TrueID
TH
Reset
Search results for “#Xiaom17TPro” - TrueID
Top Result
Watch
Shorts
Game
Privilege
Read
รีวิวจอเกมมิ่ง XIAOMI G27i เล่นเกม PC 165HZ PS5 120HZ ในราคา 4,XXX บาท
ใครที่กำลังหาจอเกมมิ่งเล่นเกมทำงานเล่นทั้ง PC และ คอนโซล PS5 / XBOX Series / Nintendo Switch เป็นจอความบันเทิงส่วนบุคคลขนาด 27 นิ้ว ลุงแมวได้ลองจอของ XIAOMI ชื่อรุ่นว่า G27i เป็นจอเล่นเกมโดยเฉพาะ โดยมีฟีเจอร์คือ - Refresh Rate ที่ 165HZ ถ้าต่อกับ PC และกับ PS5 ได้เฟรมได้สูงสุด 120 HZ ภาพนิ่งนวลตา - มีสองพอร์ตคือ HDMI 2.0 และ Display Port 1.4 และพอร์ตเสียง Audio Out สำหรับต่อลำโพง หูฟังได้ - เป็น Gaming Monitor เกรด เพราะฉะนั้นจะมีฟีเจอร์ปรับภาพเฉพาะสำหรับเกมแต่ละแนว การปรับความสว่างเพื่อเห็นคู่ต่อสู้ ปรับ Response Time ได้ สูงสุดที่ 1MS GTG - รองรับ Freesync แบบ Premium ทำให้หน้าจอไม่ฉีกขาดระหว่างเล่นเกม - สี โปร 8 Bit แม่นยำสูง SRGB 99% ใช้ทำงาน กราฟิกสีไม่เพี้ยน สีสันสดใส สีอิ่ม - รองรับ HDR 10 - 178 องศามุมมองกว้าง นั่งเล่นเกมทำงานได้หลายมุม - มีโหมด Low Blue Light ถนอมสายตา - ขาตั้งปรับได้ ประกอบง่าย น้ำหนักเบา ในกล่องมีตัวจอ ที่สามารถติดตั้งแบบ Wall Mounted ก็ได้ ตัวฐานเหล็ก คู่มือ สาย HDMI อุปกรณ์ติดตั้งมาให้ในกล่องเลย - ราคาดีมาก 4,790 บาท ใครตามหาจอราคาประหยัดเล่นเกมทำงาน PC PS5 ดูหนัง ท่องเว็บ น่าสนใจครับผม XIAOMI G27i . ดูรายละเอียดได้ที่ Shopee : https://bit.ly/47c7Hue Lazada : https://s.lazada.co.th/a.QUY #xiaomithailand #xiaomithailandstore #xiaomimonitor #xiaomimonitorG27i #XiaomiHomeAppliances
Online Station • 5 Sep 2024
รีวิว Xiaomi 17T Pro กล้องซูม Telephoto 5 เท่า แบตอึด 7,000 mAh ถ่ายรูปโคตรดี
มพามาดูทั้งตัวเครื่อง Xiaomi 17T และ Xiaomi 17T Pro สรุปจุดเด่นและข้อแตกต่างแบบชัดๆ
ExtremeIT • 10 Aug 2026
เครื่องซักผ้า Xiaomi แค่ 4,666 บาทฝาบน 13kg ต่อ WiFi ได้ ถูกเกิ๊นนนน
Xiaomi Mijia Top Load Washer 13Kg
ExtremeIT • 16 Jul 2026
Xiaomi 17T Vs Samsung S26 ต่างกันเป็นหมื่น ตัวรองเรือธง เลือกเครื่องไหนดี?
มวยรองเรือธงปะทะกันระหว่าง Xiaomi 17T ตัวคุ้มราคาประหยัด และ Samsung Galaxy S26 ตัวท็อปไซส์มินิ
ExtremeIT • 10 Aug 2026
Read
realme เดินหน้าสนับสนุนเกมเมอร์และวงการอีสปอร์ต ยกทัพ realme 16 Series 5G ร่วมสร้างสีสันในงานแฟนมีต "Bacon The Memory"
กรุงเทพฯ 13 กรกฎาคม 2569 – realme (เรียลมี) แบรนด์สมาร์ตโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก สานต่อความมุ่งมั่นในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ผ่านวงการอีสปอร์ต ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของทีม Bacon Time พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานแฟนมีตติ้งสุดพิเศษ “Bacon The Memory” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ณ ชั้น 3 True Digital Park Grand Hall เพื่อพาแฟน ๆ ย้อนกลับไปสัมผัสทุกเรื่องราวและความทรงจำตลอดเส้นทางของทีม Bacon Time โดยภายในงาน realme เตรียมยกทัพ realme 16 Series 5G มาร่วมสร้างสีสัน พร้อมกิจกรรมและประสบการณ์สุดพิเศษให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุกอย่างเต็มอิ่มตลอดทั้งงานไม่ใช่แค่ Fan Meet แต่คือ Lifetime Memory กับ The Unseen Showcaseงานนี้ไม่ใช่แค่แฟนมีตทั่วไป แต่เป็นการพาทุกคนย้อนเวลากลับไปบนเส้นทางการเติบโตของ Bacon Time เพื่อร่วมฉลองความรัก ความผูกพันที่เติบโตมาด้วยกันผ่านทุกช่วงเวลา ทั้งความสำเร็จ ความผิดหวัง รอยยิ้ม น้ำตา และทุกก้าวสำคัญที่สร้างขึ้นร่วมกัน ภายใต้แนวคิด Our Story เปิดเรื่องราวกว่าจะมาเป็นทีมอีสปอร์ตชั้นนำ Our Moment ย้อนรำลึกช่วงเวลาสำคัญของการเดินทาง และ The Memory เก็บทุกความทรงจำที่ Bacon Time และแฟนคลับจะจดจำร่วมกันตลอดไปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ! กับกิจกรรมไฮไลต์ในงาน The Unseen Showcase ที่เหล่านักแข่ง Bacon Time จะก้าวออกจากบทบาทและคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง มามอบการแสดงชุดพิเศษ พร้อมเปิดเผยเรื่องราวตลอดการใช้ชีวิตกับสโมสรที่ไม่เคยบอกเล่าที่ไหนมาก่อน วันนี้ วันเดียวเท่านั้น! นี่ไม่ใช่โชว์ที่จะดูย้อนหลังได้ และไม่ใช่โชว์ที่จะจัดซ้ำอีกที่ไหน แต่จะเป็นประสบการณ์ครั้งเดียวในชีวิตเพื่อแฟน ๆ ในงานโดยเฉพาะ นอกจากนี้ realme ในฐานะสปอนเซอร์หลักของทีม Bacon Time จะนำผลิตภัณฑ์ realme 16 Series 5G มาร่วมกิจกรรมและมอบเป็นของรางวัลสุดพิเศษให้กับแฟน ๆ ที่มาร่วมงานอีกด้วยrealme 16 Series 5G สมาร์ตโฟนคู่ใจของเกมเมอร์ยุคใหม่ในฐานะแบรนด์สมาร์ตโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเล่นเกมและการสนับสนุนวงการอีสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง realme มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความลื่นไหล และการใช้งานจริงของเกมเมอร์ทุกระดับ โดย realme 16 Series 5G คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนแนวคิด ดังกล่าวได้อย่างลงตัวเริ่มจาก realme 16 Pro Series 5G ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพ ระดับเรือธง โดย realme 16 Pro+ 5G นำเสนอที่สุดของประสบการณ์ด้านการเล่นเกม ด้วยชิปเซ็ต Snapdragon® 7 Gen 4 ที่มอบประสิทธิภาพอันทรงพลัง ขณะที่ realme 16 Pro 5G มาพร้อมชิปเซ็ต Dimensity 7300-Max รองรับการเล่นเกมสูงสุด 120FPS พร้อมระบบระบายความร้อนที่ได้รับการพัฒนา เพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ และแบตเตอรี่ 7000mAh ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน ช่วยให้การเล่นเกมลื่นไหล ตอบสนองรวดเร็ว และรักษาเฟรมเรตได้อย่างเสถียรขณะที่ realme 16 5G ยังคงมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ลื่นไหลไม่แพ้กัน ด้วยชิปเซ็ต Dimensity 6300 5G ที่ให้การตอบสนองรวดเร็ว รองรับการเล่นเกมได้อย่างเสถียร ผสานหน้าจอ 120Hz Eye Comfort Display ที่แสดงผลคมชัดและลื่นไหล เสริมด้วยแบตเตอรี่ Titan 7000mAh เบาที่สุดในกลุ่มแบตเตอรี่ 7000mAh โดยเบาเพียง 183 กรัม นอกจากนี้ยังใช้งานได้ยาวนาน 6 ปี และระบบระบายความร้อน AirFlow VC Cooling ขนาด 6,050 ตารางมิลลิเมตร พร้อมแผ่นกราไฟต์ระบายความร้อน ช่วยรักษาประสิทธิภาพของเครื่อง แม้เล่นเกมต่อเนื่องเป็นเวลานานนอกจากนี้ realme ยังได้ขยายไลน์อัปสมาร์ตโฟนสายเกมด้วย realme P4 Series ที่เปิดตัวล่าสุด ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ลื่นไหล ด้วยแบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่ หน้าจอรีเฟรชเรตสูง และ AI Gaming Booster ที่ช่วยเพิ่มความเสถียรในการเล่นเกม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ realme ในการสนับสนุนเกมเมอร์ผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และส่งมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ยอดเยี่ยม ในทุกระดับราคาทุกความประทับใจภายในงาน เก็บได้ครบด้วย realme 16 Series 5Gควบคู่ไปกับประสบการณ์การเล่นเกมที่ลื่นไหล realme 16 Series 5G ยังนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุด ของการเล่นเกมและการถ่ายภาพ โดย realme 16 Pro+ 5G และ realme 16 Pro 5G ยกระดับการเก็บทุกโมเมนต์ด้วยกล้อง FullFocal 200MP พร้อม LumaColor รุ่นแรกของอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีพอร์ตเทรตระดับโปร ช่วยบันทึกภาพได้อย่างคมชัด สีสันสมจริง และเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน แม้ในสภาพแสงที่ท้าทาย ขณะที่ realme 16 5G มาพร้อมกล้อง AI 50MP และ Selfie Mirror เจ้าแรกของอุตสาหกรรม ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ด้วยกล้องหลังเป็นเรื่องง่าย พร้อมภาพที่คมชัด และสวยงามในทุกช็อตrealme 16 Pro 5Gนอกจากนี้ realme ยังชวนแฟน ๆ Bacon Time ร่วมลุ้นรับบัตรเข้าร่วมงาน “BACON THE MEMORY” จำนวน 10 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 799 บาท เพียงร่วมกิจกรรมผ่านช่องทาง Facebook ของ realme Thailand ด้วยการแชร์โพสต์กิจกรรม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความประทับใจที่มีต่อทีม Bacon Time พร้อมติดแฮชแท็กที่กำหนด ตั้งแต่วันนี้ – 19 กรกฎาคม 2569 โดยจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ผ่าน Facebook: realme (TH)ติดตามข่าวสารกิจกรรมต่าง ๆ จาก realme Thailand ผ่านช่องทางFacebook: https://www.facebook.com/realmeTHInstagram: https://www.instagram.com/realme_thailandTiktok: https://www.tiktok.com/@realme_thailandTwitter: https://twitter.com/realmeTHYoutube: https://www.youtube.com/@realmeThailandTH[ข่าวประชาสัมพันธ์]
Online Station • 15 Jul 2026
Black Desert Online [ Guide ] Dosa PVE คอมโบสุดท้ายก่อน อเวคเข้า
สำหรับคลิปนี้สำหรับคนที่ขอเข้าตอนสตรีมนะครับ น่าจะไฟนอลแล้วก่อนที่ อเวคโดซาจะเข้าในเดือนหน้านี้ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ สมัครสมาชิกรายเดือน รับสิทธิพิเศษมากมาย เริ่มต้นเพียง 50 บาทต่อเดือน สมัครได้แล้วจ้า https://bit.ly/2VLdYZy ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ช่องทางหลัก Youtube http://www.youtube.com/fixgamingth ช่องTwitch.tv https://www.twitch.tv/fixgamingth ช่อง Sooplive https://www.sooplive.com/fixgamingth เข้ามาคุยกันได้ใน Discord นะครับ https://bit.ly/3ALEsQT ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ใครที่ทำช่อง Youtube และสนใจเข้าสังกัด Online Station สมัครได้ที่นี่ : http://caster.online-station.net #OnlineStation ช่วยให้ช่องคุณเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ Spec -Internet- Fttx 3bb Download 1000mb / Upload 500mb -PC- CPU: Intel Core i5 12500 4Gbz M/B : Gigabyte M660 Gaming X RAM :Hyper X Fury DDR5 32GB/5600mhz VGA : Galax RTX 3070TI SSD : Kingston 1024GB Monitor : Acer XF240H 24" 144hz -GamingGear- Keyboard : Hyper X Alloy FPS Pro Mouse : Logitech G Pro Wireless Mouse pad : Logitech G640 45x45CM HEADSET : HyperX Cloud lll ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬
Online Station • 31 Aug 2024
Read
เมื่อธุรกิจมือถือเริ่มอ่อนแรง Xiaomi กำลังเดิมพันอนาคตกับ EV และ AI
#ทันหุ้น-เมื่อธุรกิจมือถือเริ่มชะลอ Xiaomi กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จาก “แบรนด์มือถือคุ้มค่า” สู่บริษัทเทคโนโลยีที่มี EV และ AI เป็นแกนหลักในอนาคต งบ 4Q25 จึงไม่ใช่แค่ผลประกอบการรายไตรมาส แต่สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจน จากฮาร์ดแวร์ที่แข่งขันด้านราคา ไปสู่แพลตฟอร์มเทคโนโลยีระยะยาวข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าตัวเลข headline ของงบครั้งนี้ดูเหมือนจะ “ไม่ได้แย่” รายได้อยู่ที่ 116.9 พันล้านหยวน เติบโต 7.3%YoY แม้จะเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดตั้งแต่ปี 2023 แต่ก็ยังทำได้ตามที่ตลาดคาดไว้ ขณะที่กำไรสุทธิลดลง 24%YoY ซึ่งฟังดูแรง แต่ในเชิงความคาดหวังถือว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ประมาณ 10% ภาพรวมจึงออกมาในลักษณะที่เรียกว่า mixed คือไม่ได้ดีชัดเจน แต่ก็ไม่ได้แย่จนผิดหวัง อย่างไรก็ตาม หากเรามองลึกลงไปใน “โครงสร้างของกำไร” จะเห็นสัญญาณที่สำคัญมากกว่าตัวเลข headline หลายเท่าธุรกิจสมาร์ทโฟนซึ่งเคยเป็นหัวใจของ Xiaomi กำลังเผชิญแรงกดดันทั้ง ต้นทุนที่สูงขึ้นและยอดขายที่ชะลอ แม้บริษัทพยายามขยับสู่ตลาดพรีเมียมจนราคาขายเฉลี่ย (ASP) เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนชิปหน่วยความจำ (DRAM และ NAND) ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ผลกระทบทำให้ gross margin ลดลงเหลือ 8.3% จาก 12% ในปีก่อน ขณะที่ยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนหดตัว 11.5% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า สะท้อนการแข่งขันที่ยังรุนแรงและอุปสงค์ที่ไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิมสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “กำไรลดเพราะต้นทุนสูง” แต่สะท้อนว่า ธุรกิจหลักเดิมของ Xiaomi กำลังถูกบีบ margin อย่างมีนัยสำคัญ และอาจไม่ใช่เครื่องจักรทำกำไรเหมือนในอดีต นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนเริ่มโฟกัส “ธุรกิจใหม่” มากขึ้น โดยเฉพาะ EV ซึ่งกลายเป็นจุดสนใจหลักในงบไตรมาสนี้สิ่งที่น่าสนใจคือธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของ Xiaomi ไม่ได้แค่เติบโต แต่เริ่ม “พิสูจน์ตัวเอง” ในเชิง unit economics ได้แล้ว ใน 4Q25 บริษัทส่งมอบรถได้ถึง 145,115 คัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับ gross margin ที่สูงถึง 24.3% ซึ่งสูงกว่าธุรกิจมือถืออย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือธุรกิจ EV สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 1.1 พันล้านหยวน ในไตรมาสเดียว ส่งผลให้ทั้งปี 2568 พลิกมามีกำไรได้ที่ 900 ล้านหยวน จุดนี้ถือเป็น turning point ที่สำคัญ ที่ narrative ของ Xiaomi เปลี่ยนจาก “เผาเงินสร้างธุรกิจใหม่” เป็น “เริ่มสร้างกำไรจากธุรกิจใหม่แล้ว” โดยเป้าส่งมอบรถ 550,000 คันในปี 2569 และแผนบุกยุโรปปี 2570 สะท้อนการเดิมพันจริงจังกับ S-Curve ใหม่อย่าง EVในขณะเดียวกัน การลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะในรูปแบบของ Agentic AI ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดย Capex ที่เพิ่มเป็น 18.2 พันล้านหยวน ไม่ได้แค่ขยายการผลิต แต่เป็นการสร้าง ecosystem เชื่อมสมาร์ทโฟน รถยนต์ และ IoT เข้าด้วยกัน เพื่อ transform สู่ AI-driven platform ตามทิศทางบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่างไรก็ตาม ช่วงรอยต่อนี้เองทำให้หุ้น Xiaomi ยังไม่กลับเป็นขาขึ้น แม้ธุรกิจ EV จะมีอนาคต แต่ธุรกิจสมาร์ทโฟนซึ่งยังเป็นรายได้หลักถูกกดดันจากต้นทุน ขณะที่ EV ก็เผชิญสงครามราคาในจีน ทำให้ตลาดยังไม่มั่นใจว่าธุรกิจใหม่จะชดเชยการชะลอตัวของธุรกิจเดิมได้เร็วพอ ส่งผลให้หุ้นปรับฐานลงกว่า 40% จากจุดสูงสุดในเชิงโครงสร้าง Xiaomi จึงเหมือนมี “สองโลกในบริษัทเดียว” คือธุรกิจเดิมที่ถูกกดดันตามวัฏจักร กับธุรกิจใหม่ที่เติบโตสูงแต่ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง โดยนักลงทุนควรโฟกัสความสามารถในการ scale ธุรกิจ EV พร้อมรักษา margin ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง มากกว่าดูแค่กำไรระยะสั้นสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการเข้าถึงธีมการเติบโตนี้ ปัจจุบันสามารถลงทุนใน Xiaomi ได้ผ่าน DR อย่าง XIAOMI01 ซึ่งช่วยให้สามารถซื้อขายผ่านตลาดหุ้นไทยด้วยเงินบาทโดยไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศ ทำให้เข้าถึงหุ้นเทคโนโลยีจีนที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ง่ายขึ้นท้ายที่สุด Xiaomi ในวันนี้อาจไม่ใช่หุ้นที่มี story ชัดเจนในระยะสั้น แต่เป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงเดิมพันอนาคตว่าบริษัทจะสามารถเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ไปเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่มี EV และ AI เป็นแกนกลางได้หรือไม่ หากทำได้ upside ในระยะยาวอาจมีนัยสำคัญ
ทันหุ้น • 26 Mar 2026
Read
PlayStation เปิดตัวแชวอน จากวง Le Sserafim เพื่อโปรโมตแคมเปญ Love of Play ช่วงปีใหม่
หลังจากที่เมื่อวันก่อนทาง PlayStation ได้บอกใบ้ถึงพรีเซนเตอร์หญิงคนใหม่ที่กำลังมีแผนจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ ล่าสุดวันนี้ก็มีการเฉลยออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ นั่นก็คือ คิมแชวอน (Kim Chaewon) ไอดอลสาวจากวงเคป๊อปเกาหลีใต้ Le Sserafim ตำแหน่งหัวหน้าวงนั่นเอง โดยเธอจะมาร่วมโปรโมตแคมเปญที่มีชื่อว่า Love of Play เพื่อเป็นการต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2026 รวมถึงโปรโมตคอลเลกชั่นสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง PlayStation x Wiggle Wiggle อีกด้วยอนึ่ง แคมเปญ Love of Play จะเป็นการนำเสนอผ่านคลิปวิดีโอทั้งหมด 4 ตอน โดยจะมีชื่อแต่ละตอนว่า Family, Friends, Sisters และ Solo เพื่อน ๆ สามารถชมคลิปโปรโมตตอน Family ได้ที่ด้านล่างครับ (ส่วนตอนที่ชื่อ Friends, Sisters และ Solo จะมีกำหนดเผยแพร่บนช่อง https://www.youtube.com/@PlayStationAsia ในวันที่ 4, 5 และ 6 กุมภาพันธ์ ตามลำดับ)นอกจากนี้ก็ยังมีโปรโมชันพิเศษต้อนรับปีใหม่อย่าง PlayStation Festive New Year Sale 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 6-19 กุมภาพันธ์ 2026 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) ณ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ พร้อมเอาใจคอเกมด้วยส่วนลดเครื่องคอนโซลและอุปกรณ์เสริม ประกอบไปด้วยเครื่อง PS5 มอบส่วนลด 1,800 บาทเครื่อง PS5 Pro มอบส่วนลด 1,800 บาท และแถมฟรี UHD Blu-ray Disc Drive มูลค่า 3,790 บาทPlayStation VR2 มอบส่วนลด 3,600 บาทPlayStation Portal มอบส่วนลด 700 บาทจอย DualSense รุ่นปกติ ทุกสี (ยกเว้นสีพิเศษและลายลิมิเต็ด) มอบส่วนลด 500 บาทส่วนลดอีกมากมายสำหรับเกมยอดฮิตบน PS5 อย่าง Ghost of Yotei, Death Stranding 2: On The Beach, Astro Bot, Marvel’s Spider-Man 2 และ God of War Ragnarökปิดท้ายด้วยสินค้าพิเศษสำหรับสายไลฟ์สไตล์ โดย PlayStation จับมือกับ Wiggle Wiggle แบรนด์ยอดฮิตจากเกาหลี เปิดตัวคอลเลกชั่นสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแคมเปญ Love of Play ประกอบไปด้วย รองเท้าสลิปเปอร์ใส่ในบ้านแบบซักได้ลาย PlayStation, ตัวหนีบอะคริลิก (เซ็ต 2 ชิ้น) และที่รองแก้วอะคริลิก โดยแฟน ๆ PlayStation สามารถเป็นเจ้าของสินค้ารุ่นลิมิเต็ดนี้ได้ง่าย ๆ เพียงเข้าร่วมกิจกรรมบนช่องทางโซเชียลมีเดียของ PlayStation ที่จะจัดขึ้นในช่วงแคมเปญ ผ่านทางลิงค์ https://www.instagram.com/playstationasia/?hl=enแปลและเรียบเรียงจากhttps://blog.playstation.com/2026/02/02/20260203-lny/https://blog.playstation.com/2026/02/02/20260203-lny2/
Online Station • 3 Feb 2026
Read
Honkai: Star Rail ประกาศอัปเดตสเปกอุปกรณ์เตรียมพร้อมต้อนรับการมาของเวอร์ชัน 4.0
ในปีนี้นั้นเหล่าผู้บุกเบิกก็เตรียมตัวที่จะได้ก้าวเข้าสู่ Honkai: Star Rail เวอร์ชัน 4.0 พร้อมกับไปเยือนดาวใหม่อย่าง Planarcadia กันแล้ว! ซึ่งในการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการอัปเดตเนื้อหาและประสิทธิภาพของเกมในเวอร์ชันต่อไปนั้น ทาง HoYoverse ก็ได้ออกมาประกาศอัปเดตสเปกอุปกรณ์ที่รองรับและสเปกที่แนะนำของตัวเกม Honkai: Star Rail เพิ่มแล้ว!ทั้งนี้อ้างอิงจากโพสต์ใน HoYoLAB นั้นก็ได้มีการระบุว่า อุปกรณ์ที่ต่ำกว่าสเปกที่รองรับขั้นต่ำนั้น"อาจจะยัง"สามารถเข้าสู่ตัวเกมได้แต่ความเสถียรในการเล่นอาจจะลดลง โดยผู้เล่นอาจจะประสบปัญหาต่าง ๆ เช่น เกมค้าง เกมขัดข้อง เป็นต้นสเปกที่แนะนำใหม่สำหรับตัวเกม Honkai: Star Rail เวอร์ชัน 4.0PCอุปกรณ์: Intel® Core™ i7/RAM 16GB/การ์ดจอแยก การ์ดจอ Nvidia GeForce GTX1060 6GB หรือสูงกว่าระบบ: Windows 10 64-bit ขึ้นไปDirectX เวอร์ชัน: 11Androidอุปกรณ์: อุปกรณ์ Android ที่ใช้ SoC ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือสูงกว่า Snapdragon 870 (Adreno 650), Dimensity 1300 (Mali-G77 MC9) หรือ Kirin 9000 (Mali-G78 MP24)RAM: 6GB ขึ้นไประบบ: Android 9 ขึ้นไปiOSอุปกรณ์: iPhone 11 ขึ้นไปiPad (รุ่นที่ 9 ปี 2021 ชิป A13) หรือสูงกว่าiPad mini (รุ่นที่ 6 ปี 2021 ชิป A15) หรือสูงกว่าiPad Pro 11 นิ้ว (รุ่นที่ 3 ปี 2021 ชิป M1) หรือสูงกว่าระบบ: iOS 13.0 ขึ้นไปสเปกที่รองรับใหม่สำหรับตัวเกม Honkai: Star Rail เวอร์ชัน 4.0PCอุปกรณ์: Intel® Core™ i5/RAM 8GB/การ์ดจอแยก การ์ดจอ Nvidia GeForce GTX1050 หรือสูงกว่าระบบ: Windows 10 64-bit ขึ้นไปDirectX เวอร์ชัน: 11Androidอุปกรณ์: อุปกรณ์ Android ที่ใช้ SoC ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือสูงกว่า Snapdragon 835 (Adreno 540), Dimensity 720 (Mali-G57 MC3) หรือ Kirin 810 (Mali-G52 MP6)RAM: 4GB ขึ้นไประบบ: Android 9 ขึ้นไปความเข้ากันได้: ไม่รองรับ GPU สถาปัตยกรรม PowerVR ทั้งหมด ยกเว้น Imagination D-SeriesiOSอุปกรณ์iPhone 8 Plus หรือสูงกว่าiPad (รุ่นที่ 7 ปี 2019 ชิป A10) หรือสูงกว่าiPad Pro 10.5 นิ้ว (ปี 2017 ชิป A10X) หรือสูงกว่าระบบ: iOS 13.0 ขึ้นไปอุปกรณ์ที่รองรับ PlayStation®PlayStation®5ที่มา : hoyolab
Online Station • 5 Jan 2026
Read
แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน มกราคม 2569
สวัสดีปีใหม่เพื่อนๆ ชาว True ID ทุกท่าน ปีใหม่ปีนี้ มาเริ่มต้นกันด้วยมือถือเปิดตัวใหม่ในช่วงเดือนที่ผ่านมากันครับ ซึ่งเริ่มต้นปีแบบนี้ ใครที่กำลังมองหามือถือเครื่องใหม่ไว้ประจำกาย บอกเลยว่ามีที่น่าสนใจมากมายหลายรุ่นกันเช่นเคย แต่จะมีรุ่นไหนน่าสนใจกันบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยครับ Xiaomi 17 Ultra เริ่มกันที่ Xiaomi 17 Ultra ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการถ่ายภาพบนมือถือด้วยการเปิดตัวชุดกล้องหลัง 3 ตัวที่ร่วมพัฒนากับ Leica ซึ่งเป็นจุดเด่นหลักที่ปฏิวัติวงการ โดยมีกล้อง Periscope Telephoto ความละเอียดสูงถึง 200MP (เซ็นเซอร์ Samsung HPE) ที่รองรับ การซูมแบบออปติคัลต่อเนื่อง (Continuous Optical Zoom) และกล้องหลัก 50MP เซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว Light Fusion 1050L ที่ใช้เทคโนโลยี LOFIC เพื่อเพิ่ม Dynamic Range อย่างมหาศาล ขณะที่ด้านประสิทธิภาพถูกขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตเรือธงแห่งปีอย่าง Snapdragon 8 Elite Gen 5 SoC และระบบปฏิบัติการ HyperOS 3.0 ที่มาพร้อมฟีเจอร์ AI ที่ฉลาดล้ำ นอกจากนี้ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนขนาดใหญ่ถึง 6,800mAh ซึ่งถือเป็นความจุที่ไม่เคยมีมาก่อนในรุ่น Ultra พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบมีสาย 90W และไร้สาย 50W ทำให้มั่นใจได้ทั้งพลังงานและความเร็วในการประมวลผล นอกจากรุ่นมาตรฐานแล้ว Xiaomi 17 Ultra Leica Edition ยังสร้างความฮือฮาด้วยการเสริมฟีเจอร์ที่เน้นประสบการณ์การถ่ายภาพแบบคลาสสิกด้วย "วงแหวนซูมแบบกลไก" (Mechanical Zoom Ring) ติดตั้งอยู่รอบโมดูลกล้อง ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับความยาวโฟกัส ค่าแสง และ White Balance ได้ด้วยการหมุนเหมือนกล้อง Leica M-series จริง ๆ พร้อมดีไซน์แบบทูโทนและโลโก้ Leica สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ด้านหน้าจอใช้ M10 AMOLED LTPO ขนาด 6.9 นิ้ว แบบจอเรียบ ที่โดดเด่นด้วยความสว่างสูงสุดถึง 3,500 nits และได้รับการปกป้องด้วยกระจก Xiaomis Dragon Crystal Glass 3.0 ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ปิดท้ายด้วยการรองรับการเชื่อมต่อที่สมบูรณ์แบบ ทั้ง Wi-Fi 7, Bluetooth 6.0, และฟีเจอร์สำคัญอย่าง การสื่อสารผ่านดาวเทียม (Satellite Communication) ทำให้ Xiaomi 17 Ultra เป็นมากกว่าสมาร์ทโฟน แต่เป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพระดับมืออาชีพที่ครบวงจร อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้ยังเพิ่งเปิดตัวในประเทศจีนครับ ดังนั้นอาจต้องลุ้นว่าจะมีเข้าไทยหรือไม่ และจะมีราคาเท่าไหร่ แต่ที่เปิดตัวในจีนจะเริ่มต้นอยู่ที่ 6,999 หยวน หรือราวๆ 33,xxx บาท Honor Win Series Honor Win Series (ประกอบด้วย Honor Win และ Honor Win RT) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนเกมมิ่งด้วยการรวมสเปกระดับ "ที่สุด" ไว้ในดีไซน์ที่พรีเมียม โดยเน้นที่ขุมพลังหลักและการระบายความร้อนที่เหนือชั้น ซึ่งรุ่น Honor Win ใช้ชิปเซ็ตเรือธง Snapdragon 8 Elite Gen 5 ในขณะที่รุ่น Win RT ใช้ Snapdragon 8 Elite พร้อม RAM LPDDR5X Ultra และหน่วยความจำ UFS 4.1 สูงสุด 1TB ทั้งสองรุ่นติดตั้ง ระบบระบายความร้อนแบบพัดลมแอคทีฟ (Active Cooling Fan) ที่โมดูลกล้องด้านหลัง ซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 25,000 RPM ในโหมด 'Rage Mode' เพื่อควบคุมความร้อนและป้องกันประสิทธิภาพตก (Thermal Throttling) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด. จุดเด่นด้านการแสดงผลและพลังงานถูกอัดแน่นไม่แพ้กัน ทั้งสองรุ่นมาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.83 นิ้ว ความละเอียด Full-HD+ ที่มีอัตรารีเฟรชเรทสูงถึง 185Hz และความสว่างสูงสุดที่พุ่งไปถึง 6,000 nits รวมถึงเทคโนโลยี PWM Dimming 5,920Hz เพื่อถนอมสายตาขณะเล่นเกมเป็นเวลานาน ที่สำคัญที่สุดคือการติดตั้งแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนขนาดใหญ่ถึง 10,000mAh ในทั้งสองรุ่น ทำให้เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนเรือธงที่มีแบตเตอรี่อึดที่สุดในตลาด พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบมีสาย 100W และชาร์จไร้สาย 80W ในรุ่น Honor Win นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68/IP69/IP69K และการเชื่อมต่อ Wi-Fi 7. แม้จะเน้นการเล่นเกม แต่ Honor Win ก็ไม่ทิ้งเรื่องกล้อง โดยรุ่น Win มาพร้อมชุดกล้องหลังสามตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP, กล้อง Telephoto 50MP ที่ซูมได้ 3x และกล้อง Ultrawide 12MP พร้อมกล้องหน้า 50MP สำหรับรุ่น Win RT ที่มีราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายกว่ามาก (เริ่มต้นราว 13,000 บาท) จะตัดกล้อง Telephoto ออกไป ซึ่งกลยุทธ์การตลาดนี้เป็นการสร้าง "Hyper-Performance Flagship" ที่เน้นความอึดของแบตเตอรี่ การควบคุมความร้อน และประสิทธิภาพสุดขั้ว เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์มาให้ผู้ใช้ที่คำนึงถึงงบประมาณได้สัมผัส ทั้งคู่เป็นอีกรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวในจีนครับ ดังนั้นตอนนี้ยังต้องรอลุ้นราคาไทยต่อไป โดยราคาเปิดตัวในจีน Honor Win (รุ่นท็อป) เริ่มต้นที่ 3,999 หยวน (ประมาณ 19,300 บาท) และ Honor Win RT (รุ่นรอง) มีราคาเริ่มต้นที่ 2,699 หยวน (ประมาณ 13,000 บาท) OPPO A6 Series OPPO A6 Series ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะสมาร์ตโฟนที่มอบประสบการณ์ "สมูทเกินต้าน ทนทานทุกดาเมจ" โดยชูจุดเด่นด้านความทนทานและการใช้งานที่ยาวนานในราคาสุดคุ้มค่า เริ่มต้นเพียง 3,499 บาท เท่านั้น ซีรีส์นี้ประกอบด้วย 4 รุ่นย่อย ได้แก่ OPPO A6 5G, OPPO A6, OPPO A6x 5G และ OPPO A6x ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่ครอบคลุมและทนทานต่อสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ. หัวใจหลักของความทนทานใน OPPO A6 Series คือ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่สูงสุด 7,000mAh ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 5 ปี พร้อมเทคโนโลยีชาร์จไว 45W SUPERVOOC เพื่อให้ใช้งานได้ตลอดวันโดยไม่สะดุด นอกจากนี้ยังมาพร้อมมาตรฐานการทนน้ำทนฝุ่นสูงสุดถึงระดับ IP69 มอบความมั่นใจในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม ด้านความบันเทิง หน้าจอให้ประสบการณ์ที่ลื่นไหลด้วยอัตรารีเฟรช 120Hz และมีความสว่างพิเศษคมชัดทุกการเคลื่อนไหว อีกทั้งยังมาพร้อมระบบระบายความร้อน SuperCool VC เพื่อรักษาเฟรมเรตให้คงที่เมื่อเล่นเกมหนัก ๆ แม้จะมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ตัวเครื่องก็ยังถูกออกแบบให้ น้ำหนักเบา บางเฉียบ และมีดีไซน์ที่ดูดีสไตล์แฟลกชิป. OPPO A6 Series มีการแบ่งรุ่นและความจุอย่างชัดเจนเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มในราคาที่แตกต่างกัน โดยรุ่น OPPO A6x ที่มาพร้อมตัวเลือกความจุเริ่มต้น 4+64GB มีราคาเริ่มต้นเพียง 3,499 บาท ในขณะที่รุ่นที่รองรับ 5G อย่าง OPPO A6x 5G เริ่มต้นที่ 4,999 บาท, OPPO A6 ราคาเริ่มต้น 5,999 บาท และรุ่น OPPO A6 5G (รุ่นท็อป) ราคา 6,999 บาท ด้วยสเปกที่เน้นความอึด ความสมูท และความทนทานในระดับราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ OPPO A6 Series เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาสมาร์ตโฟนที่คุ้มค่า คุ้มราคา และพร้อมลุยในทุก ๆ วัน vivo Y31 5G vivo Y31 5G สมาชิกใหม่ล่าสุดที่เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ตโฟน 5G ระดับกลางในประเทศไทย ด้วยการเน้นย้ำที่ ความทนทานรอบด้าน อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในซีรีส์นี้ ตัวเครื่องผ่านมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับท็อป IP68 และ IP69 ซึ่งหมายความว่าสามารถทนน้ำลึก 1.5 เมตร ได้นานถึง 30 นาที และยังผ่านการรับรองความทนทานในระดับทหาร (Military-Grade) รวมถึงได้รับคะแนนกันกระแทกระดับ 5 ดาวจาก SGS อีกด้วย ยกระดับการปกป้องขึ้นไปอีกขั้นด้วยการครอบทับหน้าจอด้วยกระจก Guardian ที่ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนเป็นพิเศษ แม้จะเน้นความทนทาน แต่สเปกภายในก็ยังตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 4 Gen 2 รองรับ 5G บนระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 15 (บนพื้นฐาน Android 15) พร้อมตัวเลือก RAM 8GB ที่มาคู่กับ ROM 128GB หรือ 256GB นอกจากความอึดของตัวเครื่องแล้ว vivo Y31 5G ยังมาพร้อมกับพลังงานที่ยาวนาน ด้วยแบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่ถึง 6,500mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 44W ผ่านสาย ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างวัน ส่วนหน้าจอแสดงผลเป็นแบบ LCD กว้าง 6.68 นิ้ว ความละเอียด HD+ ที่ให้อัตรารีเฟรชเรทสูงถึง 120Hz และมีความสว่างสูงสุด 1,000nits พร้อมระบบเสียงลำโพงคู่สเตอริโอที่สามารถปรับความดังได้ถึง 400% ในด้านการถ่ายภาพ มาพร้อมกล้องหลัง 2 ตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียด 50MP และกล้องหน้า 8MP vivo Y31 5G วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว โดยมีให้เลือก 2 สีสวยงาม คือ Jade Green และ Pearl White ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 7,999 บาท สำหรับรุ่น (8GB+128GB) และ 8,999 บาท สำหรับรุ่น (8GB+256GB)
science-technology • 28 Dec 2025
Read
แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน ธันวาคม 2568
ส่งท้ายปลายปี 2568 ที่ปีนี้ตลาดมือถือจัดว่าเดือดทะลุปรอท โดยเฉพาะสมาร์ตโฟนหน้าจอพับได้ที่ปีนี้เริ่มได้รับเสียงตอบรับมากขึ้นอย่างมาก ทำให้หลายแบรนด์หันมาพัฒนาอย่างจริงจังตามหลังค่ายจากเกาหลีที่ออกตัวแรง แซงไปหลายทางโค้งแล้ว จนมียอดขายนำหน้าไปไกลแล้ว แต่กลับมาที่เรื่องมือถือเปิดตัวใหม่ในเดือนธันวาคมของเรากันดีกว่า เดือนนี้ก็ถือว่ามีมือถือหลายรุ่นที่น่าสนใจเปิดตัวกันมาก แต่จะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย vivo X300 Series รุ่นแรกไปดูกันที่สมาร์ตโฟนสายพันธุ์ "กล้องโทรได้" อย่าง vivo X300 Series ที่เปิดตัวพร้อมกันสองรุ่นคือ vivo X300 และ vivo X300 Pro ที่มาพร้อมเทคโนโลยีกล้องที่โดดเด่นจาก ZEISS และแต่ละรุ่นมีจุดที่น่าสนใจดังนี้ vivo X300 Pro มาดูกันที่รุ่นพี่ vivo X300 Pro กันก่อน ถ้ากำลังมองหามือถือที่มาพร้อมคำว่า "สุดจัด" ในด้านกล้องและสเปคแบบไม่เกรงใจใคร ต้องนี่เลย vivo X300 Pro ที่ยกขบวนชุดเลนส์ ZEISS ระดับโปรมาแบบครบเครื่อง เริ่มตั้งแต่กล้องหลักที่จัดเซนเซอร์ Sony LYT-828 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซลมาให้แบบเต็มๆ ไม่นับรวมกล้องหน้าและกล้องอัลตราไวด์ที่ความละเอียด 50 ล้านพิกเซลเท่ากัน ซึ่งใช้เซนเซอร์ ISOCELL JN1 ตัวเทพอีกด้วย แต่ที่ต้องยกให้เป็นพระเอกตัวจริงของรุ่นนี้คือ กล้องเทเลโฟโต้พลังซูม 200 ล้านพิกเซล! ที่บ้าพลังใช้เซนเซอร์ ISOCELL HPB ขนาดใหญ่ถึง 1/1.4 นิ้ว รับประกันความคมชัดแบบทะลุโลก จับคู่กับระบบไฟแฟลชสว่างพิเศษเหมือนรุ่นพี่ X200 Ultra ให้ภาพถ่ายออกมาสวยมีมิติ ไม่ว่าจะซูมไกลแค่ไหนก็คมกริบ ไม่ต้องกลัวภาพแตก นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์ภาพและเสียงระดับพรีเมียมผ่านหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ที่มาพร้อมเทคโนโลยี 8T LTPO และวัสดุ Q10 Plus ให้สีสันสดใส ความละเอียดคมชัดถึง 1,260 x 2,800 พิกเซล พร้อมอัตรารีเฟรช 120Hz ที่โคตรลื่นไหล แถมยังรองรับมาตรฐาน HDR10+, HDR Vivid และ Dolby Vision เปลี่ยนมือถือของคุณให้เป็นโรงภาพยนตร์ส่วนตัวได้เลย ไม่เพียงแต่กล้องที่โหดจัด แต่เรื่องประสิทธิภาพภายในก็แรงแซงทางโค้ง ด้วยขุมพลังชิปเรือธง MediaTek Dimensity 9500 ที่ทำงานประสานกับ ชิปประมวลผลภาพ V3+ โดยเฉพาะ ทำให้การใช้งานแอปพลิเคชันหนักๆ การเล่นเกมกราฟิกโหด หรือการจัดการความร้อนเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด และแน่นอนว่าช่วยให้การถ่ายภาพและวิดีโอมีคุณภาพสูงสุดแบบมืออาชีพสุดๆ ส่วนใครที่กังวลเรื่องแบตเตอรี่บอกเลยว่าลืมไปได้เลย เพราะ X300 Pro อัดแบตเตอรี่ความจุสะใจถึง 6,510mAh (เยอะกว่ารุ่นมาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด) รองรับการชาร์จไวด้วยสาย 90W และชาร์จไร้สาย 40W เติมพลังได้ไวทันใจ ไม่ต้องกลัวแบตหมดระหว่างวัน ทั้งหมดนี้ถูกบีบอัดอยู่ในตัวเครื่องที่บางเฉียบเพียง 7.99 มม. น้ำหนักกำลังดีที่ 226 กรัม แถมยังทนทานสุดๆ ด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 และ IP69 เรียกได้ว่า สเปคเทพขนาดนี้ ใส่ความอึด ความแรง ความสวยงามมาครบแบบไม่กั๊กจริงๆ vivo X300 Pro มีราคาเปิดตัว 39,999 บาท แต่ถ้ากำลังเบื่อมือถือจอใหญ่ยักษ์ที่ต้องใช้สองมือจับแล้วล่ะก็ ต้องหันมามอง vivo X300 ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ "เล็กแต่แจ๋ว" โดยแท้จริง เพราะรุ่นนี้คือการพัฒนาต่อยอดมาจาก X200 Pro Mini ปีที่แล้ว ทำให้มันกลายเป็นสมาร์ทโฟนไซซ์กะทัดรัดที่อัดแน่นด้วยสเปคระดับโปรแบบไม่กั๊ก เริ่มตั้งแต่หน้าจอ AMOLED 8T LTPO ขนาด 6.31 นิ้ว ที่ใช้พาเนล Q10 Plus ของ BOE ให้ภาพคมชัดสะใจด้วยความละเอียด 2640 x 1216 พิกเซล แถมยังลื่นไหลสุดๆ ด้วยรีเฟรชเรท 120Hz สู้แดดได้สบายเพราะสว่างสูงสุดถึง 4,500 นิต! รองรับ HDR ครบเครื่อง พร้อมเซนเซอร์สแกนนิ้วมือแบบอัลตราโซนิคสุดล้ำใต้จอ นอกจากนี้ยังมาพร้อมขุมพลัง Dimensity 9500 ที่ถูกปรับจูนมาแบบก้าวกระโดด ทำให้ประสิทธิภาพ CPU แบบซิงเกิลคอร์ดีขึ้น 32% และจัดการพลังงานในงานหนักดีกว่าเดิมถึง 37% ผสานพลังกับ ชิปประมวลผลภาพ V3+ โดยเฉพาะ ทำให้การเล่นเกมและการใช้งานทั่วไปลื่นไหลไม่มีสะดุด แถมยังประหยัดพลังงานจากการใช้ NPU ได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 56% เลยทีเดียว แต่ที่น่าทึ่งที่สุดคือกล้อง! ถึงจะตัวเล็กแต่ ชุดกล้องหลังกลับอัปเกรดความละเอียดกล้องหลักไปถึง 200 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์ ISOCELL HPB ขนาด 1/1.4 นิ้ว รูรับแสงกว้าง f/1.68 ให้ภาพคมชัดสุดๆ แถมยังมีกล้อง Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล (เซนเซอร์ Sony LYT-602) และกล้อง Ultrawide 50 ล้านพิกเซล (เซนเซอร์ ISOCELL JN1) ที่ให้คุณภาพเดียวกับกล้องหน้า ทำให้การถ่ายภาพทุกรูปแบบออกมาเพอร์เฟกต์ ส่วนเรื่องความอึดก็หายห่วง เพราะรุ่นนี้ยัดแบตเตอรี่มาให้ถึง 6,040mAh พร้อมรองรับการชาร์จเร็วทั้งแบบมีสาย 90W และไร้สาย 40W พร้อมพอร์ต USB-C 3.2 Gen 1 ให้การโอนถ่ายข้อมูลเร็วปรื๋อ แถมยังมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับท็อป IP68 + IP69 ลำโพงคู่เสียงกระหึ่ม และขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุด OriginOS 6 บนพื้นฐาน Android 16 เรียกว่า vivo X300 เป็นม้ามืดที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "ขนาด" ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในโลกสมาร์ทโฟนอีกต่อไป! vivo X300 มีราคาเปิดตัว 31,999 บาท iQOO 15 iQOO 15 นี่ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาเพื่อ "ทุบ" ทุกสถิติของวงการเกมมิ่งโฟน! พระเอกเบอร์หนึ่งคือหน้าจอ 2K Samsung Everest Display ขนาด 6.85 นิ้ว ที่ร่วมกันพัฒนากับ Samsung Display โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นจอ 2K LEAD OLED รุ่นแรกของโลกที่ใช้พาเนลวัสดุ M14 จุดที่ทำให้ต้องอ้าปากค้างคือความสว่างสูงสุด (HDR) ที่พุ่งทะลุไปถึง 6,000 นิต! เรียกว่าสว่างขนาดนี้ ดูคอนเทนต์ HDR10+ หรือ Dolby Vision กลางแดดเปรี้ยงก็ยังเห็นชัดแจ๋ว แถมยังฉลาดสุดๆ ด้วยระบบตรวจจับแสงสามทิศทางที่ปรับความสว่างอัตโนมัติได้แม่นยำแม้ในสภาพแสงซับซ้อน นอกจากนี้ยังเอาใจสายเกมเมอร์หนักมาก ด้วยรีเฟรชเรท 144Hz และอัตราการตอบสนองการสัมผัสสูงถึง 3200Hz ให้การตอบสนองรวดเร็วเหนือแสง พร้อมเทคโนโลยีถนอมสายตา Eye Comfort 2.0 และหน้าจอกันแสงสะท้อนพิเศษ ทำให้คุณเล่นเกมได้ยาวๆ โดยไม่ต้องกลัวตาเสียหรือพลาดทุกวินาทีสำคัญ แต่ความแรงที่แท้จริงอยู่ที่ขุมพลังภายใน เพราะ iQOO 15 จัดหนักด้วยชิปเซ็ตใหม่ล่าสุด Snapdragon 8 Elite Gen 5 ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรม 3nm สูตร All Big Core (2+6) ความเร็วประมวลผลสูงสุด 4.6GHz ประกบคู่กับหน่วยความจำ LPDDR5X Ultra (9600 Mbps) และพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.1 ทำให้คะแนน AnTuTu ทะยานไปถึง 4.38 ล้านคะแนน! ไม่เท่านั้น iQOO ยังเสริมทัพด้วยชิปกราฟิก Q3 ที่พัฒนาเอง พร้อมเทคโนโลยี Ray Tracing, Super Resolution และ Frame Boost ให้คุณรันเกม AAA ความละเอียด 2K ที่ 144fps ได้แบบเต็มสูบ ไม่ต้องกลัวร้อน เพราะมีระบบระบายความร้อน Ice Dome Cooling System ที่มาพร้อมแผ่น VC ขนาดใหญ่และกราไฟต์สองชั้น ครอบคลุมพื้นที่กว่า 14,000 ตร.มม. ซึ่งเคลมว่าเล่น Genshin Impact ต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง เครื่องยังร้อนสูงสุดแค่ 39.3C เท่านั้น! แบตเตอรี่ก็อึดถึง 7,000mAh พร้อมชาร์จไว 100W (มีสาย) และ 40W (ไร้สาย) แถมยังมีโหมด Direct Power Supply ลดความร้อนขณะชาร์จไปเล่นเกมไปได้อีก นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้องหลังที่อัปเกรดแบบยกชุด ทั้งกล้องหลัก 50MP เซนเซอร์ Sony IMX921 พร้อม OIS และกล้อง Periscope Telephoto 50MP ที่ซูมดิจิทัลได้ถึง 100 เท่า โดยใช้ระบบเลนส์สามชั้น Prisma M-shaped และ Large Model AI Enhancement ช่วยให้ภาพถ่ายของคุณคมชัดและสวยสดแบบโปร บอกเลยว่า iQOO 15 เครื่องนี้คือ "สัตว์ประหลาด" ที่เกิดมาเพื่อครองบัลลังก์เกมมิ่งโฟนอย่างแท้จริง! iQOO 15 ราคาเปิดตัวเริ่มต้นที่ 29,900 บาท Poco F8 Series อีกหนึ่งซีรีส์ที่น่าสนใจซึ่งเปิดตัวในช่วงเดือนที่ผ่านมาคือ Poco F8 Series ที่ประกอบไปด้วย Poco F8 Ultra และ Poco F8 Pro ซึ่งเป็นตระกูลที่คนชอบความคุ้มต้องหลงรักเช่นเคยครับ เพราะเป็นรุ่นที่ไม่กั๊กสเปกในราคาสบายกระเป๋า โดยมีจุดที่น่าสนใจดังนี้เลย POCO F8 Pro มาแล้ว! POCO F8 Pro สมาร์ทโฟนที่เกิดมาเพื่อสายคุ้มค่าและสาย Performance โดยแท้จริง! ดีไซน์ภายนอกถือว่ากินขาด ด้วยหน้าจอ AMOLED ขอบแบนขนาด 6.59 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz ที่มาพร้อมความสว่างสูงสุดเฉพาะจุดถึง 3,500 นิต ใช้พาเนล M10 ระดับพรีเมียม ให้ภาพคมชัดสีสันจัดจ้านสะใจ พร้อมกับตัวเครื่องที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ด้วยฝาหลังกระจกขึ้นรูปชิ้นเดียว ผสานกับเฟรมตัวเครื่องที่มีมุมโค้งมนเล็กน้อย ทำให้สัมผัสในการจับถือดีกว่าเดิมมาก น้ำหนักเบาเพียง 199 กรัม และบางแค่ 8 มม. มีให้เลือกถึงสามสีสุดเท่ ทั้ง Titanium Silver, Blue และ Black แถมยังปลดล็อกได้รวดเร็วทันใจด้วยเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบอัลตราโซนิกใต้หน้าจอเลยทีเดียว ส่วนเรื่องความแรงนั้นไม่ต้องเป็นห่วง เพราะ POCO F8 Pro เลือกใช้ชิปเซ็ตเรือธงตัวแรงแห่งปีอย่าง Snapdragon 8 Elite ที่กวาดคะแนน AnTuTu ไปได้กว่า 3.2 ล้านคะแนน! ประสิทธิภาพระดับนี้เปิดเกม AAA ที่ความละเอียดสูงก็ทำได้สบายๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เพราะมีระบบระบายความร้อนสุดล้ำ 3D Triple-layer IceLoop cooling system ที่เคลมว่าระบายความร้อนได้ดีกว่าเดิมถึง 40%! นอกจากจะแรงแล้วยังโคตรอึด ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 6,210mAh ที่ POCO กล้าเคลมว่าสามารถใช้งานโทรสายสนทนาต่อเนื่องได้นานกว่า 56 ชั่วโมง และถ้าแบตหมดก็หายห่วง เพราะมีเทคโนโลยี 100W HyperCharge ที่ชาร์จจาก 1% ถึง 50% ได้ในเวลาเพียง 16 นาทีเท่านั้น! แถมยังใจดีให้ชาร์จย้อนกลับได้อีก 22.5W ปิดท้ายด้วยชุดกล้องหลัง 3 ตัว นำโดยกล้องหลัก 50MP (เซนเซอร์ Light Fusion 800 พร้อม OIS) กล้อง Telephoto 50MP ที่ซูมแบบ Lossless ได้ถึง 5 เท่า และกล้อง Ultrawide 8MP มุมมอง 120 องศา เรียกได้ว่า POCO F8 Pro เป็นมือถือที่ "ครบเครื่อง แรงเร็ว และแบตอึด" ที่สุดอีกรุ่นในตลาดตอนนี้! Poco F8 Pro เปิดตัวด้วยราคา 17,990 บาท POCO F8 Ultra บอกเลยว่า POCO F8 Ultra เกิดมาเพื่อเป็นราชาแห่งความแรงและพรีเมียมตัวจริง! ถึงแม้จะเป็นร่างที่รีแบรนด์มาจาก REDMI K90 Pro Max แต่สเปคที่ยกมาคือจัดเต็มแบบไม่มีกั๊ก ด้วยดีไซน์ใหม่ที่หรูหราสะดุดตา มีให้เลือกสองสีสุดคลาสสิกอย่าง Denim Blue และ Black ส่วนหน้าจอคือที่สุดของความฟิน ด้วยพาเนล AMOLED ขนาดใหญ่ถึง 6.9 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz เพื่อการเล่นเกมและเสพคอนเทนต์ที่ลื่นไหลระดับเทพ ความสว่างของหน้าจอก็สุดขั้ว โดยความสว่างสูงสุดเฉพาะจุดพุ่งไปถึง 3,500 นิต และสว่างทั่วทั้งจอที่ 2,000 นิต แถมยังรองรับมาตรฐาน HDR10+ และ Dolby Vision ครบเครื่อง ให้คุณดื่มด่ำกับสีสันที่สดใสและคอนทราสต์ที่สมจริงในทุกสภาพแสง หัวใจหลักที่ทำให้ F8 Ultra ลื่นไหลราวสายน้ำคือชิปเซ็ตเรือธงตัวใหม่ล่าสุด Snapdragon 8 Elite Gen 5 ที่มีความเร็วประมวลผลสูงถึง 4.6GHz ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับหน่วยความจำมาตรฐาน LPDDR5X และ UFS 4.1 ระดับท็อป ก็พร้อมชนกับทุกเกมและทุกแอปพลิเคชันที่ต้องใช้การเรนเดอร์หนักๆ ได้อย่างสบายๆ แถมยังเสริมทัพด้วยชิปประมวลผลภาพ VisionBoost D8 ที่ช่วยให้กราฟิกภายในเกมไหลลื่นและแสดงผลภาพแบบ HDR ได้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น! ส่วนเรื่องกล้องก็ไม่น้อยหน้า จัดกล้องหลังมาให้ถึง 3 ตัว ความละเอียด 50MP ทั้งหมด นำโดยกล้องหลักเซนเซอร์ Light Fusion 950 พร้อม OIS และกล้อง Periscope Telephoto ที่ซูมออปติคัลได้ไกลถึง 5 เท่า ให้ภาพถ่ายคมชัดทุกระยะ ปิดท้ายด้วยแบตเตอรี่สุดอึด 6,500mAh พร้อมชาร์จเร็วสะใจทั้งแบบมีสาย 100W และไร้สาย 50W แถมยังมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 รองรับ Wi-Fi 7 และ Bluetooth 5.4 ครบถ้วนทุกการเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะมองมุมไหน POCO F8 Ultra ก็คือสมาร์ทโฟนระดับ Ultra ที่เกิดมาเพื่อครองใจเกมเมอร์และสายพรีเมียมอย่างแท้จริง! POCO F8 Ultra เปิดตัวด้วยราคา 24,990 บาท HONOR X9d 5G HONOR X9d 5G มือถือที่ไม่ได้เน้นแค่ความสวย แต่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ "โคตรทน" ชนิดที่ว่าเครื่องอื่นทำไม่ได้! ดีไซน์ภายนอกยังคงเอกลักษณ์โมดูลกล้องทรงกลมอันโดดเด่น มีให้เลือกสามสีสุดยั่ว ทั้ง Reddish Brown, Sunrise Gold และ Midnight Black แต่ความลับที่แท้จริงอยู่ที่ความแกร่งระดับมหากาฬ ด้วยการออกแบบที่เน้นความทนทานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกระจกกันกระแทกแบบหลายชั้น (Multilayer Cushioning Design) ที่เสริมชั้นดูดซับแรงกระแทกเข้าไปอีก ทำให้เครื่องนี้ได้รับการรับรอง Triple-resistant จาก SGS พร้อมรับมือกับการตกจากที่สูงถึง 2.5 เมตร! แถมยังเป็นมือถือสายลุยที่แท้ทรู เพราะมาพร้อมมาตรฐาน IP6X ป้องกันฝุ่นละเอียดระดับทรายและฝุ่นก่อสร้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ และที่พีคกว่าคือมาตรฐาน IPX9K ที่ทนต่อการกระเซ็นของน้ำ ฝน และน้ำแรงดันสูงได้สบายๆ ทำให้คุณพกพาไปลุยได้ทุกสถานการณ์โดยไม่ต้องกังวล นอกจากจะอึดถึกทนแล้ว สเปคภายในก็จัดเต็มแบบไม่ยอมใคร เริ่มจากหน้าจอ AMOLED ความละเอียด 1.5K ขนาด 6.79 นิ้ว ที่มีขอบบางเฉียบเพียง 1.3 มม. ให้พื้นที่การมองเห็นแบบเต็มตา ที่สำคัญคือความสว่างสูงสุดของหน้าจอที่พุ่งทะลุไปถึง 6,000 นิต! พร้อมเทคโนโลยี HONOR Eye Comfort Display ทำให้การใช้งานกลางแจ้งหรือดูคอนเทนต์ HDR เป็นไปอย่างคมชัด สดใส และสบายตา ส่วนขุมพลังมาจากชิปเซ็ตใหม่ล่าสุด Snapdragon 6 Gen 4 (4nm) ที่ทั้งแรงขึ้น 11% (CPU) และ 29% (GPU) แถมยังทำงานร่วมกับระบบระบายความร้อน VC Ice ของ HONOR ที่จัดการความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนแบตเตอรี่คือไฮไลท์ที่ต้องปรบมือให้ดังๆ เพราะให้ความจุมาถึง 8,300mAh! ที่ HONOR กล้าเคลมว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุดถึง 3 วัน โดยที่แบตเตอรี่จะไม่เสื่อมประสิทธิภาพในระยะเวลา 6 ปี พร้อมชาร์จเร็ว 66W HONOR Supercharge นอกจากนี้ชุดกล้องหลัง 108MP พร้อม OIS และฟีเจอร์ AI สุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็น AI Eraser, AI Eyes Open และ AI Cutout ก็พร้อมเปลี่ยนคุณให้เป็นโปรด้านการถ่ายภาพได้อย่างง่ายดาย ทำให้ HONOR X9d 5G เป็นมือถือที่ครบเครื่องทั้งความทนทานสุดขั้ว ประสิทธิภาพที่ลื่นไหล และแบตเตอรี่ที่อึดระดับตำนาน! HONOR X9d 5G เปิดตัวด้วยราคา 11,990 บาท realme C85 5G อีกหนึ่งรุ่นที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหามือถือที่ไม่ได้แค่ "อึด" แต่คือ "โคตรอึดระดับตำนาน" แถมแบตเตอรี่ก็มหาศาลใช้ได้ข้ามวันข้ามคืน ต้องกรี๊ดให้กับ realme C85 5G ตัวนี้เลย! เริ่มกันที่หน้าจอ LCD ขนาด 6.8 นิ้ว ที่มาพร้อมรีเฟรชเรท 144Hz ลื่นไหลไม่แพ้ใคร แถมยังสู้แดดได้สบายเพราะความสว่างสูงสุดถึง 1,200 นิต พร้อมเทคโนโลยี DC Dimming ช่วยถนอมสายตาให้คุณเล่นได้ยาวๆ สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นแบบไร้คู่แข่งคือความทนทานสุดขั้ว เพราะมันผ่านมาตรฐานกันกระแทกระดับทหาร MIL-STD 810H! ไม่ว่าจะตกกระแทกก็รอด แถมยังกันน้ำกันฝุ่นจัดเต็มทั้ง IP69K, IP69, IP68 และ IP66 จะโดนฝน โดนละอองน้ำ หรือจะเผลอทำตกน้ำลึก 6 เมตรนาน 30 นาที ก็ยังใช้งานได้ต่อ! สำหรับแบตเตอรี่ก็จัดหนักด้วยความจุ 7,000mAh ที่ realme เคลมว่าถ้าใช้งานไปแล้ว 12 ชั่วโมง แบตเตอรี่ยังเหลือถึง 50% และรับประกันอายุการใช้งานยาวนานถึง 6 ปี! พร้อมรองรับชาร์จไว 45W และมีระบบ Bypass Charging ที่ช่วยลดความร้อนขณะเล่นเกมไปชาร์จไป และยังสามารถใช้ชาร์จย้อนกลับให้อุปกรณ์อื่นได้อีก 6.5W เรียกได้ว่าอึด แกร่ง และใจกว้างสุดๆ ไปเลย ส่วนประสิทธิภาพการทำงานนั้นหายห่วง ด้วยขุมพลังชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 6300 ที่พร้อมให้คุณใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างราบรื่น จับคู่กับ RAM 8GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุด 256GB ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ realme UI 6.0 บนพื้นฐาน Android 15 ในส่วนของกล้องก็ไม่น้อยหน้า ถึงแม้จะมีกล้องหลังตัวเดียวความละเอียด 50MP เซนเซอร์ Sony IMX852 แต่ก็ให้ภาพที่คมชัดสวยงามเกินราคา พร้อมกล้องหน้า 8MP และรองรับการถ่ายวิดีโอ 1080p ที่ 30fps แถมยังมาพร้อมฟีเจอร์ AI สุดล้ำ AI Edit Genie เหมือนกับรุ่นพี่ ทำให้คุณสามารถแก้ไขรูปภาพด้วย AI ได้อย่างครบครัน จะลบวัตถุที่ไม่ต้องการ หรือปรับภาพให้ดูดีขึ้นก็ทำได้ง่ายๆ ในพริบตา นอกจากนี้ยังมาพร้อมลำโพงเดี่ยวที่รองรับการเพิ่มเสียงระดับ 400% และเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มข้างตัวเครื่อง ทำให้ realme C85 5G เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ทั้งอึด ถึก ทน และแบตเตอรี่อยู่ได้นานจนลืมที่ชาร์จไปเลย! realme C85 5G เปิดตัวด้วยราคา 6,999 บาท HUAWEI nova 14 Series HUAWEI nova 14 Series ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน โดยเปิดตัวมาทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ HUAWEI nova 14 Ultra, nova 14 Pro และ nova 14 แต่สำหรับในไทยจะมีวางจำหน่ายเฉพาะ 2 รุ่นหลังเท่านั้น โดยมีจุดเด่นด้านดีไซน์ที่สวยหรูดูพรีเมียม และด้านการถ่ายภาพอันเป็นจุดเด่นของค่ายนี้อยู่แล้ว ซึ่งแต่ละรุ่นมีรายละเอียดดังนี้ HUAWEI nova 14 Pro HUAWEI nova 14 Pro รุ่นนี้กลับมาเขย่าวงการสมาร์ทโฟนอีกครั้งด้วยดีไซน์สุดล้ำและสเปคที่เน้นการถ่ายภาพและประสบการณ์พรีเมียม! ตัวเครื่องยังคงความบางเบาและโดดเด่นตามสไตล์ nova แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือหน้าจอ OLED ที่คมชัด สีสันสดใสจัดจ้านเต็มตา พร้อมอัตรารีเฟรชเรท 120Hz ที่ทำให้การปัดนิ้วหรือเล่นเกมไหลลื่นไม่มีสะดุด และแน่นอนว่ารุ่นนี้มักจะมาพร้อมเทคโนโลยี Kunlun Glass ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อรอยขีดข่วนและการตกกระแทก ทำให้มือถือของคุณสวยทนทานนานกว่าใคร! ส่วนเรื่องพลังงานก็หายห่วง เพราะรุ่น Pro ย่อมมาพร้อมแบตเตอรี่ 5500mAh ที่อึดกว่าเดิมและเทคโนโลยี HUAWEI SuperCharge 100W ที่ชาร์จเร็วทันใจ ไม่ต้องรอนานให้เสียอารมณ์ และคาดว่ามาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นที่อัปเกรดขึ้น ให้คุณใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ แต่ทีเด็ดที่ทำให้สาวกโซเชียลต้องตาลุกวาวคือ ชุดกล้องหน้าที่ยกเครื่องใหม่ทั้งหมด! HUAWEI มักจะใส่กล้องหน้าแบบ Dual Camera มาในรุ่น Pro พร้อมฟีเจอร์ที่เรียกว่า "ซูมได้" ด้วยเลนส์ Ultra-wide และเทคโนโลยี Auto-Focus ที่ทำให้คุณเซลฟี่ได้อย่างคมชัดทุกระยะ 50MP+8MP แถมยังซูมภาพหมู่ได้แบบไม่ตกขอบ ส่วนกล้องหลังนั้นก็ไม่ยอมแพ้ คาดว่าจะมาพร้อมเซนเซอร์ความละเอียดสูงระดับ 50MP ขึ้นไป พร้อมระบบประมวลผลภาพ XMAGE ที่ช่วยให้ภาพถ่ายกลางคืนหรือภาพ Portrait สวยมีมิติยิ่งกว่าเดิม! ด้านขุมพลังก็คาดว่าจะใช้ชิปเซ็ต Kirin 8020 ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในซีรีส์นี้ ทำให้การเล่นเกมและการใช้งานแอปพลิเคชันหนักๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ก็ถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ได้อย่างเต็มที่ มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็ว ฉลาด และเชื่อมต่อกับ Ecosystem ของ HUAWEI ได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้ HUAWEI nova 14 Pro ไม่ใช่แค่มือถือ แต่คืออุปกรณ์คู่ใจที่พร้อมให้คุณสร้างสรรค์คอนเทนต์และใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัวที่สุด! HUAWEI nova 14 Pro เปิดตัวที่ราคา 18,990 บาท HUAWEI nova 14 HUAWEI nova 14 กลับมาพร้อมความลงตัวที่ทุกคนรักในซีรีส์ nova นั่นคือดีไซน์ที่ดูดีมีสไตล์ ตัวเครื่องบางเบาจับถนัดมือ และสีสันสดใสที่สะท้อนความเป็นแฟชั่นโฟนได้อย่างชัดเจน! รุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอคุณภาพสูงแบบ OLED ที่ให้สีสันที่สดใสและความดำที่ลึกสมจริง ขนาดกำลังดีสำหรับการใช้งานทั่วไป พร้อมอัตรารีเฟรชเรท 120Hz ทำให้การไถฟีดโซเชียลหรือดูวิดีโอเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด แถมยังมาพร้อมระบบปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือใต้หน้าจอเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ส่วนเรื่องพลังงานก็ไว้ใจได้ ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 5500 mAh เพียงพอต่อการใช้งานตลอดวัน พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว HUAWEI SuperCharge 100W ที่จะช่วยเติมพลังกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเฝ้าเครื่องชาร์จนานๆ ทำให้ HUAWEI nova 14 เป็นเพื่อนร่วมทางที่พร้อมไปกับคุณได้ทุกที่อย่างมีสไตล์และไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด หัวใจสำคัญของ HUAWEI nova 14 อยู่ที่ประสิทธิภาพกล้องและการประมวลผลที่ฉลาดขึ้น! คาดการณ์ว่ารุ่นนี้จะมาพร้อมกับกล้องหลังหลักความละเอียดสูงถึง 50MP ที่ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพ XMAGE อันเป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ย ทำให้ภาพถ่ายของคุณไม่ว่าจะเป็นวิวทิวทัศน์หรือภาพอาหารก็สวยคมชัด มีมิติ และเก็บรายละเอียดในที่แสงน้อยได้ดีเยี่ยม ส่วนกล้องหน้าก็จัดความละเอียดมาให้สูงถึง 50MP ที่เน้นการถ่ายเซลฟี่ให้ผิวสวยเนียนและเป็นธรรมชาติที่สุด ส่วนเรื่องการประมวลผลก็หายห่วง เพราะรุ่นนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Kirin 8000 ที่มอบความเร็วและความเสถียรสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอปพลิเคชัน การเล่นเกมเบาๆ หรือการสลับไปมาระหว่างหลายแอปพลิเคชัน ก็ทำได้อย่างราบรื่นไม่มีสะดุด ด้วยระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ที่ได้รับการปรับปรุงให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ทำให้ HUAWEI nova 14 เป็นสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสมดุลระหว่างแฟชั่น ประสิทธิภาพกล้องที่เชื่อถือได้ และความคุ้มค่าอย่างลงตัว! HUAWEI nova 14 เปิดตัวที่ราคา 14,990 บาท Infinix HOT 60i 5G Infinix Hot 60i 5G เปิดตัวมาเขย่าตลาดด้วยราคาสุดเบาหวิว แต่สเปคที่ให้มานั้นเกินราคาไปมากโขเลยทีเดียว! หัวใจหลักคือการประมวลผลด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 6400 5G ที่ทำให้การใช้งานไหลลื่นไม่มีสะดุด รองรับสัญญาณ 5G ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูวิดีโอ หรือสลับแอปพลิเคชันก็ทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ นอกจากความแรงแล้ว สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นคือ แบตเตอรี่ความจุ 6,000mAh ที่อึดแบบสุดๆ Infinix เคลมว่าสามารถโทรสนทนาได้นานกว่า 41 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง! และแม้จะรองรับการชาร์จ 18W แต่อย่างน้อยก็มีฟีเจอร์ชาร์จย้อนกลับผ่านสายให้เพื่อนๆ ได้อีกด้วย ตัวเครื่องมาพร้อมดีไซน์ฝาหลังที่ดูพรีเมียมเกินราคา แถมยังมีความทนทานต่อฝุ่นและน้ำในระดับ IP64 ให้คุณใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกลัวละอองน้ำหรือฝุ่นเข้า ส่วนประสบการณ์การใช้งานก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ด้วยหน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.75 นิ้ว ที่มาพร้อมอัตรารีเฟรชเรทสูงถึง 120Hz ทำให้ทุกการปัดและการสัมผัสเป็นไปอย่างสมูทและรวดเร็ว แม้ว่าความละเอียดจะเป็น HD+ แต่ก็ให้ความสว่างสูงสุดที่ 670 นิต ทำให้ใช้งานกลางแจ้งได้ในระดับที่น่าพอใจ ดีไซน์กล้องหน้าแบบติ่งหยดน้ำ พร้อมกล้องหน้า 5MP และกล้องหลังความละเอียด 50MP รูรับแสง f/1.6 ที่มีโหมดถ่ายภาพและฟีเจอร์ AI ช่วยแก้ไขรูปภาพให้สวยงามอย่างครบครัน ที่สำคัญคือให้หน่วยความจำมาถึง RAM 8GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลถึง 256GB ซึ่งสามารถเพิ่ม microSD Card ได้สูงสุดถึง 2TB เลยทีเดียว พร้อมพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. ที่ยังคงมีมาให้ และระบบปฏิบัติการ XOS 15.1 บนพื้นฐาน Android 15 ทำให้ Infinix Hot 60i 5G เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ สำหรับคนที่ต้องการมือถือ 5G สเปคดี แบตอึด และราคาคุ้มค่าที่สุดในงบประมาณห้าพันนิดๆ! Infinix Hot 60i 5G เปิดตัวที่ราคา 5,199 บาท Samsung Galaxy Tab A11+ 2025 และปิดท้ายด้วยแท็บเล็ตโทรได้อย่าง Samsung Galaxy Tab A11+ ที่บอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่แท็บเล็ตธรรมดา แต่เป็นมัลติฟังก์ชันสุดคล่องตัวที่สามารถ โทรออก รับ-ส่ง SMS และ OTP ได้ครบจบในเครื่องเดียว เหมือนเป็นมือถือจอใหญ่เลยทีเดียว! ดีไซน์ตัวเครื่องก็ทำออกมาได้พรีเมียมทันสมัย บางเบา พกพาสะดวก พร้อมหน้าจอใหญ่เต็มตาถึง 11 นิ้ว เพื่อการเรียน การทำงาน และความบันเทิงที่เต็มอิ่ม ส่วนเรื่องความอึดนั้นหายห่วง เพราะรุ่นนี้จัดแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 7,040mAh มาให้ใช้งานกันยาวๆ ต่อเนื่องไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด แถมยังรองรับระบบชาร์จเร็ว 25W Fast Charging ที่ช่วยลดเวลาในการรอชาร์จไปได้เยอะมาก ที่สำคัญที่สุดคือ Samsung ใจป้ำสุดๆ ด้วยการ รับประกันอัปเดตซอฟต์แวร์ (OS) สูงสุดถึง 7 เวอร์ชัน และอัปเดตความปลอดภัยต่อเนื่องนานถึง 7 ปี! มั่นใจได้เลยว่าซื้อไปแล้วจะใช้งานได้ยาวนานหลายปีแบบไม่ตกเทรนด์แน่นอน Galaxy Tab A11+ ไม่ได้มีดีแค่ความอึดและอายุยืนยาวเท่านั้น แต่ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์ระดับเรือธงที่พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานแท็บเล็ตของคุณไปอีกขั้น! ตัวเครื่องทำงานบน One UI 8 บนพื้นฐาน Android 16 ตั้งแต่แกะกล่อง พร้อมรองรับฟีเจอร์เด็ดอย่าง Samsung DeX รุ่นล่าสุด ที่เปลี่ยนแท็บเล็ตให้กลายเป็นหน้าจอเดสก์ท็อปเพื่อการทำงานแบบมัลติทาสก์ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าเดิมหลายเท่า นอกจากนี้ยังตามเทรนด์ AI ได้ทัน ด้วยการใส่ฟีเจอร์สุดล้ำอย่าง Gemini และ Circle to Search with Google มาให้ใช้ได้ทันที เพิ่มความสะดวกสบายในการค้นหาและจัดการข้อมูลได้อย่างฉลาดขึ้นไปอีกขั้น! ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือความบันเทิง รุ่นนี้ก็พร้อมจัดเต็มให้คุณแบบเต็มอรรถรส ด้วยอัตรารีเฟรชหน้าจอ 90Hz ที่ลื่นไหล และระบบลำโพงถึง 4 ตัว ให้เสียงรอบทิศทางเต็มอิ่มทุกการรับชมและเล่นเกม ด้วยสเปคที่ครบเครื่องขนาดนี้ พร้อมราคาที่คุ้มค่าและโปรโมชันเปิดตัวสุดพิเศษ บอกเลยว่านี่คือแท็บเล็ตที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว! Samsung Galaxy Tab A11+ เปิดตัวด้วยราคา 9,990 บาท (5G) และ 7,990 บาท (Wi-Fi) และย้ำอีกเช่นเคย ใครที่สนใจรุ่นไหน สามารถไปสัมผัสเครื่องจริงพร้อมส่วนลดโดนใจกันได้ที่ True Shop ทุกสาขาใกล้บ้านเลย สำหรับวันนี้ก็ต้องขอจบการแนะนำเพียงเท่านี้ จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ :)
science-technology • 19 Dec 2025
Read
แนะนำ "กล้อง 360 องศา" อุปกรณ์คู่ใจสายคอนเทนต์ รุ่นใหม่ปี 2025
เคยไหม? พลาดช็อตเด็ดเพราะเล็งไม่ทัน? กล้อง 360 องศาคือคำตอบสุดท้ายที่จะลบปัญหานั้นทิ้งไป! เจ้ากล้องมหัศจรรย์ตัวนี้คือเกมเชนเจอร์สำหรับวงการถ่ายภาพและวิดีโอ เพราะมันสามารถ เก็บภาพรอบทิศทาง (360 องศา) ได้ทั้งหมดด้วยการกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว ทำให้เราสามารถเลือกมุมมองที่ดีที่สุดได้ "ทีหลัง" ในขั้นตอนการตัดต่อ นี่คือเหตุผลว่าทำไมกล้อง 360 องศา ถึงเป็นอุปกรณ์ที่ต้องมีสำหรับสายท่องเที่ยว, วล็อกเกอร์, และนักผจญภัยทุกคน หัวใจหลักของมันคือเทคโนโลยี "Reframing" หรือการจัดเฟรมใหม่ หมายความว่า คุณถ่ายทุกอย่างที่อยู่รอบตัวคุณไว้ก่อน แล้วค่อยใช้แอปพลิเคชันเลือกตัด (Crop) วิดีโอในมุมมองปกติ (Flat Video) หรือมุมมองสุดล้ำอย่าง Tiny Planets (ภาพโลกกลม ๆ เล็ก ๆ) หรือ Fish Eye ได้ตามใจชอบ ทำให้คอนเทนต์ของคุณดูโดดเด่นและสร้างสรรค์กว่าใคร ๆ! สิ่งที่ควรรู้ก่อนทุ่มเงินซื้อกล้อง 360 องศา ก่อนจะควักกระเป๋าซื้อกล้องเทพ ๆ มาเป็นสตูดิโอพกพา มีบางเรื่องที่คุณต้องรู้ก่อน เพื่อให้ได้รุ่นที่ตอบโจทย์การใช้งานของคุณที่สุด: 1. ความละเอียดสำคัญสุด (Resolution is Key) วิดีโอ: กล้อง 360 องศาที่ดีควรเริ่มที่ความละเอียด 5.7K เป็นอย่างต่ำ และถ้าเป็นไปได้ควรเลือกที่ 8K เลยยิ่งดี! เหตุผล: แม้กล้องจะถ่ายที่ 8K แต่เมื่อคุณเลือกมุมใดมุมหนึ่งออกมา (Reframing) ความละเอียดของมุมนั้นจะลดลงอย่างมาก ถ้าความละเอียดเริ่มต้นต่ำ ภาพสุดท้ายที่ได้ก็จะดูแตกหรือเบลอไม่คมชัด ภาพนิ่ง: ควรพิจารณาความละเอียดภาพนิ่งที่สูง เช่น 60 ล้านพิกเซลขึ้นไป เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดพอสำหรับการนำไปใช้ต่อหรือพิมพ์ 2. ดูที่ "ขนาดเซนเซอร์" ไม่ใช่แค่ตัวเลข MP เซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น (เช่น 1/2 นิ้ว หรือ 1 นิ้ว) จะช่วยให้กล้องรับแสงได้ดีขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้ภาพที่ถ่ายในที่แสงน้อย (Low Light) มีคุณภาพดีขึ้น ลด Noise และยังให้รายละเอียดที่ดีกว่าเดิม ซึ่งสำคัญมากสำหรับวล็อกเกอร์ที่ต้องถ่ายในร่มหรือตอนเย็น 3. ฟีเจอร์ AI คือผู้ช่วยชั้นยอด กล้อง 360 องศาในปัจจุบันมาพร้อมฟังก์ชัน AI ที่ชาญฉลาดมาก เช่น: PureShot/PureVideo: ใช้ AI ในการประมวลผลเพื่อเพิ่มคุณภาพของภาพและวิดีโอในสภาพแสงที่ท้าทาย Active HDR: ช่วยจัดการกับฉากที่มีความแตกต่างของแสงสูง (เช่น ฉากย้อนแสง) ทำให้รายละเอียดไม่หายไป Deep Track: ระบบติดตามวัตถุด้วย AI ที่จะล็อกเป้าหมายของคุณให้อยู่กลางเฟรมเสมอ แม้คุณจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็ตาม ทำให้การตัดต่อแบบ Reframe ง่ายขึ้นมาก 4. การกันน้ำและกันกระแทก (Durability) สำหรับสายลุยหรือสายแอดเวนเจอร์ ฟังก์ชันกันน้ำ กันฝุ่น กันกระแทก เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ กล้อง Action Cam 360 องศาส่วนใหญ่มักจะกันน้ำได้ที่ความลึกระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้คุณสามารถถ่ายกิจกรรมทางน้ำได้โดยไม่ต้องใส่เคสกันน้ำเพิ่ม 5. ระบบจัดเก็บและแบตเตอรี่ วิดีโอ 360 องศาความละเอียดสูงใช้พื้นที่จัดเก็บเยอะมาก! ควรเลือกกล้องที่รองรับ Micro SD Card ความจุสูง (เช่น 128GB หรือ 256GB ขึ้นไป) และควรมีความเร็วในการเขียน/อ่านสูงด้วย นอกจากนี้ แบตเตอรี่ควรมีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับการถ่ายวิดีโอต่อเนื่องได้ยาวนาน (เช่น Insta360 X5 บางรุ่นมีแบตเตอรี่ที่ถ่ายได้นานขึ้น) แนะนำกล้อง 360 องศาที่เปิดตัวในปี 2025 DJI Osmo 360 - ยกระดับกล้อง 360 องศา สู่คุณภาพวิดีโอ 8K ระดับมืออาชีพ! DJI ผู้เชี่ยวชาญด้านโดรนและอุปกรณ์กันสั่นระดับโลก ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดกล้อง 360 องศาอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว DJI Osmo 360 ที่มาพร้อมคำนิยามใหม่ของกล้องแอคชั่นแคมที่เน้นคุณภาพของภาพและวิดีโอเป็นหลัก! กล้องตัวนี้ไม่ใช่แค่กล้อง 360 องศาธรรมดา แต่คืออุปกรณ์สำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการความคมชัดสูงสุด พร้อมระบบที่เสถียรและใช้งานง่ายตามแบบฉบับของ DJI จุดขายสำคัญคือการนำเสนอความละเอียดวิดีโอ 360 องศาที่สูงถึง Native 8K (7680x3840) ที่ 30fps ซึ่งหมายความว่ามันบันทึกภาพ 8K จริง ๆ ทำให้เมื่อนำมา Reframing (เลือกมุมภาพ) แล้ว ภาพที่ได้ยังคงความคมชัดและรายละเอียดที่สูงมาก นอกจากนี้ รุ่น Pro ยังมาพร้อม เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว Square CMOS ซึ่งใหญ่กว่าเซนเซอร์ทั่วไป ทำให้รับแสงได้ดีขึ้น ลดสัญญาณรบกวน (Noise) และมีประสิทธิภาพโดดเด่นแม้ในสภาพแสงน้อย โดย DJI Osmo 360 เปิดตัวในประเทศไทยด้วยราคาเริ่มต้นที่ 14,290 บาท สำหรับชุด Standard Combo สิ่งที่ทำให้ DJI Osmo 360 แตกต่างอย่างชัดเจนจากคู่แข่งในตลาด คือการผนวกเทคโนโลยีหลักของ DJI เข้ามาอย่างลงตัว ระบบกันสั่น RockSteady 3.0 และ HorizonSteady ทำงานร่วมกันได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้วิดีโอมีความนิ่งราวกับใช้ Gimbal ตลอดเวลา แม้จะอยู่ในกิจกรรมที่สมบุกสมบันก็ตาม ฟีเจอร์ AI ที่น่าสนใจอย่าง ActiveTrack 3.0 ช่วยให้กล้องติดตามวัตถุได้อย่างแม่นยำ และฟังก์ชัน Invisible Selfie-Stick ที่เป็นเอกลักษณ์ของกล้อง 360 องศาก็ทำงานได้อย่างไร้ที่ติ ทำให้ภาพที่ได้ดูราวกับถ่ายจากโดรนส่วนตัวที่ตามติดคุณไปทุกที่ นอกจากนี้ ตัวกล้องยังมีความทนทานสูง ด้วยมาตรฐาน กันน้ำลึก 10 เมตร (IP68) โดยไม่ต้องใส่เคส และสามารถทนต่ออุณหภูมิต่ำถึง 20 องศาเซลเซียส DJI Osmo 360 ถูกวางตำแหน่งเป็น กล้อง 360 องศาคุณภาพระดับพรีเมียม ที่เน้นกลุ่มผู้สร้างคอนเทนต์ระดับกลางถึงมืออาชีพ การมีเซนเซอร์ใหญ่และวิดีโอ 8K ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการอัปเกรดคอนเทนต์ VR หรือวิดีโอแอคชั่นที่ต้องมีการ Reframing บ่อยๆ ให้ได้คุณภาพสูงสุด นอกจากนี้ การที่กล้องสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ในระบบนิเวศน์ของ DJI เช่น DJI Mic ได้อย่างราบรื่นผ่านแอปฯ DJI Mimo ยังช่วยให้ผู้ใช้จัดการงานตัดต่อและเสียงได้อย่างครบวงจร ทำให้ DJI Osmo 360 เป็นอุปกรณ์ที่สร้างมาเพื่อมอบความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพ และคุณภาพวิดีโอระดับสูงที่ไม่เป็นสองรองใครในตลาด Action Cam 360 องศา ณ ปัจจุบัน GoPro MAX2 - กล้อง 360 องศา 8K ตัวจริง ที่พร้อมลุยและไม่พลาดทุกช็อต! GoPro ได้ประกาศยกระดับมาตรฐานกล้อง 360 องศาให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว GoPro MAX2 ที่มาพร้อมคำนิยาม "True 8K 360 Video" ซึ่งเป็นจุดขายที่โดดเด่นและแตกต่างที่สุดในตลาด ณ ขณะนี้ กล้องรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อครีเอเตอร์สาย Action และนักผจญภัยที่ต้องการคุณภาพวิดีโอที่คมชัดที่สุด โดย MAX2 สามารถบันทึกวิดีโอ 360 องศาด้วยความละเอียด 8K ที่แท้จริง ซึ่งทำให้ได้ความละเอียดเพิ่มขึ้นถึง 21% เมื่อเทียบกับคู่แข่ง สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องทำ Reframing (เลือกมุมภาพ) ในภายหลัง เพราะแม้จะซูมหรือเลือกมุมออกมาเป็นวิดีโอปกติ ภาพสุดท้ายที่ได้ก็ยังคงมีรายละเอียดที่คมชัดและคุณภาพระดับมืออาชีพ นอกจากนี้ กล้องยังมีความสามารถในการถ่ายภาพนิ่ง 360 องศาความละเอียดสูงถึง 29MP อีกด้วย โดย GoPro MAX2 มีราคาเริ่มต้นที่ 17,500 บาท สิ่งที่ทำให้ MAX2 เหนือกว่ากล้อง 360 องศาอื่น ๆ คือการนำเสนอความสามารถระดับ Pro ที่ไม่เคยมีมาก่อนในกลุ่มกล้องผู้บริโภคทั่วไป ฟีเจอร์เด่นคือการรองรับ 10-Bit Color ในโหมด 8K ซึ่งสามารถบันทึกสีได้มากกว่าหนึ่งพันล้านสี ทำให้ภาพมีความสมจริงและสีสันเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น พร้อมบิตเรต (Bitrate) สูงสุดถึง 300Mbps ซึ่งเป็นบิตเรตที่สูงที่สุดสำหรับกล้อง 360 องศาในตลาดปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเอาใจผู้ใช้งานมืออาชีพด้วยการรองรับ GP-Log Encoding พร้อม LUTs (Look-Up Tables) สำหรับการเกรดสีในขั้นตอน Post-Production ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก MAX2 ยังคงมาพร้อมระบบกันสั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ GoPro อย่าง Max HyperSmooth ที่ทรงพลังที่สุด พร้อม 360 Horizon Lock ที่ล็อกระนาบภาพให้ตรงเสมอไม่ว่ากล้องจะเอียงหรือหมุนไปในทิศทางใดก็ตาม GoPro MAX2 ถูกสร้างมาเพื่อความทนทานและการใช้งานแบบ Action อย่างแท้จริง โดยเป็นกล้อง 360 องศาเดียวที่มาพร้อม เลนส์แบบบิดแล้วถอดเปลี่ยนได้ (Twist-and-Go Replaceable Lenses) ซึ่งทำจากกระจก Optical ที่แข็งแรงเป็นพิเศษ และหากเกิดความเสียหายจากการใช้งานหนัก คุณก็สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ด้วยมือเปล่าโดยไม่ต้องเปลี่ยนกล้องใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดขายด้านความคุ้มค่าและความทนทานที่สำคัญยิ่งกว่าคู่แข่ง นอกจากฟีเจอร์ 360 แล้ว MAX2 ยังสามารถถ่ายวิดีโอ Single-Lens แบบมุมมองกว้าง Max HyperView 180 ในความละเอียด 4K60 ได้อีกด้วย รวมถึงการถ่าย Super Slo-Mo ในโหมด 360 ที่ความละเอียด 4K100 ซึ่งช้ากว่าปกติถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีการอัปเกรดเสียงด้วยชุดไมโครโฟน 6 ตัว พร้อมการรองรับ Bluetooth Audio สำหรับการเชื่อมต่อไมค์ไร้สายหรือหูฟัง เพื่อการควบคุมด้วยเสียงและเสียงวล็อกที่ชัดเจน ทำให้ MAX2 เป็นกล้อง 360 องศาที่สมบูรณ์แบบที่สุดทั้งในด้านคุณภาพ ทนทาน และฟีเจอร์สำหรับครีเอเตอร์ยุคใหม่ Insta360 X5 - ผู้นำด้านคุณภาพ 8K และการตัดต่อ AI ที่ชาญฉลาดที่สุด! Insta360 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดกล้อง 360 องศาด้วยการเปิดตัว Insta360 X5 ซึ่งถูกยกให้เป็นกล้อง Flagship ที่มาพร้อมกับความสามารถในการถ่ายวิดีโอ 360 องศาที่คมชัดระดับ 8K กล้อง X5 ไม่ได้แค่เพิ่มความละเอียด แต่เป็นการยกระดับคุณภาพของภาพอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการใช้เซนเซอร์ขนาดใหญ่ถึง 1/1.28 นิ้ว และระบบชิปประมวลผล Triple AI Chip ที่ทำงานได้เร็วขึ้น 140% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ทำให้วิดีโอที่ออกมามีสีสันที่สมจริง ความคมชัดที่น่าทึ่ง และภาพที่สว่างสดใสแม้ในที่แสงน้อย โดยเฉพาะโหมด 360 PureVideo ที่ใช้ AI ในการลด Noise และเพิ่ม Dynamic Range สำหรับการถ่ายภาพกลางคืนหรือในที่แสงน้อยได้อย่างเหนือชั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Insta360 X5 เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการคุณภาพสูงสุด สำหรับราคาเปิดตัวในประเทศไทยของ Insta360 X5 เริ่มต้นที่ 18,900 บาท สิ่งที่ทำให้ Insta360 X5 โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน คือนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดความยุ่งยากในการใช้งานและเพิ่มความทนทานให้กับกล้อง รุ่นนี้มาพร้อมการออกแบบเลนส์ที่ สามารถถอดเปลี่ยนได้เอง (Fully Replaceable Lenses) ซึ่งหมายความว่าหากเลนส์เกิดความเสียหายจากการใช้งาน Action หนัก ๆ ผู้ใช้ก็สามารถ "แกะออกและใส่เลนส์ใหม่" ได้ทันทีด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องส่งเข้าศูนย์ซ่อมให้เสียเวลา นอกจากนี้ ตัวกล้องยังมีความทนทานสูงขึ้น 100% ในด้านการทนต่อการตกกระแทก และ กันน้ำลึกถึง 49 ฟุต (15 เมตร) ซึ่งดีกว่ารุ่นก่อนถึง 50% ทำให้ X5 เป็นกล้อง 360 องศาที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ตั้งแต่การขี่มอเตอร์ไซค์ การเล่นสกี ไปจนถึงการดำน้ำตื้น นอกจากนี้แบตเตอรี่ใหม่ขนาด 2400 mAh ยังใช้งานได้ยาวนานขึ้นถึง 54% (สูงสุด 208 นาทีในการบันทึกวิดีโอ) และรองรับ Hyper Charging ชาร์จเร็วถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 20 นาที หัวใจสำคัญที่แท้จริงของ Insta360 X5 คือระบบ AI Editing ที่ชาญฉลาดและการตัดต่อที่ง่ายดายในแอปพลิเคชัน FlowState Stabilization ยังคงเป็นระบบกันสั่นที่เชื่อถือได้มากที่สุด พร้อม 360 Horizon Lock ที่ล็อกระนาบภาพให้ตรงตลอดเวลา โดยผู้ใช้สามารถใช้ฟีเจอร์ Reframing เพื่อเลือกมุมที่ดีที่สุดได้ในภายหลังด้วยเครื่องมือ AI ในแอปฯ และสำหรับผู้ที่อยากได้วิดีโอพร้อมแชร์ทันที X5 ก็มี InstaFrame Mode ที่ช่วยสร้างวิดีโอ Flat (มุมมองปกติ) ที่จัดเฟรมให้อย่างสมบูรณ์แบบด้วย AI โดยไม่ต้องเสียเวลาตัดต่อเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ X5 ยังเพิ่มความสะดวกในการควบคุมด้วย Gesture Control และ Voice Control 2.0 ที่อัปเกรดใหม่ รวมถึง Twist to Shoot ที่ให้คุณหมุนไม้เซลฟี่เพื่อเริ่ม/หยุดบันทึกภาพได้ ทำให้ Insta360 X5 เป็นสุดยอดกล้อง Action Cam 360 องศา ที่ผสานคุณภาพวิดีโอ 8K, ความทนทานระดับ Action และความฉลาดของ AI Editing เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เชื่อว่าอ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ ชาว TrueID น่าจะมีกล้อง 360 องศาในใจบ้างแล้วใช่มั้ยครับ และมีคำแนะนำเพิ่มเติม อย่าลืมตรวจสอบ ความเข้ากันได้ของแอปพลิเคชัน กับระบบปฏิบัติการโทรศัพท์ของคุณ (iOS/Android) และดูรีวิวจากผู้ใช้งานจริงว่าแอปฯ มีความเสถียรและใช้งานง่ายหรือไม่ เพราะหัวใจของการใช้กล้อง 360 องศาคือ "แอปพลิเคชัน" สำหรับการตัดต่อและ Reframing นั่นเอง
science-technology • 11 Nov 2025
Read
realme GT 8 Pro : ปฏิวัติกล้องมือถือด้วย Ricoh GR และดีไซน์ "โมดูลาร์" ที่ถอดเปลี่ยนได้
ยุคใหม่ของเรือธง: ประสิทธิภาพสูงสุดและเอกลักษณ์ด้านภาพถ่าย realme ได้ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด realme GT 8 Pro อย่างเป็นทางการในประเทศจีนสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นมากกว่าการอัปเกรดประจำปี แต่เป็นการประกาศสงครามในตลาดพรีเมียมด้วยนวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน realme GT 8 Pro ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการ "ที่สุด" ของประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับ "สไตล์" ที่แตกต่างและประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพ หัวใจหลักด้านประสิทธิภาพของ GT 8 Pro คือชิปเซ็ตเรือธงแห่งยุคอย่าง Qualcomm Snapdragon 8 Elite Gen 5 Extreme Edition ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรม 3nm ซึ่งมาพร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 840 และ RAM LPDDR5X สูงสุด 16GB พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.1 สูงสุด 1TB ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีพลังประมวลผลที่ทรงพลังที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ณ ขณะนี้ นอกจากนี้ realme ยังเพิ่มชิปประมวลผลกราฟิก (Graphic Chip) ที่ออกแบบเองอย่าง R1 เพื่อช่วยเสริมการทำงานของ GPU และยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมและการแสดงผลให้ลื่นไหลยิ่งขึ้น จุดเด่นด้านสเปกเด่นที่เหนือกว่า: หน้าจอ: LTPO AMOLED ขนาด 6.79 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (3136x1440px) อัตรารีเฟรชเรท 144Hz ความสว่างสูงสุดเฉพาะจุดสูงถึง 7,000 nits แบตเตอรี่: ความจุขนาดมหึมา 7,000mAh (แบบ Si/C Dual-cell) รองรับชาร์จไวมีสาย 120W และชาร์จไร้สาย 50W การป้องกัน: มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68/IP69 จุดที่แตกต่าง: Ricoh GR และเกาะกล้องที่ "ถอดเปลี่ยนได้" สิ่งที่ทำให้ realme GT 8 Pro โดดเด่นเหนือเรือธงอื่นในตลาดคือฟีเจอร์ที่เน้นการปรับแต่งและประสบการณ์การถ่ายภาพ ซึ่งเป็นจุดที่ realme สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งที่มักจะเน้นเพียงกำลังซูมหรือความละเอียดพิกเซลเท่านั้น การถ่ายภาพระดับ Ricoh GR realme ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Ricoh (แบรนด์กล้องคอมแพคระดับตำนาน) เพื่อปรับจูนกล้องหลักของ GT 8 Pro ให้มีเอกลักษณ์ กล้องหลักมีความละเอียด 50MP (เซนเซอร์ 1/1.56 นิ้ว, f/1.8 พร้อม OIS) ซึ่งได้รับการปรับแต่งโทนภาพ (Tuned) โดย Ricoh เพื่อให้ได้ "ลายเซ็นต์" ของภาพถ่ายสไตล์ Ricoh GR ที่โดดเด่นเรื่องคอนทราสต์จัดจ้าน สีสันสมจริง และความสมบูรณ์แบบสำหรับ Street Photography โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีโหมดโทนภาพเอกลักษณ์ของ Ricoh GR ให้เลือกถึง 5 แบบ (เช่น Positive, Negative, High-contrast Black White) ชุดกล้องหลังเสริมที่ทรงพลัง: กล้อง Periscope Telephoto 200MP: (เซนเซอร์ ISOCELL HP5 1/1.56 นิ้ว, OIS) รองรับการซูม Optical 3x และ Lossless Zoom สูงสุด 12x กล้อง Ultra-wide 50MP: มุมมอง 116 องศา นวัตกรรมการออกแบบ: โมดูลกล้องที่ถอดเปลี่ยนได้ (Swappable Camera Island) realme GT 8 Pro เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของแบรนด์ที่มาพร้อม โมดูลกล้องที่ถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งมีสลักเกลียว Torx สองตัวสำหรับยึด นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการนำแนวคิด "โมดูลาร์ไรเซชั่น" มาสู่ผู้บริโภคอย่างจริงจัง การปรับแต่งสไตล์: ผู้ใช้สามารถซื้อโมดูลดีไซน์ต่าง ๆ (ทรงสี่เหลี่ยม, ทรงกลม, ทรงหุ่นยนต์) มาเปลี่ยนได้เอง เพื่อให้เข้ากับสไตล์ในแต่ละวัน การสนับสนุน DIY: realme ได้เปิดไฟล์โมเดล 3mf ให้ผู้ใช้สามารถ พิมพ์ 3 มิติ โมดูลเกาะกล้องในแบบที่ตนเองออกแบบได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนนักประดิษฐ์ (Maker) ได้สร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน realme GT 8 Pro ถูกวางตำแหน่งให้เป็น "เรือธงนักฆ่าระดับพรีเมียม (Premium Flagship Killer)" ที่มีสเปกเทียบเท่ากับสมาร์ทโฟนระดับสูงสุดของตลาด แต่มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าอย่างชัดเจน โดยสรุปแล้ว realme GT 8 Pro ไม่ได้เพียงแต่เสนอสเปกที่ "แรง" แต่ยังเสนอ "ความอิสระในการปรับแต่ง" และ "ประสบการณ์การถ่ายภาพที่มีเอกลักษณ์" ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญอย่างมาก การผสานกันระหว่างพลังของ Snapdragon 8 Elite Gen 5, แบตเตอรี่ 7,000mAh และลายเซ็นต์ Ricoh GR ทำให้ GT 8 Pro เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นทั้งในเกมและการสร้างสรรค์ภาพถ่าย realme GT 8 Pro เปิดตัวในประเทศจีนด้วยราคาที่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้รับ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 3,999 หยวน หรือประมาณ 18,000 บาท ซึ่งราคาขายจริงในประเทศไทยอาจมีการปรับเพิ่มเล็กน้อยจากภาษีและค่าใช้จ่ายในการนำเข้า และ GT 8 Pro เตรียมวางจำหน่ายในตลาดโลกเร็วๆ นี้ (คาดว่าเดือนพฤศจิกายน) ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในตลาดเรือธงทั่วโลกอย่างแน่นอนครับ Credit : realme
science-technology • 5 Nov 2025
Read
Samsung Galaxy XR ปฏิวัติโลกเสมือนด้วยพลัง AI ในราคาที่กล้าท้าชน!
