมากมาย เช่น AI Image Enhancement, AI Reflection Removal และ Circle to Search เพื่อยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพและการใช้งานในชีวิตประจำวัน กล้องถ่ายภาพ (Leica Quad Camera) ชุดนี้สามารถบันทึกวิดีโอระดับ 8K และ 4K 120fps ได้อย่างมืออาชีพ ทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้เหมาะสมกับช่างภาพ, ผู้สร้างคอนเทนต์ระดับสูง (Content Creator), และผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่รวมเอาสุดยอดเทคโนโลยีทั้งด้านกล้อง พลังประมวลผล และนวัตกรรม AI ไว้ในเครื่องเดียว OPPO Find X8 Pro: ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนพลัง AI พร้อมกล้อง Dual Periscope Telephoto และชิป Dimensity 9400 OPPO Find X8 Pro ได้รับการออกแบบให้เป็นที่สุดของสมาร์ทโฟนแฟล็กชิปด้วย จุดเด่น ของระบบกล้อง Hasselblad Master Camera System พร้อม ฟีเจอร์พิเศษ กล้องซูม Dual Periscope Telephoto ความละเอียด 50MP ถึงสองตัว (3x และ 6x Optical Zoom) มอบประสบการณ์การซูมระยะไกลที่เหนือชั้นและคมชัด ขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล MediaTek Dimensity 9400 (3nm) พร้อม Trinity Engine เพื่อประสิทธิภาพที่ทรงพลังและเสถียรที่สุด ตัวเครื่องทำงานบน ColorOS 15 ที่มาพร้อมชุดฟีเจอร์ OPPO AI เต็มรูปแบบ ทั้ง AI Telescope Zoom ที่ช่วยเสริมความคมชัดของการซูมดิจิทัล, AI Eraser, AI Unblur และ AI Reflection Remover เพื่อให้การแก้ไขภาพง่ายและรวดเร็ว กล้องถ่ายภาพ ชุดนี้ให้ความละเอียด 50MP ทุกเลนส์พร้อมการปรับแต่งสี Hasselblad ให้ภาพถ่ายมีมิติและความเป็นธรรมชาติ เหมาะสมกับ ช่างภาพและผู้สร้างคอนเทนต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพระยะไกลและคุณภาพสูงสุดในทุกสภาวะ, ผู้ใช้ระดับพรีเมียมที่ต้องการนวัตกรรม AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน, และผู้ที่ต้องการแบตเตอรี่ความจุสูง (5,910 mAh) พร้อมการชาร์จเร็ว vivo X200 Pro: ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนกล้องโปร ด้วย ZEISS Telephoto 200MP และขุมพลัง Dimensity 9400 vivo X200 Pro สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสมาร์ทโฟนด้วยการเป็นเรือธงที่เน้นการถ่ายภาพระดับสูงอย่างแท้จริง จุดเด่น ที่ไม่เหมือนใครคือกล้อง Telephoto 200MP ZEISS APO ซึ่งมาพร้อมกับเลนส์ Periscope ที่ให้รายละเอียดและความคมชัดที่ไม่เคยมีมาก่อน และ ฟีเจอร์พิเศษ ZEISS Multifocal Portrait ที่ช่วยให้การถ่ายภาพพอร์ตเทรตมีความยืดหยุ่นและเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล MediaTek Dimensity 9400 รุ่นล่าสุดขนาด 3nm พร้อมชิปประมวลผลภาพ vivo V3 เพื่อประสิทธิภาพที่รวดเร็วและประหยัดพลังงาน ส่วนความสามารถด้าน AI มาพร้อมกับ AI Erase ที่ลบวัตถุในภาพได้อย่างแม่นยำ และฟีเจอร์แปลภาษาอัจฉริยะใน Funtouch OS 15 กล้องถ่ายภาพ ชุดนี้ร่วมพัฒนากับ ZEISS พร้อมการเคลือบ T* ที่ช่วยลดแสงสะท้อน และยังโดดเด่นด้วยแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 6,000 mAh ทำให้ vivo X200 Pro เหมาะสมกับ ช่างภาพมืออาชีพที่ต้องการความสมบูรณ์แบบของภาพถ่ายพอร์ตเทรต ภาพซูมระยะไกล และผู้ใช้งานระดับพรีเมียมที่ต้องการอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานควบคู่ไปกับประสิทธิภาพระดับท็อป HUAWEI Pura 80 Pro: นิยามใหม่ของสมาร์ทโฟนกล้องโปรด้วยเทคโนโลยี XMAGE และ AI สุดล้ำ HUAWEI Pura 80 Pro สร้างสรรค์นิยามใหม่ของสมาร์ทโฟนระดับเรือธงด้วยการยกระดับการถ่ายภาพไปอีกขั้น จุดเด่น อยู่ที่ชุดกล้อง XMAGE อันทรงพลัง โดยเฉพาะกล้องหลัก Ultra Lighting Camera เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว พร้อมรูรับแสงที่ปรับได้ตั้งแต่ f/1.6 ถึง f/4.0 ควบคู่กับกล้อง Ultra Lighting Macro Telephoto 48MP รูรับแสงกว้างถึง f/2.1 และซูมดิจิทัลได้สูงสุด 100 เท่า ระบบประมวลผล คาดว่าจะขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Kirin 9020 ที่ให้ประสิทธิภาพที่เสถียรและรวดเร็ว พร้อมรองรับความสามารถด้าน AI ในฟีเจอร์ AI Smart Experience ที่เหนือชั้น เช่น AI Remove สำหรับการลบวัตถุในภาพด้วย Generative Fill และ AI Gesture Control ฟีเจอร์พิเศษ ที่ตอบโจทย์การใช้งานระดับพรีเมียม คือ แบตเตอรี่ 5,170 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว HUAWEI SuperCharge 100W และหน้าจอ Kunlun Glass 2.0 ที่ทนทานเป็นพิเศษ ทำให้ HUAWEI Pura 80 Pro เหมาะสมกับ ผู้ที่หลงใหลในการถ่ายภาพในทุกสภาพแสง ผู้สร้างคอนเทนต์ที่ต้องการความสามารถในการซูมระดับสูง และผู้ใช้ระดับพรีเมียมที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่รวมประสิทธิภาพอันทรงพลัง เทคโนโลยี AI ล้ำสมัย และความทนทานไว้ในเครื่องเดียว HONOR Magic V5: นิยามใหม่ของจอพับ! บางที่สุดในโลก พร้อมกล้องซูม 100X HONOR Magic V5 สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนจอพับด้วยการเป็นจุดเด่นด้านการดีไซน์ที่ บางที่สุดในโลก เมื่อพับ (8.8 มม.) และเบาที่สุดในบรรดาจอพับระดับเรือธง พร้อมแบตเตอรี่ Silicon-Carbon 6,100 mAh ซึ่งเป็นฟีเจอร์พิเศษที่ให้ความจุสูงในตัวเครื่องที่เพรียวบาง ระบบประมวลผล ขับเคลื่อนด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 8 Elite มอบประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรองรับการทำงานแบบ Multi-tasking บนหน้าจอภายในขนาด 7.95 นิ้วที่ไร้รอยพับอย่างแท้จริง ด้าน กล้องถ่ายภาพ จัดเต็มด้วยระบบกล้องสามตัว AI Enhanced รวมถึงเลนส์ Periscope Telephoto 64MP ที่รองรับการซูมดิจิทัลได้ถึง 100 เท่า ผสานกับพลัง AI และผู้ช่วยอัจฉริยะ Gemini Live ที่ช่วยจัดการงานบนหน้าจอพับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ HONOR Magic V5 เหมาะสมกับ นักธุรกิจและผู้ใช้ระดับพรีเมียมที่ต้องการสมาร์ทโฟนจอพับที่รวมความบางเบาสุดขีด