TrueID
TH
Reset
Search results for “#PETRONAS” - TrueID
Top Result
Watch
Shorts
Game
Privilege
Read
Read
Qualcomm จับมือทีม Mercedes-AMG Petronas F1 ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลให้แฟน ๆ
หลังจากที่ได้เซ็นสัญญาความร่วมมือไปกับทีม Formula 1 ของ Ferrari ไปเมื่อปีก่อนแล้วนั้น ล่าสุด Qualcomm บริษ้ทพัฒนาชิปรายใหญ่ของโลก ได้ขยายความร่วมมือไปกับค่ายอื่น นั่นคือทีม Mercedes-AMG PETRONAS Formula One ที่เพิ่งเปิดตัวรถแข่งฟอร์มูลาวันของตนเองในปี 2023 นี้ไป ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์ทั้งในรูปแบออฟไลน์และออนไลน์ โดยทาง Qualcomm กำลังเตรียมความพร้อมในการผสานเทคโนโลยีที่จะช่วยในการแข่งขันรถยนต์ทั้งในแบบ VR และไม่ใช่ VR ที่เกี่ยวข้องกับทีม Mercedes-AMG PETRONAS Formula One นอกจากนี้ Qualcomm จะช่วยทีม F1 นี้ ในการเปิดตัวพื้นที่ดิจิทัลอัจฉริยะที่มีความล้ำหน้ามากที่สุดที่ศูนย์ของทีม F1 ในสหราชอาณาจักร โดยใช้เทคโนโลยีของ Qualcomm ทั้งหมด Mercedes-AMG F1 W14 E PERFORMANCE ทั้งนี้ ดอน แม็กไกวร์ (Don McGuire) ผู้ดำรงตำแหน่งประธานอาวุโส และหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Qualcomm ได้กล่าวว่า “Snapdragon มีเทคโนโบยีระดับพรีเมียมที่ยอดเยี่ยม และความร่วมมือของเราก็อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมที่สุด ทีม Mercedes-AMG PETRONAS Formula One ก็เป็นทีมที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดให้แก่แฟน ๆ ของ Snapdragon ทั่วโลกได้” ความร่วมมือในครั้งนี้ยังเกี่ยวเนื่องไปถึงกาพร้ัฒนาศักยภาพของรถแข่งฟอร์มูลาวันรุ่น Mercedes-AMG F1 W14 E Performance โดยจะมีโลโกของ Qualcomm ปรากฏบนชุดของนักแข่ง, ชุดของบุคลากรอาวุโส และโรงซ่อมบำรุงของ Mercedes ด้วย Mercedes-AMG F1 W14 E PERFORMANCE อ้างอิง
beartai • 16 Feb 2023
Read
PTTEP เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซบุษบง เตรียมผลิตในปี 2571
#PTTEP #ทันหุ้น-บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 เพื่อเตรียมผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2571 โดยในปีแรกมีอัตราการผลิตประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2573 เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยในอนาคตนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ ปตท.สผ. อีดี ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อพัฒนาแหล่ง ก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 บริเวณอ่าวไทย ต่อยอดความสำเร็จจากการสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติสู่การพัฒนา โดยจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาแหล่งประมาณ 2 ปี จึงจะสามารถเริ่มการผลิตก๊าซฯ ได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2573 เพื่อรองรับการใช้พลังงานของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตสำหรับการพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 ปตท.สผ. มีแผนจะผลิตก๊าซธรรมชาติ ผ่านระบบท่อส่งใต้ทะเลที่จะเชื่อมกับแท่นผลิตกลาง (Central Processing Platform) และอุปกรณ์การผลิตของแหล่งบงกชเหนือในโครงการจี 2/61 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน โดย ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) อยู่แล้ว ทำให้สามารถพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวได้ ภายหลังจากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีแผนงานในการสำรวจบริเวณพื้นที่อื่น ๆ ของโครงการจี 3/65 โดยจะทำการเจาะหลุมสำรวจในพื้นที่นงเยาว์ นอร์ทอีสต์ เพื่อประเมินศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติม หากมีการค้นพบปิโตรเลียม จะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตของโครงการจี 3/65 ได้อีกในอนาคตปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการและได้รับสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในโครงการจี 3/65 ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) ตั้งแต่ปี 2566 โดยโครงการมีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 11,647 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ ภายหลังจากเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้การโอนสัดส่วนการลงทุนภายใต้สัญญาการลดสัดส่วน (Farm-out Agreement) เสร็จสมบูรณ์แล้ว ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 60 และยังคงเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด จะถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 40ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมกว่า 50 โครงการ กว่า 10 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย ปตท.สผ. มีโครงการทั้งบนบกและในอ่าวไทย จำนวน 20 โครงการ
ทันหุ้น • 22 Sep 2026
Privilege
Airport Privilege
สิทธิพิเศษที่สนามบิน
International Food • 1 Mar 2024
Read
“คณิตา ศาศวัตายุ” CEO ปตท.สผ.คนใหม่-เปิดวิสัยทัศน์สร้างความแข็งแกร่ง
#PTTEP #ทันหุ้น-“คณิตา ศาศวัตายุ” เผยวิสัยทัศน์หลังเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. มุ่งสานต่อภารกิจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการสร้างการเติบโตในต่างประเทศ และการบริหารองค์กร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ปตท.สผ. ในระยะยาวนางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) เปิดเผยในโอกาสเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ว่า จะเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรตามทิศทางกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างการเติบโตให้ ปตท.สผ. อย่างยั่งยืน โดยสานต่อภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ด้วยการรักษาความสามารถในการผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาประเทศและการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันของประชาชน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตในต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างในระยะยาวให้กับ ปตท.สผ.ในด้านการบริหารองค์กร จะบริหารงานภายใต้แนวทางความยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถขององค์กร ตลอดจนการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 นอกจากนี้ จะเตรียมความพร้อมองค์กรให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสมที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน“การผลิตปิโตรเลียมเพื่อรองรับการความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ยังคงเป็นภารกิจที่ ปตท.สผ. ให้ความสำคัญและเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไป ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าสร้างการเติบโตในต่างประเทศ รวมทั้ง การบริหารองค์กรและบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการดำเนินการงาน รวมถึงการบริหารต้นทุน เพื่อให้ ปตท.สผ. เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นางสาวคณิตา กล่าวนางสาวคณิตา มีประสบการณ์การทำงานในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากกว่า 30 ปี มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเติบโตของ ปตท.สผ. และการกำหนดทิศทางการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ด้วยการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายแหล่งก๊าซธรรมชาติ 3 แนวหลัก ทั้งในอ่าวไทย พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย และประเทศเมียนมา รวมทั้ง การเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างเต็มความสามารถจากโครงการในอ่าวไทยและโครงการบนบก เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในประเทศจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกำหนดแนวทางและขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี 2593 โดยได้วางแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม อาทิ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) รวมทั้ง มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) สำหรับโครงการ CCS ในแหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการ CCS แห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย
ทันหุ้น • 1 Oct 2026
Watch
Philipp Plein
TrueVisions • 29 Sep 2026
Read
BAFS พร้อมร่วมมือทุกภาคส่วน แก้ปัญหาน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำ
#BAFS #ทันหุ้น-บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ระบุว่าจากสถานการณ์น้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำบริเวณถนนเชื้อเพลิงและใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตยและเขตยานนาวา ที่ได้ปรากฏในช่วงที่ผ่านมา บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT ในฐานะผู้ดำเนินกิจการระบบท่อขนส่งน้ำมัน บริษัทให้ความสำคัญและติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการวิเคราะห์หาสาเหตุ และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่ไม่กระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ของชุมชน และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบพบว่าสาเหตุหรือความเสียหายส่วนใดอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของบริษัท บริษัทพร้อมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นภายใต้กรมธรรม์ที่ทำไว้ทั้งนี้ บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด เป็นเจ้าของระบบท่อขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นบางจากจนถึงคลังน้ำมันช่องนนทรีตลอดไปตามเส้นทางขนส่งน้ำมันไปยังคลังน้ำมันอากาศยานดอนเมือง คลังน้ำมันอากาศยานสุวรรณภูมิ และต่อไปจนถึงคลังน้ำมันภาคพื้นดินที่คลังน้ำมันบางปะอิน ซึ่งบริเวณจุดที่เกิดเหตุอันเป็นหนึ่งในแนวท่อดังกล่าว BPT ได้ให้สิทธิโดยมีค่าตอบแทนสำหรับการใช้และบริหารทรัพย์สินของระบบท่อส่งน้ำมันเส้นนี้ แก่ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565ปัจจุบัน BPT เป็นผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันผ่านท่อแบบ Multi-Products ให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านระบบท่อส่งน้ำมันใต้ดิน โดยมีขอบข่ายการให้บริการครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของประเทศเท่านั้น โดยรับน้ำมันจากคลังน้ำมันบางปะอิน เพื่อส่งต่อไปยังคลังน้ำมันพิจิตรและคลังน้ำมันนครลำปาง ให้บริการน้ำมันกับประชาชนภาคเหนือด้วยระบบขนส่งน้ำมันที่ทันสมัยและปลอดภัยตามมาตรฐานสากลการขนส่งน้ำมันทางท่อนับเป็นการขนส่งที่ทั่วโลกยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูงสุด ระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อของ BPT ดำเนินการภายใต้มาตรฐานระบบการวางท่อสากล ทั้งการเลือกวัสดุ การออกแบบและก่อสร้าง ติดตั้งระบบ Cathodic Protection (CP) เพื่อควบคุมและป้องกันการเกิดสนิมหรือการกัดกร่อนบนผิวโลหะ ระบบท่อที่อยู่ในการดูแลของ BPT มีมาตรการการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอโดยมีการตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบท่อด้วยระบบ Pipeline Inspection Gauge (PIG) เป็นประจำ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการตรวจสอบการรั่วไหลของท่อด้วยระบบ SCADA (Supervisory Control and Data Acquisition) ซึ่งทำให้ระบบขนส่งน้ำมันทางท่อของ BPT ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล โดยมีการประเมินอายุการใช้งานได้ยาวนานถึง 80 ปี เพื่อให้มั่นใจว่า BPT ยังคงสามารถรักษามาตรฐานการให้บริการและความปลอดภัยอย่างสูงสุด
ทันหุ้น • 10 Sep 2026
Read
BOI ไฟเขียว “เนสท์เล่” ทุ่ม 6.4 พันลบ. ปักฐานผลิตในไทย
#ทันหุ้น - “เนสท์เล่” ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ เดินหน้าขยายฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในไทย มูลค่ากว่า 6,400 ล้านบาท ที่นิคมฯ อมตะซิตี้ ระยอง รองรับความต้องการในตลาดโลกที่เติบโตต่อเนื่อง ชูศักยภาพไทยผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก พร้อมเชื่อมโยงการใช้วัตถุดิบในประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคเกษตรไทย โดยโครงการนี้ถือเป็นการขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากเนสท์เล่ประกาศลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ด้วยเม็ดเงินกว่า 23,000 ล้านบาท เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อขยายฐานการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง เงินลงทุนรวมกว่า 6,400 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาท และโครงการผลิตขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง มูลค่าประมาณ 1,930 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร และเน้นการผลิตโดยใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อการส่งออกเป็นหลักท่ามกลางกระแสการดูแลสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัวที่ขยายตัวต่อเนื่องทั่วโลก การขยายการลงทุนของเนสท์เล่ครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากเยอรมัน และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่าร้อยละ 8 ต่อปี โดยโครงการลงทุนครั้งนี้จะส่งออกกว่าร้อยละ 90 ไปยังตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์นอกจากนี้ ทั้งสองโครงการมีการใช้วัตถุดิบในประเทศในสัดส่วนสูง มูลค่ารวมกว่า 450 ล้านบาทต่อปี โดยโครงการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ภายใต้แบรนด์ Felix, Pro Plan และ Friskies จะใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณร้อยละ 56 เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลาซาร์ดีน ผัก น้ำมัน วิตามินและแร่ธาตุ ขณะที่โครงการผลิตขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะเน้นผลิตขนมสำหรับแมว ภายใต้แบรนด์ Purina One และ Felix จะใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณร้อยละ 88 เช่น เนื้อไก่ น้ำตาล และแป้งมันสำปะหลัง ถือเป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์เกษตรของไทยออกสู่ตลาดโลกได้อย่างดีบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นบริษัทในกลุ่ม Nestle S.A. ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2536 และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเชื่อมั่นในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตระยะยาว โดยมีหลายผลิตภัณฑ์ที่คนไทยคุ้นเคยทั้งเนสกาแฟ ไมโล แม็กกี้ และไอศกรีมเนสท์เล่ ควบคู่กับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ Purina One, Felix, Pro Plan, Friskies, Alpo และ Supercoat การลงทุนของเนสท์เล่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อป้อนตลาดโลก โดยเมื่อรวมกับโครงการตั้งโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนก่อนหน้านี้ ทำให้ในปี 2569 เพียงปีเดียว เนสท์เล่ทุ่มลงทุนใหม่ในประเทศไทยรวมกว่า 29,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งธุรกิจกาแฟและอาหารสัตว์เลี้ยง ที่สำคัญ การลงทุนเหล่านี้ยังช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในประเทศ ผ่านการใช้วัตถุดิบไทยทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำนมดิบ น้ำตาล เนื้อไก่ ปลา ผัก และวัตถุดิบทางการเกษตรอื่น ๆ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4,700 ล้านบาทต่อปี ช่วยสร้างตลาดรองรับผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยไปสู่มาตรฐานสากล พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตในประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทระดับโลก“ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งฐานวัตถุดิบที่หลากหลาย ผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญ มาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับ และความสามารถในการผลิตเพื่อรองรับตลาดทั่วโลก การลงทุนอย่างต่อเนื่องของบริษัทชั้นนำอย่างเนสท์เล่ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ไปสู่อุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยบีโอไอจะเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย และผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตอาหารชั้นนำของโลก” นายนฤตม์ กล่าว
ทันหุ้น • 3 Sep 2026
Read
PCEลุยโปรดักต์ไฮมาร์จิ้น ไตรมาส4ยอดขายดีด
#PCE #ทันหุ้น – PCEคาดยอดขายไตรมาส3 ทรงตัวQoQ แต่เร่งตัวขึ้นในQ4/2469 เหตุ ไฮซีซัน หนุนปีนี้รายได้ปี 69 โต 10-15% ดันกรอสมาร์จิ้นไม่ต่ำกว่า10% ลุยขาย B100 ตามดีมานด์ หนุนมาร์จิ้นขาขึ้น พร้อมเร่งขยายตลาด “รินทิพย์” เจาะ Modern Trade-ร้านอาหารญี่ปุ่น คาดผลผลิตปาล์มปี 2570 ลด 10-15% เดินหน้าขยายจุดรับซื้อ-เพิ่มกำลังผลิต CPO ลดพึ่งพาวัตถุดิบภายนอก เตรียมยกระดับโรงกลั่นผลิต High-Quality RBDPO รองรับตลาดพรีเมียมนายประกิต ประสิทธิ์ศุภผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE เปิดเผยว่า บริษัทจำหน่าย B100 ตามคำสั่งซื้อและความต้องการใช้ของลูกค้า ซึ่งได้รับแรงหนุนโดยตรงจากสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลตามนโยบายภาครัฐ ปัจจุบันมีการทำสัญญากำหนดปริมาณซื้อขายล่วงหน้ากับ Major Oil โดยปริมาณขายจึงมีความยืดหยุ่นตามดีมานด์ในแต่ละช่วงเวลา@Q4ไฮซีซันสำหรับยอดขายงวดไตรมาส 3/2569 ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน ปริมาณการขายและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มทรงตัวจากงวดไตรมาส 2/2569 และจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 4/2569 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเดินทางท่องเที่ยว และเทศกาลปีใหม่ ขณะที่การผลิตน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคมาตรฐาน แบรนด์ “รินทิพย์” ปัจจุบันสามารถขยายช่องทางจัดนำหน่ายหลักในไทยอย่างครอบคลุมทั้ง ผู้จัดจำหน่าย (ยี่ปั๊ว)} โมเดิร์นเทรด (Modern Trade), ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ 7-Eleven, ซี เจ มอร์ และห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ควบคู่กับการเจาะฐานเข้าสู่ร้านอาหาร ภัตาคาร ทั้งยังเดินหน้าพัฒนาน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคที่มีความบริสุทธิ์และคุณภาพสูง เจาะกลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ ความสะอาด และมาตรฐานด้านอาหาร เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมในระยะยาวเบื้องต้น บริษัทมั่นใจว่ารายได้รวมทั้งปี 2569 จะเติบโตขึ้น 10 – 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY)ที่มีรายได้ 30,550.7 ล้านบาท ขณะที่กำไรขั้นต้น (GPM)มีแนวโน้มเติบโต Double Digit สะท้อนจากผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรก 2569 PCE มีกำไรสุทธิ 220.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% YoY ขณะที่ไตรมาส 2/2569 กำไรสุทธิ 214.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.2% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% ใน 6M69 จาก 2.0% เมื่อปีก่อน หนุนจากการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยเฉพาะ B100 และ RBDPO@จับตาผลผลิตปาล์มหดตัวพร้อมกันนี้ บริษัทยังคงติดตามการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นจากการประเมินปริมาณน้ำฝนตลอดฤดูฝนปี 2569 นี้ คาดการณ์ว่าผลผลิตปาล์มปี 2570 จะลดลงราว 10-15% บริษัทจังเร่งขยายจุดรรับซื้อผลปาล์มจากสวนของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านวัตถุดิบที่จะนำมาสักดเป็น CPO สำหรับไปต่อยอดผลิตภัณฑ์ทั้ง B100 น้ำมันเพื่อการบริโภค และกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฮมาร์จิ้นอย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงแผนการขยายกำลังผลิตทั้งโรงสกัดเฟส 3 เพิ่มกำลังการผลิตผลปาล์มสดจากเดิม 150 ตันต่อชั่วโมง เป็น 225 ตันต่อชั่วโมง และทำให้ PCE สามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ได้เองมากกว่า 900 ตันต่อวัน รวมถึงขยายกำลังการผลิตจากเดิม 300 ตันต่อวัน เป็น 700 ตันต่อวัน เมื่อโครงการแล้วเสร็จ PCE จะมีโครงสร้างธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่การสกัด CPO ไปจนถึงการกลั่นและผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมากขึ้น ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานภายในบริษัท ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบภายนอก และเพิ่มความสามารถในการบริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด@ ดันสินค้าไฮมาร์จิ้นอีกหนึ่งโครงการสำคัญคือการปรับปรุงโรงกลั่น เพื่อยกระดับคุณภาพน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ด้วยเทคโนโลยี CPO Washing และ Double Refine ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์คุณภาพสูง หรือ High-Quality RBDPO ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารระดับสากล โดยมีกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/2570โครงการดังกล่าวจะช่วยให้ PCE ขยับเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจาก RBDPO คุณภาพสูงสามารถนำไปต่อยอดเป็นไขมันชนิดพิเศษ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอาหารระดับพรีเมียม ซึ่งมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ปาล์มทั่วไป
ทันหุ้น • 10 Sep 2026
Read
PTTEP เซ็นสัญญาแบ่งปันผลผลิต-ขายก๊าซ แปลง A-18-01 ไทย-มาเลเซีย
#ทันหุ้น - บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัท PTTEP JDX Thailand (JDA) Limited และบริษัท PTTEP JDX Thailand Ltd. Co. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. และบริษัท PC JDA Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PETRONAS Carigali Sdn Bhd. ได้ร่วมลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) กับองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Authority หรือ MTJA) ในแปลง A-18-01 โดยผู้ร่วมทุนจะถือสัดส่วนการลงทุนฝ่ายละร้อยละ 50 ในการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย อย่างต่อเนื่อง และพร้อมกันนี้ บริษัทได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ (Gas Sales Agreement หรือ GSA)แปลง A-18-01 ร่วมกับ PC JDA, MTJA และผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติ อันได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท Petroliam Nasional Berhad (PETRONAS) ทั้งนี้สัญญา PSC และ GSA ดังกล่าวมีระยะเวลา 35 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569สัญญาแบ่งปันผลผลิตแปลง A-18-01 ฉบับนี้ครอบคลุมพื้นที่เดิมของแปลง A-18 และพื้นที่เพิ่มเติม โดยมีกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอัตราประมาณ 300-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่ประเทศไทยและประเทศมาเลเซียในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่ส่งเข้าประเทศไทยคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศ เพื่อการผลิตไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภาคใต้ของไทยแปลง A-18-01 ตั้งอยู่ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย บริเวณตอนล่างของอ่าวไทย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3,494 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสทที่สำคัญของประเทศไทยและมาเลเซีย โดยโครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่จะช่วยตอบสนองความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยและมาเลเซียในระยะยาว
ทันหุ้น • 27 Aug 2026
Read
SRICHAแดีลฟื้นฟูอาหรับ ฝีมือดีเล็งรับแCFP หมื่นล.
