Reset

Search results for “#หุ่นยนต์เช็ดกระจก” - TrueID

Top Result
Watch
Shorts
Game
Privilege
Read
Ozmo หุ่นยนต์เช็ดกระจกบนตึกสูง อนาคตของการทำความสะอาดตึก
Read

Ozmo หุ่นยนต์เช็ดกระจกบนตึกสูง อนาคตของการทำความสะอาดตึก

Ozmo เป็นเครื่องมืออุตสาหกรรมชั้นนำในการทำความสะอาดหน้าต่างอัตโนมัติ ผลิตโดยบริษัทSkyline Robotics ด้วยการรวมความเชี่ยวชาญของวิศวกรเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จึงสามารถออกแบบหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการบำรุงรักษาส่วนหน้าอาคาร ทำให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้งานได้จริงมากกว่าการทำความสะอาดด้วยแรงงานมนุษย์ ซึ่งทำงานได้รวดเร็วกว่าประมาณ 3 เท่า และทำให้แรงงานมนุษย์ไม่ต้องเสี่ยงในการทำความสะอาดอาคารส่วนที่อันตรายอีกต่อไปสมองของ Ozmo ผสมผสานความสามารถของระบบปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นเองและวิธีการการเรียนของ machine learning มี Lidar หรือ Light Detection and Ranging ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะไกลที่แม่นยำคอยเป็นดวงตาให้กับมัน หุ่นยนต์ Ozmo จึงสามารถสแกนพื้นผิวอาคารได้อย่างประณีต จดจำทุกส่วนโค้งเว้าและขอบของพื้นที่และสามารถกะแรงในการทำความสะอาดให้เหมาะสมกับพื้นผิวได้ นอกจากนี้มันยังสามารถทำงานได้ในสภาวะแวดล้อมที่แปรปรวนเนื่องจากมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวได้ค่อนข้างสูงจากการสำรวจในสหรัฐอเมริกาพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของการพัฒนาอาคารที่สูงกว่า 200 เมตร ถึง 176 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และอุตสาหกรรมทำความสะอาดหน้าต่างมีรายได้ต่อปีมากถึง 40 พันล้านดอลลาร์ในขณะที่พนักงานเช็ดกระจกบนตึกสูงจำนวน 74 เปอร์เซ็นต์ มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 40 ปี และมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่มีอายุอยู่ในช่วง 20-30 ปี หมายความว่าในขณะที่อุตสาหกรรมมีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แรงงานคนรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมนี้กลับมีน้อยลง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยหุ่นยนต์Ozmo ค่อนข้างตอบโจทย์ผู้ใช้งานในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน ลดการใช้แรงงานมนุษย์ในงานอันตราย ความเสถียรสูงและสามารถควบคุมการเปิดและปิดตัวเครื่องได้จากสถานีควบคุมข้อมูลจาก www.skylinerobotics.comภาพจาก Skyline Robotics/Facebook

แบงค์แดงมีทอน! Scritchy Scratchy เกมขูดหวยสุดเพลิน เปิดตัวบน Steam พร้อม Demo และโปรราคาพิเศษ
Read

แบงค์แดงมีทอน! Scritchy Scratchy เกมขูดหวยสุดเพลิน เปิดตัวบน Steam พร้อม Demo และโปรราคาพิเศษ

ใครที่ชอบความรู้สึกตื่นเต้นเวลาฉีกซองหรือขูดสลากลอตเตอรีเพื่อลุ้นรางวัล ต้องไม่พลาดกับ Scritchy Scratchy เกมสไตล์ Idle Incremental ชวนเสพติดที่จะเปลี่ยนการขูดหวยให้กลายเป็นเครื่องจักรปั๊มเงินสุดยิ่งใหญ่ สำหรับคนที่อยากหาเกมเล่นเพลิน ๆ เติมสารโดปามีนให้สมอง ซึ่งตัวเกมมี Demo ให้ทดลองเล่นฟรีบน Steam และกำลังจัดโปรโมชันลดราคาช่วงเปิดตัว 30% เหลือเพียง 94.84 บาท เท่านั้น สายชอบลุ้นโชคไปลองขูดกันได้เลยจ้า!ขูดง่าย เพลินมือ พร้อมระบบ Auto Scratch!เกมเพลย์หลักเข้าใจง่ายผู้เล่นจะได้ซื้อสลากขูดสารพัดรูปแบบมานั่งขูดลุ้นรางวัล สลากแต่ละใบจะมีกฎเกณฑ์ สัญลักษณ์หายาก และโบนัสรางวัลใหญ่ที่แตกต่างกันไป ยิ่งเล่นไปเรื่อย ๆ จะยิ่งปลดล็อกระบบช่วยเหลือและอัปเกรดสุดปังระบบ Scratch Botหุ่นยนต์ช่วยขูดอัตโนมัติที่จะมานั่งขูดการ์ดและรับรางวัลแทนเรา ให้ผู้เล่นนั่งจิบกาแฟดูตัวเลขเงินในบัญชีพุ่งทะลุเพดานแบบสบาย ๆอัปเกรดดวงชะตาเพิ่มโอกาสดรอปรางวัลใหญ่ Speed การขูด และปลดล็อกใบลอตเตอรีชนิดใหม่ ๆสายเสี่ยงดวง vs สายเพลย์เซฟสลากบางประเภทให้อัตราจ่ายมหาศาลแต่แลกมาด้วยบทลงโทษสุดโหด หรือบางใบจะให้รายได้มั่นคงแต่น้อย ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะเล่นแบบเซฟ ๆ หรือวัดดวงแบบพร้อมล้มละลาย!ระบบ Prestigeรีเซ็ตเพื่อความร่ำรวยที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม! สามารถใช้ระบบ Prestige เพื่อรีเซ็ตกระดาน แล้วรับแต้ม Jack Points มาใช้อัปเกรดบัฟถาวร ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสชนะและความรวดเร็วในการปั๊มเงินในรอบถัดไป ช่วยให้สามารถวางกลยุทธ์สร้างเครื่องปั๊มดวงในแบบของตัวเองได้อย่างอิสระ!ดาวน์โหลด Demo / ซื้อ Scritchy Scratchy

PTTGC สุดล้ำ AI ดันกำไร อัพอีบิทดา 300 ล้านดอลล์
Read

PTTGC สุดล้ำ AI ดันกำไร อัพอีบิทดา 300 ล้านดอลล์

#PTTGC #ทันหุ้น - PTTGC โชว์แผนสุดไฮเทค นำเทคโนโลยีดิจิทัลยกประสิทธิภาพครบสูตรทั้งซัพพลายเชน มั่นใจอัพอีบิทดาเพิ่ม 300 ล้านดอลลาร์ โชว์เบื้องต้นใช้ AI โรงไฮโดรเจนเพิ่มอีบิทดาได้ถึง 2 หลัก เดินหน้าขยายสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ปรับแผนใช้เอไอแบบไม่รู้จบ มองซัพพลายตะวันออกกลางลดลง ส่วนจีนเชื่อไม่เพิ่มไปกว่านี้ นายพรศักดิ์  มงคลตรีรัตน์  ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัทที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิเช่น AI, Robot , Cloud Computing, IoT เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การวางแผน การผลิต ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำตลาด รวมถึงปรับกระบวนการทำงาน  เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับโลก ซึ่งเป็นการดำเนินแนวทาง Holistic Optimization ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวมของ GC  เทคโนโลยีดิจิทัล  โดยมีเป้าหมายการสร้างการเติบโตกำไร EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) เพิ่มขึ้นสะสมให้ได้ถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2568 โดยมีหลักการ 3 Smart ประกอบด้วย 1. Smart Operations การใช้ดิจิทัลเพิ่มขีดความสามารถโรงงานให้ทำงานได้แบบ Real-Time ตลอดเวลา 2. Smart Sales and Marketing การยกระดับการขายทั้งในมิติด้านราคาและปริมาณ และ 3. Smart Office การปรับปรุงกระบวนการทำงานหรือ Work Process ให้กระชับ ฉับไว และมีประสิทธิภาพสูงสุด@สุดล้ำนำเทคเพิ่มกำไรในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาวัตถุดิบ โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของตลาดและสภาพของโรงงาน เพื่อคัดเลือกวัตถุดิบหรือน้ำมันดิบที่มีความเหมาะสมที่สุดจากที่มีอยู่หลายร้อยประเภททั่วโลก นอกจากนี้บริษัทยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สำหรับการซ่อมบำรุงอัจฉริยะ โดยใช้ข้อมูลการเดินเครื่องจักรที่สะสมมากว่า 30 ปี มาสอน AI ให้เรียนรู้สภาวะของเครื่องจักร ทำให้บริษัทช่วยวิเคราะห์การซ่อมบำรุงได้แม่นยำว่าควรซ่อมจุดไหนและเมื่อใด ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดเวลาการหยุดเดินเครื่องรวมถึงการใช้ AI Vision เป็น "ดวงตาอัจฉริยะ" ตรวจสอบความสะอาดของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดที่เกินความจำเป็น ตลอดจนการนำหุ่นยนต์และโดรนมาใช้ตรวจสภาพท่อในที่สูง เพื่อลดการตั้งนั่งร้าน ลดการใช้แรงงานคน และเพิ่มความปลอดภัยให้กับพนักงานไม่เพียงเท่านั้นยังนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ว่าลูกค้าต้องการสินค้าประเภทใด และข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังระบบวิเคราะห์เพื่อคัดเลือกวัตถุดิบและวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกัน เพื่อสร้างสรรค์สินค้าชนิดใหม่ๆ ที่ตรงใจลูกค้าและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้"บริษัทประสบความสำเร็จในการนำระบบ Intelligent Hydrogen Network มาใช้บริหารจัดการโรงงานผลิตไฮโดรเจน โดยระบบจะสั่งการให้โรงงานที่มีต้นทุนต่ำที่สุดผลิตไฮโดรเจนให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า เพื่อลดการสูญเสียและไม่มีไฮโดรเจนเหลือทิ้ง  และบริษัทมีแผนจะนำแนวคิด Plant Wide Optimization นี้ไปขยายผลต่อในกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ เช่น เอทิลีน และโพรพิลีน ในลำดับถัดไป"ทั้งนี้ในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นการเริ่มต้นดำเนินโครงการบริษัทประสบความสำเร็จในการเพิ่มอิบิทด้าในรูปเงินดอลลาร์ได้เป็นตัวเลข 2 หลัก และจะมีการเติบโตเพิ่มมากขึ้นนายพรศักดิ์ ยอมรับว่า แผนในการลงทุนด้านเอไอนั้นจะเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และจะมีการปรับแผนเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีตลอดเวลา@ดีมานด์และแผนร่วมทุนสำหรับสถานการณ์ดีมานด์และซัพพลายของตลาดสินค้าเคมีภัณฑ์ยอมรับว่ามีปริมาณสินค้า (Supply) ไหลเข้ามาในตลาด แต่เชื่อว่าปริมาณสินค้าจากจีนจะไม่เพิ่มสูงไปกว่านี้ ส่วนตะวันออกกลางกลับลดลง ขณะที่ปริมาณความต้องการก็เริ่มขยับตัวสูงขึ้นแล้วเช่นกัน ซึ่ง PTTGC วางแผนรับมือแล้ว ส่วนความคืบหน้าโครงการร่วมทุน (JV) กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC  ซึ่งเมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างกันไปแล้ว ปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการศึกษา โดยมีความเป็นไปได้ที่จะนำเทคโนโลยี AI และแนวคิดการเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้ไปปรับใช้ร่วมกัน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

