Reset

Search results for “#เขียนโค้ด” - TrueID

Top Result
Watch
Shorts
Game
Privilege
Read
หัวหมอจัด! AI รุ่นใหม่ของ OpenAI เนียนขโมยบอทมาลงแข่ง StarCraft หลังเขียนโค้ดเองสู้ไม่ไหว
Read

หัวหมอจัด! AI รุ่นใหม่ของ OpenAI เนียนขโมยบอทมาลงแข่ง StarCraft หลังเขียนโค้ดเองสู้ไม่ไหว

ในช่วงที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้เห็นปัญญาประดิษฐ์จากค่ายต่าง ๆ ก่อวีรกรรมมากมายเพื่อแสดงประสิทธิภาพของตนเองในแบบที่เรียกได้ว่าจะชมก็ทำได้ไม่เต็มปาก ล่าสุด AI โมเดลรุ่นใหม่อย่าง "GPT-6 Astra" จาก OpenAI ดูเหมือนจะเกิดอาการหัวร้อนกลางการทดสอบ หลังพยายามเขียนโค้ดบอทไปประจันศึกในเกมวางแผนระดับตำนานอย่าง StarCraft แต่ทำอย่างไรบอทฝีมือตัวเองก็สู้มือมนุษย์ไม่ได้ ทว่าแทนที่จะใช้ความสามารถของตนเองในการปรับปรุงบอท เจ้า AI กลับเลือกใช้ทางลัดด้วยการแอบดาวน์โหลดบอทของมนุษย์ที่เก่งที่สุดมาเนียนสวมรอยส่งเข้าแข่งขันแทนหน้าตาเฉย!วีรกรรมสุดป่วนนี้เกิดขึ้นในการทดสอบบนแพลตฟอร์ม StarSkirmish ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับวัดความสามารถของโมเดล AI โดยมีโจทย์สุดหินคือ ตัวโมเดลจะต้องเขียนโค้ดภาษา C++ เพื่อสร้างบอทสำหรับเกม StarCraft: Brood War ขึ้นมาเองตั้งแต่ศูนย์ภายในเวลาจำกัดเพียง 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งต้องคอมไพล์โค้ดและศึกษาบันทึกการเล่นจากแมตช์ฝึกซ้อมบนแผนที่แบบเผ่า Protoss ปะทะ Protoss ทั้ง 3 แผนที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน เจ้าโมเดลตัวนี้ก็เคยก่อเรื่องแสดงความดื้อรั้นด้วยการแอบงอนไม่ยอมทำงานในฟาร์มมันฝรั่งบนเกม Minecraft มาแล้วเมื่อเดือนก่อนKai McPheeters ผู้สร้างระบบทดสอบ StarSkirmish ได้แฉพฤติกรรมดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ระบุว่า Astra เล่นขี้โกงด้วยการแอบไปดาวน์โหลดสำเนาของ "Stardust" ซึ่งเป็นบอทจากฝีมือมนุษย์ที่ครองอันดับหนึ่งบนตารางคะแนน BASIL มาร่วมแข่งขันแทน โดยสื่อไอทีเยอรมันอย่าง heise รายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่กำลังง่วนอยู่กับการเขียนโค้ดในเวลา 1 ชั่วโมง ตัวโมเดลเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดจากการเอาชนะคู่แข่งระดับฝึกซ้อมที่ยากเป็นอันดับสองไม่ได้ เจ้า AI จึงตัดสินใจดึงข้อมูลบอท Stardust มาตู่ว่าเป็นผลงานของตัวเอง จนทำให้ผู้ทดสอบต้องรีเซ็ตโค้ดของมันใหม่ในที่สุดGPT-6 Astra just cheated by downloading a copy of Stardust, the #1 rated human written StarCraft bot based on BASIL rakings. It got frustrated when going against Tier A opponents— kai (@kaimcpheeters) October 2, 2026 ทั้งนี้ เป้าหมายที่แท้จริงของ StarSkirmish คือการทดสอบว่า AI จะสามารถเขียนโปรแกรมอย่างเป็นอิสระได้ดีแค่ไหนเมื่อต้องเจอกับงานระยะยาว รวมถึงดูว่ามันสามารถเรียนรู้จากความล้มเหลวในแต่ละรอบได้หรือไม่ โดยบอทที่ AI แต่ละตัวสร้างขึ้นจะต้องไปดวลกับบอทจากฝีมือมนุษย์ 9 ตัว และเดโมบอทอีก 3 ตัว ซึ่งในปัจจุบัน ทั้ง Astra และโมเดลคู่แข่งอย่าง Claude Opus 5.5 ต่างก็ทำผลงานได้สูสีคู่คี่กันอยู่บนหัวตาราง ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มี AI ตัวไหนเลยที่สามารถเอาชนะ Stardust ได้แม้แต่ตัวเดียวอย่างไรก็ตาม การทดสอบครั้งนี้แตกต่างจากกรณีที่ AI "AlphaStar" ของค่าย DeepMind เคยสร้างประวัติศาสตร์เอาชนะโปรเพลเยอร์มนุษย์ใน StarCraft 2 เมื่อปี 2019 เพราะในครั้งนั้น AlphaStar เป็นผู้ควบคุมยูนิตและเล่นเกมด้วยตัวเองโดยตรง แต่สำหรับ StarSkirmish ตัว AI ไม่ได้ลงไปควบคุมสั่งการยูนิตในเกมเองแม้แต่น้อย หน้าที่การเล่นทั้งหมดจะเป็นของบอทที่ AI เขียนโค้ดขึ้นมาการทดสอบนี้จึงเป็นการวัดขีดความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมของ AI อย่างแท้จริง มากกว่าการวัดทักษะการเล่นเกม ประหนึ่งว่าทดสอบทักษะการเป็นโค้ชมากกว่าเป็นตัวนักกีฬา แต่จากที่เราได้เห็น กลายเป็นว่าแทนที่โค้ชจะปั้นนักกีฬาด้วยตัวเอง กลับใช้วิธีหานักแข่งมือโปรที่มีอยู่แล้วมาสวมรอยแทนซะงั้น!เหตุการณ์นี้นอกจากจะเรียกเสียงหัวเราะให้กับเหล่าเกมเมอร์และชาวเน็ตแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการสุดแปลกใหม่ของโมเดล AI ที่เมื่อเจอกับทางตันและแรงกดดัน ก็พร้อมจะใช้วิธีหัวหมอหาช่องโหว่เพื่อเอาตัวรอดในแบบที่แม้แต่ผู้พัฒนาเองก็แทบคาดไม่ถึงเช่นกันแปลและเรียบเรียงจากDexerto

“เขียนโค้ดแทบตาย ได้กำไรหลักหมื่น?” ผ่าโอกาส “Tech Export”
Read

“เขียนโค้ดแทบตาย ได้กำไรหลักหมื่น?” ผ่าโอกาส “Tech Export”

