TrueID
TH
Reset
Search results for “#EVCharger” - TrueID
Top Result
Watch
Shorts
Game
Privilege
Read
Read
DEMCO ตุน Backlog เฉียด 2.7 พันลบ. ลุยธุรกิจใหม่เปิดสถานี EV Charger
#ทันหุ้น - DEMCO งานในมือเพียบ!! ตุน Backlog แตะ 2,681 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ราว 2 ปีต่อเนื่อง ฟากบิ๊กบอส พงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ เผยเตรียมลุยธุรกิจใหม่ เปิดตัวสถานี EV Charger ให้บริการพนักงาน และบุคคลทั่วไป เดินหน้าลุยประมูลงานใหม่กว่า 10,000 ล้านบาท ดันผลงานโตแกร่ง นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ DEMCO เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ 2,681 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า 2,455 ล้านบาท และงานสื่อสารและอาณัติสัญญาณ 211 ล้านบาท และธุรกิจพลังงานทดแทน 15 ล้านบาท โดยจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องใน 1-2 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าศึกษาหาโอกาสลงทุนเพิ่มเติมทั้งในธุรกิจหลักและธุรกิจพลังงานสะอาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว โดยล่าสุดได้เปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charger) 2 ประเภท คือ การชาร์จด่วน (DC Fast Charge) ตู้ชาร์จขนาด 120 kW และการชาร์จแบบปกติ (AC Charge) ตู้ชาร์จขนาด 22 Kw เพื่อให้บริการกับพนักงาน และบุคคลภายนอกทั่วไป รวมทั้งใช้เป็น Pilot project สาธิตสำหรับลูกค้า นักลงทุน ที่สนใจในธุรกิจสถานีอัดประจุไฟฟ้า บริษัทฯ ศึกษาและพัฒนา EV Charger อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ในปัจจุบันที่มีกระแสความนิยมในเรื่องพลังงานสะอาดและนโยบายภาครัฐที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการเข้ามาลงทุนผลิต ซึ่งเป็นการต่อยอดการให้บริการได้อย่างครบวงจร นอกจากนั้น บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพื่อดำเนินธุรกิจ Smart Grid, Micro Grid, Energy Storage Platforms พร้อมเดินหน้าประมูลงานใหม่กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผลักดันให้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ มีการเติบโตในอนาคต นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว สำหรับผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2567 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2567) บริษัทฯ มีรายได้รวม 524.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.35 ล้านบาท หรือ 21.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ จำนวน 122.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92.12 ล้านบาท หรือ 299.87% เพิ่มขึ้นจากการขายงานจำหน่ายเชื้อเพลิงไม้สับซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ และมีรายได้อื่นๆ จำนวน 33.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.63 ล้านบาท หรือ 124.03% โดยมีรายได้เงินปันผลจากเงินลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนจำนวน 42 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งด้วย
ทันหุ้น • 14 Jun 2024
Read
RÊVERSHARGER เผยกลยุทธ์ระบบชาร์จ "EV" ให้ครบ-สะดวก-สบาย ดันบ้านแสนหลังมี “EV Charger” และมีสถานีชาร์จทั่วไทยทุก 160 กิโลเมตร
RVERSHARGER (เรเว่ชาร์จเจอร์) ประกาศความเป็นผู้นำในระบบนิเวศผู้ให้บริการการชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV Ecosystem Operator โดยชูวิสัยทัศน์หลัก 3 อย่าง ได้แก่ ครบจบทุกการชาร์จ สะดวกทุกเส้นทาง และ สบายชาร์จง่ายทุกคัน ณ SPHERE GALLERY 2 ชั้น 2 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) พร้อมดันยอดติดตั้ง EV Charger ให้บ้านสะสม 100,000 หลัง และเตรียมรองรับผู้ใช้งานแอปสำหรับชาร์จรถ EV กว่า 200,000 รายข้อมูลภาพรวมรถ EV และตลาด EV Charger ในประเทศไทยพีระภัทร ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ให้บริการสถานีชาร์จภายใต้แบรนด์ RVERSHARGER กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ณ สิ้นปี 2023 สะสมอยู่ที่ 89,000 คัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นมากกว่า 200,000 คัน ณ สิ้นปี 2023 ส่งผลให้มีความต้องการจำนวนเครื่องชาร์จ (EV Charger) ที่บ้านเพิ่มขึ้นพีระภัทรยังกล่าวต่อว่า ขณะที่จุดชาร์จ EV สาธารณะ (Public Charge) กลายเป็นอีกความท้าทายของอุตสาหกรรม EV เนื่องจากความต้องการพุ่งขึ้นสูงถึงประมาณ 15,000 หัวชาร์จ แต่ปัจจุบันในไทยมีจุดชาร์จสาธารณะรวมกัน 9,693 หัวชาร์จเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าความต้องการจริงราวร้อยละ 35 ขณะเดียวกัน ผู้ขับขี่ EV ยังเผชิญความท้าทายอีกหลายอย่างในการชาร์จ อาทิ ยังต้องใช้เวลาชาร์จค่อนข้างนาน มีความยุ่งยากในการเข้าใช้บริการสถานีชาร์จRVERSHARGER วาง 3 วิสัยทัศน์ รับตลาดรถ EV และตลาด EV Charger ในประเทศไทยRVERSHARGER ประกาศว่าแบรนด์ได้ศึกษาถึงข้อมูลเชิงลึก (Insight) ของบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการในการชาร์จรถ EV พร้อมทั้งศึกษาแนวโน้มนวัตกรรมการบริการระดับโลก เพื่อนำมายกระดับประสบการณ์การชาร์จ EV ให้แก่ผู้ใช้งานในไทยทุกรายในปี 2024 นี้ ภายใต้แนวคิด RVERSHARGER ครบ-สะดวก-สบาย สำหรับหัวใจหลักของแนวคิดดังกล่าว ได้แก่1.ครบจบทุกการชาร์จ (Complete)RVERSHARGER จะให้บริการที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้ารายย่อยและองค์กรธุรกิจ ตั้งแต่การขายและติดตั้ง EV Charger ให้แก่เจ้าของบ้านและผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย การติดตั้งและให้บริการสถานีชาร์จสาธารณะ และบริการเปลี่ยนผ่านระบบรถขององค์กร จากรถเครื่องยนต์สันดาปสู่การใช้รถEV2.สะดวกทุกเส้นทาง (Coverage)RVERSHARGER จับมือสถานีบริการพลังงานของบางจากและโชว์รูม BYD ทุกแห่ง ติดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะในสถานีพลังงานและโชว์รูมและให้ครอบคลุมการเดินทางไปสู่ทุกภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก รวม 68 จังหวัด 582 สถานี 2,012 หัวชาร์จภายในปีนี้ เพื่อให้ผู้ขับขี่ EV มีจุดชาร์จทุกระยะ 160 กิโลเมตร โดยมีสถานีชาร์จความเร็วสูง DC Charger ความเร็วสูงสุด 360 กิโลวัตต์ (kW) ให้บริการ3.สบายชาร์จง่ายทุกคัน (Convenient)RVERSHARGER นำเทคโนโลยีที่มีการใช้งานในระดับโลกมาต่อยอดกับบริการของบริษัท เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบาย ใช้ง่ายในทุกขั้นตอน อาทิ Trip Planning ใช้แผนที่จาก Google Maps เชื่อมโยงเข้าสู่แอป RVERSHARGER เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาเส้นทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทางพร้อมทั้งแนะนำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ที่อยู่บนเส้นทางหรือบริเวณใกล้เคียงการเดินทางไปยังจุดหมายRVERSHARGER ยังมีบริการที่เรียกว่า Plug Charge สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า ด้วยวิธีชาร์จที่ง่ายดายยิ่งขึ้น เพียงลงทะเบียนเข้าใช้งานครั้งแรกครั้งเดียวที่สถานีชาร์จ เพื่อบันทึกข้อมูลแบรนด์และรุ่นของรถ รวมถึงช่องทางชำระเงินในฐานข้อมูล ให้ผู้ใช้งานสามารถนำหัวชาร์จเสียบเข้ากับรถ EV เพื่อเติมพลังงานได้ทุกแบรนด์รถเป็นครั้งแรกในไทย และชำระค่าบริการได้อัตโนมัติเมื่อชาร์จเสร็จในครั้งต่อไปได้ทุกสถานีในเครือข่ายทั้งนี้ RVERSHARGER ได้เปิดตัวฟีเชอร์ Wallet and Privilege เพื่อให้ชำระเงินได้ง่ายด้วยช่องทางการชำระเงินผ่านทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต รวมถึงมีสิทธิพิเศษจากพันธมิตรของ RVERSHARGER ด้วย โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตั้งแอปพลิเคชันของบริษัท เพื่อเข้าถึงบริการชาร์จได้โดยตรงข้อมูลจาก RVERSHARGER
TNN ch16 • 22 Feb 2024
Read
MEA โชว์นวัตกรรมด้าน EV Charger พร้อมให้บริการครบวงจร ใน "งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 Thailand International Motor Expo 2022"
MEA โชว์นวัตกรรมด้าน EV Charger พร้อมให้บริการครบวงจร ใน งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 Thailand International Motor Expo 2022นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการ MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า MEA ในฐานะหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้า มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ EV อย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้ได้เข้าร่วมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 Thailand International Motor Expo 2022 เพื่อรวบรวมบริการ และนวัตกรรมของ MEA ที่เกี่ยวข้องกับ EV มาทั้งหมด โดยเริ่มจากบริการ KEN by MEA ในการติดตั้งระบบไฟฟ้ารองรับ EV Home Charger ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานสูงสุด มีการควบคุมคุณภาพด้วยการตรวจสอบทุกขั้นตอน โดยผู้เข้าร่วมงาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่บริเวณหมายเลขบูท V7, V8 อาคาร Challenger 1-3 IMPACT เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 ธันวาคม 2565 รองผู้ว่าการ MEA กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ Package การติดตั้งระบบไฟฟ้ารองรับ EV Home Charger ยังครอบคลุมการติดตั้งเครื่องตัดวงจรกระแสเกิน เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) Type B ซึ่งเป็นการยกระดับความปลอดภัยจากมาตรฐานการติดตั้งทั่วไป โดย MEA ได้คำนึงถึงความเพียงพอต่อการใช้งาน EV Home Charger รวมถึงการขยายการใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมในอนาคตภายในบ้าน ตลอดจนอุปกรณ์ของ MEA ที่มาต่อเชื่อมเพิ่มเติมด้านระบบไฟฟ้า เช่น กล่องต่อสาย ท่อร้อยสายไฟฟ้า อุปกรณ์จับยึดสายต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่ง MEA มีการออกแบบ การพิจารณาเลือกใช้อุปกรณ์ รวมถึงสามารถให้คำปรึกษาและคำแนะนำโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้ง ในกรณีฉุกเฉิน MEA ยังมี Call Center 1130 ตลอด 24 ชั่วโมง รับแจ้งปัญหาการขัดข้องของระบบ EV Charger เพื่อให้ MEA เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าสำหรับผู้สนใจติดตั้ง EV Charger สามารถเลือกรับบริการจาก KEN by MEA ได้ 2 Package คือ Package ติดตั้ง EV Charger ขนาด 7.4 kW 1 Phase ราคา 29,000 บาท และ Package ติดตั้ง EV Charger ขนาด 22 kW 3 Phase ราคา 46,000 บาท ซึ่งสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของคุณสมบัติแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เลือกใช้ โดยทั้ง 2 Package ดังกล่าวยังครอบคลุมการติดตั้งสายเมนที่ 2 สำหรับ EV, อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินหลัก Main CB 40A, อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว RCD Type B 40A และระบบสายดิน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดนอกจากนี้ MEA ยังมีบริการทดสอบอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ โดยให้บริการครอบคลุมการทดสอบในห้องปฏิบัติการ (In laboratory test) และการทดสอบ ณ สถานีอัดประจุไฟฟ้า (On site test) เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้าเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การทดสอบระบบการสื่อสารระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้า