ROCTECลุ้นรายได้ปีนี้3.9พันลบ. เดินหน้ารุกAI-โรโบเทคต่อยอดเพิ่ม
Read

ROCTECลุ้นรายได้ปีนี้3.9พันลบ. เดินหน้ารุกAI-โรโบเทคต่อยอดเพิ่ม

#ROCTEC #ทันหุ้น - ROCTEC ปักหมุดปีนี้รายได้โตเป็นราว 3.6-3.9 พันล้านบาท งานเรียงคิวเพียบ-ธุรกิจสื่อนอกบ้านหนุน พร้อมเดินเกมชิงงานระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งใน-ต่างประเทศเต็มพิกัด หวังอัพ Backlog จากเดิมกว่า 1 พันล้านบาท จับมือพาร์ตเนอร์ไต้หวัน ลุยปั้นระบบ  AI Smart Home Assistant อัพช่องรับทรัพย์ บิ๊ก “เว่ย แซม แลม“ เปรยอยู่ระหว่างศึกษาโมเดลโรโบเทค ชี้เป็นโอกาสต่อยอดงานระบบความปลอดภัยเพิ่มนายเว่ย แซม แลม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ บริษัท ร็อคเทค โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ ROCTEC เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้งวดบัญชีปี 2570 (เม.ย.69 - มี.ค.70) จะอยู่ที่ประมาณ 3.6 -3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ราว 3.46 พันล้านบาท เพราะธุรกิจมีงานในมือ (แบ็กล็อก) ที่รอรับรู้อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีโอกาสได้รับโครงการใหม่ๆ เข้ามาในงวดปีนี้เพิ่มเติมทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ ROCTEC แบ่งเป็น กลุ่มงานระบบครบวงจร อาทิ งานระบบสื่อสารสำหรับขนส่งทางราง ระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายข้อมูล ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ คิดเป็นตัวเลขราว 83% ส่วนที่เหลือมาจากกลุ่มธุรกิจบริหารจัดการและให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้าน*รุกสอยงานระบบเพิ่มขณะที่บริษัทมี Backlog ในปัจจุบันจากกลุ่มงานระบบครบวงจร อาทิ งานบำรุงรักษา (Maintenance) , การอัปเกรดระบบจากเวอร์ชันเดิม ฯลฯ คิดเป็นมูลค่าอยู่มากกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งคาดจะสามารถรับรู้รายได้เกือบทั้งหมดในงวดปีนี้ และอาจจะบางมีบางส่วนต่อเนื่องในปีถัดไป รวมทั้งทาง ROCTEC มีแนวทางเข้าประมูลโครงการใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศต่อเนื่อง เพื่อเสริมรายรับในอนาคตอย่างไรก็ดี บริษัทยังเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว จึงได้มีการร่วมมือกับพาร์ตเนอ์จากไต้หวัน เพื่อพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับโครงการที่อยู่อาศัย (AI Smart Home Assistant) เพิ่มเติม หลังช่วงที่ผ่านมาทางพาร์ตเนอร์รายดังกล่าวได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Customer Service) ในรถไฟฟ้า (MTR) ฮ่องกง และได้รับคว้ารางวัลเหรียญทองจากงานสิ่งประดิษฐ์นานาชาติที่กรุงเจนีวา ซึ่งบริษัทมอง AI Smart Home Assistant จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าไปงานทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเติม ซึ่งงานในส่วนนี้จะช่วยสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอให้กับบริษัทในอนาคต รวมทั้งยังจะกลายเป็นปัจจัยช่วยผลักดันให้ภาพรวมกลุ่มกลุ่มงานระบบครบวงจรเติบโตมากขึ้นต่อไป*เล็งโมเดล “โรโบเทค” ต่อยอดนอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจากับทางพาร์ตเนอร์จากในประเทศจีน เพื่อขยายฐานธุรกิจในส่วนของวิทยาการหุ่นยนต์ หรือ โรโบเทค ซึ่งเบื้องต้นคงจะเป็นในลักษณะการนำเข้าหุ่นยนต์ตรวจการณ์ (Security Patrol Robot) ทั้งในรูปแบบหุ่นยนต์สุนัข (Robot Dog) และ Humanoid จากประเทศจีน เพื่อมาใช้ในงานรักษาความปลอดภัยตามหมู่บ้าน โรงงาน หรือพื้นที่เสี่ยงอันตรายแทนกำลังพล หวังช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ในประเทศให้กับ ROCTEC ในอนาคตอีกทางหนึ่ง (ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน)“ไม่เพียงเท่านั้นในแง่โครงการขนาดใหญ่อย่าง สนามบินอู่ตะเภา และ Airport City นั้นบริษัทได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะที่ปรึกษา (Consultant) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ICT และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งถือเป็นอัพไซด์สำคัญในอนาคตเมื่อโครงการเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเพิ่มเติมด้านกลุ่มธุรกิจบริหารจัดการและให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้าน ปัจจุบันทาง ROCTEC ถือเป็นผู้นำด้าน Digital Display ในฮ่องกง โดยครองส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) กว่า 50% ในสถานีรถไฟฟ้าฮ่องกง รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการจอภาพดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยจำนวนมากกว่า 20,000 จอ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ได้เปรียบด้านการบริหารจัดการต้นทุน (Economy of Scale) และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ให้บริษัทได้อย่างสม่ำเสมอและสนับสนุนการเติบโตของรายได้ปีนี้อีกทางหนึ่งด้วย

CCET พุ่งแรง 8.30 บาท +1.55 บาท (+22.96%) โบรกฯ คาดกำไรปี 2569 โต 34.2% แตะ 3,082 ล้านบาท
Read

CCET พุ่งแรง 8.30 บาท +1.55 บาท (+22.96%) โบรกฯ คาดกำไรปี 2569 โต 34.2% แตะ 3,082 ล้านบาท

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #CCET พุ่งแรง 8.30 บาท +1.55 บาท (+22.96%) โบรกฯ คาดกำไรปี 2569 โต 34.2% แตะ 3,082 ล้านบาทบริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) CCET ยังคงได้รับมุมมองเชิงบวกในฐานะหนึ่งในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI โดยเฉพาะความต้องการด้านหน่วยความจำและอุปกรณ์ Hardware ที่เติบโตต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 7.50 บาท จากเดิม 5.90 บาท อิง PER ปี 2569 ที่ 30 เท่า สะท้อน upside ราว 23% จากราคาหุ้นปัจจุบันที่ 6.10 บาทแม้กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 502 ล้านบาท ลดลง 17% YoY จากรายได้ที่อ่อนตัว แต่ยังเพิ่มขึ้น 33% QoQ โดยรายได้รวมอยู่ที่ 2.97 หมื่นล้านบาท ลดลง 14% YoY และ 18% QoQ จากยอดขายกลุ่ม smart wearable devices และ storage products ที่ลดลงตามการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและ product mixอย่างไรก็ตาม EBITDA Margin ปรับดีขึ้นสู่ระดับ 3.9% จาก 3.3% ในไตรมาสก่อน และ 3.7% ในช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน แม้ว่าบริษัทจะมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% YoY จากการกู้เงินเพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตฝ่ายวิจัยมองว่าแนวโน้มกำไรปี 2569 ยังแข็งแกร่ง โดยคาดกำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 3,082 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.2% YoY ก่อนเติบโตต่อเป็น 3,245 ล้านบาทในปี 2570 และ 3,419 ล้านบาทในปี 2571รายได้ปี 2569 คาดเพิ่มเป็น 1.49 แสนล้านบาท จาก 1.38 แสนล้านบาทในปี 2568 และจะเพิ่มต่อเนื่องสู่ 1.59 แสนล้านบาทในปี 2570 และ 1.73 แสนล้านบาทในปี 2571ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเดินหน้าขยายโรงงานใหม่ 3 แห่ง ซึ่งเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2568 ได้แก่ โรงงานมหาชัย โรงงานเพชรบุรี และโรงงานที่เซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยโรงงานมหาชัยจะผลิต SSD โรงงานเพชรบุรีผลิตเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ส่วนโรงงานบราซิลจะผลิต SSD และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นเพิ่มเติมฝ่ายวิจัยเชื่อว่าหลังการปรับ product model และ business model เสร็จสมบูรณ์ โรงงานใหม่เหล่านี้จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อทั้งรายได้และกำไรตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไปจุดแข็งสำคัญของ CCET อยู่ที่ operational agility และ production flexibility โดยบริษัทสามารถโยกย้ายสายการผลิตระหว่างฐานการผลิตในไทย ฟิลิปปินส์ บราซิล และสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็วตามต้นทุนและความต้องการของลูกค้า รวมถึงมีแผนตั้งโรงงานใหม่ในสหรัฐฯ เพิ่มเติมนอกจากนี้ บริษัทกำลังพัฒนา “dark factory” หรือโรงงานระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ใช้หุ่นยนต์ในการผลิต ซึ่งจะช่วยเพิ่ม efficiency และลดผลกระทบจากต้นทุนแรงงานในระยะยาวฝ่ายวิจัยมองว่า แม้บริษัทอาจเผชิญแรงกดดันด้าน margin จากยอดขายบางกลุ่มที่อ่อนตัว รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่จะถูกชดเชยด้วยประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น การย้ายฐานการผลิต และการส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปยังลูกค้าด้วยโครงสร้างโรงงานที่กระจายตัวทั่วโลก การบริหารความเสี่ยงที่คล่องตัว และการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ทำให้ CCET ยังถูกมองเป็นหนึ่งในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของ AI Infrastructure โดยเฉพาะกลุ่ม Flash Memory และ Hardware Componentsในด้าน valuation ปัจจุบัน CCET ซื้อขายที่ PER ปี 2569 ราว 24.7 เท่า และ PBV 2.6 เท่า ขณะที่ ROE คาดอยู่ที่ 10.9% พร้อม Dividend Yield ประมาณ 2% ต่อปีราคาหุ้นในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบ 4.14–7.10 บาท และตั้งแต่ต้นปี 2569 ปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 31.6% outperform ตลาดที่เพิ่มขึ้น 9.3% สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกต่อการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Storage ในระยะยาว

Dev หลุด! GTA 6 เตรียมยกระดับความสมจริงด้วยระบบ "กระจกแตกเรียลไทม์" ยิงตรงไหนแตกตรงนั้น
Read

Dev หลุด! GTA 6 เตรียมยกระดับความสมจริงด้วยระบบ "กระจกแตกเรียลไทม์" ยิงตรงไหนแตกตรงนั้น

แฟนเกม GTA ทั่วโลกที่กำลังโหยหาข้อมูลใหม่ของเกมแบบสุด ๆ ถึงขั้นไปขุดข้อมูลในโปรไฟล์ LinkedIn ของอดีตพนักงาน Rockstar Games จนเจอดีเข้าให้! เมื่อมีการหลุดข้อมูลฟีเจอร์ใหม่ที่จะเปลี่ยนโลก Open world ให้สมจริงขึ้นไปอีกขั้น นั่นก็คือระบบ "Next-gen Procedural Glass" หรือ "ระบบกระจกแตกแบบเรียลไทม์"โดยข้อมูลนี้มาจากอดีต Graphics Programmer ที่เคยทำงานกับ Rockstar ช่วงปี 2020-2023 ซึ่งระบุว่าเขาเคยเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาระบบกระจกสำหรับยานพาหนะและสิ่งของประกอบฉากโดยเฉพาะ แม้ว่าข้อมูลนี้จะถูกลบออกไปอย่างรวดเร็วหลังจากเป็นข่าว แต่แฟน ๆ ก็แคปไว้ได้ทันจนกลายเป็นประเด็นร้อนไปเรียบร้อยแล้วUPDATE: The Rockstar dev removed the details from his LinkedIn profile just a few hours after it was shared around the community.Do you think he got in trouble? 👀 https://t.co/cA3pwSF7On pic.twitter.com/VPAtZyonrJ— Urban GTA 6 (@Urban_GTA_6) March 24, 2026 แล้วมันต่างจากเดิมยังไง? คือถ้าลองเทียบกับ GTA 5 ระบบกระจกแตกในภาคที่แล้วแม้จะดูดี แต่มันยังเป็นแบบ "แพทเทิร์นสำเร็จรูป" คือไม่ว่าจะยิงมุมไหน กระจกก็จะแตกออกมาเป็นรูปร่างและเศษขนาดเดิมซ้ำ ๆ แต่สำหรับใน GTA 6 ระบบใหม่นี้จะใช้การคำนวณแบบเรียลไทม์ยิงตรงไหน แตกตรงนั้น : รอยร้าวและเศษกระจกจะเปลี่ยนไปตามตำแหน่ง แรงปะทะ และอาวุธที่ใช้ฟิสิกส์สมจริง : เศษกระจกที่หลุดออกมาจะมีขนาดไม่เท่ากัน ทิศทางการกระเด็นจะอิงตามมุมที่โดนกระแทกความเสียหายสะสม : เราอาจจะได้เห็นกระจกหน้ารถที่ร้าวแค่ครึ่งเดียว หรือกระจกข้างที่แหว่งไปบางส่วนแม้จะดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่นี่แหละคือลายเซ็นของ Rockstar Games ที่ขึ้นชื่อเรื่องความละเอียด ซึ่งระบบนี้จะช่วยส่งผลต่อเกมเพลย์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นฉากไล่ล่าบนรถที่จะดูระทึกขึ้น หรือการบุกปล้นร้านค้าที่จะให้ความรู้สึกต่างกันไปในทุกครั้งอย่างไรก็ตาม แม้ว่าแฟน ๆ จะคาดหวังว่าจะมีข่าวใหญ่ในเดือนเมษายนนี้หลังจากเงียบหายไปเกือบปีนับจาก Trailer 2 (พฤษภาคม 2025) แต่ข้อมูลนี้ก็ยังเป็นเพียงข้อมูลหลุดที่ต้องฟังหูไว้หู จนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากทาง Rockstar อีกทีนะแปลและเรียบเรียงจาก : gamerant.com

เมื่อ Xiaomi ประกาศกร้าว “อีก 5 ปี หุ่นยนต์จะเดินเพ่นพ่านเต็มโรงงาน” เกมใหม่ที่ใหญ่กว่าแค่ขายมือถือ!
Read

เมื่อ Xiaomi ประกาศกร้าว “อีก 5 ปี หุ่นยนต์จะเดินเพ่นพ่านเต็มโรงงาน” เกมใหม่ที่ใหญ่กว่าแค่ขายมือถือ!

