Reset

Search results for “#Newage” - TrueID

Top Result
Watch
Shorts
Game
Privilege
Read
Secret Science of Sewage
Watch

Secret Science of Sewage

Sake Journey
Watch

Sake Journey

The Great British Sewing Bee
Watch

The Great British Sewing Bee

Local Consumption Manzai
Watch

Local Consumption Manzai

BAFS พร้อมร่วมมือทุกภาคส่วน แก้ปัญหาน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำ
Read

BAFS พร้อมร่วมมือทุกภาคส่วน แก้ปัญหาน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำ

#BAFS #ทันหุ้น-บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ระบุว่าจากสถานการณ์น้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำบริเวณถนนเชื้อเพลิงและใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตยและเขตยานนาวา ที่ได้ปรากฏในช่วงที่ผ่านมา บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT ในฐานะผู้ดำเนินกิจการระบบท่อขนส่งน้ำมัน บริษัทให้ความสำคัญและติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการวิเคราะห์หาสาเหตุ และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่ไม่กระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ของชุมชน และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบพบว่าสาเหตุหรือความเสียหายส่วนใดอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของบริษัท บริษัทพร้อมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นภายใต้กรมธรรม์ที่ทำไว้ทั้งนี้ บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด เป็นเจ้าของระบบท่อขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นบางจากจนถึงคลังน้ำมันช่องนนทรีตลอดไปตามเส้นทางขนส่งน้ำมันไปยังคลังน้ำมันอากาศยานดอนเมือง คลังน้ำมันอากาศยานสุวรรณภูมิ และต่อไปจนถึงคลังน้ำมันภาคพื้นดินที่คลังน้ำมันบางปะอิน ซึ่งบริเวณจุดที่เกิดเหตุอันเป็นหนึ่งในแนวท่อดังกล่าว BPT ได้ให้สิทธิโดยมีค่าตอบแทนสำหรับการใช้และบริหารทรัพย์สินของระบบท่อส่งน้ำมันเส้นนี้ แก่ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565ปัจจุบัน BPT เป็นผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันผ่านท่อแบบ Multi-Products ให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านระบบท่อส่งน้ำมันใต้ดิน โดยมีขอบข่ายการให้บริการครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของประเทศเท่านั้น โดยรับน้ำมันจากคลังน้ำมันบางปะอิน เพื่อส่งต่อไปยังคลังน้ำมันพิจิตรและคลังน้ำมันนครลำปาง ให้บริการน้ำมันกับประชาชนภาคเหนือด้วยระบบขนส่งน้ำมันที่ทันสมัยและปลอดภัยตามมาตรฐานสากลการขนส่งน้ำมันทางท่อนับเป็นการขนส่งที่ทั่วโลกยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูงสุด ระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อของ BPT ดำเนินการภายใต้มาตรฐานระบบการวางท่อสากล ทั้งการเลือกวัสดุ การออกแบบและก่อสร้าง ติดตั้งระบบ Cathodic Protection (CP) เพื่อควบคุมและป้องกันการเกิดสนิมหรือการกัดกร่อนบนผิวโลหะ ระบบท่อที่อยู่ในการดูแลของ BPT มีมาตรการการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอโดยมีการตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบท่อด้วยระบบ Pipeline Inspection Gauge (PIG) เป็นประจำ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการตรวจสอบการรั่วไหลของท่อด้วยระบบ SCADA (Supervisory Control and Data Acquisition) ซึ่งทำให้ระบบขนส่งน้ำมันทางท่อของ BPT ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล โดยมีการประเมินอายุการใช้งานได้ยาวนานถึง 80 ปี เพื่อให้มั่นใจว่า BPT ยังคงสามารถรักษามาตรฐานการให้บริการและความปลอดภัยอย่างสูงสุด