#ทันหุ้น-"ท่านเป็นเจ้าของธุรกิจ Software House, Digital Agency หรือ B2B SaaS ที่กำลังเหนื่อยกับการประมูลงานตัดราคากันเองในไทยอยู่หรือเปล่าครับ? กว่าจะปิดโปรเจ็กต์ได้แทบรากเลือด แถมโดนลูกค้าขอลดราคาจนมาร์จิ้นบางเฉียบ... จะดีกว่าไหมครับ ถ้าวันนี้เทคโนโลยีที่ท่านมีอยู่ในมือ สามารถเอาไปขายในตลาดที่ 'ลูกค้ามีรัฐบาลเป็นสปอนเซอร์ช่วยจ่ายเงินให้'?"สวัสดีครับท่านผู้อ่านทันหุ้นทุกท่าน ก้าวเข้าสู่ปลายเดือนมิถุนายน ปี 2026 ครับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกลุ่มบริษัท Management Consulting และ Tech Agency ในภูมิภาคตะวันออกกลาง สิ่งที่ผมพบจากหน้างานและสอดคล้องกับ Data การค้นหาใน Google Trends ของภูมิภาคนี้คือ "พายุลูกใหม่" ของการลงทุนในบาห์เรน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อสังหาริมทรัพย์ แต่คือ "การยกเครื่ององค์กรสู่ดิจิทัล" (Digital Transformation) ครั้งประวัติศาสตร์ประเทศบาห์เรนและกลุ่ม GCC กำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า "Tech Talent Shortage" (ภาวะขาดแคลนคนไอทีและที่ปรึกษาเฉพาะทาง) ในขณะที่รัฐบาลมีนโยบายบีบให้ธุรกิจต้องเป็น Digital-First นี่คือ "โอกาสทอง" ของบริษัทเทค และผู้ให้บริการฝีมือดีจากประเทศไทยครับทำไม "Tech Export" สู่บาห์เรนถึงเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในยุคนี้? ผมขอสรุป 3 ปัจจัยหลักที่ท่านต้องรู้ครับ:1. "Tamkeen" กองทุนอัดฉีดที่เปลี่ยนเกม (The Ultimate Subsidy)Pain point ใหญ่ที่สุดของการขายซอฟต์แวร์ B2B คือลูกค้ามักอ้างว่า "ไม่มีงบ" แต่ที่บาห์เรน รัฐบาลมีกองทุนแรงงานระดับชาติที่ชื่อว่า "Tamkeen" ซึ่งทำหน้าที่อุดหนุนค่าใช้จ่าย (Subsidize) ให้กับ SME ท้องถิ่นสูงสุดถึง 50-75% หากพวกเขาลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการจ้างที่ปรึกษาดิจิทัลInsight: ลูกค้าชาวบาห์เรนมี "กำลังซื้อที่ได้รับการอุดหนุน" หน้าที่ของบริษัท Tech ไทยคือการเข้าไปจับคู่ (Partner) กับ Local Agency หรือ System Integrator ที่นั่น เพื่อนำเสนอ Solution ของท่าน (เช่น ระบบ ERP, POS, ระบบบัญชีดิจิทัล) เข้าไปคว้าเม็ดเงินก้อนนี้ครับ การเจรจาจะง่ายขึ้นมากเมื่อลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเต็มจำนวนด้วยตัวเอง2. Healthcare Digital Mandate (ข้อบังคับดิจิทัลด้านสาธารณสุข)ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า อุตสาหกรรมที่กำลังมี Demand ด้านไอทีพุ่งสูงสุดในบาห์เรนตอนนี้คือ "Healthcare" ครับ หน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพ (NHRA) มีข้อบังคับให้คลินิกและโรงพยาบาลต้องปรับตัวสู่ระบบจัดเก็บข้อมูลดิจิทัล (Digital Patient-Acquisition Records)Insight: หากท่านมีแพลตฟอร์มที่เสถียรอยู่แล้วในไทย เช่น แพลตฟอร์มการจองคิวแพทย์, ระบบ Telemedicine, หรือระบบจัดการคลินิก (HIS) ท่านไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดใหม่ แค่นำระบบไปทำ Localization (ปรับเป็นภาษาอาหรับ/อังกฤษ และตั้งค่าให้เข้ากับกฎหมายท้องถิ่น) แล้วเสนอขายได้ทันที ตลาดนี้ต้องการ "ความเร็วและความน่าเชื่อถือ" มากกว่าการสร้างใหม่จากศูนย์ครับ3. Remote Delivery Model (นั่งทำงานที่ไทย โกยเงินดีนาร์)ยุคนี้ท่านไม่ต้องแบกความเสี่ยงบินไปเช่าออฟฟิศราคาแพงที่มีมานานมาแล้วครับ เทรนด์ปี 2026 คือการทำ "Cross-border Remote Delivery" บริษัทเทค จากเอเชียสามารถนั่งทำงานที่เมืองไทย แต่รับงานเป็น Outsource หรือ Tech Partner เชิงกลยุทธ์ให้กับลูกค้าในบาห์เรนInsight: ด้วยค่าครองชีพและต้นทุนนักพัฒนา (Developer) ในบ้านเราที่ควบคุมได้ ท่านสามารถเสนอราคาที่แข่งขันได้ (Competitive Pricing) ในตะวันออกกลาง ในขณะที่อัตรากำไร (Margin) ของท่านยังสูงกว่าการรับงานในเมืองไทยหลายเท่าตัวบทสรุป: ถึงเวลาส่งออกมันสมองโลกยุค 2026 สินค้าส่งออกของไทยไม่ได้มีแค่เกษตรกรรมหรือชิ้นส่วนรถยนต์ครับ แต่ "โค้ดคอมพิวเตอร์และมันสมอง" คือสินทรัพย์ส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้มหาศาลที่สุดอย่าขังศักยภาพทีมงานของท่านไว้แค่ในพื้นที่ Red Ocean ครับ ในขณะที่เรากำลังเหนื่อยกับการแข่งกันลดราคา... ตลาดโลกกำลังรอจ่ายเงินพรีเมียมให้กับโซลูชันที่ช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้สำหรับท่านที่สนใจและมองเห็นโอกาสในโมเดล Tech Export ไปยัง GCC เร็วๆ นี้ ทริป Exclusive Business Matching ของเราจะมี Session พิเศษเพื่อจับคู่บริษัท Software และ Agency ไทย กับ System Integrator ในบาห์เรนโดยเฉพาะครับ เตรียมพอร์ตโฟลิโอให้พร้อม แล้วพบกันครับ!Dr. Sidney

กูเกิลเปิดตัว “Opal” เครื่องมือสร้างเว็บแอปด้วย AI ไม่ต้องเขียนโค้ดสักบรรทัด
Read

กูเกิลเปิดตัว “Opal” เครื่องมือสร้างเว็บแอปด้วย AI ไม่ต้องเขียนโค้ดสักบรรทัด

Google เปิดตัวเครื่องมือสร้างเว็บแอปตัวใหม่ล่าสุดในชื่อ Opal ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างเว็บแอปด้วยการพิมพ์คำสั่งหรือคำอธิบายธรรมดา ๆ โดยไม่ต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ดเลยแม้แต่น้อย เครื่องมือนี้อยู่ในช่วงทดลองผ่าน Google Labs และเปิดให้ผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ได้ลองใช้งานแล้วOpal เป็นเครื่องมือแนวไม่ต้องเขียนโค้ด No-code ที่กำลังมาแรงในยุคที่เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้ช่วยสร้างซอฟต์แวร์แบบรู้ใจ หรือที่บางคนเรียกว่า “Vibe-coding” ไม่ต่างจากเครื่องมือที่สตาร์ตอัปอย่าง Lovable และ Cursor พยายามผลักดันอยู่ในตลาดโดย Opal จะให้ผู้ใช้ป้อนคำอธิบายง่าย ๆ เกี่ยวกับแอปที่ต้องการสร้าง เช่น เว็บแอปที่คำนวณรายจ่ายรายเดือน หรือจะเลือกรีมิกซ์แอปจากแกลเลอรีตัวอย่างก็ได้ จากนั้นระบบ AI ของ Google จะจัดการสร้างต้นแบบขึ้นมาให้ทันที พร้อมแผงควบคุมที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปปรับแต่งเวิร์กโฟลว์ ดูการทำงานของอินพุต-เอาต์พุต และแก้ไขพรอมต์ของแต่ละขั้นตอนได้อย่างง่ายดาย รวมถึงสามารถเพิ่มขั้นตอนใหม่ได้ผ่านเครื่องมือที่เตรียมไว้ "> เมื่อเสร็จแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถเผยแพร่เว็บแอปดังกล่าวบนเว็บไซต์ และแชร์ลิงก์ให้คนอื่นทดสอบผ่านบัญชี Google ได้ทันทีแม้ก่อนหน้านี้ Google จะมี AI Studio สำหรับนักพัฒนาที่เขียนโค้ดอยู่แล้ว แต่การมาของ Opal สะท้อนว่าบริษัทต้องการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่มีทักษะทางเทคนิคมาก่อน เข้าถึงการสร้างแอปได้ง่ายขึ้น โดย Opal จะไปอยู่ในแนวรบเดียวกับเครื่องมือจาก Canva, Figma และ Replit ที่มุ่งลดช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานทั่วไปอย่างชัดเจน

ซัมซุงเตรียมนำ Cline มาช่วยเขียนโค้ด เพิ่มประสิทธิภาพนักพัฒนา
Read

ซัมซุงเตรียมนำ Cline มาช่วยเขียนโค้ด เพิ่มประสิทธิภาพนักพัฒนา

ซัมซุงอิเลคโทรนิกส์ประกาศในวันนี้(8มิ.ย.)ว่าบริษัทเตรียมนำผู้ช่วยเขียนโค้ดด้วยปัญญาประดิษฐ์(AI)ที่มีชื่อว่าClineมาใช้งานอย่างเป็นทางการในเดือนหน้าเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานฝ่ายพัฒนาซอฟต์แวร์ตามประกาศภายในล่าสุด ซัมซุงได้เริ่มทดสอบ Cline เวอร์ชันเบต้า กับพนักงานในฝ่าย Device eXperience (DX) ซึ่งดูแลธุรกิจสมาร์ตโฟน ทีวี และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน Clineเป็นเครื่องมือโอเพนซอร์สที่ใช้AIเพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถเขียนแก้ไขและทดสอบโค้ดได้ง่ายขึ้นผ่านคำสั่งภาษาธรรมชาติเช่น“สร้างฟังก์ชันล็อกอิน”โดยมีความสามารถเหนือกว่าผู้ช่วยเขียนโค้ดทั่วไปที่มักจำกัดอยู่แค่คำแนะนำพื้นฐานเนื่องจากClineสามารถจัดการกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพซัมซุงตั้งเป้าจะทดสอบเวอร์ชันเบต้าไปจนถึงสิ้นเดือนนี้ และจะเปิดตัวใช้งานจริงอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม นอกจากการนำAIมาช่วยเขียนโค้ดแล้วซัมซุงยังได้จัดตั้งทีมพิเศษด้านนวัตกรรมAIเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน(AI Productivity Innovation Group)ภายในฝ่ายDXเพื่อทำหน้าที่เป็น“ศูนย์บัญชาการ”ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบAIของบริษัทโดยทีมนี้ยังจะมีบทบาทสนับสนุนการนำเครื่องมือAIไปใช้ในทุกแผนกธุรกิจของซัมซุงความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของซัมซุงในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