Samsung ได้เปิดตัวอุปกรณ์ Extended Reality (XR) ที่ทั่วโลกจับตาอย่าง Samsung Galaxy XR อย่างเป็นทางการในช่วง ปลายเดือนตุลาคม 2568 ในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ โดยประกาศราคาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการที่ 1,799.99 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อแปลงเป็นเงินไทยโดยประมาณแล้วจะอยู่ที่ 60,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการประกาศศักดาครั้งสำคัญของ Samsung และพันธมิตรอย่าง Google และ Qualcomm ในการเข้าสู่สนามรบ Mixed Reality ที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยมีมา Galaxy XR ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นมากกว่าแว่นตาเสมือนจริง แต่เป็นประตูสู่การปฏิวัติการทำงาน การสื่อสาร และความบันเทิงในรูปแบบใหม่ ด้วยการผสานโลกดิจิทัลเข้ากับโลกจริงได้อย่างไร้รอยต่อ สิ่งที่น่าสนใจคือ Samsung ได้เลือกแนวทางที่แตกต่างจากคู่แข่งรายใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศแบบเปิดด้วยพลัง AI ที่ทรงพลังเจาะลึกสเปกและฟีเจอร์ ความคมชัดระดับ 8K และพลังแห่ง Gemini AIหัวใจสำคัญที่ทำให้ Galaxy XR กลายเป็นที่พูดถึงคือสเปกที่จัดเต็มและฟีเจอร์สุดล้ำที่ผสานเทคโนโลยีชั้นนำเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จุดเด่นด้านสเปก : จอภาพที่เหนือกว่า Galaxy XR สร้างมาตรฐานใหม่ด้านความคมชัดด้วยการใช้จอแสดงผล Micro-OLED ความละเอียดสูงถึง 3,552 x 3,840 พิกเซลต่อข้าง ทำให้มีความละเอียดภาพรวมสูงถึง 27 ล้านพิกเซล ซึ่งใกล้เคียงกับความละเอียดระดับ 8K ที่ความหนาแน่น 4,032 PPI มอบภาพที่คมชัด สมจริง และสีสันที่ลุ่มลึก (95% DCI-P3) ขอบเขตการมองเห็นกว้าง 109 องศาในแนวนอน และใช้ชิปเซ็ตที่ออกแบบมาโดยเฉพาะอย่าง Qualcomm Snapdragon XR2+ Gen 2 ที่มีการระบุว่ามีประสิทธิภาพ CPU และ GPU สูงกว่ารุ่นมาตรฐานที่ใช้ในคู่แข่ง ฟีเจอร์พิเศษ : พลังแห่ง Android XR และ Gemini AI Galaxy XR คืออุปกรณ์แรกที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android XR ที่พัฒนาร่วมกับ Google จุดนี้คือความแตกต่างที่สำคัญที่สุด เนื่องจาก Android XR คือแพลตฟอร์มแบบเปิดที่อนุญาตให้แอปพลิเคชัน Android ทั่วไปสามารถรันได้ทั้งหมดทันที หมายความว่าผู้ใช้งานจะมีคลังแอปพลิเคชันพร้อมใช้งานตั้งแต่แกะกล่อง ซึ่งต่างจากระบบปิดของคู่แข่งที่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ การผสานรวม Gemini AI เข้ากับระบบอย่างลึกซึ้ง ทำให้ Galaxy XR ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย AI ที่ชาญฉลาดที่สุด ผู้ใช้สามารถสั่งการด้วยเสียง การมองเห็น หรือท่าทาง เพื่อขอให้ Gemini นำทางใน Google Maps (ในมุมมอง 3 มิติเสมือนจริง), ค้นหาข้อมูล, หรือจัดการงานต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ จุดที่แตกต่างจากคู่แข่ง : การใช้งานจริงและความสบาย ดีไซน์และความสบาย : Galaxy XR ถูกออกแบบโดยเน้นหลักสรีรศาสตร์ มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุล และมีน้ำหนักเพียง 545 กรัม (เบากว่า Apple Vision Pro ที่หนักประมาณ 650 กรัม) ทำให้สวมใส่ได้สบายในระยะยาว และมีแผ่นบังแสงแบบถอดได้ ฮาร์ดแวร์ติดตาม : มาพร้อมกล้องติดตามถึง 6 ตัว สำหรับการติดตามการเคลื่อนไหวของโลกภายนอก, กล้องติดตามดวงตา 4 ตัว ภายใน, เซ็นเซอร์วัดความลึก และรองรับ Wi-Fi 7 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อล่าสุด การวิเคราะห์ตลาดและการวางตำแหน่งของ Galaxy XR Samsung Galaxy XR ถูกวางตำแหน่งไว้ในกลุ่ม Premium-Accessible XR หรืออุปกรณ์ XR ระดับพรีเมียมที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า เมื่อพิจารณาจากภูมิทัศน์ของตลาดอุปกรณ์ XR ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่ง จะมีจุดที่น่าสนใจดังนี้ เทียบกับ Apple Vision Pro : Galaxy XR ท้าชน Apple ด้วยกลยุทธ์ "สเปกสูงในราคาครึ่งเดียว" (Price Aggression) แม้ Vision Pro จะเน้นไปที่ประสบการณ์ในระบบปิดที่สมบูรณ์แบบ แต่ Galaxy XR ชนะขาดในด้าน ความละเอียดหน้าจอรวม (27MP เทียบกับ 23MP ของ Vision Pro) และที่สำคัญที่สุดคือ การเข้าถึงแอปพลิเคชัน Android ที่มีอยู่แล้วนับล้าน ซึ่งทำให้มีประโยชน์ใช้สอยทันทีที่เปิดเครื่อง เทียบกับ Meta Quest 3 : Galaxy XR อยู่ในระดับที่สูงกว่า Meta Quest 3 อย่างชัดเจน โดยมาพร้อม จอ Micro-OLED ที่คมชัดกว่ามาก (27MP เทียบกับ 2064x2208 พิกเซลต่อข้าง), ชิปที่เร็วและแรงกว่า (XR2+ Gen 2 vs. XR2 Gen 2) และ RAM ที่มากกว่าถึงสองเท่า (16GB) ทำให้ Samsung มุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ที่ต้องการประสบการณ์ XR คุณภาพสูงทั้งในด้าน Productivity, Media Consumption และ Gaming ระดับพรีเมียม ที่ Quest 3 ยังไปไม่ถึง โดยสรุปแล้ว Samsung Galaxy XR ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ทางเลือกที่ถูกกว่า Apple แต่เป็น ทางเลือกที่ดีที่สุดในระบบ Android XR ที่ผสานฮาร์ดแวร์ระดับพรีเมียมเข้ากับพลังของ Gemini AI และความยืดหยุ่นของแพลตฟอร์ม Android ทำให้มันเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันเทคโนโลยี XR ให้ก้าวเข้าสู่ตลาดหลักได้อย่างแท้จริง โดยเป็นอุปกรณ์ที่สร้างมาเพื่อผู้บริโภคที่ต้องการเทคโนโลยีล้ำสมัยโดยไม่ทุ่มเงินสูงถึงระดับอัลตร้าพรีเมียม Credit : Samsung
PR News • 31 Oct 2025
Read
อัปเดต มือถือน่าใช้ งบประหยัด ต้อนรับน้องๆ เปิดเทอม
ใกล้เปิดเทอมแบบนี้ และยิ่งอยู่ในช่วงงาน Thailand Mobile Expo 2025 พ่อแม่ผู้ปกครองที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนราคาประหยัดให้กับลูกหลานใช้ติดต่อสื่อสาร แต่อยากได้อุปกรณ์ราคาสบายกระเป๋า วันนี้เรา TrueID รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว 15 โดยเน้นที่มีสเปคคุ้มค่า ราคาประหยัด ลองติดตามกันได้เลยครับ Samsung Galaxy A07 Samsung Galaxy A07 สมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่เน้นความคุ้มค่าและความทนทาน มาพร้อมสเปกที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานพื้นฐานและเล่นเกมเบาๆ ด้วยจุดเด่นที่ ชิปเซ็ต MediaTek Helio G99 (2.2GHz) และหน้าจอขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว PLS LCD ที่มีอัตรารีเฟรช 90Hz ให้ภาพที่ลื่นไหลแม้มีความละเอียด HD+ (720 x 1600 พิกเซล) ส่วนกล้องหลังมีความละเอียดสูงถึง 50.0MP คู่กับกล้อง Depth 2.0MP และกล้องหน้า 8.0MP แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh รองรับการใช้งานตลอดวัน และมีฟีเจอร์เด่นคือการรับประกันการอัปเดต OS ได้ถึง 6 รุ่นและการอัปเดตความปลอดภัยที่ยาวนาน พร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP54 ซึ่งหาได้ยากในระดับราคานี้ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 2,999 บาท (สำหรับรุ่น 4GB/64GB) ทำให้ Galaxy A07 เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการมือถือใช้ได้นานในงบประมาณจำกัดSamsung Galaxy A17 5G Samsung Galaxy A17 5G Samsung Galaxy A17 5G เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่อัปเกรดเพื่อมอบประสบการณ์ที่ลื่นไหลและครบครันยิ่งขึ้น ด้วยขุมพลังจากชิปเซ็ต Exynos 1330 ที่รองรับการเชื่อมต่อ 5G พร้อมหน่วยความจำ RAM 8GB (สูงสุด 256GB ROM) หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ และอัตรารีเฟรช 90Hz ให้ภาพคมชัดสดใส จุดเด่นและฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือระบบกล้องหลัง 3 ตัว โดยมีกล้องหลักความละเอียด 50MP ที่มาพร้อมระบบกันสั่น OIS (Optical Image Stabilization) ทำให้ถ่ายภาพและวิดีโอได้นิ่งและชัดเจนยิ่งขึ้นแม้ในที่แสงน้อย พร้อมแบตเตอรี่ 5,000mAh และการการันตีอัปเดต OS และความปลอดภัยที่ยาวนานถึง 6 ปี รวมถึงการรองรับฟีเจอร์ AI อย่าง Gemini Live โดยมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยที่ 7,499 บาท (สำหรับรุ่น 8GB/128GB) ซึ่งเป็นราคาที่คุ้มค่าสำหรับสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมฟีเจอร์ระดับพรีเมียมและความสามารถ 5G vivo Y04 vivo Y04 เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่เน้นความทนทานและแบตเตอรี่อึดเป็นพิเศษ ด้วยจุดเด่นที่ แบตเตอรี่ BlueVolt ความจุสูง 5,500mAh ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน พร้อมรองรับการชาร์จไว 15W และมีคุณสมบัติความทนทานที่ได้รับการรับรองระดับ SGS 5 ดาว และมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP64 นอกจากนี้ ยังมาพร้อมหน้าจอ LCD ขนาด 6.74 นิ้ว ความละเอียด HD+ ที่รองรับอัตรารีเฟรช 90Hz เพื่อการแสดงผลที่ลื่นไหล ทำงานด้วยชิปเซ็ต Unisoc T7225 (หรือ T612 ในบางข้อมูล) และมี RAM 4GB (พร้อมเทคโนโลยีขยาย RAM) กล้องหลังคู่ความละเอียด 13MP (หลัก) + 0.08MP (เลนส์เสริม) และกล้องหน้า 5MP โดยมีฟีเจอร์เด่นด้านความปลอดภัยในการชาร์จ (24-Dimension Security Protection) และดีไซน์ที่ทนทานต่อแรงกระแทกจากชีวิตประจำวัน ส่วนราคาเริ่มต้นในประเทศไทยอยู่ที่ 2,999 บาท (สำหรับรุ่น 4GB/64GB) ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมือถือราคาประหยัดที่เน้นการใช้งานแบตเตอรี่และมีความทนทานสูง vivo Y21D vivo Y21D เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่ชูจุดเด่นด้านความทนทานและแบตเตอรี่ โดยเป็นรุ่นแรกใน Y Series ที่มาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 และ IP69 พร้อมโครงสร้างกันกระแทกรอบด้าน และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6,500mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 44W FlashCharge ซึ่งถือว่าจัดเต็มมากสำหรับสมาร์ทโฟนราคานี้ ในด้านสเปคมาพร้อมหน้าจอ LCD ขนาด 6.68 นิ้ว ความละเอียด HD+ ที่มีอัตรารีเฟรช 90Hz ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Unisoc T7225 พร้อม RAM สูงสุด 6GB (และสามารถขยายเพิ่มได้อีก) และ ROM สูงสุด 256GB นอกจากนี้ยังมีกล้องหลังหลักความละเอียด 50MP และลำโพงคู่ที่สามารถเร่งเสียงได้สูงสุดถึง 400% มอบประสบการณ์ความบันเทิงที่น่าสนใจ โดยมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยที่ 4,499 บาท (สำหรับรุ่น 4GB/128GB) ซึ่งเป็นราคาที่เข้าถึงได้กับฟีเจอร์ความทนทานและแบตเตอรี่ที่โดดเด่น OPPO A5X OPPO A5X เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่เน้นความทนทานและแบตเตอรี่ที่อึดเป็นจุดเด่นหลัก โดยมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6,000mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จไว 45W SUPERVOOC และยังถูกออกแบบมาให้แข็งแกร่งด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP65 และผ่านมาตรฐานการทดสอบความทนทานระดับทหาร (Military-grade Shock Resistance) ในด้านประสิทธิภาพมาพร้อมหน้าจอ LCD ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด HD+ ที่มีอัตรารีเฟรช 90Hz และความสว่างสูงสุด 1,000 nits (HBM) ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 6s 4G Gen 1 มี RAM 4GB (พร้อมเทคโนโลยีขยาย RAM) และ ROM 128GB มีกล้องหลังความละเอียด 32MP และกล้องหน้า 5MP โดยมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือการรับประกันความลื่นไหลของระบบเป็นเวลา 48 เดือน (48-month Fluency Protection) ทำให้มั่นใจได้ถึงการใช้งานที่ราบรื่นในระยะยาว โดยมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยที่ 3,999 บาท (สำหรับรุ่น 4GB/128GB) ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการมือถือที่แบตเตอรี่อึด ทนทาน และใช้งานได้ยาวนาน OPPO A6 Pro 5G OPPO A6 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่โดดเด่นด้านความแข็งแกร่งและสเปกที่จัดเต็มเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล โดยชูจุดเด่นที่ความทนทานในระดับสูงสุดด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP69 (ทนทานต่อการฉีดน้ำแรงดันสูงและอุณหภูมิสูง) ควบคู่ไปกับมาตรฐานความทนทานเกรดทหาร (Military-grade) ในด้านประสิทธิภาพมาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.57 นิ้ว ความละเอียด FHD+ พร้อมอัตรารีเฟรช 120Hz ที่สว่างสดใสแม้กลางแดด และขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 6300 (รองรับ 5G) นอกจากนี้ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6,500mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 80W SUPERVOOC ทำให้ชาร์จได้อย่างรวดเร็วและใช้งานได้ยาวนาน กล้องหลังหลักมีความละเอียด 50MP และกล้องหน้า 16MP พร้อมลำโพงคู่สเตอริโอที่เร่งเสียงได้สูงถึง 300% โดยมีรุ่นความจุให้เลือกหลากหลาย และมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยที่ 7,999 บาท (สำหรับรุ่น 6GB/128GB) ทำให้เป็นตัวเลือกที่สมูทและทนทานในราคาที่เข้าถึงได้ Redmi A5 Redmi A5 เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่เน้นความคุ้มค่าและมอบประสบการณ์หน้าจอที่เหนือกว่าในเรทราคานี้ โดยมีจุดเด่นหลักอยู่ที่หน้าจอขนาดใหญ่ 6.88 นิ้ว ความละเอียด HD+ ที่มาพร้อมอัตรารีเฟรชสูงสุดถึง 120Hz แบบ AdaptiveSync ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ระดับสูงในมือถือราคาประหยัด พร้อมรองรับการแสดงผลที่สบายตาด้วยการรับรองจาก TV Rheinland ถึงสามใบ ในด้านประสิทธิภาพขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต UNISOC T7250 Octa-core และมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,200mAh ที่รองรับการชาร์จ 15W สามารถใช้งานได้ยาวนาน และมีฟีเจอร์กล้องคู่ AI ความละเอียด 32MP รวมถึงกล้องหน้า 8MP พร้อมไฟ Soft-light ring สำหรับการเซลฟี่ในที่แสงน้อย โดยมีระบบสแกนลายนิ้วมือด้านข้างและรองรับการปลดล็อกด้วยใบหน้าเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจ และมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยที่ 2,499 บาท (สำหรับรุ่น 3GB/64GB) ซึ่งถือเป็นราคาที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้รับ Redmi 15 Redmi 15 (4G) เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่เน้นสเปกที่คุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้ โดยมีจุดเด่นหลักอยู่ที่แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 7,000mAh ที่ทำให้ใช้งานได้ยาวนานถึง 2 วัน และยังรองรับการชาร์จเร็ว 33W พร้อมตัวเครื่องที่มาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP64 นอกจากนี้ยังมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 6.9 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (ในบางแหล่งระบุ 144Hz) ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 685 (หรือ Snapdragon 6s Gen 3 สำหรับรุ่น 5G) พร้อมกล้องหลังคู่ AI ความละเอียด 50MP และทำงานบนระบบปฏิบัติการใหม่ Xiaomi HyperOS 2 บนพื้นฐาน Android 15 ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นมือถือที่เน้นจอใหญ่ แบตอึด และกล้องที่ดีในราคาย่อมเยา โดยมีรุ่น 4G (RAM 8GB/ROM 256GB) ราคาเริ่มต้นในประเทศไทยอยู่ที่ 4,999 บาท (ตามราคาที่ปรากฏในผู้จัดจำหน่าย) และรุ่น 5G เริ่มต้นที่ 5,999 บาท realme Note 70 realme Note 70 เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่เน้นความทนทานและแบตเตอรี่ที่อึดเป็นพิเศษ โดยมีจุดเด่นคือแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 6,300mAh ที่ทางแบรนด์เคลมว่าสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 2 วันเต็ม พร้อมรองรับการชาร์จ 15W ผ่านพอร์ต USB Type-C ตัวเครื่องมีความบางเพียง 7.94 มม. และมาพร้อมความทนทานในระดับสูงด้วยมาตรฐาน IP54 สำหรับกันน้ำและฝุ่น และการป้องกันตัวเครื่องแบบ ArmorShell Protection ที่ทนทานการตกได้ 1.8 เมตร ในด้านหน้าจอมาพร้อมจอ LCD ขนาดใหญ่ 6.74 นิ้ว ความละเอียด HD+ พร้อมอัตรารีเฟรช 90Hz และขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต UNISOC T7250 Octa-core พร้อม RAM 4GB/ROM 64GB ส่วนกล้องหลังมีความละเอียด 13MP และกล้องหน้า 5MP โดยมีฟีเจอร์เด่นด้านเสียงคือ 300% Ultra Volume และมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยอยู่ที่ 2,999 บาท (สำหรับรุ่น 4GB/64GB) HUAWEI nova Y73 HUAWEI nova Y73 เป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้านแบตเตอรี่และความทนทาน โดยมีจุดเด่นหลักคือแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6,620mAh ซึ่งเคลมว่าสามารถใช้งานดูวิดีโอได้นานถึง 1.4 วัน พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว HUAWEI SuperCharge 40W ที่ช่วยให้การชาร์จกลับมาเต็มได้รวดเร็ว ตัวเครื่องมีความทนทานสูงในระดับ 5 ดาว จากการรับรองของ SGS และมีมาตรฐานกันละอองน้ำและฝุ่น IP64 ในด้านสเปกมาพร้อมหน้าจอ LCD ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด HD+ พร้อมอัตรารีเฟรช 90Hz ความสว่างสูงสุด 1,000 nits ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Kirin 710A พร้อม RAM 8GB และ ROM 256GB และมาพร้อมกล้องหลังความละเอียดสูง 50MP โดยใช้งานบนระบบปฏิบัติการ EMUI 12 ซึ่งมี AppGallery เป็นแหล่งรวมแอปพลิเคชันหลัก และมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยอยู่ที่ 5,990 บาท (สำหรับรุ่น 8GB/256GB) HONOR X6C HONOR X6C เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่ชูจุดเด่นด้านความคุ้มค่าและความทนทานในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเน้นฟีเจอร์ที่เกินราคา เช่น หน้าจอขนาดใหญ่ 6.61 นิ้ว ความละเอียด HD+ ที่มาพร้อมอัตรารีเฟรชสูงถึง 120Hz เพื่อการแสดงผลที่ลื่นไหล พร้อมความสว่างสูงสุด 1010 nits จุดเด่นที่น่าสนใจคือแบตเตอรี่ความจุสูง 5,300mAh ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานเกินวัน และยังรองรับการชาร์จเร็ว HONOR SuperCharge 35W นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้องหลักความละเอียด 50MP และที่สำคัญคือการนำฟีเจอร์ AI เข้ามาใช้ในการประมวลผล เช่น HONOR AI Eraser รวมถึงตัวเครื่องที่เน้นความทนทาน ผ่านการรับรองสมรรถนะพรีเมียม SGS ด้านการทนทานต่อการตกกระแทก และมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP64 ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio G81 Ultra และใช้ระบบปฏิบัติการ MagicOS 9 (บนพื้นฐาน Android 15) โดยมีรุ่นความจุ RAM 6GB / ROM 128GB ราคาเริ่มต้นในประเทศไทยอยู่ที่ 3,999 บาท HONOR X8C HONOR X8C เป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมดีไซน์บางเบาด้วยความหนาเพียง 7.12 มม. และน้ำหนัก 174 กรัม แต่เน้นความทนทานสูงด้วยการรับรองสมรรถนะพรีเมียม SGS ด้านความทนทานต่อการตกกระแทก และมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP64 จุดเด่นหลักคือหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2412x1080) ที่มีอัตรารีเฟรช 120Hz และรองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ ในด้านประสิทธิภาพขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 685 พร้อมหน่วยความจำขนาดใหญ่ที่โดดเด่นคือ RAM 16GB (รวม Virtual RAM) และ ROM 512GB กล้องถ่ายภาพจัดเต็มด้วยกล้องหลังหลักความละเอียดสูงถึง 108MP พร้อมระบบกันสั่น OIS และกล้องหน้าความละเอียด 50MP รวมถึงฟีเจอร์ AI ที่น่าสนใจอย่าง AI Eraser สำหรับลบวัตถุที่ไม่ต้องการออกจากภาพ และมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh รองรับชาร์จเร็ว HONOR SuperCharge 35W โดยมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยอยู่ที่ 7,999 บาท (สำหรับรุ่น 16GB/512GB) Infinix Smart 10 Infinix Smart 10 เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่ให้สเปกโดดเด่นเกินราคา โดยมีจุดเด่นหลักคือหน้าจอขนาดใหญ่ 6.67 นิ้ว ความละเอียด HD+ ที่มาพร้อมอัตรารีเฟรชสูงถึง 120Hz และความสว่างสูงสุด 700 nits ทำให้การแสดงผลลื่นไหลและมองเห็นชัดเจนแม้ภายใต้แสงแดด มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,000mAh ที่ใช้งานได้ยาวนาน และรองรับการชาร์จ 15W ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Unisoc T7250 Octa-core พร้อม RAM 3GB/ROM 64GB (สามารถขยาย RAM ได้สูงสุด 6GB) และรันบนระบบปฏิบัติการ XOS 15.1 บนพื้นฐาน Android 15 ตัวเครื่องมีความทนทานต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันด้วยมาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP64 รวมถึงมีระบบลำโพงคู่ 300% Ultra Volume เพื่อประสบการณ์ด้านเสียงที่ดีขึ้น และมีกล้องหน้าและกล้องหลังความละเอียด 8MP โดยมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยอยู่ที่ 2,299 บาท Infinix Hot 60 Pro+ Infinix Hot 60 Pro+ เป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้านดีไซน์และหน้าจอ โดยชูโรงว่าเป็นรุ่นที่มีความบางเฉียบที่สุดเพียง 5.95 มม. และมาพร้อมหน้าจอ AMOLED 3D Curve ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 1.5K (1224 x 2720) ที่มีอัตรารีเฟรชสูงถึง 144Hz พร้อมความสว่างสูงสุด 4500 nits มอบประสบการณ์การแสดงผลระดับสูง ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio G200 และหน่วยความจำขนาดใหญ่ RAM 8GB / ROM 256GB (รวม Virtual RAM สูงสุด 28GB) ในด้านกล้องใช้เซนเซอร์ SONY IMX882 50MP เป็นกล้องหลัก พร้อมฟีเจอร์ AI เช่น AI RAW Masterpiece Engine และ AI Eraser ส่วนแบตเตอรี่มีความจุ 5,160mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 45W และมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่น ลำโพงคู่ Sound by JBL และมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP65 โดยมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยอยู่ที่ 6,499 บาท Nubia Neo 3 5G Nubia Neo 3 5G ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเกมมิ่งโฟนราคาประหยัดภายใต้คอนเซ็ปต์ "Born to Win" โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ดีไซน์แบบ Mecha Design ล้ำสมัย พร้อมไฟ RGB ที่ด้านหลัง และฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์โดยเฉพาะคือ Gaming Shoulder Triggers (ปุ่มทริกเกอร์ไหล่คู่) สำหรับควบคุมเกมอย่างแม่นยำ สเปกเครื่องมาพร้อมหน้าจอ IPS ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ที่มีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตเกมมิ่ง Unisoc T8300 5G SoC ความเร็ว 2.2GHz, RAM 8GB (ขยายได้สูงสุด 20GB) และ ROM 256GB นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6,000mAh รองรับชาร์จเร็ว 33W พร้อมฟีเจอร์ Bypass Charging ที่ช่วยลดความร้อนขณะเล่นเกม รวมถึงระบบ AI Game Space 3.0 ที่ช่วยปรับแต่งเกมโดยอัตโนมัติ โดยมีราคาเริ่มต้นในประเทศไทยอยู่ที่ 6,999 บาท
science-technology • 24 Oct 2025
Read
13 แท็บเล็ตน่าใช้ ในงาน Thailand Mobile Expo 2025
เตรียมตัวให้พร้อม! มหกรรมมือถือที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี Thailand Mobile Expo 2025 กำลังจะกลับมาเขย่าวงการอีกครั้ง พบกับกองทัพสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรุ่นใหม่ล่าสุดเกือบ 100 รุ่นจากทุกแบรนด์ชั้นนำ ที่ยกขบวนมาให้เลือกสรรครบทุกความต้องการ พร้อมจัดหนักด้วย โปรโมชั่นสุดพิเศษ ดีลสุดคุ้ม และสำหรับใครที่กำลังมองหาแท็บเล็ตเครื่องใหม่ วันนี้ TrueID เรารวบรวมรุ่นที่น่าสนใจที่จะเจอได้ในงานนี้มาให้แล้วครับ ลองมาดูกันว่ารุ่นไหนจะโดนใจเพื่อน ๆ มากที่สุด iPad รุ่น 11 นิ้ว 2025 (ชิป A16) iPad รุ่น 11 นิ้ว 2025 (ชิป A16) เป็นแท็บเล็ตที่โดดเด่นในฐานะแท็บเล็ตที่ คุ้มค่าและมากความสามารถ ด้วยขุมพลัง ชิป A16 ที่เร็วและทรงประสิทธิภาพ ทำให้การสร้างสรรค์หรือการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นบน จอภาพ Liquid Retina ขนาด 11 นิ้ว ที่สดใส พร้อมยกระดับการประชุมออนไลน์ด้วย กล้องหน้า 12MP พร้อม Center Stage ในแนวนอน และรองรับการเชื่อมต่อที่รวดเร็วผ่าน Wi-Fi 6 อีกทั้งยังรองรับการใช้งานร่วมกับ Apple Pencil (USB-C) และ Apple Pencil (รุ่นที่ 1) ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่ครบเครื่องทั้งด้านขนาด ประสิทธิภาพ และคุณสมบัติพื้นฐาน ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย **iPad A16 มีราคาเปิดตัวเริ่มต้น 12,900 บาท Samsung Galaxy Tab S11 Ultra (14.6 นิ้ว) Samsung Galaxy Tab S11 Ultra (14.6 นิ้ว) ได้รับการออกแบบให้เป็นแท็บเล็ตระดับ Ultra-Premium ที่ บางเฉียบเพียง 5.1 มม. แต่ทรงพลังเหนือระดับ ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว Dynamic AMOLED 2X ที่สว่างและคมชัดยิ่งขึ้น (สูงสุด 1,600 นิต) พร้อม Galaxy AI อันทรงพลังที่ช่วยสรุปเนื้อหาที่ซับซ้อนและสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างง่ายดาย ตอบโจทย์การทำงานแบบมืออาชีพด้วย Samsung DeX และ S Pen ทรงหกเหลี่ยม รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์การจดบันทึกและการจัดการแอปที่รวดเร็ว ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับทั้งการทำงาน การสร้างสรรค์ และความบันเทิงระดับสูงสุด **Samsung Galaxy Tab S11 Ultra (14.6 นิ้ว) ราคาเปิดตัว 46,900 บาท Samsung Galaxy Tab S10 Lite 5G Samsung Galaxy Tab S10 Lite 5G ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแท็บเล็ตที่ คุ้มค่าและรองรับการเชื่อมต่ออนาคต โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ หน้าจอ TFT ขนาด 10.9 นิ้ว ที่ให้มุมมองกว้างสำหรับการรับชมสื่อและทำงาน, ขับเคลื่อนด้วยชิป Octa-Core ที่ความเร็วสูงสุด 2.4GHz พร้อม RAM 6GB และความจุ 128GB, โดดเด่นด้วยการรองรับ S Pen สำหรับการจดบันทึกและสเก็ตช์ภาพได้อย่างเป็นระเบียบ, และที่สำคัญคือรองรับการเชื่อมต่อ 5G ทำให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วทันใจ, ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 8000mAh ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน **Samsung Galaxy Tab S10 Lite 5G ราคาเปิดตัว 15,990 บาท Xiaomi Pad Mini Xiaomi Pad Mini คือแท็บเล็ตที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ กะทัดรัดขนาด 8.8 นิ้ว ถือมือเดียวได้ง่าย ทำให้พกพาสะดวก แต่ยังคงอัดแน่นด้วยประสิทธิภาพระดับสูงจากชิป MediaTek Dimensity 9400+ กระบวนการผลิต 3nm และขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Xiaomi HyperOS เสริมด้วย หน้าจอความละเอียด 3K อัตรารีเฟรชสูงสุด 165Hz ที่ให้ภาพลื่นไหลคมชัด พร้อมรองรับ Xiaomi Focus Pen ที่ให้ความหน่วงต่ำ และมีฟีเจอร์ AI ที่ล้ำสมัยมากมาย เช่น Google Gemini และ AI Writing เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งหมดนี้มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 7500mAh และระบบชาร์จเร็ว 67W HyperCharge ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่ครบเครื่องทั้งความแรงและความสะดวกในการพกพา **Xiaomi Pad Mini ราคาเปิดตัว 12,990 บาท Xiaomi Pad 7 Xiaomi Pad 7 เป็นแท็บเล็ตที่เน้นมอบ ประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับทั้งความบันเทิงและการทำงาน ด้วยขุมพลัง ชิปเซ็ต Snapdragon 7+ Gen 3 ที่รวดเร็วทันใจ, มาพร้อม หน้าจอคมชัด 3.2K อัตรารีเฟรชสูงถึง 144Hz และรองรับ HDR ความสว่างสูงสุด 800 nits มอบประสบการณ์ภาพที่สวยงามดื่มด่ำ, เสริมด้วย ลำโพงสี่ตัว รองรับ Dolby Atmos เพื่อเสียงรอบทิศทาง, ทั้งยังขับเคลื่อนด้วย Xiaomi HyperOS ที่มาพร้อมฟีเจอร์ Xiaomi HyperAI สำหรับการทำงานอย่างชาญฉลาดในโหมด Workstation, และมี แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 8850mAh พร้อมระบบ 45W เทอร์โบชาร์จ ที่ชาร์จได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นแท็บเล็ตที่ครบเครื่องสำหรับทุกกิจกรรม **Xiaomi Pad 7 ราคาเปิดตัว 10,990 บาท Redmi Pad 2 Redmi Pad 2 เป็นแท็บเล็ตที่มอบประสบการณ์ความบันเทิงได้อย่าง คุ้มค่าและจัดเต็ม ด้วย หน้าจอ 11 นิ้ว ความละเอียด 2.5K ที่คมชัดระดับคริสตัล พร้อมอัตรารีเฟรช 90Hz AdaptiveSync ที่ลื่นไหลและมีฟีเจอร์ จอถนอมสายตา ที่ผ่านการรับรองจาก TV Rheinland ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio G100-Ultra ที่ให้ประสิทธิภาพที่ทรงพลังสำหรับการใช้งานประจำวันและการเล่นเกม, รองรับ ลำโพงสี่ตัว พร้อม Dolby Atmos เพื่อเสียงที่ดื่มด่ำสมจริง, ทั้งยังมาพร้อมกับ แบตเตอรี่ความจุสูง 9000mAh ที่ใช้งานได้ยาวนาน และดีไซน์ตัวเครื่อง โลหะแบบชิ้นเดียว ที่ให้สัมผัสหรูหราเกินราคา **Redmi Pad 2 ราคาเปิดตัว 4,999 บาท OPPO Pad SE OPPO Pad SE ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ความบันเทิงและการใช้งานในครอบครัวที่ สบายตาและยาวนาน โดดเด่นด้วย หน้าจอขนาด 11 นิ้ว ความละเอียด 1920x1200 อัตรารีเฟรช 90Hz ที่ให้ภาพคมชัดลื่นไหล และมีฟีเจอร์ หน้าจอถนอมสายตา ที่ผ่านการรับรองจาก TV Rheinland, มาพร้อม ลำโพง 4 ตัวขนาดใหญ่ พร้อมเทคโนโลยี Omnibearing Sound Field เพื่อเสียงที่ดื่มด่ำ, ขับเคลื่อนด้วย แบตเตอรี่ความจุสูง 9340mAh และรองรับชาร์จไว 33W SUPERVOOC ทำให้ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 11 ชั่วโมง, อีกทั้งยังรวม Google Gemini ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ และ โหมดจัดแต่งพิเศษสำหรับเด็ก พร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อและแชร์ข้อมูลกับอุปกรณ์อื่นได้อย่างง่ายดาย **OPPO Pad SE ราคาเปิดตัว 5,999 บาท HUAWEI MatePad SE 11" HUAWEI MatePad SE 11" เป็นแท็บเล็ตที่โดดเด่นด้วย ดีไซน์โลหะแบบยูนิบอดี้ ที่บางเพียง 6.9 มม. และเบา 475 กรัม ทำให้พกพาสะดวกและทนทาน, มาพร้อม หน้าจอถนอมดวงตา 11 นิ้ว HUAWEI FullView Display ความละเอียด FHD+ ที่ผ่านการรับรองจาก TV Rheinland ว่าลดแสงสีฟ้าและไม่มีการกระพริบของหน้าจอ, ให้ประสบการณ์ด้านเสียงที่ดื่มด่ำด้วย ลำโพงสี่ตัว ที่ปรับแต่งโดยเทคโนโลยี HUAWEI Histen 9.0, รองรับการใช้งานต่อเนื่องยาวนานด้วย แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 7,700 mAh และชาร์จเร็ว 22.5 W, อีกทั้งยังมีฟีเจอร์อัจฉริยะสำหรับการทำงานแบบมัลติทาสกิ้ง เช่น Multi-Window และ การทำงานร่วมกันหลายหน้าจอ กับ PC, รวมถึงรองรับ HUAWEI M-Pen lite และมี Kids Corner สำหรับเด็กอีกด้วย **HUAWEI MatePad SE 11" ราคาเปิดตัว 5,490 บาท HUAWEI MatePad Pro 12.2 HUAWEI MatePad Pro 12.2 เป็นแท็บเล็ตเรือธงที่เน้นการ ปลดปล่อยประสิทธิภาพและการสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพ ด้วย จอแสดงผล Tandem OLED PaperMatte ขนาด 12.2 นิ้ว ที่มีความสว่างสูงสุดถึง 2,000 nits ความละเอียดสูง และให้สัมผัสการเขียนเหมือนกระดาษ พร้อมการป้องกันแสงสะท้อน, ตัวเครื่องมีดีไซน์ที่ บางเพียง 5.5 มม. และมีน้ำหนักเบา, มอบประสบการณ์การทํางานระดับเดสก์ท็อปด้วยแอป PC-level WPS Office 3 และฟีเจอร์มัลติทาสก์อย่าง Live-Multitask ที่สามารถเปิดหน้าต่างได้สามบาน, รองรับการใช้งานร่วมกับ HUAWEI M-Pen lite และ HUAWEI Glide Keyboard ได้อย่างลงตัว, และมาพร้อมแอป GoPaint ที่มีแปรงวาดภาพสีน้ำมัน 3 มิติใหม่ล่าสุด ช่วยให้เข้าถึงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างง่ายดาย **HUAWEI MatePad Pro 12.2 ราคาเปิดตัว 27,990 บาท HONOR Pad X9a HONOR Pad X9a เป็นแท็บเล็ตที่โดดเด่นด้านประสบการณ์ความบันเทิงและดีไซน์ โดยมาพร้อม หน้าจอ HONOR Fullview Display ขนาดใหญ่ 11.5 นิ้ว ที่มีขอบจอบาง, ความละเอียด 2.5K และ อัตรารีเฟรชสูง 120Hz เพื่อภาพที่คมชัดและลื่นไหล, ตัวเครื่องมีดีไซน์แบบ โลหะบางเบา และขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Qualcomm 6nm Snapdragon 685 พร้อมระบบปฏิบัติการ MagicOS 9.0, มี ลำโพง 4 ตัว เพื่อประสบการณ์เสียงที่ดื่มด่ำ, และรองรับการใช้งานยาวนานด้วย แบตเตอรี่ 8300mAh พร้อมชาร์จเร็ว 35 วัตต์ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ ได้รับการรับรองแสงสีฟ้าต่ำและ Flicker-free จาก TV Rheinland เพื่อการใช้งานที่สบายตา **HONOR Pad X9a ราคา 8,499 บาท HONOR Pad 10 HONOR Pad 10 เป็นแท็บเล็ตที่เน้น ประสบการณ์ภาพและเสียงระดับพรีเมียม ด้วย หน้าจอถนอมสายตาขนาด 12.1 นิ้ว ความละเอียด 2.5K ที่มีอัตรารีเฟรช 120Hz พร้อมเทคโนโลยีปกป้องสายตาที่ได้รับการรับรองจาก TV Rheinland และมี ลำโพง 6 ตัว พร้อม HONOR Spatial Audio เพื่อประสบการณ์เสียงรอบทิศทางที่ดื่มด่ำ, ขับเคลื่อนด้วย ชิปเซ็ต Snapdragon 7 Gen 3 ที่เร็วแรง, มี แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 10100mAh พร้อมชาร์จเร็ว 35W ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน, และมาพร้อมกับดีไซน์แบบ Steller Ring บน ตัวเครื่องโลหะที่เบาบาง 6.29 มม. ทำให้เป็นแท็บเล็ตที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำงานและความบันเทิง **HONOR Pad 10 ราคา 12,490 บาท Infinix XPAD 20 Pro Infinix XPAD 20 Pro เป็นแท็บเล็ตพรีเมียมที่เน้นประสบการณ์การใช้งานที่ครบเครื่อง โดยมีจุดเด่นหลักคือ หน้าจอ IPS LCD ขนาดใหญ่ 12 นิ้ว ความละเอียด 2K (1200 x 2000 พิกเซล) พร้อมอัตรารีเฟรช 90Hz ที่ให้ภาพคมชัดและลื่นไหล และได้รับการรับรองจาก TV Rheinland ในการถนอมสายตา, ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio G100 Ultimate ที่เน้นประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน, มาพร้อม ลำโพง 4 ตัว รอบทิศทางพร้อมเทคโนโลยี DTS Audio เพื่อคุณภาพเสียงระดับโรงภาพยนตร์, ตัวเครื่องดีไซน์แบบ Unibody โลหะที่บางเฉียบเพียง 6.58 มม., รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ด้วยการเชื่อมต่อ 4G LTE และ Dual SIM, และมีแบตเตอรี่ความจุ 8,000 mAh พร้อมรองรับชาร์จไว 18W, นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Infinix AI เพื่อช่วยในการทำงานอย่างชาญฉลาด เช่น AI Note-Taking และผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะ **Infinix XPAD 20 Pro ราคา 6,499 บาท TCL NXTPAPER 14 TCL NXTPAPER 14 มีจุดเด่นอยู่ที่ หน้าจอ 2.4K ขนาด 14.3 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี NXTPAPER 3.0 ที่ออกแบบมาเพื่อสุขภาพดวงตาโดยเฉพาะ ด้วยการให้ประสบการณ์เหมือนหน้ากระดาษจริง (E-Paper) ที่มีฟิลเตอร์กรองแสงสีฟ้าต่ำและพื้นผิวแบบแมตต์ช่วยลดแสงสะท้อน, สามารถสลับไปมาระหว่าง 3-in-1 VersaView (โหมด Ink Paper, Color Paper และ Regular) เพื่อการอ่านที่สบายตา, ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล MediaTek Helio G99 (6 นาโนเมตร), มี RAM 8GB พร้อมการขยายเพิ่ม 8GB (รวมเป็น 16GB) และ ROM 256GB, และมาพร้อมกับ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 10,000mAh รองรับระบบ PD ชาร์จเร็ว 33W ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานและรองรับการชาร์จย้อนกลับให้กับอุปกรณ์อื่นได้ **TCL NXTPAPER 14 ราคา 12,990 บาท นี้เป็นเพียงบางส่วนของแท็บเล็ตที่จะมาร่วมจัดดีลจัดโปรในงานนี้ และราคาที่เห็น เป็นราคาเปิดตัวเท่านั้นครับ ในงานจะมีส่วนลดพร้อมของแถมอีกมากมายแน่นอน และอย่าลืมว่า นี่คืองานใหญ่ครั้งสุดท้ายของปีที่คุณไม่ควรพลาดเด็ดขาด! มาเจอกันได้ตั้งแต่วันที่ 23-26 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ เดินทางก็ง่ายแสนง่ายด้วยรถไฟฟ้า MRT ใครที่กำลังหาแท็บเล็ตเครื่องใหม่ มากันได้จ้า