The Waves That Changed Us
Watch

The Waves That Changed Us

Shaved Ice Street
Watch

Shaved Ice Street

Muddy Dining Table
Watch

Muddy Dining Table

CKP ติดทำเนียบหุ้น ESG100 ต่อเนื่องปีที่ 5 ตอกย้ำผลงานยั่งยืน
Read

CKP ติดทำเนียบหุ้น ESG100 ต่อเนื่องปีที่ 5 ตอกย้ำผลงานยั่งยืน

#ทันหุ้น - บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง ได้รับการคัดเลือกจากสถาบันไทยพัฒน์ให้เป็น 1 ใน 100 บริษัทในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ระหว่างปี 2565-2569 จากหลักทรัพย์จดทะเบียนจำนวน 931 หลักทรัพย์ สะท้อนผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG ที่โดดเด่นและสม่ำเสมอในปีนี้ CKPower เป็น 1 ใน 7 บริษัทในกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคที่ได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มทรัพยากรจำนวน 72 หลักทรัพย์ สะท้อนการยอมรับต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใส การบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้าน ESG รวมถึงการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ ในการนี้ นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับมอบประกาศนียบัตร "ESG100 Certificate" จาก ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานกรรมการสถาบันไทยพัฒน์ ณ อาคารวิริยะถาวร กรุงเทพฯนายธนวัฒน์ กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สะท้อนถึงความต่อเนื่องของ CKPower ในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานทางการเงิน การกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และการบริหารจัดการด้าน ESG เพื่อสร้างความพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความท้าทายในอนาคตCKPower ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน C-K-P ซึ่งประกอบด้วย C - Clean Electricity: ไฟฟ้าสะอาด มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดภายในปี 2586 และเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มากกว่า 95% ภายในปีเดียวกัน , K – Kind Neighbor: เพื่อนบ้านที่ดี มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย ควบคู่กับการเคารพสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ และ P – Partnership for Life: พันธมิตรที่ยั่งยืน ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการลงทุนและนวัตกรรม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาค และสร้างคุณค่าในระยะยาวแก่ลูกค้าและผู้ถือหุ้นดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ในปี 2569 CKPower ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สะท้อนถึงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่โดดเด่นและสม่ำเสมอ ทั้งนี้ การประเมิน ESG100 ของสถาบันไทยพัฒน์ พิจารณาจากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ ควบคู่กับการวิเคราะห์ศักยภาพในการบริหารจัดการโอกาสและความเสี่ยงด้าน ESG ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ CKPower ในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง"CKPower ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การยกระดับศักยภาพองค์กร และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593" นายธนวัฒน์ กล่าว

Sin City Tow
Watch

Sin City Tow

SPALI ผนึก TOA เปิดตัวนวัตกรรมถังบำบัดน้ำล้างสี (Eco-Paint Purifier) รายแรกในไทยยกระดับ Green Ecosystem ชูผู้นำ Sustainable Real Estate Development
Read

SPALI ผนึก TOA เปิดตัวนวัตกรรมถังบำบัดน้ำล้างสี (Eco-Paint Purifier) รายแรกในไทยยกระดับ Green Ecosystem ชูผู้นำ Sustainable Real Estate Development