#SRICHA #ทันหุ้น – SRICHA ขาขึ้นชัดล่าสุดเซ็น CPF แตะ 8.4 พันล้านบาทแล้ว ดีลต่อยอดงานเดิมโอกาสชนหมื่นล้านบาท ชี้ศักยภาพก่อสร้างเร็วกว่าแผน วาดหวังรับงานอื่นๆ เพิ่ม โอกาสต่อยอดช่วงท้ายสิ้นโครงการ ชม TOP จ่ายเงินเร็วสภาพคล่องดี ดันผลงาน Q2 ทะยาน 11,054.73% ชูเทรนด์ลงทุนพลังงาน-ปิโตรเคมีสูง พร้อมดีลฟื้นตะวันออกกลาง มองความต้องการโครงการใหญ่สูง แต่ผู้ก่อสร้างมีจำกัด นายฉัตรมงคล เขมาภิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SRICHA เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า บริษัทมีแนวโน้มการรับงานในโครงการ Clean Fuel Project (CFP) ของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เพิ่มเติมจากที่เซ็นสัญญา โดยสัญญางานเดิมซึ่งเซ็นไปเมื่อกลางปี 2568 บริษัทได้รับงานมูลค่า 7,800 ล้านบาท แต่ล่าสุดบริษัทได้รับสัญญางานเพิ่มเติมเข้ามาอีกประมาณ 600 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่างานรวมขยับขึ้นไปแตะ 8,400 ล้านบาทแล้ว นอกจากนี้บริษัท อยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจางานเพิ่มเติมในช่วงท้ายของกรอบงานเดิมกับทางเจ้าของโครงการ (Owner) และ EPCM อีกประมาณ 1,600 ล้านบาท คาดว่าจะได้ข้อยุติและทยอยออกเอกสารสัญญาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จจะผลักดันให้มูลค่าโครงการ CFP รวมทั้งหมดของ SRICHA พุ่งทะยานทะลุ 10,000 ล้านบาท นายฉัตรมงคล ระบุด้วยว่า เนื่องจากบริษัทมีศักยภาพในการก่อสร้างได้เร็วกว่าแผน ดังนั้นบริษัทยังมีความคาดหวังในส่วนงานอื่นๆ ของ CFP ด้วย นอกจากนี้เมื่อโครงการ CFP เข้าสู่ช่วง Completion (การตรวจรับความเสร็จสมบูรณ์) และ Commissioning (การทดสอบและตรวจรับระบบ) บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการต่อยอดงานในรูปแบบ Mechanical Task Force หรือ ทีมซ่อมบำรุง ติดตั้ง แก้ไขปัญหาระบบ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในช่วงท้ายของโครงการ "วันนี้นับเฉพาะที่เราได้เซ็นสัญญาแล้วมีมูลค่า 8,400 ล้านบาท แต่ที่อยู่ระหว่างเจรจายังไม่เซ็นสัญญาก็มีอีกจำนวนหนึ่ง ด้วยศักยภาพของบริษัทเราคาดหวังที่จะได้รับงานเพิ่มขึ้นอีก จากข้อมูลสะสมถึงไตรมาส 2 ล่าสุด ปัจจุบัน SRICHA ได้รับรู้รายได้จากโครงการ CFP ไปแล้วประมาณ 4,500 ล้านบาท ทำให้มีงานในมือ (Backlog) สัญญาปัจจุบันที่รอรับรู้รายได้อีกราว 3,900 ล้านบาท และบริษัทยังเห็นโอกาสการรับงานในช่วง Completion และ Commissioning งานเหล่านี้จะรับรู้อย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีครึ่ง"@ บริหารดีผลงานกระฉูด นายฉัตรมงคล ยืนยันว่า การที่ TOP ปรับระบบมาจ้างตรงจ่ายค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างเองนั้น ทำให้บริษัทมีสภาพคล่องที่ดี จากการจ่ายเงินดีและเร็วมาก ขณะเดียวกันบริษัทยังมีความสามารถในด้านการควบคุมต้นทุนและการรักษาอัตรากำไรส่งผลให้ไตรมาส 2/2569 ที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิ 387 ล้านบาท คิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 11,054.73% โดยมีรายได้รวม 1,405 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขึ้นต้นที่ 38.5% และอัตรากำไรสุทธิ 27.5% ส่วนภาพรวมครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 บริษัทยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นจากโครงการ CFP ในส่วนงานโครงสร้าง เครื่องกล งานเหล็ก งานท่อ และงานฉนวน ซึ่งเป็นงานที่มีความซับซ้อนและมาตรฐานความปลอดภัยระดับพรีเมียม@ รายได้ประจำ นอกจากเมกะโปรเจ็กต์ในประเทศแล้ว SRICHA ยังคงรับรู้รายได้ประจำอย่างต่อเนื่องจากโครงการ Ambatovy เหมืองนิกเกิลขนาดใหญ่ที่ประเทศมาดากัสการ์ ซึ่งเข้าไปรับงานมานานกว่า 14 ปี โดยต่อยอดจากงานก่อสร้าง (Construction) ไปสู่งานบำรุงรักษา (Maintenance), Operation Support, Mechanical Task Force และงานโครงการขนาดเล็ก (Small Projects) โดยในช่วง 3 ปีล่าสุด โครงการ Ambatovy สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัท รวมกันกว่า 614 ล้านบาท หรือเฉลี่ยสูงถึง 205 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นลักษณะของรายได้ประจำที่สม่ำเสมอ (Recurring Revenue) ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนกระแสเงินสดและหล่อเลี้ยงทีมงานของบริษัทได้เป็นอย่างดี@ ดีลฟื้นฟูตะวันออกกลาง นายฉัตรมงคล ประเมินว่า เทรนด์การลงทุนอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า จะเติบโตจากการที่หลายประเทศพยายามขยายกำลังการผลิตเพื่อความมั่นคงทางพลังงานภายในกลุ่มประเทศตนเอง (Decoupling) แทนการกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลกแบบเดิม ซึ่ง SRICHA มีความได้เปรียบสูงเนื่องจากคู่แข่งที่มีความสามารถในการดำเนินงานมาตรฐานวิศวกรรมเฉพาะทางระดับสูงนี้มีจำกัดในตลาดโลก ประกอบกับบริษัทมีประสบการณ์และความสัมพันธ์อันดีกับผู้รับเหมาระดับสากล (International EPC Contractor) มาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน SRICHA อยู่ระหว่างพูดคุยและติดตามโอกาสงานใหม่หลายโครงการในประเทศไทย เช่น โครงการโรงงานปิโตรเคมีในจังหวัดระยอง และโครงการโรงไฟฟ้าบางแห่ง และโครงการต่างประเทศ เช่น โรงงาน LNG ที่แคนาดา โรงงาน LNG ที่โมซัมบิก โรงงาน LNG ที่ปาปัวนิวกีนี และ โรงงานอลูมินา ที่กินี ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์หลักของบริษัทฯ ด้าน Mechanical, Piping, Petrochemical และ Power Plant ส่วนของงานตะวันออกกลาง บริษัทด้เริ่มมีการติดต่อและพูดคุยถึงโอกาสทางธุรกิจใน บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ โดยเฉพาะโครงการฟื้นฟูความเสียหาย และโครงการใหม่ๆด้านพลังงาน ปิโตรเคมี และงานอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม โครงการเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนเบื้องต้น และต้องรอความชัดเจนของการลงทุนภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคคลี่คลาย SRICHA มีประสบการณ์ในตลาดตะวันออกกลางมาก่อน โดยเคยดำเนินงาน Qatar Dolphin Project มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท รวมถึงมีประสบการณ์โครงการ Refinery, Petrochemical และ Power Plant ร่วมกับ EPC Contractor ระดับนานาชาติมาอย่างยาวนาน "เราได้เริ่มเจรจาแล้ว แต่ถึงจะได้หรือไม่ บริษัทต่างได้รับประโยชน์ เนื่องจากผู้ที่จะรับเหมาก่อสร้างโครงการเหล่านี้มีจำนวนจำกัดในโลก ดังนั้นหากมีผู้รับเหมารายหนึ่งได้งาน ย่อมทำให้การแข่งขันต่างๆ ลดน้อยลง เป็นผลบวกต่อมาร์จิ้น" นอกจากนี้บริษัทยังเห็นโอกาสงานในประเทศทั้งจากเมกะเทรนด์โรงไฟฟ้า รวมถึงการที่บริษัท SCGC และ PTTGC ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อ ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture - JV) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีการดำเนินการลงทุนอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ โดยอย่างน้อยๆ อาจจะมีการลงทุนในคลังจัดเก็บซึ่งก็เป็นโอกาสของบริษัทเช่นเดียวกัน บริษัทมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำทั้งจากงาน Maintenance, Task Force, Shutdown Turnaround, Commissioning, และ Fabrication ควบคู่กับงาน Construction โดยคัดเลือกโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีผลตอบแทนและเงื่อนไขความเสี่ยงเหมาะสม เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น และลดการพึ่งพา Mega Project เพียงโครงการเดียว “CFP เป็นโครงการสำคัญของ SRICHA แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเติบโต บริษัทกำลังเตรียมเข้าสู่รอบธุรกิจถัดไป โดยมีทั้งงานต่อเนื่องจากโครงการปัจจุบัน ฐานรายได้ประจำจาก Maintenance และ Task Force รวมถึง Pipeline โครงการใหม่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยบริษัทจะให้ความสำคัญกับคุณภาพของรายได้ ผลตอบแทน และการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก”
ทันหุ้น • 1 Sep 2026
Read
PTTGC พุ่งแรง 42.00 บาท +3.00 บาท (+7.69%) โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 45 บาท
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #ตลาดหุ้น #SET #PTTGC พุ่งแรง 42.00 บาท +3.00 บาท (+7.69%) โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 45 บาทบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้นบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และคงราคาเหมาะสมที่ 45 บาท จากราคาปิดวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ 37.25 บาท คิดเป็น Upside 20.8% หลังผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ออกมาโดดเด่นกว่าคาด โดยมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 277.7% จากไตรมาสก่อน และพลิกจากขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติเป็นไตรมาสที่มีกำไรสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส และสูงกว่าที่ บล.หยวนต้าและ Bloomberg Consensus คาดไว้เฉลี่ย 30%กำไรที่โดดเด่นมาจากธุรกิจปิโตรเคมีชนิดพิเศษ ปิโตรเคมีขั้นกลาง และส่วนแบ่งกำไรที่สูงกว่าคาด ขณะที่หากไม่นับรายการพิเศษ บริษัทมีกำไรปกติ 16,606 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 164% จากไตรมาสก่อน และพลิกจากขาดทุนในปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมี โดยเฉพาะโอเลฟินส์ที่ได้ประโยชน์จากอุปทานตึงตัว และปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นหลังผ่านช่วงปิดซ่อมบำรุงด้านธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้นมี Adj. EBITDA เพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาสก่อน แม้ธุรกิจการกลั่นชะลอตัวจากนโยบายห้ามส่งออกน้ำมัน ส่งผลให้อัตราการผลิตลดเหลือ 96% จาก 103% และค่าการกลั่นลดลง 7% เหลือ 15.6 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของธุรกิจอะโรมาติกส์และโอเลฟินส์ขั้นต้นช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าว โดยอัตราการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มขึ้นเป็น 94% จาก 79% หลังโรงงาน OLE#4 ผ่านช่วงหยุดซ่อมบำรุงส่วนธุรกิจปิโตรเคมีขั้นกลาง แม้อยู่ในช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงงาน PTA แต่ Adj. EBITDA พลิกเป็นบวกจากไตรมาสก่อน ตามส่วนต่างราคา BPA และ Phenol ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจ Polymer พลิกจากขาดทุนเป็นกำไรจากราคาผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ HDPE ซึ่งเพิ่มขึ้น 35% สู่ระดับ 1,470 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน จากภาวะอุปทานตึงตัว ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีชนิดพิเศษมี Adj. EBITDA เพิ่มขึ้น 69% จากไตรมาสก่อน จากผลการดำเนินงานของ Allnex ที่ดีขึ้นหลังปรับกลยุทธ์การขายและควบคุมค่าใช้จ่ายบล.หยวนต้ามองว่า กำไรปกติไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มชะลอตัวจากไตรมาสก่อนตามฐานที่สูงและการปรับตัวลงของส่วนต่างราคาปิโตรเคมี แต่ยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งช่วยลดต้นทุน รวมถึงอัตราการผลิตที่สูงขึ้นหลังผ่านการปิดซ่อมใหญ่ และปริมาณวัตถุดิบอีเทนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การกลับรายการขาดทุน NRV ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2/2569 จะช่วยจำกัดความเสี่ยงจากการขาดทุนสต็อกน้ำมันบล.หยวนต้าคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 13,081 ล้านบาท โดยรวมโอกาสขาดทุนสต็อกในช่วงครึ่งหลังของปีเข้ามาบางส่วนแล้ว และยังคงราคาเหมาะสมที่ 45 บาท พร้อมมองว่า PTTGC มีความโดดเด่นกว่าคู่แข่งภายใต้ภาวะตลาดน้ำมันปัจจุบัน จากโครงสร้างการผลิตแบบ Gas-based ซึ่งช่วยให้ Margin ประคองตัวได้ดีกว่าผู้ผลิตแบบ Naphtha-basedสำหรับระยะสั้น บล.หยวนต้าคาดว่าหุ้น PTTGC จะตอบรับเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่สูงกว่าคาด และสามารถคาดหวังเงินปันผลระหว่างกาลในระดับสูง โดยเบื้องต้นคาดเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) สำหรับครึ่งแรกของปี 2569 ที่ 1.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 2.7% และมอง PTTGC เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับ Hedging สถานการณ์สงครามได้ดี