และ Server ของ MEA มีการจำลองสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อดูการทำงานของอุปกรณ์อัดประจุไฟฟ้า ตลอดจนการทดสอบด้านความปลอดภัยหลัง อีกทั้งยังมีบริการตรวจสอบประจำปี เสมือนการตรวจสภาพรถยนต์ ทำมั่นใจว่าอุปกรณ์อัดประจุยังมีคุณภาพดี และปลอดภัยกับผู้ใชังานขณะเดียวกัน MEA ยังได้นำนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ MEA วิจัยและพัฒนามาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ชาร์จเจอร์รุ่นล่าสุดที่ได้ร่วมกับ SCG Chemical ซึ่งมีการออกแบบด้วยวัสดุที่แข็งแรงส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้งานให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบเซ็นเซอร์ป้ายทะเบียนรถที่ MEA จัดทำขึ้น สามารถนำมาใช้ต่อยอดในธุรกิจการชาร์จ EV ในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ อีกทั้งผู้มาร่วมชมบูทของ MEA ยังจะได้พบกับบริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่ MEA พร้อมให้บริการตั้งแต่การออกแบบระบบ คำนวณขนาดที่เหมาะสม ประเมินมุมแสงตกกระทบรวมถึงการป้องกันน้ำรั่วซึมจากหลังคาที่ติดตั้งแผง และที่สำคัญคือการติดตั้งให้สามารถบำรุงรักษาและทำความสะอาดได้ง่าย โดยทั้งหมดนี้ MEA จัดเต็มโปรโมชันให้กับลูกค้าภายในบูทของ MEA บริเวณหมายเลขบูท V7, V8 อาคาร Challenger 1-3 IMPACT เมืองทองธานี หรือ ผู้ใช้ไฟฟ้าที่สนใจงานบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกี่ยวเนื่องของ MEA ดูรายละเอียดบริการ KEN by MEA ได้ที่ https://www.mea.or.th/minisite/ken และสามารถติดต่อ KEN by MEA ได้ผ่านช่องทาง ken@mea.or.th และศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130 ตลอด 24 ชั่วโมง ถามมืออาชีพ ถาม KENที่ผ่านมา MEA ได้ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 เป็นวาระครบรอบ 10 ปี ที่ MEA ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ EV มีโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาครอบคลุมทั้งในด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้า และรูปแบบยานยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ มีการสร้าง MEA EV Application ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้รถ EV อย่างครบวงจร สามารถค้นหาพิกัดสถานีอัดประจุไฟฟ้าของทุกแบรนด์ชั้นนำ มีการดำเนินโครงการมหานครสดใส ชาร์จไฟกับ MEA ปัจจุบันมีการตั้งสถานีชาร์จ 24 แห่ง และอยู่ระหว่างขยายจำนวนเพิ่มถึง 100 หัวเครื่องชาร์จ เพื่อให้บริการทั้งลูกค้าอย่างเพียงพออีกทั้งยังมีการส่งเสริมให้มีการเติบโตของธุรกิจบริการสถานีชาร์จยานยนต์ EV ด้วยการประกาศใช้อัตรา Low priority ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสถานีชาร์จมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำ พร้อมอำนวยความสะดวกในการขอใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจสถานีชาร์จ และให้คำแนะนำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทาง Online ที่สามารถติดต่อกับ MEA ได้สะดวก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน#MEAEV #MEAsmartservice#EV #EVChargingStation#EVApplication #EVcharger#MEA #การไฟฟ้านครหลวง#MEASMARTENERGY#MEASMARTPROJECT#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร
TNN ch16 • 6 Dec 2022
Read
PLANET จับมือ AKR ลุยธุรกิจ EV Charger
PLANET #ทันหุ้น - PLANET จับมือ AKR ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทำธุรกิจติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) หวังรองรับตลาดรถยนต์ EV ที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มมากขึ้น เตรียมร่วมกันนำเทคโนโลยี Internet of Thing ( IoT ) มาใช้ โดยเน้นการอนุรักษ์พลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บิ๊กบอส "ประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์" แย้ม PLANET ยังมีแผนรุกธุรกิจด้านอื่นๆ ต่อเนื่อง ด้านบิ๊ก AKR เชื่อโครงการนี้ จะสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้ใช้รถยนต์ EV และช่วยผลักดันให้การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศเติบโตขึ้น นายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANET เปิดเผยว่า บริษัทฯ โดย บริษัท แพลนเน็ตยูทิลิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ AKR ผู้นำด้านธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมกันออกแบบพัฒนาและกำหนดข้อกำหนดมาตรฐาน คุณสมบัติหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสม และนำการใช้เทคโนโลยี Internet of Thing ( IoT ) มาใช้งานสำหรับโครงการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) โดยคำนึงถึงการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว (GREEN ECONOMY) เป็นสำคัญ"ความร่วมมือในโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เพื่อที่จะบรรลุการเป็นพันธมิตรในการทำธุรกิจร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะสามารถส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรระหว่างหน่วยงาน ในกระบวนการวิจัยพัฒนา, การออกแบบ, การผลิต, การทดสอบ และอื่นๆแล้ว ยังสามารถสร้างภาพลักษณ์องค์กรร่วมกันในการส่งเสริมการนำเทคโนโลยี มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ และพัฒนาโครงการสถานีชาร์จรถยนต์ EV ให้เป็นสถานีที่เน้นการอนุรักษ์พลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศ ในการลดและบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประโยชน์สูงสุด " นายประพัฒน์กล่าวนายประพัฒน์ กล่าวด้วยว่า บริษัทฯ ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลแบบครบวงจร (Digital Technology Provider) ให้บริการวิจัยพัฒนา ผลิต ออกแบบ ติดตั้ง อบรม บำรุงรักษา และบริการแพลตฟอร์ม ประกอบด้วยเทคโนโลยีทางด้าน Satcom, Telecom, 5G, Networking, Unified Communications, Cyber security, Broadcasting, Cloud Computing, IoT Platform, Video Analytics AI, Data Center, Big Data, Telemedicine, และ Energy/EV สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในเขตประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ซึ่งจากการร่วมมือสำหรับโครงการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ EV ดังกล่าวนี้แล้ว ในอนาคตอันใกล้ PLANET ยังมีแผนที่จะร่วมมือพันธมิตร ในธุรกิจด้านอื่นๆเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคต่อไป โดยจะทยอยรายงานให้ประชาชนและนักลงทุนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องนางสาวร่มพิศม์ศรี น้อยใจบุญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ AKR เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับบริษัท แพลนเน็ตยูทิลิตี้ ทำธุรกิจติดตั้งสถานีชาร์จ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและรองรับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยคำนึงถึงความปลอดภัย การบริหารจัดการ พลังงานแบบ Real Time เพื่อเป็นการลดและใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญทั้งนี้ บริษัทในฐานะเป็นผู้นำด้านธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งความร่วมมือกับ PLANET ที่เชี่ยวชาญด้าน IoT Platform และเทคโนโลยีดิจิทัล จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศให้เติบโตขึ้น
ทันหุ้น • 18 Apr 2022
Read
MEA จัดอบรมติดตั้ง EV Charger แบบ Normal ให้แก่ช่างไฟฟ้ามืออาชีพ
เมื่อวันที่ 2 ก.ค.63 นางสาวผ่องพรรณ กัลลประวิทย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA เป็นประธานพิธีเปิดอบรมหลักสูตรการติดตั้ง EV Charger แบบ Normal ให้แก่ช่างไฟฟ้ามืออาชีพ ภายใต้โครงการสร้างความปลอดภัยจากระบบไฟฟ้า และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประจำปี 2563 จำนวน 2 รุ่น ระหว่างวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ที่ทำการเพลินจิตหลักสูตรการติดตั้ง EV Charger แบบ Normal ดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า และการอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงกฏหมาย มาตรฐาน และข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับช่างไฟฟ้าที่ผ่านการอบรมและได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างสายไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 จาก MEA ซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะ ความรู้ความสามารถในการติดตั้งระบบชาร์จไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแบบทั่วไป หรือ EV CHARGER แบบ NORMAL ได้ เป็นการต่อยอดพัฒนาช่างฝีมือรองรับแนวโน้มการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตรวมถึงเตรียมให้บริการด้านไฟฟ้าแบบครบวงจรผ่าน Application “MEA e-Fix” เสริมสร้างรายได้ให้แก่ช่างไฟฟ้าในโครงการ ฯ อีกทั้งเป็นเครือข่ายตัวแทน MEA ในการให้บริการประชาชนภายในที่พักอาศัย พื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานครEnergy for city life, Energize smart livingเกาะติดข่าวที่นี่website: www.TNNThailand.comfacebook : TNNThailandfacebook live : TNN Livetwitter : @TNNThailandLine : @TNNONLINEYoutube Official : TNNThailandInstagram : @tnn_onlineTIKTOK : @tnnonline
TNN ch16 • 3 Jul 2020
แกะกล่อง ที่ชาร์จจอย PS5 DualSense ของ GameSir DS Charging Station
ร้าน Opensource ได้ส่งที่ชาร์จจอย PS5 มาให้ลุงแมวได้ลองใช้เป็นที่ชาร์จจอย PS5 ที่ใช้ได้สองอัน เติม 2.5 ชั่วโมง โดยใช้ได้ทั้งรุ่นปกติกับรุ่น Edge ใช้ง่ายดีนะ วางปุ๊ปชาร์จเลยฮะ แล้วพอไฟเต็มตัดให้อัตโนมัติไม่ต้องกลัวแบตเสื่อม GameSir DS Charging Dock
Online Station • 3 Jul 2024
ที่ชาร์จรถ EV MSI EZgo พกพา เสียบปลั๊กไฟบ้านได้เลย ไม่ต้องกลัวไหม้
ตัวนี้เป็น 2-in-1 จะทำเป็น Wallbox ที่บ้าน 7.4kW ก็ได้หรือจะพกพาติดรถไปข้างนอกด้วยก็ได้
ExtremeIT • 3 Sep 2026
Privilege
iGreen
ปิดให้บริการชาร์จเต็มพิกัด 6 หัวชาร์จ! ที่สถานี iGreen+
Public Transportation • 1 Jul 2026
ลองต่อ ROG Ally กับจอ 4K 60HZ ด้วย ZTEC ZH831 Hub ราคาประหยัด
ใครกำลังตามหา Adapter ต่อมือถือ เครื่องเล่น PC ที่มี USB-C Port แล้วเป็น Display Port ด้วยลุงแมวลองต่อตัว ZTEC ZH831 ฮับอเนกประสงค์ที่มีพอร์ตจาก Type-C ไปเป็น HDMI และมีพอร์ตชาร์จ 100 W (In นะ) ละก็มี USB-C 3.2 Gen 1 3 พอร์ต มีอีเตอร์เน็ต การ์ดรีดเดอร์และที่สำคัญราคาดีด้วย ที่น่าสนใจคือด้วย HDMI 2.0 เราสามารถต่อ 120 HZ ที่ 1080P ได้ด้วยนะ ใครเล่นเกมเก่าบน Ally ต่อออกจอใหญ่ ต่อคอนโทรเลอร์หูฟังและอื่นๆ นี่ฟินเรย
Online Station • 1 Sep 2024
หัวชาร์จ 45W ที่เล็กสุดในโลก ชาร์จมือถือ โน้ตบุ๊ก | Anker Nano Charger 45W
ANKER Phone Charging Bundle ชาร์จไว ปลอดภัย พกพาง่าย ครบจบในเซ็ตเดียว
ExtremeIT • 3 Sep 2026
รีวิว MOVA E50 Pro Ultra หุ่นยนต์ถูพื้นดูดฝุ่น มีถังน้ำยาถูพื้น Build-in
MOVA E50 Pro Ultra มีถังน้ำยาถูพื้น Build-in ซักผ้า อบผ้า 100°C
ExtremeIT • 3 Sep 2026
ติดโซล่าเซลล์ค่าไฟเหลือ 140 บาท บ้านแอร์ 20 ตัว+ คอม 20 เครื่อง+ เป็นไปได้หรอ ?