#ทันหุ้น - บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)  บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ร่วมกับ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA พันธมิตรธุรกิจผู้นำนวัตกรรมสีอันดับ 1 ของไทย เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างครบวงจร ตอกย้ำเป้าหมาย Sustainable Real Estate Development Leader ตามแนวคิด ESG มุ่งเน้นศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่อยู่อาศัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยนวัตกรรม ‘ถังบำบัดน้ำล้างสี Eco-Paint Purifier’ สำหรับการจัดการน้ำเสียที่เกิดภายในโครงการขณะก่อสร้างอาคารขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเริ่มนำร่องใช้งานในโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ของศุภาลัย นับเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดการน้ำเสียจากงานสี เพื่อยกระดับการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนายกิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าหนึ่งในโจทย์สำคัญของสายงานก่อสร้างในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่การบริหารต้นทุน เวลา และคุณภาพงานเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงในไซต์งาน ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการจัดการน้ำเสียที่ศุภาลัยให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำทิ้งและน้ำปนเปื้อนจากกิจกรรมก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพน้ำ การดักตะกอน และการบำบัดก่อนปล่อยออกสู่แหล่งสาธารณะให้เป็นไปตามข้อกำหนดของภาครัฐ ทำให้นวัตกรรม ECO-Paint Purifier หรือถังบำบัดน้ำล้างสี ได้รับการพัฒนาร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง TOA เพื่อออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในโครงการก่อสร้าง สามารถแยกตะกอนสี ปรับคุณภาพน้ำเสีย ค่า pH ก่อนปล่อยทิ้งให้อยู่ในระดับเหมาะสม และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่เมื่อผ่านมาตรฐานที่กำหนด โดยความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางของศุภาลัยในการขับเคลื่อนงานก่อสร้างสู่มาตรฐานที่ดีขึ้น อีกทั้งเชื่อมโยงคุณภาพงาน ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมนายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับศุภาลัยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ TOA ในการร่วมยกระดับ Green Ecosystem หรือระบบนิเวศสีเขียวของอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เราได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมถังบำบัดน้ำล้างสี Eco-Paint Purifier แล้วนำไปทดสอบการใช้งานจริง ณ โครงการ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ พบว่านวัตกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงมากในการแยกตะกอนสี โดยสามารถลดปริมาณตะกอนแขวนลอยในน้ำเสียได้มากถึง 97% พร้อมทั้งช่วยปรับค่าความเป็นกรด-ด่างจากน้ำเสียให้กลับมาอยู่ในระดับที่เป็นกลาง ทำให้น้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดได้มาตรฐานตามข้อกำหนดTOA ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสีและวัสดุก่อสร้าง เราไม่ได้มองเพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่เรายังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะที่ปลายทางในไซต์งานก่อสร้าง การนำ Eco-Paint Purifier มาใช้ จึงเป็นการเติมเต็มห่วงโซ่คุณค่าด้านความยั่งยืน ร่วมขับเคลื่อนองค์กร พันธมิตรธุรกิจและสังคมไทยในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไปทั้งนี้ การเปิดตัวนวัตกรรม ECO-Paint Purifier นับเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรฐานใหม่ในการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ก่อสร้าง โดยศุภาลัยและ TOA มีแผนขยายผลการใช้งานถังบำบัดน้ำล้างสีไปยังโครงการอื่นๆ ทั้งคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบในอนาคต ซึ่งในระยะแรกได้เริ่มนำไปใช้ในโครงการศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย–พัฒนาการ และโครงการศุภาลัย ธาม เจริญนคร ก่อนต่อยอดสู่โครงการอื่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการก่อสร้างจนถึงการส่งมอบแก่ลูกค้า พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2050 เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยและคนรุ่นต่อไป