ประสิทธิภาพระดับเรือธง กล้องซูมที่ทรงพลัง และความอึดของแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ตลอดวัน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกเรือธงในปี 2025 ขึ้นอยู่กับ ไลฟ์สไตล์ ของคุณเพื่อนๆ เป็นหลักครับ เพราะไม่มีสมาร์ทโฟนใดที่ "สมบูรณ์แบบ" เหมาะสำหรับทุกคน มีแต่สมาร์ทโฟนที่ "เหมาะสมที่สุด" สำหรับคุณเท่านั้น ชอบรุ่นไหน ก็ไปหาลองสัมผัสพร้อมรับโปรโมชันสุดคุ้มที่ True Shop กันได้นะครับ

เปิดตัว HUAWEI WATCH GT 6 Series ดึง ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ถ่ายทอดสมาร์ทวอทช์สายแฟชันเหนือระดับ
Read

เปิดตัว HUAWEI WATCH GT 6 Series ดึง ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ถ่ายทอดสมาร์ทวอทช์สายแฟชันเหนือระดับ

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ประกาศเปิดตัวHUAWEI WATCH GT 6 Seriesสมาร์ทวอทช์แฟชันรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์Ride the Windที่ผสานดีไซน์ล้ำสมัยเข้ากับสมรรถนะขั้นสูงอย่างลงตัว พร้อมไฮไลท์พิเศษเปิดตัวใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของเมืองไทย มาร่วมสะท้อนภาพลักษณ์ของสมาร์ทวอทช์แห่งอนาคตที่หรูหราเปี่ยมสไตล์ พร้อมฟีเจอร์ก้าวล้ำเพื่อสายสปอร์ตและแอดเวนเจอร์ โดยเฉพาะกีฬาสายเอ็กซ์ตรีมทั้งวิ่ง ปั่นจักรยาน กอล์ฟและดำนํ้า ด้วยโหมดออกกำลังกายมากกว่า 100 โหมด อีกทั้งยังปลดล็อคข้อมูลสำคัญด้านสุขภาพไปอีกระดับ และเทคโนโลยี TruSleep, Health Insight และ Emotional Wellbeing พร้อมแบตเตอรี่ยาวนาน 21 วัน และรองรับการใช้งานคู่กับสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI Health วางจำหน่ายแล้วในราคาเริ่มต้น 6,990 บาท พร้อมของสมนาคุณรวมมูลค่าสูงสุด 8,146 บาท เมื่อซื้อระหว่าง 2 ตุลาคม 2568 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ร้านค้าที่ร่วมรายการ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ จากการจัดแสดงนวัตกรรมที่นำเสนอความโดดเด่นของ HUAWEI WATCH GT 6 Series ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแฟชันสเตทเมนต์และผู้ช่วยดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมอีกหนึ่งไฮไลท์คือการเปิดตัว ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ในฐานะตัวแทนของ HUAWEI WATCH GT 6 Series สะท้อนถึงวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของหัวเว่ยในการขับเคลื่อนFashion Forwardของสมาร์ทวอทช์แห่งอนาคต ด้วยภาพลักษณ์ผู้นำเทรนด์และสไตล์อันโดดเด่นของใบเฟิร์น จึงเป็นตัวแทนที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยพลัง กล้าท้าทายขีดจำกัด และใส่ใจในทุกมิติของชีวิตอย่างมีสไตล์และสุขภาพดีในแบบฉบับของตนเอง โดยใบเฟิร์น ได้ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ HUAWEI WATCH GT 6 Series ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหาอุปกรณ์สวมใส่ซึ่งมีมากกว่าฟังก์ชันพื้นฐานด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ยกระดับสไตล์และบุคลิกภาพของผู้ใช้งานได้อย่างไร้รอยต่อ เทคโนโลยีที่ผสานไฮแฟชัน สู่สุนทรียะบนข้อมือ HUAWEI WATCH GT 6 Series ยังคงสะท้อนแนวคิดFashion Forwardที่ผสาน 3 สิ่งคือ Design Forward, Health Forward และ Sports Forward โดยมาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ยกระดับขอบจอให้กว้างขึ้น สะท้อนความโฉบเฉี่ยวและพรีเมียม ด้วยแนวคิดBoundless Geometric Aestheticและขอบหน้าปัดแบบยกสูงที่ปรับตำแหน่งตัวเลขไปด้านข้าง ทำให้หน้าจอมีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องที่สูงขึ้น มอบมุมมองที่กว้างขวางและดื่มด่ำยิ่งขึ้น HUAWEI WATCH GT 6 Pro (46 มม.)มาพร้อมดีไซน์พรีเมียม ตัวเรือนไทเทเนียมอัลลอยเกรดการบิน เคลือบสารกันรอยขีดข่วนและทนทานต่อการกัดกร่อนจากเหงื่อและน้ำทะเล กระจก Sapphire Glass ทนทานต่อรอยขีดข่วน และฝาหลังเซรามิกนาโนคริสตัล หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.47 นิ้ว ขอบบางคมชัด มีให้เลือก 3 สไตล์ ได้แก่ สายไทเทเนียม, สายผ้าคอมโพสิตสีน้ำตาล และสายฟลูออโรอีลาสโตเมอร์สีดำ HUAWEI WATCH GT 6 (46 มม.)โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่แข็งแรงและเป็นผู้ใหญ่ หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.47 นิ้ว พร้อมขอบหน้าปัดแบบยกสูงและกรอบกลางทรงแปดเหลี่ยม มีให้เลือกทั้งสายผ้าคอมโพสิตสีเขียว และสายหนังวีแกนคอมโพสิตสีเทา HUAWEI WATCH GT 6 (41 มม.)นำเสนอความสง่างามที่คล่องตัวและกะทัดรัด หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.32 นิ้ว พร้อมขอบหน้าปัดตัวเลขโรมันสุดหรู และเป็นรุ่นแรกที่มาพร้อมสลักยึดสายแบบหมุนได้ ที่โค้งรับกับข้อมือเล็กได้อย่างพอดี มีให้เลือกทั้งสายหนังวีแกนคอมโพสิตสีขาว, สายฟลูออโรอีลาสโตเมอร์สีม่วง และสายโลหะ Milanese Gold ทุกรุ่นมาพร้อมหน้าจอที่สว่างขึ้นด้วยความสว่างสูงสุดถึง 3000 nitsทำให้มองเห็นข้อมูลได้ชัดเจนแม้ภายใต้แสงแดดจ้า และระบบEasyFit 3.0ช่วยให้เปลี่ยนสายได้อย่างง่ายดาย เพียงกดปุ่มเดียวก็สามารถปรับเปลี่ยนสไตล์ได้ตามต้องการ ฟีเจอร์สุดล้ำเพื่อการออกกำลังกายระดับโปร HUAWEI WATCH GT 6 Series อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีเพื่อการออกกำลังกายระดับมืออาชีพ ด้วยโหมดออกกำลังกายขั้นสูงกว่า 100 รูปแบบครอบคลุมตั้งแต่การวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ สกี กอล์ฟ ไปจนถึงการออกกำลังกายในร่ม พร้อมโค้ช AI ส่วนตัวที่ช่วยวิเคราะห์และแนะนำโปรแกรมเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ระบบ HUAWEI Sunflower Positioning System 2.0ยังยกระดับความแม่นยำในการระบุตำแหน่งจาก 10 เมตร เป็น 8 เมตร ด้วยการรองรับดาวเทียม 6 ระบบ ทำให้ทุกการผจญภัยเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัยแม้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย อีกทั้งยังมอบประสบการณ์การปั่นจักรยานที่เหนือกว่า ด้วยการเป็นสมาร์ทวอทช์เรือนแรกของวงการที่รองรับCycling Virtual Powerซึ่งคำนวณกำลังเสมือนจริงด้วยความแม่นยำเทียบเท่ามิเตอร์วัดกำลังระดับโปร โดย HUAWEI WATCH GT 6 Pro ยังมีโหมด Advanced Outdoor Sportsสำหรับนักวิ่งเทรล นักสกี และนักกอล์ฟ ที่จะได้รับประสบการณ์ที่เหนือกว่า ด้วยการติดตามตำแหน่งที่แม่นยำ แผนที่สนามกอล์ฟแบบซูมคมชัด การวิเคราะห์ข้อมูลการวิ่งเทรลอย่างละเอียด และข้อมูลการเล่นสกีที่แม่นยำยิ่งขึ้น ผู้ช่วยดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ในด้านการดูแลสุขภาพ HUAWEI WATCH GT 6 Series พร้อมดูแลสุขภาวะของคุณอย่างรอบด้าน ทั้งระบบ TruSense ใหม่ล่าสุดที่ยกระดับการตรวจวัดสุขภาพให้แม่นยำและครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมถึงการติดตามคุณภาพการนอนหลับเชิงลึกด้วยTruSleepการให้ข้อมูลเชิงลึกด้านสุขภาพแบบองค์รวมผ่านHealth Insightและระบบจัดการสุขภาพทางอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นด้วยEmotional Wellbeing แบบใหม่ วิเคราะห์ 12 สภาพอารมณ์ซึ่งช่วยตรวจจับและประเมินความเครียดและอารมณ์แบบเรียลไทม์ พร้อมให้คำแนะนำในการผ่อนคลายและจัดการกับความรู้สึก ช่วยเสริมการดูแลสมดุลทางอารมณ์และจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน แบตเตอรี่ทรงพลัง ยาวนานสูงสุด 21 วัน หัวเว่ยพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบHigh-silicon stackedที่เพิ่มความหนาแน่นของแบตเตอรี่ได้ถึง 37% และเพิ่มความจุได้ถึง 65% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้ HUAWEI WATCH GT 6 Series สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 21 วัน ในโหมดใช้งานทั่วไป (สำหรับรุ่น 46 มม.) และ 14 วัน (สำหรับรุ่น 41 มม.) ลดปัญหาการชาร์จบ่อย มอบอิสระในการใช้งานได้เต็มที่ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเดินทาง หรือการผจญภัยระยะยาว HUAWEI WATCH GT 6 Series วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทย โดย HUAWEI WATCH GT 6 Pro (46 มม.) ราคาเริ่มต้น 10,490 บาท มีให้เลือกทั้งสีดำ สีน้ำตาล และสีไทเทเนียม ส่วน HUAWEI WATCH GT 6 (46 มม.) ราคาเริ่มต้น 6,990 บาท มาพร้อมสีเขียว และสีดำ และ HUAWEI WATCH GT 6 (41 มม.) ราคาเริ่มต้น 6,990 บาท มีให้เลือกในสีม่วง สีขาวสายหนัง และสีทอง Milanese Gold พิเศษ!เมื่อซื้อระหว่าง2 ตุลาคม 2568 2 พฤศจิกายน 2568รับของสมนาคุณมูลค่ารวมสูงสุด8,146 บาท อาทิ HUAWEI FreeBuds 6i (สีขาว) มูลค่า 4,299 บาท, HUAWEI Health+ Membership 3 เดือน มูลค่า 357 บาท และฟีเจอร์กอล์ฟระดับพรีเมียม มูลค่า 3,490 บาท พร้อมประกันภัย ALive Powered by AIA คุ้มครองชีวิตจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ 1 ปี สูงสุด 200,000 บาท

Back to Seventeen
Watch

Back to Seventeen