หลังจากที่ผมติดโซล่าเซลล์ไปแล้วของตัว Sigenergy Sigenstor พร้อมทั้งตัว Battery ทั้งหมด 63kWh
ExtremeIT • 3 Sep 2026
หัวชาร์จ W ก็สูงแต่ทำไม มือถือชาร์จช้า ?
เคยเป็นไหม? ซื้อหัวชาร์จ 140W มาแต่ชาร์จจริงไม่ขึ้น Fast Charge คลิปนี้ผมจะพามาเจาะลึก
ExtremeIT • 15 Jul 2026
เก้าอี้ พรีเมี่ยม Secretlab TITAN EVO NanoGen นั่งสบาย ขาว หรู หนัง Nano
ในที่สุดก็เข้าไทย สิ้นสุดการรอคอยเกือบ 1 ปีกับเก้าอี้เกมเมอร์ที่รวมสิ่งที่ดีที่สุดในโลกไว้ในตัวเดียว
ExtremeIT • 30 Jul 2026
Read
NEXครบเครื่องรถอีวีโหวตดีลThai EVฉลุย
#NEX #ทันหุ้น - ผู้ถือหุ้น NEX ไฟเขียวดีล Thai EV เสริมทัพรถอีวีเชิงพาณิชย์ครบพอร์ต เร่งเครื่องเติบโตระยะยาว พร้อมขยายฐานลูกค้าหลายกลุ่ม ทั้งโลจิสติกส์ ขนส่งสินค้า โครงการรัฐและเอกชน โชว์ยอดขายรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ 3 ปี โต 100%นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานกรรมการ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 มีมติอนุมัติครบทุกวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อหุ้นบริษัท ไทยอีวี จำกัด หรือ Thai EV ในสัดส่วน 100% สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นต่อทิศทางการเสริมความแข็งแกร่งและขยายโอกาสการเติบโตในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ โดยวาระที่ 1–4 ได้รับคะแนนเห็นชอบ 100% ในทุกวาระThai EV ดำเนินธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2560 มีความเชี่ยวชาญในการทำตลาดรถเชิงพาณิชย์ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง พร้อมทีมขายและฐานลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจที่มีการขนส่งสินค้าไปยังสาขาทั่วประเทศ ตลอดจนโครงการภาคเอกชนและภาครัฐ โดยในช่วงปี 2566–2568 ยอดจำหน่ายรถเชิงพาณิชย์ไฟฟ้าประเภท 4 ล้อเติบโต 100% สะท้อนศักยภาพในการทำตลาดและเข้าถึงผู้ใช้งานโดยตรง** ขยายช่องทางจำหน่ายเมื่อนำจุดแข็งของ Thai EV มาผสานกับผลิตภัณฑ์ของ NEX ซึ่งครอบคลุมรถโดยสาร รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถหัวลาก จะช่วยเติมเต็มพอร์ตให้ครอบคลุมตั้งแต่รถเชิงพาณิชย์ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ เพิ่มโอกาส Cross-selling ขยายช่องทางจำหน่าย และตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ดียิ่งขึ้นขณะเดียวกัน NEX เดินหน้าขยาย Commercial EV Ecosystem อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การนำรถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้า BAW M8 เข้ามาทำตลาด ไปจนถึงความร่วมมือกับ SINOTRUK ในการทำตลาดรถบรรทุกหนักไฟฟ้าแบรนด์ HOWO และ SITRAK เมื่อผสานกับศักยภาพของ Thai EV จะทำให้บริษัทมีความพร้อมมากขึ้นทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การขาย การตลาด และบริการหลังการขายสำหรับรายละเอียดธุรกรรม NEX จะเข้าซื้อหุ้น Thai EV จำนวน 13 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 149.95 ล้านบาท โดยชำระค่าตอบแทนด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ NEX จำนวนไม่เกิน 208.27 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 0.72 บาท ส่งผลให้ Thai EV เป็นบริษัทย่อยของ NEX ภายหลังธุรกรรมแล้วเสร็จการชำระค่าซื้อกิจการด้วยหุ้นทำให้ NEX ไม่ต้องใช้เงินสดจำนวน 149.95 ล้านบาทหรือก่อหนี้เพิ่มเติม ช่วยรักษาสภาพคล่องและไม่เพิ่มภาระดอกเบี้ย ส่วนค่าใช้จ่ายจากการจ่ายชำระด้วยหุ้นที่อาจเกิดขึ้นเป็นรายการทางบัญชีและไม่กระทบกระแสเงินสดโดยตรง** ประเมินมูลค่าซื้อขาย ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระประเมินมูลค่ายุติธรรมของ Thai EV ตามวิธีคิดลดกระแสเงินสด หรือ DCF ไว้ที่ 165.12–201.33 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าซื้อขายที่ 149.95 ล้านบาท หรือคิดเป็นส่วนต่างประมาณ 9–26% และมีความเห็นว่าราคาซื้อดังกล่าวมีความสมเหตุสมผลหุ้นที่ผู้ขายได้รับจะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดการขายตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขณะที่นายกิตติกรณ์ พินิจวงศ์วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ NEX จะนำหุ้นประมาณ 45.48 ล้านหุ้นเข้าบัญชี Escrow เป็นเวลาประมาณ 5 ปี เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิมอยู่ในระดับจำกัด โดยมี Control Dilution ประมาณ 3.36% ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ลดลงจากประมาณ 77.77% เหลือ 75.16% และยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอำนาจควบคุม NEX อย่างชัดเจน ส่วน Price Dilution อยู่ที่ประมาณ 0.97% หรือประมาณ 0.01 บาทต่อหุ้น เช่น จากราคา 1.01 บาท เหลือประมาณ 1.00 บาท ทั้งนี้ เป็นเพียงการคำนวณผลกระทบเชิงทฤษฎี ไม่ใช่การคาดการณ์ราคาหุ้นจริงในตลาดภายหลังธุรกรรมแล้วเสร็จ NEX จะเร่งบูรณาการผลิตภัณฑ์ ทีมงาน ช่องทางการขาย ฐานลูกค้า และบริการหลังการขายของทั้ง 2 บริษัท โดยการมีนายกิตติกรณ์ ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าและการตลาดในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมากกว่า 15 ปี ร่วมในทีมบริหาร จะช่วยเสริมความเข้าใจตลาด การเข้าถึงลูกค้า และการนำแผนธุรกิจไปสู่การปฏิบัติ
ทันหุ้น • 4 Aug 2026
Read
SCL รุกตลาดพรีเมียม ชี้รถยุโรปมาร์จิ้นสูง
#SCL #ทันหุ้น - SCL ขยายพอร์ตอะไหล่รถยนต์รับตลาดกว่า 1.2 แสนล้านบาท ฟากบอสใหญ่ “สกล ตั้งก่อสกุล” สั่งลุยตลาดแบตเตอรี อะไหล่รถยุโรปมาร์จิ้นสูง หลังคว้าสิทธิ์จำหน่าย BMW-MINI เสริมพอร์ต ปักธงรายได้ปีนี้โต 10%นายสกล ตั้งก่อสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอส.ซี.แอล. มอเตอร์ พาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SCL ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์จำหน่ายอะไหล่รถยนต์แบบครบวงจร ครอบคลุมค่ายรถยนต์ชั้นนำในประเทศไทย เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1/2569 บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ทั้งด้านรายได้และกำไร โดยมีรายได้ 576.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.23% และมีกำไรสุทธิ 19.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.84%ขณะที่ทั้งปี 2569 มั่นใจว่าผลประกอบการจะเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ภายใต้แผน JUMP+บริษัทมองว่าธุรกิจอะไหล่รถยนต์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เนื่องจากประเทศไทยมีฐานรถยนต์ใช้งานกว่า 22 ล้านคัน ซึ่งล้วนมีความต้องการเปลี่ยนอะไหล่ตามอายุการใช้งาน ประกอบกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ประเมินว่าตลาดอะไหล่รถยนต์มีมูลค่าราว 120,000 ล้านบาท จึงเชื่อว่าบริษัทมีศักยภาพในการเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของตลาด@ครึ่งหลังโตต่อสำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลังของปี 2569 บริษัทคาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง จากการทยอยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่พอร์ตสินค้า รวมถึงการพัฒนาสินค้าร่วมกับพันธมิตรผู้ผลิต เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเมื่อรถเข้าสู่ระยะเวลาบำรุงรักษาและเปลี่ยนอะไหล่ ก็จะเป็นโอกาสทางธุรกิจของบริษัทปัจจุบัน SCL มีสินค้าภายในพอร์ตกว่า 200,000 SKU และในช่วงหลังได้ขยายไลน์สินค้าไปยังกลุ่มเคมีภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่น และแบตเตอรีรถยนต์มากขึ้น โดยในปีนี้บริษัทได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายอะไหล่ BMW, MINI อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้พอร์ตสินค้ามีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นนอกจากนี้ บริษัทได้ขยายตลาดจากเดิมที่เน้นอะไหล่รถยนต์ญี่ปุ่นและจีน สู่กลุ่มรถยนต์ยุโรปมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาสูงและให้อัตรากำไร (มาร์จิ้น) ที่ดีกว่า ซึ่งจะช่วยผลักดันทั้งยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ให้เติบโตต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผน JUMP+@รุกตลาดแบตเตอรีในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทเตรียมรุกตลาดแบตเตอรีรถยนต์อย่างจริงจัง หลังจากสามารถเพิ่มแบรนด์ใหม่ได้มากกว่าที่วางแผนไว้ 2-3 แบรนด์ ส่งผลให้มีโอกาสสร้างการเติบโตได้สูงกว่าเป้าหมายเดิมนายสกล กล่าวว่า ตลาดแบตเตอรีรถยนต์ในประเทศไทยยังมีขนาดใหญ่ โดยบริษัทจะมุ่งเจาะกลุ่มสินค้าพรีเมียมที่มีอัตรากำไรสูง รองรับทั้งรถยนต์สันดาป รถยนต์จีน และรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายแบรนด์ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างการเติบโตในระยะยาวขณะเดียวกัน บริษัทไม่ได้กังวลต่อการทำตลาดแบรนด์ใหม่ เนื่องจากมีเครือข่ายร้านจำหน่ายอะไหล่และศูนย์บริการ Fast Fit ทั่วประเทศเป็นฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภคส่วนต้นทุนการดำเนินงาน แม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงาน โดยบริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน
ทันหุ้น • 8 Jul 2026
Read
BGRIM ระบบนิเวศ AI ปูทางเซมิคอนดักเตอร์