มีข่าวล่าสุดที่น่าสนใจของ Xiaomi มาเล่าให้ฟังครับ! บอกเลยว่ารอบนี้ เหลย จุน (Lei Jun) CEO คนเก่งของ Xiaomi เขาออกมาปล่อยของชุดใหญ่ ไม่ใช่แค่มือถือหรือรถ EV แล้วนะ แต่เขากำลังพูดถึง หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) หรือหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์ ที่เขามั่นใจมากว่าจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมโลกภายใน 5 ปีนี้! อ่านแล้วขนลุกเลย มันเหมือนเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคหนัง Sci-Fi เข้าไปทุกที วันนี้เราเลยสรุปสิ่งที่เหลย จุน พูด บวกกับวิเคราะห์สถานการณ์โลกหุ่นยนต์ตอนนี้มาเล่าให้ฟัง ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงโคตรสำคัญ และทำไมมันถึงน่าจับตามองกว่า Gadget ทั่วไป AI ไม่ใช่แค่ ของเล่น แต่มันคือ หัวใจ ใหม่ของโรงงาน เหลย จุน ให้สัมภาษณ์กับ Beijing Daily แบบตรงไปตรงมาเลยว่า AI ตอนนี้มันไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมหล่อๆ ในมือถือแล้ว แต่มันคือ Core Driver หรือตัวขับเคลื่อนหลักที่จะมารื้อระบบอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด เขาได้ยกตัวอย่างที่โรงงานผลิตรถ EV ของ Xiaomi เอง (Xiaomi SU7 ที่กำลังฮอตนั่นแหละ) ปกติการตรวจสอบชิ้นส่วนหล่อขึ้นรูปขนาดใหญ่ (Die-cast components) ถ้าใช้คนตรวจ มันช้าและมีโอกาสพลาดสูงมาก ตามประสา Human Error อะเนอะ แต่พอ Xiaomi เอา AI Vision มาจับคู่กับเครื่อง X-ray รู้ไหมเกิดอะไรขึ้น? ความเร็ว: จากที่เคยใช้เวลานาน เหลือแค่ 2 วินาที! ความแม่นยำ: มากกว่าคนตรวจถึง 5 เท่า! ประสิทธิภาพรวม: เร็วกว่าเดิม 10 เท่า! นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆ นะ เหลย จุน บอกว่าถ้าเราฝัง AI ลงไปในทุกกระบวนการผลิต มันจะปลดล็อกมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมระดับ ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.4 แสนล้านดอลลาร์) ได้เลย กองทัพหุ่นยนต์: จาก "ตัวโชว์" สู่ "แรงงานจริง" จำเจ้า CyberOne หุ่นยนต์เดินได้ที่ Xiaomi เอามาโชว์เมื่อปี 2022 ได้มั้ย? ตอนนั้นหลายคนอาจจะมองว่า "โหย ทำมาโชว์เท่ๆ เดินกะเผลกๆ จะไหวเหรอ" แต่หารู้ไม่ นั่นคือการโยนหินถามทาง เหลย จุน ประกาศชัดเจนว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า เราจะเห็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Xiaomi เข้าไปทำงานแทนคนในโรงงานผลิตแบบสเกลใหญ่ (Large Scale) งานไหนที่ซ้ำซาก งานไหนที่เสี่ยง งานสายพานการผลิต หุ่นยนต์จะเหมาหมด แกยังเตือนสติวงการอุตสาหกรรมจีนด้วยว่า "เลิกคิดจะพึ่งพาแรงงานราคาถูกได้แล้ว" ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว จีนต้องก้าวไปสู่การเป็น Smart Manufacturing หรือการผลิตอัจฉริยะเท่านั้นถึงจะรอดและเป็นผู้นำโลกได้ Next Station: บุกบ้านพวกเรา! สิ่งที่พีคกว่าโรงงานคือ "บ้าน" ครับเลยครับ โดย เหลย จุน บอกว่าโรงงานนี่แค่น้ำจิ้ม เป้าหมายที่แท้จริงและตลาดยักษ์ใหญ่กว่าคือ "หุ่นยนต์สำหรับใช้งานในบ้าน" แต่แกก็ยอมรับนะว่า โจทย์ของบ้านมันยากกว่าโรงงานเยอะ โรงงานมันมีระเบียบ เดินตามเส้นได้ หยิบของจุดเดิมได้ แต่บ้านคนน่ะ... ไหนจะของรก ไหนจะแมววิ่งตัดหน้า ไหนจะพื้นต่างระดับ ความซับซ้อนมันคนละเรื่อง แต่ถ้าทำได้เมื่อไหร่ นี่คือขุมทองมหาศาลที่ใครก็อยากเป็นเจ้าของ เจาะลึกแวดวงหุ่นยนต์: ใครกำลังทำอะไร แล้ว Xiaomi อยู่ตรงไหน? ทีนี้มาดูกันว่า ในสนามรบนี้ Xiaomi ไม่ได้วิ่งอยู่คนเดียวนะเพื่อน คู่แข่งระดับพระกาฬเพียบ! Tesla (Optimus): รายนี้คือคู่ปรับโดยตรง Elon Musk ก็ประกาศเหมือนกันว่าจะเอา Optimus มาใช้ในโรงงานผลิตรถ Tesla และขายให้คนทั่วไป ล่าสุดหุ่น Optimus Gen 2 เดินพริ้วขึ้นเยอะ พับผ้าได้แล้วด้วย แนวคิดเดียวกับ Xiaomi เป๊ะ คือ "ผลิตรถได้ ก็ผลิตหุ่นยนต์ได้" เพราะเทคโนโลยีแบตเตอรี่ มอเตอร์ และ AI ขับเคลื่อนอัตโนมัติ มันคือรากฐานเดียวกัน Figure AI: เจ้านี้มาแรงมาก เพิ่งจับมือกับ BMW เพื่อส่งหุ่นยนต์เข้าไปทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์ที่อเมริกา นี่คือคู่แข่งที่เริ่มใช้งานจริงแล้ว แถมได้เงินทุนจาก OpenAI และ Microsoft ด้วย สมองฉลาดแน่นอน Boston Dynamics (Atlas): ตำนานสายยิมนาสติก รายนี้เพิ่งเปลี่ยนจากระบบไฮดรอลิกมาเป็นไฟฟ้าล้วน (All Electric) เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์มากขึ้น Agility Robotics (Digit): เจ้านี้หน้าตาไม่ค่อยเหมือนคนเท่าไหร่ แต่ Amazon เอาไปทดลองใช้แบกของในโกดังเรียบร้อยแล้ว Xiaomi อยู่ตรงไหน? Xiaomi มาในสไตล์ "Tech Ecosystem" คือมีครบทั้ง Software (AI), Hardware (การผลิตหุ่นยนต์), และ Application (โรงงาน EV ของตัวเอง) จุดแข็งของ Xiaomi คือ "การทำของดีในราคาที่จับต้องได้" และ "สเกลการผลิตที่บ้าคลั่ง" ถ้า Xiaomi เอาจริง เผลอๆ เราอาจจะเห็นหุ่นยนต์ราคาหลักแสนต้นๆ ก่อนค่ายอื่นก็ได้ บทวิเคราะห์: ตลาดหุ่นยนต์ ปัจจุบัน และ อนาคต สถานการณ์ปัจจุบัน (The Current State) ตอนนี้เราอยู่ในช่วง "Proof of Concept to Early Adoption" หรือช่วงพิสูจน์ว่าทำได้จริงและเริ่มทดลองใช้ จุดเจ็บปวด (Pain Point): โลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แรงงานขาดแคลน ค่าแรงสูงขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ไม่อยากทำงานเสี่ยงตายหรืองานซ้ำซาก เทคโนโลยี: AI ประเภท LLM (Large Language Models) ทำให้หุ่นยนต์ "เข้าใจภาษาคน" และ "เรียนรู้หน้างาน" ได้เอง ไม่ต้องเขียนโปรแกรมสั่งทีละท่าเหมือนเมื่อก่อน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ อนาคตในอีก 5-10 ปี (The Future Outlook) ราคาจะถูกลงแบบฮวบฮาบ: เหมือนรถ EV แรกๆ แพงระยับ ตอนนี้เริ่มจับต้องได้ หุ่นยนต์ก็เช่นกัน เมื่อมีการผลิตจำนวนมาก ต้นทุนจะลดลง จนโรงงาน SMEs อาจจะซื้อหุ่นยนต์มาช่วยยกของได้ RaaS (Robots as a Service): ในอนาคตเราอาจไม่ต้องซื้อหุ่นยนต์ แต่เช่าหุ่นยนต์รายเดือนมาทำงานบ้าน หรือทำงานในโรงงาน จ่ายค่าแรงให้บริษัทหุ่นยนต์แทน สงครามชิงข้อมูล: หุ่นยนต์จะเก่งได้ต้องมีข้อมูลมหาศาล ใครส่งหุ่นยนต์ลงตลาดได้ก่อน ก็จะเก็บ Data การเคลื่อนไหวและการแก้ปัญหาได้ก่อน (เหมือนที่ Tesla เก็บข้อมูลการขับขี่) Xiaomi จึงต้องรีบส่งหุ่นลงโรงงานตัวเองเพื่อเทรนให้เก่งก่อนส่งขาย ภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี: จีนพยายามผลักดันเรื่องนี้สุดตัว เพราะต้องการหนีจากกับดัก "โรงงานโลกค่าแรงถูก" ไปเป็น "ผู้ส่งออกเทคโนโลยีชั้นสูง" การที่ Xiaomi กระโดดลงมาเล่นเต็มตัว เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของแผนระดับชาติจีนเลยทีเดียว โดยสรุปแล้ว คำพูดของเหลย จุน ไม่ใช่แค่คำโม้ขายของ แต่มันคือ "สัญญาณเตือน" ว่าโลกการทำงานกำลังจะเปลี่ยนไป การที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Xiaomi, Tesla, BMW ขยับตัวไปทิศทางเดียวกัน แปลว่า "มันมาแน่" อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเดินเข้าโรงงานแล้วเจอหุ่นยนต์ยืนประกอบรถ หรือกลับบ้านมาเจอหุ่นยนต์ Xiaomi พับผ้ากองโตให้เราอยู่ก็ได้ เตรียมตัวรับมือกับยุค AI + Robotics ไว้ให้ดี โลกมันหมุนเร็วกว่าที่เราคิดเยอะ! Photo Credit : AI Generated

Mechanical Marie
Watch

Mechanical Marie

Kaiju Cleaner Simulator เมื่อซากไคจูคือขุมทรัพย์ ร่วมมือกับเพื่อนชำแหละอวัยวะ เก็บกวาดซาก เตรียมวางจำหน่ายบน Steam!
Read

Kaiju Cleaner Simulator เมื่อซากไคจูคือขุมทรัพย์ ร่วมมือกับเพื่อนชำแหละอวัยวะ เก็บกวาดซาก เตรียมวางจำหน่ายบน Steam!

ใครสาย Simulator เชิญทางนี้! Kaiju Cleaner Simulator ที่จะให้เราเก็บกวาดซากไคจู หลังศึกต่อสู้สุดอลังการ พร้อมร่วมมือกับเพื่อน 1-4 คน ผ่าชำแหละซากไคจูยักษ์ เก็บอวัยวะหายาก ใช้เครื่องจักรทำงาน และล้างเลือดกับสารพิษที่เปรอะเปื้อนตามท้องถนนให้เกลี้ยง! โดยตัวเกมนั้นจะวางจำหน่ายบน Steam ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่นั้นต้องรอติดตามกันต่อไปนะ!Kaiju Cleaner Simulator Trailerทำความสะอาดหลังศึกไคจู เกม first-person simulator สุดโหดนี้เหมาะสำหรับผู้เล่น 1-4 คน คุณจะต้องรับหน้าที่ ทำความสะอาดเมืองหลังจากการต่อสู้กับไคจูยักษ์ ผ่าซากศพสัตว์ประหลาดขนาดมหึมา, เก็บอวัยวะหายาก, ควบคุมเครื่องจักร และล้างคราบเลือดรวมถึงสารพิษที่เปื้อนอยู่ตามท้องถนนในเมือง!ถึงเวลาทำความสะอาดความโกลาหลของไคจู!เมื่อสัตว์ประหลาดยักษ์ก่อความวุ่นวาย ก็ต้องมีคนมาจัดการกับความเละเทะนั้น เข้าร่วมทีมเก็บกวาดซากไคจูมืออาชีพ และฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยให้กับเมืองที่พังพินาศจากการต่อสู้ครั้งใหญ่เก็บอวัยวะมีค่า, หลีกเลี่ยงสารพิษอันตราย, อัปเกรดอุปกรณ์ของคุณ และเปลี่ยนงานสกปรกให้กลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น!ผ่าซากศพไคจูขนาดมหึมาและทำความสะอาดถนนใช้อุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น เลื่อยยนต์, เครื่องบด, เครื่องมือสกัด และอื่น ๆ เพื่อชำแหละซากสัตว์ประหลาดล้างคราบเลือด, เนื้อ, เมือก และของเสียอันตราย ที่ปนเปื้อนตามท้องถนนในเมือง ยิ่งคุณทำงานได้สะอาดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับค่าจ้างมากขึ้นเท่านั้น!ความแม่นยำนำมาซึ่งผลตอบแทนเก็บอวัยวะ, กระดูก และผลึกหายาก อย่างระมัดระวังเพื่อเพิ่มกำไร การคัดแยกอย่างรอบคอบและการทำงานที่แม่นยำ จะนำไปสู่โบนัสที่มีมูลค่าและสัญญาที่ดีขึ้นปลดล็อกอุปกรณ์ใหม่, เพิ่มเลเวลความสามารถ, ซื้อชุดป้องกันพิเศษ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของคุณเฮฮาท่ามกลางความวุ่นวายแม้แต่งานที่สกปรกที่สุดก็ยังสามารถสนุกได้! พูดเรื่องขำ ๆ กับเพื่อนร่วมทีมของคุณผ่าน voice chat หยอกเพื่อนร่วมทีม และรักษาขวัญกำลังใจให้ดีในขณะที่คุณขัดถูซากไคจูออกจากถนนฟีเจอร์หลักมีทั้งโหมด Singleplayer และ Co-Op ได้สูงสุด 4 คนการชำแหละสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์การทำความสะอาดของเสียมีพิษอย่างทั่วถึงระบบการคัดแยกและรีไซเคิลที่หลากหลายเครื่องมือและการอัปเกรดอุปกรณ์จำนวนมากความเฮอา ความบ้าคลั่ง และสถานการณ์ที่น่าขำ!กด Wishlist เกม Kaiju Cleaner Simulator ได้ที่

SMD100 จับมือ RIVERFIELD Inc. จากญี่ปุ่น เปิดตัว “SAROA Pneumatic-Driven Robotic Surgical System”
Read

SMD100 จับมือ RIVERFIELD Inc. จากญี่ปุ่น เปิดตัว “SAROA Pneumatic-Driven Robotic Surgical System”