ACE เปิดปมกำไรโตแรง ลั่นไตรมาส 2 โดดเด่นต่อ
Read

ACE เปิดปมกำไรโตแรง ลั่นไตรมาส 2 โดดเด่นต่อ

#ACE #ทันหุ้น – ACE รับเหตุกำไร Q1 พุ่งแรง 39% กวาด 314 ล้านบาท อานิสงส์โรงไฟฟ้าโซลาร์หนุนกำไรขั้นต้นพุ่ง พร้อมบริหารต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซีอีโอ "ธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ" แย้มแนวโน้มไตรมาส 2 สดใสต่อเนื่อง เตรียมรับรู้รายได้จากโครงการที่ COD ใหม่แบบเต็มไตรมาส รุก MA พร้อมชิงเค้กพลังงานหมุนเวียน ชูฐานะการเงินแกร่ง D/E ต่ำ                 นายธนะชัย  บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" หลังผลประกอบการไตรมาส 1 สามารถสร้างผลกำไรเติบโตแรงว่า แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าที่เปิดขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และจะได้รับผลงานจากโรงไฟฟ้าโซลาร์ 2 แห่งในจังหวัดหนองคาย และกำแพงเพชร จำนวน 13.29 เมกะวัตต์ ที่เพิ่งเปิดดำเนินการไปในช่วงไตรมาส 1 เข้ามาเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรกด้วย                "ไตรมาส 2 แนวโน้มก็น่าจะดีขึ้นตามจำนวนโรงไฟฟ้าที่ COD เพิ่มเติมไป ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้จะเริ่มรับรู้รายได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น" ผู้บริหาร ACE กล่าวเสริม@ปมงบโดดแรง                ทั้งนี้ ACE แจ้งผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,591.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 314.4 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 39.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ที่มีกำไรสุทธิ 226.1 ล้านบาท และหากเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่ทำได้ 212.9 ล้านบาท จะพบว่ากำไรสุทธิเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 47.6%                นายธนะชัย ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กำไรในไตรมาสนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ มาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นจากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ที่บริษัทได้เดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในส่วนของดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดและโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท                "การเติบโตอย่างโดดเด่นนับเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยสามารถสร้างผลกำไรสุทธิได้อย่างน่าประทับใจท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับนักลงทุนในกลุ่มพลังงานสะอาด"@ ลุยดีล MA-ชิงเค้กพลังงานหมุนเวียน PDP 2024                นายธนะชัย กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทยังจะมีการจ่ายไฟเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน (MSW) จะเปิด COD เพิ่มอีก 1 โครงการ กำลังการผลิต 9.90 เมกะวัตต์ ซึ่งน่าจะเป็นโครงการในจังหวัดนครราชสีมาที่มีกำหนดการภายในปี 2569  ด้วยซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนผลงานในช่วงครึ่งปีหลังให้เติบโตแข็งแกร่งยิ่งขึ้น สำหรับการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมหรือซื้อกิจการ (MA) นั้น ACE ยังคงเปิดรับโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเจรจากับพันธมิตรและเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าสะอาดอยู่เป็นระยะที่สำคัญ ACE ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในการเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างมาก โดย ACE มั่นใจในศักยภาพและความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและเงินทุนในการเข้าแข่งขันเพื่อคว้าโครงการใหม่ๆ เข้ามาเสริมพอร์ต@ D/E ต่ำ-ดอกเบี้ยลดหนุน หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของ ACE คือโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง โดยระดับหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ยังคงอยู่ในระดับต่ำและค่อนข้างคงที่ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทฯ ยังมีความสามารถในการกู้ยืมเงิน (Gearing Capacity) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในอนาคตได้อีกมากโดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน นอกจากนี้ การที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อ ACE เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากตัวเลขในงบการเงินที่ดอกเบี้ยจ่ายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับสูงได้@ พอร์ตโรงไฟฟ้าอื้อ                ปัจจุบัน ACE ถือครองพอร์ตโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดรวมทั้งสิ้น 91 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 757.52 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น โครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว : จำนวน 47 โครงการ กำลังการผลิตรวม 466.94 เมกะวัตต์ โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา จำนวน 44 โครงการ กำลังการผลิตรวม 290.58 เมกะวัตต์                ไฮไลต์สำคัญในช่วงที่ผ่านมาคือ พัฒนาการของโครงการโซลาร์ฟาร์มกลุ่ม 18 โครงการ (สัญญา FiT ปี 2565-2573) ซึ่งล่าสุดสามารถเปิด COD เพิ่มได้อีก 2 โครงการ (PPA รวม 13.29 เมกะวัตต์) ทำให้ปัจจุบันมีการ COD ในกลุ่มนี้ไปแล้วรวม 15 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 3 โครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิด COD ได้ทั้งหมดภายในปี 2570                นอกจากนี้ ACE ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ด้วยการชนะประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขยะเทศบาลเมืองสะเดา จ.สงขลา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์ (PPA 8.0 เมกะวัตต์) ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตโรงไฟฟ้าขยะชุมชนกระจายอยู่ทั่วประเทศรวมถึง 10 แห่ง                ACE ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเติบโตทางตัวเลขเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายใหญ่สู่การเป็นองค์กรที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี พ.ศ. 2593 เพื่อก้าวสู่การเป็น "ต้นแบบผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของโลก" ซึ่งการขยายโรงไฟฟ้าขยะชุมชน โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