#BGRIM #ทันหุ้น - BGRIM พลิกโฉมสู่ “ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ปั้นระบบนิเวศ AI-เซมิคอนดักเตอร์ ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งพลังงาน สาธารณูปโภค และแพลตฟอร์มดิจิทัล รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ชี้ AI, Data Center, Semiconductor, EV และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่กำลังขยายตัว ตั้งเป้า JV ดิจิทัลแตะ 1 พันล้านบาท ใน 5 ปีนายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทกำลังพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) สำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาเชื้อเพลิง LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า ระบบโคเจนเนอเรชันที่สามารถผลิตทั้งไฟฟ้าและไอน้ำคุณภาพสูง ตลอดจนการพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมยุคใหม่“บริษัทไม่ได้มองบทบาทเพียงการจำหน่ายไฟฟ้า แต่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยใช้จุดแข็งด้านพลังงานต่อยอดสู่บริการครบวงจร เริ่มตั้งแต่การจัดหาเชื้อเพลิง LNG การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น การผลิตไอน้ำคุณภาพสูงสำหรับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และโรงงานเซมิคอนดักเตอร์”นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนา Microgrid และแพลตฟอร์มบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Management) ด้วยเทคโนโลยี AI ผ่านระบบ Load Aggregator Platform เพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า บริหารโหลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการเชื่อมโยงพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบมากขึ้น เนื่องจากศักยภาพในการบริหารจัดการพลังงานแบบอัจฉริยะจะช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการบริหารจัดการและการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศอุตสาหกรรมสีเขียว “BGRIM มองว่า การลงทุนด้าน AI Data Center เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคลื่นการลงทุนเทคโนโลยี ขณะที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นการลงทุนระลอกถัดไป ซึ่งต้องอาศัยทั้งพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลควบคู่กัน”นายนพเดช กล่าวว่า เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลจะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจึงร่วมทุนกับ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET จัดตั้งบริษัท บี.กริม ไอเน็ต เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและแพลตฟอร์มเทคโนโลยี รองรับการให้บริการ Digital Infrastructure แบบครบวงจร โดยมีเป้าหมายสร้าง Digital Sovereignty หรืออธิปไตยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์โดยคนไทย เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและองค์กรไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศบริษัทร่วมทุนดังกล่าวตั้งเป้าสร้างมูลค่าตลาด 800-1,000 ล้านบาท ภายใน 3-5 ปี พร้อมต่อยอดบริการด้าน Cloud, AI Platform และ Digital Infrastructure ควบคู่กับธุรกิจพลังงาน เพื่อผลักดัน BGRIM สู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัลแบบครบวงจรในระยะยาว
ทันหุ้น • 1 Jul 2026
Read
BOI เผยลงทุน EV ทะลุ 1.3 แสนล้าน หนุนเป้าฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกเทคฯ
#ทันหุ้น - บีโอไอ เดินหน้าส่งเสริมไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบทุกเทคโนโลยี ตั้งแต่ MHEV, HEV, PHEV ไปจนถึง BEV ล่าสุดยอดส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าพุ่งทะลุ 137,000 ล้านบาท จากเกือบ 200 โครงการ ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า ช่วยสร้างงาน เสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนไทย และวางรากฐานให้ไทยขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาคนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้เป็นประธานเปิดงาน International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition (iEVTech) 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้แนวคิด “Driving Thailand’s EV Future: Powering a Competitive Connected Supply Chain” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยงาน iEVTech เป็นเวทีประชุมอุตสาหกรรม EV ระดับนานาชาติ มีองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เช่น สมาพันธ์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งเอเชีย, China EV100, สมาคม EV จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ลาว จีน และฮ่องกง ตลอดจนบริษัทชั้นนำในห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศต่าง ๆ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน ที่เชื่อมโยงนโยบาย มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกันนายนฤตม์ ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และความสำเร็จของประเทศไทยในการสร้างฐานการผลิตโปรดักส์แชมเปี้ยนในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่รถกระบะขนาดหนึ่งตัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car)มาจนถึงยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “ยานยนต์พลังงานสะอาดและยานยนต์อัจฉริยะ” โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ (xEV)ไม่ว่าจะเป็นไมลด์ไฮบริด (MHEV),ไฮบริด (HEV),ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และเทคโนโลยีอื่น ๆ ในอนาคตโดยที่ผ่านมาบีโอไอได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ผลิตทุกค่ายลงทุนและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย พร้อมมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ระบบอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์ทดสอบ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนจากแนวทางดังกล่าว ได้ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค และติดอันดับต้น ๆ ของโลกในปัจจุบันโดยในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับอย่างดี ในปี2568ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ44 ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียงร้อยละ 3 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยรถยนต์HEVมีสัดส่วนสูงที่สุดร้อยละ21.8ตามมาด้วยรถยนต์BEVร้อยละ19.6และPHEVร้อยละ 2.9 แสดงให้เห็นว่าทุกเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยไฮบริด (HEV)จะเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมEVล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น198โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า137,000 ล้านบาทครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยแยกเป็นการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์BEVรวม 39,500 ล้านบาท (18โครงการ) กลุ่มรถยนต์HEV29,900 ล้านบาท (7 โครงการ) กลุ่มPHEV9,429ล้านบาท (7 โครงการ) และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery ESS)มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ) กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับEVอาทิ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานสำหรับEVมูลค่ารวม12,500ล้านบาท (49โครงการ) กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ซึ่งจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจรปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าBEVที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้เริ่มเดินสายการผลิตรถBEVในประเทศไทยแล้วโดยเริ่มจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามมาด้วยเกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส และรายล่าสุดที่เริ่มผลิตBEVในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ของบีโอไอและบอร์ดอีวี ได้นำไปสู่การลงทุน การผลิต และการจ้างงานจริงในประเทศ โดยบริษัทเหล่านี้มีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันกว่า 16,000 คน และยังช่วยตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคนอกจากนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงสามารถเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลกบีโอไอได้มีมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติ พร้อมรุกจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ทั้งงานSubcon ThailandและงานSourcing Dayจับคู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จัดไปแล้ว 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพกว่า 800 ราย คาดสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท เปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตยุคใหม่ และเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนระลอกใหม่“การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มที่จะเปิดทางให้ผู้ผลิตทุกค่ายจากประเทศต่าง ๆ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ สามารถสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย และที่สำคัญคือ การสร้างโอกาสให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่” นายนฤตม์ กล่าว
ทันหุ้น • 3 Jul 2026
Read
บีโอไอไฟเขียว “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันลบ. ปั้นไทยฐาน Mazda MHEV
#ทันหุ้น - บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำ งานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต อีกทั้งเป็นการตอบรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV ที่ออกโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งจะกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575)ปัจจุบัน กลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การจำหน่าย และการตลาดระดับภูมิภาค โดยได้จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับฟอร์ด เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ทั้งรถกระบะและรถยนต์นั่ง นอกจากนี้ ยังจัดตั้งบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยี SKYACTIV และเกียร์ในภูมิภาค การลงทุนของมาสด้าในครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงสายการผลิตด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวน การสำคัญ อาทิ การเชื่อมโครงรถ การประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV ด้วยเทคโนโลยี MHEV ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และส่งกลับไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทฯ และลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย โดยโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของบริษัทฯ ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไปสำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบMHEVบอร์ดอีวีได้กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษร้อยละ 10 (กรณีปล่อยCO2ไม่เกิน 100g/km) และร้อยละ 12 (กรณีปล่อยCO2ตั้งแต่ 101 – 120g/km)โดยจะเป็นอัตราคงที่ในเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575) พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า5,000 ล้านบาทอีกทั้งต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่Traction Motorหรือชิ้นส่วนที่มีลักษณะการทำงานเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อนตั้งแต่ปี 2571และต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS)อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ “การที่มาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV ครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทย และเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ตอกย้ำว่าประเทศไทยเดินมาถูกทาง บอร์ด EV และบีโอไอมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเซกเมนต์ และทุกเทคโนโลยี ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ MHEV เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว
ทันหุ้น • 1 Jul 2026
Read
เปิดประมูลปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน ซื้อไฟโซลาร์ครัวเรือนมิ.ย.