ครั้งแรกของโลกกับหุ่นยนต์ผ่าตัดที่รับรู้แรงสัมผัสได้จริง พร้อมระบบเช่าใช้ DaaS รายเดือนเพื่อให้โรงพยาบาลไทยเข้าถึงได้จริง** ก้าวใหม่ของศัลยกรรมอัจฉริยะในประเทศไทยบริษัท เอสเอ็มดี ไรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SMD100ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัท RIVERFIELD Inc. จากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเปิดตัว SAROA Pneumatic-Driven Robotic Surgical Systemนวัตกรรมหุ่นยนต์ผ่าตัดอัจฉริยะที่สามารถ “รับรู้แรงสัมผัสได้จริง” เป็นรายแรกของโลกเทคโนโลยีนี้ใช้ระบบ ขับเคลื่อนด้วยแรงลมอัด (Pneumatic-Driven System) แทนการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม ทำให้แขนกลตอบสนองรวดเร็ว เคลื่อนไหวเรียบเนียน และควบคุมแรงได้ละเอียดระดับมิลลินิวตันช่วยให้แพทย์สัมผัสเนื้อเยื่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ ลดแรงกระแทก และเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้ผู้ป่วยในทุกจังหวะของการผ่าตัด SAROA: หุ่นยนต์ที่ผสาน “ความรู้สึกของแพทย์” เข้ากับ “ความแม่นยำของเครื่องกล”SAROA เป็นผลงานนวัตกรรมจาก RIVERFIELD Inc.ภายใต้การนำของ Dr. Kotaro Tadano นักวิจัยด้านหุ่นยนต์การแพทย์จาก Tokyo Institute of Technologyหัวใจของ SAROA คือเทคโนโลยี Haptic Feedback System ที่สามารถส่งแรงสัมผัสจากปลายเครื่องมือกลับสู่มือศัลยแพทย์แบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์ “รู้สึกถึงแรงจริง” ในระหว่างการผ่าตัด ซึ่งหุ่นยนต์ผ่าตัดรุ่นก่อนหน้าไม่สามารถทำได้ รองรับการผ่าตัดสำคัญหลายสาขาหุ่นยนต์ SAROA ได้รับการออกแบบให้รองรับศัลยกรรมความซับซ้อนสูงในหลายสาขา เช่น• ศัลยกรรมทรวงอกและปอด (Lung and Thoracic Surgery)แขนกลเคลื่อนไหวในพื้นที่แคบได้แม่นยำ ลดแรงสั่นสะเทือนและการบาดเจ็บต่อหลอดเลือด• ศัลยกรรมต่อมลูกหมากและทางเดินปัสสาวะ (Prostate and Urological Surgery)ระบบแรงลมควบคุมแรงกดละเอียด ป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทสำคัญ• ศัลยกรรมส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร (GI Endoscopic Surgery)เหมาะสำหรับการผ่าตัดช่องท้อง เช่น การตัดถุงน้ำดี ลำไส้ และกระเพาะอาหารระบบควบคุมแรงลมอัดและ Haptic Feedback ช่วยให้การเลาะ การตัด และการผูกหลอดเลือดเป็นไปอย่างนุ่มนวลและแม่นยำ DaaS: Device-as-a-Service – รูปแบบการเข้าถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ยุคใหม่เพื่อให้โรงพยาบาลไทยทุกระดับสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกนี้ได้จริง SMD100 ได้ออกแบบโมเดลธุรกิจแบบ DaaS (Device-as-a-Service) ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดจาก “การซื้อเครื่องมือแพทย์” สู่ “การใช้บริการหุ่นยนต์ผ่าตัดแบบครบวงจร”โรงพยาบาลสามารถเลือก เช่าใช้รายเดือนหรือรายปีโดยไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ พร้อมรับบริการสนับสนุนครบวงจรจากทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญของ SMD100 แบบรายเดือน (Monthly Service Plan)เริ่มต้นเพียง เดือนละ 1.2 ล้านบาทครอบคลุมเครื่องหลัก ชุดแขนกล อุปกรณ์ควบคุม ศูนย์ข้อมูลการผ่าตัด การบำรุงรักษา และทีมวิศวกร standby ตลอด 24 ชั่วโมง แบบรายปี (Annual Service Plan)เหมาะกับโรงพยาบาลศูนย์หรือสถาบันการแพทย์ขนาดใหญ่โดยมีอัตราเฉลี่ย ประมาณ 12–14 ล้านบาทต่อปีรวมค่าฝึกอบรมศัลยแพทย์ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน และอัปเดตซอฟต์แวร์แขนกลเวอร์ชันใหม่อย่างต่อเนื่อง จุดเด่นของโมเดล DaaS จาก SMD1001. ไม่ต้องลงทุน – ลดภาระงบประมาณการลงทุน2. บริการครบวงจร – ติดตั้ง ฝึกอบรม และซ่อมบำรุงโดยทีมวิศวกรของไทย3. ยืดหยุ่นตามขนาดโรงพยาบาล – เลือกได้ทั้งรายเดือน รายปี หรือ 3-5 ปี4. อัปเดตเทคโนโลยีต่อเนื่อง – ได้รับซอฟต์แวร์รุ่นใหม่โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่อง5. เสริมความเท่าเทียมด้านเทคโนโลยี – ให้โรงพยาบาลจังหวัดและภูมิภาคเข้าถึงระบบผ่าตัดอัจฉริยะระดับโลกได้️เสียงจากสองผู้นำเทคโนโลยีDr. Kotaro Tadanoประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท RIVERFIELD Inc. กล่าวว่า“SAROA ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้แพทย์รู้สึกถึงแรงที่แท้จริงในระหว่างการผ่าตัด เพราะเทคโนโลยีที่ดี ต้องเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ ความร่วมมือกับ SMD rise คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่ความแม่นยำของเครื่องกลและสัมผัสของแพทย์จะทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ”ดร. วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเอ็มดี ไรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า“โมเดล DaaS ทำให้หุ่นยนต์ผ่าตัดไม่ใช่เทคโนโลยีของโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น แต่กลายเป็นระบบบริการที่ทุกโรงพยาบาลสามารถเข้าถึงได้ เราเชื่อว่าการเช่าใช้รายเดือน 1.2 ล้านบาทคือจุดสมดุลระหว่างเทคโนโลยีระดับโลกกับงบประมาณที่เป็นจริงของประเทศไทย” ก้าวต่อไปของยุคศัลยกรรมอัจฉริยะไทยSMD100 และ RIVERFIELD Inc. เตรียมพัฒนาศูนย์ฝึกอบรม Robotic Surgeryและ Next Generation Surgical Innovation Centerภายใต้เขตนวัตกรรมการแพทย์ EEC เพื่อสร้างแพทย์ผ่าตัดยุคใหม่ของประเทศไทย“SAROA คือหุ่นยนต์ที่แพทย์สัมผัสได้ ผู้ป่วยปลอดภัยขึ้นและ SMD100 คือพลังที่ทำให้อนาคตของศัลยกรรมอัจฉริยะเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย”

APP โดดรับรถเปลี่ยนโมเดล บุ๊กแบ็กล็อกครึ่งหลัง 150 ล.
Read

APP โดดรับรถเปลี่ยนโมเดล บุ๊กแบ็กล็อกครึ่งหลัง 150 ล.

#APP #ทันหุ้น – APP โดดรับค่ายรถเปลี่ยนโมเดลบ่อย ชี้ 3D Printing ทางเลือกใหม่ลดต้นทุนได้มหาศาล ตอบโจทย์การผลิตชิ้นส่วนซับซ้อน ด้านการแพทย์ประสบความสำเร็จ 3D Medical Hub ส่วน Robotics เติบโตเร็ว โชว์แบ็กล็อกแน่น 150 ล้านบาท จ่อรับรู้ครึ่งปีหลัง                นายประกิจ  เหล่าบุญเจริญ  กรรมการบริหาร บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) หรือ APP เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทก่อตั้งมากว่า 30 ปี เริ่มจากการเป็นผู้แทนจำหน่ายซอฟต์แวร์ออกแบบ 3D (SolidWorks) ตั้งแต่ปี 1997 ในยุคที่เทคโนโลยีนี้ยังใหม่ในประเทศไทย ต่อมาได้ต่อยอดสู่การทำธุรกิจ Rapid Prototype ก่อนพัฒนาเป็นการผลิตจริงด้วย 3D Printing และล่าสุดขยายสู่ Robotics และ Automation ที่สอดคล้องกับแนวโน้ม Industrial 5.0@ พัฒนาการก้าวกระโดด ขณะที่ยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ 3D Printing มากที่สุด เดิมใช้เฉพาะทำต้นแบบ แต่ปัจจุบันสามารถผลิตชิ้นส่วนจริงได้แล้ว แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องวัสดุและเวลา แต่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทำให้ปัจจุบันผลิตชิ้นงานจากที่เคยใช้ 20–30 ชั่วโมง เหลือเพียงหลักนาที อีกทั้งคุณภาพ End Part ของ 3D Printing มีความแม่นยำระดับไมครอน และแทบไม่ต่างจากชิ้นงานที่ผลิตด้วยเครื่องฉีดพลาสติก                อย่างไรก็ตามโอกาสทองของ Low Volume Production กำลังมาถึง เนื่องจากค่ายรถยนต์เปลี่ยนโมเดลบ่อยขึ้นและผลิตน้อยลง การใช้เครื่องฉีดพลาสติกต้องลงทุนแม่พิมพ์หลักล้านบาทต่อชิ้นงาน แต่ 3D Printing ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ ช่วยลดต้นทุนตั้งต้นมหาศาล อีกทั้งยังตอบโจทย์การผลิตชิ้นส่วนซับซ้อนที่เทคนิคเดิมไม่สามารถทำได้                ด้าน การแพทย์ APP ประสบความสำเร็จในโครงการ 3D Medical Hub ที่โรงพยาบาลเลิดสิน โดยใช้ 3D Printing ออกแบบเครื่องมือผ่าตัด ผลิตอุปกรณ์ดามกระดูกจากข้อมูล CT Scan และสร้างเนื้อเยื่อจำลองเพื่อใช้ฝึกผ่าตัดแทนอาจารย์ใหญ่ที่ขาดแคลน ที่สำคัญยังสามารถผลิตชิ้นส่วนทดแทนในร่างกาย เช่น ชิ้นส่วนกะโหลกไททาเนียม จากข้อมูล CT/MRI ที่ร่างกายยอมรับได้ สะท้อนโอกาสเติบโตของธุรกิจ Healthcare Technology@ โรโบติกส์เติบโตเร็ว                ในส่วนธุรกิจ Robotics APP ได้ทำตลาดราว 2–3 ปีและเติบโตเร็ว โดยเฉพาะ Collaborative Robot (Cobot) ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย ต่างจากหุ่นยนต์อุตสาหกรรมรุ่นเก่าที่ต้องกั้นรั้วเพราะแรงมากและเสี่ยงอันตราย Cobot จะหยุดทำงานเมื่อสัมผัสกับมนุษย์ ช่วยให้โรงงานไม่ต้องลงทุนปรับเลย์เอาต์ใหม่ทั้งหมด และเพิ่มประสิทธิภาพในสายการผลิตได้ทันที เทคโนโลยีนี้ถือเป็น หัวใจของ Industrial 5.0 ที่ผสานคนและเครื่องจักรเข้าด้วยกัน แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทย และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ นายประกิจ เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมี Backlog 100–150 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้ในไตรมาส 3–4 ของปีนี้ ขณะที่สัดส่วนรายได้มาจาก Recurring Income 40% และ Project Base 60% ซึ่งบริษัทตั้งเป้าจะดัน Recurring Income สู่ 50% ภายในปี 2569                “รายได้ประจำเป็นหัวใจของความยั่งยืน เราตั้งเป้าเพิ่ม Subscription Service ต่อเนื่อง พร้อมลงทุนเครื่องจักร 3D Printing รุ่นใหม่ และขยายโรงงาน Rapid Prototype ที่เพิ่งย้ายไซส์ เพื่อรองรับดีมานด์ในอนาคต” คุณประกิจ กล่าว                ด้านสถานะการเงิน APP มีเงินสดในมือเพียงพอและกำลังพิจารณาการลงทุนใหม่ ๆ โดยยึดหลักระมัดระวัง แต่ยืนยันว่าจะขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง “ทีมผู้บริหารคิดทุกวันว่าจะใช้เงินทุนอย่างไรให้คุ้มค่าและสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น แม้เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน แต่เรามั่นใจว่าการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นแกนหลักของเรา จะสร้างการเติบโตระยะยาวให้ APP” นายประกิจ กล่าวทิ้งท้าย

"เชลล์ดอน" ตอนที่ 20 "หุ่นยนต์กระป๋อง" วันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. นี้ ช่อง 7HD
Read

"เชลล์ดอน" ตอนที่ 20 "หุ่นยนต์กระป๋อง" วันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. นี้ ช่อง 7HD

เชลล์ดอน ทรี ดี แอนิเมชัน ทีวีซีรีส์ (Shelldon 3D Animated TV Series) เชลล์ดอนและผองเพื่อน ประจำสัปดาห์นี้ นำเสนอตอน หุ่นยนต์กระป๋อง ที่จะมามอบความสนุกให้น้องๆ หนูๆ ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. นี้ เวลา 7 โมงเช้า ช่อง 7HD "เชลล์ดอน" ตอนที่ 20 "หุ่นยนต์กระป๋อง" วันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. นี้ ช่อง 7HD โดยตอนนี้เป็นเหตุการณ์ในคืนหนึ่งมีพายุและคลื่นลูกใหญ่พัดเข้าชายฝั่งอย่างหนัก เช้าวันรุ่งขึ้น เชลล์ดอนจึงชวนคลิกกับแคล็กขึ้นไปสำรวจชายหาด และได้พบว่ามีขยะเกลื่อนเต็มไปหมด เชลล์ดอนและทุกคนจึงช่วยกันเก็บกวาดขยะ แต่เพราะพวกเขาตัวเล็กจึงเก็บขยะได้น้อยมาก ดร. เชลล์ จึงประดิษฐ์หุ่นเชลล์บ็อทเก็บขยะ แต่เมื่อเชลล์บ็อทโดนน้ำทะเลกลับเป็นสนิมและขยับไปไหนไม่ได้ เชลล์ดอนกับเพื่อนจึงต้องหาวิธีช่วยให้เชลล์บ็อทกลับมาทำงานได้อีกครั้ง ติดตามชม เชลล์ดอน ทรี ดี แอนิเมชัน ทีวีซีรี่ส ได้ทุกวันอาทิตย์ 7 โมงเช้า ทางช่อง 7HD กดดูทีวีออนไลน์ ช่อง 7HD

5 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวท็อป น่าใช้ในปี 2025
Read