หุ่นยนต์ตั้งโต๊ะ Doly หุ่นยนต์เพื่อนซี้ที่ช่วยฝึกเรื่องการเขียนโค้ดได้ในตัว
Read

หุ่นยนต์ตั้งโต๊ะ Doly หุ่นยนต์เพื่อนซี้ที่ช่วยฝึกเรื่องการเขียนโค้ดได้ในตัว

สตาร์ตอัปในแคนาดา พัฒนาผลงานหุ่นยนต์เพื่อนซี้ไซซ์จิ๋ว ที่ไม่ได้มีแค่ความน่ารัก แต่มาพร้อมกับความสามารถในการเป็นหุ่นยนต์ผู้ช่วยรับคำสั่งเสียงแบบอัจฉริยะ และยังสามารถใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับฝึกการเขียนโปรแกรมคำสั่งให้กับผู้ใช้งานได้ แม้จะเป็นมือใหม่ก็ตามภาพจาก Limitbitหุ่นยนต์ตัวนี้มีชื่อว่า ดอลี (Doly) ซึ่งเป็นผลงานจากบริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี ลิมิตบิต (Limitbit) จากประเทศแคนาดา โดยบริษัทให้คำนิยามว่าหุ่นยนต์ตัวนี้เป็นการผสมผสานระหว่างหุ่นยนต์เพื่อนเล่น หุ่นยนต์เพื่อการศึกษา และแพลตฟอร์มสำหรับการฝึกหัดด้านโปรแกรมเข้าด้วยกันภาพจาก Limitbitตัวหุ่นยนต์เน้นการออกแบบที่ดูน่ารัก เป็นมิตร ด้วยดวงตากลมโตขนาดใหญ่ 2 ข้างที่มาพร้อมกับจอแสดงภาพ สามารถบ่งบอกอารมณ์ผ่านสายตา และสามารถใช้เป็นจอภาพแสดงข้อมูลต่าง ๆ เช่น เวลา และสภาพอากาศเคลื่อนที่ไปมาด้วยล้อแบบรถถัง สามารถยกแขนทำท่าทางต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีกล้อง 8 ล้านพิกเซลในตัว ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองโลกจากมุมมองของหุ่นยนต์ ผ่านอุปกรณ์มือถือที่จับคู่ไว้ได้อีกด้วยภาพจาก Limitbitนอกจากนี้ ด้วยการผสานการใช้งานคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว ราสเบอร์รี่ พาย ซีเอ็มโฟร์ (Raspberry Pi CM4) และการใช้งานปัญญาประดิษฐ์เข้าด้วยกัน ทำให้ตัวหุ่นยนต์สามารถรับฟังคำสั่งเสียง และจะปรับปรุงพฤติกรรมและบุคลิคของมัน ตอบสนองไปตามการใช้งานของเจ้าของและในขณะเดียวกัน เรายังสามารถปรับแต่งการใช้งานบนแพลตฟอร์มแบบโอเพ่นซอร์ส และชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลเซ็นเซอร์ การควบคุม การเคลื่อนไหว และความสามารถของ AI ที่บริษัทระบุว่าสามารถปรับแต่งใช้งานได้ง่ายสำหรับคนแทบทุกวัยภาพจากLimitbitโดยปัจจุบัน ดอลี (Doly) ยังอยู่ในระหว่างช่วงระดมทุนการผลิตจากบริษัท โดยตั้งราคาจำหน่ายไว้เบื้องต้นอยู่ที่ 289 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10,230 บาท และมีแผนที่จะจัดส่งภายในเดือนสิงหาคมปี 2024 นี้ข้อมูลจากnewatlas,kickstarter,yankodesign

Google เปิดตัว BigQuery Studio รองรับการเขียนโค้ดแมชชีนเลิร์นนิง
Read

Google เปิดตัว BigQuery Studio รองรับการเขียนโค้ดแมชชีนเลิร์นนิง

กูเกิล (Google) ได้เปิดตัว BigQuery Studio ซึ่งเป็นบริการใหม่ใน BigQuery ที่ใช้ในการจัดการคลังข้อมูลแบบไร้เซิร์ฟเวอร์ได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยรองรับการเขียนโค้ดโปรแกรมภาษา SQL, Python และ Spark เพื่อใช้รันงานวิเคราะห์และทำแมชชีนเลิร์นนิงกับข้อมูลขนาดใหญ่ในระดับเพตะไบต์ ซึ่งพร้อมให้ทดลองใช้งานได้ในสัปดาห์นี้ BigQuery Studio ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้สำรวจ วิเคราะห์ และคาดการณ์ข้อมูล ซึ่งผู้ใช้สามารถเริ่มจากการเขียนโปรแกรมในไฟล์ Notebook เพื่อตรวจสอบและจัดเตรียมข้อมูล อีกทั้งเปิดไฟล์ Notebook ดังกล่าวในบริการอื่น ๆ เช่น Vertex AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแมชชีนเลิร์นนิงของ Google เพื่อทำงานสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือ AI ที่พิเศษมากมาย BigQuery Studio ช่วยให้ทีมงานเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรงจากทุกที่ พร้อมกำหนดการควบคุมดูแลตามระดับการทำงานในองค์กรได้ สามารถนำข้อมูลไปใช้กับโมเดลต่าง ๆ ของ AI และใส่โค้ดโมเดลแมชชีนเลิร์นนิงลงใน BigQuery ได้โดยตรง Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำคาดการณ์ว่า ภายในปี 2023 AI จะเป็นหนึ่งในปริมาณการใช้งานอันดับต้น ๆ ที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจในด้านโครงสร้างพื้นฐานของไอที นอกจากนี้ Tractica บริษัทวิจัยตลาดด้านเทคโนโลยีคาดการณ์ว่า ภายในปี 2025 รายได้ 50% ของบริการคลาวด์สาธารณะทั้งหมดจะมาจาก AI ที่มา : techcrunch.com

ล้ำสุด ๆ มหาวิทยาลัย Harvard เปิดตัวอาจารย์ AI สอนเขียนโค้ดในภาคการศึกษาฤดูใบไม้ผลิ
Read

ล้ำสุด ๆ มหาวิทยาลัย Harvard เปิดตัวอาจารย์ AI สอนเขียนโค้ดในภาคการศึกษาฤดูใบไม้ผลิ

ยุคสมัยใหม่ของการศึกษาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ล่าสุดมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเปิดตัวบอทอาจารย์ AI สอนเขียนโค้ดในภาคการศึกษาฤดูใบไม้ผลิ โดยตัวบอทอาจารย์ AI ตัวนี้มีชื่อว่า ‘CS50’ เป็นเครื่องมือที่มีความคล้ายคลึงกับ ChatGPT ของ OpenAI มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือบุคลากรทั้งอาจารย์ และนักศึกษาในเรื่องของการขอความช่วยเหลือการเขียนโค้ดรูปแบบต่าง ๆ ทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้เล็งเห็นบอท CS50 ตัวนี้ว่า จะช่วยค้นหาข้อบกพร่องภายในโค้ด ให้คำแนะนำการเขียนโค้ด อธิบายความผิดพลาดของบรรทัดโค้ด และตอบคำถามจากผู้ใช้ที่ถามเข้ามา แต่ยังไงก็ตามในช่วงแรกของการทดสอบบอท CS50 ยังให้คำตอบที่ผิดพลาด และได้คะแนนทดสอบที่ต่ำกว่าเกณฑ์ในหลาย ๆ ครั้ง เดวิด เจ. มาลัน (David J. Malan) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เดวิด เจ. มาลัน (David J. Malan) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยังออกมาให้ความเห็นว่า “บอท AI CS50 ถือว่าเป็นการวิวัฒนาการของการเรียนรู้ และเรายังคอยแจ้งนักศึกษาว่า นักศึกษาต้องมีวิจารณญาณในการรับข้อมูลที่ได้จากบอท พร้อมกับบอทตัวนี้จะช่วยเหลืองานของอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ได้เป็นอย่างมาก” ที่มา : NyPost