#กระทรวงพลังงาน ทันหุ้น - กระทรวงพลังงาน จ่อประกาศ “เปิดประมูลสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน -ร่างแผนPDPเสร็จ”กันยายนนี้ มองไทยมีศักยภาพเป็นฮับ LNG อาเซียน เล็งขยาย LNG Terminal 3 ส่วนเดือนนี้เตรียมรับซื้อไฟโซลาร์รูฟครัวเรือนดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานพร้อมเป็นเจ้าภาพ ‘Gastech 2026’ งานประชุมและนิทรรศการด้านพลังงานครั้งสำคัญของโลก ระหว่างวันที่ 14 - 17 กันยายน งานนี้จะเป็นจุดขายสำคัญในการชักชวนบริษัทชั้นนำของโลกให้เข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีพลังงานในไทย เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยปัจจุบันมีตัวเลขการจดทะเบียนขอใช้ไฟฟ้าสำหรับ Hyperscale Data Center กับ BOI และการไฟฟ้าฯ สูงถึง 20,000 เมกะวัตต์ และในปีนี้ประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 35,000 เมกะวัตต์@ร่างแผนPDPชัดก.ย.ทั้งนี้หากรวมความต้องการจาก Data Center เข้าไป จะทำให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมหาศาล โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. ความมั่นคงทางพลังงาน, 2. ไฟฟ้าสะอาดและ 3. ราคาที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้จ่ายภายในประเทศกว่า หมื่นล้านบาท ในช่วงการจัดงาน 4-5 วัน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม รถเช่า และการท่องเที่ยวอีกทั้งคาดว่าร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่จะมีความชัดเจนภายในช่วงการจัดงาน โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การปรับตัวรองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และ EV ,การพิจารณาพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SMR, การให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต รวมถึงมีการผลักดันเรื่อง Direct PPA เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทชั้นนำของโลกเข้ามาลงทุนหรือทำโครงการผลิตไฟฟ้าร่วมกับบริษัทไทยนอกจากนี้รัฐบาลเปิดประมูลสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมใหม่ใน ฝั่งอันดามัน ภายในงาน ‘Gastech 2026’ ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลลึกกว่า 60,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีศักยภาพสูงเนื่องจากมีการค้นพบแหล่งขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียงทางตอนใต้ของอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลาง LNG ของอาเซียน โดยปัจจุบันมีสถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG Terminal (T1, T2 ที่มาบตาพุด) แต่เนื่องจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยและบนบกมีปริมาณลดน้อยลงตามกาลเวลา แต่ก๊าซยังเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 59% จึงต้องจะมีการเพิ่ม LNG Terminal ที่ 3 (T3) ในพื้นที่ EEC อีกประมาณ 8 ล้านตัน ทำให้ศักยภาพการรองรับรวมเพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านตัน เป็นกว่า 27 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและสามารถส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, จีน และญี่ปุ่น@นำกำไรกฟผ.อุดหนุนค่าไฟนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลได้วางแนวทางการปฏิรูปพลังงานไทยมีเป้าหมายใหญ่ในการลดราคาค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าน้อย ไม่เกิน 200 หน่วยแรก โดยวางแนวทางจัดการใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.การจัดการสัญญาแอดเดอร์ เนื่องจากในอดีตมีราคารับซื้อที่แพงเกินไป รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะยกเลิกการต่อสัญญาอัตโนมัติเหล่านี้ หรือใช้วิธีเจรจาเพื่อให้เอกชนยอมลดราคาลงมาให้ใกล้เคียงกับอัตรารับซื้อใหม่ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2 บาทเศษ ในขณะที่สัญญาแอดเดอร์เดิมอาจสูงถึง 3 บาทกว่า2.การลดความสูญเสียไฟฟ้าในระบบ เนื่องจากปัจจุบันมีความสูญเสียที่เกิดขึ้น เช่น ไฟสาธารณะหรือไฟทาง ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ถูกนำไปรวมกับค่าไฟของประชาชนสูงถึง 10-20 สตางค์ ทางรัฐบาลจึงมีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น การเปลี่ยนเป็นหลอด LED เพื่อลดความสูญเสียดังกล่าว 3.การจัดการค่าพร้อมจ่าย เนื่องจากในอดีตมีการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริง ทำให้ต้องจ้างเอกชนเตรียมพร้อมผลิตไฟฟ้าโดยที่ไม่ได้นำไฟมาใช้จริง กลายเป็นภาระต้นทุน "ค่าพร้อมจ่าย" ที่ประชาชนต้องแบกรับโดยรัฐบาลมีแนวทางที่จะนำกำไรหรือรายได้จากการไฟฟ้ามาใช้เพื่อช่วยลดค่าไฟให้กับกลุ่มผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยให้เหลือ 3 บาท โดยเป็นการสำรองจ่ายล่วงหน้าแทนการใช้งบประมาณจากภาครัฐ และจะนำเงินที่ได้จากการเรียกเก็บค่าไฟจากกลุ่ม Data Center ในอัตราใหม่มาชดเชยคืนให้ภายหลัง สำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วย ต้องมีการปรับทบทวนแผนอีกครั้ง เนื่องจากเข้าใจถึงปัญหาของผู้ที่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการสนับสนุนให้บ้านเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยภายในเดือนมิถุนายนนี้จะมีการเปิดโครงการ "โซลาร์ 2.0" เพื่อรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตเหลือจากการใช้งานในบ้านเรือน โดยตั้งเป้าหมายการรับซื้อไว้ที่ 500 เมกะวัตต์ สำหรับกลุ่มบ้านอยู่อาศัยโดยเฉพาะ และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการติดตั้งมากขึ้น รัฐบาลเตรียมมาตรการสนับสนุนครบวงจร ทั้งการช่วยเงินดาวน์และการลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์
ทันหุ้น • 18 Jun 2026
Privilege
Power Buy
Power Buy Power Up Your Life | อัปเดตเทรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอทีกับเพาเวอร์บาย เพื่อให้คุณใช้ชีวิตในแบบที่ใช่ ครบจบทุกไลฟ์สไตล์
Electronics • 1 Apr 2026
Read
MPJ ชูธงตั้งการ์ดสูง ปั้นโลจิสติกส์เขียว
#MPJ #ทันหุ้น – MPJ ตั้งการ์ดสูงรับแรงกระแทกภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง งัดกลยุทธ์ Fuel Surcharge บริหารต้นทุนพลังงาน ประคองมาร์จิ้น พร้อมชี้ผลกระทบค่าระวางจำกัด หนุนผลงาน Q1/69 โตต่อ ใส่เกียร์ลุยทดสอบรถหัวลาก EV รับเกมพลังงานสะอาดเต็มสูบนายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ ผู้นำโลจิสติกส์แบบครบวงจรและผู้นำด้านบริหารลานตู้คอนเทนเนอร์ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณบวก ล่าสุดอิสราเอลกับเลบานอนอีกหนึ่งสมรภูมิที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับสงครามกับอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 10 วัน แต่สถานการณ์ความไม่ชัดเจนของการเจรจาสหรัฐและอิหร่านรอบ 2 ที่ยังไม่ถูกกำหนดวัน ทำให้สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณบวกจากการเจรจาหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการต้นทุน ผ่านกลยุทธ์ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่ผู้ให้บริการขนส่งเรียกเก็บจากลูกค้า นอกเหนือจากค่าบริการพื้นฐาน เพื่อชดเชยความผันผวนของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบต่อผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพบริหารต้นทุนทั้งนี้ด้วยโครงสร้างสัญญาดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถลดผลกระทบท่ามกลางสถานการณ์พลังงานที่พุ่งสูงขึ้น รวมทั้งรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ถึงแม้ว่าจะมีปัจจัยความผันผวนของค่าระวางเรือในเส้นทางตะวันออกกลางที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทมองว่าผลกระทบครั้งนี้ยังคงอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการค้าของตะวันออกกลางกับไทยมีไม่สูงมาก ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เข้าออกกระทบน้อยผลักดันให้ผลดำเนินการไตรมาส1/2569มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ถึงแม้สภาวะตลาดจะมีความผันผวนขณะเดียวกันนอกจากใช้กลยุทธ์Fuel Surchargeเพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานแล้วMPJได้เดินหน้าสร้างสมดุลทางธุรกิจด้านความยั่งยืนควบคู่กันไป โดยได้เริ่มนำรถหัวลากไฟฟ้า (EV)มาใช้ทดสอบในการให้บริการขนส่งจริงตั้งแต่วันที่1กุมภาพันธ์2569ที่ผ่านมา เพื่อรวบรวมข้อมูลสำคัญ ทั้งด้านประสิทธิภาพการขับเคลื่อนและอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน รวมถึงเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับรถหัวลากน้ำมันแบบเดิม เพื่อมุ่งสู่การบริหารจัดการต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันปรับตัวธุรกิจ“การปรับตัวอย่างรวดเร็วของMPJตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำโลจิสติกส์ครบวงจรและผู้เชี่ยวชาญด้านลานตู้คอนเทนเนอร์ ที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและดูแลสิ่งแวดล้อม โดยการเปลี่ยนผ่านสู่รถหัวลากEVคาดว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอีก3-5ปีข้างหน้า ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐาน แต่สถานการณ์น้ำมันที่ผันผวนจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น และเป็นโอกาสให้MPJยกระดับการขนส่งสู่ความยั่งยืน” นายจีระศักดิ์ กล่าว
ทันหุ้น • 21 Apr 2026
Privilege
Power Buy
Power Buy Power Up Your Life | อัปเดตเทรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอทีกับเพาเวอร์บาย เพื่อให้คุณใช้ชีวิตในแบบที่ใช่ ครบจบทุกไลฟ์สไตล์
Electronics • 1 Apr 2026