ทันหุ้น • 21 Aug 2026
Read
กลุ่ม ปตท. ผนึกมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ยกระดับอนุรักษ์-ฟื้นฟูป่าชุมชน หนุนเป้าหมาย Net Zero
#ทันหุ้น - วานนี้ (17 สิงหาคม 2569) – ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมกับชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระหว่างกลุ่ม ปตท. กับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อยกระดับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน โดยมี ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นางปริญดา มาอิ่มใจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ดร.อิทธิพล เดี่ยววณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกำกับองค์กรและความยั่งยืน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) นายกฤษณ์ ตรีนุชกร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกำกับดูแลกิจการองค์กรและกฎหมาย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ นายวิศานต์ แก้วประสม กรรมการรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ร่วมลงนามความร่วมมือนี้มีเป้าหมายในการดูแลและฟื้นฟูป่าตามแนวทาง "ปลูกป่า ปลูกคน" โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผืนป่าให้เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างคาร์บอนเครดิตคุณภาพ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายNet Zeroของประเทศ นับเป็นการสานต่อความสำเร็จของกลุ่ม ปตท. และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี2566ซึ่งเห็นผลเป็น รูปธรรมทั้งการฟื้นฟูป่าชุมชน ลดพื้นที่เสียหายจากไฟป่า การจัดการขยะในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเสริมศักยภาพชุมชนให้สามารถร่วมบริหารจัดการและดูแลทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเข้มแข็ง อันเป็นการตอกย้ำการเติบโตร่วมกันของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ทันหุ้น • 18 Aug 2026
Read
SSP ครึ่งปีแรก 69 กำไรสุทธิฯ 325.1 ลบ. พุ่ง 44.8% ครึ่งปีหลังสดใส เปิดโรงไฟฟ้าขยะใหม่ 2 แห่ง
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #SSP ครึ่งปีแรก 69 กำไรสุทธิฯ 325.1 ลบ. พุ่ง 44.8% ครึ่งปีหลังสดใส เปิดโรงไฟฟ้าขยะใหม่ 2 แห่งSSP มาตามนัด! ครึ่งปีแรก 69 กำไรสุทธิฯ 325.1 ลบ. พุ่ง 44.8% ครึ่งปีหลังสดใส เปิดโรงไฟฟ้าขยะใหม่ 2 แห่ง เดินเครื่อง 24 ชม.ทยอย COD ดันพอร์ตทะยาน 2 เท่า ใน 3 ปีบมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) เปิดผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรก 2569 มีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นฯ 325.1 ล้านบาท รายได้จากการขายไฟฟ้า 1,572.1 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้โซลาร์ฟาร์ม Leo 2 และ SPN ผลิตไฟฟ้าเพิ่มจาก repowering ฟากบิ๊กบอส “วรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์” ระบุ แนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลังเติบโตโดดเด่น เตรียมขายไฟโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 แห่งสิ้นปี และทยอย COD ต่อเนื่องทุกปี มั่นใจปี 71 เห็นปริมาณการผลิตไฟฟ้าเติบโตกว่าเท่าตัวนายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SSP) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ งวด 6 เดือนแรกของปี 2569 (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569) มีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ 325.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.8% และมีกำไรหลักจากการดำเนินงาน 311.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.5% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน ด้านรายได้จากการขายไฟฟ้า 1,572.1 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 5.9% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนทั้งนี้ บริษัทฯ มีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตและประสิทธิภาพการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ประกอบด้วย การรับรู้รายได้เต็มไตรมาสของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ LEO 2 ในประเทศญี่ปุ่น การปรับปรุงประสิทธิภาพ (Repowering) ของโครงการโซลาร์ฟาร์ม SPN ในประเทศไทยสำหรับช่วงครึ่งหลังปี 2569 บริษัทฯ เตรียม COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 19.8 MW ซึ่งมีจุดเด่นในการเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้มีปัจจัยกำลังการผลิต หรือ Capacity Factor ที่สูงกว่าโซลาร์ฟาร์ม และวินด์ฟาร์ม โดยคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องจำหน่ายไฟฟ้าได้ในช่วงไตรมาส 4/69 นับเป็นครั้งแรกของบริษัทฯ และเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ที่ตั้งเป้ากระจายการลงทุนในรูปแบบพลังงานที่หลากหลาย ตลอดจนบริหารสัดส่วนการลงทุนทั้งในและนอกประเทศ เพื่อสร้างสมดุลให้กับพอร์ตฟอลิโอส่วนทิศทางการเติบโต SSP มีโครงการในมือที่เตรียมทยอย COD ต่อเนื่องใน 3 ปีข้างหน้าอีกราว 300 MW สามารถรับรู้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดเข้ามาได้เต็มปี 2571 อีกกว่าเท่าตัว ทั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม โดยเป็นโครงการใหม่ทั้งในประเทศและรุกขยายไปยังประเทศใหม่อีก 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งภาครัฐให้การสนับสนุนและเปิดประมูลโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง และประเทศไต้หวัน ที่มีความน่าสนใจจากราคาขายไฟที่มีความยืดหยุ่นสูง มีเอกชนที่ให้ความสนใจรับซื้อไฟฟ้าด้วยสัญญา CPPA ระยะยาว“โอกาสในการลงทุนพลังงานหมุนเวียนยังมีอีกเป็นจำนวนมาก เราไม่ต้องการจำกัดการเติบโตของเราแค่เพียงในประเทศ อย่างเช่นในฟิลิปปินส์ ที่มีโครงการภายใต้ Green Energy Auction Program หรือ GEAP ซึ่งสนับสนุนการประมูลพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตไฟฟ้าทั่วโลก ส่วนในไทยเราก็มีความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการโซลาร์ชุมชนที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมผลักดันออกมา ถือเป็นอีกชิ้นเค้กที่เราจะรวบรวมเพื่อขยายพอร์ตให้ไปสู่ 1,000 MW ได้ตามเป้าหมาย” นายวรุตม์ กล่าวในที่สุด
ทันหุ้น • 17 Aug 2026
Read
PTTGC : CLSA เพิ่มเป้า 46 บาท งบไตรมาส 2 ดีกว่าคาด
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #PTTGC CLSA เพิ่มเป้า 46 บาท งบไตรมาส 2 ดีกว่าคาดบริษัทหลักทรัพย์ CLSA คงคำแนะนำ “Outperform” หุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 46 บาท จากเดิม 43 บาท หลังผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ออกมาดีกว่าคาด และมองว่าโมเมนตัมธุรกิจโรงกลั่นจะยังแข็งแกร่งต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยราคาหุ้น PTTGC ปรับขึ้น 2.6% มาอยู่ที่ 38.25 บาทในการซื้อขายภาคเช้าวันที่ 10 สิงหาคม 2569PTTGC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 12,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากกำไร 3,200 ล้านบาทในไตรมาสก่อน และพลิกจากขาดทุน 3,600 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน โดยผลประกอบการสูงกว่าประมาณการของ CLSA 14% และสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในตลาด 48% สะท้อนการฟื้นตัวของทุกกลุ่มธุรกิจธุรกิจโรงกลั่นเป็นปัจจัยหลักที่หนุนผลประกอบการ โดยมีค่าการกลั่นขั้นต้น (GRM) อยู่ที่ 15.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 16.7 ดอลลาร์ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ EBITDA ปรับปรุงแล้วของธุรกิจต้นน้ำเพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาสก่อน สู่ 15,200 ล้านบาท แม้มาตรการลดราคาพลังงานของภาครัฐจะกดดันธุรกิจโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์บางส่วนด้านธุรกิจโพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์พลิกกลับมามี EBITDA ปรับปรุงแล้ว 5,100 ล้านบาท จากขาดทุน 126 ล้านบาทในไตรมาสแรก ขณะที่ธุรกิจ Performance Chemicals มี EBITDA 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% จากไตรมาสก่อน ตามการปรับตัวดีขึ้นของส่วนต่างราคา อย่างไรก็ดี บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงเหลือสุทธิที่คาดว่าจะได้รับ (NRV) จำนวน 1,900 ล้านบาท และขาดทุนจากการด้อยค่าธุรกิจ Polyols อีก 1,800 ล้านบาทในไตรมาสนี้CLSA คาดว่าธุรกิจโรงกลั่นจะยังเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรหลักในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจาก GRM เดือนกรกฎาคมที่ประเมินไว้ราว 18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ธุรกิจปิโตรเคมีอาจชะลอลงจากราคาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนตัวลง ขณะที่ฝ่ายบริหารส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการรับรู้ขาดทุนด้อยค่าเพิ่มเติมในไตรมาส 3/2569นอกจากนี้ CLSA ยังมองบวกต่อการศึกษาความร่วมมือระหว่าง PTTGC และ SCC ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน โดยหากเกิดการรวมกิจการ บริษัทใหม่จะมีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และติดอันดับ 10 ของโลกในธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ตามกำลังการผลิตติดตั้ง โดยจะผสานจุดแข็งด้านสินทรัพย์ต้นน้ำและความหลากหลายของวัตถุดิบของ PTTGC เข้ากับธุรกิจปลายน้ำของ SCC เพื่อเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงCLSA ปรับเพิ่มสมมติฐาน GRM สำหรับปี 2569-2571 เป็น 15.0, 9.0 และ 9.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 7.0, 8.0 และ 8.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น 52%, 5% และ 3% ตามลำดับ พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 46 บาท โดยอิงวิธีประเมินมูลค่าตามมูลค่าทางบัญชีและคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ปี 2570 ที่ 9 เท่า
ทันหุ้น • 10 Aug 2026
Read
ปตท.–ทอท. ผนึกพลังรัฐวิสาหกิจ สร้างคุณค่าศก.-สังคม-สิ่งแวดล้อม
#ทันหุ้น - บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลการดำเนินงาน โดยมี นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ ปตท. และ นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด ทอท. ร่วมลงนามพร้อมด้วย นางสุชีลา สุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารและพัฒนาการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ ปตท. และ นางศรัญญา บุณยวัทน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานยุทธศาสตร์) ทอท. ร่วมเป็นสักขีพยาน ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานภายใต้ โครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร ต่อยอดสู่การริเริ่มเพื่อพัฒนาโครงการเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างคุณค่าร่วมกัน ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร หนึ่งในประเด็นสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ การบริหารจัดการน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นเพื่อตอบสนองนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป้าหมายการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตอกย้ำบทบาทของรัฐวิสาหกิจในการสร้างคุณค่าแก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป
ทันหุ้น • 11 Aug 2026
Read
หุ้น PTTEP ดีดขึ้น โบรกมองระยะสั้นรับผลดีราคาน้ำมันพุ่ง คาดกำไร Q2/69 โตแรง
#PTTEP #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ปรับขึ้น 1.72% โบรกเกอร์มองระยะสั้นรับผลดีจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้น จากสงครามสหรัฐกับอิหร่าน พร้อมประเมินผลดำเนินงานไตรมาส 2/69 จะมีกำไรเติบโตแรงความเคลื่อนไหวราคาหุ้น PTTEP อยู่ที่ 148.00 บาท บวก 2.50 บาท หรือ 1.72% ระหว่างวันราคาได้ปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 148.50 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 1,984.73 ล้านบาทบล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่าในระยะสั้นคาดว่าราคาหุ้น PTTEP จะปรับตัวขึ้นได้แข็งแรงกว่าตลาด หลังราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุดพุ่งขึ้นเหนือ 90 เหรียญต่อบาร์เรลจากสงครามสหรัฐกับอิหร่านยังโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีแนวโน้มผ่อนคลายฝ่ายวิจัยฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า PTTEP จะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/69 เติบโตแรง 100% ทั้ง QoQ และ YoY อยู่ที่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะมี Hedging Gain เข้ามาหนุน และพลิกจากไตรมาส 1/69 ที่เป็น Hedging Loss ส่วนกำไรปกติงวดไตรมาส 2/69 คาดอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ยังโตดีหนุนทั้งจากปริมาณและราคาขายที่ปรับขึ้นโดยแนะนำ"เก็งกำไร" ส่วนราคาเป้าหมายหุ้น PTTEP ซึ่งราคาเฉลี่ยจาก IAA Consensus อยู่ที่ 158.71 บาท ขณะที่ราคาทางเทคนิคมีแนวรับที่ 142/140 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 147/150/154 บาท
ทันหุ้น • 20 Jul 2026
Read
บัวหลวงเจาะ “กลุ่มพลังงาน” แนะ Switching จาก TOP สู่หุ้นปิโตรเคมี
#ทันหุ้น - บล.บัวหลวง ส่องหุ้นกลุ่มพลังงาน แนะนำ Switch จาก TOP (ล็อคกำไร) ไป IVL และ PTTGC หลังราคาหุ้นโรงกลั่นปรับขึ้นแรงจนสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว ขณะที่หุ้นปิโตรเคมียัง Laggard และมีโอกาสเกิด Valuation Catch-up ตามการฟื้นตัวของวัฏจักรปิโตรเคมีโดยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา TOP ปรับขึ้นถึง 26% ขณะที่ IVL และ PTTGC เพิ่มขึ้นเพียง 7-8% เท่านั้น โดยฝ่ายวิจัยมองว่าราคาหุ้น TOP ปัจจุบันสะท้อน Effective GRM ราว 16 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงกว่าสมมติฐานเฉลี่ยปี 2569 ที่ 14 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปแล้ว ขณะที่ราคาหุ้น IVL ยังสะท้อน PET Spread เพียง 130 ดอลลาร์/ตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปีนี้ที่ 170 ดอลลาร์/ตัน และ PTTGC สะท้อน HDPE Spread เพียง 360 ดอลลาร์/ตัน เทียบกับค่าเฉลี่ย YTD ที่ 390 ดอลลาร์/ตัน จึงยังมี Upside หาก Spread ฟื้นตัวตามคาดอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ความเสี่ยงด้านนโยบายภาครัฐ หลัง กบง. มีมติปรับลดราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันดีเซล 1.40 บาท/ลิตร ในช่วง 9-29 ก.ค. 2569 ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะกระทบประมาณการกำไรปี 2569 ของกลุ่มโรงกลั่น ได้แก่ BCP -3%, IRPC -11%, SPRC -4% และ TOP -1% แม้ผลกระทบต่อ TOP จะไม่มาก แต่ก็ถือว่าเป็น Overhang จากความเสี่ยงด้านการแทรกแซงที่ยังมีอยู่
ทันหุ้น • 21 Jul 2026
Read
RATCH กรุงศรี มองบวกทยอยลงนาม PPA หนุนราคาเป้าหมายเพิ่ม
#RATCH #ทันหุ้น-บล.กรุงศรี มีมุมมอง Slightly Positive ต่อหุ้นบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ที่ทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA พลังงานหมุนเวียนเฟส 2.1 ราว 154 MWe ซึ่งเป็นโครงการที่ยังไม่ถูกรวมในประมาณการ และคิดเป็นส่วนเพิ่มราคาเป้าหมายราว 2 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตามปัจจัยดังกล่าวยังไม่เปลี่ยนภาพการลงทุนหลัก ซึ่งอยู่ในช่วง Wait See เพื่อรอความชัดเจนของ Catalyst ใหม่ ทั้งจากแผน PDP2026, โอกาสต่ออายุ/เพิ่ม IPP ใหม่ และแผนปรับพอร์ตสู่ Renewables ระยะยาวขณะที่ผลดำเนินงานไตรมาส 2/69 ฝ่ายวิจัยกรุงศรี คาดว่าจะทรงตัว YoY จากบริษัท ราช-ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ RAC ฟื้นตัวตามกระแสลมในออสเตรเลียที่ดีขึ้นชดเชยค่า AP ของโรงไฟฟ้าราชบุรี หรือ RG หน่วยที่ 1 และ 2 ที่หายไป หลังหมดสัญญา PPA ในไตรมาส 3/68 , คาดการปิดซ่อมของโรงไฟฟ้าที่มี Contribution ต่อกำไรสูงอย่าง Paiton และ Hongsa ใกล้เคียงกับไตรมาส 2/68 ขณะที่กำไรปกติเพิ่มขึ้น QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งเป็นจุดพีคของโรงไฟฟ้า IPPโดยยังคงคำแนะนำ ถือหุ้น RATCH ให้ราคาเป้าหมายที่ 30 บาท โดยคงมุมมองเหมาะสำหรับถือเพื่อรอรับเงินปันผล ด้วยความเสี่ยงต้นทุนพลังงานต่ำ และ Dividend Yield ราว 5% ซึ่งประเมินจากงบดุลและนโยบายปันผลปัจจุบัน คาดสามารถรักษา DPS ไว้ที่ 1.6 บาท/หุ้นได้อย่างสม่ำเสมอราคาหุ้น RATCH ช่วงบ่ายเคลื่อนไหวอยู่ที่ 30.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มีมูลค่าการซื้อขาย 61.68 ล้านบาท
ทันหุ้น • 26 May 2026
Read
IRPCลั่นมาร์จิ้นไตรมาส2สูง เดินหน้าแผนกลยุทธ์ดันกำไร
#IRPC #ทันหุ้น - IRPC คาดแนวโน้ม “มาร์จิ้น-สเปรด” ยังขยับสูงขึ้น แม้ต้นทุนบางตัวเช่นประกันถีบสูงเป็นร้อยเท่า ทว่าในภาพรวมยังติดตามความเสี่ยงขาดทุนสต๊อกหากสงครามอิหร่านคลี่คลายจริง เผยแผน 5 ปีลงทุนโครงการต่อเนื่องและซ่อมบำรุงรวม 1 หมื่นล้านบาท ไม่รวมโอกาสในโครงการใหม่ๆนางสาวทอแสง ไชยประวัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า แนวโน้มไตรมาส 2/2569 คาดมาร์จิ้นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาน้ำมัน ขณะที่สถานการณ์ความไม่แน่นอนในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลให้อุปทานปิโตรเคมีในตลาดภูมิภาคและระดับโลกตึงตัว*เฝ้าระวังอย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) หากทิศทางราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลงหลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย โดยสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ คาดการณ์หากความไม่สงบในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวลดลงมาอยู่ในกรอบประมาณ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ยังถือว่าเป็นระดับที่สูงอยู่ดีเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนได้รับความเสียหายจากสงครามและต้องใช้เวลาในการกลับมาดำเนินการผลิตให้ได้เท่าเดิมโดยที่ผ่านมาผลจากความไม่สงบยังทำให้ค่าประกันภัยเรือขนส่งน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า จากระดับหลักพันดอลลาร์ต่อ 1 ล้านบาร์เรล พุ่งสูงขึ้นเป็นระดับหลักแสนดอลลาร์ ซึ่งผลกระทบสุดท้ายโดยประมาณเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เซ็นต์ต่อบาร์เรลส่วนการบริหารจัดการซับพลายน้ำมันดิบมั่นใจยังทำได้ดีตามแผน สำหรับในเดือนกรกฎาคม บริษัทสามารถจัดหาได้แล้วประมาณ 70% และกำลังทยอยมองหาซับพลายเพิ่มเติมในระดับราคาที่เหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการผลิต*เร่งกำไรนางสาวสุจิตรา เผือกพิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส การเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ IRPC กล่าวว่า เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจพร้อมเพิ่มอัตรากำไร IRPC ได้เร่งดำเนินกลยุทธ์ 4R และ 3S ครอบคลุมทั้ง 1. Recapitalize 2. Reform 3. Revitalize 4. Reinvent และ 1. Smart Operations 2.Smart Materials 3.Smart Lifeโดยรวมถึงการทำ Asset Monetization โดยร่วมมือกับ PTT Tank เพื่อแสวงหาลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการคลังและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการแสวงหาพันธมิตรมาร่วมลงทุนในพื้นที่ที่ดินของบริษัทที่มีอยู่จำนวนมาก ทั้งในเขตประกอบการจังหวัดระยอง และที่ดินนอกเขตประกอบการอย่างพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มร่วมกับ IRPC Clean Power *แผนลงทุนนางสาวมนทกานติ์ นาราช ผู้จัดการอาวุโส นักลงทุนสัมพันธ์ IRPC กล่าวว่า บริษัทได้ตั้งงบลงทุนรวม 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) ไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่เฉพาะในปี 2569 นี้ กำหนดวงเงินลงทุนไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับโครงการต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ รวมถึงการซ่อมบำรุงรักษาทั่วไปโดยงบลงทุนดังกล่าวยังไม่รวมโครงการใหม่ที่มีความน่าสนใจและมีโอกาสเติบโตสูง ซึ่งหากมีโครงการที่มีความชัดเจนและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า บริษัทพร้อมจะพิจารณาอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเป็นรายโครงการในอนาคต
ทันหุ้น • 26 May 2026
Read
สหรัฐฯ ถล่มซ้ำตอนใต้อิหร่าน! ทรัมป์ขู่ดีลล่มเจอศึกหนัก แม้โต๊ะเจรจาคืบหน้า
#ทรัมป์ #อิหร่าน - สำนักข่าว รอยเตอร์ รายงานว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีทางตอนใต้ของประเทศอิหร่านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าไปยังเป้าหมายต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงเรือที่พยายามจะวางทุ่นระเบิดและฐานยิงขีปนาวุธ ในสิ่งทีสหรัฐฯ อธิบายว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อการป้องกันตนเองปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่หัวหน้าคณะผู้เจรจาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กำลังพำนักอยู่ที่กรุงโดฮาเพื่อร่วมการเจรจากับนายกรัฐมนตรีของประเทศกาตาร์ เกี่ยวกับข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานร่วมสามเดือน เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับขอบเขตการเยือนครั้งนี้กล่าวเมื่อวันจันทร์ หลังจากที่ทั้งรัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลเตหะรานต่างพากันลดความคาดหวังเรื่องการบรรลุความคืบหน้าครั้งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวก่อนหน้านี้กับผู้สื่อข่าวที่กรุงนิวเดลีว่า สหรัฐฯ จะมอบโอกาสให้แก่กระบวนการทางการทูตอย่างเต็มที่เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ก่อนที่จะพิจารณาว่าจะจัดการกับอิหร่านด้วย "แนวทางอื่น" หรือไม่มี "สิ่งที่เป็นรูปธรรมและค่อนข้างมั่นคงอยู่บนโต๊ะเจรจา ในแง่ของความสามารถของพวกเขาที่จะเปิดช่องแคบ (ฮอร์มุซ) ทำให้ช่องแคบเปิดออก และเข้าสู่กระบวนการเจรจาที่เป็นจริง มีนัยสำคัญ และมีการจำกัดเวลาในเรื่องของนิวเคลียร์ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถทำมันได้สำเร็จ" รูบิโอกล่าวในโพสต์ที่มีความยาวบนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล (Truth Social) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่าการเจรจากับอิหร่านกำลังดำเนินไปด้วยดี "อย่างราบรื่น" แต่ก็ได้ตักเตือนถึงการโจมตีระลอกใหม่หากการเจรจาล้มเหลว มัน "จะเป็นเพียงข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับทุกคน หรือไม่ก็ไม่มีข้อตกลงใด ๆ เลย" ทรัมป์เขียนในเวลาต่อมาอีกไม่กี่ชั่วโมง กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ได้กล่าวในแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า