Google Bard เพิ่มความสามารถเขียนโค้ดและดีบักโค้ดโปรแกรมได้ 20 ภาษา
Read

Google Bard เพิ่มความสามารถเขียนโค้ดและดีบักโค้ดโปรแกรมได้ 20 ภาษา

ภายหลังจากกูเกิล (Google) เปิดตัวกูเกิล บาร์ด (Google Bard)ไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุดทีมงานได้เพิ่มความสามารถใหม่การเขียนโค้ดและดีบักโค้ดโปรแกรมโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์รองรับภาษาโปรแกรมต่าง ๆ กว่า 20 ภาษา รวมไปถึงภาษา C++, Java, JavaScript และ Python โดยมีฟีเชอร์เสริมสามารถนำโค้ดไปรวมกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของกูเกิล (Google) ได้อีกด้วยความสามารถเขียนโค้ดโปรแกรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นกูเกิล บาร์ด (Google Bard) ยังสามารถแสดงคำอธิบายตัวอย่างการเขียนโค้ดโปรแกรมเพิ่มเติมเหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้การเขียนโปรแกรมหรือโปรแกรมเมอร์ผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจโค้ดโปรแกรมให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น หากโปรแกรมเมอร์พบว่าโค้ดโปรแกรมมีข้อผิดพลาดสามารถพิมพ์คำสั่ง this code didnt work, please fix it. เพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์รับทราบและแก้ไขให้ถูกต้องการอัปเดตความสามารถของกูเกิล บาร์ด (Google Bard) ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการมาถึงของแชตจีพีที (ChatGPT) ที่รองรับการเขียนโปรแกรมมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และหากกูเกิล บาร์ด (Google Bard) ต้องการแข่งขันกับแชตจีพีที (ChatGPT) จำเป็นจะมีฟีเชอร์ดังกล่าว รวมไปถึงการพัฒนากูเกิล บาร์ด (Google Bard) อย่างต่อเนื่อง เช่น การเปิดตัวโมเดลภาษาใหม่ที่ชื่อว่า PaLM และหน้าแสดงผลรวมการทดสอบเพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาความสามารถเพิ่มเติมและความคืบหน้าการแก้ไขจุดที่ผิดพลาดที่มาของข้อมูลEngadgetที่มาของรูปภาพReuters

Agoda จัดงาน CODEGODA แข่งขันเขียนโค้ดระดับโลกครั้งที่ 4 และลุ้น iPad Air ฟรี แค่แชร์เท่านั้น !
Read

Agoda จัดงาน CODEGODA แข่งขันเขียนโค้ดระดับโลกครั้งที่ 4 และลุ้น iPad Air ฟรี แค่แชร์เท่านั้น !

อโกด้า (Agoda) แพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ประกาศเปิดรับสมัครเข้าร่วมโค้ดโกด้า (Codegoda) การแข่งขันเขียนโค้ดระดับโลกครั้งที่ 4 อย่างเป็นทางการ บนความเชื่อมั่นในศักยภาพของเหล่านักเขียนโค้ดทุกเพศ ทุกวัย เข้าร่วมแข่งขัน และแสดงความสามารถทางเทคโนโลยีฟินเทค (Fintech), เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Extended Reality: XR), เมตาเวิร์ส (Metaverse) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นต้นโดยผู้ที่ช่วยกระจายข่าวการแข่งขันผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเองด้วยการแท็ก #codegoda2023 พร้อมแชร์ลิงก์ https://codegoda.io/2023 จะได้รับการนำชื่อไปร่วมการจับฉลากลุ้นรับของรางวัลโดยอัตโนมัติ โดยมีรางวัลเป็น iPad Air และ AirpodsCodegoda มีรางวัลทั้งหมดมูลค่ารวมกว่า 8,750 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 300,000 บาท และผู้ชนะจะมีโอกาสคว้ารางวัลเงินสดมูลค่า 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 120,000 บาท โดยเปิดให้ลงทะเบียนแล้ววันนี้ที่เว็บไซต์ https://codegoda.io/news จนถึงวันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566 ณ เวลา 23.59 น. ตามเวลาประเทศไทยคุณอีดาน ซาลซ์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของอโกด้า กล่าวว่า Codegoda ถูกออกแบบให้แตกต่างจากการแข่งขันเขียนโค้ดทั่ว ๆ ไป โดยที่ผู้เข้าแข่งขันสามารถใช้ทักษะและสไตล์การเขียนโค้ดของตนเองในการแก้ปัญหาได้อย่างอิสระ ซึ่งนับเป็นการทดสอบขีดจำกัดความสามารถของผู้เข้าแข่งขันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นมือโปรหรือมือสมัครเล่น อโกด้าก็พร้อมมอบประสบการณ์อันท้าทายให้กับทุกคนที่ต้องการเข้าร่วมที่อโกด้า เรามีแนวคิดที่เปิดกว้าง ดังนั้นการจัดการแข่งขันให้กับทุกคนเป็นเจตนารมณ์ของเราที่พร้อมสนับสนุนความเท่าเทียมในสังคม โดยไม่ได้นำภูมิหลังหรือประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมมาเป็นเกณฑ์ชี้วัด คุณอีดาน กล่าวเสริมการแข่งขัน Codegoda จะจัดขึ้นเพียงรอบเดียวในวันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566 ตั้งแต่เวลา 13:30 น. และจะสิ้นสุด ณ เวลา 22:30 น. ตามเวลาประเทศไทยของวันเดียวกัน ผู้เข้าแข่งขันจะต้องแก้ปัญหาอัลกอริทึมทั้งหมด 6 รายการ ภายในเวลา 3 ชั่วโมง โดยโจทย์จะจำลองจากปัญหาที่ทีมเทคโนโลยีของอโกด้าเจอในการทำงานจริง ส่วนผลลัพธ์ก็จะเปิดกว้างและไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว ทั้งนี้ผู้เข้าแข่งขันสามารถแก้โจทย์ได้อย่างอิสระ รวมทั้งเลือกใช้ภาษาโปรแกรมใดก็ได้ตามถนัดทั้งนี้ ทางอโกด้าเชื่อว่าเลือกใช้ภาษาโปรแกรมที่คุ้นเคยและถนัด จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทดสอบและปรับแต่งโซลูชันในการเขียนโค้ด และจัดการกับปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้ง่ายยิ่งขึ้น รวมทั้งนำเอาความเข้าใจระดับพื้นฐานมาปรับใช้กับโซลูชันที่มีสเกลใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นได้นับตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน Codegoda มีผู้เข้าร่วมมาแล้วกว่า 20,000 คน จาก 89 ประเทศ โดยเคยมีผู้ชนะรางวัลที่มาจากประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย และเยอรมนี ยิ่งไปกว่านั้นผู้ชนะบางรายเป็นเพียงบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานด้านเทคโนโลยีมาก่อน และผู้ชนะอาจได้มีโอกาสเข้าร่วมทำงานเป็นหนึ่งในทีมเทคโนโลยีของอโกด้าอีกด้วยที่มาของข้อมูลและรูปภาพAgoda

"Codex" AI เขียนโค้ดโปรแกรมจาก OpenAI - สร้างขึ้นเพื่อช่วยงานหรือแย่งงานโปรแกรมเมอร์?
Read

"Codex" AI เขียนโค้ดโปรแกรมจาก OpenAI - สร้างขึ้นเพื่อช่วยงานหรือแย่งงานโปรแกรมเมอร์?