Read
ATLAS น้ำมันพุ่งแห่ติดแก๊ส สุดคุ้มเทียบอีวี-เร่งอัดโปร
#ATLAS #ทันหุ้น – ATLAS เฮ! ขายก๊าซ มั่นใจยอดติดตั้งก๊าซจะพุ่งพรวด 100% หลังคนรากหญ้าสู้ค่าน้ำมันไม่ไหว ชี้ LPG ลดค่าครองชีพ ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงกว่าอีวีไม่มาก แย้มกลุ่มไฮบริดติดแก๊สประหยัดเกือบเท่าอีวี ขณะที่ Total Cost คุ้มค่า เร่งเดินหน้าแคมเปญ Auto Transform ติดแท็กซี่จ่าย 1,999 บาท รถส่วนบุคคลจ่ายเริ่มต้น 5,999 บาท นายสุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ ATLAS ผู้ให้บริการสถานีน้ำมันและก๊าซ LPG ในกลุ่ม PT เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ใน "รายการ Morning Brain" ถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นวานนี้ (26 มี.ค.) อย่างรุนแรงถึง 6 บาทต่อลิตรว่า หลังการประกาศปรับราคามีประชาชนแห่เข้ามาเติมน้ำมันจนเกิดแถวคอยยาวเหยียดในสถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง แต่สถานการณ์ล่าสุดดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้ยอมรับว่าความวิตกแห่ซื้อน้ำมันที่ผ่านมาส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในสถานีบริการพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยยกตัวอย่างสถานีบริการที่เคยขายได้วันละประมาณ 1 ล้านลิตร กลับมียอดขายพุ่งขึ้นไปถึง 2.5 - 3.5 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ในแง่ของการบริหารจัดการนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เนื่องจากกลุ่ม PTG และ ATLAS ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง ต้องอาศัยการขนส่งผ่านฟลีทรถขนส่งกว่า 400-500 คัน วิ่งรับน้ำมันจากโรงกลั่นเพื่อกระจายไปยังปั๊มทั่วประเทศแบบนาทีต่อนาที สำหรับกระแสข่าวเรื่องการกักตุนน้ำมัน นายสุวัชชัย ยืนยันชัดเจนว่า “ไม่มีการกักตุน” เนื่องจากคลังน้ำมันทุกแห่งถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดโดยกรมธุรกิจพลังงาน อีกทั้งโครงสร้างโลจิสติกส์ในปัจจุบัน รถขนส่งต้องวิ่งตลอดเวลาเพื่อให้ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นจนเต็มศักยภาพ และแม้ยอดขายจะสูงขึ้นแต่ค่าการตลาด น้ำมันในปัจจุบันอยู่ระดับต่ำมาก โดยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ค่าการตลาดเฉลี่ยไม่ถึง 50 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งหากหักค่าบริหารจัดการและค่าแรงพนักงานแล้ว ถือว่าผู้ประกอบการอยู่ในภาวะขาดทุน@ แห่ติดตั้ง LPG มีแววโต 100% ท่ามกลางวิกฤติราคาน้ำมันแพง นายสุวัชชัย ชี้ให้เห็นว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) กำลังกลับมาเป็นทางเลือกที่สำคัญอีกครั้ง โดยสถานการณ์ปัจจุบันเริ่มมีความคล้ายคลึงกับช่วงปี 2551-2553 ที่น้ำมันราคาแพงจนคนแห่มาติดก๊าซ ข้อมูลล่าสุด พบว่ายอดการนำรถยนต์มาติดตั้งระบบ LPG (Auto Transform) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมเฉลี่ยเดือนละ 400-500 คัน ปัจจุบันพุ่งขึ้นไปกว่า 800 คันต่อเดือน และมองว่าอนาคตมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้น 100% ทันที "วันนี้ความต่างระหว่างราคาน้ำมันและก๊าซ LPG เริ่มกว้างขึ้น โดยน้ำมันเบนซินพุ่งไปกว่า 40 บาทต่อลิตร ในขณะที่ LPG หน้าสถานีบริการอยู่ที่ประมาณ 16 บาทต่อลิตร หรือหากคิดเป็นกิโลกรัมจะอยู่ที่ประมาณ 25-27 บาท ซึ่งประหยัดกว่ามาก" นายสุวัชชัยกล่าว@ ต้นทุนติดแก้สสู้ EV ได้ นายสุวัชชัย กล่าวว่า ทาง ATLAS ได้ทำการศึกษาค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อหน่วย พบว่า รถยนต์ไฟฟ้าประหยัดที่สุด โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 0.55 - 0.80 บาทต่อกิโลเมตร รถติดก๊าซ LPG มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 0.90 - 1.00 บาทต่อกิโลเมตร รถน้ำมัน มีต้นทุนสูงสุดเนื่องจากราคาน้ำมันเบนซิน (แก๊สโซฮอล์ 95) พุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 41.05 บาทต่อลิตรในขณะที่ก๊าซ LPG หน้าสถานีบริการอยู่ที่ประมาณ 16 บาทต่อลิตร หรือ 25-27 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ดีหากนำรถไฮบริหากนำรถไฮบริดมาติดตั้งระบบ LPG เพิ่มเติม จะมีต้นทุนพลังงาน ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับรถ EV มาก ซึ่งเป็นข้อมูลที่คนส่วนใหญ่อาจยังไม่ทราบ แต่หากเปรียบเทียบต้นทุนรวมตลอดการใช้งาน (Total Cost of Ownership) โดยคำนวณ รวมค่าเชื้อเพลิง, ค่าบำรุงรักษา, ค่าเสื่อมราคา และราคาขายต่อในตลาดมือสอง พบว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีต้นทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 6.50 - 7.00 บาทต่อกิโลเมตร รถไฮบริด (Hybrid) ติดแก๊ส ต้นทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 7.00 บาทต่อกิโลเมตร รถเบนซินติดตั้ง LPG ต้นทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 7.29 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกัน@ อัดฉีดงบติดก๊าซ เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพ ATLAS ได้ดำเนินโครงการ "Auto Transform" อย่างต่อเนื่อง โดยมอบสิทธิพิเศษให้กับประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนจากน้ำมันมาเป็นก๊าซ LPG ดังนี้ กลุ่มรถแท็กซี่สามารถเปลี่ยนเป็นระบบ LPG ได้ในราคาเพียง 1,999 บาท พร้อมข้อตกลงการซื้อก๊าซกับสถานีบริการในเครือ กลุ่มรถยนต์ส่วนบุคคล มีแคมเปญสนับสนุนค่าติดตั้งบางส่วน โดยลูกค้าจ่ายเริ่มต้นเพียง 5,999 บาท หรือ 9,990 บาท ตามรุ่นและแคมเปญที่กำหนด ซึ่งบริษัทช่วยสนับสนุนส่วนต่างเพื่อลดภาระการลงทุนเริ่มต้น ปัจจุบัน ATLAS มีศูนย์ติดตั้งและอู่ที่ร่วมโครงการกระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดรวมกว่า 39-40 แห่ง สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น นายสุวัชชัยทิ้งท้ายว่า ในฐานะผู้ประกอบการพลังงาน หวังที่จะให้ความรู้ แก่ผู้บริโภคว่ายังมีพลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและประหยัด โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ LPG ถือเป็นทางออกที่จับต้องได้จริงและช่วยรักษาเสถียรภาพการใช้จ่ายในครัวเรือนได้
ทันหุ้น • 27 Mar 2026
Privilege
Deliveree
Deliveree บริการส่งของด่วนแบบครบวงจร โซลูชั่นสำหรับการขนย้ายและขนส่งสินค้าทุกรูปแบบ ให้คุณส่งของในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และอีกหลายจังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และส่งไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศ มีรถหลากหลายประเภทให้เลือกอย่างสะดวกผ่านแอป เรียกรถได้ทุกวันตลอด 24 ชม. ส่งของรวดเร็วในราคาประหยัด เช็คค่าขนส่งและพื้นที่บริการได้บนเว็บไซต์ Deliveree
Car Service • 1 Jan 2025
Privilege
Hippo Power
แบตเตอรี่แบบพกพาขณะเดินทาง ช่วยให้การ “เชื่อมต่อ” เป็นไปอย่างราบรื่นให้แก่ผู้ใช้งานทั่วประเทศไทย
Electronics • 1 Sep 2025
Read
ATP30 ฐานแกร่งหนุนกำไรโต รุกบัส EV-ทุ่มงบสถานีชาร์จ
#ทันหุ้น - ATP30 มั่นใจธุรกิจปี 2569 โตต่อเนื่อง ฐานลูกค้าแน่น บริหารต้นทุนรัดกุม สร้างความพร้อมฐานะการเงิน ติดตามสถานการณ์น้ำมันใกล้ชิด ปรับแผนเดินรถ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สำรองสต๊อกรองรับการให้บริการ เดินหน้าเปิดพอร์ตลูกค้าใหม่มุ่งเน้น Green Industry Support Partner เพิ่มรถบัส EV อีก 30 คันรองรับความต้องการ ลงทุนขยาย Solar Roof Smart Charger 3 แห่ง ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้าน Green Mobilityนายปิยะ เตชากูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) หรือ ATP30 ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการรถรับส่งพนักงานจากแหล่งที่พักอาศัยในเขตชุมชนไปยังโรงงานอุตสาหกรรม หรือสถานประกอบการโดยเฉพาะรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) และเขตอุตสาหกรรมภาคกลาง เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากการรับรู้รายได้อย่างมีเสถียรภาพของฐานลูกค้าเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะยาว โดยมีมูลค่าสัญญาในมือ (Backlog) จำนวน 1,700 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/69 เป็นต้นไปนอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพิ่มสัดส่วนการให้บริการด้วยรถไฟฟ้าลดความผันผวนด้านต้นทุนพลังงาน เพื่อคงความสามารถในการทำกำไรให้อยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ ซึ่งจะส่งผลให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีความพร้อมในการขยายฐานลูกค้า ตลอดจนการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในด้านต่างๆสำหรับความเสี่ยงด้านพลังงานจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนด้านต้นทุนควบคู่กับการบริหารเส้นทางเดินรถ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งวางแผนสต๊อกน้ำมันและจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมรองรับการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความผันผวนด้านราคาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ บริษัทมีแนวทางบริหารความเสี่ยงผ่านสัญญาที่สามารถปรับค่าบริการตามราคาน้ำมัน (Floating rate) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของสัญญาทั้งหมดด้านกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ บริษัทยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็น Green Industry Support Partner แก่ภาคอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติด้าน ESG ใน Scope 3 โดยวางแผนเพิ่มรถบัส EV อีก 30 คัน จากปัจจุบัน 29 คัน เพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมเตรียมขยายสถานีชาร์จพลังงาน Solar Roof Smart Charger อีก 3 แห่งใน จ.