ทางกองบัญชาการได้ดำเนินการโจมตีระลอกใหม่ซึ่งถูกออกแบบมา "เพื่อปกป้องกองกำลังของเราจากภัยคุกคามที่เกิดจากกองกำลังอิหร่าน""กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการปกป้องกองกำลังของเราต่อไป พร้อมทั้งใช้ความอดกลั้นในระหว่างช่วงเวลาของการหยุดยิงที่กำลังดำเนินอยู่" นาวาเอก ทิม ฮอว์กินส์ (Tim Hawkins) โฆษกของกองบัญชาการกลางกล่าวนอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักข่าวของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านระบุว่าสามารถยิงโดรนล่องหนของ "ฝ่ายอริ" ตก โดยใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศระบบใหม่ โดยไม่ได้ระบุว่าโดรนดังกล่าวเดินทางมาจากที่ใด"นี่คือสัญญาณจากเราว่า จะไม่มีโดรนล่องหนลำใดสามารถรุกล้ำน่านฟ้าของอ่าวเปอร์เซียได้อีกต่อไป" สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่ไม่เปิดเผยนามในอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความตึงเครียดของภูมิภาค นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนแทนยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า อิสราเอลจะยกระดับการโจมตีต่อกลุ่มติดอาวุธเฮซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในประเทศเลบานอน หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพอิสราเอลกล่าวว่ากำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มเฮซบอลลาห์ในหุบเขาเบกา (Bekaa Valley) ทางตะวันออกของเลบานอนและพื้นที่อื่น ๆอิสราเอลและเลบานอนได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายน แต่อิสราเอลยังคงดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อไป โดยระบุว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อป้องกันตนเองต่อกลุ่มเฮซบอลลาห์ ซึ่งไม่ได้เป็นภาคีในข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการเยือนกรุงโดฮาของคณะผู้แทนอิหร่าน กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การหารือมุ่งเน้นไปที่เรื่องของช่องแคบฮอร์มุซและคลังจัดเก็บยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ในขณะที่ผู้ว่าการธนาคารกลางของอิหร่านได้เข้าร่วมประชุมด้วยเพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปล่อยอายัดเงินทุนของอิหร่านที่ถูกระงับไว้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้ายเอสมาอิล บาฆาอี (Esmaeil Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ประเด็นเรื่องนิวเคลียร์จะได้รับการเจรจาหลังจากที่ข้อตกลงกรอบการทำงานได้รับการเห็นชอบแล้วเท่านั้นทรัมป์กล่าวว่า เป้าหมายหลักของเขาในสงครามครั้งนี้คือการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วยยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่มีอยู่ ขณะที่รัฐบาลเตหะรานได้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีแผนการที่จะทำเช่นนั้นทรัมป์ผลักดันข้อตกลงอับราฮัมในโพสต์บนทรูธ โซเชียล ของเขา ทรัมป์ยังได้เรียกร้องให้ประเทศอาหรับและประเทศมุสลิมจำนวนมากขึ้น ร่วมลงนามในข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ซึ่งมีการเจรจาไกล่เกลี่ยในระหว่างการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขา และมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและปกติสุขระหว่างประเทศเหล่านั้นกับอิสราเอล ทรัมป์กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ควรลงนามในทันที และปากีสถาน อียิปต์ จอร์แดน รวมถึงตุรกีควรปฏิบัติตาม โดยเรียกคำขอของเขาในครั้งนี้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำสำนักนายกรัฐมนตรีของเนแทนยาฮูไม่ได้ตอบรับต่อคำร้องขอความคิดเห็นในประเด็นนี้แหล่งข่าวชาวปากีสถานรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับเรื่องดังกล่าวกล่าวว่า แถลงการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะใช้การทูตกับอิหร่าน เพื่อเป็นแรงผลักดันในวงกว้างเกี่ยวกับข้อตกลงอับราฮัม ทว่าทั้งสองประเด็นนั้น "ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกันและไม่สามารถทำให้เป็นเช่นนั้นได้"ส่วนคนอื่น ๆ มองว่าข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทำให้ข้อตกลงอิหร่านเป็นที่ยอมรับมากขึ้นสำหรับกลุ่มผู้ที่ยังมีความคลางแคลงใจ"ทรัมป์กำลังพยายามขายข้อตกลงอิหร่านในฐานะภาคต่อของข้อตกลงอับราฮัม นั่นคือ ดีต่ออิสราเอล ดีต่อภูมิภาค และเด็ดขาดเพียงพอสำหรับวอชิงตัน" อาลี วาเอซ (Ali Vaez) ผู้อำนวยการโครงการอิหร่านแห่งกลุ่มวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) กล่าว"แต่เขากำลังแลกเปลี่ยนความเพ้อฝันสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง ตั้งแต่การบังคับให้อิหร่านยอมจำนน ไปจนถึงการแสร้งทำเป็นว่าข้อตกลงที่เปราะบางนี้จะสามารถยึดโยงระเบียบตะวันออกกลางรูปแบบใหม่ได้"จุดติดขัดของข้อตกลงอิหร่านบาฆาอีกล่าวว่า ข้อตกลงอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นนั้น ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 1 ใน 5 ของโลกอิหร่านจะไม่เรียกเก็บค่าผ่านทางสำหรับเรือที่จะเดินทางผ่าน แต่จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับบริการต่าง ๆ ที่นำเสนอ เช่น การนำร่องการเดินเรือและขั้นตอนในการปกป้องสิ่งแวดล้อม บาฆาอีกล่าว ภายใต้พิธีสารที่จะต้องมีการตกลงร่วมกับประเทศโอมาน ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตรงข้ามของเส้นทางน้ำดังกล่าวหนังสือพิมพ์นิกเคอิ (Nikkei) ของญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวทางการทูตในตะวันออกกลางว่า สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังหารือเกี่ยวกับแผนการเปิดช่องแคบในระยะเวลาประมาณ 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติการสู้รบจากนั้นอิหร่านจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากช่องแคบภายในกรอบเวลา 30 วัน ซึ่งหลังจากนั้นเรือจากทุกประเทศจะสามารถเดินเรือได้อย่างเสรีและปลอดภัย ตามรายงานของนิกเคอินับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีเรือเพียงไม่กี่สิบพ้นลำเท่านั้นที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวน 125 ถึง 140 ลำต่อวันก่อนหน้านี้โทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่านกล่าวเมื่อวันยันต์ว่า มีเรือ 32 ลำและเรือบรรทุกน้ำมัน 5 ลำเดินทางผ่านช่องแคบในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยได้รับอนุญาตจากกองกำลังทางเรือของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านการเผชิญหน้าดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และผลักดันให้ต้นทุนเชื้อเพลิง ปุ๋ย และอาหารปรับตัวสูงขึ้น ตามมาด้วยในวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิ่งลงมากกว่า 4% สู่ระดับต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ ท่ามกลางความเชื่อมั่นในเชิงบวกว่าข้อตกลงอาจจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ที่มา https://www.reuters.com/world/middle-east/rubio-says-us-will-find-another-way-if-iran-talks-fail-2026-05-25/
ทันหุ้น • 26 May 2026
Read
ปตท. เดินเกม Portfolio Reshape ปั้น PTTGC-SCGC ยกระดับแข่งขันเวทีโลก
#ทันหุ้น - บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ตอกย้ำทิศทางการบริหารพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์ สนับสนุนการลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์ (Olefins) และ พอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ระหว่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ซึ่งเป็น Flagship ในธุรกิจปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท. และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) มุ่งสร้างพลังร่วม (Synergy) และขยายสเกลธุรกิจเพื่อรับมือความท้าทายจากสภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกการสนับสนุนความร่วมมือในธุรกิจ โอเลฟินส์ (Olefins)และ พอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins)ครั้งนี้ เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์PR Portfolio Reshapeของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเพื่อสร้างSynergyและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับFlagshipในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พร้อมทั้งบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการวางทิศทางเพื่อให้บริษัทในเครือสามารถปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาวภายใต้เป้าหมายการสร้างNational Championปตท. เล็งเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีScaleและIntegrationที่แข็งแกร่งเพียงพอในการรักษาส่วนแบ่งการตลาดในเวทีโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด (Overcapacity)และการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งในภูมิภาค การศึกษาการร่วมทุนครั้งนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาโครงสร้างต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็น "กระดูกสันหลัง" ของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ อาทิ บรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าปตท. ยังคงยึดถือวินัยทางการเงินที่เข้มงวด (Financial Discipline)โดยในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น (Non-binding MoU)ซึ่งคาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส3ปี2569ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสภาพกิจการ (Due Diligence)ที่เข้มงวด ทั้งนี้ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และมาตรฐานAntitrustสากล เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของระบบเศรษฐกิจไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มความร่วมมือนี้ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ไปสู่High Value-Added (HVA)เพื่อลดความผันผวนจากปัจจัยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และมุ่งสู่แนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยในเศรษฐกิจยุคใหม่
ทันหุ้น • 11 May 2026
Read
PTTดัน’ปิโตรเคมีไทย’ ขึ้นแท่นเบอร์1อาเซียน
#PTT #PTTGC #SCGC #ทันหุ้น - PTT หนุน PTTGC-SCGC ศึกษาตั้งบริษัทร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์–พอลิโอเลฟินส์ ยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพิ่มขีดแข่งขันระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันกำลังผลิตล้นตลาดโลก นักวิเคราะห์ประเมินหากดีลสำเร็จ บริษัทใหม่จะขึ้นแท่นเบอร์ 1 อาเซียน อันดับ 3 เอเชีย และติด Top 10 โลก พร้อมสร้าง Synergy ลดลงทุนซ้ำซ้อน เสริมแกร่งซัพพลายเชนไทย มอง PTTGC กำไรไตรมาส 2/2569 ฟื้นต่อเนื่องจากสเปรดปิโตรเคมีสูงขึ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เล็งเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมี Scale และ Integration ที่แข็งแกร่งเพียงพอในการรักษาส่วนแบ่งการตลาดในเวทีโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด (Overcapacity) และการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งในภูมิภาค จึงสนับสนุนการลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์ (Olefins) และ พอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ระหว่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งเป็น Flagship ในธุรกิจปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท. กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ไปสู่ High Value-Added (HVA) เพื่อลดความผันผวนจากปัจจัยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และมุ่งสู่แนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยในเศรษฐกิจยุคใหม่@เสริมแกร่งการสนับสนุนความร่วมมือในธุรกิจโอเลฟินส์ (Olefins) และ พอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ครั้งนี้ เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ PR Portfolio Reshape ของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเพื่อสร้าง Synergy และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Flagship ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พร้อมทั้งบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการวางทิศทางเพื่อให้บริษัทในเครือสามารถปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาวภายใต้เป้าหมายการสร้าง National Champion ปตท. การศึกษาการร่วมทุนครั้งนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาโครงสร้างต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็น "กระดูกสันหลัง" ของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ อาทิ บรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าปตท. ยังคงยึดถือวินัยทางการเงินที่เข้มงวด (Financial Discipline) โดยในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น (Non-binding MoU) ซึ่งคาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569 ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสภาพกิจการ (Due Diligence) ที่เข้มงวด ทั้งนี้การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และมาตรฐาน Antitrust สากล เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของระบบเศรษฐกิจไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม@ขึ้นแท่นอันดับ 1นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญเพื่อปรับตัวรับมือกับความท้าทายของวัฏจักรธุรกิจโอเลฟินส์โลก (Consolidation) โดยหากจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) สำเร็จ บริษัทใหม่จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia หรือ SEA), เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย และเป็นอันดับ 10 ของโลก โดย ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาคาดว่าจะมีความชัดเจนช่วงไตรมาส 3/2569 จากนั้นต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น, การ Spin-off สินทรัพย์, รวมถึงต้องผ่านข้อกฎหมายด้านการป้องกันการผูกขาด (Anti-Monopoly) เบื้องต้นคาดว่ากระบวนการทั้งหมดน่าจะเสร็จสิ้นประมาณกลางปี 2570 ซึ่งการควบรวมนี้เน้นเฉพาะสินทรัพย์ในประเทศไทยเท่านั้น ไม่รวมโครงการที่เวียดนาม (Long Son) ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้ SCGC ตามเดิม ดังนั้นแม้บริษัทใหม่จะมีขนาดใหญ่แต่สัดส่วนการถือหุ้นของทั้ง PTT และ SCC ในบริษัทใหม่จะเป็นไปตามสัดส่วนการถือหุ้น PTTGC และ SCGCเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก@PTTGC กำไร Q2 ดีเบื้องต้นการสร้าง Synergy จะช่วยให้มีการบริหารจัดการวัตถุดิบ (Feedstock) ที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ (High Value Chain) เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน และลดการลงทุนที่ทับซ้อน ช่วยให้การขยายกำลังการผลิตในอนาคตเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่เกิดการแข่งกันภายในประเทศจนทำให้สินค้าล้นตลาด (Over-Supply) และเมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้น จะทำให้นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่จำเป็นต้องมีสัดส่วนการลงทุน (Exposure) ในหุ้นตัวนี้เพิ่มขึ้นสำหรับ PTTGC คาดกำไรไตรมาส 2/2569 จะปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากการรับรู้ราคาปิโตรเคมีภัณฑ์ และส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นประมาณ 250-350 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ต่อตันเต็มไตรมาส นอกจากนี้ คาดว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษก้อนใหญ่ ซึ่งจะช่วยชดเชยผลกระทบของผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงคงดำแนะนำ "ซื้อ" โดยอยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมาย และสมมติฐานเชิงอนุรักษนิยมต่อราคาและส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ ซึ่งยังมีโอกาสเป็น upside ต่อประมาณการตามบทวิเคราะห์ปัจจุบันที่ 38.30 บาท
ทันหุ้น • 12 May 2026
Read
PTTEPบ.แม่หนุนแกร่ง เครดิต “AAA” แนวโน้ม “Stable”
#PTTEP #ทันหุ้น - PTTEP ทริสจัดอันดับ “AAA” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” รักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทย พร้อมความเสี่ยงด้านการตลาดที่ต่ำภายใต้สัญญา GSA กับ PTTทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP (ปตท.สผ.) ที่ระดับ “AAA” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทที่ระดับ “AAA” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”อันดับเครดิตองค์กรของบริษัทยังคงสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นบริษัทย่อยหลัก (Core Subsidiary) ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT (อันดับเครดิต “AAA/Stable”) ในขณะที่อันดับเครดิตเฉพาะองค์กร (Stand-alone Credit Profile - SACP) ของบริษัทยังคงอยู่ที่ระดับ “AAA” อันดับเครดิตเฉพาะองค์กรได้รับการสนับสนุนจากสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมของไทย ความเสี่ยงด้านการตลาดที่ต่ำภายใต้สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระยะยาว (GSA) กับ ปตท. ต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ และสถานะความเสี่ยงด้านการเงินที่แข็งแกร่งมากซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนโยบายทางการเงินที่ระมัดระวัง*แกนหลักของ PTTบทบาทของบริษัทในฐานะผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซในประเทศรายหลักของประเทศไทยมีความชัดเจนมากขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก รวมถึงความเสี่ยงในการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกด้วย ทั้งนี้บริษัทเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติประมาณ 50-55% ของความต้องการก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของประเทศไทยจากอุปทานพลังงานโลกที่หยุดชะงักโดยปัจจัยดังกล่าวสนับสนุนมุมมองของทริสเรทติ้งที่ว่า ปตท. ยังคงให้ความสำคัญและสนับสนุนบริษัทอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ทริสเรทติ้งจึงยังคงประเมินให้บริษัทเป็น “บริษัทย่อยหลัก” ของ ปตท. และส่งผลให้อันดับเครดิตของบริษัทอยู่ในระดับเดียวกับอันดับเครดิตของ ปตท. และปตท. ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัทที่สร้างสัดส่วนยอดขายรายปีประมาณ 2 ใน 3 ให้แก่บริษัท นอกจากนี้ บริษัททั้ง 2 ต่างเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระหว่างกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น*หนุนราคาขาย การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 68.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2568 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 51.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (BOE) ในปี 2569 เมื่อประกอบกับต้นทุนเงินสดที่ยังคงอยู่ในระดับประมาณ 16-17 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE แล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA จะเพิ่มขึ้นเป็น 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 จาก 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568ทริสเรทติ้งคาดว่าผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการขายในระยะใกล้จะมีจำกัด โดยภูมิภาคตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 11% ของปริมาณการขายรวมของบริษัทในปี 2568 และส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบทางอ้อมจากสภาวะการขนส่งในภูมิภาคที่ตึงตัวมากขึ้น ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น รวมถึงความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในการพัฒนาโครงการยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากฐานสินทรัพย์ที่หลากหลายของบริษัทการเพิ่มขึ้นของกำไรคาดว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐานที่ราคาน้ำมันดิบดูไบจะกลับสู่ระดับปกติที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงปี 2570-2571 ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ต่อปีจะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 6.5-7.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนมุมมองระยะยาวของทริสเรทติ้งต่อการทยอยลดลงของอุปสงค์เชื้อเพลิงฟอสซิลท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลก ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาแนวโน้มธุรกิจของบริษัท*ครองส่วนแบ่ง 80%บริษัทยังคงรักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 80% ในการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในช่วงปี 2567-2568 อีกทั้ง บริษัทดำเนินโครงการมากกว่า 50 โครงการใน 10 ประเทศ โดยประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตหลักซึ่งคิดเป็น 69% ของปริมาณการขายรวม ทั้งนี้ ฐานการผลิตของบริษัทยังคงได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์หลักในประเทศ ได้แก่ แหล่ง G1/61 (เอราวัณ) และ G2/61 (บงกช) โดยแหล่ง G1/61 มีการดำเนินงานเต็มกำลังการผลิตที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (MMSCFD) อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี*หนุนธุรกิจระยะยาวทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าปริมาณการขายรวมของบริษัทจะเพิ่มขึ้นจาก 510 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน (KBOED) ในปี 2568 เป็น 550-560 KBOED ในปี 2569 และเฉลี่ย 580 KBOED ต่อปีในช่วงปี 2570-2571 ซึ่งรวมถึงโครงการที่ลงทุนผ่านบริษัทร่วม โดยการเติบโตดังกล่าวมีแรงสนับสนุนหลักจากสินทรัพย์ในต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนมุมมองของทริสเรทติ้งว่าฐานกำไรของบริษัทจะยังคงมีความยืดหยุ่น แม้จะผ่านพ้นจากกำไรที่ได้รับแรงหนุนชั่วคราวจากราคาน้ำมันในปี 2569ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนใหญ่สะท้อนถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีจากสินทรัพย์ที่เริ่มผลิตแล้วจำนวน 3 แห่ง ซึ่งบริษัทเข้าซื้อในปี 2568 ได้แก่ MTJDA A18, Algeria Touat และ Malaysia SK408 ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะเพิ่มปริมาณการขายได้ประมาณ 40-50 KBOED ให้แก่ฐานปริมาณการขายสำหรับปี 2569-2571
ทันหุ้น • 20 Apr 2026
Read
PCE ปักธง JUMP+ ดันกำไร 800 ล. รุกน้ำมันปาล์มครบวงจรโตยั่งยืน
#ทันหุ้น - บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) (PCE) เดินหน้าสร้างการเติบโตระยะยาว ผ่านการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนายกีรติ ไชยะกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานบัญชีและการเงิน ร่วมนำเสนอแผนธุรกิจช่วงปี 2569–2571 มุ่งยกระดับความสามารถในการทำกำไรและเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจอย่างยั่งยืนบริษัทฯ ตั้งเป้ากำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 750-800 ล้านบาท ภายในปี 2571 โดยวาง 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ (เฟส 3) เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบจากเดิม 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง เป็น 210 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง การยกระดับขีดความสามารถโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม (เฟส 3) ผ่านการลงทุนเครื่องจักรใหม่และปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้าและต่อยอดธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รวมไปถึงการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มโอเลอินเพื่อรองรับการขยายตลาดทั้งนี้ แผนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการเติบโตเชิงรุกของPCEในการเพิ่มมูลค่าธุรกิจและสร้างความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจร โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นที่บริษัทฯ เมื่อเร็วๆ นี้