Coming Soon
Watch

Coming Soon

Cleaner
Watch

Cleaner

EASTW ชูจุดแข็ง Water Grid บริหารน้ำครบวงจรหนุนเมืองการบินอู่ตะเภา
Read

EASTW ชูจุดแข็ง Water Grid บริหารน้ำครบวงจรหนุนเมืองการบินอู่ตะเภา

#ทันหุ้น-จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้พิจารณาออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to proceed) ให้กับ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) โดยมีกำหนดเริ่มพัฒนาโครงการเมืองการบินอู่ตะเภาในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569 นั้นบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ ( EASTW) ในฐานะ ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคด้านน้ำ และเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวที่ได้รับสัมปทานในการพัฒนาระบบผลิตและส่งจ่ายน้ำประปาในโครงการเมืองการบินอู่ตะเภา แสดงความพร้อมสนับสนุนการให้บริการระบบสาธารณูปโภคด้านน้ำแบบครบวงจร เมื่อบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างนายจุมพล จันทร์คำ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ อีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยว่า “โครงการเมืองการบินอู่ตะเภา เชื่อมต่อกับโครงข่ายสาธารณูปโภคด้านน้ำ หรือ Water Grid ของอีสท์ วอเตอร์ ซึ่งเชื่อมโยงแหล่งน้ำสำคัญๆ ทุกแห่งในภาคตะวันออก และยังมีสระเก็บน้ำดิบความจุ 12 ล้าน ลูกบาศก์เมตร อยู่ที่ ต.ทับมา จ.ระยอง ทำให้มั่นใจได้ว่า บริษัทจะสามารถส่งจ่ายน้ำให้เมืองการบินได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทยังได้พัฒนาระบบผลิตน้ำประปาที่พร้อมให้บริการทั้งในช่วงเริ่มต้นโครงการ และมีความสามารถที่จะขยายระบบเพื่อรองรอบการเติบโตที่เกิดขึ้นในอนาคต”นอกจากการผลิตน้ำประปาแล้ว อีสท์ วอเตอร์ยังมีความพร้อมที่จะพัฒนาและบริหารจัดการระบบน้ำแบบครบวงจรบนพื้นที่ 6,500 ไร่ของเมืองการบินอู่ตะเภา ประกอบด้วยระบบน้ำประปา การบำบัดน้ำเสีย และอาจรวมถึงการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ ครอบคลุมถึงพื้นที่พัฒนาเมือง อาคารพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย โรงแรม และศูนย์ประชุม ตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจระดับประเทศ ภายใต้มาตรฐานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืนและต่อเนื่องอีสท์ วอเตอร์เชื่อมั่นว่า ความมั่นคงด้านน้ำ (Water security) จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับเมืองการบินอู่ตะเภาให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนให้โครงการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินและโลจิสติกส์ที่ทันสมัยของภูมิภาค