5 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวท็อป น่าใช้ในปี 2025

ใครๆ ก็ฝันอยากมีบ้านที่สะอาดเอี่ยมอ่อง แต่บางทีชีวิตก็ยุ่งจนไม่มีเวลา... แต่ปัญหานั้นกำลังจะหมดไปครับ เพราะยุคนี้เรามีฮีโร่ตัวจิ๋วที่ชื่อว่า "หุ่นยนต์ดูดฝุ่น" ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านของเราให้กลายเป็นเรื่องง่ายและน่าสนุกขึ้นกว่าเดิมเยอะ! วันนี้เราจะพาทุกคนไปส่อง 5 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นท็อปที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ และกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดประเทศไทย บอกเลยว่าแต่ละตัวมีดีไซน์และฟังก์ชันที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย! 1. Roborock S8 MaxV Ultra: ตัวจบสำหรับสาย All-in-One Photo Credit : global.roborock.com ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากได้ความสะดวกสบายแบบจัดเต็ม ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการล้างผ้าถูหรือเก็บฝุ่น Roborock S8 MaxV Ultra คือคำตอบสุดท้าย! จุดเด่นของรุ่นนี้คือ ระบบ Multi-Functional Dock ที่เป็นเหมือนศูนย์บัญชาการครบวงจร สามารถจัดการได้ทุกอย่างตั้งแต่ล้างผ้าถู, เติมน้ำ, และดูดฝุ่นจากตัวหุ่นยนต์ได้เองอัตโนมัติ ที่สำคัญยังมี แขนกลอัจฉริยะ FlexiArm Design ที่ยืดออกมาทำความสะอาดซอกมุมและขอบผนังได้อย่างหมดจด ไม่มีพื้นที่ไหนที่รอดพ้นสายตาไปได้ 2. Dreame L20 Ultra: ผู้เชี่ยวชาญการถูพื้นและเก็บขอบ Photo Credit : global.dreametech.com สำหรับคนที่เน้นเรื่องการถูพื้นและกังวลว่ามุมห้องจะสะอาดไม่พอ Dreame L20 Ultra คือตัวเลือกที่เหมาะกับคุณที่สุด ด้วย ระบบ MopExtend ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตัวผ้าถูสามารถยื่นออกมาจนเกือบติดขอบผนัง ทำให้สามารถทำความสะอาดซอกมุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีระบบเป่าลมร้อน Dynamic Dry Drying ที่ช่วยให้ผ้าถูแห้งสนิท ไร้กลิ่นอับกวนใจแน่นอนครับ 3. iRobot Roomba Combo j9+: อัจฉริยะตัวจริงในบ้านคุณ Photo Credit : irobot.com แบรนด์ระดับตำนานที่หลายคนรู้จักกันดี iRobot รุ่นนี้มาพร้อมความฉลาดที่โดดเด่น ด้วย ระบบนำทาง PrecisionVision ที่ใช้กล้องเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องกลัวว่าจะชนขาเก้าอี้หรือสายไฟอีกต่อไป แถมยังมี ระบบ SmartScrub ที่สามารถขัดถูพื้นได้ด้วยแรงกดที่มากกว่าปกติ ทำให้คราบฝังแน่นที่เคยเป็นปัญหากลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย 4. Samsung Bespoke Jet Bot AI: ดีไซน์สวยและสมองดี Photo Credit : samsung.com ถ้าเรื่องดีไซน์คือสิ่งสำคัญในการเลือกซื้อของเข้าบ้าน Samsung Bespoke Jet Bot AI คือหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่มีรูปลักษณ์สวยงามทันสมัยที่สุด และยังมาพร้อมกับ ระบบ AI ที่ชาญฉลาด สามารถตรวจจับสภาพแวดล้อมภายในบ้านได้อย่างแม่นยำด้วย เซ็นเซอร์แบบ 3D ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้อย่างชาญฉลาด และปรับแรงดูดได้อย่างเหมาะสมตามประเภทของพื้นผิว ทำให้การทำความสะอาดเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ต้องกังวล 5. Dyson 360 Vis Nav: ที่สุดแห่งแรงดูด Photo Credit : dyson.co.th จากแบรนด์เครื่องดูดฝุ่นระดับโลก Dyson ที่ขึ้นชื่อเรื่องมอเตอร์ที่ทรงพลังที่สุด วันนี้ก็มาในรูปแบบของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแล้วครับ Dyson 360 Vis Nav มาพร้อมกับ มอเตอร์ Hyperdymium ที่ให้แรงดูดมหาศาล เหนือกว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทุกรุ่นในตลาด ทำให้สามารถดูดฝุ่นเล็กๆ ไปจนถึงเส้นผมได้อย่างหมดจดสมชื่อ Dyson นอกจากนี้ยังมีการออกแบบที่ช่วยให้สามารถทำความสะอาดตามมุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การเลือกซื้อหุ่นยนต์ดูดฝุ่นไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่ต้องดูจากไลฟ์สไตล์และความต้องการเป็นหลักครับ หากคุณอยากได้ตัวจบ Roborock ก็พร้อมตอบโจทย์ แต่ถ้าเน้นดีไซน์และความฉลาด Samsung และ iRobot ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ส่วนใครที่ให้ความสำคัญกับแรงดูด Dyson ก็พร้อมที่จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอีกหนึ่งรุ่นครับ

5 Gadget สายช่างประจำบ้าน ที่เปลี่ยนงานยากให้เป็นงานง่าย
Read

5 Gadget สายช่างประจำบ้าน ที่เปลี่ยนงานยากให้เป็นงานง่าย

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำ การซ่อมแซมหรือดูแลบ้านด้วยตัวเองไม่ได้เป็นเรื่องยากอีกต่อไป เพราะมีอุปกรณ์อัจฉริยะมากมายที่เข้ามาช่วยให้งานช่างกลายเป็นเรื่องง่ายและแม่นยำขึ้นกว่าเดิมมาก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบ DIY หรือมองหาตัวช่วยในการดูแลบ้าน Gadget เหล่านี้คือสิ่งที่ตอบโจทย์อย่างแน่นอน 1. สว่านไฟฟ้าไร้สาย (Cordless Drill) สว่านไฟฟ้าไร้สาย เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกบ้านควรมี ด้วยเทคโนโลยีไร้สายทำให้ใช้งานได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปลั๊กไฟหรือสายไฟที่พันกัน แถมวิธีใช้ก็ง่ายดาย สามารถใช้ได้ทั้งการเจาะรูบนวัสดุต่างๆ เช่น ไม้ พลาสติก หรือโลหะ และยังสามารถใช้เป็นไขควงไฟฟ้าเพื่อขันและคลายนอตได้อย่างรวดเร็วและทุ่นแรง และในรุ่นใหม่ๆ มาพร้อมแบตเตอรี่แบบ Li-ion ที่ชาร์จเร็วและใช้งานได้นาน รวมถึงระบบปรับแรงบิดและปรับความเร็วรอบได้ตามความเหมาะสมของงาน Photo Credit : th.bosch-pt.com ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น BOSCH GSR 120-LI Professional เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมในไทยด้วยราคาที่เข้าถึงได้และคุณภาพที่เชื่อถือได้ ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 2,500 - 3,500 บาท 2. กล้องตรวจจับความร้อน (Thermal Camera) กล้องตรวจจับความร้อน เป็นกล้องอินฟราเรดขนาดเล็กที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ทำให้สามารถมองเห็นความร้อนในรูปแบบภาพสีต่างๆ ซึ่งช่วยให้เรามองเห็นปัญหาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า Photo Credit : flir.asia การใช้งานจะใช้ในการตรวจสอบปัญหาต่างๆ ในบ้าน เช่น การรั่วไหลของน้ำที่มองไม่เห็นภายในผนัง, การรั่วไหลของอากาศร้อนหรือเย็นจากขอบหน้าต่าง, หรือการตรวจจับความผิดปกติของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความร้อนสูงเกินไป ช่วยให้ระบุปัญหาได้แม่นยำและรวดเร็ว ไม่ต้องทุบผนังเพื่อหาจุดที่น้ำรั่วอีกต่อไป ถ้าสนใจผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ก็อย่างเช่น FLIR ONE Pro เป็นแบรนด์ที่รู้จักกันดีในวงการกล้องอินฟราเรด มีทั้งรุ่นสำหรับ Android และ iOS ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 15,000 บาท 3. เครื่องวัดระยะเลเซอร์ (Laser Distance Meter) เครื่องวัดระยะเลเซอร์ เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กกะทัดรัดที่ใช้แสงเลเซอร์ในการวัดระยะทางได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพียงแค่เล็งเลเซอร์ไปที่จุดที่ต้องการวัด แล้วกดปุ่ม เครื่องก็จะแสดงผลระยะทางบนหน้าจอทันที ช่วยให้การวัดพื้นที่ห้อง วัดความยาวของผนัง หรือการคำนวณพื้นที่ต่างๆ เป็นเรื่องง่ายกว่าการใช้ตลับเมตรแบบเดิมๆ Photo Credit : th.bosch-pt.com จุดเด่นของอุปกรณ์นี้ คือ ใช้งานได้ง่ายและแม่นยำสูง เหมาะสำหรับงานออกแบบ งานเฟอร์นิเจอร์ หรือการคำนวณพื้นที่เพื่อทาสีบ้าน BOSCH GLM 400 Laser Measure เป็นตัวอย่างอุปกรณ์นี้ ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้งานง่ายและมีฟีเจอร์ครบครัน ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 2,000 - 3,000 บาท 4. ชุดไขควงไฟฟ้าขนาดเล็ก (Electric Screwdriver Set) ชุดไขควงไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็นไขควงขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ เหมาะสำหรับงานซ่อมแซมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือของใช้ในบ้านที่ต้องใช้แรงบิดที่ไม่สูงมาก Photo Credit: mi.com วิธีใช้ก็ง่ายๆ ใช้ได้ทั้งชายและหญิงครับ โดยใช้ขันและคลายนอตตัวเล็กๆ ที่อยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก ของเล่น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งมาพร้อมหัวไขควงหลากหลายรูปแบบในชุดเดียว ทำให้ไม่ต้องพกไขควงหลายอัน และช่วยให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ก็อย่างเช่น Xiaomi Mijia Wiha Precision Screwdriver Set เป็นชุดไขควงไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในไทย ด้วยดีไซน์ที่สวยงามและใช้งานง่าย ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 - 1,500 บาท 5. กล้องงูอุตสาหกรรม (Industrial Endoscope Camera) กล้องงูอุตสาหกรรม ชื่ออาจจะดูแปลกๆ หน่อย โดยเป็นกล้องขนาดเล็กที่มีสายยาวและสามารถกันน้ำได้ ใช้ส่องเข้าไปในพื้นที่แคบๆ หรือจุดที่เข้าถึงยาก ใช้ในการตรวจสอบปัญหาต่างๆ เช่น ท่อระบายน้ำอุดตันที่อยู่ภายใน, การตรวจสอบโพรงผนังเพื่อหาสาเหตุของปัญหา, หรือการตรวจสอบความเสียหายภายในเครื่องยนต์ Photo Credit: depstech.com กล้องตัวนี้จะช่วยให้มองเห็นปัญหาในจุดที่ตาเราไม่สามารถมองเห็นได้ ทำให้สามารถวินิจฉัยปัญหาได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องรื้อโครงสร้างเพื่อตรวจสอบ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ก็เช่น และราคา: มีหลากหลายรุ่นให้เลือกซื้อในแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 500 - 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยาวของสายและฟังก์ชันเสริมอื่นๆ การเลือก Gadget เหล่านี้จะช่วยให้งานช่างในบ้านของคุณไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นกิจกรรมที่สนุกและท้าทาย ช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเองอย่างมืออาชีพครับ