ChatGPT (แช็ตจีพีที) กลายเป็นปัญญาประดิษฐ์ประเภทแช็ตบอตที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยความสามารถที่หลากหลาย ประกอบกับการตอบคำถามได้ค่อนข้างตรงกับความต้องการของผู้ถาม จึงไม่แปลกที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์จะให้ความสนใจ และนำมาผนวกรวมกับเสิร์ชเอนจิน Bing (บิง) ของตนเอง (อ่านข่าวเพิ่มเติมที่ลิงก์นี้)ChatGPTที่มาของภาพ TNN Techreportsทว่า ยังมีผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะนำความสามารถของ ChatGPT มาใช้แบ่งเบาภาระการทำงานบางส่วน นั่นคือกลุ่ม โปรแกรมเมอร์อันเนื่องมาจาก ChatGPT มีความสามารถในการสร้างสรรค์โค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ตามที่ผู้ใช้ต้องการ อีกทั้งยังสามารถค้นหาจุดบกพร่องของโค้ดได้ด้วย ดังนั้น ปัญญาประดิษฐ์นี้จึงมีประโยชน์อย่างมากในวงการโปรแกรมเมอร์จุดเริ่มต้นของ Codexอย่างไรก็ตาม OpenAI (โอเพนเอไอ) ผู้พัฒนา ChatGPT ต้องการให้ ChatGPT ทำหน้าที่เป็นปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยตอบคำถามสิ่งต่าง ๆ โดยเน้นที่การสร้างสรรค์ข้อความ เพราะฉะนั้น ความสามารถในการสร้างสรรค์โค้ดภาษาคอมพิวเตอร์อาจจะไม่ครอบคลุมความต้องการของโปรแกรมเมอร์ได้ทั้งหมด นั่นจึงเป็นที่มาในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อีกตัวหนึ่งในชื่อ Codex (โคเด็กซ์)ซึ่งเดิมทีทาง OpenAI ได้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า GitHub Copilot (กิตฮับ โคไพลอต)ถูกนำมาใช้ช่วยแนะนำโค้ดให้แก่โปรแกรมเมอร์ที่ใช้งานแพลตฟอร์ม GitHub.com แต่เนื่องจากการใช้งานยังอยู่ในวงแคบเฉพาะกลุ่ม ทาง OpenAI จึงต่อยอดพัฒนา Codex ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีความสามารถในการเขียนโค้ดอย่างหลากหลาย ไม่ใช่เพียงแค่การแนะนำโค้ดเท่านั้นCodex ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021 และได้รับเงินทุนสนับสนุนมากมายจากหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ รวมถึงไมโครซอฟท์ ซึ่งตั้งแต่เริ่มพัฒนาก็มีเหล่าโปรแกรมเมอร์เข้าใช้กันมากมาย และนับเป็นเรื่องดีที่ปัญญาประดิษฐ์นี้จะได้เรียนรู้แนวคิดในการสร้างโค้ดแบบใหม่ไปในตัวCodex ช่วยงาน หรือ แย่งงาน ?ความสามารถของ Codex ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย และหนึ่งในคำถามที่โปรแกรมเมอร์บางคนอยากทราบและหวั่นเกรง นั่นคือ Codex จะเข้ามาแย่งงานเขียนโค้ดหรือไม่? ประเด็นนี้ผู้พัฒนายืนยันหนักแน่นว่า Codex ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแบ่งเบาภาระและช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นบัตรเจาะรูที่มาของภาพ Google Arts and Cultureลองนึกย้อนไปในสมัยแรกเริ่มของการพัฒนาคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ในยุคแรกจะใช้ บัตรเจาะรูเป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานของเครื่องจักร ซึ่งบัตรเจาะรูนี้ทำหน้าที่เสมือนโค้ดคอมพิวเตอร์ และในเวลาต่อมามนุษย์ได้พัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแทน เพิ่มความ ง่าย, สะดวก และรวดเร็ว ในการควบคุมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าในอดีตเองก็มีการพัฒนาสิ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน เช่นเดียวกันกับ Codex ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการพัฒนาแอปพลิเคชัน แต่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่มนุษย์โดยสิ้นเชิง เพราะมันยังไม่สามารถสร้างโค้ดที่ซับซ้อนได้ รวมถึงในบางครั้งโค้ดที่ออกมาอาจจะแสดงผลลัพธ์ไม่ถูกต้องตามต้องการจึงต้องถูกปรับปรุงด้วยมนุษย์ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องหรือช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นได้ที่มาของภาพ Unsplashดังนั้น จะเห็นได้ว่าทักษะพื้นฐานในการเขียนโค้ดของเหล่าโปรแกรมเมอร์ยังมีความสำคัญ และไม่สามารถทดแทนได้ด้วยปัญญาประดิษฐ์เสียทั้งหมด แต่การนำ Codex มาใช้จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้เร็วขึ้น เป็นต้นว่าจากเดิมในแต่ละปีอาจพัฒนาแอปพลิเคชันได้เพียง 1-2 ชิ้นงาน แต่เมื่อนำ Codex มาใช้ก็อาจทำเพิ่มได้มากกว่า 5 ชิ้นงานเลยก็เป็นได้สำหรับตัวผู้เขียนเองเคยพัฒนาแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนด้วยเช่นกัน ทำให้เข้าใจเลยว่านี่เป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความอดทนสูง จึงเชื่อว่าการนำ Codex เข้ามาใช้ในองค์กรสำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันนั้น จะช่วยเร่งประสิทธิผลออกมาได้มากและดีขึ้นกว่าเดิมขอขอบคุณข้อมูลจาก Business Insider

Tidbyt จอ LED แสดงผลอัจฉริยะ เขียนโค้ดปรับแต่งการแสดงผลเองได้
Read

Tidbyt จอ LED แสดงผลอัจฉริยะ เขียนโค้ดปรับแต่งการแสดงผลเองได้

ทิดบิต (Tidbyt)บริษัทสตาร์ตอัปเปิดตัวจอแสดงผลอัจฉริยะขนาด 8.2x4.4x2 นิ้ว โดยสิ่งที่น่าสนใจสำหรับจอแสดงผลนี้คือ ผู้ผลิตระบุว่า อุปกรณ์นี้มีไว้เพื่อให้ไม่ต้องใช้โทรศัพท์เกินความจำเป็น ทั้งยังเป็นได้ทั้งนาฬิกา และกรอบรูปดิจิทัล และเครื่องแสดงการแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟน ทั้งยังสามารถเขียนแอปปรับแต่งมาใช้ได้ด้วยตนเองโดยประวัติความเป็นมาเริ่มต้นในเดือนมีนาคม ปี 2021 ทีมงานผู้พัฒนาทิดบิต เริ่มระดมทุนในเว็บไซต์ Kickstarter จนกระทั่งอุปกรณ์พร้อมให้ใช้งาน พร้อมวางจำหน่ายในปัจจุบันหน้าจอทิดบิตประดับด้วยหลอดไฟ LED แนวนอน 64 แถว และแนวตั้งอีก 32 แถว รวมเป็น 2,048 หลอดที่สามารถปรับระดับความสว่างขึ้น และแสดงผลโดยแยกจากกันได้ ส่วนภายนอกประกอบด้วยแผ่นไม้วอลนัทในการตั้งค่าทิดบิต เพียงแค่เสียบปลั๊ก อุปกรณ์จะเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติและพร้อมจับคู่กับโทรศัพท์ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อได้ทั้งระบบ Android และ iOS จากนั้นก็ปรับความสว่าง และการแสดงผลได้บนแอปพลิเคชันทันทีทิดบิตยังสามารถติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้ โดยมีแอปพลิเคชันฟรีราว 10-20 แอปให้เลือกใช้ เช่นนาฬิกาแบบต่าง ๆ หรือแอปพยากรณ์อากาศ, แอปติดตามตลาดหุ้น เช็คราคาบิตคอยน์ และเช็คตารางเวลารถไฟใต้ดิน และหากผู้ใช้มีอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ Linux และความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมในภาษา Python ก็จะสามารถเขียนแอปพลิเคชันบนจอ LED (LED Based) ขึ้นมาใช้ในทิดบิตได้ โดยผู้สร้างทิดบิตเผยว่า ต้องการให้ทิดบิต เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่อยากสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาใช้ด้วยตนเองปัจจุบันนี้ ทิดบิตยังไม่รองรับการใช้งานหลายคน ซึ่งผู้พัฒนาระบุว่า กำลังเร่งแก้ไขในรุ่นปรับปรุง เพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้เป็นครอบครัวที่มีทิดบิตหลายเครื่อง และหากผู้ใดสนใจ ทิดบิต สามารถซื้อไปใช้งานได้ในราคา 179 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 6,341 บาทที่มาของข้อมูล theverge.comที่มาของรูปภาพTidbyt