WELL เชื้อเพลิงขยะสุดฮอต เร่งเครื่องขยายใหญ่เท่าตัว
Read

WELL เชื้อเพลิงขยะสุดฮอต เร่งเครื่องขยายใหญ่เท่าตัว

#WELL #ทันหุ้น – WELL เดินหน้ายื่น Resume Trading คาดว่าจะกลับเข้ามาซื้อขายบนกระดานตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วงไตรมาส 2-3/2569 ชูธุรกิจหลัก RDF เชื้อเพลิงขยะสุดคุ้มค่า ทำธุรกิจประหยัดพลังงาน ท่ามกลางโลกผันผวน ชี้ดีมานด์เพียบ วางเกมขยายกำลังผลิต 400 ตันต่อวันปีนี้ ก่อนขึ้นสู่ 800 ตันปีหน้านายสุธี เหลืองรัตนเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวล แมเนจเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WELL ประกอบธุรกิจให้เช่าสินทรัพย์ ให้บริการงานทางด้าน IT Solutions และธุรกิจผลิตและขายเชื้อเพลิงแข็งจากสิ่งปฏิกูล เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอน Resume Trading ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อพิจารณาข้อมูลพื้นฐานและคุณสมบัติของบริษัท ในการกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 2-3/2569โดยบริษัทมุ่งหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนโยบายที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันบริษัทมีอยู่ 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจพลังงานผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF), ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์, ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยี@ขยายกำลังการผลิตสำหรับธุรกิจ RDF บริษัทมีทั้งส่วนที่เป็น RDF2 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงขยะบดหยาบ และ RDF3 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงขยะที่มีคุณภาพสูง ที่มีความต้องการต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ให้ค่าความร้อนที่มีการประสิทธิภาพสูงกว่าถ่านหินและช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยกลุ่มลูกค้าหลักประกอบด้วยกลุ่มโรงปูนและโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่ส่งออเดอร์ต่อเนื่อง เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมาร์จิ้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบถึง 20% ปัจจุบันบริษัทได้ย้ายฐานการผลิตทั้งหมดมารวมกันอยู่ที่จุดเดียว คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการปัจจุบันโรงงานมีกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 320 ตันต่อวัน ซึ่งมีแผนขยายเป็น 400 ตันต่อวัน ในปี 2569 และเพิ่มเป็น 800 ตันต่อวัน ภายในปี 2570ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าขยายตลาดไปยังโรงงานที่มีการใช้หม้อไอน้ำ (Boiler) กว่า 50,000 แห่งในประเทศ ที่ต้องการลดต้นทุนพลังงานและต้องการคาร์บอนเครดิตสำหรับการส่งออกตามมาตรการ CBAM ถือเป็นโอกาสมหาศาลที่บริษัทยังสามารถขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น@ชนะงานใหม่ด้านธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ บริษัทสามารถชนะการประมูลโครงการประกอบรถยนต์ใหม่ได้อีก 2 โครงการ ในช่วงต้นปี เป็นประเภทรถลำเลียงที่ใช้สำหรับการขนส่งอุปกรณ์หรือเจ้าหน้าที่ในภารกิจบรรเทาสาธารณภัย และรถดูดน้ำสำหรับใช้ในงานเทศบาลหรืองานป้องกันอุทกภัยซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของบริษัทในส่วนของงานวิศวกรรมเฉพาะทาง โดยธุรกิจนี้จะรับรู้รายได้ตามระยะเวลาของโครงการ ทำให้สัดส่วนรายได้ในแต่ละไตรมาสหรือแต่ละปีอาจมีการเปลี่ยนแปลง@พัฒนาเทคสิ่งแวดล้อมขณะที่ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันบริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเก็บขนและรวบรวมขยะรีไซเคิล เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด ในการกระตุ้นให้ภาคประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะนอกจากนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงและรวบรวมขยะที่คัดแยกแล้ว เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบต้นทางในการผลิตเชื้อเพลิง RDF หรือนำไปจำหน่ายต่อเป็นขยะรีไซเคิล

We Can Do Hard Things S2: The Next Wave
Watch

We Can Do Hard Things S2: The Next Wave

Spy x Family
Watch

Spy x Family

SEAFCOบุ๊กงานในมือ ดันรายได้ปีนี้1.8พันล.
Read

SEAFCOบุ๊กงานในมือ ดันรายได้ปีนี้1.8พันล.