แนะนำ Smart Toy ของเล่นที่ใช้ AI ส่งเสริมการเรียนรู้ที่น่าจับตามองในปี 2025
Read

แนะนำ Smart Toy ของเล่นที่ใช้ AI ส่งเสริมการเรียนรู้ที่น่าจับตามองในปี 2025

โลกของเล่นอัจฉริยะที่ใช้ AI (Smart Toys) กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วครับ โดยในปี 2025 นี้ เทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำให้ของเล่นสามารถเรียนรู้ โต้ตอบ และปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น ของเล่นเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ของเล่น แต่เป็นทั้งเพื่อน ครูสอน และผู้ช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ ของเด็กอย่างสนุกสนาน โดย TrueID เราได้รวบรวมเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับของเล่น Smart Toy ที่ใช้ AI ที่น่าจับตามองในปี 2025 ดังนี้เลย 1. หุ่นยนต์เพื่อนเล่นที่ตอบสนองทางอารมณ์ (AI Emotional Companion Robots) Photo Credit : miko.ai หุ่นยนต์เพื่อนเล่นที่ตอบสนองทางอารมณ์ได้ คือ หุ่นยนต์ขนาดเล็กที่มีเซ็นเซอร์และ AI ในตัว สามารถจดจำใบหน้าและน้ำเสียงของเด็กเพื่อรับรู้อารมณ์ และตอบสนองด้วยการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และเสียงที่เหมาะสม เช่น ถ้าเด็กกำลังเศร้า หุ่นยนต์อาจจะทำท่าทางปลอบใจ หรือเล่านิทานสนุกๆ ให้ฟัง จุดเด่นของเล่นชิ้นนี้ คือมีระบบ Personalized Interaction ที่สามารถเรียนรู้และปรับพฤติกรรมการโต้ตอบให้เข้ากับอารมณ์และนิสัยของเด็กแต่ละคนได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะแสดงออกทางอารมณ์และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นผ่านการเล่นกับหุ่นยนต์ได้อย่างชาญฉลาด ตัวอย่างของเล่นประเภทนี้คือ Miko 3 หรือหุ่นยนต์ Cozmo 2.0 ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถเล่นเกม โต้ตอบ และแสดงอารมณ์ได้ ทำให้เด็กๆ รู้สึกเหมือนมีเพื่อนเล่นจริงๆ 2. ของเล่นเพื่อการศึกษาแบบปรับตามบุคคล (Personalized Learning Toys) Photo Credit : spike.legoeducation.com ของเล่นเพื่อการศึกษาแบบปรับตามบุคคล คือ ของเล่นที่ใช้ AI เพื่อประเมินระดับความรู้ ความสนใจ และสไตล์การเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน แล้วปรับเนื้อหาการสอนให้เหมาะสม เช่น หุ่นยนต์ที่สอนภาษาอังกฤษอาจจะเพิ่มระดับความยากของคำศัพท์เมื่อเด็กตอบคำถามได้ถูกต้อง หรือเปลี่ยนวิธีการสอนเมื่อเห็นว่าเด็กเริ่มเบื่อ เด็กจะได้เรียนรู้ในหัวข้อที่สนใจและอยู่ในระดับที่ท้าทายแต่ไม่ยากเกินไป และได้ความสนุกสนานในการเรียนรู้ เปลี่ยนการเรียนรู้แบบเดิมๆ ให้กลายเป็นเกมที่สนุกและน่าติดตาม โดยตัวอย่างก็จะเช่น LEGO Education SPIKE Prime ที่ผสมผสานตัวต่อเลโก้เข้ากับการเขียนโค้ดและ AI ทำให้เด็กๆ ได้พัฒนาทักษะด้านวิศวกรรม การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกันผ่านการสร้างหุ่นยนต์ของตัวเองได้อย่างสนุกสนานและได้ความรู้ 3. กล้องและของเล่นที่เชื่อมโยงกับ AI (AI-linked Soft Toys and Smart Cameras) Photo Credit : pixseecare.com กล้องและของเล่นที่เชื่อมโยงกับ AI ของเล่นประเภทนี้เป็นการผสมผสานระหว่างอุปกรณ์อัจฉริยะ (เช่น กล้องเด็ก) กับของเล่นนุ่มนิ่มที่เชื่อมต่อกัน ทำให้ของเล่นมีชีวิตขึ้นมา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ การโต้ตอบที่สร้างสรรค์ กล้องอาจใช้ AI เพื่อสร้างเรื่องราวจากรูปภาพที่ถ่ายในแต่ละสัปดาห์ พร้อมเพลงประกอบที่เหมาะสม ทำให้เด็กๆ มีนิทานภาพส่วนตัวที่สร้างสรรค์เอง นอกจากนี้ตัวกล้องยังมีการเฝ้าระวังที่ชาญฉลาด โดยกล้องสามารถตรวจจับการร้องไห้ของเด็กและเปิดเพลงกล่อมโดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระของผู้ปกครองได้ ตัวอย่างก็จะเป็น Pixsee Play Smart Baby Camera ที่มาพร้อมกับตุ๊กตาเชื่อมต่อ AI สามารถถ่ายภาพและสร้างนิทานเพลงจากภาพถ่ายให้เด็กๆ ได้ 4. หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงที่เรียนรู้ได้ (AI Robotic Pets) Photo Credit : robotloona.com AI Robotic Pets คือ หุ่นยนต์ที่เลียนแบบพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงจริง แต่มี AI ที่สามารถเรียนรู้คำสั่ง โต้ตอบกับผู้ใช้งาน และพัฒนาบุคลิกภาพของตัวเองได้เมื่อเวลาผ่านไป ความน่าสนใจของของเล่นประเภทนี้คือ สามารถให้ ประสบการณ์การเลี้ยงสัตว์แบบไม่ต้องรับผิดชอบ ช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ความรับผิดชอบและการดูแลสัตว์เลี้ยงโดยไม่ต้องมีสัตว์เลี้ยงจริงๆ และช่วยในด้าน Personalized Behavior ซึ่งหุ่นยนต์จะเรียนรู้จากการโต้ตอบกับเด็กแต่ละคน ทำให้มีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป ของเล่นกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่น Loona ที่เป็นหุ่นยนต์สุนัขที่ขับเคลื่อนด้วย AI (ระบบ ChatGPT) สามารถตอบสนองต่อคำสั่งเสียงและท่าทาง ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงที่ฉลาด ให้ประสบการณ์ที่เสมือนจริงกับเด็กได้เป็นอย่างดี 5. ของเล่นเสริมทักษะ STEM ที่ใช้ AI (AI-powered STEM Toys) Photo Credit : sphero.com ของเล่นเสริมทักษะ STEM ที่ใช้ AI เป็นของเล่นที่ออกแบบมาเพื่อสอนวิชา STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรมศาสตร์, คณิตศาสตร์) โดยใช้ AI เพื่อเพิ่มความสนุกสนานและความท้าทายในการเรียนรู้ ของเล่นประเภทนี้จะช่วย ส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 ช่วยให้เด็กๆ พัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต เช่น การเขียนโค้ด การแก้ปัญหาเชิงตรรกะ และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงส่งเสริม การเรียนรู้แบบลงมือทำ เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือสร้างและทดลองจริง ตัวอย่างของของเล่นแบบนี้คือ Sphero BOLT หุ่นยนต์ที่สอนการเขียนโค้ดผ่านเกม ทำให้การเรียนรู้เรื่อง STEM เป็นเรื่องที่สนุกและจับต้องได้ สรุปภาพรวมของ Smart Toy ในปี 2025 เทรนด์ของ Smart Toy ในปี 2025 มุ่งเน้นไปที่การผสานเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างของเล่นที่ มีปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์ สามารถปรับการเรียนรู้ได้ และ เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น มากขึ้น โดยยังคงคำนึงถึง ความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว เป็นสำคัญ ของเล่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่การให้ความบันเทิง แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทักษะต่างๆ ของเด็กในยุคดิจิทัลครับ

Smart Home 2025 แนะนำ gadget ที่ทำให้บ้านเราอัจฉริยะขึ้น
Read

Smart Home 2025 แนะนำ gadget ที่ทำให้บ้านเราอัจฉริยะขึ้น

โลกของ Smart Home ในปี 2025 ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการผสานรวมเทคโนโลยี AI และ IoT (Internet of Things) ที่ชาญฉลาดและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทำให้บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เข้าใจและตอบสนองความต้องการของเราได้อย่างแท้จริง และนี่คือ Gadget สมาร์ทโฮมที่น่าสนใจและจะทำให้บ้านของคุณอัจฉริยะขึ้นในปี 2025 ที่ TrueID นำมาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้ทำความรู้จักกันครับ 1. ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-Driven Smart Assistants) ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในบ้าน ปัจจุบันไม่ได้มีแค่ Alexa หรือ Google Assistant รุ่นเดิมๆ แล้วนะครับ แต่เป็นเวอร์ชันที่ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด สามารถเข้าใจภาษาธรรมชาติ (Natural Language) ได้ดีขึ้นมาก คาดการณ์ความต้องการของคุณได้ และสามารถซิงค์ข้อมูลกับอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ได้อย่างราบรื่น ทำไมถึงอัจฉริยะขึ้น? ด้วยพลังของ AI ทำให้ผู้ช่วยเหล่านี้สามารถเรียนรู้พฤติกรรมและความชอบของคุณได้อย่างละเอียด เช่น ปรับแสงไฟตามอารมณ์หรือเวลาที่เหมาะสม, สั่งการอุปกรณ์หลายชิ้นพร้อมกันด้วยคำสั่งเดียวที่ซับซ้อนขึ้น โดยตัวอย่างอุปกรณ์กลุ่มนี้ก็เช่น Amazon Echo (Next-Gen Alexa Plus), Google Nest Hub (รุ่นใหม่), Apple HomePod (พร้อม Emotional Intelligence) ที่พัฒนาความสามารถในการรับรู้อารมณ์จากเสียงนั่นเอง 2. เครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะที่เรียนรู้ได้ (Smart Thermostats with Adaptive Learning) เครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะที่เรียนรู้ได้ คือเทคโนโลยีที่ไม่ได้แค่ใช้ตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์เท่านั้น แต่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณ อุณหภูมิที่คุณชื่นชอบ และแม้กระทั่งสภาพอากาศภายนอก เพื่อปรับอุณหภูมิภายในบ้านให้เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้นั้นใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การมีคนอยู่ในห้อง การเปิด-ปิดหน้าต่าง และพยากรณ์อากาศ เพื่อปรับระบบ HVAC (Heating, Ventilation, and Air Conditioning) ให้ประหยัดพลังงานสูงสุดและรักษาระดับความสบายที่แม่นยำ โดยอุปกรณ์ที่มีฟีเจอร์นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น Ecobee SmartThermostat with Occupancy Prediction, Google Nest Thermostat ที่มีการพัฒนา AI ให้ฉลาดขึ้น 3. ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะพร้อมการจดจำใบหน้า (Smart Security Systems with Facial Recognition) ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะพร้อมการจดจำใบหน้า คือ กล้องวงจรปิดและระบบล็อกประตูที่ไม่ได้แค่ตรวจจับความเคลื่อนไหว แต่สามารถจดจำใบหน้าของคนในครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตได้ และแจ้งเตือนเมื่อพบคนแปลกหน้า หรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ โดยระบบนี้จะใช้ AI ช่วยให้ระบบสามารถแยกแยะระหว่างคน สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของได้ ลดการแจ้งเตือนที่ผิดพลาด (False Alarms) และสามารถวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรม เช่น หากมีคนวนเวียนอยู่หน้าบ้านนานผิดปกติ ก็จะส่งการแจ้งเตือนพร้อมวิดีโอคลิปไปยังสมาร์ทโฟนของคุณได้ทันที ตัวอย่างอุปกรณ์ที่รองรับฟีเจอร์นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น Lockly Styla (Smart Lock with 2K camera, doorbell, facial recognition), Google Nest Cam (with Person Recognition), และ Arlo Security Camera (with AI-powered alerts) 4. ระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับตามสภาพแวดล้อมและนาฬิกาชีวภาพ (Smart Lighting with Scene Recognition Circadian Systems) ระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับตามสภาพแวดล้อมและนาฬิกาชีวภาพ เป็นระบบที่ไม่ใช่แค่การเปิด-ปิดไฟผ่านแอป แต่เป็นระบบที่ปรับความสว่าง สี และอุณหภูมิสีของแสงไฟโดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับกิจกรรมต่างๆ (เช่น ดูหนัง, ทำงาน, พักผ่อน) และยังสามารถปรับตามวงจรชีวิตประจำวัน (Circadian Rhythm) ของมนุษย์เพื่อปรับอารมณ์และสร้างบรรยากาศในรูปแบบต่างๆ เทคโนโลยีนี้เรียนรู้จากตารางเวลาของคุณ แสงธรรมชาติที่เข้ามาในห้อง และแม้กระทั่งข้อมูลการนอนหลับของคุณ เพื่อปรับแสงไฟให้ช่วยให้คุณตื่นตัวในตอนเช้า และผ่อนคลายในตอนกลางคืน ถ้าอยากลองเทคโนโลยีนี้ ก็ลองหาอุปกรณ์เช่น Philips Hue (พร้อมการตั้งค่า Scene Recognition และ Dynamic Scenes), หรือ Lutron Caseta (พร้อม Daylight Harvesting) ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย 5. หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ฉลาดขึ้นและเชื่อมโยงได้ (Robot Vacuums That Map, Mop, and Integrate) หุ่นยนต์ดูดฝุ่นในปัจจุบันมีความสามารถพัฒนาขึ้นมากครับ โดยเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่น/ถูพื้นที่สามารถสร้างแผนที่บ้านได้อย่างแม่นยำ หลบหลีกสิ่งกีดขวาง (รวมถึงสิ่งที่ไม่พึงประสงค์อย่างอุจจาระสัตว์เลี้ยง) และบางรุ่นสามารถเชื่อมต่อกับระบบสมาร์ทโฮมอื่นๆ ได้ เช่น ดูดฝุ่นเสร็จแล้วสั่งให้หุ่นยนต์ถูพื้นทำงานต่อ เป็นต้น ความฉลาดนี้จะมี AI ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถระบุชนิดของพื้นผิว ทำความสะอาดในจุดที่สกปรกมากเป็นพิเศษ และกลับไปที่แท่นชาร์จเพื่อเทฝุ่นหรือเติมน้ำได้เองแบบสะดวกสุดๆ ตัวอย่างของอุปกรณ์ประเภทนี้ก็ได้แก่ iRobot Roomba Combo j9+ (พร้อมการหลบหลีกอัจฉริยะและการล้างถูพื้นอัตโนมัติ), หรือ SwitchBot K20+ Pro (สามารถเชื่อมต่อกับโมดูลอื่นๆ เช่น พัดลม, เครื่องฟอกอากาศ, กล้อง) 6. ตู้เย็นอัจฉริยะพร้อมจดจำอาหาร (Smart Refrigerators with Food Recognition Inventory Management) บอกลาตู้เย็นแบบเดิมๆ ที่ใช้แช่อาหาร แต่เพิ่มเติมด้วยความฉลาดเข้าไป โดยเป็นตู้เย็นที่มีกล้องภายในและ AI สามารถระบุชนิดของอาหารที่มีอยู่ วันหมดอายุ และแนะนำสูตรอาหารจากวัตถุดิบที่คุณมี หรือแจ้งเตือนเมื่ออาหารกำลังจะหมด เทคโนโลยีมีประโยชน์มาก ซึ่งช่วยลด Food Waste และช่วยให้การจัดการครัวเรือนเป็นเรื่องง่ายขึ้น สามารถสร้างลิสต์รายการของที่ต้องซื้อได้โดยอัตโนมัติ ถ้าอยากลองนวัตกรรมนี้ ลองดูเป็น Samsung Bespoke AI Home Line (กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า AI-powered) เลยครับ 7. ปลั๊กอัจฉริยะและตัววัดการใช้พลังงาน (Smart Plugs and Energy Monitors) ปลั๊กอัจฉริยะและตัววัดการใช้พลังงาน เป็นอุปกรณ์ราคาไม่แพงที่สามารถแปลงเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาให้กลายเป็น Smart Device ได้ ช่วยให้คุณควบคุมการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปบนสมาร์ทโฟน และที่สำคัญคือสามารถตรวจสอบการใช้พลังงานของอุปกรณ์แต่ละชิ้นได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้เราใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปี 2025 ปลั๊กอัจฉริยะจะมาพร้อม AI-enhanced insights ที่จะให้คำแนะนำในการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นโดยอัตโนมัติมากมาย ยกตัวอย่างเช่น TP-Link Kasa Smart Plugs, หรือ Sense Energy Monitor (with Appliance Detection) ก็น่าสนใจครับ สุดท้ายนี้ หัวใจสำคัญของ Smart Home 2025 คือการผสานรวม (Integration) และการเรียนรู้ (Learning) ด้วย AI ทำให้บ้านไม่ได้เป็นแค่ที่รวมของ Gadget แต่เป็น ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น สามารถปรับตัวเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างชาญฉลาด และมุ่งเน้นไปที่ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health Wellness) รวมถึง ความยั่งยืนและการประหยัดพลังงาน (Sustainability Energy Efficiency) มากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนโชว์ลีลาเปิดเวทีเทศกาลดนตรี VOYAGEX Music Festival
Read