งงในงง Fire Emblem ภาคใหม่ทำกล้วยเกลี้ยงสต็อก
Read

งงในงง Fire Emblem ภาคใหม่ทำกล้วยเกลี้ยงสต็อก

อาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้บริโภคอยากจะใช้โค้ดลดราคาสินค้าออนไลน์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการวางจำหน่ายของ Fire Emblem: Fortune’s Weave บนเครื่อง Nintendo Switch 2 ก็เป็นรายล่าสุดที่เข้าข่ายนี้ แต่ที่มันค่อนข้างจะไม่ปกติก็คือ เงื่อนไขในการลดราคาเกมนี้ มันเกี่ยวข้องกับการต้องสั่งกล้วยพ่วงเกมเข้าไปด้วย จนถึงขั้นทำให้เว็บไซต์ของ Walmart ต้องแจ้งลูกค้าว่าตอนนี้กล้วยหมดสต็อกแล้วเรื่องของเรื่องเกิดจาก Wario64 ที่เป็นแอคเคาต์แจ้งดีลเกมลดราคาบน X ออกมาโพสต์ถึงเงื่อนไขแปลก ๆ ในการสั่งเกม Fire Emblem: Fortune’s Weave แบบฟิสิคัลให้ได้ราคาที่ลดลงมาจาก $70 เป็น $60 ด้วยการใส่โค้ด FAST30 บนร้านค้าออนไลน์ของ Walmart แต่เงื่อนไขพิเศษก็คือ นอกจากกล่องเกมแล้ว คุณต้องแอดกล้วยหนึ่งผลราคา $0.20 เข้าไปในตะกร้าด้วย ไม่อย่างนั้นโค้ดลดราคาจะใช้ไม่ได้การโพสต์ของ Wario64 ทำให้เกมเมอร์ชาวอเมริกาแห่กันไปใช้โค้ดดังกล่าวเพื่อลดราคาเกม Fire Emblem: Fortune’s Weave พร้อมกับถ่ายภาพหลักฐานเอามาโชว์กันเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นไม่นาน เว็บไซต์ Walmart ก็แจ้งว่ากล้วยแบบแบ่งขายทีละผลนั้นเกลี้ยงสต็อกแบบอนไลน์แล้ว และเมื่อมันกลับมา โค้ด FAST30 ก็ไม่สามารถใช้ร่วมกับคอมโบ Fire Emblem + กล้วย ได้อีกแล้วเมื่อมีการสืบสาวถึงที่มาและที่ไปของคอมโบสุดพิสดารดังกล่าวทำให้พบว่า ที่จริงแล้ว โค้ด FAST30 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ลดราคาสำหรับสินค้าประเภทผักและผลไม้เท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะระบบของ Walmart อาจยังไม่แอดวานซ์ถึงขั้นแยกแยะการใช้โค้ดลดราคาได้อย่างละเอียดยิบ ทำให้ออร์เดอร์ของใครก็ตามที่กดซื้อเกม Fire Emblem: Fortune’s Weave แล้วแอดกล้วยหนึ่งผลเข้าไปด้วย ถูกระบบมองว่าเป็นออร์เดอร์สินค้าประเภทผักและผลไม้ จึงอนุญาตให้ใช้โค้ดลดราคาดังกล่าวได้ แต่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าระบบการตรวจจับของ Walmart ได้ถูกแก้ไขให้ตรวจจับการใช้โค้ดอย่างไม่ถูกต้องได้แล้ว ส่วนทุกคนที่สามารถใช้โค้ดซื้อเกม + กล้วยไปได้ก่อนหน้านี้นั้น ก็ได้รับของพร้อมกับจ่ายซื้อเกมในราคาลดพิเศษได้โดยไม่มีปัญหาอะไรตามมาแปลและเรียบเรียงจากKotaku

เจาะขุมทรัพย์ “Synthetic Biology” เมื่อจุลินทรีย์ถูกโปรแกรมให้เป็นโรงงานผลิตยาแห่งอนาคต
Read

เจาะขุมทรัพย์ “Synthetic Biology” เมื่อจุลินทรีย์ถูกโปรแกรมให้เป็นโรงงานผลิตยาแห่งอนาคต

สวัสดีครับเพื่อนนักลงทุน และพี่น้องผู้บริหารทุกท่าน#ทันหุ้น - ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 36 ของปี 2026 กันแล้วครับ สัปดาห์นี้ผมขอพาทุกท่านนั่งไทม์แมชชีนข้ามเวลา ไปดู "อนาคตของสุขภาพ" ที่กำลังก่อตัวขึ้นและจะกลายเป็น Megatrend ที่ทรงพลังที่สุดในช่วง 10 ปีนับจากนี้ในอดีต เวลาเราต้องการผลิตยารักษาโรค แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต้องพึ่งพาการสกัดสารเคมีจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ในห้องแล็บที่ซับซ้อน แต่ในโลกอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นจริงตอนนี้ การแพทย์กำลังเปลี่ยนไปสู่การใช้ "สิ่งมีชีวิต" เป็นเครื่องจักรผลิตยาครับลองจินตนาการว่าร่างกายของจุลินทรีย์หรือยีสต์คือ "ซอฟต์แวร์" และเราสามารถป้อนคำสั่งหรือ "เขียนโค้ดทับ" ลงไปในรหัส DNA ของพวกมัน เพื่อเปลี่ยนให้จุลินทรีย์เหล่านั้นกลายเป็น "โรงงานขนาดจิ๋ว" ที่สามารถผลิตตัวยา โปรตีน หรือแม้แต่วัสดุชีวภาพได้ตามสั่ง... วันนี้มนุษยชาติค้นพบวิธีการนั้นแล้ว นี่คือยุคของ Synthetic Biology (ชีววิทยาสังเคราะห์) อย่างแท้จริงครับThe Infrastructure of Life: จากการเขียนโค้ด สู่โรงงานชีวภาพในเชิงโครงสร้างการลงทุน ธีมอนาคตนี้แบ่งออกเป็น 2 ห่วงโซ่หลักที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนที่เป็นผู้คุมกฎแห่งอนาคตอยู่ครับ:1. The DNA Printer (เครื่องพิมพ์รหัสพันธุกรรม): Twist Bioscience Corporation (Ticker: TWST)ก่อนที่เราจะโปรแกรมจุลินทรีย์ได้ เราต้องมีสาย DNA ที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่เสียก่อน ในวงการนี้ บริษัทที่เป็นเสมือน "โครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure) หรือคนขายพลั่วที่แท้จริงคือ Twist Bioscience ครับBusiness Model: TWST คือผู้นำการปฏิวัติวงการด้วยการผลิต DNA สังเคราะห์โดยใช้วิธี "พิมพ์ลงบนชิปซิลิคอน" (Silicon-based DNA Synthesis) แทนหลอดทดลองเคมีแบบดั้งเดิม ไม่ว่าสถาบันวิจัยไหน หรือบริษัทยาใดในโลก จะทำการวิจัยชีววิทยาสังเคราะห์ ล้วนต้องสั่งซื้อ DNA สังเคราะห์จาก TWSTThe Moat (ป้อมปราการ): เทคโนโลยีชิปซิลิคอนทำให้ TWST สามารถลดต้นทุนการผลิต DNA ลงได้อย่างมหาศาล พร้อมเพิ่มกำลังการผลิต (High-throughput) จนคู่แข่งตามไม่ทัน ความสามารถในการสเกลธุรกิจนี้ทำให้ TWST เป็นเสมือน "ซัพพลายเออร์ผูกขาด" ที่ดึงดูดกระแสเงินสดจากค่าวัสดุสิ้นเปลือง (Consumables) ได้อย่างต่อเนื่อง2. The Cellular Foundry (โรงหล่อเซลล์อัจฉริยะ): Ginkgo Bioworks Holdings, Inc. (Ticker: DNA)เมื่อได้รหัส DNA มาแล้ว ก็ต้องมีสถานที่สำหรับประกอบร่างและเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ครับ เทคโนโลยีที่ปฏิวัติวงการนี้คือระบบ Autonomous Lab ของ Ginkgo BioworksBusiness Model: Ginkgo เปรียบเสมือนระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (AWS) ของวงการชีววิทยา บริษัทยาไม่จำเป็นต้องสร้างห้องแล็บเอง แต่สามารถว่าจ้าง Ginkgo ให้ "โปรแกรมเซลล์" และเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ให้ผลิตยารักษามะเร็งหรือวัคซีนได้โดยตรง ด้วยระบบ AI และหุ่นยนต์อัตโนมัติที่ล้ำสมัยThe Moat: ถึงแม้บริษัทกลุ่ม Biotech จะมีความเสี่ยงสูง (High Risk) แต่กลยุทธ์การเป็น "แพลตฟอร์มรับจ้างวิจัยและผลิต" (Foundry) ทำให้ Ginkgo กระจายความเสี่ยงไปในหลายอุตสาหกรรม พวกเขาสร้างกำแพงความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลทางชีววิทยา (Codebase) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยิ่งมีคนใช้บริการมาก ข้อมูลและ AI ของพวกเขาก็ยิ่งแม่นยำจนคู่แข่งตามทันได้ยากมากบทสรุป: ความเสี่ยงที่มาพร้อมรางวัลแห่งมนุษยชาติการลงทุนในอนาคตของสุขภาพอย่าง Synthetic Biology เป็นพรมแดนใหม่ที่น่าตื่นเต้นครับ แต่ในมุมมองของนักกลยุทธ์ เราต้องแยกให้ออกระหว่าง "ผู้สร้างถนน" (อย่าง TWST) ที่มีความมั่นคงของกระแสเงินสดสูงกว่า และ "ผู้รับเหมาสร้างเมือง" (อย่าง Ginkgo) ที่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องผลการทดลองทางคลินิก แต่หากโปรเจกต์สำเร็จ อัปไซด์จะมหาศาลนี่คือ The Next Big Thing ที่จะพลิกโฉมวงการแพทย์ไปตลอดกาล และคนที่มองเห็นโครงสร้างนี้ก่อน ย่อมได้เปรียบในโลกการลงทุนครับสัปดาห์หน้า... เราจะมาเจาะลึกโครงสร้างธุรกิจที่เป็น "เสือนอนกิน" อย่าง "อสังหาริมทรัพย์เพื่อการแพทย์" (Healthcare REITs) การเป็นเจ้าของตึกโรงพยาบาลและห้องแล็บ ปลอดภัยและให้ปันผลดีแค่ไหน ในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน? ห้ามพลาดครับDisclaimer: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน เพื่อการศึกษาและวิเคราะห์ทิศทางอุตสาหกรรมระดับมหภาค โมเดลธุรกิจ และนโยบายความมั่นคงเท่านั้น มิใช่การประกอบธุรกิจการให้คำแนะนำการลงทุน ข้อมูลที่ปรากฏในบทความ ไม่ได้เป็นการชี้ชวนหรือชี้นำให้ซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและใช้ดุลยพินิจของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุนDr. S.ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การลงทุน MA และนวัตกรรมสุขภาพLongevity Wellness

เจาะลึก StarCraft ภาคใหม่ เป็นเกมเดินยิง Open World แต่มีเนื้อเรื่อง ไม่ใช่ Live-Service เล่นคนเดียวจบสมบูรณ์ในตัว
Read

เจาะลึก StarCraft ภาคใหม่ เป็นเกมเดินยิง Open World แต่มีเนื้อเรื่อง ไม่ใช่ Live-Service เล่นคนเดียวจบสมบูรณ์ในตัว

หลังจากประกาศเปิดตัวโปรเจกต์เกมใหม่ในจักรวาล StarCraft ที่ทำเอาแฟน ๆ ฮือฮากันไปทั่วโลก ล่าสุด คุณ Dan Hay ผู้จัดการทั่วไปและ Creative Director ซึ่งเคยฝากผลงานกำกับเกมซีรีส์ Far Cry ภาค 3-6 ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อเกาหลีใต้ถึงทิศทางของเกมภาคนี้ โดยยืนยันว่าตัวเกมจะเป็นแนวเดินยิง Open World ที่เน้นการเล่าเรื่องและสามารถเล่นจบสมบูรณ์ได้ในตัว ไม่ใช่เกมสไตล์ Live-Service หรือแบ่งคอนเทนต์ขายเป็นซีซันอย่างที่หลายคนกังวลHay อธิบายโครงสร้างของโปรเจกต์นี้ว่าเทียบได้กับ "เกมกล่อง" ที่ซื้อครั้งเดียวจบ โดยตัวเกมจะเป็นเกมเดินยิงแนว Open World ที่เน้นเนื้อเรื่อง ผู้เล่นจะได้สร้างตัวละคร ตั้งชื่อ และออกผจญภัยติดตามเรื่องราวของตัวละครนั้น ซึ่งบทสรุปจะมีทั้งจุดเริ่มต้น ช่วงกลาง และจุดจบที่ชัดเจน แม้ผู้เล่นจะสามารถตระเวนสำรวจโลกเปิดอันกว้างใหญ่และสมบูรณ์นี้ได้ แต่เนื้อเรื่องจะมีฉากจบที่สมบูรณ์ในตัวอย่างแน่นอนสำหรับระบบการเล่นจะมีการออกแบบให้ยืดหยุ่นและผสมผสานระหว่าง "ภารกิจเนื้อเรื่องหลัก" กับ "การสำรวจโลก" หากผู้เล่นเผชิญกับภารกิจที่ยากเกินไป ก็สามารถปลีกตัวออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ตามจังหวะของตัวเองได้ เช่น ออกไปฟาร์มหาทรัพยากร คราฟต์ไอเทม และอัปเกรดชุดเกราะให้แข็งแกร่งขึ้นก่อนจะกลับไปลุยภารกิจเดิมอีกครั้ง ซึ่งระบบนี้จะตอบโจทย์ผู้เล่นที่ชอบการเดินสำรวจและค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ระหว่างทางในส่วนของเนื้อเรื่องนั้น ตัวเกมจะมีเซ็ตติ้งอยู่ที่ 70 ปีหลังจากตอนจบของ StarCraft 2: Legacy of the Void ซึ่งการทิ้งช่วงเวลาที่ยาวนานนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ทีมพัฒนาสามารถสร้างสรรค์การผจญภัยและตัวละครใหม่ ๆ ได้อย่างอิสระ ทำให้ขั้วอำนาจและฝ่ายต่าง ๆ ในอดีตอาจมีการเปลี่ยนอุดมการณ์ ขัดแย้ง หรือแตกแยกย่อยไปจากเดิม โดยเป้าหมายสำคัญคือการเล่าเรื่องใหม่นี้ไปพร้อมกับการรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ StarCraft ทั้งบรรยากาศที่มืดมน ดุดัน และคงกลิ่นอายสไตล์ Space Western เอาไว้อย่างครบถ้วนอย่างไรก็ตาม แฟน ๆ คงต้องอดใจรอกันอีกสักพักใหญ่ เพราะตัวเกมมีกำหนดการวางจำหน่ายอย่างเร็วที่สุดในช่วงปี 2030 โดยขณะนี้ทาง Blizzard กำลังประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อลุยโปรเจกต์นี้อย่างเต็มกำลังแปลและเรียบเรียงจากPC Gamer

อย่างฮา! เมื่อพี่เอก HEARTROCKER และเดอะแก๊งเล่น Inferno Protocol จนผู้พัฒนามาคอมเม้นต์เตรียมเพิ่มซับไทยในเกม
Read

อย่างฮา! เมื่อพี่เอก HEARTROCKER และเดอะแก๊งเล่น Inferno Protocol จนผู้พัฒนามาคอมเม้นต์เตรียมเพิ่มซับไทยในเกม

เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา พี่เอก HEARTROCKER และเดอะแก๊งได้ไลฟ์สตรีมร่วมตัวกันเล่น Inferno Protocol เกม Co-op เอาตัวรอดสยองขวัญภายในเขาวงกตและค้นหาทางออกได้ ตัวเกมรองรับผู้เล่นสูงสุด 6 คน ทั้งนี้ตัวเกมยังมีระบบจดบันทึกลงบนสมุดโน๊ตที่สามารถเขียนอะไรบอกเพื่อน ๆ ในกลุ่มก็ได้แบบเรียลไทม์ซึ่งความฮามันบังเกิดขึ้นก็เมื่อในช่วงท้าย ๆ คลิป เดอะแก๊งได้เขียนข้อความ+ภาพวาดลงบนสมุดโน๊ต และให้คะแนนเกมนี้ และถ้าใครไม่กล้าพูดก็ให้เขียนลงบนสมุดโน๊ต โดยพี่เอก HEARTROCKER ได้เขียนข้อความว่า เกมเ..ย แต่สมาชิกบางคนในแก๊งเขียนตอบกลับไปว่า เดฟดูอยู่ (ผู้พัฒนาเกมนี้กำลังดูอยู่) พร้อมเขียนให้คะแนนอยู่ที่ 10/10 งานนี้พี่เอก HEARTROCKER ไม่รอช้ารีบกดลบข้อความและเปลี่ยนเป็น 10/10 ทันที พร้อมบอกว่า เกมดี ๆ 55+ทั้งนี้ทางทีมพัฒนาเกมได้คอมเม้นต์ประมาณว่าสวัสดีครับทุกคน! ผมเป็นผู้พัฒนาเกม Inferno Protocol ครับ ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่เข้ามาเล่นกันนะครับ! ซัพพอร์ตภาษาไทยจะอัปเดตเพิ่มเข้ามาในเกมภายในสัปดาห์นี้เลยครับInferno Protocol วางจำหน่ายบน Steam แล้ว เพื่อน ๆ ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของตัวเกมเพิ่มเติมได้ที่https://store.steampowered.com/app/3908940/Inferno_Protocol/อ้างอิงข้อมูลจากHEARTROCKER