#SEAFCO #ทันหุ้น - SEAFCO ปักธงปี 2569 รายได้ราว 1.8 พันล้านบาท  เหตุรับรู้รายได้จากแบ็กล็อกที่มี 1.6 พันล้านบาท ที่ส่วนใหญ่จะบุ๊กในปีนี้  พร้อมเดินหน้าประมูลงานใหม่ๆ ทั้งภาครัฐ-เอกชน  ยันไม่ได้รับผลกระทบราคาวัสดุปรับขึ้น จากรับงานเฉพาะค่าแรงเท่านั้น  ย้ำคงเน้นคุณภาพ-ความปลอดภัย ดร.ณรงค์  ทัศนนิพันธ์  กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2569 ไว้ประมาณ 1.8 พันล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับปี 2568 เนื่องจาก  เพราะจะรับรู้รายได้จากงานในมือ (แบ็กล็อก) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท  ที่ส่วนใหญ่จะทยอยรับรู้รายได้ภายในปี 2569 และอาจจะมีบางส่วนต่อเนื่องไปในปีหน้า  รวมทั้งบริษัทยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ@จัดทัพสอยงานเพิ่ม นอกจากนี้บริษัทมีแผนเข้าร่วมประมูลงานในส่วนของระบบฐานรากใหม่ๆ ของทั้งโครงการภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมรายรับเพิ่มเติม และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และในอนาคตต่อไปอีกทางหนึ่งด้วยสำหรับประเด็นเกี่ยวกับราคาวัสดุก่อสร้างที่มีความผันผวนในปัจจุบันและบางส่วนที่ราคาเพิ่มสูงขึ้นนั้นทาง SEAFCO ประเมินคงจะไม่มีผลกระทบต่อโครงการต่างๆ ที่บริษัทได้รับมาแล้วในส่วนของ Backlog ในมือ เพราะแบ็กล็อกส่วนใหญ่จะเป็นการรับงานในลักษณะเฉพาะค่าแรงเป็นหลัก และส่วนที่เหลือคงจะมีการสะท้อนต้นทุนไปยังเจ้าของโครงการได้@เน้นคุณภาพ ดร.ณรงค์ กล่าวเสริมว่า ทาง SEAFCO ยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินงานระบบฐานรากและก่อสร้างที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานที่ดี โดยเฉพาะในส่วนของงานฐานราก เพราะถือเป็นสิ่งที่แกนหลักสำคัญของการพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต รวมทั้งตอบโจทย์ทางด้านความปลอดภัยในการดำเนินโครงการตลอดระยะเวลาโครงการ ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ลิเบอเรเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้น SEAFCO หลังช่วงที่ผ่านมาทางบริษัทได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินการงานกำแพงกันดินรถไฟฟ้าสายสีส้ม 6 สถานีเข้ามาเพิ่มเติม  โดยภายหลังการรับงานโครงการ ทำให้ทาง SEAFCO มีตัวเลข Backlog ขยับเพิ่มเป็นราว 2.8 พันล้านบาท ในช่วงครึ่งหลังปี 2568 ที่ผ่านมา อีกทั้งทำให้สัดส่วนราวได้จากงานโครงการภาครัฐเพิ่มเป็นราว 71% เมื่อเทียบกับสิ้นไตรมาส 2/2568 ที่มีตัวเลขรายได้จากงานภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 11% @แนะซื้อ ทั้งนี้ จากประเด็นดังกล่าว ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์คาดแนวโน้มผลงานปี 2568 จะกลับมาเทิร์นอะราวด์ได้ เพื่อตอบรับงานในมือที่รับรู้เพิ่มสูงขึ้น  และมีโอกาสได้รับโครงการใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม จึงคาดคงจะช่วยสนับสนุนให้แนวโน้มผลงานปี 2569 จะยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากปี 2568ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบรับแนวโน้มธุรกิจปี 2568-2569 ที่ขยายตัวได้มากขึ้น ประกอบกับบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทำให้ทางฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนหุ้น SEAFCO จึงให้คำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ระดับ 2.65 บาท