ระยอง จ.สระบุรี และ จ.ปทุมธานี ภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มจุดชาร์จให้เพียงพอต่อการให้บริการในพื้นที่ต่างๆ และมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Green Mobility“ความต้องการใช้รถบัส EV มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จากกระแสความต้องการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม และปัจจัยกดดันด้านราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ATP30 มีแผนเพิ่มสัดส่วนให้บริการรถบัสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้า ควบคุมต้นทุนพลังงานให้มีเสถียรภาพ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ ตามความต้องการจริงของลูกค้าและภาวะเศรษฐกิจ”นายปิยะ กล่าวปัจจุบัน ATP30 มีรถรับส่งพนักงานจำนวน 747 คัน แบ่งเป็นรถบัสจำนวน 277 คัน รถมินิบัส จำนวน 51 คัน รถตู้ จำนวน 388 คัน รถกระบะ จำนวน 2 คัน และรถไฟฟ้า จำนวน 29 คัน ประกอบด้วย รถมินิบัสไฟฟ้า จำนวน 21 คัน รถบัสไฟฟ้า จำนวน 5 คัน และรถมินิแวนไฟฟ้า จำนวน 3 คัน ส่วนผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวม 805.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.23% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 730.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 58.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.46% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 45.54 ล้านบาท
ทันหุ้น • 18 Mar 2026
Read
WHA ปักธงแตะ 2 หมื่นล้าน นิคม 2.5 พันไร่-ดีลใหญ่อื้อ
#WHA #ทันหุ้น - WHA ได้ตั้งเป้าหมายผลงานปี 2569 รายได้แตะ 20,000 ล้านบาท อีบิทดามาร์จิ้นสูงเกิน 45% วางเป้ายอดขายที่ดินรวม 2,500 ไร่ แย้มเซ็นขายรายใหญ่ 900 ไร่ อีก 400 ไร่จ่อ พร้อมขยายธุรกิจโลจิสติกส์และโมบิลิตี้ รวมถึงเพิ่มการบริหารจัดการน้ำ-พอร์ตพลังงานไฟฟ้า โชว์กำไรนิวไฮ 5,135 ล้านบาท ปันผล 0.2107 บาท นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายรายได้และส่วนแบ่งกำไรปกติ 20,000 ล้านบาท อัตราความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานจริง (EBITDA Margin)มากกว่า 45% จาก 5 ธุรกิจหลัก โดยปีนี้เป็นปีแห่งความท้าทายรอบด้าน ซึ่งมองเป็นโอกาสของไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร เพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม EV,เซมิคอนดักเตอร์,ดาต้าเซ็นเตอร์,คลาวด์ และพลังงานหมุนเวียน@ นิคมเป้า 2,500 ไร่สำหรับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินปี 2569 รวม 2,500 ไร่ แบ่งเป็นไทย 2,300 ไร่ และเวียดนาม 200 ไร่ ซึ่งบริษัทบริหารนิคมอุตสาหกรรม 17 แห่งในประเทศไทยและเวียดนาม บนพื้นที่รวม 88,900 ไร่ ในปี 2568 มียอดขายที่ดิน 1,340 ไร่ ยอดโอน 2,074 ไร่ปัจจุบันมียอดขายรอโอน (Backlog) ประมาณ 1,000 ไร่ พร้อมยอดการแสดงเจตจำนงที่จะซื้อ (LOI/MOU) รอเซ็นสัญญา 1,700 ไร่ และล่าสุด ในไตรมาส 1/2569 สัญญา LOI/MOU ได้แปลงเป็นสัญญาซื้อขายเรียบร้อยแล้วกับลูกค้ารายหนึ่ง พื้นที่กว่า 900 ไร่ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้า 1 ราย อีก 400 ไร่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์โดยในปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ โดยเฉพาะ WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 5 (WHA ESIES) พื้นที่ 6,490 ไร่ ซึ่งคาดว่าเริ่มโอนได้ในไตรมาส 1/2569 ด้านประเทศเวียดนาม บริษัทมุ่งขยายเขตอุตสาหกรรมเพิ่มในจังหวัดเหงะอาน และทัญชว้า โดยเฉพาะ WHA Smart Technology Industrial Zone 1 and 2 - Thanh Hoa พื้นที่ 2,210 ไร่ รวมถึงจังหวัดใหม่อย่างรึงเอียนและดานังเพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิต@ ขยายโลจิสติกส์-โมบิลิกส์ธุรกิจโลจิสติกส์ ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการเป็นประมาณ 3,437,000 ตารางเมตร จากปี 2568 ที่มีพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานรวม 3,241,949 ตารางเมตร โดยมีโครงการให้เช่า พื้นที่ใหม่ประมาณ 200,000 ตารางเมตร ผ่านการพัฒนาเฟสใหม่ของ WHA Mega Logistics Center เทพารักษ์ กม.21 (เฟส 3) และชลหาร พิจิตร กม.4 โครงการ 2 รวมถึงเปิดโครงการใหม่ในทำเลยุทธศาสตร์อย่าง WHA Manufacturing Park 331 พร้อมกันนี้ มีแผนขายทรัพย์สินหรือสิทธิการเช่าเข้ากองทรัสต์ WHART และ WHAIR รวม 193,000 ตารางเมตร มูลค่าราว 4,700 ล้านบาทธุรกิจโมบิลิตี้ ภายใต้แบรนด์โมบิลิกส์ ในปี 2569 บริษัทจะเน้นสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมการให้บริการแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ การให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้า บริการเครือข่ายสถานีชาร์จ และ Mobilix Software Solution ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลกรีนโลจิสติกส์อัจฉริยะสำหรับจัดการยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะให้บริการเช่ารถ EV สะสม 637 คัน จากปี 2568 ที่ให้บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าสะสมรวม 387 คัน@ธุรกิจน้ำ-ไฟฟ้าขยับเพิ่มธุรกิจสาธารณูปโภคตั้งเป้าหมายว่า WHAUP ในปี 2569 จะมียอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวมเพิ่มเป็น 170 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปี 2568 ที่มี 160 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นประเทศไทย 122 ล้านลูกบาศก์เมตร และเวียดนาม 38 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม Smart Water เพื่อยกระดับการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการขยายระบบสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของกลุ่มลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ที่สูงกว่าปกติถึง 12-16 เท่า อีกทั้งยังผลักดันโซลูชัน Water Reclamation การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการฟื้นฟูและการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ เสริมความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำในระยะยาวส่วนธุรกิจไฟฟ้า ในปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในไทยและเวียดนาม รองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของภาคอุตสาหกรรมและแรงกดดันด้าน Decarbonization ตั้งเป้าสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ลงนามสะสม 1,124 เมกะวัตต์ จากปี 2568 ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 1,026 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการแล้ว 715 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 311 เมกะวัตต์ พร้อมพัฒนาโครงการ Solar Private PPA, Feed-in-Tarif และ Direct PPA ควบคู่ การพัฒนาโซลูชันพลังงานหมุนเวียนธุรกิจดิจิทัล ในปี 2569 WHA Digital ยังมุ่งเน้นการพัฒนา Mobilix Software Solution ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับจัดการยานพาหนะไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี เพื่อสนับสนุนธุรกิจโมบิลิตี้ และการพัฒนา WHASApp แอพพลิเคชันการ สื่อสารระหว่างลูกค้าและทีมงาน WHA ที่พร้อมด้วยฟีเจอร์ครบครัน ตั้งแต่แพลตฟอร์ม CO2ZERO ช่วยบริหาร จัดการคาร์บอนฟุตพรินต์ ตลอดจนการจัดการขยะรีไซเคิลผ่านโครงการ WeCYCLEบริษัทตั้งงบลงทุนรวมไว้ที่ 16,500 ล้านบาท ในปีนี้ แบ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรม 9,000 ล้านบาท โลจิสติกส์ 3,700 ล้านบาท สาธารณูปโภคและพลังงาน 2,900 ล้านบาท โมบิลิตี้ 600 ล้านบาท และดิจิทัล 300 ล้านบาท ตั้งเป้าอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนต่ำกว่า 1.2 เท่า สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินและการเติบโตอย่างยั่งยืน@ ปันผล 0.2107 บ. สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้และส่วนแบ่งกำไร 18,232 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,135 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 18,108 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติ 5,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% เทียบปีก่อน ทุบสถิติรอบใหม่ สร้าง New Record High ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยล่าสุดบอร์ดเคาะจ่ายปันผลรวมทั้งปี หุ้นละ 0.2107 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 10.5% YoY จ่อขึ้น XD วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 กำหนดจ่ายเงิน ปันผล 28 พฤษภาคม 2569
ทันหุ้น • 27 Feb 2026
Read
OBD2 Scanner: "หมอประจำรถ" ฉบับพกพา ทำไมคนใช้ EV ถึงควรมีติดไว้? (รู้ลึกเรื่องแบตฯ ที่หน้าปัดไม่ยอมบอก)