science-technology • 17 Oct 2025
Read
มือถือใหม่ Thailand Mobile Expo 2025 คัดรุ่นใหม่น่าใช้ ที่จะมาในงานนี้
ใกล้เข้ามาแล้วครับ สำหรับงาน Mobile Expo 2025 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 2326 ตุลาคม 2568 ณ. ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ที่เดินทางสะดวกทั้งรถส่วนตัว หรือรถไฟฟ้าก็ง่ายเช่นกัน กลับมาครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งงานที่ใหญ่ที่สุดแห่งปีเลยครับ เพราะจะเป็นงานทิ้งท้ายงานใหญ่ปลายปี ที่เหล่าผู้ผลิตต่างขนดีลเด็ด โปรโมชั่นโดน และของแถมเพียบตามแบบฉบับงานโมบายล์อีกเช่นเคย งาน Thailand Mobile Expo 2025 มหกรรมโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดครั้งนี้ เรา True ID ได้รวบรวมไฮไลต์สำคัญของสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่หลายรุ่นจะมาวางขายที่งานนี้เป็นที่แรก วันนี้เราคัดมาให้เน้นๆ แล้วกับ 30 รุ่นเด็ดที่จะมาแน่ในงานนี้ ใครกำลังเล็งมือถือรุ่นใหม่อยู่ เดินงานนี้น่าจะได้เสียเงินกันล่ะ ไปติดตามกันเลย iPhone 17 Pro Max iPhone 17 Pro Max คือเรือธงที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปิดตัวด้วยดีไซน์ตัวเครื่องแบบชิ้นเดียวที่ขึ้นรูปจากอะลูมิเนียมสุดแกร่ง พร้อมขุมพลัง ชิป A19 Pro ที่เร็วสุดขั้ว และเสริมด้วยเทคโนโลยี Vapor Chamber ช่วยระบายความร้อน ทำให้สามารถรักษาระดับประสิทธิภาพของ CPU และ GPU ได้นานต่อเนื่องสูงสุดถึง 40%! สำหรับสายกล้องก็ไม่ผิดหวัง เพราะมาพร้อมระบบกล้องหลัง 48MP ระดับโปรที่ซูมได้โหดขึ้นถึง 8 เท่าแบบออปติคัล ให้คุณเก็บรายละเอียดได้คมชัดกว่าเดิม และไฮไลต์เด็ดที่ทุบสถิติคือแบตเตอรี่ที่อึดที่สุดในตระกูล iPhone สามารถ เล่นวิดีโอได้นานสูงสุดถึง 37 ชั่วโมง ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ปิดท้ายด้วยการอัปเกรดซอฟต์แวร์สู่ iOS 26 และฟีเจอร์อัจฉริยะ Apple Intelligence ที่ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่การสร้างสรรค์ภาพไปจนถึงการแปลภาษาสดเลยทีเดียว iPhone 17 iPhone 17 มาพร้อมการอัปเกรดที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าจอ Super Retina XDR ขนาด 6.3 นิ้ว ที่สว่างสุดๆ และได้นำเทคโนโลยี ProMotion 120Hz มาใช้ในรุ่นมาตรฐานเป็นครั้งแรก ทำให้การแสดงผลลื่นไหลยิ่งขึ้น พร้อมเสริมความทนทานด้วยกระจก Ceramic Shield 2 ที่ทนการขีดข่วนได้ดีกว่าเดิมถึง 3 เท่า! ด้านประสิทธิภาพใช้ชิป A19 ที่เร็วแรงและมีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ตลอดวัน นอกจากนี้ยังอัปเกรดระบบกล้องหลักเป็น Fusion คู่ 48MP และกล้องหน้าใหม่ Center Stage 18MP ที่สามารถจัดเฟรมภาพเซลฟี่กลุ่มได้อย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการมาพร้อม iOS 26 และคุณสมบัติ Apple Intelligence ที่มีประโยชน์มากมาย เช่น การแปลภาษาสดและการสร้าง Genmoji ที่เปลี่ยนประสบการณ์การใช้งาน iPhone ไปอีกขั้น Samsung Galaxy S25 Ultra Samsung Galaxy S25 Ultra คือสุดยอดสมาร์ทโฟนที่รวมพลังแห่งนวัตกรรมไว้ครบถ้วน โดยมีไฮไลต์เด่นอยู่ที่การเป็นผู้นำเข้าสู่ยุค AI ในมือถือ (Galaxy AI) ที่ช่วยให้การทำงานในชีวิตประจำวันง่ายขึ้นมาก เช่น การทำงานหลายแอปพร้อมกันด้วยการสั่งการง่ายๆ ผ่าน Google Gemini เพียงแค่กดแล้วพูด นอกจากนี้ยังมาพร้อมกล้อง AI ProVisual Engine ที่ล้ำหน้าที่สุด เพื่อให้ได้ฟุตเทจที่คมชัดแม้ในที่แสงน้อย, ขับเคลื่อนด้วย หน่วยประมวลผลทรงพลังที่สร้างมาเพื่อ Galaxy โดยเฉพาะ, และมี อายุแบตเตอรี่ที่ไม่มีใครเทียบได้ ซึ่งใช้งานได้ยาวนานทุบสถิติถึง 37 ชั่วโมงสำหรับการเล่นวิดีโอ, ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ดีไซน์ที่ ประณีตบรรจง ด้วย เฟรมไทเทเนียม ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ และปากกา S Pen ในตัวหนึ่งเดียวในตลาด Samsung Galaxy S25 FE Samsung Galaxy S25 FE มาพร้อมการอัปเกรดที่คุ้มค่าเพื่อมอบประสบการณ์ระดับเรือธงในราคาที่เข้าถึงได้ โดยโดดเด่นด้วยหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X 120Hz ขนาด 6.7 นิ้ว ที่คมชัดและลื่นไหล, ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Samsung Exynos 2400 (Deca-Core) ที่ให้ประสิทธิภาพสูง รองรับวิดีโอ 8K และมีกล้องหลังระดับโปรความละเอียด 50MP + 12MP + 8MP พร้อม Optical Zoom 3x และ OIS กันสั่น ที่สำคัญคือมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,900 mAh ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน รองรับการชาร์จเร็ว 45W (แบบมีสาย) และ 15W (ไร้สาย) พร้อมคุณสมบัติกันน้ำและฝุ่นมาตรฐาน IP68 ที่ช่วยให้คุณมั่นใจในการใช้งานในทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะภายใต้ Galaxy AI มากมาย รวมถึง Google Gemini, Photo Assist และฟีเจอร์แก้ไขภาพอื่นๆ ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการสเปกแรง กล้องเทพ และฟีเจอร์ AI ครบครัน Samsung Galaxy A56 5G Samsung Galaxy A56 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่มอบความสามารถที่โดดเด่นในซีรีส์ Galaxy A โดยมีไฮไลต์ที่หน้าจอแสดงผล FHD+ Super AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ที่มาพร้อมกับ Vision Booster เพื่อความสว่างสูงสุด 1,200 nits ทำให้รับชมได้อย่างยอดเยี่ยมทุกสภาพแสง, ตัวเครื่องมีความทนทานสูงด้วย เฟรมโลหะ และกระจก Corning Gorilla Glass Victus+ พร้อมมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น IP67 ภายในขับเคลื่อนด้วย หน่วยประมวลผล Octa-core ระดับเน็กซ์เจนพร้อมระบบระบายความร้อนที่ดีขึ้น ทำให้การเล่นเกมและการมัลติทาสก์ลื่นไหล, มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,000 mAh ที่สามารถรับชมวิดีโอได้นานถึง 29 ชั่วโมง, และยังมีคุณสมบัติอัจฉริยะอย่าง "วงเพื่อค้นหาด้วย Google" และฟีเจอร์กล้อง Object Eraser ที่ช่วยให้ภาพถ่ายของคุณไร้ที่ติ Xiaomi 15 Ultra Xiaomi 15 Ultra คือสุดยอดสมาร์ทโฟนที่ยกระดับการถ่ายภาพไปอีกขั้น ด้วยระบบ กล้องสี่ตัวแห่งอนาคตจาก Leica ที่มีไฮไลต์คือ กล้องหลัก 1 นิ้ว พร้อมเลนส์ออปติคอล Summilux จาก Leica และกล้อง Ultra Telephoto 200MP ใหม่ล่าสุด ที่ให้ช่วงซูมครอบคลุมตั้งแต่ 14 มม. ถึง 200 มม. พร้อมรูรับแสงที่กว้างในทุกความยาวโฟกัส ซึ่งช่วยให้สามารถเก็บภาพยามค่ำคืนและรายละเอียดจากระยะไกลได้อย่างเหนือระดับ ขุมพลังของเครื่องมาพร้อมกับชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite ที่ใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิต 3nm เพื่อประสิทธิภาพที่ล้ำหน้า พร้อมทำงานบน Xiaomi HyperOS 2 ที่ขับเคลื่อนด้วย Xiaomi HyperAI เพื่อสร้าง Ecosystem อัจฉริยะ นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมีดีไซน์ที่งดงามและทนทานด้วยโครงสร้าง Xiaomi Guardian Structure ที่ใช้เฟรมอะลูมิเนียมความแข็งแรงสูงและปกป้องด้วย Xiaomi Shield Glass 2.0 Xiaomi 15T Pro Xiaomi 15T Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นในด้านประสิทธิภาพและการถ่ายภาพระดับมืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับระบบ กล้อง Leica สามตัว ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มี เลนส์เทเลโฟโต้ Leica 5x Pro พร้อมออปติคัลซูม 5 เท่า และซูมระดับออปติคัลสูงสุด 10 เท่า พร้อมกล้องหลัก 50MP Light Fusion 900 ที่ใช้เลนส์ Summilux จาก Leica ซึ่งมีรูรับแสงกว้างและเซนเซอร์ไดนามิกเรนจ์สูงถึง 13.5EV ทำให้เก็บรายละเอียดแสงและเงาได้อย่างสมบูรณ์แบบแม้ในที่แสงน้อย ด้านประสิทธิภาพขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9400+ และมาพร้อมจอถนอมสายตาขนาด 6.83 นิ้ว ที่มีรีเฟรชเรทสูงถึง 144Hz เพื่อการแสดงผลที่ลื่นไหล นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,500mAh ที่ใช้งานได้ยาวนาน และรองรับระบบชาร์จเร็ว HyperCharge 90W (แบบมีสาย) และ 50W (แบบไร้สาย) ทำให้คุณพร้อมใช้งานอยู่เสมอ Redmi A5 Redmi A5 เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่เน้นมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่าย โดยมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 6.88 นิ้ว ที่ให้อัตราการรีเฟรชสูงถึง 120Hz และรองรับ DC dimming รวมถึงใบรับรองสามใบจาก TV Rheinland เพื่อการถนอมสายตา ทำให้ประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์และการอ่านลื่นไหลและสบายตา ภายในขับเคลื่อนด้วย โปรเซสเซอร์ Octa-core รุ่นใหม่ที่มอบประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นถึง 83% พร้อมรองรับการขยาย RAM แบบไดนามิกสูงสุด 8GB เพื่อความราบรื่นในการใช้งาน ด้านการถ่ายภาพมาพร้อม กล้องคู่ AI 32MP ที่มีเซ็นเซอร์กล้องใหญ่ขึ้น สามารถจับแสงได้มากขึ้น 18% ทำให้ถ่ายภาพยามค่ำคืนได้ดีขึ้น และโดดเด่นด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,200mAh ที่รองรับการชาร์จเร็ว 15W ซึ่งสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 1.45 วันสำหรับการใช้งานทั่วไป vivo X200 Pro vivo X200 Pro ถูกสร้างมาเพื่อเป็นสมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่โดดเด่นด้านการถ่ายภาพและประสิทธิภาพ ด้วยระบบกล้องที่พัฒนาร่วมกับ ZEISS ซึ่งมีไฮไลต์คือ กล้องเทเลโฟโต้ ZEISS APO คมชัด 200MP พร้อมเซนเซอร์ขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ซูมได้ถึง 100x และถ่ายภาพในโหมดต่าง ๆ ได้อย่างน่าทึ่ง เช่น เทเลโฟโต้พอร์ตเทรตที่สมบูรณ์แบบ, และ กล้องหลัก ZEISS สีสันเที่ยงตรง 50MP พร้อมเซนเซอร์ vivo Sony LYT-818 เพื่อภาพถ่ายที่คมชัดและสีสันแม่นยำ ภายในขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง MediaTek Dimensity 9400 ขนาด 3 นาโนเมตร เพื่อประสิทธิภาพที่เหนือกว่า พร้อมชิปประมวลผลภาพและวิดีโอ vivo V3+ นอกจากนี้ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุสุดอึดถึง 6,000 mAh พร้อมเทคโนโลยี Semi-Solid ที่ทนทานต่อสภาวะอุณหภูมิ และมีดีไซน์ที่หรูหราด้วยหน้าจอ Quad Curved ที่เสริมความแข็งแกร่งด้วย กระจก Armor Glass vivo V60 vivo V60 คือสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่มุ่งเน้นประสบการณ์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตขั้นสูงและแบตเตอรี่ที่ทนทานเป็นพิเศษ โดยมีไฮไลต์ที่ระบบกล้อง ZEISS ระดับโปร ประกอบด้วย กล้องหลัก ZEISS OIS 50MP และ กล้องซูเปอร์เทเลโฟโต้ ZEISS 50MP ที่มีโครงสร้างแบบปริทรรศน์ พร้อมระบบกันสั่น OIS ซึ่งสามารถรองรับ พอร์ตเทรต ZEISS หลายระยะโฟกัส ได้ถึง 5 ระยะ และมีโหมด เทเลโฟโต้ซูมเวที 10x เพื่อเก็บภาพได้คมชัดแม้ในระยะไกล ด้านพลังงานโดดเด่นด้วยแบตเตอรี่ BlueVolt ความจุ 6,500 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จไว 90W FlashCharge นอกจากนี้ยังมาพร้อมการป้องกันที่ครอบคลุมด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 และ IP69 และมีฟีเจอร์ AI ช่วยปรับแต่งภาพถ่าย เช่น AI พอร์ตเทรต 4 ฤดู และ AI ช่วยลบวัตถุในภาพ iQOO 13 5G iQOO 13 5G คือสมาร์ทโฟนเรือธงที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการเล่นเกมและการใช้งานหนัก โดยมาพร้อมกับชิปเซ็ตระดับเรือธง Snapdragon 8 Elite Mobile Platform ที่ใช้กระบวนการผลิต 3 นาโนเมตร และสถาปัตยกรรมคอร์ขนาดใหญ่ทั้งหมด 2+6 ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 45% และประหยัดพลังงานมากขึ้น 44% พร้อมระบบระบายความร้อน Ultra VC 7K เพื่อควบคุมอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดดเด่นด้านการแสดงผลด้วย หน้าจอถนอมสายตา 2K 144Hz ที่มาพร้อมชิปประมวลผลกราฟิก Q2 ทำให้สามารถทำงานพร้อมกันที่ความละเอียด 2K และอัตราเฟรม 144 FPS เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่บางเฉียบความจุ 6,150 mAh และระบบกล้องหลังสามตัวความละเอียดสูง 50MP + 50MP + 50MP เพื่อการถ่ายภาพด้วยสีสันสมจริง realme GT 7 Pro realme GT 7 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงที่เน้นพลังการทำงานและการถ่ายภาพขั้นสูง โดยขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite ซึ่งเป็นชิปตัวแรกของ Qualcomm ที่ใช้โครงสร้าง dual prime core และกระบวนการผลิต 3nm จาก TSMC ทำให้มีสมรรถนะสูงขึ้น 45% พร้อมคะแนน AnTuTu มากกว่า 3,000,000+ มาพร้อมกล้องหลัง AI Ultra-clear Snap สามตัวระดับแฟลกชิปจาก Sony ซึ่งประกอบด้วย IMX 882 3X Periscope 50MP เพื่อการซูมระยะไกลถึง 120X ได้อย่างคมชัด และมีฟีเจอร์ AI ด้านภาพถ่ายที่หลากหลาย หน้าจอเป็นแบบ RealWorld Eco OLED Plus ขนาด 6.78 นิ้ว ที่ realme พัฒนาร่วมกับ Samsung ซึ่งเป็นจอแบน LTPO 8T ที่ให้อัตรารีเฟรชแบบแปรผัน 120Hz พร้อมความสว่างสูงสุด 6,500 นิต และยังมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6,500mAh ที่รองรับระบบชาร์จเร็ว Ultra Charge 120W นอกจากนี้ยังมีความทนทานต่อฝุ่นและน้ำในระดับสูงสุดด้วยมาตรฐาน IP69 realme 15 Pro 5G realme 15 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นในด้านประสิทธิภาพ กล้องถ่ายภาพ และแบตเตอรี่ โดยขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 7 Gen 4 ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 1,100,000 คะแนน AnTuTu พร้อมระบบระบายความร้อน 7000mm AirFlow VC ขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเล่นเกมที่หนักหน่วงได้ยาวนาน กล้องมีความคมชัดสูงระดับ Photography Master ด้วยกล้อง 50MP ครบทุกเลนส์ (กล้องหลัก, กล้องมุมกว้าง, และกล้องเซลฟี่) ซึ่งรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 60fps ได้ทุกเลนส์ นอกจากนี้ยังมาพร้อมหน้าจอ 144Hz HyperGlow 4D Curve+ เพื่อประสบการณ์ภาพที่สว่างสดใสและลื่นไหล และมีแบตเตอรี่ความจุใหญ่พิเศษถึง 7,000mAh พร้อมระบบชาร์จไว 80W Ultra Charge ที่ช่วยให้ใช้งานได้ต่อเนื่องตลอดวัน realme Note 70 realme Note 70 เป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นความทนทานและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานเป็นพิเศษ ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6,300mAh พร้อมระบบชาร์จไว 15W และฟังก์ชันชาร์จย้อนกลับ 6W ทำให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 2 วัน ตัวเครื่องมีความแข็งแกร่งด้วยโครงสร้าง ArmorShell ที่ผ่านมาตรฐานทางทหารสำหรับกันกระแทกระดับสูง (ทนตกสูง 1.8 เมตร) และมีระดับการป้องกันฝุ่นและน้ำกระเด็น IP54 ภายในขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Octa-core ที่ทำคะแนน AnTuTu ได้ 280K และมีหน้าจอ 90Hz ที่รองรับ Real DC-Dimming เพื่อถนอมสายตา นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ AI เช่น AI Eraser สำหรับลบวัตถุในภาพ และมีลำโพงที่ให้พลังเสียงดังถึง 300% OPPO Find X8 Pro OPPO Find X8 Pro คือสมาร์ทโฟนแฟลกชิปที่เน้นความเป็น "ที่สุดของกล้อง และ AI ทรงพลัง" โดยมีจุดเด่นที่ระบบกล้อง Hasselblad ที่มาพร้อม กล้องหลัก Hypertone 4 ตัว ประกอบด้วย กล้อง Telephoto คู่ (3x และ 6x) ความละเอียด 50MP ทั้งคู่ ซึ่งรองรับการซูมสูงสุดถึง 120x ด้วยพลัง AI Telescope Zoom พร้อมฟีเจอร์ AI ด้านการถ่ายภาพ เช่น Lightning Snap และ AI Photo Remaster ด้านประสิทธิภาพขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Trinity Engine x Dimensity 9400 ระดับ 3 นาโนเมตร เพื่อการทำงานที่เสถียรและทรงพลัง และมาพร้อมแบตเตอรี่ OPPO Silicon-carbon ความจุ 5,910mAh ที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 26 ชั่วโมง และรองรับการชาร์จไว 80W SuperVOOC OPPO Reno 14 Series OPPO Reno 14 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น "ไอเทมคู่ใจสำหรับปาร์ตี้" โดยเน้นที่การถ่ายภาพพอร์ตเทรตในสภาวะแสงน้อยด้วยฟีเจอร์ AI แฟลช ที่สุดของการถ่ายภาพด้วยแฟลช และ AI แก้ไขภาพอัจฉริยะ 2.0 ที่ทำหน้าที่เหมือนช่างภาพมืออาชีพส่วนตัว ตัวเครื่องมีความโดดเด่นด้วยดีไซน์ลวดลายหางปลาพลิ้วไหวแบบ ดีไซน์ออร่าไล่เฉดสี และ ฝาหลังกระจกกำมะหยี่ ที่บางเฉียบเพียง 7.42 มม. และน้ำหนักเบาเพียง 187 ก. พร้อมหน้าจอ OLED 6.59 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz ที่รองรับฟีเจอร์ Splash Touch และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI สำหรับการเล่นเกม (AI Gaming) และระบบปฏิบัติการ ColorOS ที่มี Google Gemini ในตัว OPPO A6 Pro 5G OPPO A6 Pro 5G มีจุดเด่นที่ความทนทานเป็นพิเศษและอายุการใช้งานที่ยาวนาน ด้วยมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นระดับสูงสุด IP69 ซึ่งสามารถทนทานต่อน้ำแรงดันสูงและน้ำร้อนกระเด็นได้ พร้อมการรับรองมาตรฐานทางการทหารเพื่อทนต่อแรงกระแทก ตัวเครื่องมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6,500mAh ที่ทนทานยาวนานเกิน 5 ปี และรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 80W SUPERVOOC ที่สามารถชาร์จเต็มได้ภายใน 50 นาที นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์ความบันเทิงที่ลื่นไหลผ่านหน้าจอ AMOLED สว่างพิเศษ 120Hz และระบบระบายความร้อน SuperCool VC ที่ช่วยให้เครื่องเย็น แม้ในระหว่างการเล่นเกมหนักด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 6300 HUAWEI Pura 80 Ultra HUAWEI Pura 80 Ultra ถูกนิยามให้เป็น "นิยามใหม่ของดีไซน์แห่งอนาคต" ที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านการถ่ายภาพอย่างที่สุด โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ระบบกล้อง "เทเลโฟโต้คู่แบบสลับได้" ที่มีเซนเซอร์ขนาดใหญ่พิเศษ พร้อม กล้อง Ultra Lighting HDR ขนาด 1 นิ้ว ซึ่งให้ช่วงไดนามิกสูงถึง 16 EV ทำให้เก็บรายละเอียดแสงและเงาได้อย่างแม่นยำแม้ในที่แสงน้อย นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับหน้าจอ Crystal Armour Kunlun Glass รุ่นที่ 2 เพื่อความทนทาน และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่เน้นสัญลักษณ์ Forward Symbol และวงแหวนกล้องสีทอง พร้อมประสบการณ์อันชาญฉลาดและทรงพลังผ่านฟีเจอร์ AI ต่าง ๆ HUAWEI nova Y73 HUAWEI nova Y73 โดดเด่นด้วยการเป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นความอึดของแบตเตอรี่และความทนทาน โดยมาพร้อม แบตเตอรี่ซุปเปอร์ขนาดใหญ่ 6,620 mAh ที่สามารถรองรับการใช้งานได้ยาวนาน และเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 40 W HUAWEI SuperCharge Turbo ที่ชาร์จเพียง 10 นาทีก็สามารถเล่นวิดีโอได้ถึง 5 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังได้รับการออกแบบให้ ทนทานต่อการตกและละอองน้ำ ด้วยการรับรองระดับห้าดาวจาก SGS และมาตรฐาน IP64 สำหรับกันฝนและฝุ่น และมีฟีเจอร์ที่ใช้งานง่ายอย่าง X Button ซึ่งทำหน้าที่เป็นปุ่มลัดอเนกประสงค์สำหรับการเรียกใช้แอปที่ใช้บ่อย, ทางลัดวิดเจ็ต หรือเป็นรีโมทอัจฉริยะ HONOR Magic V5 HONOR Magic V5 เป็นสมาร์ทโฟนจอพับได้ที่เน้นการพลิกโฉมประสบการณ์ผู้ใช้ โดยมีจุดเด่นที่การออกแบบ "ศิลปะแห่งการพับที่ 8.8 มม." ซึ่งบางเฉียบที่สุดในอุตสาหกรรม และมีความทนทานสูงด้วยบานพับเหล็กเกรดโล่ที่ทนทานต่อการพับได้ 500,000 ครั้ง พร้อมการรับรองกันน้ำและฝุ่นระดับ IP58 และ IP59 ด้านประสิทธิภาพขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Mobile Platform และยังให้พลังงานที่ยาวนานด้วย แบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอน 5,820mAh ซึ่งเป็นรุ่นแรกในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการ Gemini AI สำหรับผู้ช่วยอัจฉริยะแบบแบ่งหน้าจอ และมาพร้อมระบบกล้อง HONOR Falcon ที่มีกล้อง Telephoto Periscope Ultra Sensing 64MP เพื่อการถ่ายภาพระดับภาพยนตร์ HONOR 400 Pro HONOR 400 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้านการถ่ายภาพด้วย ระบบกล้องหลัก AI แบบแอดวานซ์ความละเอียด 200MP พร้อมเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ 1/1.4 นิ้ว และระบบกันสั่น OIS/EIS รวมถึงกล้องเทเลโฟโต้ 50MP ที่ซูมออปติคอลได้ 3 เท่า และฟีเจอร์ Advance AI Image to Video และ HD Moving Photo ตัวเครื่องมาพร้อมดีไซน์บางเบา (8.1 มม., 205 ก.) ที่จับถนัดมือ และยังมอบพลังงานที่เหนือกว่าด้วย แบตเตอรี่ซิลิกอนคาร์บอน 6,000mAh พร้อมคุณสมบัติความทนทานระดับสูงด้วยมาตรฐาน กันน้ำและฝุ่น IP68 IP69 นอกจากนี้ยังมี หน้าจอสว่างสูงสุด 5,000 nit ทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนในทุกสภาพแสง HONOR X9C 5G HONOR X9C 5G ถูกออกแบบมาเพื่อความทนทานเป็นพิเศษและแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน โดยมีจุดเด่นหลักคือเทคโนโลยีป้องกันการตกกระแทก HONOR Ultra-Bounce 2.0 ที่ต้านทานการตกได้ถึง 2 เมตร พร้อมการปกป้องรอบด้าน 360 และมาตรฐานกันน้ำระดับ IP65M นอกจากนี้ยังมาพร้อม แบตเตอรี่ซิลิคอนคาร์บอนขนาดใหญ่พิเศษ 6,600mAh ที่รองรับการชาร์จไว 66W HONOR SuperCharge เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานตลอดวัน ด้านความบันเทิงมาพร้อม หน้าจอ Risk-free Dimming ที่มีความสว่างสูงสุดถึง 4,000 nits เพื่อความสบายตา และระบบ กล้อง AI คมชัด 108MP พร้อม OIS เพื่อการถ่ายภาพที่คมชัดและลดภาพเบลอ Infinix GT 30 Pro Infinix GT 30 Pro ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกมเมอร์โดยเฉพาะ โดยมีไฮไลต์สำคัญที่ประสิทธิภาพในการเล่นเกมอย่างเหนือชั้นด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8350 Ultimate 5.5G ที่สามารถขยาย RAM ได้สูงสุดถึง 24GB พร้อมระบบระบายความร้อนเพื่อเกมเมอร์ตัวจริง ตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอเกมมิ่งระดับเรือธง 1.5K 144Hz AMOLED ที่มีอัตรารีเฟรช 144Hz และอัตราการตอบสนองการสัมผัส 2160Hz เพื่อความลื่นไหลสูงสุด นอกจากนี้ยังมีปุ่ม GT Trigger ที่ช่วยให้ควบคุมเกมได้อย่างแม่นยำเหมือนคอนโซล และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์แบบ Mechanical Light Waves ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร พร้อมกล้องหลักความคมชัด 108MP สำหรับการถ่ายภาพที่คมชัดในทุกรายละเอียด Infinix Note 50 Pro+ 5G Infinix Note 50 Pro+ (5G) ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ที่เร็วแรงและทรงพลังในทุกด้าน โดยมีไฮไลต์สำคัญที่สเปคระดับสูง ได้แก่ ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8350 Ultimate ที่รองรับ 5G เพื่อความเร็วเหนือจินตนาการ และมอบประสบการณ์การเล่นเกมเฟรมเรตสูง 120FPS ได้อย่างเสถียร ระบบกล้องโดดเด่นด้วยกล้องหลักคมชัด 50MP พร้อม OIS และกล้อง Periscope Telephoto 50MP ที่สามารถซูมได้สูงสุดถึง 100X และรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 60FPS ตัวเครื่องใช้ แบตเตอรี่ Cheetah Ultra 5,200 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 100W และรองรับการชาร์จไร้สาย MagCharge 50W ทั้งหมดนี้ถูกประกอบอยู่ในดีไซน์ที่ประณีตด้วยวัสดุ ArmorAlloy ที่ผสานความแกร่งจาก Damascus Steel และ Aerospace-Grade Aluminium Infinix Smart 10Plus Infinix Smart 10 Plus เป็นสมาร์ทโฟนที่เน้นความทนทานและการใช้งานที่ยาวนาน ด้วยจุดเด่นหลักคือ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6,000 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จไว 18W ที่สามารถสแตนด์บายได้นานถึง 36 วัน และยังมีความทนทานสูงด้วยมาตรฐาน IP64 กันฝุ่นและน้ำ พร้อมผ่านการทดสอบความทนทานต่อการตกกระแทกถึง 1.5 เมตร ด้านประสบการณ์การใช้งานมีความลื่นไหลจาก จอ Punch-Hole 120Hz ที่สว่างสูงสุด 700 nit ทำให้อ่านชัดแม้กลางแจ้ง และชิปประมวลผล T7250 ที่ได้รับการรับรองความลื่นไหลนาน 48 เดือนจาก TV นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์เสียงที่ดื่มด่ำจาก ลำโพงคู่ ที่มีพลังเสียงเพิ่มขึ้น 300% และมาพร้อมฟีเจอร์ Infinix AI ที่ช่วยในการเขียนสรุป และแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้อย่างง่ายดาย Nothing Phone 3 Nothing Phone (3) ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และฟีเจอร์ที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพ โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ New Glyph Interface ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Nothing ที่ผสานแสงและเสียงเพื่อการแจ้งเตือนและการสื่อสารที่ไม่เหมือนใคร ในด้านการถ่ายภาพ มาพร้อม Four 50MP cameras system และเทคโนโลยี TrueLens Engine 4 เพื่อยกระดับคุณภาพของภาพถ่ายให้เป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน (Phone 2) และมาพร้อม AMOLED Display ที่มอบประสบการณ์การแสดงผลที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังนำเสนอ New Essential Search ภายใต้ระบบปฏิบัติการ Nothing OS เพื่อการค้นหาข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็วและชาญฉลาดยิ่งขึ้น CMF Phone 2 Pro CMF Phone 2 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เน้นความสวยงามตามแบบฉบับของ CMF by Nothing ในโทนสีที่ตัดกันอย่างลงตัว มาพร้อมกับฟีเจอร์หลักที่ครอบคลุมการใช้งานที่จำเป็น โดยมีกล้องหลังแบบ Four cameras system ที่เน้นการเก็บแสงได้มากขึ้น (more light) เพื่อภาพถ่ายที่มีคุณภาพ ตัวเครื่องมาพร้อมประสิทธิภาพที่ปรับปรุงจากรุ่นก่อน และใช้งานได้ยาวนานด้วย แบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh พร้อมทั้งมีหน้าจอแบบ AMOLED display ที่คมชัด นอกจากนี้ยังถูกสร้างขึ้นอย่างมีสุนทรียภาพด้วยขอบที่เพรียวบาง (Sleek edges) และได้รับการรับรองมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่นที่ระดับ IP54 เพื่อความทนทานในการใช้งานในชีวิตประจำวัน Nubia Air Nubia Air เป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เน้นความบางและเบาเป็นพิเศษ โดยมีความบางเพียง 5.9 มม. และน้ำหนักเบาเพียง 172 กรัม ในขณะที่ยังคงความทนทานในระดับเรือธงด้วยมาตรฐาน กันน้ำและฝุ่น IP69K, IP69 และ IP68 หน้าจอเป็นแบบ AMOLED Display ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 1.5K (1224x2720) ที่มีอัตรารีเฟรช 120Hz และความสว่างสูงสุด 4,500 nits ซึ่งถูกปกป้องด้วย Corning Gorilla Glass 7i ด้านประสิทธิภาพขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต octa-core 5G พร้อม Dynamic RAM สูงสุด 20GB และมาพร้อม แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,000mAh พร้อมชาร์จเร็ว 33W สำหรับการถ่ายภาพ มี กล้องหลัง 50MP AI Triple Camera และกล้องหน้า 20MP พร้อมฟีเจอร์ AI อัจฉริยะ เช่น AI Real-time Translate และ AI Magic Photos Nubia Neo 3 GT 5G Nubia Neo 3 GT 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่ถูกออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ยุคใหม่โดยเฉพาะ ด้วยดีไซน์แนว Mecha สุดเข้ม พร้อม RGB Lighting ที่สะท้อนความเป็นสายเกมอย่างชัดเจน และเสริมด้วย Gaming Shoulder Triggers (ทริกเกอร์เกมมิ่งคู่) เพื่อการควบคุมเกมที่แม่นยำและลื่นไหล หน้าจอแสดงผลเป็นแบบ Ultra-Smooth Display 120Hz ขนาด 6.8 นิ้ว ที่มีความสว่างสูงสุดถึง 1,000 nits เมื่อใช้งานกลางแจ้ง ขับเคลื่อนด้วย โปรเซสเซอร์ 5G Unisoc T8300 ประสิทธิภาพสูง พร้อมเทคโนโลยีรวมแรมสูงสุด 20GB Dynamic RAM และแบตเตอรี่ความจุสูง 6,000 mAh พร้อมชาร์จไว 33W ที่รองรับ Bypass Charging เพื่อลดความร้อนขณะเล่นเกม นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบกล้อง AI Neovision 50MP และฟีเจอร์ AI Game Space 3.0 ที่มีคู่หูอัจฉริยะช่วยในการเล่นเกมโดยเฉพาะ Redmagic 10 Air REDMAGIC 10 Air คือสมาร์ทโฟนสำหรับเล่นเกมที่เน้นประสิทธิภาพและความเย็นอย่างเหนือระดับ โดยขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตเรือธง Snapdragon 8 Gen 3 ที่ทำงานร่วมกับชิปเกมมิ่ง RedCore R3 และ Energy Cube Technology เพื่อมอบขุมพลังที่ทรงประสิทธิภาพเกินขีดจำกัด พร้อมระบบระบายความร้อน ICE-X แบบ 9 ชั้น และเทคโนโลยี Liquid Metal Cooling ที่ช่วยให้เล่นเกมได้อย่างราบรื่นและยาวนานโดยไม่ร้อน ตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 6.8 นิ้ว อัตรารีเฟรช 120Hz เพื่อภาพที่สมจริง มี ปุ่มไหล่ (Shoulder Triggers) ที่ตอบสนองรวดเร็วถึง 520Hz และไฟ RGB ที่เสริมบรรยากาศการเล่นเกม นอกจากนี้ยังมี แบตเตอรี่ขนาด 6,000 mAh รองรับชาร์จเร็ว 80W และมีกล้องหลังคู่ 50MP + 50MP พร้อมการทำงานของ Google Gemini AI เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ครบเครื่องยิ่งขึ้น นี้เป็นเพียงบางส่วนของสมาร์ตโฟนที่จะมาถล่มงาน Thailand Mobile Expo 2025 นะครับ เพราะได้ข่าวว่าจะมีมามากกว่า 80 รุ่นที่งานนี้ ใครที่หามือถือใหม่อย่าลืมนะครับ 2326 ตุลาคม 2568 ที่ ศูนย์ฯ สิริกิติ์ แล้วเจอกันครับ
science-technology • 10 Oct 2025
Read
เคส iPhone 17 CaseClub ดีไซน์พรีเมียม ปกป้องครบ จบในที่เดียว
เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นกับฟีเจอร์และดีไซน์ใหม่ ๆ ของ iPhone 17 กันอยู่แน่นอน และพอได้เครื่องมาอยู่ในมือแล้ว สิ่งแรกที่ต้องตามหาก็คือเคสที่จะมาช่วยปกป้องเพื่อนคู่ใจเครื่องใหม่ของคุณ แต่จะดีกว่าไหม? ถ้าเคสที่คุณเลือกใช้ ไม่ได้มีดีแค่การปกป้อง แต่ยังมาพร้อมดีไซน์สุดพรีเมียมที่ช่วยเสริมให้ iPhone ของคุณดูโดดเด่นยิ่งขึ้น? ถ้าคุณกำลังมองหาเคสโทรศัพท์ที่ตอบโจทย์ครบทุกด้านแบบนี้อยู่ล่ะก็ เรามี Case iPhone 17 จาก CaseClub มาแนะนำกัน บอกเลยว่า ครบ จบ ในที่เดียวแน่นอนน! เคสไอโฟน 17 ของ CaseClub มีกี่ประเภท เพราะเรารู้ว่าไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน CaseClub เลยออกแบบเคสไอโฟน 17 มาให้เลือกหลากหลายประเภท เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของคุณได้ดีที่สุด ได้แก่ เคสใส อย่างที่เห็นกันว่าไอโฟน 17 Series ที่ออกมานั้น มีสีสันใหม่ ๆ ที่สวยจนใจเจ็บจริงๆ! โดยเฉพาะสี Cosmic Orange หรือไอโฟนสีส้มคอสมิก ที่เสริมตัวเครื่องให้ดูโดดเด่นมีชีวิตชีวา เคสใสจาก CaseClub จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยปกป้องเครื่องของคุณจากรอยขีดข่วนและการตกกระแทก โดยที่ไม่ต้องซ่อนความงามของสีเครื่องเลยแม้แต่น้อย เคส Magsafe เติมเต็มประสบการณ์การใช้งาน iPhone 17 ของคุณให้สมบูรณ์แบบไปอีกขั้นกับเคส iPhone 17 ที่รองรับ Magsafe ด้วยวงแม่เหล็ก N52 คุณภาพสูง ทำให้สามารถติดแน่นกับอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแท่นชาร์จไร้สาย Power Bank หรือกระเป๋าเก็บบัตรได้อย่างง่ายดาย ดูดติดแน่นปึ้ก ไม่ต้องกลัวหลุดเลย เพิ่มสไตล์ที่เป็นคุณด้วยเคส Magsafe ขอบสีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว สีชมพูและสีฟ้า ช่วยเสริมสไตล์ให้ iPhone 17 ของคุณโดดเด่นไม่เหมือนใคร เคสกระจก ยกระดับความหรูหราให้ iPhone ของคุณไปอีกขั้นด้วยเคสกระจก ที่ให้สัมผัสเรียบหรู เงางามดุจคริสตัล ด้านหลังเป็นกระจกนิรภัย ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้ดีเป็นพิเศษ ช่วยให้เคสของคุณดูใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ เหมาะสำหรับคนที่ชอบความพรีเมียมและอยากให้โทรศัพท์ดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร เคส iPhone 17 จาก CaseClub ดียังไง? ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ iPhone 17 Case ของ CaseClub ยังอัดแน่นไปด้วยคุณภาพและฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องอย่างแท้จริง วัสดุคุณภาพ ปกป้องรอบด้าน เราคัดสรรวัสดุเกรดพรีเมียม ทั้ง Hybrid TPU ที่มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยดูดซับแรงกระแทกบริเวณขอบเครื่อง และ PC ที่แข็งแรงทนทานบริเวณด้านหลัง พร้อมยกขอบสูงรอบเลนส์กล้องและหน้าจอ ป้องกันการสัมผัสกับพื้นผิวโดยตรง มั่นใจได้เลยว่า iPhone 17 ของคุณจะปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ดีไซน์สวยหรู บางเบา พกพาง่าย ถึงจะเน้นเรื่องการปกป้อง แต่เราก็ไม่ลืมเรื่องดีไซน์ เคสทุกชิ้นถูกออกแบบมาให้มีขนาดพอดีกับตัวเครื่อง บางเบา ไม่เทอะทะ ทำให้คุณยังคงสัมผัสได้ถึงความพรีเมียมของ iPhone และพกใส่กระเป๋าได้อย่างสะดวกสบาย รองรับ MagSafe และอุปกรณ์เสริม เคสส่วนใหญ่ของเราถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งาน MagSafe ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะชาร์จไร้สายหรือใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ก็ทำได้อย่างไม่มีสะดุด ไม่ต้องถอดเคสเข้า ๆ ออก ๆ ให้วุ่นวาย ออกแบบเคสได้ในสไตล์ของคุณ เบื่อไหมกับเคสดีไซน์เดิม ๆ ที่ซ้ำกับคนอื่น? ที่ CaseClub เข้าใจดีว่าทุกคนมีความเป็นตัวเอง จึงเปิดโอกาสให้คุณสามารถสร้างสรรค์เคสในแบบที่เป็นคุณได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ชื่อ เพิ่มข้อความเก๋ ๆ หรือแม้กระทั่งพิมพ์ภาพถ่ายความทรงจำดี ๆ ลงบนเคส เพียงเท่านี้คุณก็สามารถมีเคสไอโฟน 17 ที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก ไม่ซ้ำใครและบ่งบอกสไตล์ของคุณได้ชัดเจนที่สุด เลือก Case iPhone 17 ที่ดีที่สุด ต้องที่ CaseClub เท่านั้น การเลือกเคสดี ๆ สักชิ้นก็เหมือนกับการลงทุนเพื่อความสบายใจ เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้ และถ้าคุณกำลังมองหา Case iPhone 17 ที่เพอร์เฟกต์ทั้งในเรื่องดีไซน์ที่สวยงาม การปกป้องที่ไว้ใจได้ และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน บอกเลยว่าไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกล เพราะ CaseClub ได้รวบรวมทุกสิ่งที่คุณต้องการมาไว้ในที่เดียวแล้ว เตรียมตัวปกป้อง iPhone 17 ของคุณด้วยเคสที่ดีที่สุดจากเรา! เลือกชมและเป็นเจ้าของเคสไอโฟน 17 จาก CaseClub ได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์ https://www.caseclub.in.th/thหรือช้อปได้ที่ CaseClub ทุกสาขา รวมถึงติดตามโปรโมชันพิเศษได้ที่ Facebook และ Instagram ของเรา แล้วคุณจะรู้ว่าเคสที่ใช่... อยู่ใกล้แค่คลิกเดียว!