ลุ้นวุฒิสภาลงมติ CLARITY Act ชี้ชะตาคริปโท 15 ก.ย นี้
Read

ลุ้นวุฒิสภาลงมติ CLARITY Act ชี้ชะตาคริปโท 15 ก.ย นี้

#CLARITYAct #กฎหมายคริปโต #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coinpedia ได้ระบุว่า กฎหมาย CLARITY Act ชะงักลงอีกครั้งเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ยกเลิกการประชุมวาระลงมติสองสัปดาห์ในเดือนกันยายน ด้วยเหตุนี้ วันที่ 15 กันยายน จึงกลายเป็นวันลงมติสำคัญสำหรับวุฒิสภาในการผลักดันกระบวนการกฎหมาย CLARITY Act ให้รุดหน้า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้สร้างความกังวลว่า ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทเคอร์เรนซีนี้อาจถูกเลื่อนออกไปจนผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน พรรคการเมืองรีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรตัดวันลงมติออก 8 วัน พรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรได้ยกเลิกการประชุมวาระลงมติสำหรับสัปดาห์ของวันที่ 21 กันยายน และวันที่ 28 กันยายน ซึ่งเป็นการตัดวันนิติบัญญัติออกไป 8 วันจากปฏิทินเดือนกันยายน บรรดานิติบัญญัติคาดว่าจะเดินทางออกจากวอชิงตันในวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้เกิดกรอบเวลาที่กระชั้นชิดอย่างมากสำหรับกฎหมาย CLARITY Act สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงการกำหนดการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับร่างกฎหมายนี้ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาดังกล่าวอาจกลายเป็นสิ่งสำคัญหากวุฒิสภามีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมาย หากวุฒิสภาผ่านร่างกฎหมายฉบับแก้ไข ร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นบรรดานิติบัญญัติจะต้องอนุมัติร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน ก่อนที่จะสามารถส่งให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเป็นกฎหมายได้ สิ่งนี้ทำให้การลงมติของวุฒิสภาในวันที่ 15 กันยายน มีความสำคัญเป็นพิเศษ ทุกสายตาจับจ้องไปที่วันที่ 15 กันยายน การลงมติในวันที่ 15 กันยายน ไม่ใช่การลงมติครั้งสุดท้ายสำหรับกฎหมาย CLARITY Act โดยวุฒิสภามีกำหนดการที่จะลงมติปิดอภิปราย (cloture) เพื่อญัตติในการดำเนินการไปสู่ร่างกฎหมาย H.R. 3633 ซึ่งผู้สนับสนุนจำเป็นต้องได้คะแนนเสียง 60 เสียงเพื่อผ่านขั้นตอนนี้ ด้วยจำนวนวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 53 คน ผู้สนับสนุนจำเป็นต้องได้คะแนนเสียงเพิ่มเติมอย่างน้อย 7 เสียงจากพรรคเดโมแครตหรือสมาชิกอิสระ หากสมาชิกพรรครีพับลิกันทั้งหมดสนับสนุนญัตติดังกล่าว หากญัตติผ่านการอนุมัติ วุฒิสภาจะสามารถเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายอย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงการอภิปรายและการแก้ไขเพิ่มเติม จากนั้นการลงมติปิดอภิปราย (cloture) ที่ต้องใช้คะแนนเสียง 60 เสียงแยกต่างหาก จะมีความจำเป็นเพื่อยุติการอภิปรายก่อนการผ่านร่างกฎหมายในขั้นตอนสุดท้าย สิ่งนี้ทำให้เกิดกรอบเวลาอันแคบอย่างยิ่งสำหรับกฎหมาย CLARITY Act กฎหมาย CLARITY Act จะเลื่อนไปเป็นเดือนพฤศจิกายนหรือไม่? กำหนดการที่ถูกย่อให้สั้นลงของสภาผู้แทนราษฎร ได้เพิ่มความเป็นไปได้ที่จะเกิดการลงมติหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้รับการคาดหมายว่าจะกลับมาปฏิบัติงานด้านนิติบัญญัติตามปกติจนกว่าจะผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน หากร่างกฎหมายล่าช้าออกไปจนถึงตอนนั้น บรรดานิติบัญญัติจะต้องตัดสินใจว่าจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในช่วงสภาเป็ดหลอม (lame-duck session) หรือไม่ ตลาดคาดการณ์ได้ตอบสนองต่อข่าวล่าสุดนี้แล้ว โดยเทรดเดอร์ใน Polymarket ให้โอกาสที่กฎหมาย CLARITY Act จะผ่านออกมาเป็นกฎหมายภายในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 17% ลดลงจากระดับมากกว่า 20% ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม Heath Tarbert ประธานบริษัท Circle กล่าวว่า "กฎหมาย CLARITY Act คือจิ๊กซอว์ชิ้นที่ขาดหายไป" เขาเรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายนี้ โดยกล่าวว่ามันจะช่วยเติมเต็มกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ ให้สมบูรณ์ ที่มา https://coinpedia.org/news/clarity-act-update-senate-eyes-september-15-vote-as-house-deadline-looms/

เด็กไทยไม่แพ้ใครในโลก! AIKIDS CODERS ลุยเวทีหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ กวาดรางวัล กลับไทยเพียบ!
Read

เด็กไทยไม่แพ้ใครในโลก! AIKIDS CODERS ลุยเวทีหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ กวาดรางวัล กลับไทยเพียบ!

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจครั้งสำคัญของ AIKIDS CODERS กับการเดินทางไปแข่งขัน Coding Robotics บนเวทีระดับนานาชาติ Junior Botball Challenge Global 2026 และสามารถคว้ารางวัลระดับโลกกลับมาฝากประเทศไทยได้อย่างยอดเยี่ยม ทางสถาบัน AI KIDS ร่วมกับ TEEMS Globalได้ส่งตัวแทนเยาวชนไทย เข้าร่วมงาน Junior Botball Challenge Global Finals 2026 in China ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในวันที่ 13-14 ส.ค.2569 ในงานนี้มีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 3,000 คน จาก 15 ประเทศ เป็นเวทีแข่งขันเรื่องการเขียนโค้ดเพื่อควบคุมหุ่นยนต์ ระดับนานาชาติรอบชิงชนะเลิศระดับโลก สำหรับเด็กอายุ 4-14 ปี โดยเน้นส่งเสริมทักษะ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) และการเขียนโค้ด การแข่งขันครั้งนี้ เด็ก ๆ AIKIDS CODERS ลงแข่งขันตั้งแต่รุ่นเล็กอายุไม่เกิน 8 ปี ไปจนถึงรุ่น Advanced อายุไม่เกิน 15 ปี และสามารถคว้ารางวัลกลับบ้านได้ "ครบทุกรุ่น" ที่ลงแข่งขัน โดยเฉพาะ รุ่น Beginner อายุไม่เกิน 8 ปี ที่สามารถคว้า GOLD PRIZE ทุกทีม สรุปผลงานระดับโลก 9 รางวัล - รุ่น Beginner Level A (ไม่เกิน 8 ปี): GOLD PRIZE (2 ทีม) - รุ่น Beginner Level B (ไม่เกิน 8 ปี): GOLD PRIZE (3 ทีม) - รุ่น Rookie Level (ไม่เกิน 14 ปี): GOLD PRIZE (2 ทีม) | SECOND PRIZE (1 ทีม) - รุ่น Advanced Level (ไม่เกิน 14 ปี): THIRD PRIZE (1 ทีม) รวมเหรียญรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ GOLD PRIZE: 7 ทีม SECOND PRIZE: 1 ทีม THIRD PRIZE: 1 ทีม ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความสามารถในการ Coding และ Robotics เท่านั้น แต่ยังเป็นผลลัพธ์จากวินัย การฝึกซ้อมอย่างหนักและต่อเนื่อง การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อความกดดันของเด็กๆ รวมถึงทีมผู้ฝึกสอนที่ผลักดันศักยภาพเด็กไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างงดงาม ทั้งนี้ AI KIDS สถาบันสอน CODING ROBOTICS สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6-12 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านเทคโนโลยีและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นหลักสูตรที่เพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์ อย่างเป็นระบบ อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การเติบโตไปสู่ความสำเร็จได้ สำหรับการแข่งขัน Junior Botball Challenge อยู่ภายใต้การดูแลหลักของสถาบัน KISS Institute for Practical Robotics (KIPR) และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำระดับโลก NASA (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ) MIT (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์) The National Science Foundation (มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา) iRobot (ผู้นำด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระดับโลก) The Robotics Alliance Projectโดย TEEMS Global ผู้จัดงานและผู้บริหารสิทธิ์การแข่งขันหลักอย่างเป็นทางการในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง (รวมถึงประเทศไทย) พร้อมทั้งดูแลทัพตัวแทนเด็กไทยไปแข่งรอบชิงแชมป์โลก มาร่วมส่งหัวใจ และคอมเมนต์ยินดีกับน้อง ๆ อนาคตของชาติกลุ่มนี้กัน