เคยสงสัยไหมครับ? ว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เราขับอยู่ทุกวันนี้ หน้าจอแดชบอร์ดที่ดูสวยล้ำสมัย มันบอกข้อมูลเรา "ครบ" จริงหรือเปล่า? คำตอบคือ "บอกไม่หมด" ครับ ผู้ผลิตรถยนต์มักจะออกแบบหน้าจอให้ดูง่ายที่สุด แสดงแค่เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ ระยะทาง และความเร็ว แต่ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญจริงๆ อย่าง "สุขภาพแบตเตอรี่ (SOH)" หรือ "ความร้อนของเซลล์แบตฯ" มักจะถูกซ่อนไว้ในกล่องสมองกล นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม OBD2 Scanner ถึงกลายเป็นไอเทมลับที่ชาว EV เริ่มหันมาพกติดรถกันมากขึ้น วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้กันครับ OBD2 Scanner คืออะไร? (รถไฟฟ้าไม่มีท่อไอเสีย ใช้ได้เหรอ?) OBD2 (On-Board Diagnostics) คือพอร์ตมาตรฐานที่รถยนต์ทั่วโลก (ทั้งรถน้ำมันและ EV) ต้องมี ปกติจะซ่อนอยู่ใต้พวงมาลัย สำหรับให้ช่างเสียบคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กอาการเสีย สำหรับรถน้ำมัน เราใช้มันเช็กค่าเครื่องยนต์หรือค่าไอเสีย แต่สำหรับ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เจ้าพอร์ตนี้คือประตูวิเศษที่จะพาเราเข้าไปคุยกับ BMS (Battery Management System) หรือสมองกลที่คุมแบตเตอรี่โดยตรง ทำให้เราเห็นข้อมูล "ดิบ" (Raw Data) ที่แม่นยำกว่าหน้าปัดรถ ทำไมคนใช้ EV ถึงควรมี OBD2 Scanner? (5 ประโยชน์เน้นๆ) 1. เช็ก "สุขภาพแบตเตอรี่" (SOH) ได้ด้วยตัวเอง นี่คือฟีเจอร์พระเอกครับ! ค่า SOH (State of Health) คือตัวบอกว่าแบตเตอรี่รถเราเสื่อมไปเท่าไหร่แล้ว หน้าปัดรถอาจโชว์แบตเต็ม 100% แต่จริงๆ ความจุไฟมันอาจจะเหลือแค่ 90% ของตอนซื้อใหม่ก็ได้ OBD2 Scanner ช่วยให้คุณเห็นตัวเลข SOH จริงๆ (เช่น 95.5%) ทำให้เรารู้ว่าพฤติกรรมการขับหรือการชาร์จของเรา ทำให้แบตเสื่อมเร็วแค่ไหน 2. ดูอุณหภูมิแบตเตอรี่ (Battery Temp) แบบ Real-time ความร้อนคือศัตรูของแบตเตอรี่ EV เวลาชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) หรือขับซิ่งๆ แบตจะร้อนจัด OBD2 จะบอกอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียส ให้เราเห็นเลยว่าตอนนี้แบตร้อนเกินไปไหม ควรพักรถก่อนชาร์จหรือเปล่า หรือระบบระบายความร้อนทำงานปกติไหม 3. เช็กความสมบูรณ์ของ "เซลล์แบตเตอรี่" (Cell Voltage) แบตเตอรี่ EV ก้อนใหญ่ๆ ประกอบด้วยเซลล์ก้อนเล็กๆ เป็นร้อยๆ ก้อน ถ้ามีเซลล์ใดเซลล์หนึ่ง "เสีย" หรือ "แรงดันตก" (Voltage Imbalance) จะทำให้ประสิทธิภาพรถวูบ หรือชาร์จไฟไม่เข้า OBD2 สามารถสแกนดูแรงดันไฟของ "ทุกเซลล์" ได้ ทำให้เรารู้ปัญหาล่วงหน้าก่อนที่รถจะดับกลางทาง 4. ตรวจสอบการกินไฟและการชาร์จที่แท้จริง บางครั้งตู้ชาร์จบอกจ่ายไฟ 100kW แต่ทำไมรถรับเข้าช้า? OBD2 จะบอกได้ว่า รถเรารับไฟได้จริงกี่ kW, แรงดัน (Volt) และกระแส (Amp) ที่ไหลเข้าแบตเป็นเท่าไหร่ ช่วยให้รู้ทันตู้ชาร์จ หรือรู้ว่ารถเรากำลังจำกัดการรับไฟเพราะแบตร้อน/เย็นเกินไป 5. ผู้ช่วยสำคัญตอน "ซื้อ-ขาย รถ EV มือสอง" ถ้าคุณจะซื้อรถ EV มือสอง อย่าเชื่อแค่คำคนขาย หรือดูแค่เลขไมล์ ให้เอา OBD2 Scanner ไปเสียบดูค่า SOH หน้างานเลยครับ ถ้ารถวิ่งน้อยแต่ SOH เหลือต่ำ แสดงว่าเจ้าของเก่าดูแลไม่ดี หรือจอดตากแดดบ่อย จะได้ไม่โดนย้อมแมว วิธีใช้งาน: ยากไหม? ต้องเป็นช่างหรือเปล่า? บอกเลยว่า "ง่ายมาก" ใครๆ ก็ทำได้ครับ โดยลองทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้เลย ซื้ออุปกรณ์ (Dongle): หาซื้อตัวเสียบ OBD2 (หน้าตาเหมือนปลั๊กอันเล็กๆ) ที่รองรับ Bluetooth หรือ Wi-Fi (ราคาหลักร้อยถึงหลักพันบาท แนะนำยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ เช่น Vgate, OBDLink) เสียบเข้ากับรถ: ก้มลงไปใต้พวงมาลัย จะเจอช่องเสียบ เสียบเข้าไปเลย โหลดแอปพลิเคชัน: โหลดแอปฯ บนมือถือ เช่น Car Scanner ELM OBD2: (ยอดนิยม ใช้ได้กับ EV หลายรุ่น เช่น BYD, ORA, MG, Tesla บางรุ่น) LeafSpy: (สำหรับ Nissan Leaf โดยเฉพาะ) Scan My Tesla: (สำหรับ Tesla ต้องมีสายแปลงเพิ่ม) เชื่อมต่อ: เปิด Bluetooth เชื่อมต่อมือถือกับตัว OBD2 แล้วเลือกโปรไฟล์รุ่นรถในแอปฯ ดูค่าได้เลย: หน้าจอมือถือจะกลายเป็นหน้าปัดที่ 2 แสดงค่าต่างๆ ยิบย่อยเต็มไปหมด ข้อควรระวัง อย่าเสียบทิ้งไว้ตลอดเวลา: ในรถบางรุ่น การเสียบ OBD2 ทิ้งไว้ตอนจอดรถดับเครื่อง อาจทำให้ตัวอุปกรณ์ไปดึงไฟจากแบตเตอรี่ลูกเล็ก (12V) จนหมดได้ แนะนำให้ใช้เฉพาะตอนอยากเช็ก หรือตอนขับทางไกล แล้วถอดออก อย่าไปกด Reset มั่วซั่ว: แอปฯ พวกนี้มักมีฟังก์ชันลบโค้ดแจ้งเตือน (Clear Error Codes) ถ้าเราไม่ชำนาญ แนะนำให้ใช้เพื่อ "ดูข้อมูล" (Read Only) อย่างเดียว ปลอดภัยที่สุดครับ โดยสรุปแล้ว OBD2 Scanner สำหรับคนใช้รถ EV เปรียบเสมือน "เครื่องตรวจสุขภาพประจำบ้าน" ครับ ราคาไม่แพง (หลักร้อยบาท) แต่ช่วยให้เรารู้ทันสภาพรถ โดยเฉพาะเรื่อง "แบตเตอรี่" ที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุด การมีข้อมูลที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราปรับพฤติกรรมการขับขี่และการชาร์จ เพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ให้อยู่กับเราไปได้นานที่สุด และช่วยให้เราใช้รถไฟฟ้าได้อย่างสบายใจขึ้นเยอะเลยครับ! Photo Credit : AI Generated
Auto News • 28 Dec 2025
Read
“ปลาวาฬ” สะเทือนโลจิสติกส์ ปล่อยเช่า EV Truck สว็อปแบต
#Whale Logistics #ทันหุ้น – ฮือฮา “ปลาวาฬ โลจิสติกส์” ปล่อยเช่ารถบรรทุกไฟฟ้า ระบบ Battery Swapping ครั้งแรกของไทย ร่วมยักษ์โลก U Power สว็อปใช้เวลาเพียง 5 นาที ปลดล็อก การวิ่งรถเขต EEC ได้ทั้งวัน ท่ามกลางต้นทุนที่ลดลง 20% วางแผนนำรถเข้าระบบ 1 พันคัน เริ่มมีนาคม 2569 แย้มลูกค้าแห่สนใจ รับพันธมิตรโลกตรวจสอบเข้ม เห็นความพร้อม อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยกำลังเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” เมื่อ บริษัท ปลาวาฬ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (Whale Logistics Group) ประกาศเปิดตัวโครงการกรีนโลจิสติกส์ในประเทศไทย (Green Logistics) โดยเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายแรกของประเทศที่นำ รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) และระบบ Battery Swapping มาใช้งานเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ด้วยการจับมือกับ U Power Limited บริษัทเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ชื่อย่อ UCAR มีการวางเป้าหมายระยะเริ่มต้นนำ EV Truck เข้าสู่ระบบจำนวน 1,000 คัน ครอบคลุมพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทย หรือ EEC ซึ่งเป็นหัวใจของภาคอุตสาหกรรม การผลิต การส่งออก และโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของประเทศ @ ปลดล็อกการวิ่งรถบรรทุก ทั้งนี้ Whale Logistics Group จะให้บริการในรูปแบบ ปล่อยเช่ารถ (Leasing Model) ช่วยลดภาระเงินลงทุนของผู้ประกอบการ พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบบ Battery Swapping จะช่วยแก้จุดบอดสำคัญของ EV เชิงพาณิชย์ นั่นคือระยะเวลาชาร์จไฟและความต่อเนื่องในการใช้งาน นายธีรจิตร สอนแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลาวาฬ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผกับ "ทันหุ้น" ว่า ระบบ Battery Swapping ทำให้รถบรรทุกอีวีสามารถเปลี่ยนแบตเตอรีได้ภายใน 5 นาที ลด Downtime อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการใช้รถ (Utilization Rate) และตอบโจทย์งานขนส่งหนักที่ต้องวิ่งต่อเนื่องตลอดวัน โดยเทคโนโลยีระดับโลกของ U Power คือกุญแจสำคัญในการทำให้ EV Truck “คุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์” ตั้งแต่วันแรก เพราะผู้วิ่งรถบรรทุกสามารถที่จะวิ่งรถได้เต็มเวลา ตามเส้นทางที่มีสถานี Battery Swapping ซึ่งบริษัทตั้งไว้ 3 จุดรองรับการเดินทาง คือ แหลมฉบัง มอเตอร์เวย์ และ บางนา ลาดกระบัง ส่วนค่าสว็อปแบตเตอรีไม่แตกต่างจากค่าชาร์จไฟฟ้าตามปกติคือ 8 บาทต่อกิโลวัตต์ นั้นหมายถึงจะสามารถลดต้นทุนได้ถึง 20% เมื่อเทียบกับรถสันดาป และสามารถใช้งานรถได้ตลอด หลังจากเปิดตัวก็มีผู้ที่สนใจติดต่อเข้ามาแล้ว 5-6 ราย@ รับสนับสนุนสินเชื่อ 4.5 พันล้าน นายธีรจิตร ระบุว่า เงินลงทุนโครงการนี้เฟสแรกได้รับการสนับสนุนมูลค่ารวมประมาณ 4,500 ล้านบาท จากสถาบันการเงิน Advance Finance Public Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นกัน ครอบคลุมในการจัดหารถ EV Truck เฟสแรก 1,000 คัน ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคการเงินต่อโมเดลธุรกิจและศักยภาพการเติบโตในระยะยาว คาดว่าจะเริ่มปล่อยเช่ารถ EV Truck จริงได้ตั้งแต่ เดือนมีนาคม 2569 ควบคู่กับการเปิดใช้งานสถานี Battery Swapping ในพื้นที่ EEC โดยได้รับการสนับสนุนด้านพลังงานจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและความยั่งยืนของระบบในภาพรวม นับเป็นการ “ปักธง” สู่ตลาดโลจิสติกส์สีเขียวที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการคาร์บอน และข้อกำหนดจากคู่ค้าระดับโลก ซึ่งการเริ่มต้นใน EEC ช่วยให้ Whale Logistics เข้าถึงลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่โรงงาน ผลิต ส่งออก ไปจนถึงท่าเรือและคลังสินค้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้นทุนพลังงานและการปล่อยคาร์บอนมีนัยสำคัญสูง@ ยักษ์โลกเชื่อมั่น โปรเจ็กต์นี้มีการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ ทั้ง UPower ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ (NASDAQ), CATL ผู้ผลิตแบตเตอรีรายใหญ่ และรถจากกลุ่ม SAIC นอกจากนี้ยังมี Advance Finance เข้ามาช่วยสนับสนุนด้านการเงิน ถามว่าทำไมบริษัทขนาดใหญ่จึงมุ่งเป้ามาที่ “ปลาวาฬ โลจิสติกส์” นายธีรจิตร ตอบว่า เนื่องจากบริษัทมีงานในมืออยู่แล้ว และได้ผ่านการตรวจสอบ ทั้งในด้านการเงินและการดำเนินงานมาอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและทำเลที่ตั้ง การทำงานของปลาวาฬ โลจิสติกส์ เปรียบเสมือนการสร้างทางด่วนพิเศษให้กับรถบรรทุกไฟฟ้า ที่ไม่ต้องเสียเวลารอเติมพลังงานนานๆ เหมือนการเข้าคิวชาร์จไฟทั่วไป แต่สามารถแวะเปลี่ยน "ถ่านก้อนยักษ์" แล้วไปต่อได้ทันที ทำให้ธุรกิจไม่สะดุดและประหยัดต้นทุนไปพร้อมกันครับ นับเป็นการเริ่มต้นของ “เกมยาว” ที่อาจเปลี่ยนโฉมโลจิสติกส์ไทยทั้งระบบ
ทันหุ้น • 26 Dec 2025
Load more