PR News • 3 Oct 2025
Read
แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน ตุลาคม 2568
ปี 2568 เดินทางมาถึงเดือนตุลาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่าเข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ สมาร์ตโฟนมากมายหลายรุ่นต่างถูกเปิดตัวออกมามากมายหลายรุ่น และแทบจะครบทุกช่วงราคาตั้งแต่เรือธงไปจนถึงรุ่นราคาประหยัดสบายกระเป๋าครับ มาดูกันครับว่ามือถือเปิดตัวใหม่ประจำเดือนตุลาคม 2025 จะมีรุ่นไหนน่าสนใจกันบ้าง ไปติดตามกันได้เลย iPhone 17 Series ในที่สุด Apple ก็ได้เปิดตัว iPhone 17 Series ซึ่งประกอบไปด้วย iPhone 17 Pro Max, 17 Pro และรุ่นน้องเล็ก iPhone 17 ซึ่งเป็นเรือธงสาย iOS ที่หลายคนรอคอย โดยแต่ละรุ่นมีจุดที่น่าสนใจดังนี้ iPhone 17 Pro และ 17 Pro Max iPhone 17 Pro และ 17 Pro Max คือที่สุดของสมาร์ทโฟนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้ใช้งานระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ ด้วยการออกแบบที่เน้นประสิทธิภาพและนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด จุดเด่น อยู่ที่การใช้ชิปเซ็ตใหม่ล่าสุด A19 Pro ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม 6-core GPU และ Neural Accelerators ขั้นสูง ที่มอบพลังประมวลผลสูงสุดสำหรับการใช้งานหนักและเร่งความเร็วด้วยฮาร์ดแวร์ Ray Tracing โดยรุ่น Pro มาพร้อมจอภาพ Super Retina XDR ขนาด 6.3 นิ้ว ขณะที่รุ่น Pro Max มีจอใหญ่ถึง 6.9 นิ้ว ทั้งคู่ติดตั้งพอร์ต USB-C ที่รองรับมาตรฐาน USB 3 ซึ่งทำให้การถ่ายโอนข้อมูลรวดเร็วกว่าเดิมถึง 20 เท่า เหมาะอย่างยิ่งกับเวิร์คโฟลว์ของผู้สร้างคอนเทนต์ การออกแบบตัวเครื่องอะลูมิเนียม Unibody ที่เพรียวบางยังช่วยเสริมให้การใช้งานแบตเตอรี่เหนือชั้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดย ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 43,900 บาท จุดขายที่แท้จริงของ iPhone 17 Pro Series คือความสามารถด้านภาพยนตร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปฏิวัติวงการ กล้องหลังติดตั้งระบบ 48MP Pro Fusion Camera System เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงเลนส์ Telephoto ที่สามารถซูมแบบออปติคัลได้ถึง 8 เท่า พร้อมฟีเจอร์วิดีโอระดับสตูดิโออย่างการบันทึก ProRes RAW, Apple Log 2 และ Dolby Vision 4K ที่ 120 fps นอกจากนี้ ระบบยังถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับ Apple Intelligence โดยเฉพาะ ทำให้สามารถใช้ฟีเจอร์อัจฉริยะต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพด้วย AI หรือการแปลภาษาแบบสด (Live Translation) ด้วยความล้ำหน้าด้านกล้อง ประสิทธิภาพการประมวลผล และการเชื่อมต่อความเร็วสูง ทำให้ iPhone 17 Pro และ Pro Max เป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับนักธุรกิจ ผู้สร้างภาพยนตร์ และทุกคนที่ต้องการเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดจาก Apple iPhone 17 iPhone 17 ถูกเปิดตัวในฐานะสมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่มอบประสบการณ์และคุณสมบัติระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น จุดเด่นที่ชัดเจนคือการยกระดับครั้งใหญ่ด้านจอภาพ ด้วยจอ Super Retina XDR ขนาด 6.3 นิ้วที่มาพร้อมเทคโนโลยี ProMotion 120Hz และความสว่างสูงสุดถึง 3,000 นิต ซึ่งเดิมมีเฉพาะในรุ่น Pro เท่านั้น ผสานกับดีไซน์ที่ทนทานยิ่งขึ้นด้วยกระจกหน้า Ceramic Shield 2 และยังคงเอกลักษณ์ด้วย Dynamic Island ที่ทำงานอย่างชาญฉลาด หัวใจหลักของเครื่องคือชิปเซ็ต A19 ใหม่ล่าสุด ที่มอบประสิทธิภาพ CPU ที่เร็วขึ้นสูงสุด 50% และ GPU ที่เร็วขึ้นสูงสุด 2.1 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้ iPhone 17 ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อสำหรับการเล่นเกม การใช้งานแอปพลิเคชันที่หนักหน่วง และการประมวลผล AI ต่างๆ โดย ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 29,900 บาท สำหรับรุ่นเริ่มต้น 256GB ที่ให้ความจุเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ส่วนสำคัญที่ทำให้ iPhone 17 เป็นจุดขาย คือการผสมผสานฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ล้ำหน้า เริ่มจากระบบกล้องถ่ายภาพ 48MP Dual Fusion ที่ให้ภาพถ่ายความละเอียดสูงเป็นพิเศษ พร้อมความสามารถด้านเทเลโฟโต้ 2 เท่าคุณภาพระดับออปติคัล และกล้องหน้า Center Stage 18MP ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการปรับเฟรมภาพอย่างชาญฉลาด นอกจากนี้ iPhone 17 ยังทำงานบน iOS 26 ซึ่งรองรับ Apple Intelligence อย่างเต็มรูปแบบ ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันด้วยฟีเจอร์อย่าง Visual Intelligence และ Live Translation ด้านพลังงานมาพร้อมแบตเตอรี่ที่อึดทน ใช้งานได้ตลอดวัน (เล่นวิดีโอนานขึ้นสูงสุด 11 ชั่วโมง) ทำให้ iPhone 17 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มีความเสถียร ประสิทธิภาพสูง กล้องสวย และเทคโนโลยีล่าสุดครบครัน โดยไม่ต้องจ่ายในราคาของรุ่น Pro Xiaomi 15T Series Xiaomi ได้เปิดตัวสมาร์ตโฟนสเปคคุ้มค่าระดับกลาง แต่ให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมเกินราคาอย่าง Xiaomi 15T Series ที่ประกอบด้วย 2 รุ่น คือ Xiaomi 15T Pro และ Xiaomi 15T โดยมีจุดที่น่าสนใจดังนี้ Xiaomi 15T Pro Xiaomi 15T Pro คือสมาร์ทโฟนเรือธงที่เน้นการมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมรอบด้าน โดยมี กล้องถ่ายภาพ เป็น จุดขาย ที่โดดเด่นที่สุด ด้วยระบบกล้องสามตัวที่พัฒนาร่วมกับ Leica ที่ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP ที่ใช้เซนเซอร์ Light Fusion 900 และเลนส์ Telephoto ระดับมือโปร 5x เซนเซอร์ 50MP ที่สามารถซูมได้สูงสุดถึง 100 เท่า พร้อมเลนส์ออปติคอล Summilux อันเลื่องชื่อของ Leica ทำให้ภาพถ่ายคมชัด เก็บรายละเอียดได้ครบทุกช่วงระยะโฟกัส ด้าน ฟีเจอร์เด่น ด้านประสิทธิภาพถูกขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตระดับเรือธง MediaTek Dimensity 9400+ กระบวนการผลิต 3nm ที่ให้การตอบสนองที่ลื่นไหลแม้ในการประมวลผลแอปพลิเคชันที่หนักหน่วงและการเล่นเกมกราฟิกสูง ผสานกับ RAM LPDDR5X และพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.1 ทำให้เครื่องทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง โดยรุ่นความจุเริ่มต้นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยคือ 12GB + 512GB มีราคาเปิดตัวที่ 21,990 บาท อีกหนึ่ง จุดเด่น ที่สำคัญคือประสบการณ์การรับชมที่เหนือระดับจากหน้าจอถนอมสายตาขนาดใหญ่พิเศษ 6.83 นิ้ว ความละเอียด 1.5K ที่มาพร้อม อัตรารีเฟรช 144Hz ขอบจอบางเฉียบ และขีดความสามารถในการป้องกันดวงตาหลายมิติ รวมถึงเทคโนโลยี Flicker-Free ที่ช่วยให้การใช้งานเป็นธรรมชาติและสบายตาตลอดวัน นอกจากนี้ Xiaomi 15T Pro ยังมาพร้อมการจัดการพลังงานที่ยอดเยี่ยม ด้วยแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตระกูล T-Series ที่มอบความอึดที่ใช้งานได้ยาวนานในดีไซน์ที่ยังคงความเพรียวบาง โดยใช้ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ Xiaomi Surge T1S Tuner ที่พัฒนาขึ้นเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อทั้ง Wi-Fi, Bluetooth, GPS และสัญญาณมือถือ ทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มองหาเรือธงที่โดดเด่นทั้งด้านกล้องถ่ายภาพ, ประสิทธิภาพระดับสูงสุด และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน Xiaomi 15T Xiaomi 15T ถูกนำเสนอในฐานะสมาร์ทโฟนที่มอบประสิทธิภาพระดับเรือธงในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างยิ่ง โดยมี จุดเด่น คือการผสานพลังประมวลผลอันทรงพลังเข้ากับเทคโนโลยีกล้องระดับโลกของ Leica หัวใจหลักของเครื่องคือชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8400 Ultra ที่ถูกปรับแต่งมาเป็นพิเศษ (Customized) เพื่อมอบการทำงานที่รวดเร็วและเสถียรสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเล่นเกมหนักๆ พร้อมหน่วยความจำ RAM LPDDR5X และพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.0 ซึ่งรับประกันความลื่นไหลในทุกสถานการณ์ อีกหนึ่ง ฟีเจอร์เด่น คือหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.83 นิ้ว ที่รองรับ อัตรารีเฟรช 120Hz และความสว่างสูงสุดถึง 3,200 nits ทำให้การแสดงผลคมชัดและสู้แสงได้ดีเยี่ยม ตอบโจทย์การเป็นสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าในทุกมิติ โดยมีราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยสำหรับรุ่นความจุ 12GB + 256GB คือ 15,990 บาท จุดขาย หลักของ Xiaomi 15T คือประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพที่ได้รับการยกระดับด้วยความร่วมมือกับ Leica ซึ่งประกอบด้วยระบบกล้องสามตัว: กล้องหลัก 50MP ที่ใช้เซนเซอร์ Light Fusion 800, กล้อง Telephoto 50MP ที่รองรับการซูมแบบออปติคัล 2 เท่า และกล้อง Ultra-wide 12MP นอกจากนี้ยังมาพร้อมซอฟต์แวร์พิเศษอย่าง โหมดถ่ายภาพสตรีท Leica ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บภาพช่วงเวลาสั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ พร้อมมอบสไตล์และระยะโฟกัสแบบคลาสสิกของ Leica ขณะที่ด้านแบตเตอรี่ติดตั้งขนาด 5,500 mAh ซึ่งมอบความอึดที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน และทำงานบนระบบปฏิบัติการ HyperOS 2 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ในอีโคซิสเต็มของ Xiaomi ทำให้ 15T เป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่องสำหรับผู้ที่ต้องการกล้องสวย ประสิทธิภาพแรง และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ไว้ใจได้ realme 15 Series 5G สำหรับใครที่มองหาสมาร์ตโฟนระดับกลาง เน้นถ่ายรูปสวยในงบนี้ realme 15 Series 5G ก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจครับ โดยซีรีส์นี้มีทั้งหมด 3 รุ่น ดังนี้ realme 15 Pro realme 15 Pro 5G ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่มอบประสบการณ์ที่ทรงพลังและยั่งยืน โดยมี จุดขาย หลักคือการผสานประสิทธิภาพระดับสูงเข้ากับแบตเตอรี่ที่ใหญ่พิเศษ รุ่นนี้มาพร้อมกับชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 7 Gen 4 ที่ใช้สถาปัตยกรรม 4nm มอบขุมพลังที่เหนือกว่าสำหรับการเล่นเกมและการทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ และยังโดดเด่นด้วย ฟีเจอร์เด่น ด้านพลังงานด้วยแบตเตอรี่ความจุ massive 7000mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็ว 80W Ultra Charge ที่ทำให้ใช้งานได้ยาวนานตลอดวันและชาร์จกลับได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่จอแสดงผลเป็นแบบ 144Hz HyperGlow 4D Curve+ ขนาด 6.8 นิ้ว ที่มีความสว่างสูงสุดถึง 6500 nit ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนแม้กลางแจ้ง กล้องหลังหลักติดตั้งเซนเซอร์ Sony IMX896 50MP พร้อม OIS และกล้องหน้า 50MP ที่รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 60fps ได้ทุกเลนส์ รวมถึงฟีเจอร์ AI Party Mode ที่ช่วยให้การถ่ายภาพในงานปาร์ตี้คมชัดและสว่างสะดุดตา โดย ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 14,999 บาท สำหรับรุ่นความจุ 12GB + 256GB ทำให้ realme 15 Pro 5G เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความครบเครื่องทั้งสเปค, กล้อง และแบตเตอรี่ที่อึดทนเป็นพิเศษในราคาที่คุ้มค่า realme 15 realme 15 5G ถูกวางตำแหน่งเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มอบความคุ้มค่าสูงสุด ด้วยการเน้น จุดเด่น ด้านประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ หัวใจหลักของเครื่องคือชิปเซ็ต Dimensity 7300+ 5G ขนาด 4nm ที่มอบพลังการประมวลผลที่เร็วและเสถียรสำหรับการเล่นเกมและการใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง ฟีเจอร์เด่น ที่สำคัญที่สุดคือแบตเตอรี่ 7000mAh ที่ใหญ่พิเศษ (massive battery) ซึ่งทำงานร่วมกับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W Ultra Charge ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 2 วันต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว ตัวเครื่องยังคงดีไซน์ที่บางเฉียบเพียง 7.66 มม. พร้อมหน้าจอ AMOLED 144Hz ขนาด 6.77 นิ้ว ที่ให้ภาพลื่นไหลและมีสีสันสดใส และไม่น้อยหน้าด้านการถ่ายภาพ ด้วยกล้องหลัก 50MP พร้อมเซนเซอร์ Sony IMX882 และ OIS รวมถึงกล้องหน้า 50MP ที่รองรับฟีเจอร์ AI ครบเครื่อง เช่น AI Party Mode สำหรับการถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างคมชัด จึงทำให้ realme 15 5G เป็น จุดขาย สำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ทรงพลัง แบตอึด และมีฟีเจอร์ AI ครบครันในราคาสุดคุ้ม โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 12,999 บาท สำหรับรุ่นความจุ 12GB + 256GB realme 15T realme 15T 5G ถูกนำเสนอในฐานะน้องเล็กสุดของซีรีส์ที่ยังคงรักษามาตรฐานระดับสูงในราคาที่เข้าถึงได้ โดยมี จุดเด่น ที่เน้นความทนทานของแบตเตอรี่และมาตรฐานการกันน้ำ/กันฝุ่นระดับสูง หัวใจสำคัญคือ ฟีเจอร์เด่น ที่ไม่เป็นรองใคร ได้แก่ แบตเตอรี่ความจุใหญ่พิเศษ 7000mAh ที่ทำให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว 60W Fast Charging แม้จะเป็นรุ่นเล็ก แต่ realme 15T ยังมาพร้อมกับจอแสดงผล AMOLED 4000nit ขนาด 6.57 นิ้ว ที่มีอัตรารีเฟรช 120Hz เพื่อการแสดงผลที่สว่างสดใสและลื่นไหล และใช้ชิปเซ็ต Dimensity 6400 Max 5G สำหรับการใช้งานที่รวดเร็วทันใจ นอกจากนี้ยังชู จุดขาย ด้านการถ่ายภาพด้วยกล้อง AI ความละเอียด 50MP ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง และมีความโดดเด่นเป็นพิเศษด้วยมาตรฐานการกันน้ำและกันฝุ่นสูงสุดถึง IP66/IP68/IP69 ซึ่งมอบความมั่นใจในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 9,999 บาท สำหรับรุ่นความจุ 8GB + 256GB ทำให้ realme 15T เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่อึดทน ฟีเจอร์ครบ และมีราคาประหยัดครับ OPPO A6 Pro 5G OPPO A6 Pro 5G ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ทนทาน แบตเตอรี่อึด และมีประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้เป็นอันดับแรก จุดเด่น ที่สำคัญที่สุดของรุ่นนี้คือความทนทานในทุกสภาวะ ด้วยการรับรองมาตรฐานกันน้ำและกันฝุ่นในระดับสูงสุดถึง IP69, IP68 และ IP66 รวมถึงมาตรฐานความทนทานทางทหาร MIL-STD-810H ฟีเจอร์เด่น ที่ถูกเน้นย้ำคือพลังงานที่ยาวนานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6,500mAh (หรือ 7,000mAh ในบางข้อมูล) พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W SUPERVOOC Flash Charge ที่ชาร์จเต็มได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมาพร้อมหน้าจอ AMOLED 120Hz Ultra Bright Display ขนาด 6.57 นิ้ว ที่ให้ภาพสว่างคมชัดแม้กลางแจ้ง และชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 6300 5G (ในไทย) ที่มอบประสิทธิภาพที่เสถียรสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเล่นเกมผ่านระบบระบายความร้อน SuperCool VC System กล้องหลักความละเอียด 50MP พร้อม AI สำหรับการแก้ไขภาพที่ชาญฉลาดเป็นอีกหนึ่ง จุดขาย สำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนระดับกลางที่ทนทานเป็นพิเศษและมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 9,999 บาท สำหรับรุ่นความจุ 8GB + 256GB Redmi 15C Redmi 15C ถูกเปิดตัวมาเพื่อเป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่เน้นความคุ้มค่าและความอึดในการใช้งานเป็นหลัก โดยมี จุดเด่น ที่สำคัญที่สุดคือแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 6000mAh ที่รองรับการชาร์จเร็ว 33W Fast Charging ทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดกลางคัน ฟีเจอร์เด่น ที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือหน้าจอขนาดใหญ่เต็มตา 6.9 นิ้ว ความละเอียด HD+ พร้อมอัตรารีเฟรช 120Hz AdaptiveSync ซึ่งให้ประสบการณ์การรับชมที่ลื่นไหลและคมชัดกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio G81-Ultra ที่มอบประสิทธิภาพการทำงานที่ราบรื่นสำหรับการใช้งานทั่วไปและการเล่นเกมเบา ๆ รวมถึงมาพร้อมกล้องหลัก 50MP AI Camera และการทำงานบนระบบปฏิบัติการใหม่ Xiaomi HyperOS 2 ที่เพิ่มความลื่นไหลและฟีเจอร์ AI ที่น่าสนใจ จุดขาย หลักของ Redmi 15C จึงอยู่ที่การรวมกันของจอขนาดใหญ่ แบตเตอรี่ที่อึดทน และสเปคที่เกินราคา โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 3,499 บาท สำหรับรุ่นความจุ 6GB + 128GB POCO C85 POCO C85 เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่ชูโรงด้วยสเปคที่เกินคุ้มในราคาประหยัดอย่างชัดเจน จุดเด่น ที่สำคัญที่สุดคือการมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่เต็มตาถึง 6.9 นิ้ว ที่รองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz AdaptiveSync ทำให้การแสดงผลภาพมีความลื่นไหลเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน ขณะที่ ฟีเจอร์เด่น ยังเน้นไปที่ความอึดของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6000mAh ที่รองรับการชาร์จเร็ว 33W พร้อมด้วยประสิทธิภาพจากชิปเซ็ต MediaTek Helio G81-Ultra ซึ่งทำให้การใช้งานทั่วไปและการเล่นเกมเบาๆ เป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังมีกล้องหลัก 50MP AI Camera และทำงานบนระบบปฏิบัติการใหม่ Xiaomi HyperOS 2 จุดขาย ของ POCO C85 คือการมอบประสบการณ์ "จอใหญ่ 120Hz แบตอึด" ที่ครบเครื่องในราคาเข้าถึงง่าย โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 3,299 บาท สำหรับรุ่นความจุ 6GB + 128GB (ซึ่งมีราคาโปรโมชั่นช่วงเปิดตัวที่ ฿3,099) nubia Focus 2 5G nubia Focus 2 5G ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่เน้นความสามารถด้านการถ่ายภาพในราคาย่อมเยา จุดเด่น ที่เป็นหัวใจหลักและเป็น จุดขาย ชูโรงของรุ่นนี้คือชุดกล้องหลัง 108MP AI Camera ที่มาพร้อมระบบ Neovision AI Photography System และฟีเจอร์ AI ด้านการถ่ายภาพอันหลากหลาย เช่น 3X Lossless Zoom, AI Super Star Trail, AI Sport Snapshot และการรองรับการถ่ายวิดีโอ 4K ซึ่งเหนือกว่าสมาร์ทโฟนในระดับราคาเดียวกัน ฟีเจอร์เด่น อื่น ๆ ประกอบด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว ความละเอียด HD+ ที่ให้อัตรารีเฟรชสูง 120Hz และมีความสว่างสูงสุดถึง 1000nits, ชิปเซ็ต Unisoc T8100 5G ที่รองรับเครือข่าย 5G และมี RAM สูงสุดถึง 20GB (ด้วยเทคโนโลยี Dynamic RAM) พร้อม ROM 256GB ให้หน่วยความจำที่เพียงพอสำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5000mAh พร้อมชาร์จเร็ว 22.5W ทำให้ nubia Focus 2 5G เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการมือถือกล้องคมชัด มีสเปคครบเครื่อง และรองรับ 5G ในงบประมาณจำกัด โดยมี ราคาเริ่มต้นที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ 5,499 บาท สำหรับรุ่น 8GB+256GB สุดท้ายหากเพื่อนๆ สนใจมือถือรุ่นใหม่รุ่นไหน สามารถไปสัมผัสเครื่องจริงและรับโปรโมชันดีๆ กันได้ที่ True Shop ทุกสาขาได้เลยครับ
science-technology • 7 Oct 2025
Read
ศึกเรือธงแห่งปี 2025 ใครคือราชาตัวจริง? เจาะลึกการเปรียบเทียบสมาร์ทโฟนตัวท็อป
ในโลกของสมาร์ทโฟนระดับ "เรือธง" การแข่งขันไม่เคยหยุดนิ่ง ปี 2025 นี้ ถือเป็นยุคที่เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกฝังลึกเข้าไปในฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้สมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เข้าใจบริบทชีวิตของเราได้อย่างแท้จริง บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกและเปรียบเทียบสุดยอดสมาร์ทโฟนเรือธงจากค่ายยักษ์ใหญ่ ที่ต่างก็งัดไม้เด็ดทั้งด้านประสิทธิภาพ การถ่ายภาพ และฟีเจอร์พิเศษมาประชันกัน เพื่อเฟ้นหาว่าใครคือราชาแห่งสมาร์ทโฟนตัวจริง iPhone 17 Pro Max: นิยามใหม่ของความเป็นมืออาชีพด้วยพลัง AI และกล้องซูม 8 เท่า iPhone 17 Pro Max คือที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนที่ถูกสร้างมาเพื่อผู้ใช้งานระดับมืออาชีพที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดในทุกด้าน จุดเด่นหลักคือจอภาพ Super Retina XDR ProMotion ขนาด 6.9 นิ้ว ที่ใหญ่และสว่างที่สุดเท่าที่เคยมีมาถึง 3,000 nits พร้อมดีไซน์ตัวเครื่องแบบ Unibody อะลูมิเนียมที่มาพร้อมการระบายความร้อนด้วย Vapor Chamber เพื่อคงประสิทธิภาพสูงสุดของระบบประมวลผลใหม่ล่าสุด ชิป A19 Pro ที่มี RAM 12GB โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน AI ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย Apple Intelligence ซึ่งทำให้เกิดฟีเจอร์พิเศษด้านการทำงานอัจฉริยะบนอุปกรณ์ เช่น การสร้างภาพและการแปลภาษาแบบเรียลไทม์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่วนกล้องถ่ายภาพได้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยระบบกล้องหลัง 48MP แบบ Fusion ทั้งสามเลนส์ (Wide, Ultra Wide, Telephoto) โดยมีฟีเจอร์ซูม Optical คุณภาพระดับมืออาชีพสูงสุด 8 เท่า และกล้องหน้า 18MP พร้อม Center Stage ทำให้ iPhone 17 Pro Max เหมาะสมกับช่างภาพ, ครีเอเตอร์, นักเล่นเกม, และผู้บริหารที่ต้องการอุปกรณ์ระดับแฟล็กชิปที่รวมเอาขุมพลัง, นวัตกรรม, และความทนทานไว้ในเครื่องเดียวเพื่อการใช้งานที่ยาวนานที่สุดในบรรดา iPhone Samsung Galaxy S25 Ultra: ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟน AI สำหรับมือโปรพร้อมกล้อง 200MP และ S Pen Samsung Galaxy S25 Ultra คือนิยามใหม่ของสมาร์ทโฟนแฟล็กชิปที่ผสานพลังการประมวลผลขั้นสูงสุดเข้ากับนวัตกรรม AI อย่างเต็มรูปแบบ จุดเด่นคือดีไซน์พรีเมียมด้วยเฟรมไทเทเนียมที่แข็งแกร่ง และจอ Dynamic LTPO AMOLED 2X ขนาด 6.9 นิ้ว พร้อมฟีเจอร์พิเศษอย่างปากกา S Pen ในตัวสำหรับการสร้างสรรค์และเพิ่ม Productivity อย่างแม่นยำ โดยทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล Snapdragon 8 Elite for Galaxy ซึ่งปรับแต่งมาเพื่อประสิทธิภาพและการเล่นเกมที่เหนือกว่า พร้อมรองรับ Galaxy AI และ Google Gemini ที่ให้ความสามารถอัจฉริยะในการสรุปเนื้อหาจากแอปพลิเคชันหรือวิดีโอด้วยคำสั่งเสียง ส่วนกล้องถ่ายภาพระดับสุดยอดมาพร้อม AI ProVisual Engine โดยมีกล้องหลักความละเอียด 200MP และชุดเลนส์ Quad Camera ที่ประกอบด้วยเลนส์ Ultra-Wide 50MP และ Periscope Telephoto 50MP (5x Optical Zoom) ทำให้เป็นเครื่องที่เหมาะสมกับช่างภาพ, ครีเอเตอร์, ผู้ใช้งานระดับองค์กรที่ต้องการเครื่องมือ Productivity ที่ครบเครื่อง และผู้ที่ต้องการสุดยอดเทคโนโลยีในระบบปฏิบัติการ Android OnePlus 13: ขุมพลัง Snapdragon 8 Elite พร้อมกล้อง Hasselblad 50MP และแบตเตอรี่ 6,000 mAh OnePlus 13 คือสมาร์ทโฟนเรือธงที่มอบความสมดุลระหว่างพลังการประมวลผลและอายุการใช้งานที่ยาวนาน จุดเด่นที่ก้าวกระโดดคือแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 6,000 mAh (Glacier Battery) พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 100W และการป้องกันระดับ IP68/IP69 ตัวเครื่องขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล Snapdragon 8 Elite (หรือ Gen 4) รุ่นล่าสุด เพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการเล่นเกมและการใช้งานหนัก ๆ พร้อม RAM ที่มากถึง 16GB ฟีเจอร์พิเศษที่โดดเด่นคือหน้าจอ LTPO AMOLED 2K+ ขนาด 6.82 นิ้ว ที่มีความสว่างสูงสุด 4,500 nits และเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบอัลตราโซนิกใต้จอ ในส่วนของ AI นั้นมีการผสานความสามารถต่าง ๆ เข้ากับ OxygenOS 15 เช่น AI Detail Boost, AI Unblur และ Circle to Search เพื่อช่วยในการจัดการภาพถ่ายและข้อมูล กล้องถ่ายภาพระดับมืออาชีพพัฒนาร่วมกับ Hasselblad มาพร้อมชุดกล้องหลัง Triple Camera ความละเอียด 50MP ครบทุกระยะ รวมถึงเลนส์ Periscope 3x Optical Zoom ที่ถ่ายทอดสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับ Power User, เกมเมอร์, ช่างภาพที่เน้นคุณภาพและความแม่นยำของสี และผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มีแบตเตอรี่อึดทนทานที่สุดในตลาดแฟล็กชิป Xiaomi 15 Ultra: สุดยอดสมาร์ทโฟนกล้อง Leica 200MP พร้อมขุมพลัง Snapdragon 8 Elite และนวัตกรรม AI Xiaomi 15 Ultra คือสุดยอดสมาร์ทโฟนที่มุ่งเน้นการถ่ายภาพอย่างแท้จริงด้วยจุดเด่นที่ระบบกล้อง Leica ระดับโปรครบชุด ซึ่งรวมถึงเซนเซอร์หลักขนาด 1 นิ้ว (Sony LYT-900) และ ฟีเจอร์พิเศษ เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียดสูงถึง 200MP เพื่อการซูมระยะไกลที่คมชัด ขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล Snapdragon 8 Elite (3nm) รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มอบประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือชั้นที่สุด พร้อมจอ AMOLED 2K+ ขนาด 6.73 นิ้วที่สว่างเป็นพิเศษ ตัวเครื่องทำงานบน HyperOS 2.0 ซึ่งผสานพลัง AI ภายใต้ชื่อ Xiaomi HyperAI สำหรับฟีเจอร์อัจฉริยะมากมาย เช่น AI Image Enhancement, AI Reflection Removal และ Circle to Search เพื่อยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพและการใช้งานในชีวิตประจำวัน กล้องถ่ายภาพ (Leica Quad Camera) ชุดนี้สามารถบันทึกวิดีโอระดับ 8K และ 4K 120fps ได้อย่างมืออาชีพ ทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้เหมาะสมกับช่างภาพ, ผู้สร้างคอนเทนต์ระดับสูง (Content Creator), และผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่รวมเอาสุดยอดเทคโนโลยีทั้งด้านกล้อง พลังประมวลผล และนวัตกรรม AI ไว้ในเครื่องเดียว OPPO Find X8 Pro: ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนพลัง AI พร้อมกล้อง Dual Periscope Telephoto และชิป Dimensity 9400 OPPO Find X8 Pro ได้รับการออกแบบให้เป็นที่สุดของสมาร์ทโฟนแฟล็กชิปด้วย จุดเด่น ของระบบกล้อง Hasselblad Master Camera System พร้อม ฟีเจอร์พิเศษ กล้องซูม Dual Periscope Telephoto ความละเอียด 50MP ถึงสองตัว (3x และ 6x Optical Zoom) มอบประสบการณ์การซูมระยะไกลที่เหนือชั้นและคมชัด ขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล MediaTek Dimensity 9400 (3nm) พร้อม Trinity Engine เพื่อประสิทธิภาพที่ทรงพลังและเสถียรที่สุด ตัวเครื่องทำงานบน ColorOS 15 ที่มาพร้อมชุดฟีเจอร์ OPPO AI เต็มรูปแบบ ทั้ง AI Telescope Zoom ที่ช่วยเสริมความคมชัดของการซูมดิจิทัล, AI Eraser, AI Unblur และ AI Reflection Remover เพื่อให้การแก้ไขภาพง่ายและรวดเร็ว กล้องถ่ายภาพ ชุดนี้ให้ความละเอียด 50MP ทุกเลนส์พร้อมการปรับแต่งสี Hasselblad ให้ภาพถ่ายมีมิติและความเป็นธรรมชาติ เหมาะสมกับ ช่างภาพและผู้สร้างคอนเทนต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพระยะไกลและคุณภาพสูงสุดในทุกสภาวะ, ผู้ใช้ระดับพรีเมียมที่ต้องการนวัตกรรม AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน, และผู้ที่ต้องการแบตเตอรี่ความจุสูง (5,910 mAh) พร้อมการชาร์จเร็ว vivo X200 Pro: ที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนกล้องโปร ด้วย ZEISS Telephoto 200MP และขุมพลัง Dimensity 9400 vivo X200 Pro สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสมาร์ทโฟนด้วยการเป็นเรือธงที่เน้นการถ่ายภาพระดับสูงอย่างแท้จริง จุดเด่น ที่ไม่เหมือนใครคือกล้อง Telephoto 200MP ZEISS APO ซึ่งมาพร้อมกับเลนส์ Periscope ที่ให้รายละเอียดและความคมชัดที่ไม่เคยมีมาก่อน และ ฟีเจอร์พิเศษ ZEISS Multifocal Portrait ที่ช่วยให้การถ่ายภาพพอร์ตเทรตมีความยืดหยุ่นและเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล MediaTek Dimensity 9400 รุ่นล่าสุดขนาด 3nm พร้อมชิปประมวลผลภาพ vivo V3 เพื่อประสิทธิภาพที่รวดเร็วและประหยัดพลังงาน ส่วนความสามารถด้าน AI มาพร้อมกับ AI Erase ที่ลบวัตถุในภาพได้อย่างแม่นยำ และฟีเจอร์แปลภาษาอัจฉริยะใน Funtouch OS 15 กล้องถ่ายภาพ ชุดนี้ร่วมพัฒนากับ ZEISS พร้อมการเคลือบ T* ที่ช่วยลดแสงสะท้อน และยังโดดเด่นด้วยแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 6,000 mAh ทำให้ vivo X200 Pro เหมาะสมกับ ช่างภาพมืออาชีพที่ต้องการความสมบูรณ์แบบของภาพถ่ายพอร์ตเทรต ภาพซูมระยะไกล และผู้ใช้งานระดับพรีเมียมที่ต้องการอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานควบคู่ไปกับประสิทธิภาพระดับท็อป HUAWEI Pura 80 Pro: นิยามใหม่ของสมาร์ทโฟนกล้องโปรด้วยเทคโนโลยี XMAGE และ AI สุดล้ำ HUAWEI Pura 80 Pro สร้างสรรค์นิยามใหม่ของสมาร์ทโฟนระดับเรือธงด้วยการยกระดับการถ่ายภาพไปอีกขั้น จุดเด่น อยู่ที่ชุดกล้อง XMAGE อันทรงพลัง โดยเฉพาะกล้องหลัก Ultra Lighting Camera เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว พร้อมรูรับแสงที่ปรับได้ตั้งแต่ f/1.6 ถึง f/4.0 ควบคู่กับกล้อง Ultra Lighting Macro Telephoto 48MP รูรับแสงกว้างถึง f/2.1 และซูมดิจิทัลได้สูงสุด 100 เท่า ระบบประมวลผล คาดว่าจะขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Kirin 9020 ที่ให้ประสิทธิภาพที่เสถียรและรวดเร็ว พร้อมรองรับความสามารถด้าน AI ในฟีเจอร์ AI Smart Experience ที่เหนือชั้น เช่น AI Remove สำหรับการลบวัตถุในภาพด้วย Generative Fill และ AI Gesture Control ฟีเจอร์พิเศษ ที่ตอบโจทย์การใช้งานระดับพรีเมียม คือ แบตเตอรี่ 5,170 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว HUAWEI SuperCharge 100W และหน้าจอ Kunlun Glass 2.0 ที่ทนทานเป็นพิเศษ ทำให้ HUAWEI Pura 80 Pro เหมาะสมกับ ผู้ที่หลงใหลในการถ่ายภาพในทุกสภาพแสง ผู้สร้างคอนเทนต์ที่ต้องการความสามารถในการซูมระดับสูง และผู้ใช้ระดับพรีเมียมที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่รวมประสิทธิภาพอันทรงพลัง เทคโนโลยี AI ล้ำสมัย และความทนทานไว้ในเครื่องเดียว HONOR Magic V5: นิยามใหม่ของจอพับ! บางที่สุดในโลก พร้อมกล้องซูม 100X HONOR Magic V5 สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนจอพับด้วยการเป็นจุดเด่นด้านการดีไซน์ที่ บางที่สุดในโลก เมื่อพับ (8.8 มม.) และเบาที่สุดในบรรดาจอพับระดับเรือธง พร้อมแบตเตอรี่ Silicon-Carbon 6,100 mAh ซึ่งเป็นฟีเจอร์พิเศษที่ให้ความจุสูงในตัวเครื่องที่เพรียวบาง ระบบประมวลผล ขับเคลื่อนด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 8 Elite มอบประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรองรับการทำงานแบบ Multi-tasking บนหน้าจอภายในขนาด 7.95 นิ้วที่ไร้รอยพับอย่างแท้จริง ด้าน กล้องถ่ายภาพ จัดเต็มด้วยระบบกล้องสามตัว AI Enhanced รวมถึงเลนส์ Periscope Telephoto 64MP ที่รองรับการซูมดิจิทัลได้ถึง 100 เท่า ผสานกับพลัง AI และผู้ช่วยอัจฉริยะ Gemini Live ที่ช่วยจัดการงานบนหน้าจอพับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ HONOR Magic V5 เหมาะสมกับ นักธุรกิจและผู้ใช้ระดับพรีเมียมที่ต้องการสมาร์ทโฟนจอพับที่รวมความบางเบาสุดขีด ประสิทธิภาพระดับเรือธง กล้องซูมที่ทรงพลัง และความอึดของแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ตลอดวัน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกเรือธงในปี 2025 ขึ้นอยู่กับ ไลฟ์สไตล์ ของคุณเพื่อนๆ เป็นหลักครับ เพราะไม่มีสมาร์ทโฟนใดที่ "สมบูรณ์แบบ" เหมาะสำหรับทุกคน มีแต่สมาร์ทโฟนที่ "เหมาะสมที่สุด" สำหรับคุณเท่านั้น ชอบรุ่นไหน ก็ไปหาลองสัมผัสพร้อมรับโปรโมชันสุดคุ้มที่ True Shop กันได้นะครับ
science-technology • 4 Oct 2025
Read
เปิดตัว HUAWEI WATCH GT 6 Series ดึง ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ถ่ายทอดสมาร์ทวอทช์สายแฟชันเหนือระดับ
หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ประกาศเปิดตัวHUAWEI WATCH GT 6 Seriesสมาร์ทวอทช์แฟชันรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์Ride the Windที่ผสานดีไซน์ล้ำสมัยเข้ากับสมรรถนะขั้นสูงอย่างลงตัว พร้อมไฮไลท์พิเศษเปิดตัวใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของเมืองไทย มาร่วมสะท้อนภาพลักษณ์ของสมาร์ทวอทช์แห่งอนาคตที่หรูหราเปี่ยมสไตล์ พร้อมฟีเจอร์ก้าวล้ำเพื่อสายสปอร์ตและแอดเวนเจอร์ โดยเฉพาะกีฬาสายเอ็กซ์ตรีมทั้งวิ่ง ปั่นจักรยาน กอล์ฟและดำนํ้า ด้วยโหมดออกกำลังกายมากกว่า 100 โหมด อีกทั้งยังปลดล็อคข้อมูลสำคัญด้านสุขภาพไปอีกระดับ และเทคโนโลยี TruSleep, Health Insight และ Emotional Wellbeing พร้อมแบตเตอรี่ยาวนาน 21 วัน และรองรับการใช้งานคู่กับสมาร์ทโฟนทั้ง iOS และ Android ผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI Health วางจำหน่ายแล้วในราคาเริ่มต้น 6,990 บาท พร้อมของสมนาคุณรวมมูลค่าสูงสุด 8,146 บาท เมื่อซื้อระหว่าง 2 ตุลาคม 2568 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ร้านค้าที่ร่วมรายการ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ จากการจัดแสดงนวัตกรรมที่นำเสนอความโดดเด่นของ HUAWEI WATCH GT 6 Series ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแฟชันสเตทเมนต์และผู้ช่วยดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมอีกหนึ่งไฮไลท์คือการเปิดตัว ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ในฐานะตัวแทนของ HUAWEI WATCH GT 6 Series สะท้อนถึงวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของหัวเว่ยในการขับเคลื่อนFashion Forwardของสมาร์ทวอทช์แห่งอนาคต ด้วยภาพลักษณ์ผู้นำเทรนด์และสไตล์อันโดดเด่นของใบเฟิร์น จึงเป็นตัวแทนที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยพลัง กล้าท้าทายขีดจำกัด และใส่ใจในทุกมิติของชีวิตอย่างมีสไตล์และสุขภาพดีในแบบฉบับของตนเอง โดยใบเฟิร์น ได้ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับ HUAWEI WATCH GT 6 Series ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหาอุปกรณ์สวมใส่ซึ่งมีมากกว่าฟังก์ชันพื้นฐานด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ยกระดับสไตล์และบุคลิกภาพของผู้ใช้งานได้อย่างไร้รอยต่อ เทคโนโลยีที่ผสานไฮแฟชัน สู่สุนทรียะบนข้อมือ HUAWEI WATCH GT 6 Series ยังคงสะท้อนแนวคิดFashion Forwardที่ผสาน 3 สิ่งคือ Design Forward, Health Forward และ Sports Forward โดยมาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ยกระดับขอบจอให้กว้างขึ้น สะท้อนความโฉบเฉี่ยวและพรีเมียม ด้วยแนวคิดBoundless Geometric Aestheticและขอบหน้าปัดแบบยกสูงที่ปรับตำแหน่งตัวเลขไปด้านข้าง ทำให้หน้าจอมีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องที่สูงขึ้น มอบมุมมองที่กว้างขวางและดื่มด่ำยิ่งขึ้น HUAWEI WATCH GT 6 Pro (46 มม.)มาพร้อมดีไซน์พรีเมียม ตัวเรือนไทเทเนียมอัลลอยเกรดการบิน เคลือบสารกันรอยขีดข่วนและทนทานต่อการกัดกร่อนจากเหงื่อและน้ำทะเล กระจก Sapphire Glass ทนทานต่อรอยขีดข่วน และฝาหลังเซรามิกนาโนคริสตัล หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.47 นิ้ว ขอบบางคมชัด มีให้เลือก 3 สไตล์ ได้แก่ สายไทเทเนียม, สายผ้าคอมโพสิตสีน้ำตาล และสายฟลูออโรอีลาสโตเมอร์สีดำ HUAWEI WATCH GT 6 (46 มม.)โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่แข็งแรงและเป็นผู้ใหญ่ หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.47 นิ้ว พร้อมขอบหน้าปัดแบบยกสูงและกรอบกลางทรงแปดเหลี่ยม มีให้เลือกทั้งสายผ้าคอมโพสิตสีเขียว และสายหนังวีแกนคอมโพสิตสีเทา HUAWEI WATCH GT 6 (41 มม.)นำเสนอความสง่างามที่คล่องตัวและกะทัดรัด หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.32 นิ้ว พร้อมขอบหน้าปัดตัวเลขโรมันสุดหรู และเป็นรุ่นแรกที่มาพร้อมสลักยึดสายแบบหมุนได้ ที่โค้งรับกับข้อมือเล็กได้อย่างพอดี มีให้เลือกทั้งสายหนังวีแกนคอมโพสิตสีขาว, สายฟลูออโรอีลาสโตเมอร์สีม่วง และสายโลหะ Milanese Gold ทุกรุ่นมาพร้อมหน้าจอที่สว่างขึ้นด้วยความสว่างสูงสุดถึง 3000 nitsทำให้มองเห็นข้อมูลได้ชัดเจนแม้ภายใต้แสงแดดจ้า และระบบEasyFit 3.0ช่วยให้เปลี่ยนสายได้อย่างง่ายดาย เพียงกดปุ่มเดียวก็สามารถปรับเปลี่ยนสไตล์ได้ตามต้องการ ฟีเจอร์สุดล้ำเพื่อการออกกำลังกายระดับโปร HUAWEI WATCH GT 6 Series อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีเพื่อการออกกำลังกายระดับมืออาชีพ ด้วยโหมดออกกำลังกายขั้นสูงกว่า 100 รูปแบบครอบคลุมตั้งแต่การวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ สกี กอล์ฟ ไปจนถึงการออกกำลังกายในร่ม พร้อมโค้ช AI ส่วนตัวที่ช่วยวิเคราะห์และแนะนำโปรแกรมเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ระบบ HUAWEI Sunflower Positioning System 2.0ยังยกระดับความแม่นยำในการระบุตำแหน่งจาก 10 เมตร เป็น 8 เมตร ด้วยการรองรับดาวเทียม 6 ระบบ ทำให้ทุกการผจญภัยเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัยแม้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย อีกทั้งยังมอบประสบการณ์การปั่นจักรยานที่เหนือกว่า ด้วยการเป็นสมาร์ทวอทช์เรือนแรกของวงการที่รองรับCycling Virtual Powerซึ่งคำนวณกำลังเสมือนจริงด้วยความแม่นยำเทียบเท่ามิเตอร์วัดกำลังระดับโปร โดย HUAWEI WATCH GT 6 Pro ยังมีโหมด Advanced Outdoor Sportsสำหรับนักวิ่งเทรล นักสกี และนักกอล์ฟ ที่จะได้รับประสบการณ์ที่เหนือกว่า ด้วยการติดตามตำแหน่งที่แม่นยำ แผนที่สนามกอล์ฟแบบซูมคมชัด การวิเคราะห์ข้อมูลการวิ่งเทรลอย่างละเอียด และข้อมูลการเล่นสกีที่แม่นยำยิ่งขึ้น ผู้ช่วยดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ในด้านการดูแลสุขภาพ HUAWEI WATCH GT 6 Series พร้อมดูแลสุขภาวะของคุณอย่างรอบด้าน ทั้งระบบ TruSense ใหม่ล่าสุดที่ยกระดับการตรวจวัดสุขภาพให้แม่นยำและครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมถึงการติดตามคุณภาพการนอนหลับเชิงลึกด้วยTruSleepการให้ข้อมูลเชิงลึกด้านสุขภาพแบบองค์รวมผ่านHealth Insightและระบบจัดการสุขภาพทางอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นด้วยEmotional Wellbeing แบบใหม่ วิเคราะห์ 12 สภาพอารมณ์ซึ่งช่วยตรวจจับและประเมินความเครียดและอารมณ์แบบเรียลไทม์ พร้อมให้คำแนะนำในการผ่อนคลายและจัดการกับความรู้สึก ช่วยเสริมการดูแลสมดุลทางอารมณ์และจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน แบตเตอรี่ทรงพลัง ยาวนานสูงสุด 21 วัน หัวเว่ยพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบHigh-silicon stackedที่เพิ่มความหนาแน่นของแบตเตอรี่ได้ถึง 37% และเพิ่มความจุได้ถึง 65% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้ HUAWEI WATCH GT 6 Series สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 21 วัน ในโหมดใช้งานทั่วไป (สำหรับรุ่น 46 มม.) และ 14 วัน (สำหรับรุ่น 41 มม.) ลดปัญหาการชาร์จบ่อย มอบอิสระในการใช้งานได้เต็มที่ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเดินทาง หรือการผจญภัยระยะยาว HUAWEI WATCH GT 6 Series วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทย โดย HUAWEI WATCH GT 6 Pro (46 มม.) ราคาเริ่มต้น 10,490 บาท มีให้เลือกทั้งสีดำ สีน้ำตาล และสีไทเทเนียม ส่วน HUAWEI WATCH GT 6 (46 มม.) ราคาเริ่มต้น 6,990 บาท มาพร้อมสีเขียว และสีดำ และ HUAWEI WATCH GT 6 (41 มม.) ราคาเริ่มต้น 6,990 บาท มีให้เลือกในสีม่วง สีขาวสายหนัง และสีทอง Milanese Gold พิเศษ!เมื่อซื้อระหว่าง2 ตุลาคม 2568 2 พฤศจิกายน 2568รับของสมนาคุณมูลค่ารวมสูงสุด8,146 บาท อาทิ HUAWEI FreeBuds 6i (สีขาว) มูลค่า 4,299 บาท, HUAWEI Health+ Membership 3 เดือน มูลค่า 357 บาท และฟีเจอร์กอล์ฟระดับพรีเมียม มูลค่า 3,490 บาท พร้อมประกันภัย ALive Powered by AIA คุ้มครองชีวิตจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ 1 ปี สูงสุด 200,000 บาท
PR News • 2 Oct 2025
Watch
Back to Seventeen
Jetsen Huashi • 16 Oct 2023
Read
‘SPVI’ ไอโฟน17 สุดฮอต ล็อตแรกขายหมดเกลี้ยง
#SPVI #ทันหุ้น – SPVI เปิดตัวไอโฟน 17 วันแรกกระแสตอบรับท่วมท้น iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max ขายหมดเกลี้ยง ล็อตแรกปักหมุดกระจายหัวเมืองใหญ่ เร่งออกโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย มั่นใจหนุนผลงานครึ่งปีหลังแจ่ม นายไตรสรณ์ วรญาณโกศล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SPVI เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ยอดจอง iPhone17 กระแสตอบรับดีมากๆ รุ่น iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max ขายหมดเกลี้ยง ในล็อตแรก ถือว่าเป็นโมเมนตัมที่ดี โดยล็อตแรกมียอดจองเกือบเต็มเหลือเพียงบางรุ่นให้ผู้ที่เข้ามาดูในสาขาอยู่บ้าง ซึ่งตอนนี้ขึ้นอยู่กับล็อตที่สองว่าจะมีการส่งสินค้าเข้ามามากน้อยแค่ไหน จำนวนเท่าไหร่ “ยอดจอง iPhone17 ถือว่าดี มีกระแสตอบรับที่ดีมาก โดยเฉพาะรุ่นระดับพรีเมียมอย่าง Pro และ Pro Max ซึ่งถูกจองหมดเกลี้ยงแล้ว เราคาดหวังว่า โมเมนตัมของการขายในครั้งนี้จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องยอดจองของล็อตแรกที่เปิดจำหน่ายในวันแรกเกือบเต็มจำนวน แต่ทางบริษัทได้เหลือสต๊อกบางส่วนไว้สำหรับลูกค้าที่ต้องการ Walk-in ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นมาตรฐาน มีจำนวนจำกัดและมาไม่เยอะ” นายไตรสรณ์ กล่าว@ กระจายสินค้าหัวเมือง สำหรับการการเปิดจำหน่ายล็อตแรก ทางบริษัทเน้นการกระจายสินค้าไปยังสาขาหลักในหัวเมืองใหญ่และกรุงเทพฯ เป็นหลักก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถระบายสินค้าที่ได้รับมาได้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ หากหลังจากนี้สต๊อกเริ่มเพิ่มขึ้น จึงจะค่อยๆ ระบายลงไปยังเมืองรอง ด้านราคาของ iPhone17 ปีนี้ไม่แตกต่างจากปีก่อน ยังคงราคาเท่าเดิม แม้มีการปรับขึ้นภาษีของทรัมป์ คาดว่า Apple มีการเฉือนมาร์จิ้นลง ซึ่งสาเหตุที่ราคาในไทยไม่ปรับขึ้นมาก แม้จะมีปัจจัยกดดันด้านต้นทุนการนำเข้าและค่าเงินบาทที่แข็ง เนื่องจาก Apple ต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นในสหรัฐ (ประมาณ 40%) การที่ Apple รักษาเสถียรภาพราคา US ดอลลาร์ไว้ที่อเมริกา จึงต้องยอมเฉือน Margin ตัวเองลง เพื่อไม่ให้ราคาในตลาดโลกพัง นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนที่ Apple ใช้ในการตั้งราคาขายในประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย อาจมีการตั้ง “บัฟเฟอร์” (Buffer) หรือใช้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดเพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งเป็นการชดเชยกับผลประโยชน์ที่ได้จากค่าเงินบาทที่แข็ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการโดนผลกระทบหลายทาง@ จัดโปรกระตุ้นยอด อย่างไรก็ตามบริษัทได้มีการทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย ด้วยบัตรเครดิตและ Cash Back มีการให้สิทธิประโยชน์ เช่น Cash Back คืนสูงสุดถึง 18% อีกทั้งลูกค้าสามารถนำคะแนนบัตรเครดิตมาแลกเพื่อซื้อสินค้าได้ทันที และการนำเครื่องเก่ามาแลกซื้อเครื่องใหม่ ตัวอย่างเช่น iPhone เก่าอายุ 2 ปี อาจได้ราคาประเมินที่ 18,000 บาท หากรวมกับการใช้ Point เบิร์นเพิ่ม ลูกค้าอาจจ่ายเงินสดสุทธิไม่มาก “ในส่วนของบรรยากาศการขายในวันแรกดูคึกคัก โดยเฉพาะที่สาขาสยามสแคว์ ซึ่งช่วงเที่ยงมีคนแน่นแทบระเบิดหนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่สร้างความตื่นเต้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สร้างคอนเทนต์ (Content Creator) คือ ความสามารถในการ บันทึกวิดีโอจากกล้องหน้าและกล้องหลังได้พร้อมกัน ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างคอนเทนต์และเห็นหน้าตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้กล้องสองตัวหรือเข้าห้องตัดต่อวิดีโอ” นายไตรสรณ์ กล่าว ทั้งนี้จากสัญญาณการขาย iPhone17 ที่แข็งแกร่งนี้ เชื่อว่าจะส่งผลให้ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังของบริษัทน่าจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก โดยรายงานงบการเงินไตรมาส 2/2568 เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,923.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 228.39 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เติบโตราว 13.47% มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 21.16 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนราว 18.34% ได้แรงหนุนจากยอดขายสินค้ากลุ่ม Apple ผ่านช่องทางร้านค้าและออนไลน์ที่เติบโตดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้านักศึกษา
ทันหุ้น • 21 Sep 2025
Read
True Branding Shop สยามคึกคัก! คนดังพาเหรด รับ iPhone 17 Pro, iPhone Air และiPhone17
นาทีนี้ True Branding Shop สยามซอย 2 ร้อนแรงสุด ๆ เมื่อทรู ดีแทค 5G จัดงาน Stay True, Journey to the Future with the Latest Generation of iPhone ส่งมอบเครื่อง iPhone 17 รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมยกระดับประสบการณ์ครั้งแรกในไทยด้วย Immersive Experience พาลูกค้าและแฟน ๆ ก้าวเข้าสู่โลกอนาคต เหนือกว่าทุกสัมผัส ล้ำกว่าทุกประสบการณ์ บนเครือข่ายทรู ดีแทค 5G เนรมิตช็อปกลางสยามให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งอนาคต เรียกว่า มูฟออนจากการรับเครื่องธรรมดาไปไกลมาก บรรยากาศสุดคึกคักมีทั้งเซเลบริตี้แถวหน้า และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง แวะเวียนมารับเครื่องกันไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น โอปอล สุชาตา Miss World 2025 คนแรกของไทย, พี่หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย, พี่เหว่ง เทพลีลา, จั๋ง วิกร, กฤติน, ปาล์ม พีรวิชญ์ และน้องเล็กจากวง PERSES ปลั๊กกี้ ธรากร นอกจากนี้ยังมีแขก VIP ที่แม้จะงานแน่นแต่ก็ไม่พลาด เลือกรับเครื่องแบบรวดเร็วทันใจ ส่งตรงถึงมือ ผ่านบริการเลขาส่วนตัว True PA ที่พร้อมช่วยโอนข้อมูลและแนะนำฟีเจอร์ใหม่ครบทุกขั้นตอน อาทิ คุณศุภเดช สุทธิพงศ์คณาสัย, คุณชูชัย โอภาสวงศ์ และที่ทำให้แฟนด้อมกรี๊ดลั่นสนั่นกว่าที่เคย เมื่อคู่จิ้นสุดฮอต จิมมี่-ซี มาร่วมรับเครื่องพร้อมสัมผัสประสบการณ์ Immersive Experience เพื่อเดินทางสู่อนาคตไปด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ความสุขของทั้งคนดังและแฟน ๆ ที่รวมตัวกันสนุกแบบจัดเต็ม
PR News • 19 Sep 2025
Read
แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน กันยายน 2568
มาแล้วจ้า การแนะนำ มือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน กันยายน 2568 ของ TrueID ซึ่งในเดือนที่ผ่านมาก็มีสมาร์ทโฟนน่าใช้หลายรุ่นเปิดตัวด้วยกันครับ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นราคาประหยัดราคาเริ่มต้นหลักไม่กี่พันบาท ไปจนถึงรุ่นท็อปตัวตึงหลายแบบหลายสไตล์ โดยมีรายชื่อดังนี้เลย Samsung Galaxy S25 FE สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ทุกคนรอคอยอย่าง Samsung Galaxy S25 FE ได้เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว! รอบนี้จัดเต็มฟีเจอร์เด็ดเอาใจแฟนๆ เริ่มจากกล้องหน้าที่อัปเกรดความละเอียดเป็น 12MP พร้อมแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นเป็น 4,700mAh ทำให้ใช้งานต่อเนื่องยาวนานกว่า 28 ชั่วโมงแบบไม่มีสะดุด ขุมพลังภายในใช้ชิปเซ็ตสุดแรงอย่าง Exynos 2400 ที่ประมวลผลได้ถึง 10 คอร์ และที่พิเศษสุดคือสามารถใช้งาน Galaxy AI ได้เต็มรูปแบบเหมือนรุ่นเรือธง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับดีไซน์เดิมที่คุ้นเคย แต่แข็งแกร่งขึ้นด้วยขอบเฟรม Enhanced Armor Aluminum และกระจก Gorilla Victus+ ที่ทำให้ตัวเครื่องทนทานกว่าเดิม แต่น้ำหนักเบาลงเหลือเพียง 190 กรัมเท่านั้นครับ ด้วยสเปกจัดเต็มแบบนี้ แต่มีราคาเปิดตัวเริ่มต้นเพียง 22,900 บาทเท่านั้น Samsung Galaxy A17 5G สำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนสุดคุ้มค่า Samsung Galaxy A17 5G ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยแล้ว! รอบนี้จัดเต็มหน้าจอ Super AMOLED กว้างสะใจ 6.7 นิ้ว พร้อมความละเอียด FHD+ และอัตรารีเฟรช 90Hz แถมยังแข็งแกร่งด้วยกระจก Gorilla Glass Victus ส่วนด้านการถ่ายภาพก็ให้มาแบบไม่กั๊กด้วยกล้องหลัง 3 ตัว นำโดยกล้องหลัก 50MP ที่มาพร้อมระบบกันสั่น OIS และกล้องหน้า 13MP ขุมพลังภายในใช้ชิปเซ็ตที่คาดว่าจะเป็น Exynos 1330 พร้อมระบบปฏิบัติการ Android 15 ที่รับประกันอัปเดตยาวๆ 6 ปีเต็ม! ที่สำคัญคือรองรับฟีเจอร์ AI อย่าง Gemini Live และ Circle to Search แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh ก็พร้อมให้ใช้งานทั้งวัน และตอนนี้ก็วางขายในไทยแล้วในราคาเริ่มต้นเพียง 7,499 บาท พร้อมของแถมสุดพิเศษที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ Samsung Galaxy A07 LTE ถ้ากำลังมองหาสมาร์ทโฟนสุดคุ้มค่า Samsung Galaxy A07 LTE ถือเป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจไม่น้อย! มาพร้อมจอ LCD ขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว ให้ภาพคมชัดระดับ HD+ และลื่นไหลด้วยอัตรารีเฟรช 90Hz ประมวลผลด้วยชิป Helio G99 ที่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป พร้อมแบตเตอรี่อึดๆ 5,000 mAh ที่รองรับชาร์จเร็ว 25W ทำให้ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน ด้านการถ่ายภาพก็หายห่วงด้วยกล้องหลังคู่ความละเอียดสูงถึง 50MP และกล้องหน้า 8MP นอกจากนี้ยังมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP54 และที่สำคัญที่สุดคือรันระบบปฏิบัติการ Android 15 และยังการันตีอัปเดต OS ให้ยาวนานถึง 6 ปี ทำให้มั่นใจได้ว่าเครื่องจะทันสมัยและปลอดภัยไปอีกนานครับ Samsung Galaxy A07 LTE ตัวคุ้มระดับเริ่มต้น เปิดตัวที่ราคา 2,999 บาทจ้า realme Note 70 สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์อย่าง realme Note 70 ได้เปิดตัวในไทยแล้ว! รุ่นนี้ยังคงเน้นเรื่องความทนทานแบบจัดเต็ม ด้วยเกราะป้องกัน ArmorShell และผ่านการทดสอบมาตรฐานทางทหาร MIL-STD 810H ทำให้ทนทานต่อการตกหล่นจากความสูงถึง 1.8 เมตร แถมยังกันน้ำกันฝุ่นในระดับ IP54 แต่ตัวเครื่องกลับบางเฉียบเพียง 7.94 มิลลิเมตรเท่านั้น! สเปกภายในก็ใช้งานได้ครอบคลุมด้วยชิป UNISOC T7250, แบตเตอรี่อึดทนขนาด 6,300 mAh ชาร์จ 15W และหน้าจอใหญ่ 6.74 นิ้ว ที่มาในราคาสบายกระเป๋าเพียง 2,999 บาท มีให้เลือกทั้งสีทอง Beach Gold และสีดำ Obsidian Black vivo V60 ข่าวดีสำหรับสายถ่ายภาพ! หลังจากเปิดตัวในอินเดีย vivo V60 ก็ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว! รอบนี้ยังคงจุดเด่นเรื่องกล้องเหมือนเช่นเคย ด้วยความร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง ZEISS ทำให้กล้องทุกเลนส์มีคุณภาพระดับมืออาชีพ พร้อมเซนเซอร์หลักความละเอียดสูงถึง 50MP ที่ถ่ายภาพคนได้สวยเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะถ่ายใกล้หรือไกลก็คมชัดทุกรายละเอียด แถมยังมีแบตเตอรี่ BlueVolt ขนาดใหญ่ถึง 6,500mAh ที่รองรับชาร์จเร็ว 90W ให้ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตสุดแกร่งอย่าง Qualcomm Snapdragon 7 Gen 4 ที่ทำให้การใช้งานลื่นไหลไม่มีสะดุด โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 15,999 บาท ให้เลือกถึง 3 สีสวยๆ ครับ vivo X Fold5 ตลาดสมาร์ทโฟนจอพับในไทยกำลังคึกคักสุดๆ เมื่อ vivo ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกอย่างเป็นทางการกับ vivo X Fold5! โดยรอบนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาพร้อมกับราคาที่น่าจับตาเพียง 59,999 บาท เท่านั้น! จุดเด่นอยู่ที่บานพับ Armor Architecture 2 ที่แข็งแกร่งทนทานด้วยวัสดุเกรดอากาศยาน ผ่านการทดสอบการพับกว่า 600,000 ครั้ง ตัวเครื่องยังทนน้ำทนฝุ่น มาพร้อมชิปเซ็ตสุดแรง Snapdragon 8 Gen 3, แบตเตอรี่ใหญ่จุใจ 6,000mAh และรองรับชาร์จเร็วทั้งแบบมีสาย 80W และไร้สาย 40W แต่ไฮไลท์ที่แท้จริงคือระบบกล้องที่พัฒนาร่วมกับ ZEISS ซึ่งให้ความละเอียดทุกเลนส์ที่ 50MP พร้อมฟีเจอร์ AI สุดล้ำที่ช่วยให้การใช้งานง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้นครับ POCO M7 เตรียมพร้อมรับประสบการณ์ความบันเทิงแบบเต็มพิกัดกับ POCO M7 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว! รุ่นนี้จัดเต็มสเปกเกินราคา ทั้งแบตเตอรี่สุดอึดความจุ 7,000mAh ที่ใช้งานได้นานสูงสุด 2 วัน พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 33W และมีเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยถนอมแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลก็ใหญ่สะใจถึง 6.9 นิ้ว ความละเอียด FHD+ พร้อมอัตรารีเฟรช 144Hz ให้การรับชมวิดีโอและเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 685 พร้อม RAM สูงสุด 16GB และความจุสูงสุด 2TB กล้องหลังคู่ความละเอียด 50MP ก็พร้อมให้คุณเก็บภาพสวยๆ ได้ทุกสถานการณ์ ทั้งหมดนี้มาในดีไซน์ทันสมัยและมีให้เลือกถึง 3 สี พร้อมราคาพิเศษช่วงเปิดตัวที่ต้องรีบจับจอง เริ่มต้นเพียง 3,899 บาท HONOR X6c HONOR ได้เปิดตัว HONOR X6c ที่มาพร้อมฟีเจอร์เกินตัวและราคาที่คุ้มค่าเกินคาด! รุ่นนี้โดดเด่นเรื่องความทนทานแบบจัดเต็ม ด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP64 และผ่านการทดสอบทนทานต่อการตกจากที่สูงถึง 1.5 เมตร แต่ยังคงความล้ำสมัยด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AI Button ที่เข้าถึงเมนูลัดได้ในปุ่มเดียว หรือ AI Eraser ที่ช่วยลบวัตถุที่ไม่ต้องการออกจากภาพได้อย่างแนบเนียน พร้อมแบตเตอรี่อึดถึง 5,300mAh ที่รองรับชาร์จไว 35W และกล้องคู่ความละเอียด 50MP ที่ช่วยให้ทุกภาพสวยคมชัด โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 3,999 บาท และมาพร้อมโปรโมชันสุดพิเศษในช่วงเปิดตัวอีกด้วย HONOR Magic V5 ที่สุดแห่งสมาร์ตโฟนจอพับมาแล้ว! HONOR Magic V5 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย ด้วยราคาที่น่าสนใจเพียง 57,990 บาท รุ่นนี้มาพร้อมดีไซน์ที่บางเฉียบที่สุดในตลาด แต่กลับอัดแน่นด้วยสเปกสุดแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นชิปเซ็ตตัวท็อปอย่าง Snapdragon 8 Elite พร้อม RAM 16GB และความจุ 512GB ที่เพียงพอต่อการใช้งานทุกรูปแบบ แบตเตอรี่ก็ให้มาแบบจุใจถึง 5,820mAh รองรับชาร์จไวทั้งแบบมีสาย 66W และไร้สาย 50W ที่สำคัญคือมาพร้อมชุดกล้องระดับโปรที่ให้ภาพคมชัดทุกเลนส์ และยังจัดเต็มด้วยฟีเจอร์ AI สุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็นการแปลงภาพนิ่งเป็นวิดีโอ หรือการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ขณะโทรศัพท์ ซึ่งรองรับภาษาไทยแล้วด้วย ทำให้ HONOR Magic V5 เป็นสมาร์ตโฟนที่ครบเครื่องและน่าจับตามองที่สุดอีกหนึ่งรุ่นในตอนนี้ครับ และแน่นอนว่าหากเพื่อนๆ สนใจมือถือรุ่นใหม่รุ่นไหน สามารถไปสัมผัสเครื่องจริงและรับโปรโมชันพิเศษกันได้ที่ True Shop ทุกสาขาได้เลยครับ