ทันหุ้น • 21 Apr 2026
Privilege
PT COOKING GAS
ก๊าซหุงต้ม PT พร้อมเติมเต็มทุกมื้อให้อุ่นใจนะค้าบบบ สั่งก๊าซหุงต้มพีที
Other services • 1 Apr 2026
Privilege
PT Station
จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และ LPG ผ่านสถานีบริการ PT ทั่วประเทศไทย เรามุ่งมั่นให้คนไทยได้รับผลิตภัณฑ์ และการบริการที่ดี ในสถานีบริการที่ได้มาตรฐาน
Gas Station • 15 Feb 2023
Read
NCL ติดปีกธุรกิจใหม่ สู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
#NCL #ทันห้น - แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยจะเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่มีการปรับเปลี่ยน แถมธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ ยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลที่ปรับตัวเพิ่มทุนต่อเนื่อง ดันต้นทุนผู้ประกอบการพุ่งกระจาย แต่บริษัท เอ็นซีแอล อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ NCL ภายใต้การนำของแม่ทัพใหญ่ “พงษ์เทพ วิชัยกุล” NCL พร้อมลุยธุรกิจเต็มที่ หลังมีการปรับโครงสร้างธุรกิจภายในกลุ่มส่งบริษัทลูก ”โกลเด้น ซัพพลาย” ไปจับมือกับพันธมิตรระดับโลกในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ” Navantia” รัฐวิสาหกิจอู่ต่อเรือของประเทศสเปน แว่วมาว่าช่วงนี้บิ๊กบอส “พงษ์เทพ” คิวทอง บินเจรจางานต่างประเทศตลอด ว่ากันว่าปีนี้จะเป็นปีที่โดดเด่นของ NCL ก็ว่าได้ ส่วนกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ ที่เพิ่งได้รับการจัดสรรหุ้น PP ได้ข่าวว่า กำลังทยอยใช้สิทธิเข้ามาถือหุ้นเสริมความแข็งแกร่งเงินทุนให้ NCL มีความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ งานนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมบริหาร NCL ที่มองการณ์ไกล มีการยกเครื่องธุรกิจ พร้อมตั้งรับกับทุกสถานการณ์ แถมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ธุรกิจใหม่ของ NCL ยังเป็นเทรนด์ธุรกิจที่มีอนาคต คงต้องรอจับตาดูกันว่าปีนี้ NCL จะพิสูจน์ฝีมือ พลิกผลงานให้เติบโตแบบเทิร์นอะราวด์ได้หรือไม่
ทันหุ้น • 10 Apr 2026
Read
UAC ปิโตรรับเต็มน้ำมันขาขึ้น เร่งเครื่องผลิตดันกำไรเกินเป้า
#UAC #ทันหุ้น - UAC ธุรกิจปิโตรเลียมรับอานิสงส์น้ำมันโตแรงตามราคาน้ำมัน เร่งเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง 300 บาร์เรลต่อวัน หนุนรายได้-กำไรดีเกินคาด เดินหน้าลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทย เล็งขยายลงทุนภูมิภาคเอเซีย ด้านโรงไฟฟ้าชุมชนรับรู้รายได้เต็มปี นายชัชพล ประสพโชค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ปัจจุบันธุรกิจปิโตรเลียม (Petroleum) ได้รับประโยชน์อย่างมากจากราคาในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราว 60 - 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 100 - 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยปัจจุบันบริษัทมุ่งรักษากำลังการผลิตเต็มที่ ที่ราว 300 บาร์เรลต่อวัน ตามนโยบายของกระทรวงพลังงานที่เน้นการผลิตน้ำมันดิบภายในประเทศ เบื้องต้นคาดการณ์ผลการดำเนินงานของธุรกิจปิโตรเลียมจะเติบโตได้ดีกว่าที่ประมาณการไว้ช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ** รายได้-กำไรเกินคาด“บริษัทเป็นผู้ได้รับสัมปทานการผลิตน้ำมันดิบ โดยมีแหล่งผลิตหลักอยู่ที่จังหวัดสุโขทัย กำลังผลิตที่ประมาณ 300 บาร์เรลต่อวัน เพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มปตท.ทั้งหมด ซึ่งในปีนี้ไม่มีแผนการปิดซ่อมบำรุงทั้ง Partial Overhaul และ Major Overhaul ทำให้สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีเพื่อใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้ทั้ง รายได้และกำไรในส่วนนี้ดีกว่าที่คาดหมายไว้มาก” นายชัชพล กล่าวขณะเดียวกันบริษัทยังเดินหน้าลงทุนพัฒนาด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย เพื่อขยายกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในส่วนของกำไรสุทธิ และมองหาโอกาสที่จะขยายลงทุนในภูมิภาคเอเชียในอนาคตด้านธุรกิจเทรดดิ้ง (Trading) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในธุรกิจหลักของ UAC ปัจจุบันบริษัทเน้นการขายสินค้าที่ให้มาร์จิ้น (Margin) สูงขึ้น ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อบริษัทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (1H/69) อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้า โดยบริษัทได้เตรียมเจรจากับพันธมิตรในการจัดหารถบรรทุก EV เข้ามาบรรเทาผลกระทบดังกล่าว@ เชื้อเพลิงทดแทนทิศทางดีสำหรับธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) เริ่มเห็นความต้องการที่เร่งตัวขึ้นเนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงทดแทนที่ระดับราคายังเข้าถึงได้ โดยปัจจุบันโครงการในประเทศอินโดนีเซีย ยังสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โครงการใน สปป.ลาว เริ่มประสบปัญหาการขนส่งและผลิต RDF เนื่องจากการจัดหาน้ำมันเริ่มมีข้อจำกัด “สำหรับโรงงานที่อินโดนีเซีย ปัจจุบันมีการเดินเครื่องผลิตอย่างเต็มกำลัง เพื่อตอบสนองความต้องการของคู่ค้า แต่ใน สปป.ลาว แม้จะมีความต้องการใช้สูง แต่การดำเนินงานในสปป.ลาวต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญคือ วิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันภายในประเทศ บริษัทจึงต้องพยายาม ประคับประคองการดำเนินงานไปก่อน ในขณะที่รอให้สถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันคลี่คลายลง”ด้านกลุ่มธุรกิจ Energy (พลังงานทดแทน) ซึ่งเป็นธุรกิจที่การสร้างรายได้ที่มั่นคง (Recuring Income) จากโรงไฟฟ้าชุมชนภูผาม่าน จะเป็นปีแรกที่รับรู้รายได้จากการเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ ตลอดทั้งปี 2569 เพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ทันหุ้น • 7 Apr 2026
Read
PSL อัพเดตเหตุเรือ “มยุรีนารี” ทีมกู้ภัยพบชิ้นส่วนมนุษย์ในห้องเครื่อง ยังระบุตัวตนไม่ได้
#ทันหุ้น #2026 #SET #PSL อัพเดตเหตุเรือ "มยุรีนารี" ทีมกู้ภัยพบชิ้นส่วนมนุษย์ในห้องเครื่อง ยังระบุตัวตนไม่ได้บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) รายงานความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์เรือมยุรีนารีในช่องแคบฮอร์มุซบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ขออ้างอิงถึงการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทฯ ลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรือมยุรีนารี ณ ช่องแคบฮอร์มุซบริษัทฯ ขอแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบว่า ภายหลังจากที่บริษัทฯ ได้รับอนุญาตต่าง ๆ จากหน่วยงานท้องถิ่นของอิหร่านแล้ว ทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการค้นหาและกู้ภัยได้ขึ้นไปบนเรือมยุรีนารีเป็นครั้งที่ 2 เพื่อดำเนินการค้นหาในบริเวณที่เชื่อว่าเป็นจุดที่ลูกเรือทั้ง 3 รายอาจประสบเหตุทั้งนี้ การดำเนินการค้นหาเป็นไปภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความยากลำบากอย่างยิ่ง อันเนื่องมาจากความเสียหายของตัวเรือจากเหตุเพลิงไหม้ รวมถึงสภาพน้ำท่วมภายในบริเวณห้องเครื่องและบริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ทีมค้นหาได้ดำเนินการตรวจค้นพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างละเอียดเท่าที่สภาพการณ์จะเอื้ออำนวยบริษัทฯ มีความเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรายงานให้ทราบว่า ในระหว่างการดำเนินการค้นหาครั้งที่ 2 นี้ ทีมค้นหาได้พบชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์บางส่วนอยู่ภายในบริเวณตัวเรือที่ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน ยังไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลผู้เสียชีวิต รวมถึงจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่ชัดได้ ซึ่งจะต้องดำเนินการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต่อไปทั้งนี้ บริษัทฯ ได้แจ้งให้ครอบครัวของลูกเรือที่สูญหายทราบถึงความคืบหน้าดังกล่าวแล้ว และขอยืนยันว่าจะให้ความช่วยเหลือและดูแลครอบครัวของลูกเรือตลอดช่วงเวลาอันยากลำบากนี้บริษัทฯ จะดำเนินการประสานงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพิจารณาดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป และจะรายงานความคืบหน้าในประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป
ทันหุ้น • 3 Apr 2026
Read
SUN กดปุ่มลุยJUMP+ปักเป้ารายได้6พันล.
#SUN #ทันหุ้น – SUN กางแผน JUMP+ เดินเกมเร่งโตเต็มสูบ ปักหมุดรายได้ปี 2571 แตะ 5,000–6,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปี 2569 โตแรง 20% แตะ 4,000–4,500 ล้านบาท เดินหน้าล็อกซัพพลายเชน–บริหารต้นทุนเข้ม รับมือความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์อย่างรัดกุมนายวีระ นพวัฒนากร ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในระยะ 3 ปี ไว้ที่รายได้ต่อปี 5,000 - 6,000 ล้านบาท ณ ปี 2571 แผนงานหลักคือการยกระดับการเติบโตทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรปักธงรายได้ สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 20% หรืออยู่ที่ประมาณ 4,000 - 4,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 10 - 15% เนื่องจากเห็นโอกาสจากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและทำให้ต้นทุนพลังงานหรือโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทจึงมีมาตรการเตรียมความพร้อมด้วยการวางแผนบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาปัจจัยการผลิตในด้านการบริหารจัดการต้นทุนปุ๋ยซึ่งได้รับแรงกดดันจากภาวะสงคราม บริษัทได้ประสานงานกับผู้จำหน่ายเพื่อบริหารสต็อกอย่างใกล้ชิดรองรับแผนการผลิตอย่างเพียงพอแล้ว พร้อมกันนี้ยังมีแนวทางศึกษาการใช้ปุ๋ยสูตรทดแทน และการนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิต เช่น เปลือกและซังข้าวโพด มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์เคมีเพื่อเตรียมความพร้อมกรณีเกิดการขาดแคลน สำหรับการบริหารจัดการซัพพลายเชน บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในรัศมี 50 กิโลเมตรรอบโรงงาน และวางแผนร่วมกับคู่ค้าในระยะกลางถึงระยะยาวเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้าวางงบลงทุนส่วนด้านงบลงทุนในโครงการสำคัญอย่างบรรจุภัณฑ์ Tetra Recart นั้น บริษัทใช้งบลงทุนในส่วนของอาคารและเครื่องมือภายในโรงงานประมาณ 50 - 60 ล้านบาท โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรในการลงทุนด้านเครื่องจักรนอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน (RTE) เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปยังต่างประเทศ จากเดิมที่จำหน่ายได้เพียงในประเทศด้วยอายุการเก็บรักษา 7 วัน โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้า RTE ในยอดขายต่างประเทศเป็น 1 - 2% หรือคิดเป็นรายได้กว่า 200 ล้านบาท ภายในปี 2571
ทันหุ้น • 31 Mar 2026
Load more