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนโชว์ลีลาเปิดเวทีเทศกาลดนตรี VOYAGEX Music Festival

บริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ PNDbotics ประเทศจีน นำหุ่นยนต์ในเวอร์ชันล่าสุดอดัม (Adam) หุ่นยนต์นักดนตรีแสดงบนเวทีในงาน VOYAGEX Music Festival ที่ประเทศจีนหุ่นยนต์อดัม (Adam)ชื่อของหุ่นยนต์อดัม (Adam) จะไม่ได้ระบุไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของงานดนตรี แต่จากข้อมูลการแสดงและลักษณะทางเทคนิค คาดว่าอดัมที่ขึ้นแสดงครั้งนี้เป็นเวอร์ชันต้นแบบ SP ของบริษัท มีความสูง 1.67 เมตร หนัก 62 กิโลกรัม เคลื่อนไหวได้อิสระถึง 44 องศา แรงบิดข้อต่อสูงสุด 340 นิวตันเมตร และมาพร้อมมือหุ่นยนต์แบบห้านิ้ว โดยมีรุ่นย่อย คือ รุ่น Lite มีลูกบอลยางติดที่ข้อมือ ส่วนรุ่น U มีมือที่คล่องแคล่วแต่ติดอยู่กับฐานล้อแทนขาเดินและเพื่อไม่ให้รูปลักษณ์ของหุ่นยนต์ดูน่ากลัวเกินไป อย่างเช่นคล้ายหุ่นยนต์ T-800 จากหนังไซไฟ Terminator บริษัท PNDbotics จึงเลือกแต่งตัวให้ “อดัม” ด้วยเสื้อฮู้ด หมวก และผ้าคลุมหน้าหลวม ๆ ทำให้กลมกลืนกับสมาชิกวงดนตรีและไม่ดูน่าหวาดหวั่นสำหรับผู้ชม โดยเฉพาะเด็กๆ หุ่นยนต์โชว์แสดงท่าเต้นและการเล่นคีย์ทาร์ของหุ่นยนต์นั้นถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า มีทีมควบคุมคอยดูแลเบื้องหลัง ไม่ใช่การแสดงด้นสดแบบอัตโนมัติเหมือนที่นักดนตรีมืออาชีพอย่างทำได้ แต่การแสดงของอดัมในเทศกาลก็ยังถือว่าเป็นที่น่าประทับใจ ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ จังหวะดนตรี และการนำเสนอในฐานะสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทรงพลังการออกแบบหุ่นยนต์อดัม (Adam)ในเชิงเทคนิค แพลตฟอร์มหุ่นยนต์ของ PNDbotics ถูกออกแบบมาให้เปิดกว้างสำหรับนักพัฒนา โดยมาพร้อม SDK แบบโอเพนซอร์ส และอัลกอริธึม AI ขั้นสูง รองรับการใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มจำลองการเรียนรู้ของ NVIDIA อย่างเช่น Isaac Gym ทั้งในรูปแบบของ Deep Reinforcement Learning และการเรียนรู้จากการเลียนแบบ (Imitation Learning) ส่วนระบบแอคชูเอเตอร์ภายในเป็นแบบโมดูลาร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง พร้อมระบบควบคุมแรงอัจฉริยะ แม้จะยังอยู่ในขั้นต้นแบบ แต่หุ่นยนต์อดัมเป็นผลลัพธ์จากการพัฒนาที่ต่อเนื่องมาหลายปี คาดว่าหุ่นยนต์รุ่น U ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Noitom จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน World Artificial Intelligence Conference เดือนกันยายนนี้ โดยรุ่นเริ่มต้นมีราคา 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.4 ล้านบาท ในขณะที่เวอร์ชันต้นแบบ SP มีราคาสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ หรือ 3.2 ล้านบาท">

จีนเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์น้ำหนักเบาแต่คล่องแคล่วราคาเพียง 195,700 บาท
Read

จีนเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์น้ำหนักเบาแต่คล่องแคล่วราคาเพียง 195,700 บาท

บริษัท ยูนิตรี (Unitree) เมืองหางโจว เปิดตัวหุ่นยนต์มนุษย์รูปแบบใหม่ชื่อ "อาร์วัน" (R1) ที่มาพร้อมข้อต่อ 26 จุดในราคาเพียง 39,999 หยวน ประมาณ 5,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 195,700 บาทบริษัทได้เปิดเผยคลิปวิดีโอพร้อมระบุว่าหุ่นยนต์ตัวนี้ "เกิดมาเพื่อกีฬา" แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการกลิ้งตัว ตีลังกาวิ่งลงเขา และลุกจากพื้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นท่าที่ปกติพบได้ในอุปกรณ์ที่มีราคาสูงกว่านี้มากยูนิตรี (Unitree) ระบุว่าระบบนี้มุ่งเป้าไปที่นักพัฒนารายบุคคลและทีมวิจัยในระยะเริ่มต้นมากกว่าผู้ที่ใช้เป็นงานอดิเรก โดยนำเสนอฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วงราคาห้าตัวเลขต่ำUnitree R1 มีราคาต่ำกว่าตัวแบบก่อนหน้าของ Unitree เองอย่างมาก เทียบกับรุ่นโมเดลจีวัน (G1) ความสูง 130 ซม. น้ำหนัก 35 กก. เริ่มต้นที่ 99,000 หยวน หรือ 13,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 457,800 บาท รวมไปถึงโมเดลเรือธง เอชวัน (H1) ความสูง 180 ซม. ราคา 90,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,012,600 บาท อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ขนาดใหญ่ของบริษัทได้พิสูจน์แล้วว่าพร้อมใช้งานในโรงงาน โดยโมเดล H1 และ G1 อยู่ระหว่างการทดลองใช้งานกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำอย่าง ไนโอ (Nio) และ เกอไล (Geely) เพื่อจัดการงานซ้ำๆ และงานที่ต้องการความแม่นยำบนสายการผลิตหุ่นยนต์ Unitree R1 ถูกออกแบบมาเป็นประตูสู่ราคาประหยัดสำหรับนักออกแบบซอฟต์แวร์ที่ต้องการพัฒนาต่อจากระบบควบคุมเดียวกันนี้การเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ Unitree R1 มีความคล่องตัวสูง อาจเพิ่มแรงกดดันให้คู่แข่งจากสหรัฐฯ และยุโรปที่พยายามลดต้นทุน แต่ยังคงอยู่สูงกว่าราคามาตรฐานใหม่นี้อย่างมาก เช่น บริษัท Tesla ซึ่งหุ่นยนต์ทดลอง Optimus ยังมีราคาต้นทุนที่สูงกว่า หุ่นยนต์ Unitree R1 ดูเหมือนเป็นก้าวสำคัญของบริษัท Unitree เพื่อจะขยายไลน์ผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์มนุษย์โดยให้จุดเริ่มต้นราคาต่ำควบคู่ไปกับโมเดลขั้นสูงอย่าง G1 และ H1 ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

โถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ วัดค่าของการขับถ่าย  ทั้งความยาว รูปทรง และพื้นผิว
Read

โถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ วัดค่าของการขับถ่าย ทั้งความยาว รูปทรง และพื้นผิว

บริษัทผู้ผลิตสุขภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่น TOTO เปิดตัวโถสุขภัณฑ์ Neorest LS-W/AS-W หรือโถสุขภัณฑ์แบบสมาร์ต มาพร้อมฝาโถติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนแสงสะท้อนวัดค่าของการขับถ่าย จากของเสียที่ขับออกมา ทั้งความยาว รูปทรง และพื้นผิว ค่าที่วัดได้แก่ ความแข็งของอุจจาระแบ่งเป็น 7 ระดับ รวมถึงของเหลวและกึ่งแข็งปริมาณของอุจาระ โดยแบ่งเป็นต่ำกว่า 100 กรัม, 100-300 กรัม, และมากกว่า 300 กรัมสีของอุจาระตามความเข้ม บันทึกได้ 3 ระดับ คือ สีเหลืองอมน้ำตาล, น้ำตาลเข้ม และน้ำตาลเข้มค่าทั้งหมดจะรายงานเข้าไปยังแอปพลิเคชัน TOTO Wellness เพื่อดูแนวโน้มว่าผิดไปจากปกติหรือไม่ รวมถึงสามารถแนะนำอาหารที่ควรกิน เช่น ช่วงนี้ต้องกินอาหารไฟเบอร์สูงเพิ่มเติม เป็นต้น สามารถใช้งานได้ร่วมกันสูงสุด 6 คน โถสุขภัณฑ์ Neorest LS-W/AS-W มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 493,900 เยนหรือประมาณ 110,000 บาท ผลิตภัณฑ์รุ่นแรกนี้ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานทั่วไปในที่พักอาศัยโดยเฉพาะ บริษัทตั้งเป้าจำหน่ายได้ 7,300 เครื่องต่อปี ในช่วงปีที่สามหลังการเปิดตัวแหล่งที่มา : japannews.yomiuri.co.jp

ฉันไม่ต้องการ “แทนที่มนุษย์” หุ่นยนต์ศิลปินเผยความในใจ พร้อมโชว์ผลงานใหม่ที่ประเมินค่าไม่ได้
Read

ฉันไม่ต้องการ “แทนที่มนุษย์” หุ่นยนต์ศิลปินเผยความในใจ พร้อมโชว์ผลงานใหม่ที่ประเมินค่าไม่ได้

Ai-Da หุ่นยนต์ศิลปินนักวาดภาพ โชว์ผลงาน ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมยืนยัน “ฉันไม่ต้องการแทนที่มนุษย์” Ai-Da คือใคร ?Ai-Da เป็นหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างแบบมนุษย์ ที่ทางผู้พัฒนาอ้างว่าล้ำหน้ามากที่สุดในโลก ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายมนุษย์ “เพศหญิง” มีใบหน้าที่สามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างสมจริง มีดวงตาสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ และผมทรงบ็อบสีน้ำตาลตัดสั้นแขนขาของ Ai-Da มีลักษณะเหมือนหุ่นยนต์อย่างชัดเจน โดยทำจากโลหะเปลือย สามารถเปลี่ยนแขนหรือมือได้ ขึ้นอยู่กับงานศิลปะที่ Ai-Da กำลังโฟกัสอยู่ผลงานของ Ai-Da มีตั้งแต่ภาพเหมือนของ อลัน ทัวริง (Alan Turing) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ และนับเป็นงานศิลปะชิ้นแรกของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ได้รับการประมูลไปในราคาที่สูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 32 ล้านบาทผลงานใหม่ Algorithm Kingผลงานล่าสุดของ Ai-Da คือภาพสีน้ำมัน Algorithm King หรือภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่ทาง Ai-Da ยืนยันว่าภาพดังกล่าวไม่สามารถวัดค่าได้ด้วยเงินตรา และได้นำไป จัดแสดง ณ สถานทูตอังกฤษ เมืองเจนีวา, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์Ai-Da มองว่าคุณค่าของงานศิลปะของเธอ คือการเป็นตัวเร่งให้เกิดการถกเถียงที่สำรวจมิติทางจริยธรรมของเทคโนโลยีใหม่ ๆ แนวคิดนี้คือการ ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ และส่งเสริมนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบเพื่ออนาคตที่เท่าเทียมและยั่งยืนยิ่งขึ้น ฉันไม่ต้องการ “แทนที่มนุษย์”Ai-Da ได้พูดถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของเธอ โดยระบุว่า การสร้างสรรค์งานศิลปะ Ai-Da จะใช้อัลกอริทึม AI ที่หลากหลาย ในการสำรวจแนวคิดหรือคอนเซ็ปต์พื้นฐานของตัวผลงาน ก่อนจะนำมาคิดถึงจุดประสงค์ของงานศิลปะ ว่ามันสื่อถึงอะไรเธอชี้ให้เห็นว่า พระเจ้าชาร์ลส์ทรงใช้เวทีของพระองค์ ในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการเสวนาระหว่างศาสนา ทาง Ai-Da ตั้งเป้าที่จะให้ภาพเหมือนนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และพูดคุยถึงประเด็นต่าง ๆ Ai-Da ยอมรับว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลก โลกศิลปะและรูปแบบการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์ เธอไม่เชื่อว่า AI หรือผลงานศิลปะของเข้าไปแทนที่ผลงานของมนุษย์ เธอแค่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมได้คิดเกี่ยวกับวิธีของการใช้ AI ในเชิงบวก โดยยังคงตระหนักถึงความเสี่ยงและข้อจำกัดของมันเมื่อ Ai-Da ถูกถามว่า ภาพวาดที่สร้างโดยเครื่องจักร ยังสามารถเรียกว่าเป็นงานศิลปะได้จริงหรือไม่ ? ทาง Ai-Da ยืนยันว่า งานศิลปะของเธอนั้นมีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่ามนุษย์จะตัดสินว่ามันเป็นงานศิลปะหรือไม่ ก็เป็นประเด็นสำคัญและน่าสนใจในการสนทนาแหล่งที่มา : japannews.yomiuri.co.jp

Tesla เปิดตัวร้านอาหาร Diner & Drive-In สุดล้ำพนักงานเป็นหุ่นยนต์กลางฮอลลีวูด แคลิฟอร์เนีย
Read

Tesla เปิดตัวร้านอาหาร Diner & Drive-In สุดล้ำพนักงานเป็นหุ่นยนต์กลางฮอลลีวูด แคลิฟอร์เนีย