science-technology • 10 Sep 2025
Read
Samsung เปิดตัวเทคโนโลยีจอแสดงผล Micro RGB รุ่นแรกของโลก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีทีวีและจอแสดงผลพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ดูเหมือนว่า Samsung ไม่เคยหยุดนิ่ง ล่าสุดได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัว Micro RGB ซึ่งเป็นทีวีเครื่องแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยีแสง Micro-scale RGB LED อยู่ด้านหลังหน้าจอขนาดมหึมาถึง 115 นิ้ว สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการทีวีระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง Micro RGB คืออะไร? เทคโนโลยีเบื้องหลังที่สร้างความแตกต่าง Micro RGB ไม่ใช่แค่ทีวีทั่วไป แต่เป็นนวัตกรรมที่มาพร้อมสถาปัตยกรรมเฉพาะตัว โดยใช้ Micro-scale RGB LED ที่มีขนาดเล็กจิ๋ว ต่ำกว่า 100 ไมโครเมตร จัดเรียงเป็นรูปแบบที่ละเอียดมากอยู่ด้านหลังแผงหน้าจอ ทำให้สามารถควบคุม LED แต่ละดวงได้อย่างแม่นยำ ไม่เหมือนระบบไฟพื้นหลังแบบเดิมๆ ที่ไม่สามารถควบคุมแสงได้อย่างอิสระ ทำให้การแสดงผลสีมีความแม่นยำและคอนทราสต์ที่เหนือกว่าที่เคยมีมา ความแม่นยำระดับมืออาชีพที่ได้รับการรับรอง หัวใจสำคัญของ Micro RGB คือความแม่นยำของสีที่ Samsung เรียกว่า Micro RGB Precision Color ซึ่งการันตีว่าทีวีสามารถแสดงสีได้ตรงตามที่ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการ ด้วยการครอบคลุมพื้นที่สีตามมาตรฐานระดับโลก BT.2020 ได้ 100% และยังได้รับการรับรองจากสถาบัน VDE ของเยอรมนีอีกด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่าสีสันที่คุณเห็นบนหน้าจอคือสีที่สมจริงและถูกต้องที่สุด พลังของ AI ที่มาช่วยยกระดับทั้งภาพและเสียง ทีวีรุ่นนี้ไม่ได้มีแค่ภาพที่สวย แต่ยังฉลาดด้วย Micro RGB AI Engine ที่ใช้พลังการประมวลผลของ AI ในการวิเคราะห์และปรับภาพและเสียงให้เหมาะสมแบบเฟรมต่อเฟรมแบบเรียลไทม์ ทำให้ภาพมีความสมจริงและมีชีวิตชีวามากขึ้น โดยเฉพาะในฟีเจอร์ Micro RGB Color Booster Pro ที่จะช่วยปรับปรุงโทนสีที่ดูจืดชืดให้กลับมาสดใสและมีมิติได้อย่างน่าทึ่ง ดีไซน์บางเฉียบที่เข้าได้กับทุกการตกแต่ง นอกจากคุณภาพของภาพแล้ว Micro RGB ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่ายและหรูหรา ตัวเครื่องทำจากโลหะที่บางเฉียบ ทำให้ทีวีดูเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่สามารถเข้าได้กับการตกแต่งภายในทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านสไตล์มินิมอลหรือโมเดิร์นก็ดูดีลงตัว เทคโนโลยีลดแสงสะท้อนที่ให้ประสบการณ์รับชมที่ดียิ่งขึ้น ปัญหาแสงสะท้อนบนหน้าจอทีวีจะหมดไป ด้วยเทคโนโลยี Glare Free ที่ช่วยลดแสงสะท้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณสามารถรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างสบายตา แม้จะอยู่ในห้องที่มีแสงสว่างมากก็ตาม ช่วยให้คุณมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่รับชมได้อย่างเต็มที่ AI Assistant อัจฉริยะที่ช่วยให้การใช้งานง่ายกว่าเดิม Samsung ได้ผนวก Samsung Vision AI เข้ามาในทีวีรุ่นนี้ ทำให้คุณสามารถใช้ AI เพื่อปรับภาพและเสียงได้อย่างชาญฉลาด และยังมีผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Bixby ที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI ทำให้สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติและเฉพาะตัวมากขึ้น ช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้โดยไม่ต้องออกจากหน้าจอหลัก ระบบความปลอดภัยและการอัปเกรดที่มั่นใจได้ สำหรับเรื่องความปลอดภัย Samsung ก็จัดเต็มเช่นกัน ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยชั้นนำอย่าง Samsung Knox ที่ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานให้ปลอดภัย และยังมีโปรแกรม 7-year free Tizen OS Upgrade ที่รับประกันการอัปเดตซอฟต์แวร์ต่อเนื่องนานถึง 7 ปี ทำให้ทีวีของคุณทันสมัยอยู่เสมอ กำหนดการวางจำหน่าย หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในเกาหลีใต้ ทีวี Samsung Micro RGB ก็เตรียมพร้อมที่จะบุกตลาดสหรัฐอเมริกา และมีแผนที่จะเปิดตัวในตลาดอื่นๆ ทั่วโลกในเร็วๆ นี้ รวมถึงจะมีการผลิตในหลากหลายขนาดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ทำให้ทุกคนมีโอกาสได้สัมผัสกับนวัตกรรมทีวีแห่งอนาคตนี้ Photo Credit : news.samsung
science-technology • 30 Aug 2025
Read
แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน สิงหาคม 2568
เข้าสู่เดือนสิงหาคม 2568 เดือนแห่งวันแม่แห่งชาติ ใครที่กำลังมองหามือถือใหม่ไว้ใช้เอง หรือมองหามือถือรุ่นใหม่ให้คุณแม่ ลองดูลิสต์รายการมือถือใหม่ที่เปิดตัวในช่วงเดือนที่ผ่านมาที่เรา TrueID รวบรวมไว้ให้ ซึ่งในเดือนนี้ก็มีรุ่นใหม่ที่น่าสนใจหลายรุ่น ดังนี้เลยครับ Infinix HOT 60 Pro+ เริ่มต้นกันที่รุ่นประหยัดในกลุ่มนี้ก่อนเลยครับ กับ Infinix HOT 60 Pro+ ที่แม้จะมีราคาเปิดตัวที่เพียง 6,499 บาท ซึ่งถืออยู่ในกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น แต่ก็มีจุดเด่นอยู่ที่ดีไซน์สุดบางเฉียบ มีหน้าจอความถี่สูง 144Hz สีสันสดใส AMOLED ใช้ชิปแรงพอตัว MediaTek Helio G200 เกมดี กล้องสวย 50MP แบตเตอรี่ 5,160 mAh พร้อมชาร์จเร็ว 45W แต่อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้จะรองรับเพียง 4G เท่านั้น ไม่รองรับ 5G ใครที่หามือถือไปสตรีมมิ่งไลฟ์สด หรือต้องการใช้เน็ตแรงๆ อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ iQOO Z10 5G ขยับงบอีกนิด มาดูมือถือ 5G กันบ้างครับ iQOO Z10 5G ที่โดดเด่นด้วยการเป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 7,300 mAh รองรับชาร์จไว 90W ทำให้ใช้งานได้อย่างยาวนานและชาร์จเต็มได้อย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 7s Gen 3 พร้อม RAM สูงสุด 12GB และ ROM 256GB หน้าจอสวยๆ AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว ความละเอียดสูง และกล้องหลักความละเอียด 50MP ที่มีระบบกันสั่น OIS ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาสมาร์ทโฟนที่เน้นความจุแบตเตอรี่และประสิทธิภาพที่คุ้มค่า โดยมีราคาเปิดตัวในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 10,490 บาทสำหรับรุ่น 8GB+256GB และ 10,900 บาทสำหรับรุ่น 12GB+256GB vivo X200 FE vivo X200 FE เป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ขนาดกะทัดรัดแต่มาพร้อมสเปกที่จัดเต็ม เริ่มจากชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9300+ ที่ทรงพลัง กล้องหลัง 3 ตัวที่พัฒนาร่วมกับ ZEISS โดยมีกล้องหลักและกล้อง Super Telephoto ความละเอียด 50MP ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Aura Light และ AI Image Studio นอกจากนี้ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ BlueVolt ความจุ 6,500 mAh รองรับชาร์จไว 90W และหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.31 นิ้วที่มีอัตรารีเฟรช 120Hz พร้อมมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น IP68 โดยมีราคาเปิดตัวในประเทศไทยที่ 24,999 บาท เหมาะกับคนหามือถือไซส์เล็กสเปกจัดจ้านเลยจ้า Nothing Phone (3) Nothing Phone (3) เป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ Glyph Matrix ซึ่งเป็นแผงไฟ LED ด้านหลังเครื่องที่มีลูกเล่นใหม่ๆ ให้ใช้งานได้อย่างหลากหลาย ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8s Gen 4 ที่ทรงพลัง พร้อมกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50MP ทั้งหมด รวมถึงกล้อง Periscope Telephoto ที่ซูมแบบ Optical ได้ 3 เท่า และกล้องหน้าความละเอียด 50MP นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ความจุ 5,150 mAh รองรับชาร์จไว 65W พร้อมการอัปเดตระบบปฏิบัติการ Android ที่ยาวนานถึง 5 ปี และการอัปเดตความปลอดภัยถึง 7 ปี โดยมีราคาเปิดตัวในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 27,999 บาทสำหรับรุ่น 12GB+256GB และ 30,999 บาทสำหรับรุ่น 16GB+512GB HUAWEI Pura 80 Series สมาร์ทโฟน HUAWEI Pura 80 Series ได้รับการเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีจุดเด่นในเรื่องของการถ่ายภาพเป็นหลัก ใครหามือถือเน้นการถ่ายภาพคุณภาพสูง แนะนำเป็นรุ่นนี้เลย ตัวจบคนชอบถ่ายภาพ HUAWEI Pura 80 Pro รุ่นนี้โดดเด่นด้วยกล้อง Ultra Lighting ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ช่วยให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยทำได้ดีขึ้น พร้อมกล้อง Ultra Lighting Macro Telephoto ที่สามารถซูมได้สูงสุด 100 เท่า และยังสามารถถ่ายภาพมาโครได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 5,170 mAh และรองรับชาร์จไว 100W แบบมีสาย และ 80W แบบไร้สาย โดยมีราคาเปิดตัวในประเทศไทยที่ 38,990 บาทสำหรับรุ่น 12GB+512GB HUAWEI Pura 80 Ultra รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นท็อปที่มาพร้อมเทคโนโลยีกล้องสุดล้ำ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่กล้องคู่เทเลโฟโต้ (Dual Telephoto) ที่สามารถสลับเลนส์เพื่อซูม Optical ได้ถึง 2 ระยะในโมดูลเดียว นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ 1 นิ้วแบบ RYBB ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์กล้องเทเลโฟโต้ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ทำให้สามารถถ่ายภาพในระยะซูมและในที่แสงน้อยได้อย่างคมชัดยิ่งขึ้น พร้อมฟีเจอร์ Speed Snapshot ที่ถ่ายภาพวัตถุเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว โดยมีราคาเปิดตัวในประเทศไทยที่ 49,990 บาท Samsung Galaxy Z Fold7 Samsung Galaxy Z Fold7 เป็นสมาร์ทโฟนจอพับที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการออกแบบให้ตัวเครื่องบางลงและน้ำหนักเบาลง พร้อมวัสดุ Corning Gorilla Glass Ceramic 2 ที่แข็งแกร่งและทนทาน หน้าจอแสดงผลหลัก Dynamic AMOLED 2X ขนาดใหญ่ 8 นิ้ว และหน้าจอด้านนอกขนาด 6.5 นิ้วที่สว่างคมชัดด้วยอัตรารีเฟรช 120Hz ทั้งคู่ ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite ที่ทรงพลัง และมาพร้อมกล้องหลังสุดล้ำ โดยมีกล้องหลักความละเอียด 200MP พร้อมเซ็นเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น 44% และยังมีกล้อง Telephoto และ Ultrawide เพื่อการถ่ายภาพที่สมบูรณ์แบบ แบตเตอรี่ความจุ 4,400 mAh รองรับการชาร์จไว และฟีเจอร์ AI ที่ล้ำสมัย โดยมีราคาเปิดตัวในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 67,900 บาทสำหรับรุ่น 256GB Samsung Galaxy Z Flip7 Samsung Galaxy Z Flip7 เป็นสมาร์ทโฟนจอพับที่มาพร้อมการอัปเกรดครั้งสำคัญ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่หน้าจอด้านในที่ขยายใหญ่ขึ้นเป็น 6.9 นิ้ว และหน้าจอด้านนอกที่ใหญ่ขึ้นเป็น 4.1 นิ้ว ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องกางเครื่องบ่อยครั้ง ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Exynos 2500 และ RAM 12GB ให้ประสิทธิภาพที่รวดเร็วและประหยัดพลังงาน มาพร้อมกล้องหลังคู่ความละเอียด 50MP และ 12MP พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,300 mAh ที่รองรับการชาร์จไว 25W และมีให้เลือกหลายสีสัน โดยมีราคาเปิดตัวในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 40,900 บาทสำหรับรุ่น 12GB+256GB Samsung Galaxy Z Flip7 FE และปิดท้ายกันที่ Samsung Galaxy Z Flip7 FE ที่เป็นสมาร์ทโฟนจอพับรุ่น Fan Edition ที่มีจุดเด่นในเรื่องของความคุ้มค่า ราคาเร้าใจ โดยมาพร้อมหน้าจอหลัก Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.7 นิ้ว พร้อมหน้าจอด้านนอกที่ใหญ่ขึ้นเป็น 3.4 นิ้ว ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูการแจ้งเตือนหรือถ่ายภาพเซลฟี่ได้สะดวกยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Exynos 2400 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็ว พร้อมกล้องหลักความละเอียด 50MP ที่มาพร้อม OIS และแบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh ที่รองรับการชาร์จไว 25W ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนจอพับที่มีฟีเจอร์ครบครันในราคาที่จับต้องได้ โดยมีราคาเปิดตัวในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 32,900 บาทสำหรับรุ่น 8GB+128GB และ 35,900 บาทสำหรับรุ่น 8GB+256GB
science-technology • 9 Aug 2025
Read
vivo X200 FE มาแล้ว! ตัวตึงไซส์มินิ กล้องเทพ ZEISS แบตอึดมาก แถมราคาดี!
ส่วนใหญ่แล้ว สมาร์ทโฟนระดับเรือธงตัวท็อปในตลาด ก็มักจะใส่ความจัดเต็มจัดหนักทั้งด้านสเปกระดับสูง ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ ทำให้ตัวเครื่องอาจจะใหญ่โต รวมถึงน้ำหนักอาจจะเยอะ จนพกพาไม่สะดวกเท่าไหร่สำหรับบางคน แต่ล่าสุดทางด้าน vivo ขอแหวกแนว เปิดตัว vivo X200 FE ที่มาพร้อมดีไซน์สีสันสดใส ไซส์เล็กกระชับมือกว่าเดิมเยอะ! ตอบโจทย์สายที่อยากได้มือถือคล่องตัว ถือมือเดียวก็สบาย ภายใต้คอนเซ็ปต์ จับกระชับ ชัดทุกช็อต หรือ ZEISS Image. Pro Packed. ในขณะที่สเปกคือไม่ธรรมดาเลยนะ มาพร้อมชิปตัวแรง Dimensity 9300+ และแบตเตอรี่โคตรอึด 6,500 mAh คือเล่นลื่นไหลทั้งวันไม่มีสะดุด! แถมกล้องก็ยังเทพเหมือนเดิม เพราะยังร่วมมือกับ ZEISS ให้ได้ภาพพอร์ตเทรตที่สวยคมตามสไตล์ vivo เลย! และเปิดตัวพร้อมขายในไทยแล้ววันนี้ ราคาแค่ 24,999 บาท เท่านั้น! ดีไซน์ใหม่ ไซส์กะทัดรัด สีสันโดนใจ! vivo X200 FE เนี่ย เค้าตั้งใจทำมาเพื่อชาวเราที่ชีวิตเร่งรีบและต้องการความคล่องตัวสุดๆ! ตัวเครื่องคือจับถนัดมือมาก เพราะหน้าจอแบนแค่ 6.31 นิ้ว คือใช้มือเดียวก็สบาย ไม่ว่าจะถือของเยอะแค่ไหนก็เอาอยู่! แล้วสีสันคือมีให้เลือกเยอะมาก! เข้ากับทุกสไตล์แน่นอน ตามนี้: สีฟ้าบลูบรีซ (Blue Breeze): ฟีลสงบๆ สดชื่นๆ สีชมพูพิงก์ไวบ์ (Pink Vibe): เพิ่มความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองแบบสุดๆ สีเหลืองเยลโลว์โกลว (Yellow Glow): ให้ความรู้สึกอบอุ่น มีความสุขตอนพักผ่อน สีดำแบล็กลักซ์ (Black Luxe): สายสุขุม นุ่มลึก ดูหรูหราสง่างามในเครื่องเดียว! กล้อง ZEISS และ AI Image Studio ถ่ายอะไรก็ชัด! เรื่องกล้องคือไม่ต้องห่วง! X200 FE ยังคงสานต่อ DNA กล้องเทพของ X Series ไว้เต็มๆ! ใช้ เลนส์ ZEISS ทุกกล้อง เลยนะ! ไม่ว่าจะเป็นกล้องหลัก 50MP ถ่ายสวยคมชัดทุกมุม, กล้อง Super Telephoto 50MP ซูมคือคมชัดเกินเบอร์มาก!, ZEISS Multifocal Portrait เลือกถ่ายภาพพอร์ตเทรตได้ถึง 5 ระยะ! คือได้รูปสวยๆ ไม่ซ้ำใครแน่นอน! นอกจากนี้ด้านกล้องถ่ายภาพ ยังมาพร้อม Stage Mode เหมาะมากสำหรับถ่ายรูปหรืออัดวิดีโอคอนเสิร์ต! คือเก็บโมเมนต์ได้ครบ! และไฟ Aura Light คุณภาพสตูดิโอ ช่วยเติมแสงและปรับอุณหภูมิแสงตอนถ่ายพอร์ตเทรตได้อัจฉริยะ! ถ่ายในที่แสงน้อยก็ยังสวยเป๊ะทุกดีเทล! นอกจากฮาร์ดแวร์แล้ว ซอฟต์แวร์ AI ก็คือตัวตึง! มาพร้อม AI Image Studio ที่ช่วยเนรมิตภาพให้สวยตามใจสั่ง ดังนี้: AI Magic Move: แก้ไของค์ประกอบภาพ ปรับแต่งส่วนที่ไม่ลงตัวได้แบบอิสระ! AI Image Expander: ขยายภาพ เพิ่มรายละเอียดในส่วนที่ขาดหายไปได้ด้วย AI! AI Erase: ลบสิ่งที่ไม่อยากได้ในภาพออกได้ง่ายๆ แค่แตะครั้งเดียว! ลบคนอื่นออกจากรูปก็ได้ด้วยนะ! เล็กแต่แจ๋ว ฟีเจอร์ครบ แบตอึด ทนทานสุดๆ! ถึงแม้ X200 FE จะดีไซน์มาในไซส์กะทัดรัด แต่สเปกภายในคือจัดเต็มทุกมิติ! มาพร้อมชิปเรือธง Dimensity 9300+ ใช้งานลื่นไหล ตอบสนองไวสุดๆ ไม่ว่าจะเล่นเกมหนักๆ หรือเปิดหลายแอปก็เอาอยู่! แบตเตอรี่ BlueVolt 6500mAh โคตรอึด! ใช้ได้ยาวนานตลอดวัน! พร้อมชาร์จไว 90W FlashCharge แบตหมดก็ไม่ต้องห่วง ชาร์จแป๊บเดียวเต็ม! ในส่วนของหน้าจอ ZEISS Master Color 1.5K AMOLED ให้ความสว่างสูงสุดเฉพาะส่วนถึง 5000 nits! สีสันสดใส คมชัด ดูหนังดูซีรีส์คือฟินมาก! แถมถนอมสายตาด้วยมาตรฐาน SGS Certification ที่การันตีแสงสีฟ้าต่ำ และ Smart Eye Protection Mode 2.0 ที่ปรับแสงจอตามสภาพแวดล้อมแบบ Real-time! นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังทนทานสุดๆ ขอบตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยด์ โครงสร้างโลหะเกรดเดียวกับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ คือแข็งแรง ตกไม่พังง่ายๆ! และกันน้ำกันฝุ่น IP68 IP69 ลุยฝน ลุยฝุ่นได้สบายๆ ไม่ต้องกลัว! สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจ vivo X200 FE ตอนนี้ก็วางขายในไทยแล้ววันนี้ ในราคา 24,999 บาท (สำหรับรุ่น 12GB + 512GB) สามารถหาซื้อกันได้ที่ True Store ของเรา ที่มีโปรส่วนลดสูงสุดเริ่มต้นเพียง 17,999 บาท หรือที่ vivo Brand Shop, ช่องทางออนไลน์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้เลยจ้า!
science-technology • 17 Jul 2025
Read
แนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน กรกฎาคม 2568
กลับมาอีกครั้งครับ สำหรับการแนะนำมือถือเปิดตัวใหม่น่าใช้ประจำเดือน กรกฎาคม 2568 ที่ในเดือนนี้มีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ เปิดตัวมากมายหลายรุ่นทีเดียว มีตั้งแต่เรือธงกล้องเทพๆ ตัวท็อป ไปจนถึงรุ่นราคาประหยัดสบายกระเป๋า แต่ในเดือนนี้จะมีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง พวกเราทีมงาน TrueID คัดมาให้เพื่อนๆ ที่สนใจมือถือใหม่ได้เลือกชมกันแล้ว ไปติดตามกันได้เลย Sony Xperia 1 VII เริ่มกันที่ Sony Xperia 1 VII สมาร์ทโฟนตัวท็อปจากแบรนด์ญี่ปุ่น โดยรุ่นนี้จัดเต็มด้วย 3 ไฮไลท์เด็ด เริ่มด้วยเทคโนโลยีกล้องของ Sony ที่ผสาน AI ใหม่ ช่วยจัดเฟรมการถ่ายภาพอัตโนมัติ และเซนเซอร์มุมกว้างพิเศษขนาดใหญ่สำหรับคนรักการถ่ายภาพ ถัดมาเป็นเทคโนโลยีด้านเสียงเพลง WALKMAN อันเป็นเอกลักษณ์ของค่ายที่ให้เสียงเหนือระดับสำหรับการฟังเพลง และสุดท้ายเป็นเทคโนโลยีการแสดงผล BRAVIA ที่ให้จอที่สว่างและคมชัดกว่าที่เคย ในส่วนของขุมกำลังก็จัดไปขั้นสุดกับ Qualcomm Snapdragon 8 Elite เรียกว่าครบ จบทั้งการถ่ายภาพ เสียงเพลง และการแสดงผลระดับสูง Sony Xperia 1 VII เปิดตัวที่ราคา 49,990 บาท ใครเน้นเจ็บแต่จบ ไปกันได้ HONOR 400 Series ไปต่อกันที่ Honor 400 Series ที่ประกอบไปด้วย 3 รุ่น 3 ระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ระดับกลาง ไปจนถึงตัวเรือธง โดยเรียงลำดับดังนี้ Honor 400 Lite 5G รุ่นเริ่มต้นของซีรีส์ โดยตัวนี้จะมาพร้อมหน้าจอ AMOLED 6.7 นิ้ว แบต 5230 mAh กันน้ำกันฝุ่น IP65 พร้อมกล้องถ่ายภาพ AI 108MP โดยได้ชิปเซต Dimensity 7025 Ultra รองรับ 5G โดยรวมถือเป็นรุ่นเริ่มต้นที่มีสเปคใช้ได้ ในราคาเพียง 8,999 บาท จัดว่าคุ้มใช้ได้ Honor 400 5G รุ่นนี้จะอัปสเปคขึ้นมาอีกขั้น โดยมีหน้าจอ AMOLED 6.55 นิ้ว ได้ชิปเซต Snapdragon 7 Gen3 ตัวแรงระดับกลาง กล้องถ่ายภาพระดับ 200MP + 12MP Ultrawide แบตเตอรี่ 6000 mAh ชาร์จไวจัด 100W โดยตัวนี้มีราคาเปิดตัว 14,990 บาท ถือว่าได้สเปคดี เล่นเกมได้ ถ่ายรูปสวยเอาเรื่อง Honor 400 Pro 5G พี่ใหญ่ของซีรีส์ รุ่นนี้มาพร้อมสเปคจัดเต็มที่สุด ได้ชิปเซตระดับเรือธง Snapdagon 8 Gen3 ที่อาจไม่ใช่ชิปเรือธงที่ดีที่สุด ณ ปัจจุบัน แต่ก็แรงเหลือๆ เล่นเกมได้ลื่นทั้ง Play Store มีกล้อง AI ประสิทธิภาพสูง พร้อม AI Super Zoom 200MP + 50MP Tele + 12MP Ultrawide แบตเตอรี่ 6000 mAh ชาร์จไว 100W และชาร์จไวไร้สาย 50W ครบเครื่องล่ะ โดยรุ่นนี้มีราคาเปิดตัว 19,990 บาท จัดว่าคุ้มค่าสำหรับสเปคเรือธงกันเลย OPPO Reno14 Series อีกซีรีส์ที่เปิดตัวพร้อมกันมากกว่า 1 รุ่น คือ OPPO Reno14 Series โดยประกอบด้วย Reno14F, Reno14 และ Reno14 Pro ซึ่งรองรับ 5G ทุกรุ่น และมีสเปคอยู่ในกลุ่มระดับกลาง เน้นถ่ายภาพสวย โดยแต่ละรุ่นมีรายละเอียดดังนี้เลย OPPO Reno14F 5G รุ่นน้องของตระกูลที่เน้นถ่ายภาพพอร์ตเทรดสวย มี AI ช่วยยกระดับการถ่ายภาพ ได้กล้องหลัก 50MP + 8MP Ultrawide + 2MP Macro หน้าจอ 6.57 นิ้ว AMOLED ชิปเซต Snapdragon 6 Gen1 แบต 6000 mAh ชาร์จไว 45W กับราคาเปิดตัว 12,999 บาท จัดว่าใช้ได้ OPPO Reno14 5G ขยับสเปคขึ้นมาอีกขั้นด้วยชิปแรงขึ้น Dimensity 8350 หน้าจอ 6.59 นิ้ว AMOLED FHD+ โดยได้กล้อง 50MP สามตัวทั้งกล้องหลัก Tele และ Ultrawide มีแบต 6000mAh ชาร์จไว 80W กับราคาเปิดตัว 16,999 บาท เน้นคุ้ม เล่นได้ OPPO Reno14 Pro 5G รุ่นใหญ่สุดของตระกูล Reno ล่าสุด โดยจะได้ชิป Dimensity 8450 ตัวแรงระดับกลาง จอใหญ่ 6.83 นิ้ว AMOLED กล้อง 50MP สามตัวเหมือนตัวกลาง แต่ได้แบตเยอะสุด 6200 mAh และชาร์จไว 80W พร้อมชาร์จไวไร้สาย 50W ฟีเจอร์ระดับเรือธงแบบนี้ จัดไปที่ราคาเปิดตัว 24,999 บาท ชอบถ่ายภาพ ไม่ผิดหวัง POCO F7 5G ถ้าชอบความคุ้ม ขาดไม่ได้กับสมาร์ทโฟนจาก POCO แบรนด์ลูกของ Xiaomi ที่เน้นความคุ้มค่า โดยล่าสุดเป็น POCO F7 5G ที่โดดเด่นด้วยชิปแรงๆ Snapdragon 8s Gen4 เร็วแรงระดับเรือธง แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6500 mAh ชาร์จไว 90W หน้าจอ AMOLED 1.5K 120Hz AMOLED ขนาด 6.83 นิ้ว กล้องถ่ายภาพ 50MP เซ็นเซอร์ Sony IMX882 และทนทานกันน้ำระดับ IP68 POCO F7 5G เชื่อมั้ยว่าให้สเปคคุ้มระดับนี้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 13,490 บาทเท่านั้น มีใครให้คุ้มกว่านี้มั้ย? realme P3 Series 5G มาดูรุ่นระดับงบ 10,000 +/- กันต่อครับ กับ realme P3 Series 5G ที่เปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่น คือ P3 5G และ P3 Ultra 5G โดยเป็นรุ่นระดับกลางสเปคคุ้ม เน้นใช้งานทั่วไปลื่นไหล เล่นเกมได้ ในงบสบายกระเป๋า ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้ realme P3 5G ตัวนี้จะมาพร้อมหน้าจอ AMOLED 6.67 นิ้ว 120Hz ได้ชิปเซต Snapdragon 6 Gen4 ที่แรงใช้ได้ กล้องถ่ายภาพ 50MP กันน้ำกันฝุ่น IP66/68/69 และแบตเตอรี่ 6000 mAh ชาร์จไว 45W โดยราคาเปิดตัวรุ่นนี้จะเริ่มต้นที่ 9,999 บาท ถือว่าเล่นได้ในงบต่ำหมื่น realme P3 Ultra 5G กับคำว่า Ultra ที่เพิ่มมา จะได้จอใหญ่ขึ้นเป็น 6.83 นิ้ว จอโค้ง 4 ด้าน AMOLED 120Hz ได้ชิปแรงขึ้น Dimensity 8350 Ultra กล้อง Sony IMX 896 50MP มีกันสั่น OIS พร้อมกล้อง Ultrawide 8MP กันน้ำ IP69 แบต 6000 mAH ชาร์จไว 80W และราคาเริ่มต้นเป็น 13,999 บาท สเปคดี กล้องสวยเอาเรื่อง realme C71 มาดูรุ่นราคาประหยัดต่ำ 5k กันบ้างครับ กับ realme C71 ใครหามือถือระดับเริ่มต้นจัดไปครับ ตัวนี้มีหน้าจอ 6.67 นิ้ว IPS LCD HD+ ใช้ชิปเซต Unisoc T7250 เน้นใช้งานทั่วไป ได้กล้องหลัง 50MP กล้องหน้า 5MP ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้ทั่วไปได้ยาวๆ ข้ามวัน 6300 mAh ชาร์จไวใช้ได้ที่ 45W realme C71 เปิดตัวที่ราคา 3,999 บาท เน้นใช้งานทั่วไป ไม่เกมมาก เล่นโซเชียล ดูหนังฟังเพลง แบตทนๆ ถือว่าเล่นได้เลยครับ iQOO Neo 10 5G ถ้าเน้นเกม เน้นแรง ในงบหมื่นกลางๆ ตัวนี้น่าเล่นครับ iQOO Neo 10 5G สมาร์ทโฟนตระกูลเกมมิ่งจาก vivo ที่มาพร้อมชิปเซต Snapdragon 8s Gen4 แรงๆ ได้หน้าจอ 6.78 นิ้ว AMOLED สวยๆ ส่วนกล้องก็ไม่น้อยหน้าใคร ได้ความละเอียด 50MP แต่ที่แน่ๆ แบตค่อนข้างโดดเด่นที่ 7000 mAh ชาร์จไว 120W จัดว่าเล่นเกมกันได้ยาวๆ ไปพี่น้อง iQOO Neo 10 5G เปิดตัวที่ราคา 15,900 บาท จัดว่าแรงครบเครื่อง ในราคาสบายกระเป๋า Infinix GT 30 Pro 5G ปิดท้ายกับเกมมิ่งโฟนที่มาพร้อมปุ่มพิเศษ Trigger ที่แมพเพื่อเล่นเกมได้มันส์ขึ้นได้ดั่งใจ กับ Infinix GT 30 Pro 5G กับสเปคระดับโปรในราคาเข้าถึงง่ายครับ ตัวนี้มาพร้อมหน้าจอ 6.78 นิ้ว AMOLED 144Hz ลื่นสุดในกลุ่ม ได้ชิปเซต Dimensity 8350 Ultimate แรงๆ ส่วนการถ่ายภาพก็ใช่ย่อยกับกล้อง 108MP แบตเตอรี่ 5500 mAh และชาร์จไว 45W Infinix GT 30 Pro 5G เปิดตัวที่ราคา 12,999 บาท ใครชอบมือถือเกมลื่นๆ จอสวยๆ จัดว่าน่าเล่นครับ
science-technology • 11 Jul 2025
Read
Samsung Galaxy Z Fold7 บางสุด 4.2 มิลลิเมตร เบา 215 กรัม กล้องหลักดีขึ้น 200MP เริ่มต้น 67,900 บาท
ซัมซุง เปิดตัว Galaxy Z Fold7 สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นล่าสุด ภายใต้ดีไซน์ที่บางและน้ำหนักเบาที่สุดในตระกูล Galaxy Z Fold มอบประสิทธิภาพระดับพรีเมียมและประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟนแบบ “Ultra” ยกระดับในการทำงานและการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมจัดงานเชิญสื่อมวลชนไทย Sneak Peek The new Galaxy ในไทยเป็นครั้งแรกด้วย สเปก Samsung Galaxy Z Fold7หน้าจอ- หน้าจอหลัก 8.0 นิ้ว QXGA+ Dynamic AMOLED 2X (2184 x 1968), 368ppi พร้อม adaptive refresh rate (1~120Hz)- หน้าจอด้านนอก 6.5 นิ้ว FHD+ Dynamic AMOLED 2X Display (2520 x 1080, 21:9), 422ppi พร้อม adaptive refresh rate (1~120Hz)- วัสดุจอนอก Corning® Gorilla® Glass Ceramic 2- จอฝาหลัง Corning® Gorilla® Glass Victus® 2ลักษณะภายนอก- เมื่อพับเครื่อง 72.8 x 158.4 x 8.9 มม.- ขนาดเมื่อกางออก 143.2 x 158.4 x 4.2 มม.น้ำหนัก 215 กรัมกล้อง- กล้องหน้า จอนอกและจอใน 10MP F2.2, Pixel size: 1.12μm, FOV: 85˚- กล้องหลัง กล้อง Wide Quad Pixel 200MP ซูมสูงสุด 30 เท่า กล้อง Ultra-Wide 12MP กล้อง Telephoto 10MP ซูม 3 เท่าภายในตัวเครื่อง- ชิป Snapdragon 8 Elite for Galaxy- RAM 12/16GB- พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน 256GB/512GB/1TB- แบตเตอรี่ 4,300mAh ชาร์จเร็วสุด 25W รองรับชาร์จเร็วไร้สาย QC2.0อื่น ๆ- มาตรฐานความทนทานต่อน้ำ IP48- เฟรม (รวมข้อพับ) Advanced Armor Aluminum- ระบบปฏิบัติการ One UI 8 บนพื้นฐาน Android 16- มาตรฐาน Wi-Fi 7 Bluetooth v5.4ตัวเลือกสีBlue Shadow, Silver Shadow, Jet-black, Mint (เฉพาะออนไลน์)ราคา- 12 GB + 256GB 67,900 บาท- 12 GB + 512GB 72,900 บาท- 16GB + 1TB 85,900 บาทView this post on InstagramA post shared by TNN Tech (@tnn_tech)
TNN ch16 • 10 Jul 2025
Load more