ก.พลังงาน แก้ขยะล้นเมืองสงขลา เดินเครื่องโรงไฟฟ้า 500 ตัน/วัน ผลิต 9.9 MW
Read

ก.พลังงาน แก้ขยะล้นเมืองสงขลา เดินเครื่องโรงไฟฟ้า 500 ตัน/วัน ผลิต 9.9 MW

ก.พลังงาน แก้ขยะล้นเมืองสงขลา เดินเครื่องโรงไฟฟ้า 500 ตัน/วัน ผลิต 9.9 MW#ทันหุ้น #SET “รมว.อรรถพล” เร่งแก้ปัญหาขยะล้นเมืองสงขลา สั่ง กกพ. ประสานเดินเครื่องโรงไฟฟ้าขยะก่อนแผนเริ่มแล้ว 1 โรง เผาได้ 500 ตัน/วัน ผลิตไฟฟ้าได้ 9.9 เมกะวัตต์“รมว.อรรถพล” เร่งแก้ปัญหาขยะล้นเมืองสงขลา สั่ง กกพ. เร่งประสานโรงไฟฟ้าขยะเดินเครื่องเผาขยะที่เกิดจากน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา ซึ่งเครื่องได้แล้ว 1 โรง เร็วกว่าแผนเดิมที่มีกำหนดเดินเครื่องในเดือนมกราคม 2569 โดยสามารถกำจัดขยะได้ 500 ตันต่อวัน ผลิตไฟได้ 9.9 เมกะวัตต์ พร้อมสั่งเพิ่มด่วนในโรงที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถระบายขยะ ลดความเดือดร้อนของประชาชนชาวสงขลาได้โดยเร็วนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดสงขลาคลี่คลาย ได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชนเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะมีขยะมากกว่า 50,000 ตัน ซึ่ง กระทรวงพลังงาน ได้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ขยะที่กำลังสร้างปัญหาให้กับประชาชนทั้งมลพิษทางกลิ่น สุขอนามัย และการเดินทาง จึงได้สั่งการด่วนให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เร่งประสานกับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่มีความพร้อมให้เริ่มเดินเครื่องโรงไฟฟ้าโดยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มเดินเครื่องเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าแล้ว จากเดิมที่มีแผนเดินเครื่องในเดือนมกราคม 2569 โดยสามารถเผาขยะได้ 500 ตันต่อวัน และสามารถผลิตไฟฟ้าเข้าระบบกำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ นอกจากนั้น ให้เร่งประสานโรงไฟฟ้าขยะที่ได้แจ้งประกอบกิจการและมีความพร้อมในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับปัญหาขยะล้นเมืองได้โดยเร็ว"หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสงขลาได้คลี่คลายลงแล้ว เกิดขยะเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะมีมากกว่า 50,000 ตัน ซึ่งได้ส่งกลิ่นเหม็น สร้างปัญหาสุขอนามัยกับประชาชนในพื้นที่ และกีดขวางเส้นทางจราจร ผมได้สั่งการให้ กกพ. ประสานโรงไฟฟ้าขยะที่ได้แจ้งความประสงค์ประกอบกิจการและมีความพร้อมในการเดินเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้าเดินเครื่องก่อนแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งสามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้แล้ว 1 โรง สามารถกำจัดขยะได้วันละ 500 ตัน และอยู่ระหว่างประสานเพิ่มเติมในโรงไฟฟ้าขยะที่มีความพร้อมต่อไปทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการลงพื้นที่ช่วยเหลือทั้งถุงยังชีพ น้ำดื่ม อาหารปรุงสำเร็จ เครื่องอุปโภคบริโภค และการช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ การช่วยกำจัดขยะจะเป็นอีกหนึ่งการสนับสนุนเพื่อช่วยฟื้นฟูและลดปัญหาที่ชาวสงขลากำลังเผชิญ โดยจะเร่งประสานและดำเนินการให้เกิดการเผาขยะให้เร็วที่สุด" นายอรรถพล กล่าว