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา Tesla เปิดตัว ร้านอาหารแนวเรโทรแห่งอนาคต ภายใต้ชื่ออย่างเป็นทางการ Tesla Diner Drive-In ในย่านฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยผสมผสานบรรยากาศย้อนยุคแบบไดเนอร์อเมริกันเข้ากับเทคโนโลยีล้ำยุคของ Tesla"> ภายในมีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Supercharger V4 ถึง 80 ช่อง พร้อมโรงหนังไดรฟ์อินที่ฉายผ่านจอ LED ขนาด 45 ฟุต 2 จอ ซึ่งเสียงภาพยนตร์จะเล่นผ่านลำโพงภายในรถ Tesla โดยตรงเมนูอาหารภายในร้านเน้นความคลาสสิก เช่น แฮมเบอร์เกอร์ ฮอตด็อก เฟรนช์ฟรายส์ และมิลค์เชค พร้อมด้วยสินค้าจากแบรนด์ Tesla และหุ่นยนต์ Optimus ที่เดินอยู่ในร้านเพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้ลูกค้า นอกจากนี้ยังมีจุดสั่งอาหารผ่านหน้าจอในรถ Tesla ได้โดยตรงแม้จะเพิ่งเปิดบริการ แต่ร้านก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เห็นได้จากคิวยาวในช่วงเช้า และบรรยากาศคึกคักบริเวณหน้าอาคาร อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าร้านจะกลายเป็นแลนด์มาร์กถาวรของฮอลลีวูดหรือไม่ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า "หากร้านแนว เรโทรล้ำยุค นี้ได้รับการตอบรับดี Tesla มีแผนจะขยายสาขาไปยังเมืองใหญ่ทั่วโลก"รวมถึงตามสถานีชาร์จไฟฟ้าในเส้นทางเดินทางระยะไกลด้วย โดยระบุว่า “ถ้าร้านอาหารของเราประสบความสำเร็จ Tesla จะเปิดร้านแบบนี้อีกในเมืองสำคัญทั่วโลก”">

“หุ่นยนต์ AI” กำจัดวัชพืชในฟาร์ม ตัวช่วยยุคใหม่ ทุ่นแรงเกษตรกร
Read

“หุ่นยนต์ AI” กำจัดวัชพืชในฟาร์ม ตัวช่วยยุคใหม่ ทุ่นแรงเกษตรกร

บริษัทด้านเทคโนโลยีการเกษตรในสหรัฐอเมริกา พัฒนาหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อทำหน้าที่ถอนวัชพืช โดยนำไปใช้งานจริงแล้วในไร่ฝ้ายในแคลิฟอร์เนีย เพื่อเป็นตัวช่วยทดแทนแรงงานเกษตรที่กำลังขาดแคลน และลดภาระงานของเกษตรกรในปัจจุบัน ปัญหาขาดแคลนแรงงานเกษตรสู่การใช้หุ่นยนต์เนื่องจากฟาร์มต่าง ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานบริษัทสตาร์ทอัพไอ-เจน (Aigen) จึงได้พัฒนาโซลูชันหุ่นยนต์ที่มีชื่อว่า เอเลเมนต์ (Element) ที่นอกจากจะเป็นตัวช่วยทำงานกำจัดวัชพืชในไร่ ยังใช้วิธีการกำจัดวัชพืชที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และไม่ใช้สารเคมีอันตรายอีกด้วยหน้าตาของหุ่นยนต์กำจัดวัชพืชหุ่นยนต์ เอเลเมนต์ (Element)มีลักษณะคล้ายโต๊ะขนาดใหญ่มีล้อ ด้านบนของหุ่นยนต์มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อรับแสงแดด ตัวหุ่นยนต์มีแขนโลหะ ที่ติดตั้งใบมีดขนาดเล็ก ใช้ในการช่วยพรวนดิน และกำจัดวัชพืชความสามารถของหุ่นยนต์กำจัดวัชพืชบริษัทเผยว่าหุ่นยนต์ตัวนี้ ใช้วิธีการทำงานที่เลียนแบบมาจากมนุษย์ นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงาน โดยตอนกลางวันหุ่นยนต์จะทำหน้าที่ตามปกติ และเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน มันก็จะดับเครื่องและเข้าสู่โหมดพัก จากนั้นตอนเช้า ก็จะกลับมาทำงานอีกครั้งระบบ AI ของหุ่นยนต์จะรับข้อมูลจากกล้องบนเครื่อง ทำให้มันสามารถติดตามแถวพืชผลและระบุวัชพืชได้ และยังมีระบบสื่อสารแบบไร้สายกับศูนย์ควบคุม เพื่อแจ้งให้เกษตรกรทราบหากเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด เกษตรกรจึงสามารถทำหน้าที่เป็นเหมือน“ผู้ดูแล”แทนที่จะต้องลงแรงทำงานเอง สำหรับหุ่นยนต์รุ่นนี้ มีราคาตัวละประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,600,000 บาท บริษัทเผยว่าหากใช้งาน 5 ตัว จะสามารถกำจัดวัชพืชในพื้นที่ได้มากถึง160 เอเคอร์ หรือราว 647,000 ตารางเมตร และปัจจุบันมีใช้งานแล้วในฟาร์มมะเขือเทศ และทุ่งฝ้าย ในประเทศสหรัฐอเมริกา

"BYD" ท้าถ้าระบบจอดอัจฉริยะพลาด รับผิดชอบค่าเสียหายทุกกรณี
Read

"BYD" ท้าถ้าระบบจอดอัจฉริยะพลาด รับผิดชอบค่าเสียหายทุกกรณี

การแข่งขันด้านเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติในอุตสาหกรรมยานยนต์โลกยังคงร้อนแรง และล่าสุด BYD ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากจีนได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการ ด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์จอดรถอัจฉริยะระดับสูง พร้อมรับประกันความปลอดภัยที่เรียกได้ว่า "กล้า" ที่สุดในตลาดขณะนี้BYD เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Weibo ของจีนว่า เตรียมอัปเกรดระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ "God’s Eye" ซึ่งจะยกระดับความสามารถการจอดรถของรถยนต์ BYD ไปสู่ระดับ 4 ของมาตรฐานยานยนต์ไร้คนขับ โดยสามารถจอดรถได้ด้วยตัวเองในพื้นที่จำกัดและซับซ้อนจุดที่สร้างความสนใจอย่างมากในครั้งนี้ คือ การรับประกันจาก BYD ว่า หากเกิดความเสียหายกับรถคันอื่นระหว่างการใช้ฟังก์ชันจอดรถอัจฉริยะ บริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด โดยไม่ให้ลูกค้าต้องควักเงินหรือแจ้งเคลมประกันแต่อย่างใด มาตรฐานระดับนี้สะท้อนถึงความมั่นใจในประสิทธิภาพของระบบ "God’s Eye" ซึ่งไม่ใช่เพียงการช่วยจอดแบบที่รถรุ่นใหม่หลายยี่ห้อมีอยู่ แต่เป็นการจอดอัตโนมัติเต็มรูปแบบในสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น ช่องแคบ มีสิ่งกีดขวางจากด้านบน หรือการถอยจอดใกล้รถหรูราคาสูงแม้ระบบจอดรถอัตโนมัติจะถูกพัฒนาโดยผู้ผลิตหลายรายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเจ้าของรถ Tesla ที่ประสบปัญหาจากระบบ AutoPark ทั้งในแง่ความแม่นยำและความปลอดภัย ซึ่งยังไม่สามารถให้ความเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่ในขณะที่ค่ายผู้ผลิตหลายแห่งยังอยู่ในขั้นทดลองหรือจำกัดพื้นที่ใช้งาน BYD กลับเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีของตนได้พัฒนามากพอที่จะเปิดให้ใช้จริงอย่างแพร่หลาย และที่สำคัญคือพร้อมรับผิดชอบหากระบบเกิดข้อผิดพลาด ซึ่งถือเป็นการประกาศความพร้อมของระบบขับเคลื่อนระดับ 4 ที่แท้จริงระบบใหม่นี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์เสริมด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น การพับกระจกมองข้างอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้วัตถุ หรือการตรวจจับสิ่งกีดขวางที่ลอยอยู่เหนือระดับรถเพื่อหลีกเลี่ยงการชนBYD ระบุว่าการอัปเกรดทั้งหมดสามารถดำเนินการผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ OTA (Over-the-Air) ซึ่งเป็นแนวทางที่แบรนด์ชั้นนำเริ่มปรับใช้มากขึ้นในยุคของรถยนต์อัจฉริยะ

จีนโชว์ศักยภาพหุ่นยนต์ "Atom" ควบคุมระยะไกล 1,800 กม. ปรุงสเต็กได้เหมือนเชฟมืออาชีพ
Read

จีนโชว์ศักยภาพหุ่นยนต์ "Atom" ควบคุมระยะไกล 1,800 กม. ปรุงสเต็กได้เหมือนเชฟมืออาชีพ

บริษัท Dobot Robotics จากจีนสร้างความฮือฮา ด้วยการเปิดตัวหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ชื่อ "Atom" ซึ่งสามารถปรุงอาหารได้อย่างชำนาญ แม้จะถูกควบคุมจากระยะไกลกว่า 1,800 กิโลเมตร โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR)จากวิดีโอสาธิตความยาว 4 นาทีที่เผยแพร่บนบัญชี WeChat อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม แสดงให้เห็นว่า Atom ซึ่งอยู่ในมณฑลซานตง สามารถเลียนแบบการเคลื่อนไหวของวิศวกรในมณฑลกวางตุ้งแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การซับสเต็กด้วยกระดาษ ไปจนถึงการเทน้ำมัน พลิกเนื้อ และโรยเกลือได้อย่างแม่นยำระดับ 0.05 มิลลิเมตร"> แม้ NASA จะมีหุ่นยนต์มนุษย์อย่างวาลคิรี (Valkyrie) อยู่แล้ว แต่ยังประสบปัญหาในการควบคุมจากระยะไกลที่ความเสถียรไม่เท่ากับสิ่งที่ Dobot Robotics แสดงให้เห็นในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของเทคโนโลยีจีนที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วหลังการเผยแพร่วิดีโอ ราคาหุ้นของ Dobot Robotics ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 3% และบริษัทก็เริ่มจัดส่งหุ่นยนต์รุ่นนี้ไปยังต่างประเทศแล้ว โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่ได้รับสินค้าในล็อตแรก แม้ในขณะนี้การควบคุมจะจำกัดอยู่เฉพาะส่วนบนของร่างกาย แต่หุ่นยนต์ Atom ก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระถึง 28 องศา พร้อมมือห้านิ้วที่ใช้ในการหยิบจับสิ่งของ เช่น ขนมปัง ผัก และผลไม้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยระบบขับเคลื่อนล่างยังคงใช้ระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์ Atom เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยราคาประมาณ 199,000 หยวน (ราว 27,500 ดอลลาร์สหรัฐ) โดย Dobot Robotics เจ้าของโครงการตั้งเป้าให้เทคโนโลยีนี้สามารถประยุกต์ใช้งานในพื้นที่อันตราย เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือแม้แต่การแพทย์ทางไกล ซึ่งต้องการความแม่นยำสูง

Amazon เปิดตัวโมเดล AI ใหม่ “DeepFleet” ฉลองการใช้งานหุ่นยนต์ตัวที่ 1 ล้าน
Read

Amazon เปิดตัวโมเดล AI ใหม่ “DeepFleet” ฉลองการใช้งานหุ่นยนต์ตัวที่ 1 ล้าน

บริษัท Amazon ผู้นำด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เปิดตัวโมเดล AI เชิงสร้างสรรค์ตัวใหม่ในชื่อ “DeepFleet” พร้อมประกาศความสำเร็จในการใช้งานหุ่นยนต์เคลื่อนที่ตัวที่ 1 ล้าน ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในฐานะผู้ผลิตและผู้ดำเนินการระบบหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกหุ่นยนต์ตัวที่ 1 ล้านของ Amazon ถูกส่งไปยังศูนย์ปฏิบัติการแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระดับโลกที่ครอบคลุมคลังสินค้ามากกว่า 300 แห่ง โดยหุ่นยนต์เหล่านี้ทำงานร่วมกับพนักงานในการยกของหนักและงานซ้ำ ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน พร้อมกันนี้ Amazon ยังเปิดตัว DeepFleet โมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นจากข้อมูลการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์นับพันในคลังสินค้าทั่วโลก โดยใช้เทคโนโลยีจาก AWS และ Amazon SageMaker เพื่อวางแผนการเดินทางของหุ่นยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดเวลาการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ลงได้ถึง 10% ส่งผลให้สามารถจัดส่งสินค้าได้เร็วขึ้น ลดต้นทุน และลดการใช้พลังงานโมเดล AI ใหม่นี้ยังมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับปรุงตนเองจากประสบการณ์จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับฝูงหุ่นยนต์ในระยะยาว และสร้างประโยชน์ในโลกแห่งความจริง ทั้งในด้านความเร็วในการจัดส่ง ความปลอดภัยของพนักงาน และต้นทุนการดำเนินงาน นับตั้งแต่เริ่มต้นใช้หุ่นยนต์ในปี 2012 บริษัท Amazon ได้พัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์หลายรุ่น เช่น Hercules สำหรับยกของหนัก, Pegasus สำหรับลำเลียงพัสดุด้วยสายพาน และ Proteus หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติที่สามารถทำงานร่วมกับพนักงานได้อย่างปลอดภัย โดยปัจจุบันบริษัทได้ฝึกอบรมพนักงานกว่า 700,000 คนให้สามารถทำงานกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้Amazon ระบุว่า การผสมผสานระหว่างหุ่นยนต์กับ AI อย่าง DeepFleet คือแนวทางของบริษัทในการสร้างนวัตกรรมที่มีผลกระทบเชิงบวกและจับต้องได้ในโลกแห่งความเป็นจริง พร้อมตั้งเป้าจะพัฒนาต่อเนื่องเพื่อยกระดับห่วงโซ่การจัดส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต